6 หนังรักโรแมนติก ดูแล้วฟีลกู๊ดสุดๆ

6 หนังรักโรแมนติก ดูแล้วฟีลกู๊ดสุดๆ

ทุกๆเดือนมีหนังเข้าใหม่อยู่ตลอด ถึงแม้ช่วงโควิดที่ทำให้โลกต้องหยุดชะงักไปนาน แต่หนังก็ยังเป็นสิ่งที่ช่วยฟื้นฟูอารมณ์ความรู้สึกของเราได้ ถึงแม้ในช่วงนี้หนังใหม่ๆอาจถูกเลื่อนฉายหรือมีฉายยังไม่มากเท่าไหร่ แต่คลังหนังดีๆมีอยู่ก็มีมากมายเลยนะ ยิ่งหนังรักโรแมนติกที่ช่วยปรับอารมณ์ความเหงาและฟื้นฟูความเศร้าของเราให้ดีขึ้นก็ยิ่งมีเป็นจำนวนมาก หากมีเวลาลองมาหาดูกัน 

ความรักกับความโรแมนติก

เมื่อคนเราชอบใครสักคนและเริ่มเข้าหาเพื่อสร้างความสัมพันธ์หรือจีบกันนั้น ความหลงไหลจะเกิดขึ้นกับทั้งสองฝ่าย เช่นเมื่อทั้งสองได้มองตากัน แล้วรู้สึกชอบพอกันก็จะสามารถส่งความรู้สึกผ่านกันได้และฮอร์โมนต่างๆในร่างกายก็จะเริ่มทำงาน 

จากนั้นเมื่อทั้งสองได้ใช้เวลาสักระยะในการพูดคุยและทำความรู้จักกันมากขึ้น หากไม่ได้เกิดปัญหาหรือความขัดแย้งใดที่มาทำลายความสัมพันธ์ ความรู้สึกโรแมนติกเมื่อได้อยู่ใกล้ระหว่างกันจะเกิดขึ้น และตามมาด้วยความรักที่มีให้ต่อกัน ซึ่งตามผลวิจัยนั้นหากคนเรารักใครมากๆหรือเมื่อได้อยู่กับคนที่เรารักในบรรยากาศที่โรแมนติกมากๆ การไหลเวียนของเลือดก็จะทำงานได้ดีขึ้นและหัวใจของเราเต้นแรงมากขึ้นตามไปด้วย  

และเมื่อทั้งสองได้ตกลงกันเป็นแฟน อยู่ด้วยกันแบบคู่รัก ความรักที่ทรงพลังก็จะเกิดขึ้น และในช่วงหลังจากนี้ความโรแมนติกก็จะเกิดขึ้นอยู่เสมอ ซึ่งแท้จริงแล้วนั้นความโรแมนติกไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องของการมีเพศสัมพันธ์เสมอไป แต่เกี่ยวข้องกับการปลุกหัวใจของเราให้มีความสดใสและรู้สึกกับความอบอุ่นที่เกิดจากมีความรักได้ดีมากยิ่งขึ้น

6 หนังรักโรแมนติก 

หลายคนที่แม้ว่าตอนนี้อาจยังโสด ไม่มีคู่ครอง ก็สามารถหาความโรแมนติกได้ด้วยการดูหนัง เพราะในช่วงเวลาเกือบสองชั่วโมงนั้น เร่ืองราวของหนังอาจทำให้เราได้สัมผัสกับความอบอุ่น รู้สึกถึงความโรแมนติกที่ถูกสื่อจากการแสดงของตัวละคร และจะทำให้คุณอารมณ์ดี ฟีลกู๊ดไปอีกหลายวัน 

1.About Time

เริ่มกันที่หนังรักปนดราม่าและแฟนตาซีเล็กๆในการย้อนเวลากลับไปได้ ซึ่งตัวหนังเล่าถึง Tim (Domhnall Gleeson) ชายหนุ่มธรรมดาที่ได้รู้ความลับอย่างหนึ่งในวันเกิดครบรอบ 21 ปีจากพ่อของเขาว่า ชายหนุ่มในครอบครัวนี้มีพลังสามารถย้อนเวลากลับไปได้ โดยการย้อนเวลานั้นจะต้องอยู่ในที่มืดและตั้งใจนึกไปยังสถานที่ที่ต้องการย้อนกลับไป 

โดย Tim ได้ใช้ความสามารถนี้ย้อนเวลากลับไปหลายครั้งเพื่อเปลี่ยนแปลงอดีตแต่ก็มีหลายครั้งนักที่แม้ว่าจะย้อนกลับไปแก้ไข แต่ก็ไม่ได้เกิดประโยชน์สูงสุดตามที่คาดหวัง ตัวหนังเล่าถึงความรักทั้งในรูปแบบสามี-ภรรยาและพ่อ-ลูก การย้อนเวลากลับไปทำให้ Tim ได้เข้าใจโลกมากขึ้น ซึ่งสุดท้ายแล้ว Tim จะย้อนกลับไปแก้ไขเรื่องใดบ้าง ต้องไปดูกัน 

2.Call Me By Your Name

หนังรักโรแมนติกยุคใหม่ที่เล่าถึงความรักระหว่างชายสองคน ตัวหนังใช้สถานที่ในประเทศอิตาลีช่วงปี 1983 โดยมีตัวเอกคือ Elio (Timothée Chalamet) หนุ่มวัย 17 ที่ใช้ชีวิตกับครอบครัว และ Oliver (Armie Hammer) หนุ่มนักศึกษาสุดหล่อที่มาฝึกงานกับพ่อของ Elio 

บท ฉากและบรรยากาศต่างๆในเรื่องจะทำให้คนดูรู้สึกและอินไปกับหนังได้ ที่สำคัญคือตัวนักแสดงที่สามารถถ่ายทอดอารมณ์ในบทการแสดงออกมาได้อย่างมีความสามารถ ความรักความผูกพันธ์ที่เกิดขึ้นนั้นทำให้เราสัมผัสกับความโรแมนติกแบบวัยรุ่นที่อาจทำให้เราเขินและยิ้มตามด้วยในหลายฉาก ดังนั้นหนังเรื่องนี้ถือเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่เล่ามุมมองความรักในรูปแบบใหม่ออกมาได้อย่างดี และไม่ควรพลาดจริงๆ

3.Her

หนังแนวดราม่า โรแมนติกที่เข้าฉายในปี 2013 นำแสดงโดย Joaquin Phoenix  ที่รับบทเป็น Theodore ชายหนุ่มผู้กำลังอกหักจากการเลิกลาของภรรยา จนเขาได้ค้นพบระบบ OS ที่ชื่อ Samantha ที่สามารถพูดคุย ตอบสนองกับเขาได้ จนเขาก็ได้ตกหลุมรักกับเจ้าซอฟท์แวร์นี้ 

แม้ว่าตัวหนังเล่าถึงความเหงาที่พระเอกต้องพบเจอ แต่เมื่อได้พูดคุยกับ Samantha แล้ว ชีวิตของเขาก็มีชีวิตชีวามากขึ้น ซึ้งอาจทำให้เรารู้สึกโรแมนติกในลึกๆ แม้ว่าอีกฝ่ายที่ Theodore หลงรักนั้นจะเป็นซอฟท์แวร์ในคอมพิวเตอร์ บทสรุปของหนังจะเป็นอย่างไรนั้นอยากให้ได้ไปติดตามกัน 

4.Letters to Juliet

หนังโรแมนติกสุดแสนอบอุ่น นำแสดงโดย Amanda Seyfried และ Christopher Egan ตัวหนังเล่าถึง Sophie (Amanda Seyfried) สาวนักเขียนชาวอเมริกันที่ตกลงหมั้นกับ Victor (Gael Garcia Berna) เชฟหนุ่มที่คลั่งไคล้เรื่องการทำอาหารและหาวัตถุดิบที่ดีเพื่อนำมาเปิดร้านในเมืองนิวยอร์ค 

แต่ด้วยการค้นหาวัตถุดิบชั้นดีของ Victor ทำให้ทั้งคู่ต้องไปยังอิตาลี จนทำให้ Sophie ได้พบกับ Letters to Juliet หรือการเขียนจดหมายเพื่อปรึกษาความรักกับจูเลียต และสุดท้ายทำให้เธอได้รู้จักกับ Charlie (Christopher Egan) และยายของเขาที่กำลังค้นหาชายหนุ่มคนรักที่พลัดพรากกัน 

เรื่องราวและบรรยากาศในหนังทำให้เราได้คอยติดตามอย่างอบอุ่น ความน่ารักของตัวละครที่แสดงออกมาทำให้เรายิ้มได้อยู่บ่อยๆ ดังนั้นหากใครอยากดูหนังรักโรแมนติกดีๆ ดราม่าไม่หนัก เรื่องนี้ห้ามพลาดเชียว

5.Notting Hill

หนังโรแมนติก คอมเมดี้ปี 1999 ที่นำแสดงโดย Julia Robert และ Hugh Grant ถือว่าเป็นนักแสดงที่โด่งดังมากในช่วงยุคนั้น ตัวหนังเล่าถึง Anna (Julia Robert) ดาราสาวชื่อดัง กับ William หนุ่มเจ้าของร้านขายหนังสือ ที่เริ่มพบกันจากการที่ Anna มาร้านหนังสือของ William 

หลังจากนั้นหนังก็เล่าเรื่องราวการบังเอิญพบกันบ่อยครั้งของทั้งคู่ จนเกิดความสัมพันธ์ที่เป็นความรักขึ้น เนื้อเรื่องอาจไม่ได้ตื่นตาตื่นใจ แต่เราสามารถนั่งดูและติดตามความรักของทั้งคู่ได้แบบไม่มีเบื่อ ด้วยอารมณ์ของหนังที่สื่อถึงความโรแมนติก ไม่ว่าจะตอนพบกัน พูดคุยกัน หรือแม้แต่ตอนเดทกัน เท่านี้ก็ทำให้ใจเราพองโตได้หลายวันเลยล่ะ 

6.Bangkok Traffic (Love) Story

หนึ่งในหนังโรแมนติกขึ้นหิ้งของเมืองไทย รถไฟฟ้ามาหานะเธอ ที่เข้าฉายในปี 2009 ตัวหนังทำเงินได้มากถึง 145.82 ล้านบาท ในรถไฟฟ้ามาหานะเธอนี้เล่าถึงเหมยลี่ (คริส หอวัง) สาวออฟฟิศวัย 30 ที่ยังโสด เธอได้พบเจอกับ ลุง (เคน ธีรเดช) หนุ่มหล่อที่เป็นวิศวกรของรถไฟฟ้า 

ในสถานการณ์ต่างๆทำให้ทั้งสองพบเจอกัน ซึ่งด้วยความโก๊ะแสนน่ารักของเหมยลี่และความสุภาพบุรุษสุดหล่อของลุง ทำให้เราสัมผัสกับอารมณ์ความโรแมนติกในช่วงระหว่างทางที่ทั้งคู่เริ่มมีความรู้สึกดีๆให้กันได้อย่างอบอุ่นแบบยิ้มไม่หุบ และแม้หนังจะผ่านมา 10 ปีแล้ว แต่ถ้าวันนี้ลองย้อนกลับไปดูก็ยังโรแมนติกและสนุกมากๆอยู่เหมือนเดิม 

สรุป

หนังโรแมนติกยังมีอีกมากกว่าร้อยหรือพันเรื่อง ซึ่งหนังเก่าๆนั้นอาจให้ความโรแมนติกที่มากกว่า เพราะด้วยสิ่งแวดล้อม บรรยากาศที่อยู่ในหนังแตกต่างจากโลก ณ ปัจจุบันที่มีแต่ความวุ่นวาย ทำให้บางครั้งคนเราก็โหยหาความเก่าที่แสนจะโรแมนติกได้ 

และการดูหนังโรแมนติกสักเรื่อง ถ้าไม่มีทีวีดีๆที่ช่วยเพิ่มอรรถรสก็คงจะน่าเสียดาย หากใครกำลังมองหาทีวีมืองสองอยู่ล่ะก็ ที่ Kaidee ของเรามีหมวดเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีทั้งทีวี ลำ โพงและเครื่องใช้ไฟฟ้าอื่นๆ ลองเข้ามาดูกันเลย

ดอกเบี้ยรถมือหนึ่ง vs รถมือสอง ต่างกันแค่ไหน?

ดอกเบี้ยรถมือหนึ่ง vs รถมือสอง ต่างกันแค่ไหน?

ถึงเวลาอันเหมาะสมสักทีที่เราจะมีรถยนต์คู่ใจไว้เป็นของตัวเอง หลังจากที่เดินทางเบียดเสียดกับผู้คนในรถไฟฟ้า รถเมล์มาแรมปี แต่ปัญหาอยู่ที่ว่าจะตัดสินใจซื้อรถทั้งที ก็คิดไม่ตกว่าระหว่างรถยนต์ป้ายแดงใหม่กริ๊บ กับรถยนต์มือสองราคามิตรภาพ มันต่างกันแค่ไหน แล้วเราควรจะเลือกอะไรดี 

แล้วรถมือหนึ่งกับรถมือสองต่างกันยังไง

ปัจจัยในการเลือกรถยนต์ นอกจากรายจ่ายที่เราต้องจ่ายออกไป ทั้งเงินดาวน์รถยนต์ เงินผ่อนรถยนต์แล้ว ยังมีข้อสังเกตอื่นๆที่เราต้องศึกษาและทำความเข้าใจเพิ่มขึ้น เพื่อเป็นหนึ่งในตัวเลือกประกอบการตัดสินใจของเราด้วย

ค่าเสื่อมราคาสูงกว่า

รถมือสองมีค่าเสื่อมราคามากกว่ารถใหม่ เนื่องจากผ่านการใช้งานมาเป็นระยะเวลานาน ซึ่งจะส่งผลต่อเครื่องยนต์และสภาพของรถยนต์ที่ต่างไปจากรถมือหนึ่ง สภาพการสึกหรอของรถยนต์ และระยะเวลาการใช้งานของรถทุกคัน จะต้องมีการซ่อมแซม เปลี่ยนแปลงอะไหล่ที่ใช้ในรถยนต์ ทำให้ราคาของรถมือสองยังคงมีราคาถูกลงไม่ต่างจากรถมือหนึ่งมากเท่าไร แต่จะต้องบวกค่าซ่อมแซมส่วนสึกหรอเข้าไปด้วย

การอนุมัติไฟแนนซ์มือหนึ่งง่ายกว่ามือสอง

ด้วยความที่รถมือสองมีค่าเสื่อมที่มากกว่ารถยนต์มือหนึ่ง ทำให้การอนุมัติไฟแนนซ์ของรถมือสองจะต้องมีเงื่อนไขในการยื่นไฟแนนซ์และข้อกังวลที่มากกว่ารถยนต์มือหนึ่ง 

ประกันรถยนต์

รถยนต์มือหนึ่ง จะได้เปรียบในแง่ของการทำการประกันรถยนต์ เนื่องจากรถมือหนึ่งจะสามารถทำประกันชั้น 1 ได้ ส่วนรถยนต์มือสอง หากมีอายุการใช้งานไม่เกิน 10 ปี ก็สามารถทำได้ แต่ถ้าอายุการใช้งานเกิน 10 ปี สามารถทำประกันรถยนต์ได้ที่ 3+ 

ประกันสินเชื่อ

ประกันสินเชื่อช่วยลดดอกเบี้ยเช่าซื้อรถยนต์ได้อีกเล็กน้อย เพราะไฟแนนซ์จะมั่นใจได้ว่าหากเกิดเหตุร้ายอย่างเช่นผู้ประสบเหตุเสียชีวิตก่อนกำหนด ไฟแนนซ์จะยังคงได้รับเงินจากบริษัทประกันสินเชื่อเจ้าของรถยนต์ที่มีวงเงินเบี้ยประกันรถยนต์สะสมอยู่ ไม่ต้องมีคนข้างหลังรับภาระแทน และกรรมสิทธิ์ยังคงถูกส่งมองให้ครอบครัวผู้เอาประกันต่อไป  

แบบนี้ดอกเบี้ยรถมือหนึ่งกับรถมือสองมีรายละเอียดอะไรบ้าง 

ดอกเบี้ยรถยนต์มือหนึ่ง

สำหรับเจ้าของรถยนต์ที่ออกรถป้ายแดงส่วนใหญ่ ที่มักจะเลือกซื้อรถแบบเงินผ่อนแลกกับการเสียดอกเบี้ยให้ไฟแนนซ์  ข้อสำคัญที่ควรทราบคือ เงินดาวน์จะส่งผลต่อระยะเวลาการผ่อนจ่ายค่างวดรถรถป้ายแดงสินเชื่อ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นอัตราดอกเบี้ยคงที่ (Flat Rate) อยู่ที่ 2-4% บางรุ่นอาจจะเหลือเพียง 2% หรือไม่มีดอกเบี้ยเลย ซึ่งเป็นไปตามโปรโมชั่นและยอดเงินดาวน์ของเรา ซึ่งยอดเงินดาวน์มีความสำคัญมากในกรณีที่ไม่ได้ซื้อขาด

สามารถคำนวณได้คร่าวๆดังนี้ เช่น

Honda Civic 2019 1.5 Hatchback Turbo ราคา 1,169,000 บาท

เงินดาวน์ 20% = 233,800 บาท

ยอดจัดสินเชื่อ = 935,200 บาท

ดอกเบี้ย 2.29% ต่อปี ระยะผ่อน 60 งวด

ค่างวดต่อเดือน = 17,372 บาท

ยอดชำระทั้งหมด 60 งวด = 1,042,320 บาท

ถ้าหากใครผ่อนมาได้สักระยะแล้วต้องการปิดยอดทั้งหมด ทางไฟแนนซ์ก็มีส่วนลดดอกเบี้ยให้ ขึ้นอยู่กับไฟแนนซ์ที่เราทำธุรกรรมด้วย แต่หากเราต้องการลดดอกเบี้ยของเงินต้นส่วนที่เหลือ ให้ใช้วิธีการโปะเงินเพื่อปิดบัญชี เพราะทางสถาบันการเงินจะต้องลดดอกเบี้ยส่วนเงินต้นไม่น้อยกว่า 50%  ให้กับเรา เพื่อให้เข้าตามเกณฑ์ว่าด้วยสัญญาธุรกิจเช่าชื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์ พ.ศ. 2561 

ยอดเงินดาวน์สำคัญกับรถมือหนึ่งอย่างมาก 

เงินดาวน์ คือ เงินก้อนแรกที่คุณจะต้องจ่ายเพื่อซื้อรถยนต์ ถ้ายิ่งดาวน์ยอดรถมากเท่าไร อัตราดอกเบี้ยที่เราจะต้องส่งเพิ่มเติมในแต่ละเดือนก็น้อยลง เนื่องจากเมื่อเราจ่ายเงินดาวน์แล้ว ไฟแนนซ์จะทำการหักค่ารถออกแล้ว จะนำยอดจัด หรือยอดที่เหลือ มาคูณกับเปอร์เซ็นต์ดอกเบี้ยเงินกู้ เป็นยอดผ่อนชำระในแต่ละเดือน ซึ่งเมื่อรวมกันแล้วจะมียอดดอกเบี้ยที่น้อยกว่าการจ่ายเงินดาวน์ต่ำ มีผลโดยตรงเฉพาะการซื้อรถยนต์มือหนึ่งเท่านั้น

อีกหนึ่งข้อสำคัญของยอดดอกเบี้ยรถยนต์ หากคุณคิดว่าเมื่อไรที่คุณมีเงินมากพอและต้องการมาโปะชำระดอกเบี้ยรถในอนาคต อาจจะต้องบอกว่า ให้คุณตัดสินใจอย่างถี่ถ้วนก่อนจะทำการซื้อรถ เพราะดอกเบี้ยรถยนต์จะต่างจากดอกเบี้ยบ้าน ตรงที่ดอกเบี้ยบ้านสามารถโปะเพื่อลดดอกเบี้ยได้ แต่ในกรณีของรถยนต์ดอกเบี้ยจะไม่ลดลง เนื่องจากเป็นดอกเบี้ยตายตัว เพราะฉะนั้น ถ้าคุณสามารถรอจนมีเงินดาวน์ที่สูงมากพอได้ แนะนำให้คุณรอ เพื่อลดภาระดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น

ดอกเบี้ยรถยนต์มือสอง

ดอกเบี้ยแตกต่างกันชัดเจน 4%-15% ต่อปี โดยส่วนใหญ่สถาบันทางการเงินจะคำณวนดอกเบี้ยจากปีที่ผลิตรถยนต์ที่มาขอสินเชื่อ ความสมบูรณ์ของตัวรถ ยี่ห้อรถยนต์ ประเภทรถยนต์ และเงื่อนไขอื่นๆตามที่สถาบันการเงินที่รับทำไฟแนนซ์กำหนด

อัตราดอกเบี้ยของรถยนต์มือสอง จะถูกแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลักๆ คือ

1.อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงต่อปี (Effective Interest Rate) ดอกเบี้ยที่คำนวณจากยอดเงินที่กู้จริง ระยะเวลากู้ ความสม่ำเสมอในการจ่าย โดยดูจากเงินส่วนต่างของผู้กู้และผู้ได้รับเงินกู้ และอัตราดอกเบี้ยจะปรับเปลี่ยนตามเงื่อนไขที่สถาบันการเงินกำหนด 

2.อัตราดอกเบี้ยคงที่ต่อปี (Flat Interest Rate) ตัวเลขอัตราดอกเบี้ยที่ถูกกำหนดไว้ตลอดจนครบสัญญา โดยไม่ขึ้นกับสถาบันทางการเงิน 

วิธีการคำนวณดอกเบี้ยรถยนต์มือสองเบื้องต้นง่ายๆ

สิ่งที่คุณจะต้องทราบ เมื่อคุณต้องการที่จะคำนวณดอกเบี้ยรถยนต์มือสองแบบง่ายๆ เพื่อทราบดอกเบี้ยและยอดผ่อนเบื้องต้น รวมถึงเป็นการวางแผนรายจ่ายที่เราจะต้องใช้จ่ายในแต่ละเดือน

1.อัตราดอกเบี้ยของแต่ละสถาบันที่เราต้องการทำไฟแนนซ์

2.ยอดจัดรวม หรือราคารถยนต์หักกับเงินดาวน์

3.ระยะเวลาในการผ่อน โดยเฉลี่ย 4-7 ปี

ที่สำคัญ เงินดาวน์ไม่มีผลต่ออัตราดอกเบี้ยของรถมือสอง เงินดาวน์สูง ไม่ได้ทำให้อัตราดอกเบี้ยถูกลง การศึกษาอัตราดอกเบี้ยไฟแนนซ์ในแต่ละสถาบัน เป็นการทำให้เราคัดเลือกการทำไฟแนนซ์ได้ในอัตราดอกเบี้ยที่ถูกที่สุด และเลือกปีผ่อนให้น้อยที่สุดเพื่อลดอัตราดอกเบี้ยของรถยนต์มือสองที่เราจะต้องผ่อนจ่าย

เพราะดอกเบี้ยรถยนต์ส่งผลต่อการใช้ชีวิตของเรา

ต้องยอมรับว่า ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์มือหนึ่งหรือมือสอง ก็กลายเป็นปัจจัยหลักที่คนส่วนใหญ่ เลือกที่จะเป็นเจ้าของรถยนต์สักหนึ่งคัน และหากรถยนต์มีความจำเป็น จนสามารถกลายเป็นอวัยวะหนึ่งของร่างกายได้ การเลือกซื้อรถยนต์ที่ดี ราคาประหยัด สักคันจึงเป็นเรื่องที่สำคัญเป็นอย่างมาก นอกจากความเหมาะสมในการใช้งานแล้ว สภาพรถยนต์ที่ดี ราคารถยนต์ที่สบายๆ อัตราดอกเบี้ยที่ไม่ทำให้เราบาดเจ็บจนเกินไป จะช่วยให้เราใช้ชีวิตได้อย่างคล่องตัว ในราคาที่คุ้มค่า และเรายังเหลือเงินไปทำอย่างอื่นได้อีกด้วย

รวมเทคนิคประหยัดพลังงานแบตเตอรี่สมาร์ทโฟน

รวมเทคนิคประหยัดพลังงานแบตเตอรี่สมาร์ทโฟน

ปัจจุบันโทรศัพท์หรือสมาร์ทโฟนที่เราใชักันอยู่ทุกวันนี้เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญของชีวิตที่ขาดไม่ได้ไปแล้ว ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นที่ช่วยอำนวยความสะดวกในการทำงาน ติดต่อสื่อสารพูดคุย หรือผ่อนคลายความเครียดต่างๆ ด้วยการท่องโลกโซเชียลในเวลาว่าง แต่ถ้าหากใช้งานสมาร์ทโฟนทั้งวันย่อมทำให้พลังงานแบตเตอรี่นั้นลดลงและหมดเร็วอย่างแน่นอน วันนี้เราจึงมาแนะนำ 10 วิธีง่ายๆ ที่จะช่วยให้แบตเตอรี่สมาร์ทโฟนของคุณใช้งานได้ยาวนานมากกว่าเดิม

1. ปิดระบบสั่น

หลายคนมีความจำเป็นที่ต้องปิดเสียงเรียกเข้าแล้วเปิดระบบการใช้งานแบบสั่น เพื่อไม่ให้สร้างความรบกวนแก่ผู้อื่น แต่รู้หรือไม่ว่าการใช้งานแบบสั่นนั้นจะทำให้พลังงานของแบตเตอรี่ลดเร็วกว่าการใช้งานแบบเปิดเสียงเสียอีก เนื่องจากการใช้งานแบบระบบสั่นจะทำงานในส่วนของมอเตอร์ให้โทรศัพท์ทั้งเครื่องเกิดแรงสั่นสะเทือนและทำให้เปลืองพลังงาน แต่การใช้งานแบบเสียงเรียกเข้าจะทำงานด้วยการส่งสัญญาณมายังลำโพงเล็กเพื่อออกมาเป็นเสียงดนตรี

2. ลดความสว่างของหน้าจอและเลือกใช้ภาพพื้นหลังโทนสีมืด

การลดความสว่างของหน้าจอนั้นกินพลังงานของแบตเตอรี่ไม่น้อยเลยทีเดียว เราจึงต้องปรับความสว่างของหน้าจอให้เหมาะสมกับการใช้งานแต่ละช่วงของวัน และการเลือกใช้ภาพพื้นหลังและภาพพักหน้าจอเป็นโทนสีดำหรือโทนสีมืดจะช่วยประหยัดพลังงานแบตเตอรี่ เนื่องจากแผงหน้าจอใช้พลังงานแบตเตอรี่ในการแสดงผลเม็ดพิกเซลสีต่างๆ กว่าล้านเฉดสี ยิ่งหน้าจอมีสีสันมากเท่าไหร่ก็จะยิ่งใช้พลังงานมากขึ้น

3. ปิดทุกการเชื่อมต่อที่ไม่จำเป็น

สมาร์ทโฟนของเรามีการเชื่อมต่อและค้นหาสัญญาณต่างๆ อยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นการระบุตำแหน่ง (GPS) การค้นหาสัญญาณ Wi-Fi และการเชื่อมต่อบลูทูธ ยิ่งถ้าหากเราใช้งานแอปพลิเคชันที่ต้องเชื่อมต่อและระบุตำแหน่งอยู่เป็นประจำ เช่น การเดินทาง การใช้แผนที่ ซึ่งแอปเหล่านี้จะทำการดึงข้อมูลโลเคชั่นต่างๆ และใช้พลังงานแบตเตอรี่อยู่ตลอดเวลา ผู้ใช้งานจึงต้องเช็กและปิดการเข้าถึงข้อมูล และเปิดใช้งานเมื่อตอนที่จำเป็นเท่านั้น

4. ปรับเวลาการล็อคหน้าจออัตโนมัติให้เร็วขึ้น

หนึ่งในสาเหตุที่ทำให้แบตเตอรี่หมดเร็ว เพราะจะต้องใช้พลังงานไปกับการแสดงผลบนหน้าจอที่มีความคมชัด และความละเอียดสูง ซึ่งค่าเริ่มต้นของเวลาการล็อคหน้าจออัตโนมัติจะอยู่ที่ประมาณ 2 นาที แต่เราสามารถปรับตั้งค่าเวลาการล็อคหน้าจออัตโนมัติได้ตามต้องการ

5. เช็กการใช้งานแบตเตอรี่ และปิดการใช้งาน Background App

แอปพลิเคชันบางตัวจะทำการดึงข้อมูลการทำงานของอุปกรณ์จนทำให้เครื่องทำงานหนักและเกิดความร้อนง่าย เราสามารถเข้าไปเช็กการใช้งานแบตเตอรี่ของแต่ละแอปพลิเคชันได้ในเมนูตั้งค่า และลดการใช้งานแอปพลิเคชันนั้นหากไม่จำเป็น และบางแอปมีการทำงานแบบ Background App ที่ตัวแอปจะทำงานอยู่แม้จะปิดลงไปแล้วก็ตาม 

6. ใช้งาน Wi-Fi แทน 4G และปิด 4G ในขณะที่ใช้ Wi-Fi

การใช้งานอินเตอร์เน็ตแบบ 4G ของเครือข่ายมือถือค่ายต่างๆ จะกินพลังงานแบตเตอรี่ได้มากกว่าการใช้งานอินเตอร์เน็ตแบบ Wi-Fi ดังนั้นหากอยู่ในที่ที่มีสัญญาณก็ควรใช้ Wi-Fi และปิดการใช้งาน 4G จะยิ่งช่วยให้ประหยัดการใช้งานที่เล่นได้นานขึ้นกว่าเดิม

7. เปิดใช้งานโหมดประหยัดแบตเตอรี่

ปัจจุบันสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่จะมาพร้อมโหมดประหยัดแบตเตอรี่ (Battery Saving Mode หรือ Power Saving Mode) ติดเครื่องมาให้อยู่แล้ว เมื่อเปิดใช้งานโหมดแล้วจะทำการลดแสงของหน้าจอลงและปรับความเร็วในการประมวลผลของ CPU ลงเล็กน้อยโดยที่เรายังสามารถใช้งานสมาร์ทโฟนได้ตามปกติ

8. ปิดการอัปเดตแอปพลิเคชันอัตโนมัติ

การอัปเดตแอปพลิเคชันอัตโนมัติจะช่วยเพิ่มความสะดวกสบายในการใช้งานให้กับเรา แต่การอัปเดตตลอดเวลานั้นจะทำให้เปลืองแบตเตอรี่ได้เหมือนกัน ดังนั้นควรปิด Auto Update และเลือกให้มีการอัปเดตเฉพาะแอปพลิเคชันที่เราต้องการ

9. ปิดการแจ้งเตือนด้วยเสียงและการสั่น

การแจ้งเตือน (Notification) มีส่วนในเรื่องของแบตเตอรี่เช่นเดียวกัน หากต้องการประหยัดพลังงานของแบตเตอรี่ให้กดปิดการแจ้งเตือนในระบบเสียงและการสั่น หรือหากเป็นแอปพลิเคชันที่ไม่ได้มีความจำเป็นในการใช้งานเท่าไหร่นักให้กดปิดการแจ้งเตือนจากแอปนั้นไปก่อน

10. ปิดเครื่อง

หากคุณไม่มีธุระสำคัญเร่งด่วนที่ต้องการติดต่อกับใคร แต่ใจก็อยากจะเก็บแบตเตอรี่ไว้ใช้งานอีกนานๆ การปิดเครื่องเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่การันตีได้ว่าจะช่วยเก็บพลังงานแบตเตอรี่ได้เป็นอย่างดี

จบไปแล้วกับ 10 เทคนิคการประหยัดพลังงานแบตเตอรี่สมาร์ทโฟนของคุณให้ใช้งานได้ยาวนานยิ่งขึ้น หวังว่าจะมีประโยชน์ให้กับผู้อ่านได้นำไปใช้และแชร์ส่งต่อเทคนิคดีๆ แบบนี้ให้เพื่อนๆ ได้รู้กัน

สำหรับใครที่กำลังมองหาสมาร์ทโฟนเครื่องใหม่อยู่ สามารถเข้ามาเลือกซื้อได้ที่ Kaidee แหล่งรวมมือถือ แท็บเล็ตและอุปกรณ์เสริมอีกมากมายที่รอคุณอยู่

เจาะลึกรถ MPV รถเอนกประสงค์ของคนมีครอบครัว

เจาะลึกรถ MPV รถเอนกประสงค์ของคนมีครอบครัว

รถยนต์นั้นมีหลากหลายประเภท ทั้งรถเก๋ง รถ SUV รถกระบะ แต่ละประเภทก็ตอบโจทย์การใช้งานที่แตกต่างกันหรือบางประเภทก็คล้ายกัน โดยในประเทศไทยนั้นมีรถอีกประเภทหนึ่งที่คนไทยนิยมใช้ คือ รถประเภท MPV ที่ย่อมาจาก Multi Purpose Vehicle โดยรถยนต์ประเภทนี้จะมีความอเนกประสงค์มากกว่ารถประเภทอื่น เนื่องจากขนาดของรถที่ใหญ่ สามารถรองรับผู้โดยสารได้จำนวนมาก ซึ่งรถยนต์ประเภทนี้จะมีโครงสร้างของรถที่คล้ายคลึงกับรถตู้ แต่จะมีขนาดที่เล็กกว่าและให้ความสะดวกสบาย หรูหรา มีเทคโนโลยีที่ดีกว่ารถตู้นั่นเอง

ประโยชน์ของรถ MPV 

โดยรถอเนกประสงค์ MPV นั้น ถูกออกแบบมาเพื่อรถของครอบครัว ตั้งแต่ครอบครัวเล็กจนถึงครอบครัวใหญ่ เนื่องจากขนาดของรถที่สามารถรองรับคนได้เยอะ บางรุ่นสามารถจุได้ถึง 11 คนเลยทีเดียว โดยภายในรถถูกออกแบบให้ที่นั่งสามารถรองรับสรีระของคนได้เป็นอย่างดี ทำให้ผู้โดยสารนั่งสบาย ไม่อึดอัด ไม่ปวดหลัง สามารถขยับตัวท่าไหนก็ได้ บางรุ่นเบาะนั่งสามารถนวดได้เลยนะ 

ซึ่งรถประเภท MPV นั้น ถึงแม้จะมีทรงที่คล้ายกับรถตู้ แต่อยากจะบอกว่า รถ MPV นั้นเป็นรถคนละประเภทกับรถตู้เลยนะ เพราะรถตู้เป็นรถที่เน้นเรื่องการโดยสารเป็นหลัก ที่นั่งจะเยอะกว่าและไม่สะดวกสบายเท่ารถ MPV ที่มีความอเนกประสงค์มากกว่า เพราะมีพื้นที่ที่กว้างขวางกว่า มีเบาะที่สามารถปรับได้หรือมีระบบไฟฟ้าที่สามารถปรับและนวดได้ สามารถจุสัมภาระได้เยอะกว่า อีกทั้งยังมีเทคโนโลยีที่อำนวยความสะดวกที่ครบครันมากกว่าอีกด้วย 

ตัวอย่างรถ MPV 

ในปัจจุบันรถยนต์ประเภท MPV นั้น มีหลากรุ่นหลายแบรนด์ที่ทำตลาดในประเทศไทย เลยขอยกตัวอย่างรถ MPV ที่ทุกคนคุ้นตากัน เช่น 

1. Hyundai H-1 

ขึ้นชื่อว่าเป็นรถตู้เอนกประสงค์ยอดนิยมของคนไทยที่ยังทํายอดขายได้ดีมาโดยตลอด นั่นก็คือ Hyundai H1 นั่นเอง รถตู้อเนกประสงค์ชื่อดังจากค่ายเกาหลี ด้วยราคาที่สมเหตุสมผลกับ ความหรูหราที่มีมาให้ จึงทําให้เป็นรถรุ่นยอดนิยมอีกรุ่นของคนไทยเป็นจํานวนมาก Hyundai H1 ซึ่งได้ปรับโฉมใหม่ทั้งภายในและภายนอกให้มีความพรีเมียมและทันสมัยมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังใส่ใจถึง ควํามสะดวกและความบันเทิงภายในตัวรถอย่างครบครัน มาพร้อมกับเครื่องยนต์ที่แรงแต่ประหยัด ด้วยเครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบขนาด 2.5 ลิตร 175 แรงม้า เกียร์อัตโนมัติ 5 สปีด ตอบโจทย์การใช้งาน ของผู้บริหารและครอบครัวขนาดใหญ่ โดยจะมีราคาตั้งแต่ 1,329,000 – 2,399,000 บาท 

2. Toyota Vellfire และ Alphard 

รถรุ่นนี้จะได้รับ ความนิยมในกลุ่มผู้บริหารและครอบครัวขนาดใหญ่ มาพร้อมกับความสะดวกสบาย สิ่งอํานวยความสะดวกที่ครบครันด้วยเบาะนั่ง VIP แบบแยกพร้อมระบบนวดและปรับไฟฟ้า ประตูสไลด์ไฟฟ้า 2 ข้าง บวกกับช่วงล่างที่นุ่มเป็นพิเศษ แม้จะวิ่งด้วยความเร็วสูงก็ตาม ซึ่งมาพร้อมด้วยเครื่องยนต์ที่แตกต่าง กัน โดยจะแบ่งออกเป็น 3 รุ่นย่อย คือ

รุ่น Vellfire 2.5 

  • เครื่องยนต์เบนซิน Dual VVT-I 2.5 ลิตร 180 แรงม้า
  • เกียร์ อัตโนมัติ CVT 7 สปีด พร้อมระบบ Sequential Shift
  • ราคา 3,889,000 บาท

รุ่น Alphard 2.5 Hybrid 

  • เครื่องยนต์เบนซิน VVT-I Hybrid ขนาด 2.5 ลิตร 2AR-FXE 150 แรงม้าจับคู่กับมอเตอร์ไฟฟฟ้า 2JM 143 แรงม้าทํางานร่วมกันให้กําลังสูงสุด 197 แรงม้า 
  • เกียร์อัตโนมัติ ECVT และขับเคลื่อนด้วยระบบ ขับสี่แบบ E-Four
  • ราคา 4,019,000 บาท

รุ่น Alphard 3.5 V IP V6 

  • เครื่องยนต์เบนซิน V6 296 แรงม้า
  • เกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด ลูกใหม่แบบ Direct Shift
  • ราคา 5,509,000 บาท

หากใครกำลังมองหารถ MPV อเนกประสงค์ไว้ใช้กับครอบครัว ที่ได้ทั้งความหรูหราและความสะดวกสบายในการเดินทาง ช่วงล่างที่แข็งแรง นุ่มนวลทุกการเดินทาง รถทั้ง 2 แบรนด์ที่แนะนำไปก็น่าสนใจไม่น้อยเลยนะครับ 
แต่ว่าทาง Kaidee Auto ของเราก็มีรถประเภท MPV ขายเยอะเหมือนกันนะครับ มีหลากหลายรุ่น หลากหลายแบรนด์ให้เลือก รับรองคุณภาพและราคาที่ดีเลยครับ แวะมาชมกันเยอะ ๆ นะครับ

5 สายรัดข้อมืออัจฉริยะราคาประหยัด รุ่นไหนบ้างที่น่าซื้อ

5 สายรัดข้อมืออัจฉริยะราคาประหยัด รุ่นไหนบ้างที่น่าซื้อ

หากคุณเป็นคนรักสุขภาพและมีความตั้งใจว่าปีนี้ฉันจะเริ่มต้นออกกำลังกายให้ได้อย่างสม่ำเสมอ การมีสมาร์ทวอทช์สักหนึ่งเรือนอาจจะไม่ค่อยตอบโจทย์สักเท่าไรนัก เพราะด้วยฟังก์ชันการใช้งานที่หลากหลายและราคาที่สูงจนเกินไปอาจไม่เหมาะสำหรับผู้ที่กำลังเริ่มต้น ดังนั้นเราจึงต้องเปลี่ยนตัวเลือกแล้วมาลองทำความรู้จักกับ “สายรัดข้อมืออัจฉริยะ หรือ Fitness Tracker” ที่เป็นไอเทมเพื่อสุขภาพใช้สำหรับการออกกำลังกายทั่วไป มีฟังก์ชันการใช้งานหลักๆ เช่น ติดตามการนับก้าว, ตรวจวัดอัตราการเต้นของหัวใจ อีกทั้งยังมีราคาที่ไม่แพง เริ่มต้นใช้งานได้ไม่ยาก วันนี้เราเลยอยากจะมาแนะนำสายรัดข้อมืออัจฉริยะ 5 รุ่น ว่ามีแบบไหนบ้างที่น่าซื้อ

1. Xiaomi Mi Band 5

สายรัดข้อมือรุ่นใหม่ล่าสุดจาก Xiaomi ที่มาพร้อมหน้าจอ AMOLED ขนาด 1.1 นิ้ว กระจก 2.5D Tempered Glass ป้องกันรอยขีดข่วนและกันน้ำลึกได้ถึง 50 เมตร ปรับปรุงการประมวลผลให้รวดเร็วแม่นยำกว่าเดิม มีโหมดติดตามการออกกำลังกายได้ถึง 11 โหมด รวมถึงยังมีโหมดติดตามรอบประจำเดือนของผู้หญิงได้อีกด้วย เหมาะสำหรับมือใหม่เพราะมีโหมดวิเคราะห์ตัวชี้วัด PAI Score หรือ Personal Activity Intelligence เพื่อช่วยแนะนำการออกกำลังกายที่ถูกต้องให้กับผู้สวมใส่ และติดตามการนอนหลับได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ยังชาร์จแบตเตอรี่แบบ Magnetic Charging หรือชาร์จแบบแม่เหล็ก สามารถใช้งานได้นานสูงสุดถึง 14 วัน ต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง ที่สำคัญราคาเปิดตัวเพียงแค่ 1,190 บาท เท่านั้น

2. Huawei Honor Band 5

สมาร์ทแบนด์น้องใหม่ที่พึ่งเปิดตัวแล้วถูกพูดถึงมากพอสมควรเลยทีเดียว ด้วยดีไซน์การออกแบบที่ทันสมัยสามารถสวมใส่ได้ทุกวัน มาพร้อมฟังก์ชันครบครัน ตั้งแต่การวัดอัตราการเต้นของหัวใจ, วัดระดับออกซิเจนในเลือด, ติดตามสถิติการออกกำลังกายหลากหลายรูปแบบ ไปจนถึงการบันทึกคุณภาพการนอนหลับ นอกจากนี้ยังมีหน้าจอสีที่กันน้ำได้ลึก 50 เมตร รองรับทั้งระบบ iOS และ Android รองรับภาษาไทยเต็มรูปแบบ ที่สำคัญราคาสบายกระเป๋าเข้าถึงง่ายเพียง 1,190 บาท

3. Samsung Galaxy Fit e

สมาร์ทแบนด์รุ่นแรกจาก Samsung ที่ออกมาเพื่อเขย่าวงการคู่แข่งอย่าง Xiaomi และ Huawei ในราคาที่ใกล้เคียงกัน โดยมาพร้อมหน้าจอสัมผัสขนาด 0.74 นิ้ว ความละเอียด 120×240 พิกเซล มีน้ำหนักเบา ดีไซน์สวยงาม เหมาะกับสวมใส่ได้ทุกโอกาส กันน้ำได้ลึกถึง 50 เมตร สามารถสวมใส่ว่ายน้ำได้ มีเซนเซอร์ HR วัดอัตราการเต้นของหัวใจ หากใครเป็นสาวก Samsung ที่กำลังมองหาสมาร์ทแบนด์ใส่ง่ายๆ ในชีวิตประจำวันทั่วไปต้องรุ่นนี้เลย เพียงราคา 1,290 บาทเท่านั้น

4. Monit FIT 7 

สายรัดข้อมืออัจฉริยะพร้อมติดตามสุขภาพตลอด 24 ชั่วโมง เรียกได้ว่าตั้งแต่ตื่นนอนจนถึงนอนหลับ ครบครันไปด้วยฟังก์ชันโหมดการออกกำลังกาย ฟิตเนส และกิจกรรมต่างๆ กว่า 14 ชนิด สามารถวัดอัตราการเต้นของหัวใจได้ง่ายๆ ผ่านข้อมือ ติดตามกิจกรรมตลอดทั้งวันไม่ว่าจะเป็นการนับก้าวเดิน จำนวนแคลอรี่ กันน้ำกันฝุ่นมาตรฐาน IP68 รองรับการแจ้งเตือนข้อความต่างๆ จากสมาร์ทโฟน แบตเตอรี่สามารถใช้งานได้นานสูงสุด 5-10 วัน รองรับระบบ Fast Charging ให้กลับมาใช้งานได้ทันใจและราคาสุดคุ้มที่ 1,190 บาท

5. Lenovo HX06

มาถึงรุ่นสุดท้ายกันบ้างสำหรับ Lenovo HX06 สายรัดข้อมือเพื่อสุขภาพที่คอยทำหน้าที่วิเคราะห์การออกกำลังกายและสุขภาพเบื้องต้นของคุณ เช่น วัดชีพจร, วัดจำนวนก้าวเดิน, ค่าแคลอรี่ที่เผาผลาญ และวัดประสิทธิภาพการนอนหลับ เป็นต้น มาพร้อมหน้าจอขนาด 0.87 นิ้ว สามารถกันน้ำและลงน้ำลึกได้ 30 เมตร ดีไซน์การออกแบบทันสมัย มีน้ำหนักเบาทำให้สวมใส่สบายได้ตลอดวัน รองรับการแจ้งเตือนจากสมาร์ทโฟนเพื่อที่จะไม่พลาดทุกการติดต่อ ยิ่งช่วงนี้อยู่ในช่วงโปรโมชันราคาพิเศษเพียง 790 บาท เท่านั้น

เป็นอย่างไรกันบ้างครับ หลังจากที่อ่านจบแล้วเชื่อว่าเพื่อนๆ ต้องมีรุ่นที่ถูกใจไว้ช้อปกันอย่างแน่นอน สำหรับใครที่กำลังหาซื้อสายรัดข้อมืออัจฉริยะอยู่ สามารถเข้ามาเลือกช้อปได้ที่ Kaidee แหล่งรวบรวมสินค้ามือสองที่มีทุกอย่างที่คุณอยากได้