Nov 28, 2020 | บทความยานยนต์
การขับรถในเบื้องต้นจำเป็นต้องรู้ว่า รถยนต์แต่ละประเภทนั้นจะมีการใช้เกียร์ที่แตกต่างกันออกไป วิธีเรียนรู้การขับของรถยนต์ที่ใช้เกียร์แตกต่างกันนั้น ก็จะต่างกันออกไปด้วย
ดังนั้นก่อนจะเริ่มเรียนและตั้งเป้าว่าจะสอบใบขับขี่ ควรจะรู้ว่าตัวคุณเองอยากขับรถเกียร์แบบไหน หรือหากอยากขับทั้งสองแบบก็ควรจะรู้ว่าทั้งสองแบบมีข้อแตกต่างกันอย่างไรบ้าง เพื่อความเข้าใจในการใช้เกียร์มากขึ้นนั่นเอง
ความแตกต่างของเกียร์ออโต้และเกียร์แมนนวล
เกียร์ออโต้ / เกียร์อัตโนมัติ
สำหรับเกียร์อัตโนมัติ ที่เราเรียกกันว่า เกียร์ออโต้ จะเป็นเกียร์ที่เห็นได้บ่อยในรถยนต์สมัยใหม่ เนื่องจากเทคโนโลยีที่พัฒนาเพื่อเพิ่มความง่ายให้แก่ผู้ขับขี่ รถยนต์ส่วนใหญ่จึงมักนิยมผลิตออกมาโดยให้เกียร์เป็นเกียร์หลักในการขับเคลื่อนรถยนต์
นอกจากความง่ายแล้ว ระบบการทำงานของเกียร์ออโต้ก็ไม่ได้มีความซับซ้อน และเสี่ยงเครื่องยนต์ดับเหมือนเกียร์ธรรมดา เกียร์ออโต้จะทำงาน โดยเปลี่ยนเกียร์อัตโนมัติที่คำนวณจากความเร็วและน้ำหนักบรรทุกของรถ เกียร์ออโต้แบ่งออกเป็น 2 แบบ ได้แก่
1.เกียร์อัตโนมัติแบบทอร์คคอนเวอร์เตอร์
ตัวคอนเวอร์เตอร์คือ ตัวส่งกำลังต่อจากเครื่องยนต์ไปยังระบบเกียร์ ซึ่งระบบแบบนี้จะเสียกำลังจากเครื่องยนต์มากกว่า เกียร์อัตโนมัติแบบ CVT แต่ถึงอย่างนั้นด้วยเทคโนโลยีที่พัฒนามาหลายรุ่น ทำให้ การสูญเสียกำลังเครื่องยนต์ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการขับขี่มากเท่าในอดีต
2.เกียร์อัตโนมัติแบบ CVT
CVT (Continuously Variable Transmission) เป็นการเปลี่ยนเกียร์ชนิดอัตรากดแบบต่อเนื่อง การทำงานของเกียร์รุ่นนี้คือ การเปลี่ยนเกียร์โดยอัตโนมัติโดยไล่เกียร์ไปเรื่อย ๆ ตามรอบอัตราเร่งของตัวรถ โดยที่จะมีระบบคอยคำนวณความเหมาะสมให้เมื่อเทียบกับรอบความเร็ว ซึ่งจะทำให้คุณไม่รู้สึกถึงแรงกระตุกขณะเปลี่ยนเกียร์ ทั้งยังสามารถรักษาอัตรารอบของเครื่องยนต์ได้ดีอีกด้วย
เกียร์ธรรมดา / เกียร์แมนนวล
การทำงานของเกียร์ธรรมดา หรือเกียร์แมนนวล(Manual) นั้นเป็นเกียร์ที่ให้ผู้ขับเป็นคนกำหนดการเปลี่ยนเกียร์ด้วยตนเอง โดยอิงจากอัตราเร่งของรถยนต์ที่ตนขับ ซึ่งหลายคนคงเคยได้ยินศัพท์คำว่า “เลี้ยงคลัทช์” ไม่เช่นนั้นรถจะดับ
สำหรับใครที่ขับเกียร์แมนนวล หรือเกียร์ธรรมดาควรรู้ไว้ว่า หากคุณไม่เลี้ยงคลัทช์ให้ดี นั้นอาจทำให้เครื่องยนต์ของคุณดับได้ การเลี้ยงคลัทช์ขนาดเปลี่ยนเกียร์ ไม่ใช่เรื่องง่าย ทว่าก็ไม่ใช่เรื่องยากเสียเดียว
หากคุณฝึกฝนและขับขี่ให้ชิน นั่นจะทำให้การขับรถเกียร์ธรรมดาง่ายขึ้น เพราะเมื่อคุณจับจังหวะการเปลี่ยนเกียร์และเลี้ยงคลัทช์ที่ถูกต้องได้ การเข้าเกียร์ก็เป็นเรื่องสนุก
เปรียบเทียบข้อดี-ข้อเสียของเกียร์ธรรมดาและเกียร์ออโต้
วิธีการทำงานของเกียร์ธรรมดาและเกียร์ออโต้ นั่นแม้จะไม่ได้มีความซับซ้อนมากเท่าไหร่ ทว่าวิธีการขับต่างหากที่เป็นตัวตัดสินความชอบของคุณต่อเกียร์แต่ละแบบ ก่อนจะไปถึงจุดตัดสินใจเลือกเกียร์ที่ใช่ เรามาลองดูข้อดีข้อเสียของเกียร์แต่ละแบบกันดีกว่า ว่าแต่ละเกียร์มีจุดเด่นและข้อด้อยอะไรบ้าง
ข้อดีของเกียร์ออโต้
1. ไม่ต้องเปลี่ยนเกียร์ตามความเร็ว
เนื่องจากมีระบบอัตโนมัติในการคำนวณอัตราเร่งของรอบความเร็ว ทำให้การเปลี่ยนเกียร์ของเกียร์ชนิดนี้ ไม่ต้องพึ่ง “คน” ในการเปลี่ยนเพื่อเพิ่มรอบความเร็ว หรือลดเกียร์ลงให้เหมาะสมกับการขับขี่ ทำให้เมื่อขับขี่คุณสามารถเข้าเพียงเกียร์เดียว และขับต่อไปได้ยาว ๆ สมชื่อของคำว่า เกียร์อัตโนมัติ
2. ขับขี่ได้ง่าย
หากคุณเป็นผู้เริ่มต้นขับขี่รถยนต์ เกียร์ออโต้คือหนึ่งในคำตอบที่ดีและง่ายสำหรับทุกเพศทุกวัย เพราะเป็นเกียร์ที่ไม่ต้องใช้ทักษะในการเปลี่ยนเกียร์ หรือเลี่ยงคลัทช์ เพียงแค่เข้าเกียร์เดินหน้าและถอยหลัง ก็สามารถขังรถยนต์ได้แล้ว
3. ไม่ต้องเลี้ยงคลัทช์
การเลี้ยงคลัทช์คือสิ่งที่ผู้ขับรถยนต์เกียร์ธรรมดาจะต้องเจอ คลัทช์คือสิ่งสำคัญที่ใช้ในการเปลี่ยนเกียร์เพื่อเพิ้่มหรือลดรอบอัตราเร่งของรถ ทว่าหากเปลี่ยนไม่ถูกก็จะเสี่ยงกับอาการรถดับกลางทาง แต่เมื่อรถยนต์คันนั้นกลายเป็นเกียร์ออโต้ ปัญหาเหล่านี้ก็ได้หมดไป
4. ประหยัดกว่าหากรถติด
ถ้าคุณต้องเผชิญหน้าการจราจรที่ติดขัดในทุก ๆ วัน ข้อแรกที่เกียร์ออโต้จะทำให้คุณสบายขึ้นคือ การที่คุณไม่ต้องคอยเหยียบคลัทช์ และระแวงว่ารถยนต์จะดับหรือไม่ ทั้งนี้การที่ไม่ต้องเลี้ยงคลัทช์ตลอดทำให้คุณสามารถประหยัดน้ำมันใส่วนนั้นไปได้อีกด้วย
5. เทคโนโลยีใหม่ ๆ
เทคโนโลยีใหม่ ๆ ก็มักจะถูกพัฒนามาเพื่อสอดคล้องไปกับ เกียร์ออโต้ที่รถยนต์รุ่นใหม่ในปัจจุบันใช้เป็นตัวหลักในการขับเคลื่อน ยกตัวอย่างเช่น เทคโนโลยีระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน (HAS) ที่เมื่อคุณอยู่บนทางลาดจะทำให้รถของคุณไม่ไหล ทั้งยังสามารถออกตัวได้ดั่งใจ เพียงเหยียบแป้นคันเร่ง
ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อคุณต้องการกลับรถ ก็สามารถเร่งเครื่องเพื่อให้ตัวรถพุ่งทะยานด้วยความเร็วในการกลับได้เกือบทันที ไม่ต้องรอการเหยียบคลัทช์เพื่อเปลี่ยนเกียร์แต่อย่างใด
ข้อเสียของเกียร์ออโต้
1. ค่าใช้จ่ายในการดูแล
แม้ข้อดีของเกียร์ออโต้จะมีหลากหลายข้อ แต่แน่นอนว่าความสะดวกสบายก็ต้องตามมาด้วยค่าใช้จ่ายที่แพงมากขึ้น อย่างผ้าเบรกที่ถูกใช้ไปแบบมหาศาล ก็ต้องขยันนำมาเข้าศูนย์เพื่อเปลี่ยน ด้วยเกียร์ออโต้ไม่มีการปรับเกียร์เพื่อชะลอความเร็วอย่างเกียร์ธรรมดาที่สามารถควบคุมได้ ทำให้ต้องคอยเบรกบ่อย ๆ สิ้นเปลืองผ้าเบรกนั่นเอง
2. อายุการใช้งานไม่ยาว
ในการใช้เกียร์ออโต้ หากใช้เกียร์อย่างหนักหน่วง มาก ๆ ชนิดว่าลากรอบเครื่องสูงบ่อย เกียร์ออโต้จะมีโอกาสพังง่าย เพราะว่าตัวเกียร์นั้นไม่ได้ทนทาน และทำออกมาเพื่อรองรับการเร่งเครื่อง หรือสมรรถนะที่แรงเกินกว่าที่กำหนดไว้
ข้อดีของเกียร์แมนนวล / เกียร์ธรรมดา
1. สามารถใช้ระบบ Engine Brake ตอนฉุกเฉิน
รถยนต์เกียร์ออโต้ เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินขึ้น พอคุณต้องการจะลดความเร็วลง นอกจากการเหยียบเบรกแล้ว ต้องรอรอบทดเกียร์ให้กลายเป็นเกียร์ต่ำ ในระหว่างนั้นคุณจะต้องประคองรถให้ดี แต่ถ้าเป็นรถที่ใช้เกียร์ธรรมดา เราสามารถใช้การเปลี่ยนเกียร์ต่ำ เพื่อให้เครื่องยนต์ลดรอบและเกิดการชะลอ ทว่าการทำแบบนี้ควรมีทักษะในระดับหนึ่ง
2. ความทนทานที่มีมากกว่า
เกียร์ธรรมดาเป็นเกียร์ที่มีฟังก์ชันการออกแบบไม่ซับซ้อน อายุการใช้งานจึงนานกว่าเกียร์ออโต้อยู่หลายเท่า แค่เปลี่ยนอุปกรณ์เกี่ยวกับคลัช ก็สามารถขับขี่และใช้งานรถยนต์ได้เป็นปกติ ต่างกับเกียร์ออโต้ที่มีขั้นตอนการดูแลที่ยิบย่อยกว่า
3. ขับขี่ได้ดั่งใจด้วยสมรรถนะที่ดีกว่า
อย่างที่ได้กล่าวไปว่า เกียร์ธรรมดาสามารถขับขี่และเปลี่ยนเกียร์ได้ดั่งใจกว่าการขับขี่ด้วยเกียร์ออโต้ เพราะการคุมเกียร์นั้นขึ้นอยู่กับตัวผู้ขับ เมื่อคิดจะเปลี่ยนเกียร์เพื่อทำความเร็วหรือชะลอ ก็ทำได้แทบจะทันทีไม่ต้องรอระบบประมวลผลเหมือนเกียร์ออโต้
แน่นอนว่านี่ก็หมายถึงสมรรถนะที่ดีกว่า ที่สามารถเปลี่ยนเกียร์ได้ดั่งใจ รถแข่งในสนามแข่งส่วนใหญ่ก็นิยมใช้เกียร์ธรรมดาเพราะสามารถจัดการเกียร์ได้ดั่งใจกว่ายามต้องใช้ความเร็วนั่นเอง
4. ประหยัดน้ำมัน
น้ำหนักที่เบากว่าของเกียร์ธรรมดา ก็คือหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้เกียร์ประเภทนี้ประหยัดน้ำมันกว่าเกียร์ออโต้ ยิ่งไปกว่านั้นอัตราการทดเกียร์และตัวเกียร์ที่ไม่มีอะไรซับซ้อน ทำให้ลดการเสียของกำลังเครื่องยนต์ และลดการเสียดทาน อันเป็นที่มาของการสิ้นเปลืองน้ำมัน
5. ราคาถูก
เกียร์ประเภทนี้ไม่จำเป็นต้องดูแลรักษาอะไรมาก และไม่มีระบบที่ต้องคอยอัพเดตเพื่อให้สอดคล้องกับเทคโนโลยีใหม่ ๆ ปัญหาของเกียร์ธรรมดาจะน้อยกว่าเกียร์ออโต้ เมื่อจะเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเกียร์ก็ราคาถูกกว่า ไม่ต้องยกเครื่องเกียร์ใหม่ทั้งหมดอีกด้วย
ข้อเสียของเกียร์แมนนวล / เกียร์ธรรมดา
1. บังคับเกียร์อยู่ตลอด
เนื่องจากเกียร์ธรรมดา หรือที่เราเรียกว่าเกียร์แมนนวล ก็แมนนวลสมชื่อจริง ๆ เพราะคุณต้องคอยบังคับเกียร์เอง เรียกได้ว่ามือแทบจะไม่ปล่อยจากเกียร์เลยทีเดียว บางครั้งขับ ๆ ไปก็อยากจะเพิ่มความเร็ว ก็ต้องเอื้อมมือไปจับตัวเกียร์อีกแล้ว เรียกได้ว่าแม้จะมีอิสระทางการขับขี่ แต่มือของคุณกลับไม่ได้รับอิสระนั้นเท่าไหร่นัก
2. เลี้ยงคลัทช์
คล้ายคลึงกับการที่ต้องบังคับเกียร์ตลอด การเลี้ยงคลัทช์คือสิ่งสำคัญสำหรับการขับเกียร์ธรรมดา เพราะว่าจะเปลี่ยนเกียร์ครั้งหนึ่งก็ต้องคอยเหยียบคลัทช์ และเลี้ยงเอาไว้ขณะที่รถหยุดนิ่ง หากคุณไม่สามารถเลี้ยงคลัทช์ได้ตรงจังหวะ สิ่งที่จะตามมาคือรถยนต์จะดับเครื่องทันที
สามารถเห็นได้จากข่าวในสมัยก่อนที่มักจะมีรถลื่นไหลลงจากคอสะพาน เพราะเลี้ยงคลัทช์ไม่ได้ทำให้เครื่องยนต์ดับ เหยียบคันเร่งไม่ได้
3. ขับขี่ไม่นิ่มนวล
การเปลี่ยนเกียร์ของเกียร์ธรรมดา จะมีจังหวะให้เปลี่ยน แต่นั่นก็หมายถึงแรงกระชากจากเครื่องยนต์และตัวรถ ทำให้ผู้ขับขี่และผู้โดยสารจะรู้สึกถึงความไม่นิ่มนวลขณะเปลี่ยนเกียร์ ซึ่งจะตรงข้ามกับเกียร์ออโต้ที่จะเน้นเรื่องความสมูทของการทดรอบเกียร์
4. ต้องเป็นผู้รู้จังหวะของรถ
หากคุณไม่รู้จังหวะของรถ ก็เตรียมตัวพบกับสถานการณ์รถดับโดยไม่ตั้งใจ หรือเปลี่ยนเกียร์แล้วเครื่องกระชาก การขับรถยนต์ประเภทนี้ควรมีความชำนาญในระดับหนึ่ง เพราะนอกจากจะต้องสมาธิมาก ๆ ในการขับแล้ว ยังต้องคอยสังเกตจังหวะรถให้ดีอีกด้วย ว่าควรเพิ่มหรือลดเกียร์ในจังหวะไหนจึงจะดี
วิธีการขับรถเกียร์ออโต้และเกียร์ธรรมดา
สำหรับวิธีการขับรถเกียร์ออโต้ แน่นอนว่าเป็นสิ่งที่ง่ายมาก เพราะคุณไม่ต้องคอยเปลี่ยนเกียร์ให้เข้ากับความเร็วรถ เพียงแค่คุณเข้าเกียร์เดินหน้า ถอยหลัง และเกียร์ต่ำ ตามมาตรฐานเกียร์เบื้องต้นได้ถูกต้อง ก็ขับขี่รถยนต์ไปไหนมาไหนได้คล่องแล้ว
ส่วนวิธีการขับรถเกียร์ธรรมดา ผู้ขับต้องได้รับการฝึกสอนและเรียนทักษะการขับรถเกียร์ประเภทนี้เสียก่อน การขับขี่รถเกียร์ประเภทนี้ นอกจากจะต้องใช้สมาธิแล้ว การใช้ทักษะเพื่อเปลี่ยนเกียร์และเลี้ยงคลัทช์ยังสำคัญอีกด้วย ขณะขับขี่คุณต้องคอยเลี้ยงคลัทช์และเปลี่ยนเกียร์ไปในจังหวะที่ถึงรอบความเร็วของรถ นั่นจึงเป็นสิ่งที่ท้าทายนักขับเกียร์แบบนี้อย่างมาก ว่าคุณจะรู้จักจังหวะรถของคุณดีแค่ไหน
เลือกซื้อรถเกียร์แบบไหนดี
สำหรับมือใหม่หัดขับ ถ้าคุณไม่ใช่ประเภทที่ต้องการใช้รถกระบะ หรือบุกป่าขึ้นเขาบ่อยครั้ง การเลือกรถยนต์ที่เป็นเกียร์ออโต้จะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด ถึงแม้ค่าดูแลรักษาเกียร์จะแพงสักหน่อย แต่รถยนต์ในสมัยใหม่ โดยส่วนใหญ่ก็มักใช้เกียร์ออโต้เป็นหลัก เพราะใช้งานง่าย และไม่ต้องมีทักษะในการขับมาก
ส่วนสำหรับใครที่อยากขับเกียร์แมนนวล มักจะเป็นสายรถแข่ง หรือรถที่ต้องใช้ในพวกออฟโรด อย่าง รถกระบะ หรือ รถตู้ที่มักจะใช้บรรทุกผู้โดยสารไปตามเส้นทางต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นทางโค้ง หรือทางลาดชัน การใช้เกียร์ประเภทนี้จะสามารถให้อัตราเร่งและการลดเกียร์ที่จะช่วยควบคุมการเคลื่อนไหวของรถยนต์ได้ดีกว่า
สรุปท้ายบทความ
เกียร์ทั้งสองประเภท มีทั้งข้อดีข้อเสียแตกต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับจุดประสงค์ในการใช้งานของผู้ขับ หากคุณเป็นสายลุย สายรถกระบะก็ต้องมองเกียร์ธรรมดาเป็นหลักเสียมากกว่า แต่หากคุณคิดว่าการขับในเมือง ชิลตามถนนที่ไม่ต้องเน้นทักษะมาก เกียร์ออโต้คือคำตอบของคุณเลยค่ะ
ถ้าคุณยังไม่แน่ใจว่า เราควรจะเริ่มดูรถเกียร์เหล่านี้จากไหน แนะนำว่าลองเริ่มต้นจากรถมืองสองดูก่อนก็ได้ค่ะ เพื่อทดลองความชอบจากการขับขี่เกียร์ทั้งสองแบบ แต่สิ่งสำคัญกว่าความชอบ คือทักษะในการขับขี่ที่ไม่ว่ายังไงก็ต้องฝึกฝนให้คล่องและคุ้นชิน ส่วนรถยนต์มือสองที่คุณกำลังมองหาอยู่ ลองเข้ามาดูที่ Kaidee Auto สิคะ ที่นี่จะมีคำตอบให้คุณ!
Nov 26, 2020 | บทความยานยนต์
การทุ่มเงินก้อนในการซื้อรถยนต์สักครั้ง คือหนึ่งในเหตุผลที่คนส่วนใหญ่ เลือกจะที่จะกู้ยืมเงินมาเพื่อซื้อและผ่อนจ่ายกับทางเจ้าหนี้มากกว่าการตั้งใจเก็บเงินให้ได้เต็มจำนวนก้อนแล้วจ่ายทีเดียว เพราะการเก็บเงินแต่ละก้อนนั้นใช้เวลานาน บางท่านอาจใช้เวลาถึง 10 ปี จึงจะได้รถสักคัน
นั่นจึงเป็นเหตุผลที่มีไฟแนนซ์และสินเชื่อธนาคารเกิดขึ้น เพื่อดำเนินการให้ผู้ที่ต้องการซื้อบ้านและรถ มากู้ยืมเงินโดยใช้หลักประกันที่ต่างกันออกไปแล้วแต่เงื่อนไขที่จะกำหนดมา
แต่สำหรับมือใหม่ที่ต้องการจะซื้อรถยนต์ อาจมองเป็นรถยนต์มือสองมากกว่ามือหนึ่ง ด้วยเพราะราคาที่ถูกกว่า ทั้งยังสภาพใหม่เหมือนมือหนึ่ง
ก่อนอื่นเรามาลองทำความเข้าใจเบื้องต้นระหว่าง สินเชื่อไฟแนนซ์แบบเช่าซื้อ สินเชื่อแบบลิสซิ่ง และการกู้ยืมเงิน ว่าแตกต่างกันอย่างไรบ้าง
การกู้สินเชื่อไฟแนนซ์แบบเช่าซื้อ/สินเชื่อลิสซิ่ง/ กู้ยืมเงิน
การกู้ไฟแนนซ์เช่าซื้อ
การเช่าซื้อรถยนต์ อธิบายให้เข้าใจโดยง่ายก็คือ การที่คุณให้บริษัทไฟแนนซ์ หรือ ไฟแนนซ์ของทางธนาคารเป็นผู้ออกเงินซื้อรถยนต์ให้คุณก่อน แต่การออกเงินให้ก่อนแบบนี้ จะแลกมากับการที่ชื่อเจ้าของรถยนต์คันนั้น จะเป็นกรรมสิทธิ์ของบริษัทผู้ให้เช่าซื้อ
เมื่อชำระเงินครบทุกงวด กรรมสิทธิ์ของรถยนต์จะโอนเป็นชื่อของคุณในทันทีที่จ่ายครบตามระบุสัญญา
หากเกิดกรณีที่คุณชำระเงินไม่ครบงวด ไม่จ่ายดอก หรือ ไม่มีเงินจ่ายแล้ว ทางบริษัทไฟแนนซ์จะทำการยึดคืนรถยนต์ที่ได้ออกเงินให้คุณก่อนไปในทันที
การกู้สินเชื่อลิสซิ่ง
ลิสซิ่งเป็นการเช่าซื้อแบบให้ทางบริษัทไฟแนนซ์เป็นคนจ่ายก่อนเช่นเดียวกันกับ การกู้สินเชื่อแบบเช่าซื้อ กรรมสิทธิ์จะตกเป็นของบริษัทที่ออกเงินให้ก่อนผู้ที่จะเช่า
แต่การเช่าแบบนี้จะสามารถบอกยกเลิกได้ก็ต่อเมื่อทางบริษัทตกลงและยังไม่มีการคำนวณค่าเสื่อมสภาพของทรัพย์สิน ที่จะทำให้ดอกเบี้ยลดลงอีกด้วย ไม่เหมือนกับการเช่าซื้อที่เมื่อบอกยกเลิก ทางบริษัทไฟแนนซ์จะยึดรถกลับไปในทันที
การกู้สินเชื่อแบบลิสซิ่งมีข้อดีอยู่ที่ เมื่อคุณจ่ายค่างวดทั้งหมดครบแล้ว คุณสามารถที่จะเลือกซื้อ เช่าต่อ หรือโอนกรรมสิทธิ์สัญญานี้ให้แก่ผู้อื่นได้
การกู้ยืมเงินเพื่อซื้อรถ
การกู้ยืมเงินกับเช่าซื้อรถยนต์ แตกต่างกันที่หากเป็นการกู้ยืมเงิน เพื่อนำไปซื้อรถ หลักประกันทรัพย์สินในการกู้ยืมจะแตกต่างกับการเช่าซื้อ เพราะการเช่าซื้อชื่อของผู้ครองกรรมสิทธิ์จะเป็นบริษัทไฟแนนซ์หรือธนาคารผู้ให้เช่าซื้อ
การกู้แบบนี้ คือการนำหลักประกันอย่างอื่นไปกู้ยืม เช่น การนำทรัพย์สินบางอย่างไปเป็นหลักประกันเพื่อยื่นขอการกู้ ซึ่งแน่นอนว่า การกู้แบบนี้จะได้เงินมาเต็มก้อนและจ่ายเพื่อซื้อรถทันที กรรมสิทธิ์ของรถจะเป็นชื่อผู้ซื้อ ทว่าเมื่อคุณไม่สามารถดำเนินการจ่ายค่างวดได้ครบได้ ทางบริษัทจะยึดหลักประกันและทรัพย์สินต่าง ๆ จนกว่าจะได้ครบจำนวนเงินทั้งต้นและดอกที่คุณได้ทำการกู้ไป
ทั้งนี้ไม่ว่าจะเป็นการกู้สินเชื่อแบบเช่าซื้อหรือแบบลิสซิ่ง คุณจะต้องเป็นผู้ออกเงินดาวน์ไปก่อน จึงจะสามารถกู้เพื่อเช่าซื้อได้ส่วนที่เหลือได้ แตกต่างกันกับการกู้ยืมเงินที่จะได้รับมาทั้งก้อนรวมเงินดาวน์
อัตราดอกเบี้ยแบ่งเป็นกี่ประเภท
ในการดูสินเชื่อเพื่อซื้อรถยนต์มือสองนั้น นอกจากการดูสถาบันทางการเงินหรือบริษัทไฟแนนซ์ที่เชื่อถือได้แล้ว ยังต้องดูเรื่องของดอกเบี้ยอีก โดยอัตราของดอกเบี้ย โดยเฉพาะรถยนต์มือสองจะแบ่งออกเป็นตามปีที่รถยนต์คันนั้น ๆ จดทะเบียน จะไม่เหมือนกับการขอสินเชื่อรถยนต์มือหนึ่ง
โดยเรื่องของดอกเบี้ยที่น่าสนใจและควรรู้ก่อนยื่นขอสินเชื่อ ได้แก่ อัตราดอกเบี้ยคงที่ และ ดอกเบี้ยที่แท้จริงต่อปี
อัตราดอกเบี้ยคงที่ (Flat Rate)
อัตราดอกเบี้ยคงที่คืออัตราดอกเบี้ยที่คำนวนจากเงินต้นที่กู้ยืมไป ไม่ว่ายอดจะลดลงเหลือเท่าไร การจ่ายดอกเบี้ยก็ยังคงคำนวณมาจากยอดของเงินต้น
ยกตัวอย่างเช่น คุณกู้ยืมเงินมา 400,000 บาท ที่อัตราดอกเบี้ย 4.35% ผ่อนชำระทั้งหมด 36 งวด
คุณจะต้องจ่ายงวดละ 13,044 บาท ที่รวมดอกเบี้ย 4.35% ที่เป็นดอกเบี้ยของเงินต้น
อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงต่อปี / อัตราดอกเบี้ยลดต้นลดดอก (Effective Interest Rate)
ในขณะที่อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงต่อปี หรือ อัตราดอกเบี้ยลดต้นลดดอกนั้น จะมีความหมายที่ตรงตามชื่อคือ การลดดอกเมื่อเงินต้นที่ยืมถูกโปะคืนมา ทำให้เมื่อยิ่งจ่ายเงินที่กู้มา จะยิ่งทำให้อัตราดอกเบี้ยนั้นลดลงเรื่อย ๆ โดยสามารถคำนวณด้วยโปรแกรม excel หรือ มาตราฐานการบัญชี
การจ่ายดอกเบี้ยที่แท้จริงต่อปี ถึงแม้ฟังดูแล้วจะเหมือนถูกกว่าอัตราดอกเบี้ยคงที่ ทว่าแท้จริงแล้วดอกเบี้ยประเภทนี้มักแพงกว่า ซึ่งสามารถดูได้ที่เอกสารการกู้ยืม ตั้งแต่ก่อนตกลงทำสัญญา จึงจำเป็นอย่างมากในการตัดสินใจเรื่องอัตราดอกเบี้ยให้ดีก่อนจะตกลงกู้ยืม
ดอกเบี้ยไฟแนนซ์และสินเชื่อแต่ละเจ้า
สำหรับใครที่กำลังลังเลอยู่ว่า สินเชื่อเจ้าไหนดีบ้าง อย่าแรกที่ควรทำคือการทำไฟแนนซ์และสินเชื่อของธนาคารแต่เจ้ามาเปรียบเทียบกันให้เห็นความต่าง โดยปัจจัยที่สำคัญที่ควรคำนึงเป็นหลักที่ เรื่องของอัตราดอกเบี้ย แนะนำให้ลองเทียบเรื่องค่าใช้จ่ายและระยการให้ผ่อนแต่ละงวดว่าเจ้าไหนถึงจะคุ้มที่สุด
Credit : Kasikorn
ธนาคารกสิกรไทย
จุดเด่นน่าสนใจ
- สามารถเลือกผ่อนดาวน์ได้ตามใจ และคิดยอดดอกเบี้ยคงที่ตลอดปี จากยอดหลังหักลบ ค่าดาวน์รถไปแล้ว
- สามารถผ่อนยาวสูงสุดถึง 6 ปี หรือ 72 เดือน โดยระยะที่ธนาคารกำหนดให้คือตั้งแต่ 12-72 เดือน
- หากชำระดอกเบี้ยเช่าซื้อที่ยังไม่ถึงกำหนด หลังจากนั้นหากคุณจะปิดบัญชี จะได้รับส่วนลดดอกเบี้ยถึง 50% และไม่มีการจ่ายค่าปรับด้วย
โดยทางธนาคารกสิกรไทยได้แบ่งวิธีการคำนวณดอกเบี้ยไว้ ตามการจดทะเบียนของแต่ละปีของรถ รายละเอียดมีดังต่อไปนี้
ประเภทรถเก๋ง
อัตราดอกเบี้ยคงที่ : 3.95% – 6.85%
อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงของปี : 7.78% – 13.49%
อัตราดอกเบี้ยคงที่ : 3.50% – 6.70%
อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงของปี : 6.90% – 13.20%
อัตราดอกเบี้ยคงที่ : 3.25% – 6.745%
อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงของปี : 6.40% – 12.71%
ประเภทรถกระบะ
อัตราดอกเบี้ยคงที่ : 4.20% – 7.60%
อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงของปี : 8.27% – 14.97%
อัตราดอกเบี้ยคงที่ : 3.95% – 7.45%
อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงของปี : 7.78% – 14.68%
อัตราดอกเบี้ยคงที่ : 3.70% – 7.20%
อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงของปี : 7.29% – 14.18%
Credit : Krungthai
ธนาคารกรุงไทย
จุดเด่นน่าสนใจ
- ลูกค้ากลุ่มข้าราชการและพนักงานรัฐวิสาหกิจที่มีระบบเงินเดือนเข้าผ่านธนาคารกรุงไทย สามารถเลือกหักค่างวดจากบัญชีโดยตรงได้
- อัตราดอกเบี้ยที่เรียกเก็บเป็น อัตราดอกเบี้ยแบบคงที่ (Flat Rate)
- เลือกผ่อนชำระค่าเช่าซื้อรถยนต์ ได้สูงสุดถึง 60 งวด
ประเภทรถเก๋ง
อัตราดอกเบี้ย : 3.75% – 4.15%
อัตราดอกเบี้ย : 3.80% – 4.50%
อัตราดอกเบี้ย: 4.75% – 5.25%
อัตราดอกเบี้ย : 5.00% – 5.50%
อัตราดอกเบี้ย : 5.50% – 6.00%
อัตราดอกเบี้ย : 5.75% – 6.25%
อัตราดอกเบี้ย: 6.25%
ประเภทรถกระบะ
อัตราดอกเบี้ยคงที่ : 4.25% – 4.80%
อัตราดอกเบี้ยคงที่ : 4.50% – 5.00%
อัตราดอกเบี้ยคงที่ : 5.50% – 6.00%
อัตราดอกเบี้ยคงที่ : 5.75% – 6.25%
อัตราดอกเบี้ยคงที่ : 6.00% – 6.50%
อัตราดอกเบี้ยคงที่ : 6.25% – 6.75%
อัตราดอกเบี้ยคงที่ : 6.75% – 7.25%
อัตราดอกเบี้ยคงที่ : 7.25%
Credit : Kiatnakin Phatra
ธนาคารเกียรตินาคิน
จุดเด่นน่าสนใจ
- ให้วงเงินอนุมัติสูงสุดถึง 110% จากราคาประเมิน
- สามารถผ่อนชำระค่างวดสูงสุดได้ถึง 84 งวด
- เลือกวิธีการผ่อนชำระได้เป็น แบบค่างวดเท่ากันทุกเดือน, ผ่อนชำระแบบขั้นบันได (Step), ผ่อนชำรถค่างวดงวดสุดท้าย รวมกับเงินก้อนส่วนที่เหลือ (Balloon)
- สัญญาแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ สัญญาเช่าซื้อ สำหรับนิติบุคคลที่เช่าซื้อรถยนต์ส่วนบุคคล และสัญญาเช่าซื้อเชิงพาณิชย์ สำหรับนิติบุคคลที่เช่าซื้อเพื่อการค้า
- อัตราดอกเบี้ยของธนาคารเกียรตินาคิน
อัตราดอกเบี้ยคงที่ : 2.65%-9.50%
อัตราดอกเบี้ยลดต้นลดดอก : 4.77 – 17.10%
Credit : Tisco
ธนาคารทิสโก้
จุดเด่นน่าสนใจ
- ให้วงเงินสินเชื่อถึง 95% สำหรับรถยนต์และรถกระบะ
- สามารถชำระค่างวดได้สูงสุดถึง 72 เดือน
- มีวิธีเลือกชำระถึง 9 วิธี ตั้งแต่หักผ่านธนาคารที่เข้าร่วม, จ่ายเป็นเช็ค, Moblie Banking, เคาน์เตอร์เซอร์วิส และที่ทำการไปรษณีย์ ฯลฯ
ประเภทรถเก๋ง
อัตราดอกเบี้ยคงที่ : 6.00%
อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงของปี : 10.97%
อัตราดอกเบี้ยคงที่ : 6.50%
อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงของปี : 11.83%
อัตราดอกเบี้ยคงที่ : 7.00%
อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงของปี : 12.68%
ประเภทรถกระบะ
อัตราดอกเบี้ยคงที่ : 6.50%
อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงของปี : 11.83%
อัตราดอกเบี้ยคงที่ : 7.00%
อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงของปี : 12.68%
อัตราดอกเบี้ยคงที่ : 7.50%
อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงของปี : 13.51%
ธนาคารธนชาต
จุดเด่นน่าสนใจ
- อนุมัติผลการขอสินเชื่อเช่าซื้อรวดเร็ว ภายใน 1 วันทำการ
- สามารถเลือกผ่อนชำระสูงสุดได้ถึง 84 งวด หรือ 7 ปี
- วงเงินอนุมัติสูงสุดถึง 100% จากราคาประเมิน
ประเภทรถเก๋ง
อัตราดอกเบี้ยคงที่ : 3.90% – 9.45%
อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงของปี : 7.29% – 15.86%
- จดทะเบียนปี 2013-2014 ขึ้นไป
อัตราดอกเบี้ยคงที่ : 4.35% – 9.85%
อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงของปี : 8.10% – 16.44%
- จดทะเบียนปี 2011-2012 ขึ้นไป
อัตราดอกเบี้ยคงที่ : 4.65% – 10.20%
อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงของปี : 8.63% – 17.02%
- จดทะเบียนปี 2006-2010 ขึ้นไป
อัตราดอกเบี้ยคงที่ : 4.95% – 11.00%
อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงของปี : 9.15% – 18.09%
ประเภทรถกระบะและรถตู้
อัตราดอกเบี้ยคงที่ : 4.40% – 10.15%
อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงของปี : 8.19% – 16.87%
- จดทะเบียนปี 2013-2014 ขึ้นไป
อัตราดอกเบี้ยคงที่ : 4.75% – 10.45%
อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงของปี : 8.80% – 17.31%
- จดทะเบียนปี 2011-2012 ขึ้นไป
อัตราดอกเบี้ยคงที่ : 5.25% – 10.75%
อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงของปี : 9.68% – 17.74%
- จดทะเบียนปี 2006-2010 ขึ้นไป
อัตราดอกเบี้ยคงที่ : 5.65% – 11.50%
อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงของปี : 10.37% – 18.80%
Credit : SCB
ธนาคารไทยพาณิชย์
จุดเด่นน่าสนใจ
- วงเงินอนุมัติสูงสุด 90% จากราคาประเมิน
- ไม่จำเป็นต้องใช้ทรัพย์สินมาเป็นหลักประกันในการกู้เพื่อเช่าซื้อรถยนต์มือสอง
- ผ่อนชำระค่างวดได้สูงสุดถึง 72 เดือน
- สามารถโอนสิทธิ์เช่าซื้อให้บุคคลอื่นได้ในภายหลัง
อัตราดอกเบี้ยรถยนต์มือสอง จะแบ่งออกเป็น 2 แบบ ตามระยะเวลาการจดทะเบียน
- รถยนต์มืองสองที่จดทะเบียนน้อยกว่า 9 ปี
อัตราดอกเบี้ยคงที่ : 13%
อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงของปี : 26%
- รถยนต์มือสองที่จดทะเบียนมากกว่า 10 ปีขึ้นไป
อัตราดอกเบี้ยคงที่ต่อปี : 17%
อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง : 34%
Credit : Krungsri
ธนาคารกรุงศรีอยุธยา
จุดเด่นน่าสนใจ
- อนุมัติวงเงินสูงสุดถึง 100% จากราคาประเมิน
- ให้ระยะเวลาการผ่อนสูงสุดถึง 84 เดือน หรือ 7 ปี
- ไม่จำเป็นต้องมีผู้ค้ำประกันในการกู้เพื่อเช่าซื้อรถยนต์มือสอง เฉพาะผู้สมัครสัญชาติไทย
- มีบริการทำสัญญาถึงบ้าน และให้คำปรึกษาทุกขั้นตอน
อัตราดอกเบี้ยรถยนต์มืองสอง ของทางธนาคารกรุงศรีอยุธยาสามารถแบ่งเป็น 2 แบบ ได้แก่ รถยนต์ที่จดทะเบียนน้อยกว่า 15 ปี และมากกว่า 15 ปีขึ้นไป
- รถยนต์มืองสองที่จดทะเบียนน้อยกว่า 15 ปี
อัตราดอกเบี้ยคงที่ : 4.00% – 15.00%
อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง : 7.00% – 27.69%
- รถยนต์มือสองที่จดทะเบียนมากกว่า 15 ปี
อัตราดอกเบี้ยคงที่ต่อปี 10.00% – 19.00%
อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง 18.00% – 33.00%
การรีไฟแนนซ์คืออะไร
อีกหนึ่งประเด็นที่น่าสนใจสำหรับการกู้ยืมคือ การรีไฟแนนซ์ หลายคนคงสงสัยว่าการรีไฟแนนซ์คืออะไร หากอธิบายให้เข้าใจโดยง่าย คือการกู้ยืมจากบริษัทไฟแนนซ์อีกทีที่อาจจะมีดอกเบี้ยถูกกว่า เพื่อมาโปะเงินกู้ที่ค้างอยู่กับบริษัทแรกที่ได้ทำการกู้ยืมไป
ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบระหว่างอัตราดอกเบี้ยที่ต้องเสียให้แก่บริษัทแรกสูงกว่า จึงทำการกู้เพื่อไปชดใช้เงินกู้ทั้งหมด และย้ายไปยังบริษัทที่คิดอัตราดอกเบี้ยที่ถูกกว่านั่นเอง จึงเป็นที่มาของชื่อ การรีไฟแนนซ์
สรุปท้ายบทความ
การกู้เพื่อซื้อรถยนต์แต่ละคันไม่ใช่เรื่องที่ตัดสินใจได้ง่ายนัก หากเป็นรถยนต์มือหนึ่ง ทางศูนย์บริการจะมีเครือข่ายกับสถาบันทางการเงินและบริษัทไฟแนนซ์ต่าง ๆ อยู่แล้ว ทางเซลส์จะช่วยแนะนำการขอสินเชื่อในแต่ละที่ให้คุณ
เช่นเดียวกันกับเต็นท์รถมือสอง โดยเฉพาะเต็นท์ใหญ่ ๆ ก็จะผูกกับไฟแนนซ์และสถาบันการเงินบางเจ้าไว้แล้ว ให้ผู้เช่าซื้อสามารถทำธุรกรรมได้รวดเร็วและสะดวกมากยิ่งขึ้น
ขณะเดียวกันหากเป็นในกรณีที่ซื้อรถต่อจากนิติบุคคล มักจะนิยมทำสัญญาเป็นการกู้ยืมเงินมากกว่า การขอสินเชื่อไฟแนนซ์เพื่อซื้อรถ ทั้งนี้ควรสอบถามกับทางสถาบันทางการและบริษัทไฟแนนซ์ที่ให้บริการ เพื่อให้ทราบข้อมูลและเงื่อนไขที่เที่ยงตรงที่สุดจึงจะดีที่สุดค่ะ
พอจะทราบเรื่องอัตราดอกเบี้ยรถยนต์มือสอง 2563 กันไปแล้ว ใครที่กำลังตัดสินใจว่าจะซื้อรถยนต์มือสองดีหรือไม่ สามารถเข้าไปดูได้ใน Kaidee Auto ประกอบการตัดสินใจไปพลาง ๆ ก่อนได้
Nov 25, 2020 | ข่าวสาร และกิจกรรม
คงต้องมีกันบ้างเวลาที่ซื้อรถคันใหม่มาสักคัน แล้วรู้สึกว่ารถจะต้องให้สิริมงคลและโชคลาภให้กับผู้ขับขี่รถคันนี้ ไม่ว่าเป็นเรื่องงาน เรื่องเงินทอง หรือแม้กระทั่งแคล้วคลาดปลอดภัยจากการขับขี่บนท้องถนน ทำให้คนที่มีความเชื่อถึงกับต้องสรรหาพระอาจารย์ชื่อดังที่ได้รับความนิยมสูง เพื่อความสบายใจ
พระอาจารย์ประสิทธิ์ – วัดซับกองทอง จังหวัดเพชรบูรณ์
ขอบคุณภาพจาก Facebook : Pravit Thongsang
พระอาจารย์ที่เป็นที่รู้จักเป็นอย่างมากจากช่องทางโซเชียลมีเดียต่างๆในช่วงเวลาหนึ่ง ด้วยความที่คิวทอง หาตัวจับได้ยาก รวมไปถึงการเจิมยันต์ที่มีความสวยงามราวกับเขียนงานศิลปะที่มีผืนผ้าใบเป็นรถยนต์ ยันต์ที่พระอาจารย์จะเจิมนั้นเป็น “ยันต์มหามงคล” เสริมบารมี ปลอดภัยจากอันตรายทังปวง ซึ่งท่านจะเริ่มเจิมตั้งแต่ ฝากระโปรงหน้ารถ ไฟหน้า-ไฟท้าย หลังคารถ และพวงมาลัย ซึ่งหลังเสร็จพิธีเจิมเสร็จแล้ว ท่านจะให้เราเลื่อนรถและจอดไปทางทิศตะวันออก เพื่อรับแสงอาทิตย์ ซึ่งในการเจิมยันต์แต่ละครั้งจะใช้เวลา 4-5 ชั่วโมงกันเลยทีเดียว เรียกได้ว่าต้องเตรียมตัวและเวลาให้พร้อม ต้องมีเวลาให้ท่านถึงครึ่งวันกันเลยทีเดียว
พระอาจารย์อ๊อด – วัดสายไหม จังหวัดปทุมธานี
ขอบคุณภาพจาก Facebook : ศิษย์หลวงพ่ออ๊อด วัดสายไหม
น่าจะเคยผ่านตามาบ้างกับการที่พระอาจารย์อ๊อดนั้นไปเจิมเครื่องบินพาณิชย์ของ Nok Air ที่สร้างความแปลกใหม่ในวงการเจิมเป็นอย่างมาก ด้วยความศรัทธาที่ทุกคนมีให้ต่อท่านจึงทำให้ท่านถูกเหล่าผู้คนที่มีความเชื่อในเรื่องของการเจิมนั้น มานิมนต์ท่านเพื่อไปเจิมบ้าน รถยนต์ อยู่บ่อยครั้ง ซึ่งยันต์ที่พระอาจารย์อ๊อดเจิมให้นั้นจะเป็น “ยันต์ 5 ยอด” ที่ช่วยในเรื่องของความแคล้วคาดปลอดภัย มีพุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ ปกป้องรักษา ทำมาค้าขึ้น ค้าขายรุ่งเรือง
พระอาจารย์สมปนโน – วัดหน้าต่างนอก จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
ขอบคุณภาพจาก : watnatangnok.com
พระอาจารย์สัมปันโน หรือที่รู้จักกันในนาม หลวงพ่อแม้น ผู้ที่ได้รับฉายาว่า เทพเจ้าแห่งความเมตตาแห่งกรุงเก่า จึงทำให้ดาราตลกอย่างบอล เชิญยิ้ม รวมไปถึงศูนย์วิทยุรวมใจ ยังนิมนต์ท่านไปเจิมรถพยาบาล เพื่อเป็นสิริมงคลแก่ผู้ปฏิบัติงาน นั่นทำให้เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ผู้คนตามนิมนต์ท่านไปเพื่อเจิมรถให้ โดยที่คนที่นิมนต์ท่านไปนั้นต้องเตรียมของในการเจิมไว้ให้ท่านเลย ประกอบด้วย
- ดอกไม้ 5 คู่
- เทียน 5 คู่
- พวงมาลัย 1 พวง
- ผ้า 3 สี
พระอาจารย์แป๊ะ วัดสว่างอารมณ์ จังหวัดนครปฐม
ขอบคุณภาพจาก Facebook : Thanyalak Wongwaranon
ใครก็ตามที่ผ่านไปไหว้พระในช่วงเช้าที่วัดสว่างอารมณ์ จะสังเกตเห็นได้เลยว่า ทำไม?? คนถึงขับรถมาเรียงๆกัน เหมือนกับต่อคิวกับอะไรสักอย่าง!! คำตอบไม่ยากเลย ผู้คนต่างนำรถยนต์ของตัวเองมาเพื่อให้พระครูยติธรรมานุยุตหรืออาจารย์แป๊ะ มาเจิมรถยนต์กันนั่นเอง ท่านเจิมรถมามากมายจนกลายเป็นที่รู้จักทั่วทั้งประเทศ ไม่ว่าใครมาจากที่ไหนเป็นต้องยอมมา แต่หากใครที่สนใจให้ท่านเจิมรถต้องไปหาท่านก่อน 8 โมงเช้า โดยสิ่งของสำหรับทำพิธีที่ต้องเตรียมไปเองด้วย คือ
- พวงมาลัย 3 พวง
- ผ้า 3 สี
- ทองคำเปลว 9 แผ่น
พระอาจารย์กุ่ย วัดโปรยฝน จังหวัดปทุมธานี
ขอบคุณภาพจาก Facebook : Najanew
สุดท้ายแล้วกับเกจิท่านสุดท้าย เกจิอาจารย์ที่ดังในสายมูเตลู สายเรียกทรัพย์ ไม่ว่าจะเป็นการเจิมกระเป๋าเงิน เจิมหน้าผาก รวมไปถึงการเจิมรถยนต์ โดยเชื่อในความศักดิ์สิทธิ์ของวัดโปรยฝนที่ว่า “หลังจากเจิมไปแล้วประสบความสำเร็จกันแทบทุกราย” ทำให้ผู้คนต่างแห่กันไปวัดและให้ท่านเจิมรถให้นั่นเอง
ได้รู้ไปแล้วกับเกจิอาจารย์ที่รับเจิมรถยนต์มาแล้วทั่วทุกสารทิศ ให้รู้เป็นข้อมูลกันไว้ แต่ก่อนที่จะเตรียมนำรถยนต์ไปเจิมได้นั้น ต้องหารถดีๆสักคันที่แหมาะกับสไตล์และการใช้งานซะก่อน ลองเข้ามาดูรถดีๆได้เลยที่ Kaidee Auto ที่มีรถยนต์ให้คุณทุกแบบ ทุกความต้องการของคุณอย่างแน่นอน
Nov 18, 2020 | บทความยานยนต์
สีขาวเป็นอีกหนึ่งสีรถยนต์ที่ฮอตฮิตตลอดกาล ถ้ามองหาความสวย คลาสสิก สะอาดตา สีขาวก็เป็นตัวเลือกอันดับต้น ๆ สำหรับเราเช่นกัน แต่หลายคนอาจจะรู้สึกว่าดูแลยาก ต้องบอกเลยว่ารถขาวไม่ได้ดูแลยากอย่างที่คิด แค่นำ 5 ทริคเด็ดเคล็ดลับที่เรารวบรวมมาให้วันนี้ไปใช้ รถสีขาวของคุณก็จะดูใหม่ ไร้คราบเหลืองแล้ว ใครอยากรู้ว่ามีทริคอะไรบ้าง เลื่อนลงไปดูได้เลย
หมั่นล้างรถบ่อย ๆ ช่วยชะลอคราบเหลือง
วิธีดูแลรถสีขาวให้ใหม่ไร้คราบเหลืองที่ง่ายและควรทำเป็นอันดับแรกเลยคือหมั่นล้างรถบ่อย ๆ เนื่องจากรถสีขาวค่อนข้างเสี่ยงเป็นรอยเปื้อนได้ง่าย ถ้าปล่อยรอยเปื้อนเหล่านั้นไว้นานเกินไป อาจจะทำให้เกิดเป็นรอยฝังลึก ล้างออกยาก
ทางเราขอแนะนำให้หมั่นล้างรถอย่างน้อยอาทิตย์ละครั้ง เท่านี้ก็ช่วยให้รถสีขาวของคุณดูใหม่ ไร้คราบเหลืองเสมอแล้วค่ะ
เช็ดรถให้แห้งสะอาดหมดจด
หลังล้างรถแล้ว สิ่งต่อไปที่ต้องทำคือเช็ดรถให้แห้ง เราไม่แนะนำให้ปล่อยรถแห้งเองนะคะ เพราะหยดน้ำที่เกาะอยู่ตามตัวรถอาจจะทำให้เกิดคราบด่างดวงรวมทั้งสนิมที่ตัวถังรถยนต์ได้
ผ้าที่ใช้ควรเป็นผ้าที่ดูดซับน้ำและเช็ดฝุ่นละอองได้สะอาดหมดจด อาทิ ผ้าชามัวร์ ผ้าไมโครไฟเบอร์
ใช้ดินน้ำมันสำหรับล้างรถช่วยขจัดคราบเหลือง
อีกหนึ่งตัวช่วยสุดว้าวที่จะทำให้งานลบรอยเปื้อนและคราบเหลืองต่าง ๆ ง่ายขึ้นในพริบตาคงหนีไม่พ้น ‘ดินน้ำมันสำหรับล้างรถ’ เนื่องจากเจ้าดินน้ำมันมีความหนืด จึงช่วยดูดซับสิ่งสกปรกได้ดี
วิธีใช้ก็ง่าย ๆ แค่ซับตรงคราบเหลือง ไม่จำเป็นต้องทำบ่อย แค่ปีละสองครั้งก็เพียงพอแล้วค่ะ
หลีกเลี่ยงการจอดรถตากแดด
รู้หรือไม่? แสงแดดก็ทำร้ายผิวรถยนต์เหมือนกัน การจอดรถตากแดดนาน ๆ อาจจะทำให้รถยนต์สีขาวสุดที่รักของคุณเหลืองไวขึ้น ขอแนะนำให้เลี่ยงการจอดรถกลางแดดเป็นเวลานาน หรือถ้าจำเป็น ลองพกผ้าคลุมป้องกันแสง UV ติดไว้คลุมตัวรถก็ดีนะคะ
ขยันเคลือบสีรถอย่างสม่ำเสมอ
การเคลือบสีถือเป็นอีกวิธีที่ช่วยให้สีรถของคุณเงางามทันตา การเคลือบสีก็มีให้เลือกหลายแบบ อาทิ เคลือบแก้วและเคลือบแว็กซ์ การเคลือบแก้วช่วยให้สีรถเงาสวย ติดทนนาน แถมป้องกันคราบเหลืองต่าง ๆ ได้นานกว่าเคลือบปกติ แต่ราคาจะก็สูงกว่าเคลือบแว็กซ์และต้องให้ช่างมืออาชีพทำให้
ส่วนเคลือบแว็กซ์นั้นจะไม่ยากเท่า เราสามารถใช้บริการช่างมืออาชีพ หรือถ้าอยากประหยัดเพิ่มขึ้นอีก ก็สามารถซื้อน้ำยามาทำเองได้นะคะ โดยเคลือบสักประมาณสองอาทิตย์ต่อครั้งก็ถือว่าโอเคแล้วค่ะ
ถึงการดูแลรถยนต์สีขาวอาจจะดูมีขั้นตอนเยอะแยะ แต่เชื่อเถอะค่ะว่าดูแลไม่ยุ่งยากอย่างที่คิด แค่ทำตาม 5 วิธีที่เราคัดมาให้วันนี้ คุณก็จะได้ใช้รถสีขาวกระจ่างใสไร้คาบเหลืองไปอีกนานแสนนาน! หรือถ้าใครกำลังเล็งอยากขายรถสีขาว จะเอาไปใช้ดูแลรถตัวเองให้สวยเช้งเหมือนมือหนึ่งก่อนขายก็เลิศนะคะ รับรองว่าได้ราคาดีไม่มีตกฮวบ
สำหรับคนที่สนใจอยากซื้อหรือขายรถสีขาวสวย ๆ แจ่ม ๆ สักคัน แวะเข้ามาที่ Kaidee Auto ได้เลยค่ะ เรามีรถสีขาวหลากรุ่นหลายยี่ห้อให้เลือกกันแบบไม่อั้น ส่วนคนที่อยากปล่อยเจ้ารถขาวที่บ้านสักคัน ก็มีคนรอซื้อเพียบ อย่ามัวรอช้า เข้าไปส่องตอนนี้เลยค่ะ
Nov 17, 2020 | บทความยานยนต์
ถึงแม้ทุกวันนี้คนทำงานในเมืองจำนวนมากจะเลือกใช้รถสาธารณะอย่าง BTS หรือ MRT ในการเดินทางไปทำงาน แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามีคนอีกไม่น้อยที่ยังเลือกหรือต้องใช้รถยนต์ส่วนตัวอยู่ สาวมนุษย์เงินเดือนคนไหนเล็งอยากซื้อรถไว้ขับไปทำงานสักคัน แต่อยากได้รถที่เหมาะกับตัวเองจริง ๆ ไม่ต้องไปหาที่ไหนไกล เราคัดสรร 5 รถน่าใช้ในงบไม่เกิน 7 แสนที่เหมาะกับสาวออฟฟิศแห่งปี 2020 มาให้แล้ว
All – New Nissan Almera 2020
(Credit: Nissan)
นับว่า ‘All-New Nissan Almera 2020’ เป็นอีกหนึ่งดาวเด่นในประเภท Eco Car Phase 2 จากค่าย Nissan ที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง! ประหยัดพลังงานได้ใจ เหมาะแก่การขับขี่ในเมือง ดีไซน์ทันสมัยโดนใจคนรุ่นใหม่ แถมมาพร้อมเทคโนโลยีสุดล้ำ จัดเต็มฟีเจอร์ไม่มีกั๊ก อาทิ ระบบช่วยเบรกอัจฉริยะที่ตรวจจับการเคลื่อนไหวของทั้งรถยนต์และคน ระบบกล้องอัจฉริยะมองภาพรอบทิศทางที่มีระบบเตือนวัตถุเคลื่อนไหวรอบคัน ระบบเตือนจุดอับสายตา และระบบตรวจจับวัตถุด้านหลังเมื่อถอยรถ เรียกได้ว่าระบบความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกครบครัน สาว ๆ คนไหนซื้อไว้ขับใช้ สบายใจหายห่วงแน่นอน
ราคา
– รุ่น S ราคา 499,000 บาท
– รุ่น E ราคา 509,000 บาท
– รุ่น EL ราคา 559,000 บาท
– รุ่น V ราคา 599,000 บาท
– รุ่น VL ราคา 639,000 บาท
Honda Jazz 2020
Credit: Honda
‘Honda Jazz 2020’ คันนี้ขอเอาใจสาวออฟฟิศของเยอะเพื่อนแยะ! ภายในห้องโดยสารกว้างจุใจ ขนแก๊งเพื่อนหรือครอบครัวไปด้วยได้สบาย แถมออกแบบโดยเน้นการให้ใช้งานสะดวก อาทิ ตำแหน่งวางแก้วหรือวางของใช้เล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เหมาะเจาะลงตัว นอกจากนี้ยังมี ECON mode ช่วยประหยัดพลังงาน ระบบป้องกันความปลอดภัยก็มาแบบฟูลออปชัน ไม่ว่าจะเป็นระบบช่วยควบคุมการทรงตัวขณะโค้ง ระบบกระจายแรงเบรก และระบบป้องกันล้อล็อก ภาพรวมถือเป็นรถที่ครบเครื่อง ขับสนุก ปลอดภัย เหมาะกับการใช้งานหลายรูปแบบ สาวออฟฟิศคนไหนที่ชอบเก็บของไว้ในรถให้พร้อมใช้ทุกสถานการณ์ หรือเป็นพวกเพื่อนเยอะ ชอบพากันไปทัวร์ คันนี้ตอบโจทย์มาก ๆ ค่ะ
ราคา
- รุ่น S MT ราคา 555,000 บาท
- รุ่น S CVT ราคา 594,000 บาท
- รุ่น V ราคา 654,000 บาท
- รุ่น V+ ราคา 694,000 บาท
- รุ่น RS ราคา 739,000 บาท
- รุ่น RS+ ราคา 754,000 บาท
Toyota Yaris 2020
(Credit: Toyota)
อีกหนึ่งรถยนต์ 5 ประตูขวัญใจมหาชน มาพร้อมความสปอร์ต โฉบเฉี่ยว ทันสมัย ประหยัดพลังงานตามสไตล์ Eco Car Phase 2 มี Stop & Start System ระบบหยุดรถอัตโนมัติที่ช่วยประหยัดน้ำมันแถมลดมลพิษ เหมาะแก่การขับขี่ในย่านรถติด ถ้าใครกังวลเรื่องความปลอดภัย บอกได้ว่าหายห่วงเพราะ ‘Toyota Yaris’ มีระบบความปลอดภัยที่เลิศไม่แพ้ใคร ระบบควบคุมการทรงตัว ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี และอีกเพียบ ถือเป็นรุ่นที่เหมาะกับสาว ๆ ที่อยากหารถที่ขับสนุก กว้างถูกใจ ขนของได้ ฟังก์ชันตอบโจทย์ต้องรุ่นนี้!
ราคา
- รุ่น Entry ราคา 539,000 บาท
- รุ่น Mid ราคา 589,000 บาท
- รุ่น High ราคา 649,000 บาท
New Mazda 2
(Credit: Mazda)
‘New Mazda 2’ รถยนต์ขนาดเล็กที่ปรับโฉมใหม่ได้ไฉไลกว่าเดิม! ดีไซน์ทันสมัย โฉบเฉี่ยวเหมาะกับเวิร์กกิ้งวูแมนสุดห้องโดยสารออกแบบให้เหมาะกับการใช้งาน ตัวเบาะดีไซน์ให้นั่งสบาย รองรับสรีระของผู้ขับขี่อย่างเหมาะสม ขับนานแค่ไหนก็ไม่หวั่น จัดหนักเทคโนโลยีสุดล้ำที่ช่วยให้การขับขี่ง่ายขึ้นหลายเท่าตัว เทคโนโลยีที่ไม่พูดถึงไม่ได้คือระบบควมคุมสมรรถนะการขับขี่อัจฉริยะขั้นสูง ช่วยให้การเลี้ยวโค้งง่ายและปลอดภัยยิ่งขึ้น ใครที่ชอบรถที่เหมาะกับยุคสมัยใหม่ ใส่ใจทุกรายละเอียด คันนี้ถือเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจมากเลยค่ะ
ราคา
- รุ่น 1.3 E ราคา 546,000 บาท
- รุ่น 1.3 C ราคา 602,000 บาท
- รุ่น 1.3 S ราคา 627,000 บาท
- รุ่น 1.3 S LEATHER ราคา 648,000 บาท
- รุ่น 1.3 SP ราคา 690,000 บาท
- รุ่น XD ราคา 782,000 บาท
- รุ่น XDL ราคา 799,000 บาท
Suzuki Swift 2020
(Credit: Suzuki)
Eco Car หน้าตาจิ้มลิ้มจาก Suzuki เผยโฉมสุดโฉบเฉี่ยว ทะมัดทะแมง เปี่ยมด้วยความสปอร์ต คันเล็กแต่พร้อมลุยไปทุกที่ เห็นคันเล็กแบบนี้ แต่ระบบรักษาความปลอดภัยจัดเต็มไม่แพ้ใคร เช่น ระบบช่วยออกตัวบนทางชัน ระบบควบคุมเสถียรภาพ และ ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี จะไปไหนก็คล่องตัว แถมประหยัดน้ำมัน เหมาะแก่การขับซอกแซกในย่านถนนที่คราคร่ำที่สุด!
ราคา
- รุ่น GA CVT ราคา 499,000 บาท
- รุ่น GL CVT ราคา 536,000 บาท
- รุ่น GLX CVT ราคา 609,000 บาท
- รุ่น GLX-Navi CVT ราคา 629,000 บาท
สาว ๆ ถูกอกถูกใจคันไหนกันบ้างไหมคะ! ต้องบอกว่า 5 รถน่าใช้สไตล์สาวออฟฟิศในงบ 7 แสนที่เราคัดมาให้นั้นครบครันทุกด้าน! ไม่ว่าจะเป็นด้านรูปลักษณ์ดีไซน์ภายนอก และฟีเจอร์ที่ตอบโจทย์สาว ๆ สมัยใหม่กว่านี้ไม่มีแล้ว ใครหมายตาคันไหนไว้ อยากดูเป็นรถมือสองสภาพเลิศ แนะนำให้เข้ามาเลือกดูกันที่ Kaidee Auto ได้ค่ะ อยากได้รุ่นไหน สีอะไร มีให้เลือกกันเน้น ๆ แน่น ๆ จัดเต็ม