ผ่อนคอนโดอย่างไรไม่ให้เป็นภาระหนักเกินไป

ผ่อนคอนโดอย่างไรไม่ให้เป็นภาระหนักเกินไป

“ผ่อนคอนโด” เป็นหนึ่งใน Bucket list ที่หลายๆ คนตั้งใจไว้ โดยเฉพาะบรรดาหนุ่มสาววัยทำงานที่ต้องการมีที่อยู่อาศัยเป็นของตัวเองเพื่อจะได้ใช้ชีวิตอย่างอิสระ สามารถเดินทางไปไหนมาไหนได้สะดวก รวมไปถึงการเลือกซื้อคอนโดใกล้ที่ทำงาน เพื่อจะได้มีเวลาส่วนตัวและยกระดับคุณภาพชีวิตให้ดียิ่งขึ้น  

การผ่อนคอนโดไม่ว่าจะโครงการใหม่หรือผ่อนคอนโดมือสองยังตอบโจทย์ประโยคที่ว่า “ซื้อคุ้มกว่าเช่า” เพราะไหนๆ ต้องควักเงินจ่ายออกจากกระเป๋าแล้ว ก็ควรให้เงินนั้นรีเทิร์นกลับมาเป็นทรัพย์สินได้ด้วย

แต่อย่างไรก็ตาม ปัญหาอย่างหนึ่งของการผ่อนคอนโดที่เราพบกันบ่อยๆ คือ “ผ่อนไม่ไหว” เนื่องจากคอนโดมีราคาค่อนข้างสูง ยิ่งถ้าอยู่ในทำเลดีๆ ใกล้รถไฟฟ้าราคาขายคอนโดเหล่านั้นจะกระโดดไปเป็นห้องละหลายๆ ล้านบาทเลยทีเดียว

ดังนั้นเพื่อไม่ให้ปัญหาดังกล่าวเกิดขึ้น เราจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องประเมินศักยภาพของตัวเองก่อนตัดสินใจจองหรือซื้อคอนโด ทั้งในแง่รูปแบบการผ่อน แหล่งที่มาของรายได้ สภาพคล่องทางการเงิน รวมไปถึงวินัยการใช้จ่ายเงินที่จะส่งผลการต่อพิจารณาเงินกู้ของธนาคาร

ผ่อนคอนโด VS ผ่อนดาวน์คอนโด 

มีคนจำนวนไม่น้อยที่เข้าใจผิด คิดว่า “ผ่อนคอนโด” กับ “ผ่อนดาวน์คอนโด” เป็นเรื่องเดียวกัน แต่ในความจริงแล้วทั้งสองคำมีความแตกต่างกัน กล่าวคือ “ผ่อนคอนโด” ใช้กับการผ่อนคอนโดที่สร้างเสร็จแล้ว ได้ทั้งคอนโดมือหนึ่งและคอนโดมือสอง โดยผู้ซื้อส่วนใหญ่ (เกือบ 100%) ขอสินเชื่อที่อยู่อาศัยจากธนาคารเพื่อนำเงินไปจ่ายเต็มจำนวนให้กับเจ้าของโครงการ (ไม่รวมเงินดาวน์ที่จ่ายไปก่อนหน้านั้นแล้ว) จากนั้นจึงทำการผ่อนเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยคืนให้กับธนาคารเป็นงวดๆ ไปจนครบ 

ส่วน “ผ่อนดาวน์คอนโด” ใช้กับโครงการที่เพิ่งเปิดตัว (Pre-sale) หรืออยู่ระหว่างการก่อสร้าง โดยผู้ซื้อทยอยส่งเงินดาวน์ (ไม่มีดอกเบี้ย) ให้กับเจ้าของโครงการตามเงื่อนไขที่กำหนด อาจเป็นจำนวนเงินเท่าๆ กันทุกเดือน หรือมีบางงวดจ่ายเป็นเงินก้อนใหญ่ก็ได้ (เรียกว่างวดบอลลูน)

ยอดเงินดาวน์สำหรับผ่อนนั้นคิดจากราคาขายคอนโดประมาณ 5-10% ส่วนระยะการผ่อนดาวน์ขึ้นอยู่กับระยะเวลาการก่อสร้างแล้วเสร็จ ซึ่งส่วนใหญ่กำหนดระยะเวลาที่ 1-3 ปี ทำให้เงินผ่อนแต่ละงวดไม่สูงมาก อาจอยู่ที่หลักพันต้นๆ ก็เคยมีปรากฏมาแล้ว เช่น คอนโดขายอยู่ที่ 1 ล้านบาท คิดเงินดาวน์ 5% เท่ากับ 50,000 บาท ระยะผ่อนเท่าๆ กัน 24 งวด เท่ากับว่าเราผ่อนดาวน์คอนโดเดือนละ 2,083.33 บาทเท่านั้น 

ภายหลังจากผ่อนดาวน์คอนโดเรียบร้อยพร้อมกับคอนโดสร้างเสร็จแล้ว ผู้ซื้อต้องทำการขอสินเชื่อกับธนาคารอีกครั้ง เพื่อจ่ายส่วนที่เหลือให้กับเจ้าของโครงการ (จากตัวอย่างเราต้องจ่ายให้เจ้าของโครงการอีก 950,000 บาท) และผ่อนเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยคืนธนาคารตามแบบ “ผ่อนคอนโด” ข้างต้น  

เช็คฐานะทางการเงินเพื่อให้การผ่อนคอนโดไม่หนักเกินไป

ถึงหลายคนจะมีตัวเลขการผ่อนในใจ เช่น อยากผ่อนคอนโดเดือนละ 3,000 บาท แต่ในความเป็นจริงอาจไม่สามารถผ่อนได้ตลอดรอดฝั่ง หรือผ่อนได้แต่ชีวิตไม่มีความสุขเหมือนเดิม ซึ่งเราสามารถเช็คความพร้อมล่วงหน้าได้โดยใช้สูตรมาตรฐานเดียวกับธนาคารที่ใช้ปล่อยวงเงินกู้ แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ

ความสามารถในการผ่อนต่อเดือน 

แม้บางธนาคารจะประเมินความสามารถในการผ่อนชำระหนี้สินให้ได้สูงสุดถึง 70% ของรายได้ต่อเดือนของลูกหนี้ แต่ก็นับเป็นตัวเลขที่สูงและอาจทำให้การใช้จ่ายในชีวิตประจำวันขัดสนได้ โดยเฉพาะกับคนที่มีรายได้จากงานประจำเพียงอย่างเดียว 

ดังนั้น เพื่อให้การผ่อนคอนโดสบายขึ้น และไม่เหนื่อยกับการก้มหน้าก้มตาสะสมเงินจนเกินไป ธนาคารจึงกำหนดเรทความสามารถในการผ่อนชำระลงเหลืออยู่ที่ 35-40% จากนั้นนำมาลบกับหนี้สินที่มีอยู่เดิม ไม่ว่าจะเป็นหนี้บัตรเครดิต ค่าผ่อนรถ ค่าใช้จ่ายจิปาถะในการดำรงชีวิต และคำนวนเป็นสูตรง่ายๆ ดังนี้

 เงินเดือน X 40% – หนี้สินที่มีอยู่ = ความสามารถในการผ่อนแต่ละเดือน 

ตัวอย่างเช่น เรามีเงินเดือน 30,000 บาท หนี้บัตรเครดิตและค่าใช้จ่ายทั่วไป 5,000 บาท ดังนั้นความสามารถในการผ่อนคอนโดแบบสบายๆ ไม่เป็นภาระเกินหนักจะเท่ากับ 7,000 บาทต่อเดือน (30,000 บาท X 40% – 5,000 บาท = 7,000 บาท)  ในกรณีเดียวกัน หากใครไม่มีภาระหนี้สินใดๆ ก็จะผ่อนคอนโดได้มากขึ้นเป็น 12,000 บาทต่อเดือน ซึ่งจะส่งผลดีต่อการผ่อนในระยะยาวได้ด้วย

ราคาคอนโดที่ผ่อนซื้อได้

นอกจากเช็ครายได้และหนี้สิ้นเพื่อดูความสามารถในการชำระเงินกู้แล้ว อีกหนึ่งสูตรที่ใช้ตรวจสอบความพร้อมของตัวเองก็คือการหาว่าฐานเงินเดือนของเราสามารถซื้อคอนโดมูลค่าเท่าไร โดยส่วนใหญ่ธนาคารจะให้วงเงินสินเชื่อที่อยู่อาศัยประมาณ 50 เท่าของฐานเดือนเงินหรือรายได้สุทธิที่เท่ากับสูตร

เงินเดือนหรือรายได้สุทธิ X 50 = ราคาคอนโดที่กู้เงินซื้อได้

ในกรณีนี้หากเรามีเงินเดือน 30,000 บาท ยอดเงินสินเชื่อที่อยู่อาศัยที่ธนาคารจะปล่อยให้คือ 1,500,000 บาทนั่นเอง 

อย่างไรก็ตาม จำนวน 50 เท่าของฐานเงินเดือนนี้เป็นเพียงค่าเฉลี่ยทั่วไป หากใครเป็นลูกค้าประจำธนาคารที่มีประวัติการชำระหนี้ดี มีเครดิตดี หรือมีหลักฐานแสดงความมั่นคงในอาชีพการงาน ธนาคารอาจให้วงเงินสินเชื่อมากกว่านี้ได้เช่นกัน 

นอกจากนี้ยังอาจใช้สูตร “ผ่อนล้านละ 7,000” เพื่อเช็คราคาคอนโดที่เราสามารถขอวงเงินสินเชื่อได้ ซึ่งเป็นตัวเลขเฉลี่ยที่ธนาคารคำนวนมาเรียบร้อยแล้วว่าหากผ่อนคอนโดเดือนละเท่านี้จะไม่กระทบต่อการใช้ชีวิตในส่วนอื่นๆ โดยคำนวนจาก

(ความสามารถในการผ่อนคอนโดต่อเดือน X 1,000,000) ÷ 7,000 = วงเงินกู้สูงสุด

จากตัวอย่างที่ผ่านมา หากความสามารถในการผ่อนของเรามีภาระหนี้เพียงคอนโดอย่างเดียวจะเท่ากับ 12,000 บาทต่อเดือน ดังนั้นวงเงินกู้ซื้อคอนโดราคาสูงสุดจะมีมูลค่าประมาณ 1.7 ล้านบาท 

รายได้เท่านี้ ผ่อนคอนโดเดือนละเท่าไรดี

จากสูตรคำนวนการผ่อนคอนโด และหาราคาคอนโดที่เหมาะสมข้างต้น เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับรายได้จริงเราพอสรุปได้ 4 กลุ่มด้วยกัน คือ

กลุ่มพนักงานปฏิบัติการ หรือ Junior Level 

กลุ่มนี้จะมีฐานเงินเดือนประมาณ 15,000 – 30,000 บาท จึงเหมาะกับคอนโดที่มูลค่าไม่สูง เช่น คอนโดมือสอง หรือคอนโดไซส์ห้องสตูดิโอ 20-30 ตารางเมตร ที่ราคาต่อตารางเมตรไม่เกิน 50,000 บาท โดยจะผ่อนเริ่มต้นที่ 6,000 – 12,000 บาทต่อเดือน  

กลุ่มหัวหน้างานหรือพนักงานระดับ Senoir 

ขยับฐานเงินเดือนเพิ่มขึ้นสำหรับคนทำงานกลุ่มนี้จะอยู่ที่ 35,000 – 60,000 บาท ความสามารถในการผ่อนต่อเดือนก็สูงขึ้นมาที่ 14,000 – 24,000 บาท ส่งผลให้มีโอกาสเป็นเจ้าของคอนโดทำเลดีๆ หรือซื้อห้องที่ขนาดใหญ่ขึ้นได้ ในราคาสูงสุดถึง 3.5 ล้านบาท 

กลุ่มผู้บริหารระดับกลางหรือผู้จัดการ

รายได้ของกลุ่มนี้เริ่มต้นที่ 60,000 – 100,000 บาทต่อเดือน ทำให้มีกำลังซื้อสูงพอที่จะมองหาคอนโดติดรถไฟฟ้า หรือคอนโดที่อยู่ใจกลางเมืองได้อย่างสบาย สนนราคาต่อห้องตั้งแต่ 3 ล้านกลางๆ จนถึง 5 ล้านปลายๆ ส่วนอัตราการผ่อนต่อเดือนนั้นจะอยู่ประมาณ 24,000 – 40,000 บาท

กลุ่มผู้บริหารระดับสูง CEO หรือเจ้าของธุรกิจ

ถือเป็นกลุ่ม Top Level ที่มีสถานะทางการเงินมั่นคง ด้วยเงินเดือนตั้งแต่ 100,000 บาทขึ้นไป ทำให้มีอิสรภาพมากพอที่จะเลือกคอนโดที่ชอบบนทำเลที่ใช่ได้ตามต้องการ โดยคนกลุ่มนี้สามารถซื้อคอนโดที่มีมูลค่ามากกว่า 5 ล้าน และเริ่มผ่อนสบายๆ ที่ 40,000 บาทต่อเดือนเป็นต้นไป

ตัวอย่างคอนโดย่านมีนบุรี “The Origin Ram 209 Interchange” ราคาเริ่มต้นล้านนิดๆ
เหมาะสำหรับคนทำงานรายได้ในระดับ Junior

สรุปผ่อนคอนโดอย่างไรไม่ให้เป็นภาระหนักเกินไป

การตัดสินใจซื้อและผ่อนคอนโดเป็นเรื่องที่ต้องวางแผนการเงินให้ดี เพราะเป็นหนี้ระยะยาวที่ต้องอาศัยทั้งกำลังกายในการทำงานหารายได้เข้ามาเพื่อจ่ายค่างวดในแต่ละเดือน และกำลังใจที่จะฟันผ่าอุปสรรคระหว่างทาง รวมไปถึงวินัยทางการเงินที่เป็นองค์ประกอบสำคัญในการนำพาให้เราเป็นเจ้าของคอนโดได้อย่างแท้จริง

หากใครยังไม่แน่ใจว่าตัวเองจะผ่อนคอนโดได้หรือไม่ ลองใช้สูตรคำนวนในบทความนี้เป็นเครื่องมือพิจารณา และเมื่อตัดสินใจแน่วแน่ว่าจะผ่อนคอนโดแล้วก็สามารถเข้ามาค้นหาคอนโดราคาดีๆ กับเว็บ Kaidee Property กันได้เลย 

“ดอกเบี้ยบ้าน 2564” ธนาคารไหนน่าสนใจสุดไปดูกัน

“ดอกเบี้ยบ้าน 2564” ธนาคารไหนน่าสนใจสุดไปดูกัน

“ดอกเบี้ยบ้าน” เป็นเรื่องควรรู้อันดับต้นๆ ของคนที่ต้องการซื้อบ้านหรือคอนโด เนื่องจากราคาที่อยู่อาศัยเหล่านี้มีราคาสูงเกินกว่ามนุษย์เงินเดือนหรือคนธรรมดาทั่วไปจะสามารถซื้อได้ด้วยเงินสด จึงมีความจำเป็นต้องกู้ยืมเงินก้อนจากธนาคารมาจ่ายเจ้าของโครงการอสังหาริมทรัพย์นั้นๆ ก่อน แล้วค่อยทยอยผ่อนเงินคืนธนาคารเป็นงวดๆ พร้อมดอกเบี้ย 

โดย “ดอกเบี้ย” ที่ว่านี้ถือเป็นตัวแปรสำคัญของการผ่อนบ้านและคอนโดเลยทีเดียว เพราะหากสามารถกู้ซื้อบ้านในอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำได้ ก็เปรียบเสมือนเป็นแต้มต่อที่ทำให้เราชำระหนี้ได้หมดไวขึ้น ในทางกลับกัน หากเจออัตราดอกเบี้ยเงินกู้บ้านสูง เงินค่างวดที่เราผ่อนไปส่วนใหญ่ถูกหักไปเป็นดอกเบี้ย ส่วนเงินต้นก็แทบจะไม่ลดลง และนั่นหมายถึงเราต้องผ่อนบ้านหรือคอนโดในราคาที่แพงขึ้นด้วย 

ดอกเบี้ยเงินกู้บ้านมีกี่ประเภท 

ลักษณะดอกเบี้ยที่คนกู้บ้านและคอนโดต้องเจอส่วนใหญ่ มี 2 ประเภท คือ 

อัตราดอกเบี้ยคงที่ (Fixed Rate Loan)

คืออัตราดอกเบี้ยที่ธนาคารกำหนดให้คงที่ในช่วงระยะเวลาสั้นๆ (ตั้งแต่ 1-5 ปี) ต่อจากนั้นจะปรับเปลี่ยนเป็นอัตราดอกเบี้ยแบบลอยตัว ซึ่งจะต้องไปรอดูกันอีกทีว่าธนาคารจะกำหนดดอกเบี้ยให้สูงหรือต่ำ 

อัตราดอกเบี้ยลอยตัว (Floating Rate Loan)

คืออัตราดอกเบี้ยที่กำหนด ณ เวลาปัจจุบัน ซึ่งสามารถปรับขึ้นหรือลงตามสถานการณ์เศรษฐกิจ ตลาดเงิน และต้นทุนทางการเงินของธนาคารนั้นๆ โดยอัตราดอกเบี้ยลอยตัวของสินเชื่อที่อยู่อาศัยที่เราจะได้เจอกันก็คือ MRR ลบด้วยตัวเลขที่ธนาคารกำหนด

ตัวอย่างเช่น ธนาคารกำหนด MRR = 7.30% ส่วนอัตราดอกเบี้ยเงินกู้บ้านระบุว่า MRR -2.30 ดังนั้นอัตราดอกเบี้ยแท้จริงที่เราต้องจ่ายก็คือ MRR 7.30 – 2.30 = 5.00% นั่นเอง

MRR ย่อมาจาก Minimum Retail Rate หมายถึงอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ขั้นต่ำที่ธนาคารเรียกเก็บจากลูกค้ารายย่อยชั้นดี โดยเรท MRR แต่ละธนาคารจะไม่เท่ากัน 

อัปเดตดอกเบี้ยบ้าน 2564 จากธนาคารยอดนิยม

สินเชื่อบ้านของแต่ละธนาคารมีรายละเอียดเงื่อนไขที่แตกต่างกันไป หนึ่งในตัวอย่างที่พบได้บ่อยคือ รูปแบบสินเชื่อที่มาพร้อมประกันชีวิตเรียกว่าประกันชีวิตเพื่อคุ้มครองวงเงินสินเชื่อ MRTA’ (Mortgage Reducing Term Assurance) คือประกันชีวิตประเภทหนึ่งที่ช่วยลดภาระคนที่อยู่ข้างหลัง (เช่น สามี/ภรรยา และลูก) ในกรณีที่ผู้กู้เสียชีวิตหรือทุพพลภาพไม่สามารถผ่อนชำระสิ้นเชื่อบ้านได้ บริษัทรับประกันจะทำหน้าที่ผ่อนชำระหนี้แทนผู้กู้เอง โดยสิทธิพิเศษที่ตามมาหลังจากทำประกันก็คืออัตราดอกเบี้ยสินเชื่อที่จะถูกลง

นอกจากนี้บางธนาคารยังมีสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยพิเศษสำหรับหน่วยงาน กลุ่มอาชีพ หรือร่วมมือกับบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ซึ่งเป็นรายละเอียดที่ต้องพิจารณาเป็นกรณีไป ซึ่งในบทความนี้เราจะขอพูดถึงเรทดอกเบี้ยสินเชื่อบ้าน ประเภทสัญญาที่อยู่อาศัยหลังที่ 1 สำหรับบุคคลทั่วไป ดังนี้ 

ตารางเปรียบเทียบอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อที่อยู่อาศัยจากธนาคาร ณ เดือนเมษายน 2564

ดอกเบี้ยบ้านต่ำจากธนาคาร 3 อันดับแรก

หากพิจารณาจากอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปีตามตารางข้างต้น ธนาคารที่ให้เรทดีที่สุด 3 อันดับแรก ณ ข้อมูลเดือนเมษายน 2564 ได้แก่ 

อันดับ 1 : ธนาคาร LH Bank 

LH Bank มีค่าเฉลี่ยดอกเบี้ยต่ำสุดอยู่ที่ 2.55% ต่อปี หรือ MRR-4.80 (MRR=7.35) นับเป็นเรทที่น่าสนใจมาก แต่ลักษณะการคิดอัตราดอกเบี้ยในทางเลือกนี้เป็นแบบลอยตัวตลอดทั้ง 3 ปี มี MRR เป็นตัวแปรสำคัญซึ่งไม่สามารถทราบเวลาที่แน่นอนได้ว่า MRR นั้นจะถูกปรับเมื่อไรและจะเพิ่มขึ้นหรือลดลงอย่างไร จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้กู้ต้องพิจารณาควบคู่ไปกับการบริหารค่าใช้จ่ายครัวเรือน เพราะหาก MRR เพิ่มขึ้น ก็จะทำให้ภาระในการผ่อนบ้านเพิ่มขึ้นด้วย  

อันดับ 2 : ธนาคารทหารไทย

อันดับถัดมาสำหรับอัตราดอกเบี้ยบ้านต่ำ คือ ธนาคารทหารไทย ที่มาพร้อมอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปีเท่ากับ 2.70% ต่อปี หรือ MRR-3.58 (MRR=6.28) ซึ่งเป็นอัตราลอยตัวตลอดทั้ง 3 ปีเช่นเดียวกับของ LH BANK แต่มีเงื่อนไขเพิ่มเติมที่ผู้กู้ต้องปฏิบัติตามเพื่อให้ได้เรทดังกล่าว นั่นคือ 1.) สมัครประกันชีวิตคุ้มครองสินเชื่อ 2.) สมัครใช้บริการหักบัญชีอัตโนมัติผ่านบัญชีออมทรัพย์ ทีเอ็มบี เพื่อผ่อนชำระสินเชื่อบ้าน 3.) สมัครบัตรเดบิต TMB 

ภาพโฆษณาสินเชื่อที่อยู่อาศัยของธนาคารทหารไทย

อันดับ 3 : ธนาคารกรุงไทย

ธนาคารกรุงไทย มีค่าเฉลี่ยดอกเบี้ยบ้าน 3 ปี เท่ากับ 2.73% ต่อปี แบ่งเป็นปีที่ 1 ดอกเบี้ยคงที่ 0.64% ต่อปี ปีที่ 2-3 เท่ากับ MRR-2.45 (MRR= 6.22) และผู้กู้ต้องทำประกันคุ้มครองวงเงินสินเชื่อร่วมด้วย ความน่าสนใจของผลิตภัณฑ์สินเชื่อบ้านธนาคารกรุงไทยคือการให้ดอกเบี้ยปีแรกถูกสุดเมื่อเทียบกับทุกธนาคาร จึงเหมาะอย่างยิ่งสำหรับใครที่วางแผนจะจบสัญญาเงินกู้บ้านให้เร็ว โดยสามารถโปะเงินในช่วงปีแรกได้เต็มที่ เมื่อผ่านเข้าปีที่ 2 และ 3 ยอดดอกเบี้ยที่ธนาคารคิดจากเงินต้นคงเหลือก็จะลดลงตามไปด้วย อีกทั้งยังเหมาะสำหรับคนที่ตั้งใจจะขายอสังหาริมทรัพย์ต่อในระยะไม่เกิน 1 ปี ก็จะทำให้เสียดอกเบี้ยน้อยเช่นกัน  

สรุปดอกเบี้ยบ้าน 2564 ธนาคารไหนเวิร์กสุด

อย่างที่กล่าวในตอนต้นว่าการกู้ยืมเงินเพื่อซื้อบ้านนั้น สิ่งสำคัญคือ “ดอกเบี้ย” ซึ่งส่วนใหญ่โฟกัสไปที่อัตราดอกเบี้ยบ้าน 3 ปีแรก เนื่องจากเป็นกฏระเบียบของทุกธนาคารว่าเมื่อทำเรื่องขอสินเชื่อบ้านแล้วจะมีสัญญาติดตัวกับธนาคารนั้นอย่างน้อย 3 ปีขึ้นไป หากขอยกเลิกสัญญาธนาคารกลางคันจะถูกปรับด้วยราคาที่ต่างกันไปแต่ละธนาคาร 

ดังนั้น หากพิจารณาจากดอกเบี้ยบ้านอัปเดตล่าสุดของเดือนเมษายน 2564 จาก 9 ธนาคารชั้นนำที่เรารวบรวมมาให้นั้น โดยดูค่าเฉลี่ยดอกเบี้ยจากทางเลือกต่างๆ ที่ธนาคารเสนอไว้ เราสามารถสรุปได้ว่าธนาคาร LH BANK ให้ข้อเสนอดอกเบี้ยบ้านเวิร์กที่สุด รองลงมาคือ ธนาคากรุงไทย ธนาคารทหารไทย ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธนาคารออมสิน ธนาคากรุงศรีอยุธยา ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกสิกรไทย และธนาคารไทยพาณิชย์ ตามลำดับ 

เมื่อทราบข้อมูลดอกเบี้ยบ้านแบบนี้แล้ว หากใครสนใจที่จะหาบ้านหรือคอนโดเพื่อนำมาขอสินเชื่อธนาคารดูบ้าง ก็สามารถค้นหากับ Kaidee Property ได้ เรามีทั้งอสังหาริมทรัพย์ใหม่และมือสองให้เลือกมากมาย

หมายเหตุ อัตราดอกเบี้ยที่ปรากฏในบทความนี้ เป็นข้อมูล ณ เดือนเมษายน 2564 เท่านั้น ผู้อ่านสามารถขอรายละเอียดล่าสุดเพิ่มเติมได้จากธนาคาร