ถนนหรือแยกไหนที่รถติดที่สุดในประเทศไทย

ถนนหรือแยกไหนที่รถติดที่สุดในประเทศไทย

เมื่อพูดถึงการจราจรในประเทศไทย แน่นอนว่าชวนหัวสำหรับคนไทยหลายคนอย่างแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นปัญหาน้ำท่วม ซ่อมถนน ทำรถไฟฟ้า และอีกนานา เรียกได้ว่ามีปัญหาน่าปวดหัวให้น่าลุ้นได้ไม่เว้นวันเลยละค่ะ 

ปัญหาดังกล่าว เลยนำมาสู่ปัญหารถติดในประเทศไทย จนทะยานติดโพลรถติดอันดับโลกเลยทีเดียว ปัญหารถติดเหล่านี้มักจะเกิดขึ้นในกรุงเทพมหานครเป็นหลักจนหลายคนขยาดกรุงเทพฯ กันเลย คนบางคนถึงขั้นกล่าวว่า หากไม่จำเป็น ก็ไม่อยากเข้ามากรุงเทพฯ ที่เทพสร้างแต่ไม่ได้อยู่เองนี่เลยจริง ๆ แต่สาเหตุอะไรที่ทำให้รถติดได้ขนาดนี้ ลองไปดูกันนะคะ

สาเหตุที่รถติดในประเทศไทย

สำหรับสาเหตุที่รถติดในประเทศนี้ โดยเฉพาะกรุงเทพมหานคร หลายคนคงพอมีคำตอบในใจอยู่บางแล้วว่าเพราอะไร มาลองดูดีกว่ากันค่ะ ว่ามันมีสาเหตุที่มาจากอะไรบ้าง เผื่อต้นเหตุเหล่านั้น เราจะพอมีทางแก้ได้บ้าง

1. ซ่อมถนน

มาถึงสาเหตุแรกที่ทำให้รถติด อย่างการซ่อมถนนที่มักไม่มีการแจ้งล่วงหน้า หรือวันดีคืนดีซ่อมเสร็จแล้ว อยู่ ๆ ก็เปิดโปรเจกต์ทำถนนใหม่เสียอย่างนั้น พอเกิดกั้นจราจรสักเลนไป ก็ทำให้รถยนต์ที่วิ่งมาต้องเบียดเข้าอีกเลน กลายเป็นการชะลอรถและทำให้การจราจรติดขัดได้แม้ไม่แยกไฟแดง 

2. น้ำท่วม

อีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้รถติดมาก ๆ ในกรุงเทพมหานคร คือปัญหาน้ำท่วมขัง ที่มักเกิดขึ้นบ่อย เนื่องจากประเทศไทยนั้น เกินกว่าครึ่งปีแทบจะโดนฝนถล่มไปแล้ว แถมฝนยังตกหนักมากจนน้ำระบายไม่ทัน กลายเป็นกรุงเทพฯ เมืองบาดาล ที่รถแล่นไม่ได้แต่เรือวิ่งได้

อย่างที่บอกว่ารถยนต์วิ่งไม่ได้ ทำให้รถที่ต้องการจะสัญจรต้องค่อย ๆ ขับผ่านน้ำท่วมสูงไป และปกติตอนเช้าของกรุงเทพฯ ก็รถติดจนไม่รู้จะติดยังไง พอเจอรถที่ต้องชะลอ แถมมักเกิดอุบัติเหตุเยอะในเช้าวันฝนพร่ำแบบนี้ รถก็ยิ่งติดจนไม่มีคำจะกล่าวเลยล่ะ

3. ทำการก่อสร้าง เช่น รถไฟฟ้า นำเสาไฟลงดิน ฯลฯ 

การจราจรที่ติดขัดเพิ่มขึ้นในปัจจุบัน มักจะเกิดจากสาเหตุ การก่อสร้างรถไฟฟ้า หรือทุบแล้วสร้างสะพานใหม่รอบกรุง จึงทำให้ถนนหลายสายมีความต่อเนื่องกัน เกิดรถติดสะสมเป็นอย่างมาก ยกตัวอย่างเช่น เส้นรามคำแหงเลี้ยวเข้าพัฒนาการ ที่มีการก่อสร้างแนวรถไฟฟ้าสายสีส้มทั้งเส้น จนเกิดปัญหารถติดยาวไปถึง เส้นรามคำแหงยาวเข้าเส้นเสรีไทยและร่มเกล้าในทุกเช้า

4. ทุกคนมีรถ

อย่าแปลกใจไปว่า ทำไมการที่ทุกคนเป็นเจ้าของรถ ถึงเป็นหนึ่งในสาเหตุของรถติด อยากให้ทุกคนลองจินตนาการจำนวนรถยนต์ที่ออกมาขับบนท้องถนน 1 คนต่อ 1 คัน ขณะที่กรุงเทพมหานครมีประชากรถึง 5.6 ล้านคน พูดได้ว่ากว่าครึ่งของประชากรทั้งหมด มีรถเป็นของตนเอง 

นี่จึงไม่ใช่เรื่องที่แปลกใจว่าทำไมกรุงเทพฯ จึงพบปัญหาการจราจรติดขัดเป็นอย่างมากทั้งตอนเช้าและเย็น เพราะทุกคนต่างนำรถของตนเองออกมาขับขี่ ท่ามกลางเนื้อที่ถนนอันน้อยนิดของกรุงเทพมหานคร

5. ไม่ใช้ขนส่งสาธารณะ

อีกหนึ่งสาเหตุที่เป็นที่มาของการที่ทุกคนเป็นเจ้าของรถ เพราะขนสาธารณะในไทยค่อนข้างไม่ตอบโจทย์การเดินทางเพื่อไปทำงาน เช่น บ้านหรือที่พักไม่ใกล้กับคมนาคมที่เดินทางได้สะดวก อย่างพวกรถไฟฟ้า หรือจะเป็นการที่ขนส่งสาธารณะอย่างรถเมล์ที่นอกจากจะรถติดแล้วยังต้องมากังวลปัญหาเรื่องความปลอดภัยในชีวิตขณะนั่งอีก 

ทำให้ทุกคนเลือกซื้อรถยนต์ส่วนบุคคล แทนการโดยสารขนส่งสาธารณะที่มักจะเกิดปัญหาจนเกินความไม่แน่นอนในชีวิตขึ้น นี่จึงเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้รถติดนั่นเอง

6. ผังเมือง

อย่างที่เคยกล่าวไปข้างต้นว่า กรุงเทพมหานครเมืองเทพสร้าง แต่เทพไม่ได้อยู่ การออกแบบที่เน้นการตัดถนนเพื่อเข้าถึงที่ดินเพื่อซื้อขายในอดีตของกลุ่มนายทุน โดยลืมคำนึงถึงการสัญจรที่ควรจะต้องมาบรรจบกัน  กลายเป็นเน้นการสร้างถนนและซอยเพื่อเข้าถึงที่ดินก็จบเท่านั้น 

หากคุณลองสังเกตหลาย ๆ ประเทศ ที่มีการวางผังเมืองที่ดี จะรู้ว่าถนนหลายเส้นมักจะย้อนมาบรรจบกัน มากกว่าเป็นซอยตัน แถมยังมีจำนวนถนนเส้นหลักยังมีเยอะ

ไม่เหมือนประเทศไทยที่เต็มไปด้วยซอยตันและถนนสัญจรที่มีเพียง 8% ภายในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ทำให้การระบายรถผ่านซอยหรือทางลัดต่าง ๆ ทำได้ยากมากขึ้น ต่อให้เป็นซอยที่ทะลุถึงอีกถนน ก็มักจะเป็นซอยแคบและมีอยู่เพียงซอยเดียว จะกลับก็ไม่ได้จะไปก็ไม่ถึง จึงเกิดการสะสมของการจราจรเกิดขึ้น

7. วิธีการจอดรถ 

ขออนุญาตกล่าวว่า การจอดรถของหลายท่านก็เป็นหนึ่งในสิ่งที่กีดขวางการจราจรอย่างถึงที่สุด ยกตัวอย่างเช่น การจอดรถข้างถนนเรียงราย หรือสลับกันไปแบบมักง่าย ทำให้รถหลายคันเมื่อเข้าถึงจุดพีคของการจราจร ก็ต้องคอยเบี่ยงหลบและแทรกเข้าอีกเลน สร้างปัญหาให้รถคันด้านหลังต้องหยุดรอเพื่อให้คนที่เข้าเลนนั้นและไปไมไ่ด้ออกมา

ซึ่งบางครั้งปัญหาแบบนี้จะนำมาซึ่งการทะเลาะเบาะแว้งกันระหว่างบุคคล ที่ต้องการจะออกจากเลนและผู้ที่อยู่ในเลนหลัก ไม่ยอมกันและเกิดการชนกัน จนนำมาซึ่งอุบัติเหตุที่ต้องรอประกันและรถจากทางเจ้าหน้าที่มาเคลื่อนย้ายออกไป สร้างความติดขัดบนท้องถนนอีกเท่าเลยทีเดียว

8. การตั้งตลาด

สำหรับปัญหานี้สามารถเห็นได้จากการสั่งห้ามตั้งตลาดหรือร้านค้าบริเวณฟุตบาท เพราะนอกจากจะทำให้คนเดินบนฟุตบาทลำบากแล้ว ยังขัดขว้างการจราจรหนึ่งช่องทาง เนื่องจากพ่อค้าแม่ขายมักจะนำรถมาจอดเพื่อเอาของลงบ้าง บางครั้งก็คนเยอะเกินจนล้นมาลงบนถนนแทน 

ช่วงหลังมานี้ทางพื้นที่อย่างกทม. จึงเริ่มจัดการปัญหาการตั้งตลาดบนฟุตบาท โดยมีข้อเสนอให้พ่อค้าแม่ค้าเหล่านั้นย้ายไปตั้งร้านขายสินค้าในบริเวณที่จัดให้แทน เพื่อลดปัญหาความหนาแน่นบนฟุตบาทและลดหนึ่งในสาเหตุจากปัญหารถติด

อันดับแยกหรือถนนที่รถติดที่สุดในประเทศไทย

ลองมาดูกันว่า มีแยกไหนบ้างที่รถติดมาก ๆ ในประเทศไทย ถามว่ารู้แล้วไปทำอะไร ทุกคนควรรู้เพื่อหลีกเลี่ยงรถติด ที่คุณอาจต้องพบเจอยามที่สัญจรผ่านเส้นทางนี้ และวางแผนการเดินทางของคุณให้คุ้มค่าเวลามากที่สุด

1. วงเวียนใหญ่ 

ฝั่งกรุงธนบุรีต้องวงเวียนใหญ่ เรียกได้ว่าติดมาก ติดจนไม่รู้จะติดขนาดไหน ยิ่งตรงบริเวญแยกบ้านแขก ที่แต่ละวันติดนานอย่างกับ รถจอด ทำใครหลายคนถอนหายใจจนเบื่อไปเลยล่ะ

2. แยกอุรุพงษ์-ประตูน้ำ

เมื่อพูดถึงอีกหนึ่งแยกที่หากเลี่ยงได้ควรเลี่ยง อย่างแยกอุรุพงษ์ ตรงประตูน้ำ ที่นอกจากตอนเย็นรถจะติดมาก แทบไม่เห็นการขยับจนบางคนท้อแล้วท้ออีก แต่อย่างว่า บางคนก็จำเป็นที่จะต้องสัญจรผ่านแยกนี้จริง ๆ 

3. ถนนรัชดาภิเษก

แยกในเมืองที่หลายคนคงเลี่ยงการสัญจรผ่านไม่ได้ อย่างถนนรัชดาภิเษก ที่นอกจากจะเป็นถนนที่เชื่อมถนนอีกหลายเส้นในกรุงเทพฯ แล้ว ยังเป็นเส้นที่มีตึกออฟฟิศมากมายเรียงรายอยู่เต็มไปหมด แถมนอกจากออฟฟิศ ก็ยังมีคอนโด หอพัก เรียกได้ว่าเป็นเส้นทางกลับบ้านของใครหลายคนเลยล่ะค่ะ

4. แยกอโศก

คงไม่ต้องพูดสำหรับแยกนี้ ที่นอกจากรถจะเยอะทุกวัน ยังเป็นแยกที่ติดนานกว่า 1 ชั่วโมงก็มีมาแล้ว ยิ่งถ้าวันไหนติดยาวมาตั้งแต่แยกพระราม 9 ก็อย่าหวังเลยว่าจะได้ขยับไปไหนไกล บางครั้งก็ทำติดยาวตั้งแต่ทางลงทางด่วนก็มี

5. ห้าแยกลาดพร้าว

ปัจจุบันหลังจากมีการสร้างรถไฟฟ้าสถานีห้าแยกลาดพร้าว หวังคลี่คลายสถานการณ์รถติดได้บ้าง ทว่าถึงสถานีจะเสร็จ แต่ถนนที่มุ่งหน้าลาดพร้าวยังกำลังอยู่ในช่วงก่อสร้างรถไฟฟ้า ทำให้รถติดสะสมยิ่งกว่าเดิม ลองคิดดูว่าคุณหลับไปแล้ว 2 ตื่น รถก็ยังอยู่ที่เดิมไม่ไปไหน

6. ถนนวิภาวดีรังสิต

ถนนวิภาวดีรังสิต หลายคนคงได้ยินว่าตอนเช้าก็รถติดแล้ว แต่เย็นติดกว่าเดิม แดงเทือกทุกครั้งที่ดูเส้นทางในแมป เพราะเส้นนี้จะเป็นเส้นที่ใช้เดินทางเพื่อมุ่งหน้าออกไปทางดอนเมือง รังสิต และวิ่งกลับเข้ามาที่ลาดพร้าว เนื่องจากเป็นถนนที่ต่อกับถนนอีกหลายเส้น จึงเกิดการสะสมของการจราจรเป็นธรรมดา

7. แยกลำสาลี 

เป็นหนึ่งในแยกที่สามารถไปต่อได้หลายที่ อย่างถนนพัฒนาการ ถนนรามคำแหง และถนนลาดพร้าว พอเจอแบบนี้เข้าไป จึงกลายเป็นเส้นที่นำรถจากหลายถนนมาสุมอยู่ในแยกเดียวกัน แถมแยกนี้พอจะปล่อยรถทีก็ปล่อยน้อย ควรเตรียมใจและเผื่อเวลาไว้จะดีที่สุดนะคะ

8. ถนนเจริญกรุง

อีกหนึ่งถนนที่มีความยาวตั้งแต่ฝั่งธนบุรี ตรงแยกท้ายวัง ยาวมาจบตรงเส้นพระราม 3 แม้ถนนเส้นนี้จะมีหลายจุดที่ติดอยู่เป็นประจำอย่าง ตรงบริเวณวัดมังกร เยาวราช เป็นต้น แต่จุดที่ติดที่สุดจะอยู่ที่ บริเวณแยกถนนตก มุ่งหน้าแยกเฉลิมพันธ์ ที่เรียกได้ว่าสะสมยาวตั้งแถวถนนสาธรยาวไปจนถึงพระราม 3 

9. ถนนพระราม9 

ถนนพระราม 9 เป็นถนนที่ขนานกับถนนรามคำแหง โดยสามารถใช้ซอยทะลุไปได้ ทว่าเส้นนี้แม้จะมีแยกไม่ค่อยเยอะ และมีทางด่วนศรีรัชให้ขึ้นมุ่งหน้าเข้าเมือง แต่ก็ยังคงเป็นเส้นที่ติด เพราะมีจุดเชื่อมกับถนนรามคำแหงอยู่หลายแยก เรียกได้ว่าติดกันไปตาม ๆ กันเลยล่ะ

11. แยกแคราย 

เช่นเดียวกันกับห้าแยกลาดพร้าว ที่แม้จะสีรถไฟฟ้าสายสีม่วงวิ่งผ่านถนนตรงจุดนี้แล้ว แต่ก็ยังเป็นจุดที่ชาวนนทบุรี สามารถพูดได้ว่า เลี่ยงได้เลี่ยง! แต่ก็เลี่ยงไม่ได้อยู่ดี เพราะเป็นถนนที่ชาวนนท์ใช้สัญจรเพื่อไปยังจุดต่าง ๆ เช่น งามวงศ์วาน หรือขับข้ามแม่น้ำไปฝั่งบางใหญ่ 

แต่สาเหตุการติดที่นอกจากรถสะสมจำนวนมากแล้ว อาจเพราะบริเวณสี่แยกแครายมีทางขึ้นสะพานยกระดับเป็นคอขวดทำให้ยิ่งติดกันไปใหญ่

12. ถนนแจ้งวัฒนะ มุ่งหน้าปากเกร็ด   

ถนนแจ้งวัฒนะมุ่งหน้าปากเกร็ด ที่ปกติไม่ทำการก่อสร้างรถไฟฟ้าก็ติดมากมายอยู่แล้ว ยิ่งในตอนนี้ที่มีการทำรถไฟฟ้าสายสีชมพู มุ่งหน้ามีนบุรี-ปากเกร็ด ทำให้รถสะสมมากกว่าเดิม ด้วยช่องสัญจรที่น้อยลงกว่าที่เคยมี 

โดยถนนเส้นนี้ยังเป็นจุดเชื่อมกับถนนอีกหลายเส้น อย่างถนนวิภาวดี รังสิต และถนนรามอินทรา ที่สามารถมุ่งหน้าไปได้ทั้งเมืองทอง ปากเกร็ด ลาดพร้าว และรามอินทรา

ซึ่งก่อนหน้านี้เคยมีคนตั้งข้อสงสัยไว้ว่า สาเหตุที่แท้จริงที่ทำให้ถนนแจ้งวัฒนะติดจนไม่รู้จะเลิกติดยังไง มาจากการที่บริเวณศูนย์ราชการ กั้นให้รถทุกคันฝ่าทุกเลนเพื่อไปกลับรถยังยูเทิร์นที่ใกล้ที่สุด จึงเกิดปัญหารถที่มุ่งหน้าไปแยกหลักสี่ ไม่สามารถเคลื่อนไปได้และเกิดการติดสะสมยาวถึงท้ายแถวเลยล่ะ

วิธีแก้ปัญหารถติดให้กับตัวคุณเอง

การแก้ปัญหารถติดให้กับคุณเอง แม้จะฟังดูแล้วอะไรนะ ทำไมเราต้องแก้รถติดด้วยตนเอง แทนที่จะให้ภาครัฐเข้ามาดูแล แต่นี่คือทางแก้ที่ง่ายที่สุดที่เริ่มต้นได้ด้วยตัวคุณเอง ระหว่างรอภาครัฐแก้ปัญหารถติดให้แก่คุณ

1. ใช้ขนส่งสาธารณะ

เพราะการใช้ขนส่งสาธารณะ อย่างเช่น รถไฟฟ้า รถไฟฟ้าใต้ดิน และเรือ เป็นหนึ่งในทางเลือกที่คุณไม่ต้องลงไปเบียดเสียดบนท้องถนนกับคนอื่นเขา แถมยังช่วยประหยัดเวลา เนื่องจากขนส่งเหล่านี้มักจะให้บริการตามรอบเวลาที่ระบุเอาไว้ จึงช่วยให้คุณสามารถคุมเวลาการเดินทางได้ดีขึ้น

2. หาทำเลคอนโดที่ใกล้เคียง

อีกหนึ่งวิธีที่ช่วยคุณเลี่ยงปัญหารถติดได้ดีมาก ๆ คือการเช่าคอนโดหรือหอพักในทำเลที่ใกล้เคียง เพื่อประหยัดเวลาในการเดินทางทั้งยังไม่ต้องเอารถลงถนนให้เหนื่อยใจอีกด้วย  การเลือกที่พักใกล้เคียงยังสามารถเดินไปทำงานโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายอย่างค่าเดินทางเพิ่มเติมได้ด้วย

3. เลี่ยงเส้นทางรถติดไปใช้ทางลัด

การใช้เส้นทางลัด อย่างการเลี่ยงเส้นทางหลักไปใช้ทางย่อย ตามซอยย่อย ๆ อาจช่วยในการระบายรถติดบนเส้นทางหลักได้บ้าง และอย่างน้อยเมื่อใช้ทางลัดอาจทำให้คุณเดินทางได้เร็วกว่าไปตามเส้นทางหลักอีกด้วย 

4. หาอย่างอื่นทำบนรถ

การหาอย่างอื่นทำบนรถจะช่วยให้ปัญหารถติดน้อยลงไปได้ อันนี้เป็นเรื่องของความรู้สึกไม่ใช่สถานการณ์จริง ๆ เช่น เมื่อรถติดคุณอาจจะนำข้าวหรือขนมมากินรอระหว่างไปทำงาน 

ทำให้คุณรู้สึกว่าเวลาเหล่านั้นผ่านไปไว อย่างบางคนก็ใช้เวลารถติดนี่แหละ ในการแต่งหน้าให้เป๊ะปัง ไม่ต้องแต่งออกจากบ้านให้เสียเวลา แล้วต้องไปสายอีกด้วย

5. ทำใจ

อีกหนึ่งวิธีการช่วยให้คุณรู้สึกว่ารถติดไม่เป็นปัญหา คือการทำใจยอมรับว่า กรุงเทพฯ ชีวิตดี ๆ ที่ลงตัวนั้นลงตัวที่รถติดแหง็กบนท้องถนนมากกว่า 1 ชั่วโมงคือสามัญ เมื่อคุณเริ่มทำใจให้เคยชินได้ ความรู้สึกมัวหมองในชีวิตอาจจะลดลงมาได้บ้างก็ได้นะคะ

รถแบบไหนที่คุ้มในการขับในเมือง

ถ้าคุณคือหนึ่งในคนที่จำเป็นหรือต้องการใช้รถท่ามกลางสภาวะรถติดของกรุงเทพฯ  การเลือกรถให้เหมาะสมสำหรับการสัญจร ก็เป็นหนึ่งในทางเลือกเพื่อเพิ่มความง่ายและสะดวกสบายแก่ตัวคุณ ถึงแม้จะไม่สามารถลดปัญหารถติดได้ แต่ก็ยังสามารถประหยัดเวลาและน้ำเงินได้เล็กน้อยก็ยังดี

1. รถยนต์คันเล็ก

การใช้รถยนต์คันเล็กเหมาะกับพื้นที่คับแคบ อย่างซอยทั้งหลายภายในกรุงที่ทั้งแคบ ทั้งเล็ก สัญจรสวนกันก็ลำบาก แถมเวลาจะจอดรถทีก็ต้องมองซ้ายมองขวา ว่าจะจอดได้หรือเปล่านะ

เมื่อเลือกใช้รถคันเล็กปัญหานี้จะลดน้อยลง เพราะเมื่อคุณขับภายในซอยหรือต้องการจอดรถบริเวณที่จอดน้อยก็ทำได้ทันที เพราะรถของคุณเล็กจนมีเนื้อที่พอให้จอด 

แถมยังไม่ต้องระแวงรถมาเฉี่ยวกระจกข้างให้ลุดอีกด้วย ยิ่งไปกว่านั้นอีกสิ่งที่น่าสนใจสำหรับรถยนต์คันเล็กคือ เมื่อรถติดก็สามารถซิกแซกเข้าเลนต่าง ๆ ได้ง่าย

2. รถยนต์ที่ประหยัดน้ำมัน

การออกรถเพื่อใช้ขับขี่ภายในเมือง ควรเป็นรถยนต์ที่ประหยัดน้ำมันอย่างรถยนต์ประเภท Eco Car ที่นอกจากราคารถยนต์ที่ประหยัดและถูกกว่ารถยนต์ประเภทอื่น ๆ แล้ว ยังคันเล็กและประหยัดน้ำมันมาก ๆ อีกด้วย 

ขณะที่รถติดบนแยกไฟแดงใดแยกหนึ่งเป็นเวลานาน แม้รถจะไม่ขยับแต่ก็สิ้นเปลืองน้ำมันเป็นอย่างมาก เช่น การเปิดแอร์ ติดเครื่องยนต์ทิ้งไว้ ก็ยังคงผลาญน้ำมันจำนวนมาก 

ประหนึ่งรถคุณได้ขับออกไปยังต่างจังหวัด 148 กิโลและกลับมเข้ากรุงอีกรอบ เรียกได้ว่าหากไม่ใช่รถประหยัดน้ำมันก็เปลืองสุด ๆ ไปเลย 

3. มอเตอร์ไซค์

อย่าสงสัยว่าทำไมมอเตอร์ไซค์ถึงคุ้มค่าในการขับขี่ภายในเมือง นอกจากดีไซน์ของรถมอเตอร์ไซค์ที่เล็กและสามารถซิกแซกไปมาตามเส้นทางต่าง ๆ ได้แล้ว ยังสามารถประหยัดน้ำมันได้กว่ารถยนต์อีกด้วย 

การเติมน้ำมันถังหนึ่งประมาณ 4.4 ลิตร ก็วิ่งได้ไกลประมาณ 130 กิโลเมตรเลยทีเดียว 

รถมอเตอร์ไซค์จึงเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่สามารถช่วยคุณทำเวลาได้ดีและประหยัดน้ำมันอย่างมาก แถมค่าที่จอดรถมอเตอร์ไซค์รายเดือนยังถูกกว่าค่าที่จอดของรถยนต์หลายเท่าเลยค่ะ

สรุปท้ายบทความ

ปัญหารถติด ที่แก้ยาก อยากจะแก้ยังไงก็ไม่หาย ได้แต่ทำใจใช้ชีวิตแบบนี้ไปเรื่อย ๆ หากใครโชคดีหน่อยก็อาจมีทางเลือกที่นอกจากการเดินทางด้วยรถยนต์ ไปใช้ขนส่งสาธารณะที่เร็วขึ้นอย่าง รถไฟฟ้า หรือการเลือกเช่าที่พักตรงจุดใกล้ที่ทำงานมากขึ้น

ถ้าสำหรับใครที่เลี่ยงไม่ได้ในการใช้รถ อาจลองเปลี่ยนจากการใช้รถยนต์เป็นรถมอเตอร์ไซค์เพื่อความขับคล่องและไปได้เร็วขึ้นกว่ารถยนต์ ทว่าสำหรับใครที่ไม่สันทัดเรื่องการขี่รถมอเตอร์ไซค์ 

สามารถเลือกเป็นรถยนต์คันเล็กเพื่อประหยัดน้ำมัน และขับขี่ในเมืองกรุงได้ง่ายที่ Kaidee ก็เป็นหนึ่งในทางเลือกที่เวิร์ก ส่วนเรื่องสภาพจิตนั้นก็คงจะต้องหาวิธีเยียวยาด้วยการหาอะไรทำยามรถติดแก้เซ็งแทน

เงินเดือนสองหมื่นผ่อนรถอะไรได้บ้าง ลองมาดูกันเลยดีกว่า!

เงินเดือนสองหมื่นผ่อนรถอะไรได้บ้าง ลองมาดูกันเลยดีกว่า!

หนึ่งวลีฮิตที่ว่า “ควรมีรถก่อนมีบ้าน” ทำให้เด็กจบใหม่หรือคนที่เพิ่งเริ่มทำงานได้ไม่นาน วาดฝันว่าเราต้องมีรถเป็นของตนเองสักคัน เหมือนเป็นการตั้งปณิธานเพื่อบรรลุเป้าหมายในชีวิต ทว่าเมื่อหันกลับมามองความจริง เงินเดือนสองหมื่นจะพูดว่าดูเหมือนเยอะ เน้นคำว่าดูเหมือนนะคะ

ถ้าคุณไม่มีภาระค่าใช้จ่ายอะไรในบ้าน ทั้งค่าน้ำค่าไฟ ค่าเช่าบ้าน หอ คอนโดใกล้ที่ทำงาน เหลือเพียงค่าเดินทาง เงินสองหมื่นอาจจะพูดว่าเยอะก็เป็นได้ แต่สำหรับคนที่ต้องมีภาระข้างต้น การจะซื้อรถสักคันด้วยเงินเดือนเท่านี้ ดูจะเกินตัวไปสักเล็กน้อย

ถึงจะบอกว่าไม่ควรซื้อ แต่บางคนก็มีเหตุจำเป็นที่ต้องซื้อรถจริง ๆ หรืออยากได้รถสักคันเป็นของตนเองมาก ๆ เราจะไม่ห้ามคุณในการซื้อรถยนต์ แต่เราจะมาแนะนำว่ารถยนต์คันไหนถึงจะดีและไม่เป็นภาระทางการเงินที่หนักหนาเกินไปสำหรับคนเงินเดือนสองหมื่น! 

เงินเดือนสองหมื่นควรผ่อนรถอย่างไร

เบื้องต้นต้องขอดักคอทุกคนไว้ก่อนว่า หากคุณไม่ได้มีต้นทุนที่หนาพอหรือมีแบคคอยช่วยเหลือเงินละก็ คุณไม่ควรซื้อเงินสดหรือทุ่มเงินทั้งก้อนในการซื้อที่เดียว เพราะหากเกิดต้องใช้เงินยามฉุกเฉินคุณจะเดือดร้อนเอาได้ สิ่งที่ควรทำคือเก็บเงินเพื่อจ่ายในส่วนของเงินดาวน์ก่อน และส่วนที่เหลือให้เลือกเป็นผ่อนจ่ายแต่ละเดือนดีกว่า

รถยนต์ที่คุณควรเลือกซื้อในเบื้องต้นสำหรับเงินเดือนสองหมื่น คือรถยนต์ประหยัดน้ำมัน ประเภทอีโคคาร์ เป็นรถไซซ์เล็กที่เครื่องอาจไม่แรง แต่ราคาประหยัดแรงมากสำหรับคนเงินเดือนสองหมื่น เพราะคุณต้องอย่าลืมว่า เมื่อซื้อรถเสร็จ ไหนจะต้องมีค่าบำรุงรักษารถยนต์ ค่าน้ำมัน และค่าตกแต่งรถจิปาถะเยอะแยะ ชนิดที่ว่าหมุนเงินไม่ทันเลยทีเดียว

ถ้าจะเอาแบบเป๊ะ ๆ ชนิดว่าคำนวณเงินเก็บเพื่อดาวน์รถเลยล่ะก็ ลองคิดคร่าวๆ ว่าคุณต้องมีเงินดาวน์รถเบื้องต้น 40% สำหรับรถยนต์ราคาประมาณ 599,000 บาท(ราคาแอบสูงในบรรดารถรุ่นเล็ก) แสดงว่าในเบื้องต้นคุณต้องมีเงินเก็บในการดาวน์รถที่ 239,000 บาท ซึ่ง 20,000 ต่อเดือน 

  • ค่าประกันสังคม 750 บาท
  • ค่าหอพักในกรุงเทพราคาต่ำสุด 6,000 บาท/เดือน
  • ค่าเดินทางประมาณ 3,000 บาท/เดือน
  • ค่าอาหาร 3มื้อ 4,000 บาท/เดือน (เฉลี่ยละ 133 บาท)
  • ค่ามือถือ 399 บาท (สำหรับรายเดือน)

คุณจะเหลือเงินเก็บประมาณ 5,851 ต่อเดือน 

แล้วต้องการเงินดาวน์ที่ 239,000 บาท แสดงว่าคุณต้องเก็บเงินเป็นเวลา 4 ปี ถึงจะได้เงินดาวน์ แต่ถ้าคุณมีเงินเก็บที่เพียงพอต่อเงินดาวน์แล้ว ก็ข้ามขั้นตอนนี้ไปได้เลยค่ะ

นับจากส่วนที่ดาวน์ไปแล้ว 239,000 บาท 

  • เหลือเงินผ่อนชำระ 360,000 บาท 
  • เลือกผ่อนชำระที่ 5 ปี ที่ดอกเบี้ย 2.55% ต่อปี 
  • เฉลี่ยต้องผ่อนชำระที่ 6,765 ต่อเดือน 

ซึ่งแน่อนนว่านั่นไม่เพียงพอกับรายจ่ายของคุณ ถ้าอิงตามข้างต้น แต่ใครที่มีเหลือเกิน 6,765 ละก็อย่าลืมเปลี่ยนค่าเดินทางไปเป็นค่าน้ำมันเฉลี่ยเดือนละ 4,000 แทนด้วยนะคะ

สำหรับใครที่พอมีเงินเก็บต่อเดือนประมาณ 10,000 บาทอัพ การผ่อนรถยนต์ราคาประมาณนี้กำลังดีเลยล่ะค่ะ เพราะคุณยังพอมีเงินเหลือกินเหลือใช้บ้างประปราย แต่หากประเมินแล้วว่าตนเองไม่ไหวก็ลองปรับเปลี่ยนแผนการณ์ดูนะคะ เช่นว่า สนใจไปซื้อรถยนต์คันเล็กที่เป็นมือสองแทน หลายคนอาจจะยังไม่ทราบว่าแม้จะเป็นรถยนต์มือสอง ก็ขอยื่นกู้ไฟแนนซ์ได้เช่นเดียวกันกับรถยนต์มือหนึ่ง! 

12 รุ่นรถที่เหมาะสมสำหรับเงินเดือนสองหมื่น

เมื่อกี้อาจเป็นเรื่องเครียด ๆ เรื่องเงินทองกันไปแล้ว แอบบอกก่อนนะคะ ว่าราคารถเมื่อกี้ที่คำนวณให้ข้างต้นสำหรับรถคันเล็กค่อนข้างเอนไปทางราคาสูงอยู่ ดังนั้นเพื่อความปลอดโปร่งใจมากขึ้น ตอนนี้มาลองดูรถยนต์ที่เงินเดือนสองหมื่นสามารถจับต้องได้กันดีกว่าค่ะ ไม่แน่ว่าค่าใช้จ่ายอาจน้อยกว่าที่เราคำนวณไว้ให้ค่ะ!

1.Suzuki Celerio ราคาเริ่มต้นที่ 318,000 บาท

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ :

https://www.kaidee.com/auto/products/suzuki/celerio-2020

2.Nissan March ราคาเริ่มต้นที่ 420,000 บาท 

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ :

https://www.kaidee.com/auto/products/nissan/march-2020

3.New Mitsubishi Mirage 2020 ราคาเริ่มต้นที่ 467,000 บาท

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ :

https://www.kaidee.com/auto/products/mitsubishi/mirage-2020

4.Mitsubishi Attrage ราคาเริ่มต้นที่ 494,000 บาท

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ :

https://www.kaidee.com/auto/products/mitsubishi/attrage-2020

5.Honda Brio ราคาเริ่มต้น 495,000 บาท

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ : 

https://www.kaidee.com/auto/products/honda/brio-2020

6.All-New Nissan Almera ราคาเริ่มต้นที่ 499,000 บาท

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ :

https://www.kaidee.com/auto/products/nissan/almera-2020

7.MG3 ราคาเริ่มต้น 519,000 บาท

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ : 

https://www.kaidee.com/auto/products/mg/mg-3-2020

8.New Suzuki CIAZ 2020  ราคาเริ่มต้นที่ 523,000 บาท

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ : 

https://www.kaidee.com/auto/products/suzuki/ciaz-2020

9.Toyota New Yaris  ราคาเริ่มต้นที่ 539,000 บาท

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ : 

https://www.kaidee.com/auto/products/toyota/yaris-2020

10.New Mazda 2 ราคาเริ่มต้นที่  546,000 บาท

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ :

https://www.kaidee.com/auto/products/mazda/mazda2-2020

11. All New Honda City 2020 ราคาเริ่มต้นที่ 579,500 บาท

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ :
https://www.kaidee.com/auto/products/honda/city-2020

12. Toyota Vios ราคาเริ่มต้นที่ 609,000 บาท

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ :
https://www.kaidee.com/auto/products/toyota/vios-2020

เงินเดือนสองหมื่นผ่อนรถมือหนึ่ง หรือ มือสองอะไรดีกว่า ?

คุณสามารถอิงจากราคารถยนต์ข้างต้นได้ว่า ถ้าคุณสามารถผ่อนในราคาดังกล่าวไว้ ก็สามารถจัดรถยนต์มือหนึ่งใหม่เอี่ยมได้เลย แต่ในกรณีที่คุณคิดว่า การผ่อนนั้นคือภาระอันหนักหนาและมีงบไม่พอ การเลือกซื้อรถยนต์มือสองน่าจะเป็นคำตอบที่ดีและเหมาะสมกว่า 

เพราะถึงแม้ว่าจะเป็นรถยนต์มือสองที่ยังมีราคาเหยียบแสน ทว่าทางไฟแนนซ์ก็มีการปล่อยกู้สำหรับรถยนต์มือสองอยู่เช่นเดียวกับรถยนต์มือหนึ่งเลย

เหตุผลที่คนเงินเดือนสองหมื่นควรเลือกรถมือสองมากกว่ารถมือหนึ่ง 

1. ราคาถูกกว่า

ข้อแรกอย่างที่ได้กล่าวไปคือ ราคารถยนต์ของมือสองจะถูกกว่ามือหนึ่ง แม้จะเป็นรถยนต์ที่เพิ่งปล่อยเมื่อปีที่แล้ว ทำให้คุณสามารถผ่อนรถยนต์ในราคาที่สบายกระเป๋าได้มากกว่าการซื้อรถยนต์มือหนึ่ง 

โดยการขายรถยนต์มือสองแต่ละเจ้า จะมีการตั้งราคาที่ไม่เท่ากัน คุณสามารถเลือกราคาที่ถูกใจได้มากกว่า

2. สามารถเลือกรุ่นรถได้หลากหลาย

ข้อนี้เป็นข้อดีอย่างหนึ่งสำหรับรถยนต์มือสอง เมื่อคุณมีงบในมือ ก็อยากจะได้รถที่ถูกใจที่สุด แต่เมื่อเป็นรถยนตืมือหนึ่งอาจทำให้คุณจับได้เพียงรถคันเล็กเท่านั้น 

ถ้าคุณไม่ซีเรียสเรื่องความเป็นมือสอง แนะนำลองหารถยนต์มือสองสภาพดีที่อาจเป็นรถรุ่นใหญ่ขึ้นมาอีกรุ่นก็ได้ ทั้งนี้รถยนต์มือสองบางคัน ยังสภาพดีเหมือนใหม่เลยล่ะ 

3. กู้ไฟแนนซ์ได้เหมือนรถยนต์มือหนึ่ง

แน่นอนว่านี่คืออีกหนึ่งข้อดีสำหรับรถยนตืมือสอง คือการกู้ไฟแนนซ์ได้เช่นเดียวกับรถยนต์มือหนึ่ง ทำให้คุณไม่ต้องนั่งเก็บตังค์จนกว่าจะถึงงบของราคารถ ก็สามารถผ่อนจ่ายได้เช่นเดียวกับมือหนึ่ง แถมราคารถยนต์ยังถูกกว่าอีกด้วย 

สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมของดอกเบี้ยไฟแนนซ์รถยนต์มือสองได้ที่นี่เลย : https://blog.kaidee.com/th/second-hand-cars-interest-rate-of-thai-bank-2020/

สรุปท้ายบทความ

ความต้องการของแต่ละคนย่อมแตกต่างกันออกไป บางคนมีการเซ็ตเป้าหมายไว้ว่าจะออกรถสักคันก่อนอายุ 30 ปี แต่เงินเดือนในความเป็นจริงสวนทางกับความต้องการในฝัน เราต้องมาคำนวณให้ดีว่าสามารถผ่อนไหวหรือเปล่า หากไม่ไหวแนะนำไม่ให้ฝืนนะคะ เพราะมันจะเป็นการลำบากตัวคุณเองชนิดว่ามาม่าทั้งเดือนยังหรูไป

อย่างที่ได้กล่าวไปข้างต้นว่า ถ้าคุณไม่ซีเรียสเรื่องความใหม่ ความต้องการเทคโนโลยีสุดทันสมัยของรถยนต์มือหนึ่ง ลองดูรถยนต์มือสองที่ราคาลดหย่อนลงมา จาก4-5 แสนบาท สู่ราคาเพียง 1-3 แสนบาท น่าจะเป็นอะไรที่เหมาะสมมากกว่า สามารถเริ่มต้นดูรถยนต์มือสองราคาดี มีมากมายหลายรุ่นให้คุณเลือก ได้ที่ Kaidee Auto!

เกียร์ออโต้และเกียร์แมนนวลต่างกันอย่างไร มีวิธีขับยังไง

เกียร์ออโต้และเกียร์แมนนวลต่างกันอย่างไร มีวิธีขับยังไง

การขับรถในเบื้องต้นจำเป็นต้องรู้ว่า รถยนต์แต่ละประเภทนั้นจะมีการใช้เกียร์ที่แตกต่างกันออกไป วิธีเรียนรู้การขับของรถยนต์ที่ใช้เกียร์แตกต่างกันนั้น ก็จะต่างกันออกไปด้วย 

ดังนั้นก่อนจะเริ่มเรียนและตั้งเป้าว่าจะสอบใบขับขี่ ควรจะรู้ว่าตัวคุณเองอยากขับรถเกียร์แบบไหน หรือหากอยากขับทั้งสองแบบก็ควรจะรู้ว่าทั้งสองแบบมีข้อแตกต่างกันอย่างไรบ้าง เพื่อความเข้าใจในการใช้เกียร์มากขึ้นนั่นเอง

ความแตกต่างของเกียร์ออโต้และเกียร์แมนนวล

เกียร์ออโต้ / เกียร์อัตโนมัติ

สำหรับเกียร์อัตโนมัติ ที่เราเรียกกันว่า เกียร์ออโต้ จะเป็นเกียร์ที่เห็นได้บ่อยในรถยนต์สมัยใหม่ เนื่องจากเทคโนโลยีที่พัฒนาเพื่อเพิ่มความง่ายให้แก่ผู้ขับขี่ รถยนต์ส่วนใหญ่จึงมักนิยมผลิตออกมาโดยให้เกียร์เป็นเกียร์หลักในการขับเคลื่อนรถยนต์ 

นอกจากความง่ายแล้ว ระบบการทำงานของเกียร์ออโต้ก็ไม่ได้มีความซับซ้อน และเสี่ยงเครื่องยนต์ดับเหมือนเกียร์ธรรมดา เกียร์ออโต้จะทำงาน โดยเปลี่ยนเกียร์อัตโนมัติที่คำนวณจากความเร็วและน้ำหนักบรรทุกของรถ เกียร์ออโต้แบ่งออกเป็น 2 แบบ ได้แก่

1.เกียร์อัตโนมัติแบบทอร์คคอนเวอร์เตอร์

ตัวคอนเวอร์เตอร์คือ ตัวส่งกำลังต่อจากเครื่องยนต์ไปยังระบบเกียร์ ซึ่งระบบแบบนี้จะเสียกำลังจากเครื่องยนต์มากกว่า เกียร์อัตโนมัติแบบ CVT  แต่ถึงอย่างนั้นด้วยเทคโนโลยีที่พัฒนามาหลายรุ่น ทำให้ การสูญเสียกำลังเครื่องยนต์ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการขับขี่มากเท่าในอดีต

2.เกียร์อัตโนมัติแบบ CVT

CVT (Continuously Variable Transmission) เป็นการเปลี่ยนเกียร์ชนิดอัตรากดแบบต่อเนื่อง การทำงานของเกียร์รุ่นนี้คือ การเปลี่ยนเกียร์โดยอัตโนมัติโดยไล่เกียร์ไปเรื่อย ๆ ตามรอบอัตราเร่งของตัวรถ โดยที่จะมีระบบคอยคำนวณความเหมาะสมให้เมื่อเทียบกับรอบความเร็ว ซึ่งจะทำให้คุณไม่รู้สึกถึงแรงกระตุกขณะเปลี่ยนเกียร์ ทั้งยังสามารถรักษาอัตรารอบของเครื่องยนต์ได้ดีอีกด้วย

เกียร์ธรรมดา / เกียร์แมนนวล

การทำงานของเกียร์ธรรมดา หรือเกียร์แมนนวล(Manual) นั้นเป็นเกียร์ที่ให้ผู้ขับเป็นคนกำหนดการเปลี่ยนเกียร์ด้วยตนเอง โดยอิงจากอัตราเร่งของรถยนต์ที่ตนขับ ซึ่งหลายคนคงเคยได้ยินศัพท์คำว่า “เลี้ยงคลัทช์” ไม่เช่นนั้นรถจะดับ

สำหรับใครที่ขับเกียร์แมนนวล หรือเกียร์ธรรมดาควรรู้ไว้ว่า หากคุณไม่เลี้ยงคลัทช์ให้ดี นั้นอาจทำให้เครื่องยนต์ของคุณดับได้ การเลี้ยงคลัทช์ขนาดเปลี่ยนเกียร์ ไม่ใช่เรื่องง่าย ทว่าก็ไม่ใช่เรื่องยากเสียเดียว 

หากคุณฝึกฝนและขับขี่ให้ชิน นั่นจะทำให้การขับรถเกียร์ธรรมดาง่ายขึ้น เพราะเมื่อคุณจับจังหวะการเปลี่ยนเกียร์และเลี้ยงคลัทช์ที่ถูกต้องได้ การเข้าเกียร์ก็เป็นเรื่องสนุก

เปรียบเทียบข้อดี-ข้อเสียของเกียร์ธรรมดาและเกียร์ออโต้

วิธีการทำงานของเกียร์ธรรมดาและเกียร์ออโต้ นั่นแม้จะไม่ได้มีความซับซ้อนมากเท่าไหร่ ทว่าวิธีการขับต่างหากที่เป็นตัวตัดสินความชอบของคุณต่อเกียร์แต่ละแบบ ก่อนจะไปถึงจุดตัดสินใจเลือกเกียร์ที่ใช่ เรามาลองดูข้อดีข้อเสียของเกียร์แต่ละแบบกันดีกว่า ว่าแต่ละเกียร์มีจุดเด่นและข้อด้อยอะไรบ้าง

ข้อดีของเกียร์ออโต้ 

1. ไม่ต้องเปลี่ยนเกียร์ตามความเร็ว

เนื่องจากมีระบบอัตโนมัติในการคำนวณอัตราเร่งของรอบความเร็ว ทำให้การเปลี่ยนเกียร์ของเกียร์ชนิดนี้ ไม่ต้องพึ่ง “คน” ในการเปลี่ยนเพื่อเพิ่มรอบความเร็ว หรือลดเกียร์ลงให้เหมาะสมกับการขับขี่ ทำให้เมื่อขับขี่คุณสามารถเข้าเพียงเกียร์เดียว และขับต่อไปได้ยาว ๆ สมชื่อของคำว่า เกียร์อัตโนมัติ

2. ขับขี่ได้ง่าย

หากคุณเป็นผู้เริ่มต้นขับขี่รถยนต์ เกียร์ออโต้คือหนึ่งในคำตอบที่ดีและง่ายสำหรับทุกเพศทุกวัย เพราะเป็นเกียร์ที่ไม่ต้องใช้ทักษะในการเปลี่ยนเกียร์ หรือเลี่ยงคลัทช์ เพียงแค่เข้าเกียร์เดินหน้าและถอยหลัง ก็สามารถขังรถยนต์ได้แล้ว 

3. ไม่ต้องเลี้ยงคลัทช์

การเลี้ยงคลัทช์คือสิ่งที่ผู้ขับรถยนต์เกียร์ธรรมดาจะต้องเจอ คลัทช์คือสิ่งสำคัญที่ใช้ในการเปลี่ยนเกียร์เพื่อเพิ้่มหรือลดรอบอัตราเร่งของรถ ทว่าหากเปลี่ยนไม่ถูกก็จะเสี่ยงกับอาการรถดับกลางทาง แต่เมื่อรถยนต์คันนั้นกลายเป็นเกียร์ออโต้ ปัญหาเหล่านี้ก็ได้หมดไป

4. ประหยัดกว่าหากรถติด

ถ้าคุณต้องเผชิญหน้าการจราจรที่ติดขัดในทุก ๆ วัน ข้อแรกที่เกียร์ออโต้จะทำให้คุณสบายขึ้นคือ การที่คุณไม่ต้องคอยเหยียบคลัทช์ และระแวงว่ารถยนต์จะดับหรือไม่ ทั้งนี้การที่ไม่ต้องเลี้ยงคลัทช์ตลอดทำให้คุณสามารถประหยัดน้ำมันใส่วนนั้นไปได้อีกด้วย

5. เทคโนโลยีใหม่ ๆ

เทคโนโลยีใหม่ ๆ ก็มักจะถูกพัฒนามาเพื่อสอดคล้องไปกับ เกียร์ออโต้ที่รถยนต์รุ่นใหม่ในปัจจุบันใช้เป็นตัวหลักในการขับเคลื่อน ยกตัวอย่างเช่น เทคโนโลยีระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน (HAS) ที่เมื่อคุณอยู่บนทางลาดจะทำให้รถของคุณไม่ไหล ทั้งยังสามารถออกตัวได้ดั่งใจ เพียงเหยียบแป้นคันเร่ง

ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อคุณต้องการกลับรถ ก็สามารถเร่งเครื่องเพื่อให้ตัวรถพุ่งทะยานด้วยความเร็วในการกลับได้เกือบทันที ไม่ต้องรอการเหยียบคลัทช์เพื่อเปลี่ยนเกียร์แต่อย่างใด

ข้อเสียของเกียร์ออโต้ 

1. ค่าใช้จ่ายในการดูแล

แม้ข้อดีของเกียร์ออโต้จะมีหลากหลายข้อ แต่แน่นอนว่าความสะดวกสบายก็ต้องตามมาด้วยค่าใช้จ่ายที่แพงมากขึ้น อย่างผ้าเบรกที่ถูกใช้ไปแบบมหาศาล ก็ต้องขยันนำมาเข้าศูนย์เพื่อเปลี่ยน ด้วยเกียร์ออโต้ไม่มีการปรับเกียร์เพื่อชะลอความเร็วอย่างเกียร์ธรรมดาที่สามารถควบคุมได้ ทำให้ต้องคอยเบรกบ่อย ๆ สิ้นเปลืองผ้าเบรกนั่นเอง

2. อายุการใช้งานไม่ยาว

ในการใช้เกียร์ออโต้ หากใช้เกียร์อย่างหนักหน่วง มาก ๆ ชนิดว่าลากรอบเครื่องสูงบ่อย เกียร์ออโต้จะมีโอกาสพังง่าย เพราะว่าตัวเกียร์นั้นไม่ได้ทนทาน และทำออกมาเพื่อรองรับการเร่งเครื่อง หรือสมรรถนะที่แรงเกินกว่าที่กำหนดไว้

ข้อดีของเกียร์แมนนวล / เกียร์ธรรมดา 

1. สามารถใช้ระบบ Engine Brake ตอนฉุกเฉิน

รถยนต์เกียร์ออโต้ เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินขึ้น พอคุณต้องการจะลดความเร็วลง นอกจากการเหยียบเบรกแล้ว ต้องรอรอบทดเกียร์ให้กลายเป็นเกียร์ต่ำ ในระหว่างนั้นคุณจะต้องประคองรถให้ดี แต่ถ้าเป็นรถที่ใช้เกียร์ธรรมดา เราสามารถใช้การเปลี่ยนเกียร์ต่ำ เพื่อให้เครื่องยนต์ลดรอบและเกิดการชะลอ ทว่าการทำแบบนี้ควรมีทักษะในระดับหนึ่ง

2. ความทนทานที่มีมากกว่า

เกียร์ธรรมดาเป็นเกียร์ที่มีฟังก์ชันการออกแบบไม่ซับซ้อน อายุการใช้งานจึงนานกว่าเกียร์ออโต้อยู่หลายเท่า แค่เปลี่ยนอุปกรณ์เกี่ยวกับคลัช ก็สามารถขับขี่และใช้งานรถยนต์ได้เป็นปกติ ต่างกับเกียร์ออโต้ที่มีขั้นตอนการดูแลที่ยิบย่อยกว่า 

3. ขับขี่ได้ดั่งใจด้วยสมรรถนะที่ดีกว่า

อย่างที่ได้กล่าวไปว่า เกียร์ธรรมดาสามารถขับขี่และเปลี่ยนเกียร์ได้ดั่งใจกว่าการขับขี่ด้วยเกียร์ออโต้ เพราะการคุมเกียร์นั้นขึ้นอยู่กับตัวผู้ขับ เมื่อคิดจะเปลี่ยนเกียร์เพื่อทำความเร็วหรือชะลอ ก็ทำได้แทบจะทันทีไม่ต้องรอระบบประมวลผลเหมือนเกียร์ออโต้ 

แน่นอนว่านี่ก็หมายถึงสมรรถนะที่ดีกว่า  ที่สามารถเปลี่ยนเกียร์ได้ดั่งใจ รถแข่งในสนามแข่งส่วนใหญ่ก็นิยมใช้เกียร์ธรรมดาเพราะสามารถจัดการเกียร์ได้ดั่งใจกว่ายามต้องใช้ความเร็วนั่นเอง

4. ประหยัดน้ำมัน

น้ำหนักที่เบากว่าของเกียร์ธรรมดา ก็คือหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้เกียร์ประเภทนี้ประหยัดน้ำมันกว่าเกียร์ออโต้ ยิ่งไปกว่านั้นอัตราการทดเกียร์และตัวเกียร์ที่ไม่มีอะไรซับซ้อน ทำให้ลดการเสียของกำลังเครื่องยนต์ และลดการเสียดทาน อันเป็นที่มาของการสิ้นเปลืองน้ำมัน

5. ราคาถูก

เกียร์ประเภทนี้ไม่จำเป็นต้องดูแลรักษาอะไรมาก และไม่มีระบบที่ต้องคอยอัพเดตเพื่อให้สอดคล้องกับเทคโนโลยีใหม่ ๆ ปัญหาของเกียร์ธรรมดาจะน้อยกว่าเกียร์ออโต้ เมื่อจะเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเกียร์ก็ราคาถูกกว่า ไม่ต้องยกเครื่องเกียร์ใหม่ทั้งหมดอีกด้วย

ข้อเสียของเกียร์แมนนวล / เกียร์ธรรมดา 

1. บังคับเกียร์อยู่ตลอด

เนื่องจากเกียร์ธรรมดา หรือที่เราเรียกว่าเกียร์แมนนวล ก็แมนนวลสมชื่อจริง ๆ เพราะคุณต้องคอยบังคับเกียร์เอง เรียกได้ว่ามือแทบจะไม่ปล่อยจากเกียร์เลยทีเดียว บางครั้งขับ ๆ ไปก็อยากจะเพิ่มความเร็ว ก็ต้องเอื้อมมือไปจับตัวเกียร์อีกแล้ว เรียกได้ว่าแม้จะมีอิสระทางการขับขี่ แต่มือของคุณกลับไม่ได้รับอิสระนั้นเท่าไหร่นัก

2. เลี้ยงคลัทช์

คล้ายคลึงกับการที่ต้องบังคับเกียร์ตลอด การเลี้ยงคลัทช์คือสิ่งสำคัญสำหรับการขับเกียร์ธรรมดา เพราะว่าจะเปลี่ยนเกียร์ครั้งหนึ่งก็ต้องคอยเหยียบคลัทช์ และเลี้ยงเอาไว้ขณะที่รถหยุดนิ่ง หากคุณไม่สามารถเลี้ยงคลัทช์ได้ตรงจังหวะ สิ่งที่จะตามมาคือรถยนต์จะดับเครื่องทันที 

สามารถเห็นได้จากข่าวในสมัยก่อนที่มักจะมีรถลื่นไหลลงจากคอสะพาน เพราะเลี้ยงคลัทช์ไม่ได้ทำให้เครื่องยนต์ดับ เหยียบคันเร่งไม่ได้

3. ขับขี่ไม่นิ่มนวล

การเปลี่ยนเกียร์ของเกียร์ธรรมดา จะมีจังหวะให้เปลี่ยน แต่นั่นก็หมายถึงแรงกระชากจากเครื่องยนต์และตัวรถ ทำให้ผู้ขับขี่และผู้โดยสารจะรู้สึกถึงความไม่นิ่มนวลขณะเปลี่ยนเกียร์ ซึ่งจะตรงข้ามกับเกียร์ออโต้ที่จะเน้นเรื่องความสมูทของการทดรอบเกียร์

4. ต้องเป็นผู้รู้จังหวะของรถ

หากคุณไม่รู้จังหวะของรถ ก็เตรียมตัวพบกับสถานการณ์รถดับโดยไม่ตั้งใจ หรือเปลี่ยนเกียร์แล้วเครื่องกระชาก การขับรถยนต์ประเภทนี้ควรมีความชำนาญในระดับหนึ่ง เพราะนอกจากจะต้องสมาธิมาก ๆ ในการขับแล้ว ยังต้องคอยสังเกตจังหวะรถให้ดีอีกด้วย ว่าควรเพิ่มหรือลดเกียร์ในจังหวะไหนจึงจะดี

วิธีการขับรถเกียร์ออโต้และเกียร์ธรรมดา

สำหรับวิธีการขับรถเกียร์ออโต้ แน่นอนว่าเป็นสิ่งที่ง่ายมาก เพราะคุณไม่ต้องคอยเปลี่ยนเกียร์ให้เข้ากับความเร็วรถ เพียงแค่คุณเข้าเกียร์เดินหน้า ถอยหลัง และเกียร์ต่ำ ตามมาตรฐานเกียร์เบื้องต้นได้ถูกต้อง ก็ขับขี่รถยนต์ไปไหนมาไหนได้คล่องแล้ว

ส่วนวิธีการขับรถเกียร์ธรรมดา ผู้ขับต้องได้รับการฝึกสอนและเรียนทักษะการขับรถเกียร์ประเภทนี้เสียก่อน การขับขี่รถเกียร์ประเภทนี้ นอกจากจะต้องใช้สมาธิแล้ว การใช้ทักษะเพื่อเปลี่ยนเกียร์และเลี้ยงคลัทช์ยังสำคัญอีกด้วย ขณะขับขี่คุณต้องคอยเลี้ยงคลัทช์และเปลี่ยนเกียร์ไปในจังหวะที่ถึงรอบความเร็วของรถ นั่นจึงเป็นสิ่งที่ท้าทายนักขับเกียร์แบบนี้อย่างมาก ว่าคุณจะรู้จักจังหวะรถของคุณดีแค่ไหน

เลือกซื้อรถเกียร์แบบไหนดี

สำหรับมือใหม่หัดขับ ถ้าคุณไม่ใช่ประเภทที่ต้องการใช้รถกระบะ หรือบุกป่าขึ้นเขาบ่อยครั้ง การเลือกรถยนต์ที่เป็นเกียร์ออโต้จะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด ถึงแม้ค่าดูแลรักษาเกียร์จะแพงสักหน่อย แต่รถยนต์ในสมัยใหม่ โดยส่วนใหญ่ก็มักใช้เกียร์ออโต้เป็นหลัก เพราะใช้งานง่าย และไม่ต้องมีทักษะในการขับมาก

ส่วนสำหรับใครที่อยากขับเกียร์แมนนวล มักจะเป็นสายรถแข่ง หรือรถที่ต้องใช้ในพวกออฟโรด อย่าง รถกระบะ หรือ รถตู้ที่มักจะใช้บรรทุกผู้โดยสารไปตามเส้นทางต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นทางโค้ง หรือทางลาดชัน การใช้เกียร์ประเภทนี้จะสามารถให้อัตราเร่งและการลดเกียร์ที่จะช่วยควบคุมการเคลื่อนไหวของรถยนต์ได้ดีกว่า

สรุปท้ายบทความ

เกียร์ทั้งสองประเภท มีทั้งข้อดีข้อเสียแตกต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับจุดประสงค์ในการใช้งานของผู้ขับ หากคุณเป็นสายลุย สายรถกระบะก็ต้องมองเกียร์ธรรมดาเป็นหลักเสียมากกว่า แต่หากคุณคิดว่าการขับในเมือง ชิลตามถนนที่ไม่ต้องเน้นทักษะมาก เกียร์ออโต้คือคำตอบของคุณเลยค่ะ

ถ้าคุณยังไม่แน่ใจว่า เราควรจะเริ่มดูรถเกียร์เหล่านี้จากไหน แนะนำว่าลองเริ่มต้นจากรถมืองสองดูก่อนก็ได้ค่ะ เพื่อทดลองความชอบจากการขับขี่เกียร์ทั้งสองแบบ แต่สิ่งสำคัญกว่าความชอบ คือทักษะในการขับขี่ที่ไม่ว่ายังไงก็ต้องฝึกฝนให้คล่องและคุ้นชิน ส่วนรถยนต์มือสองที่คุณกำลังมองหาอยู่ ลองเข้ามาดูที่ Kaidee Auto สิคะ ที่นี่จะมีคำตอบให้คุณ!

เปิดประวัติศาสตร์แบรนด์ Honda ที่มีมาอย่างยาวนาน

เปิดประวัติศาสตร์แบรนด์ Honda ที่มีมาอย่างยาวนาน

เมื่อพูดถึงแบรนด์รถยนต์ในประเทศไทย แบรนด์แรก ๆ ที่ทุกคนจะคิดออกคือ แบรนด์ โตโยต้า(Toyota) หรือไม่ก็ ฮอนด้า( Honda) เจ้าตลาดรถยนต์สัญชาติญี่ปุ่นที่ใหญ่ระดับโลกใช่ไหมคะ เพราะสองแบรนด์รถยนต์นี้เรียกได้ว่า อยู่คู่คนไทยมานานแสนนานจริง ๆ 

แม้จะเรียกได้ว่าเป็นคู่แข่งตัวฉกาจของกันและกันอย่าง Toyota และHonda แต่ถึงอย่างนั้นรถยนต์ทั้งสองแบรนด์นี้ก็ยังคงอยู่คู่กันมาได้ ด้วยยอดขายและความเชื่อมั่นในจุดเด่นของทั้งสองแบรนด์ที่มีความแตกต่างกันออกไป 

หลายคนคงเคยตั้งคำถามบ้างว่า ในอดีตทำไมแบรนด์สัญชาติญี่ปุ่นอย่าง Honda ถึงสามารถก้าวมาเป็นอันดับต้นของโลกได้ ทั้งยังสามรถครองใจตลาดไทยได้มายาวนานเหลือเกิน นั่นคือคำตอบที่คุณสามารถค้นหาได้ในบทความนี้ เราจะค้นพบประวัติของฮอนด้าไปพร้อม ๆ กันดีกว่าค่ะ

จุดกำเนิด

หากจะต้องท้าวความย้อนกลับไปเมื่อหลายสิบปีก่อน เมื่อปี ค.ศ. 1965 จุดเริ่มต้นของแบรนด์นี้เริ่มจากการที่ได้พัฒนาจักรยานยนต์แบบติดเครื่องยนต์ ควบคู่กันไปกับการพัฒนารถยนต์ 4 ล้อที่ถูกนำไปใช้แข่งขันจริงในงานแข่งขันรถยนต์ชื่อดัง F1 ที่ประเทศฝรั่งเศส ในงานนั้นรถยนต์ของฮอนด้าได้รับรางวัลชนะเลิศการแข่งกรังด์ปรีซ์กลับมาด้วย 

ในปีค.ศ.1972 ภายหลังจากชัยชนะที่สร้างชื่อเสียงมากมายให้แก่แบรนด์ในครั้งก่อน คราวนี้ฮอนด้าก็กลับมาพร้อมการเปิดตัวรุ่นรถเด่นและดังที่มีชื่อถึงปัจจุบัน อย่าง Honda Civic รุ่นแรกในตำนาน ที่ใช้เครื่องยนต์ CVCC ที่มีส่วนช่วยลดมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม เรียกได้ว่าคำนึงถึงภาวะและมลพิษของโลกตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันเลยทีเดียว

ถัดมาในปี ค.ศ. 1976 อีกหนึ่งรุ่นในตำนานที่อยู่เคียงคู่กับฮอนด้าอย่าง Honda Accord ก็ได้ตามรอยรุ่นพี่ อย่าง Honda Civic ออกมาอวดโฉม และออกขายทั้งในและนอกประเทศ 

ภายหลังจากปีดังกล่าว ทางบริษัท Honda ก็ได้เริ่มมีการส่งออกรถยนต์ไปยังประเทศต่าง ๆ ทั้งในทวีปอเมริกา ยุโรป และภายในเอเชียเอง ทำให้ตัวแบรนด์ Honda เริ่มมีชื่อเสียงกึกก้องไปทั่วโลก ไม่ว่าจะถามใครก็รู้จักแบรนด์นี้

เมื่อผู้ก่อตั้งอย่างคุณ โซอิจิโร่ ฮอนดะ เล็งเห็นถึงขอบข่ายและโอกาสในการพัฒนารถยนต์แบรนด์นี้ไปก้าวสู่เวทีโลกมากขึ้น จึงตัดสินใจเปิดแบรนด์ใหม่ชื่อว่า แอคิวรา (Acura) เป็นชื่อแบรนด์ทางการค้าของ Honda ที่ใช่เฉพาะในประเทศสหรัฐอเมริกา แคนาดา และฮ่องกง เพื่อยกระดับแบรนด์ให้มีความหรูหราและขายรถยนต์หรู เทียบเท่ากับทางคู่แข่งอย่าง Lexus ของ Toyota 

ผู้ก่อตั้ง

ก่อนที่แบรนด์จะถูกก่อตั้งมา แน่นอนว่าต้องมีผู้ริเริ่มให้เกิดแบรนด์ Honda เองก็เช่นกัน ผู้ริเริ่มก่อตั้งฮอนด้า มีชื่อว่า โซอิจิโร่ ฮอนดะ เกิดเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน ปีค.ศ. 1906 ในช่วงแรกโซอิจิโร่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านเล็ก ๆ ในเมืองชิซุโอกะ ใกล้กับเมืองฮามะมัตสึ ครอบครัวของเขารับอาชีพเป็นช่างตีเหล็กและซ่อมจักรยานเก่าขาย นั้นทำให้เขาคุ้นเคยกับเครื่องยนต์ต่าง ๆ มาตั้งแต่เด็ก 

โซอิจิโร่ที่มีความสนใจในด้านวิศวกรรมเป็นพิเศษ จึงตัดสินใจที่จะเลิกเรียนในโรงเรียน และเข้าไปหาประสบการณ์ที่กรุงโตเกียว โดยทำงานอยู่ภายในอู่ซ่อมรถยนต์ชื่อ Art Shokai(อาร์ท โชไก) ในช่วงแรกโซอิจิโร่ยังไม่ได้เรียนรู้เกี่ยวกับงานซ่อมมากนัก 

จนกระทั่งปี 1923 เกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ ทำให้ช่างซ่อมและคนในอู่กลับบ้านไปจำนวนมาก ในช่วงนั้นเองโซอิจิโร่ได้เรียนรู้เกี่ยวกับเครื่องยนต์อย่างเต็มที่จากนายช่างที่เหลืออยู่ภายในอู่ จนเขาได้รับความไว้วางใจจากเจ้าของอู่ให้เป็นตัวแทนสาขาย่อยของ Art Shokai ในจังหวัดฮามะมัตสึ

ในปี 1936 เขาได้ก่อตั้งบริษัท Tokai Seiki(โตไก เซย์คิ) เพื่อผลิตและส่งวงแหวนลูกสูบให้แก่บริษัทโตโยต้า แต่นั้นกลับเป็นข่าวร้ายเพราะว่าวงแหวนลูกสูบได้ส่งให้ทางโตโยต้า กลับมีผ่านมาตรฐานเพียงแค่ 3 ชิ้น ทำให้โซอิจิโร่ตัดสินใจกลับไปเรียนด้านทฤษฏีที่ฮามะมัตสึ ขณะเดียวกันก็ได้เยี่ยมชมโรงงานอุตสาหกรรมต่าง ๆ ภายในประเทศญี่ปุ่นด้วย จนในที่สุดวงแหวนลูกสูบของเขาก็ได้รับการยอมรับ

ทว่าชีวิตที่กำลังไปได้ด้วยดีกลับต้องชะงัก เพราะสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่มีการวางระเบิดในเมืองฮามะมัตสึ ทำให้โรงงานของโซอิจิโร่ได้รับความเสียหายอย่างหนัก กระทั่งสงครามจบลง ญี่ปุ่นที่เกิดสภาวะขาดแคลนน้ำมันอย่างหนัก ทำให้การสัญจรในญี่ปุ่นกลับไปใช้จักรยานซะส่วนใหญ่

โซอิจิโร่ จึงได้คิดค้นนำกาต้มน้ำอัลลอยขนาดเล็ก ทำเป็นถังน้ำมันต่อเข้ากับเครื่องยนต์ และนำไปติดไว้กับจักรยานเพื่อให้ภรรยาของเขาได้ขับขี่ นั้นจึงเป็นที่มาของเครื่องยนต์รุ่น Model A Type ในภายหลังโซอิจิโร่จึงได้นำการคิดค้นครั้งนี้สร้างชื่อให้กับตน และในปีค.ศ. 1947 บริษัท Honda Motor ก็ได้ถือกำเนิดขึ้น โดยมีจักรยานยนต์รุ่นฮิตอย่าง Honda Dream (D-type) เป็นตัวสร้างชื่อให้กับเขา

ภายหลังจากการก่อตั้งบริษัทได้ไม่นาน ก็มีนักลงทุนต่างชาติที่เข้ามาขอติดต่อเป็นตัวแทนจำหน่ายในหลาย ๆ ประเทศ ทำให้ฐานการผลิตและชื่อเสียงด้านรถจักรยานยนต์ของ Honda กระจายไปไกลและประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก โซอิจิโร่จึงได้เริ่มทำตามความฝันในวัยเด็กของเขา ที่ต้องการจะผลิตรถยนต์

ในปีค.ศ. 1970 โซอิจิโร่ได้ผลักดันบริษัทให้เข้าสู่อุตสาหกรรมยานยนต์ ท่ามกลางเสียงคัดค้านของหลายฝ่าย แต่ด้วยความสามารถของโซอิจิโร่ จึงได้สร้างความแตกต่างจากรถยนต์อื่น ๆ ที่ยังมีอัตราการเผาไหม้ที่สูง ผลิตเครื่องยนต์มลพิษต่ำและนำไปใส่ใน Honda Civic ที่เปิดตัวในปีค.ศ.1973 จนกลายเป็นที่เลื่องลือเกี่ยวกับรถยนต์ประหยัดเชื้อเพลิงที่สุดในเวลานั้น

บริษัท Honda ได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม และตัวโซอิจิโร่เองก็เป็นชาวเอเชียคนแรก ที่ได้รับการยกย่องเป็นปูชนียบุคคลด้านยานยนต์โลก(Automotive Hall of Frame) ในตอนต้นของยุค 80 เขาก็ได้พาบริษัท Honda สู่ Top 3 ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ของญี่ปุ่น และในช่วงปลายยุค 80 ก็กลายเป็น Top3 ของโลกอย่างไม่ต้องสงสัย

แม้โซอิจิโร่ ฮอนดะ จะจากไปในปี 1991 แต่เขาก็ได้ทิ้งตำนาน และงานประดิษฐ์ของเขามากกว่า 470 ชิ้นเอาไว้ ทั้งยังมีสิทธิบัตรอีกกว่า 150 ฉบับ ซึ่งในเวลาต่อมาสามารถสร้างรายได้ให้กับบริษัทได้มากกว่า 1 ล้านล้านบาทเลยทีเดียว

ก้าวสำคัญของฮอนด้าในประเทศไทย

ปีแรกที่ Honda เข้ามาทำตลาดในไทยคือปี พ.ศ.2507 เริ่มจากการจัดจำหน่ายขายรถจักรยานยนต์ รวมถึงเครื่องยนต์อเนกประสงค์นำเข้าจากประเทศญี่ปุ่น ทว่าฮอนด้าไม่หยุดที่การจำหน่ายรถจักรยานยนต์เพียงอย่างเดียว 

ดังนั้นในปีพ.ศ.2526 ฮอนด้าจึงเริ่มดำเนินธุรกิจภายใต้ชื่อ บริษัท ฮอนด้า คาร์ส(ประเทศไทย) เพื่อทำการจัดจำหน่ายรถยนต์ของฮอนด้าเอง ทั้งนี้ยังมีการตั้งโรงงานอยู่ที่นิคมอุตสาหกรรมบางชัน 

ในปีถัดมา ฮอนด้าได้ทำการเปิดตัวรถยนต์รุ่นแรกในประเทศไทยคือ รถยนต์รุ่น Honda Accord และในปีพ.ศ.2539 ก็ได้ย้ายฐานการผลิตไปยังจังหวัดพระนครศรีอยุธยาแทน โดยมีกำลังการผลิตอยู่ที่ 100,000 คันต่อปี

ปีพ.ศ. 2543 ฮอนด้าก็ได้มีการปรับเปลี่ยนครั้งใหญ่จากเดิมที่ เคยใช้ชื่อว่า บริษัท ฮอนด้า คาร์ส(ประเทศไทย) ก็ได้เปลี่ยนแปลงชื่อเป็น บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล(ประเทศไทย) เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงในการควบร่วมส่วนงานการผลิต และจัดจำหน่ายไว้ภายใต้ชื่อเดียวกัน

ในปีพ.ศ. 2551 ฮอนด้าได้ทำการขยายธุรกิจ โดยเปิดโรงงานผลิตเพิ่มแห่งที่ 2 ซึ่งถือว่าเป็นก้าวสำคัญของฮอนด้า ที่ถึงแม้จะเพิ่งเข้ามาขยายและลงทุนกิจการภายในประเทศไทยได้ไม่นาน แค่เพียง 20 ปี แต่กลับสามารถขยายการลงทุนและมีตัวเลขที่ประสบความสำเร็จค่อนข้างสูง

ปัจจุบัน ฮอนด้ามีผู้จำหน่ายและให้บริการอยู่หลายแห่งในประเทศไทย เพื่อรองรับความต้องการและสร้างการบริการให้ดีที่สุดครอบคลุมทุกพื้นที่ในประเทศไทย 

นอกจากนี้แล้วโรงงานอุตสาหกรรมยานยนต์ขนาดใหญ่ของฮอนด้าก็มีอยู่ 2 แห่งในประเทศไทย ได้แก่ โรงงานที่นิคมอุตสาหกรรมโรจนะ จังหวัด พระนครศรีอยุธยา และจังหวัดปราจีนบุรี ซึ่งถือเป็นจุดสำคัญทั้งเป็นฐานการผลิตส่งเพื่อจัดจำหน่ายในประเทศเองและส่งออกไปประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคด้วย

สรุปท้ายบทความ

เมื่อพูดถึงแบรนด์สัญชาติญี่ปุ่นยักษ์ใหญ่อย่างฮอนด้า แม้ว่าจะไม่ได้เป็นประวัติศาสตร์ที่ชวนน่าตื่นเต้นหรือมีการพลิกผันในช่วงเวลาที่ผ่านมามาก แต่ต้องยอมรับว่าแบรนด์นี้ได้ฝังลึกลงไปในจิตใจของคนในประเทศไทยเสียแล้ว 

พอถึงเวลาที่ต้องการจะซื้อรถยนต์สักคัน แบรนด์เหล่านี้กลับเป็นชื่อแรก ๆ ที่ทำให้คุณคิดถึงเมื่อพูดถึงรถยนต์ นอกจากสมรรถนะและรูปลักษณ์ความสวยงามแล้ว การนึกถึงเป็นแบรนด์แรกคือหนึ่งในปัจจัยหลักที่ทำให้คุณตัดสินใจซื้อรถยนต์สักคัน

ถ้าคุณต้องการจะเก็บรถยนต์ของทาง Honda รุ่นฮิตที่มีมาตั้งแต่หลายสิบปีก่อน หรือต้องการได้รถรุ่นฮิตแต่ไม่อยากได้มือหนึ่ง คุณกำลังมาถูกทางแล้ว เพราะที่นี่คือ Kaidee Auto ที่ไม่ว่าคุณจะกำลังสรรหารถรุ่นไหน แบรนด์ไหนอยู่ ก็สามารถพบได้ที่นี่ หากรู้แล้วอย่ารอช้าไปหารถในตำนานกันเลยดีกว่า!

MPV vs. PPV vs. SUV แตกต่างกันอย่างไร

MPV vs. PPV vs. SUV แตกต่างกันอย่างไร

คาดว่าหลายคนน่าจะคุ้นเคยกับรถประเภท SUV (Sport Utility Vehicle) หรือในภาษาไทยคือ รถอเนกประสงค์แบบสปอร์ตยกสูง นอกจากจะเป็นที่คุ้นเคยแล้ว ยังเป็นยอดนิยมที่คนไทยมักหาซื้อมาใช้ 

โดยเฉพาะกับบ้านไหนที่มีครอบครัวอยู่กันมากกว่า 3 คน ทางเลือกจึงมักเป็นรถ SUV ที่สามารถไปไหนมาไหนได้ แถมสมรรถนะยังแรงคล่องตัวอีกด้วย 

ถึงอย่างนั้นรถประเภท MPV (Multiple Purpose Vehicle) และ PPV (Pick up Passenger Vehicle) ที่แม้จะได้รับความนิยมไม่เท่า SUV แต่ก็มองข้ามความสำคัญในพื้นที่ตลาดรถยนต์ไทยไปไม่ได้เลย 

เพราะมีลักษณะคล้ายคลึงเกือบเหมือนกันกับ SUV และมีบางรุ่นที่ราคาถูกกว่า SUV อยู่หลายบาท บางคนจึงตัดสินใจมาซื้อรถเหล่านี้แทน

ความแตกต่างมีผลต่อการเลือกซื้อรถยนต์อย่างไร

นอกจากรูปลักษณ์ดีไซน์ภายนอกของรถยนต์ ที่มีผลต่อการเลือกซื้อรถแล้ว ประเภทของรถก็เป็นอีกหนึ่งที่ผู้ซื้อจะให้ความสนใจ เพราะเมื่อเกิดการแบ่งประเภทรถ ผู้ซื้อจะตัดสินใจจากการแบ่งประเภทของรถ ที่มีความหมายเชิงลึกในแง่ของศักยภาพ สมรรถนะของรถประเภทนั้น ๆ 

หากผู้ให้เข้าใจง่าย คือเมื่อคุณเลือกที่จะซื้อรถสักคัน และในใจคุณยังไม่มีว่าชอบรุ่นไหนเป็นพิเศษ อย่างแรกคุณจะทำการค้นหารถเหล่านั้นจาก ประเภทของรถ เช่น รถซีดาน รถ SUV หรือ รถ MPV เป็นต้น 

จึงเป็นที่มาว่าความแตกต่างของรถยนต์แต่ละประเภทมีความแตกต่างในการซื้อ ตั้งแต่อัตราการค้นหา และชื่อประเภทของรถที่อาจหมายถึงสมรรถนะของรถด้วยก็เป็นได้

ความแตกต่างของรถ MPV, PPV และSUV

ลองมาเปรียบเทียบดูกันว่ารถยนต์ทั้ง 3 ประเภท มีความแตกต่างกันอย่างไรบ้าง เพื่อเป็นเหตุผลในการประกอบการตัดสินใจเพื่อซื้อรถยนต์ ที่ไม่ใช่รถยนต์ประเภทซีดาน โดยรถทั้งสามแบบนี้ แม้จะมีความใกล้เคียงกันทั้งชื่อ ทั้งรูปลักษณ์ แต่ทว่าจุดเด่นของรถยนต์ทั้ง 3 ประเภทนี้กับมีความต่างที่ชัดมาก 

1. MPV 

รถ MPV (Multiple Purpose Vehicle) หรือที่เรียกในภาษาไทยว่า รถแวน 5 ประตู อเนกประสงค์ 6-11 ที่นั่ง โดยความสูงของรถยนต์ประเภทนี้จะมีความใกล้เคียงรถเก๋งมาก 

จุดเด่นของรถยนต์ประเภทนี้คือ สามารถจุคนได้เยอะมาก ใกล้เคียงกับรถแวนเลยทีเดียว ที่นั่งจะสามารถนั่งได้สบายไม่เบียดกันแม้ไปกันหลายคน รูปลักษณ์ภายนอกที่แตกต่างกับรถแวนก็จะมีเพียง ด้านหน้าของรถยนต์ที่ยื่นออกไปคล้ายรถเก๋งซีดาน 4 ประตู

รถยนต์ประเภทนี้จะมีตั้งแต่ 6-11 ที่นั่ง และมีชื่อเรียกที่แตกต่างกันไปตามขนาดของรถ ถ้าขนาดเล็กจะถูกเรียกว่า Mini MPV ขนาดกลางเรียกว่า Compact MPV และขนาดใหญ่จะถูกเรียกว่า Large MPV  ซึ่งรถประเภทนี้จะให้ความนุ่มนวลในการขับขี่มากกว่า SUV ด้วยระบบขับเคลื่อน 4 ล้ออิสระทำให้ทรงตัวดี ทั้งนี้ความสูงของรถยนต์ประเภทนี้ จะอยู่ที่ประมาณรถเก๋งทั่วไป 

ยกตัวอย่าง เช่น รถ Toyota Sienta, Honda Mobilio, KIA Grand Carnival, Suzuki Ertiga, Toyota Wish, Toyota Alphard, Hyundai H1, Toyota Avanza, Volksawgen Multivan และอื่น ๆ

2. PPV

รถยนต์ที่ดั้งเดิมถูกออกแบบมาให้เป็นรถกระบะ และนำมาดัดแปลงในภายหลัง หรือที่เราเรียกกันจนติดปากอย่าง รถพิกอัป คำว่า PPV ย่อมาจาก Pick up Passenger Vehicle ก็คือเป็น รถกระบะดัดแปลงเพิ่มที่นั่งเพื่อรองรับผู้โดยสารภายในรถนั่นเอง 

คุณรู้หรือไม่ว่า รถยนต์ประเภท PPV นั่นเป็นชื่อเรียกการแบ่งประเภทรถที่มีเพียงในไทยเท่านั้น โดยรถกระบะดัดแปลงเหล่านั้จะมีทั้งแบบขับเคลื่อนอิสระ 2 ล้อ และขับเคลื่อนอิสระ 4ล้อแตกต่างกันไป

โดยสาเหตุที่มีการดัดแปลงรถยนต์ประเภทนี้ให้กลายเป็นรถนั่ง เพราะการปรับเปลี่ยนโครงสร้างในการเรียกเก็บเงินของภาษีสรรพสามิตอนุญาตให้รถยนต์ประเภทนี้ สามารถจดทะเบียนในฐานะ รถนั่ง ได้นั่นเอง

ยกตัวอย่าง เช่น รถ Pajero 1990, รถ Isuzu Cameo, รถ Toyota Sport Rider, รถ Mitsubishi G-wagon, รถ Ford Everest และอื่น ๆ 

3. SUV

SUV ย่อมาจาก Sport Utility Vehicle หรือชื่อภาษาไทยที่ว่าเป็น รถอเนกประสงค์แบบสปอร์ตยกสูง แค่ชื่อก็สามารถอธิบายคุณสมบัติรถยนต์ประเภทนี้ได้เป็นอย่างดีว่า ต้องเป็นรถที่มีสมรรถนะและความเป็นสปอร์ตแบบเหนือขั้น

รถยนต์อเนกประสงค์ที่มีประโยชน์สารพัดคือคำตอบของรถ SUV ที่มอบให้แก่ผู้ขับขี่ โดยรถยนต์ประเภทนี้จะเน้นไปในด้านภาพลักษณ์ของความแข็งแกร่งและสปอร์ต พร้อมสมรรถนะที่ดีเยี่ยม พร้อมพาคุณและครอบครัวไปในทุกเส้นทาง

ส่วนใหญ่แล้วผู้ที่เลือกรถ SUV คือต้องการบุกป่าฝ่าเขา ต้องการรถยนต์ที่พร้อมบุกลุยทุกเส้นทางไปพร้อม ๆ กัน ไม่ว่าจะเป็นบุกน้ำ ลุยโคลน หรือออฟโรดก็ต้องมาแบบจัดหนักจัดเต็ม เดินทางไปได้ทุกเส้นทางแบบไร้อุปสรรค

ยกตัวอย่าง เช่น รถ Porshce Cayenne, รถ Volvo X-90, รถ Nissan X-Trail, รถ Honda CR-V, รถ Toyota Land Cruiser, รถ Mercedes-Benz GLC, รถ Mitsubishi Pajero Sport และอื่น ๆ

รถแบบไหนตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์แบบไหน

อย่างแรกเลย หากคุณเป็นคนในกลุ่มที่ชอบความสปอร์ต ขับขี่คล่องทั้งในเมืองและต่างจังหวัด รวมถึงยังมีสมาชิกครอบครัวไม่เกิน 5 คน รถ SUV จะตอบโจทย์การขับขี่ของคุณที่สุดใน

แต่หากคุณมองว่าคุณไม่ได้ต้องการความสปอร์ตและขับขี่คล่องตัวขนาดนั้นบนท้องถนน และบ้านคุณก็มีสมาชิกจำนวนหนึ่ง หรือประมาณ 6-11 คน ก็ควรเลือกเป็นรถประเภท MPV ที่มีลักษณะเป็นรถแวนหรือคล้ายรถแวน จะทำให้คุณกับครอบครัวไปไหนไปกันได้สบายและครบครันกว่าเดิม

ส่วนรถ PPV นั้นคือเหมาะกับการขนของ แต่ก็ต้องการบรรทุกผู้โดยสารไปด้วย รถประเภทนี้จะสมรรถนะที่แรงกว่าทุกแบบ เพียงแต่รูปลักษณ์อาจไม่โฉบเฉี่ยวเท่าอีกสองแบบข้างบน และความนิ่มนวลในการขับอาจน้อยกว่านั่นเอง

รถ Cross Over แตกต่างกับ MPV, PPV และSUVอย่างไร 

พอรู้กันไปบ้างแล้ว สำหรับรถยนต์ประเภท MPV, PPV และSUV แต่รถยนต์อีกหนึ่งประเภทที่มีความน่าสนใจไม่แพ้กันอย่าง รถยนต์ Cross Over หรือ ที่เราคุ้นเคยกันในชื่อ รถแฮตช์แบ็ค 5 ประตู ที่มีความคล้ายคลึงกับ SUV อย่างมาก

ถึงอย่างนั้น รถ Cross Over ก็ไม่ใช่รถแบบเดียวกับ SUV เพราะรถ Cross Over นั้นถูกปรับมาจากรถเก๋งซีดาน 4 ประตู โดยมีอาจมีการยกตัวรถให้สูงขึ้น และเติมประตูท้ายแทนที่ฝากระโปรงหลังแทน สร้างความโฉบเฉี่ยวแบบสปอร์ตให้กับรถมากขึ้น ทั้งยังสามารถขับขี่ได้คล่องกว่ารถเก๋งโดยทั่วไปนั่นเอง

สรุปท้ายบทความ

การเลือกซื้อรถยนต์สักคัน นอกจากจะดูถึงความเหมาะสมของไลฟ์สไตล์ในการขับแล้ว ยังต้องคำนึงถึงเรื่องของราคาและความคุ้มค่าในการใช้รถเป็นส่วนประกอบอีกเดียว ดังนั้น เพื่อที่จะตอบโจทย์และได้ทดลองความคุ้มค่าของรถยนต์นั้น ๆ ผู้ที่จะซื้อรถควรทดลองขับและขอรายละเอียดให้ชัดเจนเพื่อประกอบการตัดสินใจก่อนจึงจะดีที่สุด

แต่สำหรับใครที่คิดว่าการซื้อรถยนต์มือหนึ่ง เป็นเรื่องที่เกินตัวจนเกินไป โดยเฉพาะสำหรับเหล่ากลุ่มคนที่เพิ่งเริ่มทำงาน หากมองถึงความคุ้มค่าในรถยนต์มือสองโดยเฉพาะรถยนต์ประเภท SUV, MPV และPPV ที่มีสมรรถนะและอายุการใช้งานที่สูงกว่ารถซีดานแล้ว 

การซื้อรถมือสองของรถประเภทนี้ นับได้ว่าเป็นการลงทุนที่ค่อนข้างคุ้มในระดับหนึ่งเลยล่ะ เพราะนอกจากอะไหล่จะหาได้ง่ายแล้ว ยังสามารถซื้อมาขายไปได้คล่องอีกด้วยล่ะ หากคุณคือหนึ่งในคนที่สนใจซื้อ-ขายรถยนต์มือสองแล้วละก็ Kaidee Auto คือคำตอบ!!