7 รุ่นรถยนต์ไฟฟ้าน่าใช้ในประจำปี 2020

7 รุ่นรถยนต์ไฟฟ้าน่าใช้ในประจำปี 2020

ภาวะโลกร้อนในปัจจุบัน นอกจากจะทำให้น้ำแข็งขั้วโลกละลาย เป็นภัยต่อสัตว์และพันธุ์พืชต่าง ๆ แล้วยังคงมีผลต่อมนุษย์ที่ต้องรับผลกระทบจากน้ำทะเลที่สูงขึ้น ภัยพิบัติที่เกิดถี่ขึ้น จึงเป็นที่มาสำหรับหลากหลายโครงการที่จัดทำมาเพื่อลดภาวะโลกร้อน 

จึงเป็นที่มาของแนวคิดลดมลภาวะของรถยนต์ไฟฟ้า โดยเน้นเรื่องลดการเผาไหม้ของน้ำมันที่ผลิตก๊าซคาร์บอนมอนออกไซด์ (CO) และ คาร์บอนไดออกไซด์ออกมา (CO2) เปลี่ยนเป็นการใช้ไฟฟ้าเป็นแหล่งพลังงานหลัก ในการขับเคลื่อนรถยนต์แทน 

คำนิยามของ “รถยนต์ไฟฟ้า”

รถยนต์ไฟฟ้า หรือ รถ EV (Electrical Vehicle)  หมายถึง รถยนต์ที่ใช้ระบบไฟฟ้าในการขับเคลื่อนเป็นหลัก ปราศจากการใช้เครื่องยนต์สันดาปภายใน ที่จำเป็นต้องใช้น้ำมันเพื่อการสร้างพลังงาน เมื่อรถยนต์ไฟฟ้าใช้เพียง ระบบไฟฟ้า แต่เพียงอย่างเดียว ทำให้ปราศจากมลพิษที่เกิดจากเผาไหม้น้ำมันไปโดยปริยาย 

โดยการขับเคลื่อนรถยนต์ไฟฟ้านั้นจะใช้การชาร์จไฟฟ้าเข้าแบตเตอรี่ หลักการเดียวกับ การชาร์จแบตมือถือในชีวิตประจำวัน

7 รุ่นน่าใช้ของรถยนต์ไฟฟ้าปี 2020

พอทราบกันถึงนิยามว่า รถยนต์ไฟฟ้า คืออะไรและเป็นอย่างไรกันไปพอสังเขปแล้ว สำหรับปี 2020 นี้ รถยนต์ไฟฟ้าจัดเป็นเทรนด์กระแสหลัก ที่กำลังมาและโด่งดังไปทั่วโลก ทำให้ค่ายผลิตรถยนต์หลายค่ายเริ่มหันมาจับกระแสด้านนี้ 

แม้เมืองไทยยังไม่แพร่หลายนัก ทว่าก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าหลายค่ายรถ ได้เริ่มนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าเข้ามาหลายเจ้ากันเลยทีเดียว รุ่นที่น่าใช้และน่าสนใจมีดังต่อไปนี้

MG-ZS-EV
Credit : MG THAILAND

1.MG ZS EV

แบรนด์น้องใหม่เกือบที่สุดของไทยอย่าง MG เรียกได้ว่านอกจากโมเดลอื่นของแบรนด์นี้จะดังเป็นพลุแตกแล้ว ตัว EV ก็จัดเป็นอันดับ 1 ของยอดขายรถ EV ของประเทศไทยในช่วงครึ่งปี 2020 เลยทีเดียว ซึ่งอันดับดังกล่าวจัดโดยเว็บ headlightmag นับได้ว่าตั้งแต่เปิดตัวตั้งแต่ปี 2019 จนถึงปัจจุบัน กระแสก็ไม่ลดน้อยลงไปเลย จัดเป็นหนึ่งในรถยนต์ไฟฟ้าแบบ SUV ที่น่าจับตามองเป็นอย่างมาก 

ขนาดเครื่องยนต์ : 110 กิโลวัตต์ หรือ เทียบเท่า 150 แรงม้า 

แรงบิด : 350 นิวตันเมตร 

อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. : 9.2 วินาที

ความจุแบตเตอรี่ : 44.5 กิโลวัตต์ต่อชั่วโมง 

ระยะทางวิ่งสูงสุด : 337 กิโลเมตร

ประเภทหัวชาร์จ : CCS Type 2 

จุดเด่น : จุดเด่นของรถคันนี้อยู่ที่ฟังก์ชันอำนวยความสะดวก อย่าง ระบบ  i-SMART ที่สามารถเชื่อมต่อบลูทูธกับโทรศัพท์มือถือ เช็กรายละเอียดต่าง ๆ เกี่ยวกับรถยนต์ และระบบการสั่งการด้วยเสียงเป็นภาษาไทยที่จัดมาให้แบบครบครัน

ราคา 1,190,000 บาท

Nissan-Leaf
Credit : NISSAN THAILAND

2.Nissan LEAF

แบรนด์สัญชาติญี่ปุ่น เป็นเจ้าแรกที่นำเข้ารถยนต์ไฟฟ้า หรือ รถ EV อย่างเป็นทางการในปี 2018 ด้วยยอดขายอันดับ 1 ทั่วโลก และอันดับ 2 ในไทย ทำให้ Nissan Leaf แฮทช์แบ็ก 5 ประตู มีความโดดเด่นทั้งเรื่องของความไว้วางใจ และน่าใช้ไม่รองไปกว่าใคร  นอกจากนี้ยังได้ผ่านมาตรฐานการทดสอบความประหยัดน้ำมันและมลพิษจากยุโรป European Driving Cycle (NEDC) 

ขนาดเครื่องยนต์ : 110 กิโลวัตต์ หรือ เทียบเท่า 150 แรงม้า 

แรงบิด : 320 นิวตันเมตร 

อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. : 7.9 วินาที

ความจุแบตเตอรี่ : 40 กิโลวัตต์ต่อชั่วโมง 

ระยะทางวิ่งสูงสุด : 311 กิโลเมตร

ประเภทหัวชาร์จ : Type 1, CHAdeMo และแถม MODE 3 Cable  

จุดเด่น : Nissan Leaf จะเน้นในเรื่องของ e-pedal ที่สามารถใช้คันเร่งและเบรกภายในแป้นเหยียบอันเดียวกัน ทำให้การเร่งแซงมีความนุ่มนวลมากยิ่งขึ้น รวมถึงเรื่อง zero emission ที่ทำให้รถคันนี้มีการปล่อยมลพิษออกมาเป็น 0% ยิ่งไปกว่านั้นยังมีระบบช่วยเบรกฉุกเฉินที่เป็นเทคโนโลยีขั้นสูงเกี่ยวกับระบบความปลอดภัย

ราคา 1,990,000 บาท

Credit : Tesla

3. Tesla Model 3 รุ่น Long Range RWD

แม้ Tesla จะยังไม่ได้นำเข้าอย่างเป็นทางการในประเทศไทย แต่ไม่พูดถึงก็ไม่ได้ เพราะเป็นหนึ่งในรุ่นที่คนไทยนิยมใช้เป็นอย่างมาก หากพูดว่า Nissan Leaf เป็นเจ้าแรกที่เปิดตัวเป็นทางการ Tesla ก็คือแบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าแบรนด์แรกที่ถูกนำเข้ามาในไทย ด้วยความหรูหราและดีไซน์อันเฉียบคมทำให้รถคันนี้ มีความโดดเด่นในเรื่องของดีไซน์และเป็นที่สุดในเรื่องของเทคโนโลยี

ขนาดเครื่องยนต์ :  450 แรงม้า 

แรงบิด : 472 นิวตันเมตร 

อัตราเร่ง 0-96 กม./ชม. : 4.4 วินาที

ความจุแบตเตอรี่ : 70 กิโลวัตต์ต่อชั่วโมง 

ระยะทางวิ่งสูงสุด : 500 กิโลเมตร

ประเภทหัวชาร์จ : Type 2 (7-pin)

จุดเด่น : ระบบเครื่องยนต์แบบ Dual Motor หรือการใช้มอเตอร์สองตัวแยกหน้าและหลัง ทำให้การขับขี่เป็นไปอย่างราบรื่นและรวดเร็วมากยิ่งขึ้น Tesla Model 3 จัดเป็นตัวที่สามารถซิ่งได้แรงเป็นอย่างมาก แถมการชาร์จเพียงครั้งเดียวยังไปได้ไกลถึงประมาณ 500 กิโลเมตรเลยทีเดียว 

แต่ระบบที่น่าสนใจมากกว่านั้นคือการใช้คีย์การ์ดในการปลดล็อกรถยนต์ ไม่ต้องใช้กุญแจรถอีกต่อไป ดีไซน์ภายในโดยเฉพาะหน้าจอทัชสกรีนที่มีขนาดใหญ่ 15 นิ้ว ที่ถูกออกแบบมาให้รองรับการสั่งการทุกอย่างผ่านหน้าจอ ปราศจากปุ่มต่าง ๆ บริเวณคอนโซลหน้ารถที่เคยมีอีกต่อไป 

ราคา 1,570,000 บาท

Credit : Hyundai THAILAND

4. Hyundai KONA Electric

รถยนต์ไฟฟ้าสัญชาติเกาหลี ที่มาพร้อมกับรูปทรง SUV พร้อมดีไซน์ใหม่สุดล้ำ ทั้งกระจังหน้าแบบทึบที่ช่วยเรื่องอากาศพลศาสตร์ ที่จะทำให้รถยนต์มีการต้านแรงลมได้ดีขึ้น ทั้งลายเส้นที่ถูกออกแบบมาอย่างโฉบเฉี่ยวดูล้ำมากยิ่งขึ้น เหมาะสมกับดีไซน์ในฐานะรถยนต์ไฟฟ้าเป็นอย่างมาก 

ขนาดเครื่องยนต์ : 136 แรงม้า 

แรงบิด : 395 นิวตันเมตร 

อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. : 9.7 วินาที

ความจุแบตเตอรี่ : 39.2 กิโลวัตต์ต่อชั่วโมง 

ระยะทางวิ่งสูงสุด : 345 กิโลเมตร

ประเภทหัวชาร์จ : Type 2 (7-pin)

จุดเด่น : ยอดขายอันดับ 3 ในประเทศไทยอย่าง KONA ที่พกพาดีไซน์สุดล้ำสไตล์ SUV มาทำให้หลายคนหลงรักรถคันนี้อย่างถอนตัวไม่ขึ้น นอกจากเรื่องของดีไซน์แล้ว ยังมีเรื่องของระบบเบรกที่ถูกปรับให้เหมาะสมเพื่อนำพลังงานไฟฟ้ากลับมาใช้ใหม่ได้ อย่างระบบ Regenerative Breaking System ที่ผู้ขับขี่สามารถเลือกปรับได้จากพวงมาลัย 

ราคา 1,849,000 บาท

Credit : KIA THAILAND

5. KIA Soul EV

รถยนต์นำเข้าสไตล์เกาหลีที่น่าจับตามองเป็นอย่างมาก ถึงแม้ยังไม่มีการเปิดตัวในไทย แต่บริษัทเอกชนหลายเจ้าก็ได้นำเข้ามาจำหน่ายบ้างแล้ว รูปทรง SUV ประตูที่ออกแบบด้วยดีไซน์สุดน่ารัก เหมาะกับการเดินทางท่องเที่ยวกับเพื่อนและครอบครัวเป็นอย่างมาก  

ขนาดเครื่องยนต์ : 204 แรงม้า 

แรงบิด : 395 นิวตันเมตร 

อัตราเร่ง 0-96 กม./ชม. : 7.6 วินาที

ความจุแบตเตอรี่ : 64 กิโลวัตต์ต่อชั่วโมง 

ระยะทางวิ่งสูงสุด : 450 กิโลเมตร

ประเภทหัวชาร์จ : Type 2 (7-pin) / CCS Type 2

จุดเด่น : ดีไซน์ที่แปลกตาโดดเด่นไม่เหมือนใคร ที่มาพร้อมสีอันสดใสให้เลือกถึง 5 สี ไม่คงโทนเรียบเหมือนรถยนต์ไฟฟ้าทั่วไป ถือเป็นหนึ่งในจุดขายที่น่าสนใจสำหรับ Soul EV ทาง Kia เองก็ได้พัฒนารถรุ่นนี้จนกลายเป็นไฟฟ้า 100% ได้สำเร็จ พร้อมด้วยฟังก์ชันมากมาย โดยยังคงเน้นเอกลักษณ์แห่ง Soul อยู่

ราคา 2,387,000 บาท

Credit : Audi MediaCenter

6. Audi E-tron

จัดว่าเป็นหนึ่งใน Luxury Brand ที่เริ่มหันมาจับตลาดด้าน EV อย่างเป็นทางการ โดยเริ่มต้นจากตัว SUV ที่ยังไม่ตลาดไม่มากนักในด้าน EV มาเป็นตัวเปิด ทำให้กระแสจากหลายด้านเริ่มให้ความสนใจมากขึ้น นอกจากอัตราความเร็วที่มากแล้ว ยังสามารถพุ่งไปไกลได้ถึง 400 กว่ากิโลอีกด้วย นับว่าเป็นหนี่งใน EV ที่คุ้มค่าแก่การใช้อย่างมาก 

ขนาดเครื่องยนต์ : 360 แรงม้า 

แรงบิด : 561 นิวตันเมตร 

อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. : 5.7 วินาที

ความจุแบตเตอรี่ : 95 กิโลวัตต์ต่อชั่วโมง 

ระยะทางวิ่งสูงสุด : 411 กิโลเมตร

ประเภทหัวชาร์จ : Type 2 (7-pin)

จุดเด่น : สีรถสวยที่ช่วยขับเน้น ให้รถดูเรียบหรูและมีสไตล์มากขึ้น คือหนึ่งในจุดเด่นของรถ EV คันนี้ ไม่เพียงเท่านั้น ความเร็วและความแรงของรถ ยังไม่เป็นรองใคร เหมาะสำหรับผู้ขับขี่ที่ต้องการทำความเร็ว และต้องการสไตล์รถครอบครัว 

แถมด้วยกระจกข้างที่ทำหน้าที่คล้ายกล้องวงจรปิด ที่สามารถแสดงผลบริเวณคอนโซลด้านข้าง เพื่อเอื้อให้ผู้ขับสามารถมองเห็นได้ง่ายขึ้น สามารถสัมผัสประสบการณ์ขับขี่แบบใหม่ เหนือชั้นกว่าใครเพียงแค่คุณเริ่มเหยียบคันเร่งเท่านั้น 

ราคา 5,099,000 บาท

Credit : MINI-TH

7.MINI Cooper SE

สำหรับแบรนด์ Mini ก็ได้เปิดตัว MINI Cooper SE ตัวใหม่ ที่เป็นรถไฟฟ้า 100% เรียกได้ว่าเป็นกระแส Zero Emission ที่กำลังมาในช่วงปี 2020 จริง ๆ แน่นอนว่าตัวนี้ ทางประเทศไทยก็ได้นำเข้ามาทำตลาดเช่นเดียวกัน กระแสตอบรับดีมากจนสามารถขายหมดตั้งแต่เปิดจองเลยทีเดียว 

ขนาดเครื่องยนต์ : 184 แรงม้า 

แรงบิด : 270 นิวตันเมตร 

อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. : 7.3 วินาที

ความจุแบตเตอรี่ : 32.6 กิโลวัตต์ต่อชั่วโมง 

ระยะทางวิ่งสูงสุด : 270 กิโลเมตร

ประเภทหัวชาร์จ : Type 2 (7-pin) / CCS Type 2

จุดเด่น : ตัวแบตเตอรี่ที่มีน้ำหนักมากขึ้น ทำให้จุดศูนย์ถ่วงของรถอยู่ต่ำลง นั้นหมายความว่า MINI คันนี้สามารถยึดเกาะถนนได้ดีขึ้น เข้าโค้งได้อย่างมั่นใจ ทำให้ผู้ขับสามารถรู้สึกสนุกและท้าทายในการขับมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังรองรับการชาร์จทุกแบบ ไม่ว่าจะเป็น AC (ไฟฟ้ากระแสสลับ) หรือ DC (ไฟฟ้ากระแสตรง) 

ด้านดีไซน์ก็ยังคงเอกลักษณ์ของ MINI Cooper ไว้อย่างเต็มรูปแบบ ไม่ว่าจะลายเส้นคาดสีเหลืองบริเวณกระจังหน้าและสัญลักษณ์ตัว E ที่แสดงถึงเทคโนโลยีแห่งอนาคตได้อย่างยอดเยี่ยม แต่ที่น่าสนใจคือ เสียงสตาร์ทรถ ที่มีความล้ำและให้ความรู้สึกเสมือนอยู่ในโลกอนาคต

ราคา 2,290,000 บาท

วิธีการทำงานของรถยนต์ไฟฟ้า

หลักการทำงานของรถไฟฟ้านั้นไม่ยาก เพราะเมื่อนำเครื่องยนต์สันดาปภายในออกไป ระบบการส่งพลังงานจากน้ำมันก็เปลี่ยนไปเหลือเพียงแค่ แบตเตอรี่ (Battery) อุปกรณ์แปลงกระแสไฟฟ้า (Inverter) และมอเตอร์ไฟฟ้า (Motor) เท่านั้น

เริ่มต้นที่ตัวแบตเตอรี่จะรับกระแสไฟฟ้ามาจากการชาร์จ เมื่อทำการสตาร์ทรถ ตัวแบตเตอรี่จะส่งต่อไฟฟ้าไปยังอุปกรณ์แปลงกระแสไฟฟ้า โดยจะเปลี่ยนจากไฟฟ้ากระแสตรง (DC) เป็นกระแสสลับ (AC) แล้วจึงส่งต่อไปยังตัวมอเตอร์ไฟฟ้า 

มอเตอร์ไฟฟ้าจะทำหน้าที่เป็นจุดแจกจ่ายพลังงาน ไปยังล้อเพื่อขับเคลื่อนต่อไป ทั้งนี้การใช้ไฟฟ้าเพื่อการขับเคลื่อนจะไม่มีมลพิษปล่อยออกมา เนื่องจากไม่เกิดเผาไหม้เช่นเครื่องยนต์สันดาปภายในนั่นเอง

ทำไมเราถึงควรหันมาใช้รถยนต์ไฟฟ้า 

1. ประหยัดค่าใช้จ่าย

หนึ่งในปัจจัยหลักที่คุณควรเลือกใช้รถยนต์ไฟฟ้า เพราะนอกจากจะประหยัดด้านค่าบำรุงรักษารถยนต์แล้วยังไม่ต้องคอยพบเจอปัญหา ที่เกิดจากเครื่องยนต์ให้น่าหงุดหงิดใจ ทั้งยังไม่ต้องไปเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องบ่อย ๆ อีกด้วย 

ค่าน้ำมันเองก็เช่นเดียวกัน อย่างที่ทราบกันเรื่องสัมปทานในการขุดเจาะน้ำมันแต่ละปีนั้น ทำให้น้ำมันมีราคาสูงขึ้นเรื่อย ๆ แม้จะเจอพิษเศรษฐกิจเข้าไป แต่ราคาน้ำมันไม่ได้ลดน้อยลงเลย ทว่าเมื่อเปลี่ยนมาเป็นค่าไฟฟ้าแทนแล้ว การชาร์จครั้งหนึ่งอาจอยู่ที่เพียง 300 กว่าบาทเท่านั้น ประหยัดไปครึ่งต่อครึ่งแบบเห็นได้ชัด

2. ลดมลพิษ

Zero Emission คือจุดมุ่งหมายสูงสุดที่ รถ EV ถูกผลิตออกมา กล่าวคือการลดเลิกใช้น้ำมัน และใช้ไฟฟ้า 100% แทนเพื่อลดการเผาไหม้ที่ผลิตก๊าซคาร์บอนมอนออกไซด์ (CO) และคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ออกมา เพราะก๊าซข้างต้นจะเพิ่มภาระให้โลก และส่งผลให้อุณหภูมิสูงเร็วขึ้น 

โดยเฉพาะสถานการณ์รถติดอย่างประเทศไทย การที่ติดอยู่บนท้องถนนมากกว่า 2 ชั่วโมงต่อวัน ก่อให้เกิดการปล่อยควันไอเสียที่สร้างมลภาวะต่อโลกอย่างมากมาย ดังนั้นการใช้ไฟฟ้าที่ไม่ส่งผลเสียต่อโลกย่อมเป็นทางเลือกที่ดีกว่าอย่างแน่นอน 

3. ความเงียบ

เมื่อปราศจากการทำงานของเครื่องยนต์สันดาปภายใน เหลือเพียงมอเตอร์ไฟฟ้า แน่นอนว่าภายในห้องโดยสาร จะได้รับความเงียบสงบอย่างที่ไม่เคยได้มาก่อน โดยที่ผู้ขับสามารถรับรู้ความแตกต่างระหว่างรถยนต์ทั่วไปกับรถยนต์ไฟฟ้าได้อย่างชัดเจน

4. ลดการเสียเวลา

การเสียเวลาในที่นี้ หมายถึง การต้องออกไปเติมน้ำมัน หรือ การต้องต่อคิวเพื่อเติมน้ำมันวันละสองถึงสามครั้งต่อสัปดาห์ แค่การจราจรที่น่าปวดหัวอยู่แล้ว ยังต้องกังวลเรื่องน้ำมันอีก แต่กับรถยนต์ไฟฟ้าปัญหานี้ จะลดน้อยลงไปเลย เพราะรถยนต์ไฟฟ้าทุกคันสามารถชาร์จไฟได้จากที่บ้านโดยตรง 

แม้การชาร์จไฟบ้านจากเต้าเสียบโดยตรง อาจใช้เวลาชาร์จนานถึง 12-16 ชั่วโมง แต่ทางศูนย์บริการของรถจะแนะนำให้คุณติดตั้งแท่นชาร์จที่บ้าน ซึ่งจะทำให้รถของคุณชาร์จแบตเตอรี่เร็วขึ้นเหลือเพียง 4-7 ชั่วโมงเท่านั้น

วิธีการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า

1. ชาร์จไฟแบบธรรมดา (Normal Charger)

การชาร์จแบบนี้จะเป็นการชาร์จโดยเสียบปลั๊กเข้ากับตัวบ้านโดยตรง โดยกระแสไฟที่รับมาจะเป็น ไฟฟ้ากระแสสลับ (AC) ก่อนจะถูกเปลี่ยนเป็น ไฟฟ้ากระแสตรง (DC) เก็บไว้ภายในแบตเตอรี่ ซึ่งการชาร์จประเภทนี้จะกินเวลามากถึง 12-16 ชั่วโมงเลยทีเดียว

2. แท่นชาร์จ (Charger Wall Box)

ติดตั้งแท่นชาร์จ หรือ ที่เราเรียกกันว่า Charger Wall Box การชาร์จประเภทนี้จะต้องได้รับการติดตั้งตัวชาร์จไว้ที่กำแพงที่บ้านเสียก่อน โดยสามารถติดต่อกับทางศูนย์รถยนต์ได้โดยตรง เนื่องจากทางศูนย์จะมีดีลเลอร์อยู่แล้ว หรือ ตามห้างสรรพสินค้าบางแห่งก็มีไว้บริการเหมือนกัน

แม้จะเป็นการชาร์จด้วยไฟฟ้ากระแสสลับ (AC) เช่นเดียวกันกับ การชาร์จโดยทั่วไปจากตัวบ้าน ทว่าการชาร์จแบบนี้สามารถย่นระยะเวลาการชาร์จ เหลือเพียง 4-7 ชั่วโมงเพียงเท่านั้น

3. ชาร์จเร็ว (Quick Charger)

ชาร์จประเภทนี้มักจะเจอได้ตามปั๊มชาร์จทั่วไป โดยอัตราการชาร์จจะอยู่ที่ 0-80% ของแบตเตอรี่ โดยใช้เวลาประมาณ 40-60 นาทีเพียงเท่านั้น เพราะว่าเป็นการชาร์จโดยใช้ไฟฟ้ากระแสตรง (DC) ไม่ต้องเสียเวลาแปลงกระแสไฟ ซึ่งไว้สำหรับกรณีเร่งด่วนจริง ๆ จะดีกว่า

สรุปท้ายบทความ

สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าน่าใช้ 7 รุ่นที่ได้กล่าวไปข้างต้น ไม่ได้เป็นทั้งหมดของรถยนต์ไฟฟ้าที่มี ในอนาคตอาจมีออกมาอีกหลายรุ่น และเทคโนโลยีอาจพัฒนาเหนือขั้นไปมากกว่าที่เป็นอยู่อีกหลายเท่า เพราะกระแสของการอนุรักษ์โลกกำลังมา ไม่ว่าประเทศใดก็เริ่มตื่นตัวกับภาวะโลกร้อน ที่นำมาซึ่งผลกระทบอันร้ายแรง อย่างภัยพิบัติ 

ดังนั้นการเลือกใช้รถยนต์ไฟฟ้า จึงถือเป็นเรื่องที่ดี ไม่ใช่แค่กับตัวคุณ แต่กับโลกที่อุณหภูมิสูงขึ้นทุกวันด้วย มาร่วมรักโลกด้วยกัน โดยการหันมาใช้รถยนต์ไฟฟ้าให้มากขึ้นได้ที่ Kaidee Auto ที่จะมาชวนคุณรักษ์โลกไปด้วยกันค่ะ 

รวมรถยนต์ไฟฟ้า EV 2020 ตัวเลือกใหม่ของคนรักโลก

รวมรถยนต์ไฟฟ้า EV 2020 ตัวเลือกใหม่ของคนรักโลก

รถยนต์พลังงานไฟฟ้า คือ รถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยระบบมอเตอร์ไฟฟ้า 100 เปอร์เซ็นต์ ที่จะมาแทนรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยน้ำมันเชื้อเพลิงในอนาคตอันใกล้นี้ อย่างไรก็ตาม รถยนต์พลังงานไฟฟ้าได้ถูกออกแบบและคิดค้นขึ้นมาได้อย่างสำเร็จ โดยในปัจจุบันมีรถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่มีคนเริ่มซื้อและนำออกมาขับกันให้เห็นบนท้องถนนทั่วไปแล้ว เช่น ประเทศอเมริกา เป็นต้น อย่างแบรนด์ Tesla เป็นแบรนด์ที่ประสบความสำเร็จจนกลายแบรนด์ยอดนิยมและมีชื่อเสียงมากในตอนนี้

ในไทยมีรถยนต์ไฟฟ้าแล้ว? 

ในประเทศไทยเองก็มีคนขับรถพลังงานไฟฟ้าอย่างแบรนด์ Tesla แม้เจ้าตัวจะยังไม่ทำตลาดในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ แต่ก็ได้มีโชว์รูมที่นำเข้ามาขายจริงในไทยแล้ว จะเห็นได้ว่ามีคนให้ความสนใจซื้อและนำออกมาขับขี่ให้เห็นกันอยู่จำนวนหนึ่งเลยล่ะ 

นอกจากนี้ยังมีแบรนด์อื่นๆ ที่ทำตลาดในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ เช่น Nissan และ MG เป็นต้น ซึ่งได้สอดคล้องกับสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นของการไฟฟ้านครหลวงหรือจะเป็นห้างสรรพสินค้าชื่อดังก็มีสถานีชาร์จสำหรับรถยนต์พลังงานไฟฟ้าแล้วเพื่อรองรับการใช้งานของรถประเภทนี้มากขึ้น 

มาดูกันว่า แบรนด์รถยนต์พลังงานไฟฟ้าแบรนด์อะไรบ้าง ที่สามารถหาซื้อได้ในประเทศไทย มาดูกันเลย

1. Fomm One

เป็นรถยนต์พลังงานไฟฟ้าขนาดเล็กและมีคนนิยมซื้อมาขับขี่บนท้องถนนพอสมควรเลยล่ะ กับเจ้า Fomm One รถยนต์ไฟฟ้าขนาดจิ๋ว มีขนาดกะทัดรัด โดยที่ผสมผสานความน่ารักกับความทันสมัยได้อย่างลงตัว ชูจุดเด่นเรื่อง รถสามารถลอยน้ำได้ เหมาะกับการขับขี่ในเมืองเป็นอย่างมาก เห็นรถยนต์ขนาดเล็กกะทัดรัดแบบนี้สามารถนั่งได้ถึง 4 คนเลย 

โดยเจ้า Fomm One มาพร้อมกับมอเตอร์ไฟฟ้าในดุมล้อหน้าทั้ง 2 ข้าง ให้กำลังสูงสุด 13 แรงม้า สามารถวิ่งได้ 160 กิโลเมตรต่อการชาร์จ 1 ครั้ง 

ราคา 664,000 บาท

2. MG ZS EV

MG ZS EV ถือว่าเป็นแบรนด์แรก ๆ ที่เข้ามาทำตลาดรถยนต์พลังงานไฟฟ้าในประเทศไทย ทำให้ปลุกกระแสการใช้รถพลังงานไฟฟ้าในประเทศไทยได้เป็นอย่างดี มาด้วยรูปทรง SUV เพิ่มความพิเศษด้วยการใช้สีฟ้า “Copenhagen Blue” บ่งบอกว่าเป็นรถที่ใช้พลังงานสะอาด เป็นมิตรกับโลก ภายในตกแต่งด้วยโทนสีดำ พร้อมใส่เทคโนโลยีที่ล้ำสมัยและความบันเทิงอย่างครบครัน 

โดยเจ้า MG ZS EV มาพร้อมกับมอเตอร์ไฟฟ้าแบบ Permanent Magnet Synchronous Motor ใช้แบตเตอรี่แบบลิเธี่ยมไอออน ความจุ 44.5 กิโลวัตต์ 150 แรงม้า สามารถวิ่งได้ 337 กิโลเมตรต่อการชาร์จ 1 ครั้ง 

ราคา 1,190,000 บาท

3. Hyundai Ioniq Electric

เป็นรถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่ไม่ค่อยคุ้นหน้าคุ้นตากันสักเท่าไร ซึ่งเจ้า Hyundai loniq Electric เป็นแบรนด์รถยนต์จากประเทศเกาหลีใต้ที่มากับดีไซน์เรียบหรูที่ผสมผสานกันระหว่างเทคโนโลยีและประสิทธิภาพ อีกทั้งกระจังหน้ารถยังมาในรูปแบบปิดทึบ ทำให้ดูโดดเด่นขึ้น นอกจากนี้ภายในรถยังมาพร้อมกับเทคโนโลยีที่ทันสมัยอย่างครบครัน 

โดยเจ้า Hyundai loniq Electric มาพร้อมกับกับมอเตอร์ไฟฟ้า ชนิดแม่เหล็กถาวร แรงบิดสูงสุด 295 นิวตันเมตร ให้กำลังสูงสุด 120 แรงม้ากับแบตเตอรี่แบบลิเธี่ยมไอออน 28 กิโลวัตต์ มีระบบ On Board Charger ขนาด 6.6 กิโลวัตต์ ควบคุมการทำงานด้วย Electric Power Control Unit (EPCU) สามารถวิ่งได้ 280 กิโลเมตรต่อการชาร์จ  1 ครั้ง         

ราคา 1,749,000 บาท 

4. Nissan Leaf 

ค่ายญี่ปุ่นอย่าง Nissan ที่นำ Nissan Leaf เข้ามาทำตลาดที่ประเทศไทยอย่างเป็นทางการ โดยเจ้า Nissan Leaf เป็นที่นิยมของคนทั่วโลก ครองแชมป์ที่ 1 โดยในปี 2019 สามารถทำยอดขายได้ 400,000 คันทั่วโลก ด้วยดีไซน์ที่ทันสมัย โฉบเฉี่ยวตามแนวคิดการออกแบบของ Nissan และตามหลักอากาศพลศาสตร์ พร้อมเอกลักษณ์กับกระจังหน้า V-motion อีกทั้งยังโดเด่นด้วยไฟหน้าทรงบูมเมอแรง     พร้อมกับใส่เทคโนโลยีที่ล้ำหน้า เพิ่มความสะดวกสบายให้แก่ผู้ขับขี่ 

โดยเจ้า Nissan Leaf มาพร้อมกับมอเตอร์ไฟฟ้า AC SYNCHRONOUS ขับเคลื่อนด้วยแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนความจุขนาด 40 กิโลวัตต์ 150 แรงม้า สามารถวิ่งได้ 311 กิโลเมตรต่อการชาร์จ 1 ครั้ง 

ราคา 1,990,000 บาท

5. Kia Soul EV

อีกหนึ่งแบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าจากประเทศเกาหลีใต้ นั่นคือ Kia Soul EV ที่โดดเด่นด้วยรูปทรงรถที่มากับสไตล์ครอสโอเวอร์ทรงกล่อง มีทั้งหมด 5 ที่นั่ง ภายในสีดำพร้อมกับเทคโนโลยีที่ล้ำหน้าพร้อมความสะดวกสบายในการขับขี่ในเมือง 

โดยเจ้า Kia Soul EV มาพร้อมกับมอเตอร์ไฟฟ้า Permanent Magnet AC Synchronous 204 แรงม้า แบตเตอรี่ Lithium-ion Polymer Battery (LIPO) ขนาด 64 กิโลวัตต์ สามารถวิ่งได้ 452 กิโลเมตรต่อการชาร์จ 1 ครั้ง 

ราคา 2,387,000 บาท (นำเข้า CBU)

6. Audi e-tron

แบรนด์รถยนต์ Luxurious อย่างแบรนด์ Audi ที่ได้ส่งรถยนต์พลังงานไฟฟ้าอย่างเจ้า Audi e-tron เข้ามาให้ชาวไทยได้มาจับจองเป็นเจ้าของกันอย่างเป็นทางการ 

โดยตัวที่นำเข้ามาจะเป็น Audi e-tron 55 quattro รถทรง SUV สุดหรูกับดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์ของ Audi กับกระจังหน้าขนาดใหญ่กับเส้นสายแนวนอนถี่ ๆ และแนวตั้ง 6 เส้น พร้อมโลโก้ Audi อีกทั้งยังมีภายในห้องโดยสารที่หรูหราและเทคโนโลยีสุดล้ำสมัย 

โดยเจ้า Audi e-tron มาพร้อมกับมอเตอร์ไฟฟ้าติดตั้ง 2 ตำแหน่ง ด้านหน้าและด้านหลัง ซึ่งส่งกำลังไปยังล้อโดยตรง ให้กำลังสูงสุด 360 แรงม้า และเพิ่มขึ้นเป็น 408 แรงม้า พร้อมความจุแบตเตอรี่ไฟฟ้าแรงสูงแบบลิเธี่ยมไอออน 95 กิโลวัตต์ สามารถวิ่งได้ 417 กิโลเมตรต่อการชาร์จ 1 ครั้ง 

ราคา 5,099,000 บาท

7. Jaguar i-PACE 

Jaguar แบรนด์รถยนต์หรูอีกหนึ่งแบรนด์ที่ผลิตรถยนต์พลังงานไฟฟ้าอย่าง Jaguar i-PACE ออกมาให้สาวกได้ยลโฉมกัน ซึ่ง Jaguar i-PACE เป็นอีกหนึ่งแบรนด์ที่เข้ามาทำตลาดที่ประเทศไทยเช่นกัน ตัวรถมาพร้อมกับดีไซน์คูเป้สุดหรูกับการออกแบบตามหลักอากาศพลศาสตร์ด้วยฝากระโปรงที่ต่ำ ดูโฉบเฉี่ยว และมีกระจังหน้าที่เป็นเอกลักษณ์ของ Jaguar โดยเฉพาะ อีกทั้งภายในยังตกแต่งสไตล์ห้องนักบิน แผงคอนโซลหน้าแบบลอยตัวและมีเทคโนโลยีที่ทันสมัยครบครัน 

โดยเจ้า Jaguar i-PACE มาพร้อมกับขุมพลังมอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตัว แรงบิดสูงสุด 696 นิวตันเมตร พร้อมระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ให้กำลังสูงสุด 400 แรงม้ากับแบตเตอรี่ลิเธี่ยมไอออน 90 กิโลวัตต์ สามารถวิ่งได้ 470 กิโลเมตรต่อการชาร์จ  1 ครั้ง

โดย Jaguar i-PACE จะมีด้วยกัน 3 รุ่นย่อยและราคา ดังนี้

I-Pace Electric AWD S ราคา 5,499,000 บาท

I-Pace Electric AWD SE ราคา 6,299,000 บาท

I-Pace Electric AWD HSE ราคา 6,999,000 บาท 

สรุปท้ายบทความ 

ในวันที่คนในประเทศไทยหันมาเปลี่ยนใช้รถยนต์พลังงานไฟฟ้าแทนรถยนต์น้ำมันเชื้อเพลิง เป็นการเริ่มต้นที่ดีในการช่วยโลกไม่ให้ร้อนขึ้น เป็นหนึ่งก้าวสำคัญในการเปลี่ยนแปลง ทำให้เห็นว่าทุก ๆ คนบนโลกใบนี้ให้ความสำคัญกับมลภาวะที่เกิดจากสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นมาและในตอนนี้ถึงเวลาแล้วที่มนุษย์ทุกคนที่จะต้องช่วยกันรักษา เปลี่ยนแปลงจากการใช้พลังงานที่เป็นมลพิษกับโลกและเปลี่ยนมาใช้พลังงานสะอาดแทน จะเห็นได้จากปัจจุบันที่ผู้คนต่างเริ่มตระหนักแล้วและเชื่อว่า ผู้คนจะเปลี่ยนไปใช้พลังงานสะอาด 100 เปอร์เซ็นต์ในอนาคต มาช่วยกันรักษาโลกให้กลับมาเป็นโลกที่น่าอยู่และสมบูรณ์แบบกันเถอะ  

เป็นอย่างไรบ้างกับ 7 รถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่ทาง Kaidee Auto มาแนะนำกันวันนี้ สนใจแบรนด์ไหนกันบ้าง ถ้าอยากเปลี่ยนรถยนต์ที่ใช้พลังงานสะอาด สามารถลองเข้ามาดูกันก่อนที่ Kaidee Auto หรือจะติดต่อที่ตัวแทนจำหน่ายของแบรนด์ได้เลย