Nov 30, 2020 | บทความยานยนต์
ในปัจจุบันรถยนต์รุ่นใหม่ ๆ ได้เปิดตัวรถยนต์ภายใต้แบรนด์ของตัวเองมาเยอะมาก บางคนซื้อเพื่อใช้งานยาวหลายปี แต่บางคนซื้อมาใช้เพื่อขายต่อแล้วเปลี่ยนเป็นรุ่นใหม่ไปเรื่อย ๆ ด้วยเหตุผลที่ว่าต้องการรุ่นปีที่ใหม่ล่าสุดและทันสมัยอยู่ตลอด จึงทำให้ตลาดรถยนต์มือสองนั้นมีรถยนต์ที่นำมาขายเต็นท์รถเยอะมาก มีหลากหลายรุ่น หลากหลายแบรนด์ หลากหลายราคา
ทำให้ตลาดรถยนต์มือสองคึกคัก เนื่องจากรถยนต์บางรุ่นห่างจากรุ่นใหม่เพียงแค่ 1 รุ่นก็มี บางรุ่นสภาพใหม่มาก ตัวเลขไมล์น้อย ซึ่งทำให้คนที่กำลังหารถยนต์มือสองอยู่มีตัวเลือกมากมาย แต่เพื่อน ๆ ทุกคนรู้หรือไม่ว่ารถยนต์มือสองบางคันอาจจะทำให้ดูใหม่ขึ้นมา เปลี่ยนชิ้นส่วนมาก็ได้ วันนี้เรามีวิธีการดูรถยนต์มือสอง ว่าก่อนซื้อควรดู ควรเช็กอะไรบ้าง จะได้ไม่ต้องเสียเวลา ไม่ต้องโดนหลอก มาดูกันเลย
1. ตัวถังรถ
สิ่งแรกที่จะต้องเห็นก่อนเป็นอันดับแรก คือ ตัวรถยนต์ ให้สังเกตและเดินดูด้วยตาว่ารถอยู่ในสภาพที่ไม่มีรอยบุบ รอยยุบจากการกระแทกใด ๆ สีมีถลอกหรือไม่ มีอะไรที่ผิดสังเกต ถ้ามีตั้งแต่ข้อแรกนี้ ให้เปลี่ยนคันหรือเปลี่ยนเต็นท์รถได้เลย เพราะถ้ามีรถลักษณะแบบนี้แล้ว ให้คิดว่ารถยนต์คันอื่น ๆ ในเต็นท์นี้คงจะมีอีกแน่ ไม่น่าไว้วางใจที่จะซื้อและดูต่อในข้อที่ต่อไปแล้วนะครับ
2. ชิ้นส่วนน็อต
น็อตคือสิ่งที่จะบ่งบอกได้เหมือนกันว่ารถได้ผ่านการปรับแต่ง ถอดชิ้นส่วนออกไปแล้วใส่กลับคืนมาบ้างหรือไม่ โดยจะสังเกตได้จากหลายจุด เช่น น็อตในฝากระโปรงรถ ข้างรถยนต์ เป็นต้น ถ้ามีการขันน็อต ตัวน็อตจะมีรอยของการถูกขันไว้ ให้ตีความได้เลยว่า รถยนต์คันนี้ผ่านการปรับเปลี่ยนมานั่นเองครับ
3. เลขไมล์
สิ่งที่สำคัญอีกหนึ่งอย่างเลย คือ ตัวเลขการวิ่งของรถยนต์คันนี้ว่าวิ่งไปกี่กิโลเมตรแล้ว ซึ่งถ้าเลขไมล์เยอะ แสดงว่ารถคันนี้อาจจะใช้งานมาหนัก เครื่องอาจจะเสื่อมสภาพได้ อีกข้อสังเกต คือ ถ้ารถสภาพสมบูรณ์มาก ๆ แล้วเลขไมล์น้อย เป็นสิ่งที่ดี แต่ถ้าหากรถหลายปีแล้ว เลขไมล์น้อยแบบผิดสังเกต ให้ตีความได้เลยว่า รถอาจจะผ่านการกรอเลขไมล์มาได้
4. เครื่องยนต์
เป็นอีกหนึ่งสิ่งและเป็นหัวใจสำคัญของรถยนต์ทุกรุ่น ทุกยี่ห้อที่ต้องมีในการขับเคลื่อน แนะนำให้ตรวจและเช็กเครื่องยนต์อย่างละเอียดโดยการสตาร์ทรถยนต์ ดูการทำงานของเครื่องยนต์ว่ามีจุดไหนผิดปกติหรือไม่ และดูส่วนประกอบอื่น ๆ เช่น แบตเตอรี่ น้ำมันเครื่อง หม้อพักน้ำว่าถูกเปลี่ยนหรืออยู่ในสภาพสมบูรณ์หรือไม่
5. ระบบช่วงล่าง
จุดนี้อาจจะต้องใช้เครื่องยกรถยนต์ขึ้นเพื่อดูใต้ท้องรถว่ามีจุดไหนที่ผิดปกติหรือไม่ เช่น มีจุดรั่วซึมของเหลวตรงจุดไหนบ้างหรือเปล่า มีจุดฉีกขาดหรือโดนขูดไหม ระบบโช๊คอัพ ยางรถมีรอยแตกหรือไม่ เป็นต้น
6. ทดลองขับ
ขั้นตอนที่สำคัญคงหนีไม่พ้นการได้ทดลองขับรถจริง ซึ่งจะทำให้ได้รู้ว่ามีสิ่งผิดปกติตรงจุดไหนบ้างจากการขับจริง มีเสียงตรงไหน ระบบช่วงล่างเป็นอย่างไร ระบบไฟฟ้าของรถยนต์เป็นอย่างไร อัตราเร่งเป็นอย่างไร หรือเครื่องยนต์กระตุกหรือไม่ ซึ่งขั้นตอนนี้เราจะสามารถตัดสินใจได้ทันทีที่เราได้ทดลองขับเสร็จ แนะนำให้ขับให้นานหน่อยนะครับ เพื่อที่จะได้ทดสอบรถยนต์จริง ๆ อาจจะมีอาการที่ผิดปกติแสดงออกมาตอนที่ได้ขับขี่อยู่นั่นเอง
เป็นอย่างไรกันบ้างครับเพื่อน ๆ กับวิธีเช็กรถยนต์มือสอง ถ้าเพื่อน ๆ คนไหนกำลังจะซื้อรถยนต์มือสอง แล้วอยากได้รถที่ดี มีคุณภาพ แถมราคาที่ถูกกว่า ลองมาดูที่ Kaidee Auto ก่อนได้นะครับ เรามีรถยนต์มือสองสภาพดี มีคุณภาพ และราคาที่ดีมาก ๆ นัดดูรถและนำวิธีดูรถยนต์มือสองไปใช้ดูได้เลยนะครับ
Nov 30, 2020 | บทความยานยนต์
ปัจจุบันคงมีไม่น้อยเลยที่อยากขายรถยนต์ที่มีอยู่ในครอบครองคันนี้ทิ้งไป ไม่ว่าจะด้วยสภาวะเศรษฐกิจ หรือเหตุผลอื่น ๆ ก็ตามแต่ ซึ่งเวลาขายในแต่ละทีก็ยากแสนยาก ด้วยปัจจัยที่หลากหลาย ไม่ว่าเป็นเรื่องของสภาพรถยนต์ รุ่นของรถยนต์ รวมไปถึงสี
แต่ทั้งนี้ภาพถ่ายที่ใช้ในการประกาศขายก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยเช่นเดียวกันที่จะดึงความสนใจได้ ดังนั้นเราจะมาดูเทคนิคที่จะถ่ายภายในให้ดี และช่วยดึงดูดเมื่อนำรถยนต์ที่มีมาประกาศให้คนที่พบเห็นนั้นมีความสนใจมากขึ้นได้ ว่าจะมีเทคนิคอย่างไรบ้าง
องค์ประกอบของรถยนต์ที่จำเป็น
การที่จะประกาศขายรถยนต์ลงในเว็ปไซต์ต่าง ๆ ผู้ที่เข้ามาเลือกซื้อนั้นย่อมมีความต้องการเห็นในทุก ๆ ส่วนของรถยนต์ให้ได้มากที่สุด เพื่อเพิ่มโอกาสในการตัดสินใจว่ารถยนต์คันนี้สามารถมอบความต้องการให้ได้อย่างครบถ้วน ดังนั้นจะต้องมีองค์ประกอบจำเป็นต่าง ๆ
1. ภายนอกของรถยนต์
องค์ประกอบสำคัญมากกว่าสิ่งอื่นใดเลยก็คือ ภายนอกของรถยนต์ ที่สามารถบ่งบอกสภาพของรถยนต์คันนั้น ๆ ได้ในเบื้องต้น ก่อนที่จะไปเริ่มดูในส่วนต่าง ๆ ของรถยนต์คันนั้น หากสามารถถ่ายให้ภายนอกของรถนั้นดูใหม่แล้วล่ะก็ จะช่วยให้ผู้คนสนใจได้มากขึ้นอย่างแน่นอน
ภายนอกโดยรวม กระจังหน้า-หลัง กันชน ชุดแต่งต่าง ๆ ที่ตกแต่งเพิ่ม (หากมี)
2. ภายในของรถยนต์
การถ่ายภายในของรถยนต์เป็นอีกตัวเลือกที่ช่วยในการตัดสินใจเพิ่มเติมให้แก่ผู้ซื้อได้เช่นกัน ถ้าทำให้ภายในของรถยนต์ยังมีสภาพที่ใหม่เอี่ยมเหมือนกับรถใหม่ ดังนั้นควรที่จะทำความสะอาดก่อนที่เริ่มถ่ายภายในของรถ ซึ่งจะต้องประกอบไปด้วย
เบาะรถยนต์ คอนโซลและหน้าปัด พื้นที่เก็บของภายใน
3. ฟังก์ชันที่มาพร้อมกับรถยนต์
การถ่ายอุปกรณ์ที่อำนวยความสะดวกต่าง ๆ ที่จะเสริมให้ผู้ขับขี่ได้รับความสะดวกสบายในระหว่างการเดินทาง ซึ่งอาจทำให้ตรงกับความต้องการที่ผู้ซื้อนั้นสนใจอยู่พอดี ควรถ่ายมาให้ที่สุดเท่าที่จะพอทำได้และเป็นฟังก์ชันสำคัญอย่าง
เครื่องเสียง ฟังก์ชันบนพวงมาลัย ระบบรักษาความปลอดภัยที่มี
4. เครื่องยนต์
หากเครื่องยนต์มีสภาพที่ดีพร้อมใช้งานสวย สะอาด และยังไม่เสื่อมสภาพ จะทำให้มีความน่ามองมากขึ้น รวมไปถึงยังทำให้ผู้ที่พบเห็นรู้สึกว่า รถยนต์ของคุณนั้นพร้อมที่จะใช้งานได้อยู่ตลอดเวลา
5. ตำหนิที่มี
แน่นอนว่าหากเราเป็นผู้ซื้อย่อมอยากจะรู้อยู่แล้วว่ารถยนต์ที่เราเล็งเอาไว้นั้นมีตำหนิอะไรบ้าง ดังนั้นคนที่รู้ถึงสิ่งเหล่านี้ได้ดีที่สุดก็คือตัวของเจ้าของรถ ที่จะช่วยให้ผู้ซื้อนั้นตัดสินใจได้ง่ายยิ่งขึ้น
ช่วงเวลาที่ดีในการเลือกถ่ายภาพ
การเลือกช่วงเวลาให้เหมาะสมในการถ่ายก็เป็นอีกหนึ่งตัวช่วยที่ทำให้รถยนต์ของคุณดูโดดเด่นมากขึ้น มีความน่าสนใจมากขึ้น รวมไปถึงทำให้เห็นถึงรายละเอียดของรถได้มากยิ่งขึ้น โดยที่ไม่จำเป็นต้องซื้ออุปกรณ์อย่างไฟมากเพิ่ม ทำให้ลดค่าใช้จ่ายได้อีกด้วย
1. ช่วงเช้า
เป็นช่วงหนึ่งที่เหมาะสมและดีในการถ่ายรูป (6 โมงเช้า – 8 โมงเช้า) ด้วยแสงที่กำลังดีไม่ถึงขั้นแรงมาก ซึ่งจะไม่ให้รถของเรานั้นดูแข็งและจืดจนเกินไป ซึ่งจะทำให้รูปรถที่เราถ่ายมีเสน่ห์น่าดึงดูดได้อีกด้วย
2. ช่วงบ่าย ๆ เย็น ๆ
เป็นช่วงเวลาสั้น ๆ ที่เรียกได้ว่าแสงสวยที่สุดของวัน ที่เรียกกันว่า Twilight (บ่าย 4 – 5 โมงเย็น) เป็นเวลาที่แสงอ่อน ๆ ไม่เกิดเงา ทำให้เห็นรายละเอียดของรถยนต์ได้ง่ายมากยิ่งขึ้น แถมยังให้ความสาวงามแบบที่ช่วงเวลาอื่นของวันไม่สามารถให้ได้
Tips : ไม่ควรถ่ายในช่วงเวลาเที่ยง เนื่องจากพระอาทิตย์นั้นจะลอยอยู่เหนือศีรษะของเราพอดี ทำให้เงานั้นตกลงมา ภาพที่ได้จะดูแข็ง ๆ และรายละเอียดไม่ชัด
4 เทคนิคในการถ่ายภาพ
การใช้เทคนิคเพียงเล็กน้อย หรือใช้ลูกเล่นต่าง ๆ รวมไปถึงจินตนาการในการสร้างสรรค์เรื่องของการถ่ายภาพ ช่วยให้ภาพรถยนต์ของคุณมีอะไรที่น่าสนใจและสะดุดตาและล่อให้เข้ามาดูมากกว่ารถยนต์คันอื่น ๆ ในเว็บขายรถยนต์มือ 2 คันอื่นอย่างแน่นอน จะมีเทคนิคอะไรบ้างไปดูกันเลย
1. ถ่ายมุม 45 องศา
หลักการถ่ายรูปรถก็คล้าย ๆ กับการถ่ายรูปคนนั่นแหละ นั่นคือการถ่ายด้วย 45 องศาจากด้านข้างเข้าไปสู่ตัวรถ ที่นอกจากจะเป็นมุมที่ทำให้รถนั้นสวยขึ้นแล้ว ยังเป็นมุมเดียวที่สามารถทำให้ถ่ายรูปออกมาแล้วเห็นรถยนต์ได้เต็มคันมากที่สุดนั่นเอง
2. ถ่าย Close-Up
การถ่ายแบบ Close-up นั้นคือการถ่ายบางอย่างเข้าไปใกล้ ๆ และเจาะจงเฉพาะสิ่งใดสิ่งหนึ่งเพียงเท่านั้น เป็นการเพิ่มความโดดเด่นให้กับจุดที่เราเน้นได้มากยิ่งขึ้นและยังเป็นการชูโรงในเรื่องที่น่าสนใจของรถยนต์แต่ละรุ่นได้อีกด้วย
3. กฎ 3 ส่วนและจุดตัดตาราง 9 ช่อง
เป็นกฎพื้นฐานที่ไม่ว่าจะเป็นช่างภาพมือใหม่หรือมือเก๋าก็ควรรู้เอาไว้ เพราะเป็นเทคนิคที่ง่าย เพียงเราต้องจินตนาการเส้น 3 เส้น ทั้งแนวตั้งและแนวนอน นำมาตัดกันจึงเกิดขึ้นมาเป็นช่องสี่เหลี่ยมทั้ง 9 ช่อง เมื่อถ่ายภาพให้เราวางสิ่งของที่อยากจะถ่ายไว้ตามจุดตัดต่าง ๆ ซึ่งกรณีของเราคือรถยนต์ อาจจะวางจุดที่อยากจะนำเสนอไว้ เช่น อยากถ่ายไฟหน้า อาจจะถ่ายไฟหน้า ให้อยู่ในบริเวณของจุดตัดเหล่านั้นนั่นเอง
4. เลือกฉากหลังให้ตัดกับสีของรถ
การเลือกสถานที่ให้เข้ากับสีรถยนต์ของเรานั้น หากเลือกให้ตัดกับสีรถได้แล้วล่ะก็ จะทำให้รถนั้นโดดเด่นขึ้นมาได้ แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าสีไหนเหมาะสม ให้ดูตารางสีตรงข้ามได้เลย โดยสีคู่ตรงข้ามมี ดังนี้
แดง – เขียว ม่วง – เหลือง น้ำเงิน – ส้ม ขาว – ดำ
Tips : นอกจากหาพื้นหลังที่เป็นสีแล้ว อาจจะหาเป็นโลเคชั่นอื่น ๆ ที่ดูสวยแทนก็ได้
สรุปท้ายบทความ
การขายรถยนต์นั้นก็มีหลากหลายช่องทางที่จะทำให้รถของคุณที่ไม่ได้ขับแล้ว หรือว่าเก่าเกินไปนั้นขายออก ไม่ว่าจะเป็นการนำไปตีราคาที่เต๊นท์รถยนต์เจ้าดังต่าง ๆ หรือขายต่อให้กับคนข้างตัว ซึ่งทางเลือกสุดท้ายเลย คือการไปปล่อยตามเว็บไซต์ต่าง ๆ ที่จะพอเพิ่มโอกาสในการขายไม่มากยิ่งขึ้น
นอกจากการเขียนสเปคของรถยนต์อย่างระเอียดแล้วนั้น สิ่งที่จะหลอกล่อให้ผู้ที่สนใจรถยนต์เข้ามาดูและติดต่อได้มากขึ้น ปฏิเสธไม่ได้เลยว่ารูปก็เป็นอีกปัจจัยที่เป็นจุดสนใจอันดับแรก ๆ ของใครหลาย ๆ คน รูปสวยย่อมมีชัยไปกว่าครึ่ง ใครที่กำลังแพลนว่าจะขายรถแล้วล่ะก็ บทความนี้เรารวมวิธีมาให้ครบที่สุด อ่านจบแล้วพร้อมกลับบ้านไปและสามารถถ่ายได้เลยทันที
หากใครที่กำลังมองว่าจะขายรถยนต์ที่มีอยู่ ลองเข้ามาอ่านบทความนี้ถึงวิธีถ่ายรูปให้ดูดี และจะทำอย่างไรเพื่อเพิ่มโอกาสในการขาย และเมื่อรู้วิธีแล้วแต่ยังไม่รู้ว่าจะเอารูปเหล่านี้ไปใช้ขายในเว็บไซต์ไหนแล้ ลองเข้ามาดูที่ Kaidee Auto สิ ลงขายง่าย
Nov 30, 2020 | บทความยานยนต์
Toyota หนึ่งในยี่ห้อของรถยนต์สัญชาติญี่ปุ่นที่ใคร ๆ ต่างต้องรู้จัก หานึกถึงรถยนต์แล้ว แน่นอนว่าชื่อแรก ๆ ที่จะต้องพูดถึงเป็นอันดับแรก ๆ เลย ก็คงหนีไม่พ้นแบรนด์นี้อย่างแน่นอน ด้วยความที่มีรถมากมายหลากหลายสไตล์ ที่ตอบสนองได้ทุก ๆ ไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิต
แต่ว่าจะมีสักกี่คนกันที่จะรู้ลึกถึงความเป็นมาของแบรนด์ดังอย่าง Toyota กัน ว่าจุดเริ่มต้นที่แท้จริง ใครเป็นผู้ริเริ่มและเริ่มต้นมาจากอะไร เดี๋ยววันนี้เราจะมาดูไปพร้อม ๆ กัน ถึงประวัติอันน่าเหลือเชื่อที่มีมาอย่างยาวนาน จนกระทั่งหลอมรวมจนกลายมาเป็น Toyota ในรูปโฉมปัจจุบันนี้ได้
ความเป็นมาและจุดเริ่มต้น
จุดเริ่มต้นของ Toyota นั้นมีเรื่องราวมากมาย โดยริเริ่มมากจาก Sakichi Toyoda ซึ่งเดี๋ยวเราจะเกรินให้รู้จักคน ๆ นี้แค่ชื่อเสียก่อน หลังจากนี้เราจะพาทุกคนนั่งทามแมชชีนย้อนอดีตไปในแต่ละทามไลน์พร้อมกัน จะมีอะไรบ้าง ไปดูกันเลย
ในปีนี้นั้นคุณ Sakichi Toyoda ได้คิดริเริ่มที่จะเปิดโรงงานทอผ้าของตัวเอง เนื่องจากเค้าเกิดมาในครอบครัวที่ประกอบอาชีพช่างไม้และอุตสาหกรรมด้านการทอ โดยใช้ชื่อว่า Toyota Boushoku ซึ่งมีจุดเด่นเหนือกว่าโรงทอเจ้าอื่น ๆ ในสมัยนั้น ด้วยเครื่องทอผ้าอัตโนมัติที่สามารถหยุดทำงานทันทีหากมีข้อผิดพลาด
หลานของ Sakichi Toyoda ที่มีชื่อว่า Kiichiro Toyoda นั้นได้ไปท่องเที่ยวต่างประเทศในโซนยุโรปและอเมริกา เพื่อไปดูนวัตกรรมต่าง ๆ ทางด้านอุตสาหกรรม เพื่อจะได้นำมาต่อยอดให้กับเครื่องจักรที่ใช้อยู่ของครอบครัว แต่ทว่าความคิดด้านการทอผ้าก็ต้องจบลง เพราะเครื่องจักรและเอกสิทธิ์ได้ถูกขายไปให้บริษัทหนึ่งของอังกฤษไปเสียแล้ว ทำให้ Kiichiro Toyoda กลับมาถึงญี่ปุ่น จึงได้เปลี่ยนมาศึกษาการทำรถยนต์ที่ใช้พลังงานน้ำมันแทน
ปีแห่งความเศร้าโศก ที่ Sakichi Toyoda ผู้ที่เป็นหัวใจหลักของธุรกิจนั้นได้เสียชีวิตลง ซึ่งส่งผลต่อจิตใจของ Kiichiro Toyoda เป็นอย่างมาก แต่เค้าก็ไม่ย่อท้อและพยายามอยู่เสมอ
และด้วยการศึกษาอย่างหนักหน่วงของ Kiichiro Toyoda นั้น ส่งผลให้เป็นปีนี้เป็นปีแห่งประวัติศาสตร์ที่ได้ถือกำเนิด Toyoda Automatic Loom Work, Ltd. ที่หันมาผลิตรถยนต์อย่างจริงจัง
จากแบรนด์ Toyoda ได้ถูกนำมาปรับเปลี่ยนให้ให้กลายมาเป็นชื่อ Toyota แบบที่ใช้กันมาจนถึงปัจจุบัน ด้วยเหตุผลของชื่อเดิมมีความหมายไม่ค่อยจะดีเท่าไหร่นัก คำว่า Toyoda เวลาเขียนชื่อด้วยผู้กัน ต้องเขียนด้วยกันถึง 10 เส้น ซึ่งพ้องเสียงกับคำในภาษาญี่ปุ่นว่า “จูบุน” ซึ่งแปลว่า พอแล้ว จึงเปลี่ยนชื่อแบรนด์เป็น Toyota ทำให้การเขียนลดจำนวนเส้นลดลงเหลือ 8 เส้น ที่แปลว่า ไม่มีที่สิ้นสุดแทน
เป็นอีกหนึ่งปีที่มีความหน้าสนใจไม่น้อยไปกว่าปีอื่น ๆ เลย เพราะปีนี้เป็นปีที่ Toyota เปลี่ยนโลโก้อย่างยิ่งใหญ่ ไม่มีเค้าโครงเดิมเหลือเลย และมาใช้โลโก้แบบที่ใช้กันอยู่ในปัจุบันนั่นเอง
ความหมายของโลโก้ Toyota
อย่างที่ได้ทราบกันไปแล้วว่า Toyota นั้นได้มีการเปลี่ยนโลโก้มาใช้ในแบบปัจจุบันที่ใช้กันตั้งแต่ปี 1989 ซึ่งความหมายของห่วงวงรีทั้ง 3 ที่นำมาซ้อนทับกัน คืออะไรกันแน่ ซึ่งมีวิธีดูได้ทั้งหมด 2 แบบด้วยกัน
1. หากมองวงรีทั้ง 3 วง
หากเลือกมองวงรีทั้งหมดของโลโก้แล้ว วงรีที่ทับกันไปมานั้นสามารถสามารถสื่อถึงตัวอักษรที่มีอยู่ทั้งหมดของคำว่า Toyota ที่ในที่เดียวกันนั่นเอง
2. หากมองวงรีแค่ 2 วง
แต่หากมองแค่ 2 วง มันจะเหมือนกับรูปของหัวใจที่ถูกครอบเอาไว้อีกทีหนึ่ง โดยมีความหมายว่า ผู้ขับขี่นั้นผสานหัวใจเข้ากับ Toyota โดยวงรีรอบนอกนั้นให้ความหมายว่า Toyota นั้นจะพัฒนาตัวเองออกไป อย่างไม่มีที่สิ้นสุด
รถยนต์รุ่นแรกที่ผลิต
ย้อนกลับไปในช่วงปี 1929 ที่ Kiichiro Toyoda นั้นได้ศึกษาการผลิตรถยนต์นั้น เค้าได้ทดลองผลิตรถยนต์ต้นแบบเพื่อทำการวิจัยเอาไว้ถึง 2 รุ่น โดยใช้ชื่อว่า A1 ที่เป็นรถเก๋ง และG1 ที่เป็นรถกระบะ ออกมาทดลองขาย ปรากฎว่า A1 กลับไม่ได้รับความนิยมเท่าไหร่นัก ด้วยสภาวะเศรษฐกิจ ทำให้ G1 ที่เป็นรถกระบะนั้นขายได้ดี เรียกได้ว่า ถล่มถลาย ด้วยความที่ซื้อไว้เพื่อใช้งาน ส่งผลให้ Toyota มีเงินทุนมหาศาลจากรถยนต์รุ่นทดลองคันนี้ แต่นี่ก็ยังไม่ใช่คันแรกที่แท้จริงในสายการผลิต
เป็นรถเก๋งรุ่นแรกที่ทาง Toyota นำข้อผิดพลาดจากต้นแบบอย่าง A1 มาปรับปรุง และเข้าสู่การผลิตที่แท้จริงในปี 1936 และถูกนำออกมาเปิดตัวสู่สายตาประชาชนชาวญี่ปุ่นในงาน Exhibition เมืองโตเกียว เพียง 1,404 คันเท่านั้น โดย Toyota AA นั้นมีเครื่องยนต์ขนาด 3.6 ลิตร 3,389 cc และให้แรงม้าสูงสุดถึง 62 แรงม้า ซึ่งในช่วงนั้นถือว่าเป็นรถยนต์ที่ทำความเร็วได้ในระดับหนึ่ง ซึ่งเครื่องยนต์ที่ใส่เอาไว้ในรถยนต์คันนี้นั้น Kiichiro Toyoda ได้ทำการเลียนแบบเครื่องยนต์จากแบรนด์ดังของฝั่งยุโรปมาใช้อย่าง Chevrolet นั่นเอง
Toyota ในประเทศไทย
ในปี 1962 หรือเป็นปีเดียวกับที่ Toyota ญี่ปุ่นกำลังเฉลิมฉลองเรื่องสามารถผลิตรถยนต์ได้ 1 ล้านคันพอดี วันที่ 5 ตุลาคม 2505 เป็นวันที่ Toyota Motor Thailand Co,. Ltd. ได้ก่อตั้งขึ้น ด้วยทุนจดทะเบียน 11.8 ล้าน เพื่อก่อตั้งโรงงานการผลิตเอาไว้ในประเทศไทย โดยรถยนต์คันแรกที่ประเทศไทยได้ผลิตออกมานั้นคือ Toyota Colona ที่ได้รับความนิยมสูงเป็นอย่างมากในช่วงเวลานั้น ซึ่งในปัจจุบัน Toyota ประเทศไทย ถือครองรุ่นในการผลิตดังนี้
รถยนต์ซีดานขนาดใหญ่ Toyota Camry รถยนต์ซีดานขนาดกลาง Toyota Altis รถยนต์ซีดานขนาดเล็ก Toyota Vios รถยนต์แฮตซ์แบค 5 ประตู Toyota Yaris รถยนต์บรรทุกขนาดเล็ก Toyota Hilux Vigo รถตู้ Toyota Hiace รถตู้ Toyota Commuter รถตู้ Toyota Ventury รถยนต์อเนกประสงค์ MPV Toyota Wish รถยนต์อเนกประสงค์ MPV Toyota Innova รถยนต์อเนกประสงค์ MPV ขนาดเล็ก Toyota Avanza รถยนต์อเนกประสงค์ SUV Toyota Fortuner
รถยนต์ Toyota ที่ฮิตตลอดกาล
เป็นรถยนต์ในตำนานที่ยังไม่มีเจ้าไหนในโลกสามารถล้มตำแหน่งนี้ลงไปได้ กับยอดขายที่สูงที่สุดตลอดกาล ได้รับความนิยมไปทั่วโลก ไม่ว่าประเทศไหนก็ต้องมีรุ่นนี้ให้เห็นกันอยู่บ้าง กับรถยนต์ซีดานขนาดกลางอย่าง Toyota Corolla ที่ทำสถิติยาดขายสูงสุดถึง 43 ล้านคัน ภายในเวลาไม่ถึง 10 ปี ซึ่งในปัจจุบันรุ่นของ Corolla ก็ยังคงผลิตและมีรุ่นที่ต่อยอดออกมามากมายต่อเนื่องให้ได้เห็นกันอยู่อย่าง Toyota Corolla Altis และ Toyata Corolla Cross
สรุปท้ายบทความ
แบรนด์ Toyota ที่เป็นหนึ่งในแบรนด์ที่ได้รับความนิยมสูงเป็นอันดับต้น ๆ ของประเทศไทยนั้น กว่าที่จะมาเป็นที่นิยมได้อย่างในตอนนี้นั้น มีการผ่านวิกฤตและความยากลำบากมากมาย ที่หล่อหลอมจนกลายมาเป็น Toyota อย่างในทุกวันนี้
ซึ่งบทความนี้ก็ให้ข้อมูล รวมไปถึงการเปิดประวัติสุดยอดแบรนด์ที่น้อยคนนักจะรู้และสนใจความเป็นมาของความยิ่งใหญ่นี้ จนกลายมาเป็นแบรนด์ในดวงใจของใครหลาย ๆ คนทั่วโลกได้ ด้วยความที่รถยนต์ของ Toyota นั้นสามารถเข้าได้ทุกไลฟ์สไตล์นั่นเอง
หากใครที่ชอบ สนใจ หรือมีรถยนต์ Toyota เอาไว้ในครอบครอง และมีความรู้สึกอยากจะเปลี่ยนรถลองนำรถยนต์เก่า ๆ ที่ไม่ได้ขับแล้วมาลงขาย รวมไปถึงหารถยนต์คันใหม่ที่ใช่กว่า ในราคาที่ประหยัดกว่าที่ Kaidee Auto
Nov 30, 2020 | บทความยานยนต์
ถ้าพูดถึงประเภทของรถยนต์ในปัจจุบันที่มีหลากหลายประเภทให้เลือก ไม่ว่าจะเป็นประเภทกระบะ รถเก๋ง รถ SUV และรถตู้ เป็นต้น รถยนต์แต่ละประเภทย่อมตอบโจทย์การใช้งานที่แตกต่างกัน บางประเภทอาจจะตอบโจทย์ในด้านจุคนได้เยอะ เหมาะสำหรับครอบครัวหรือบางประเภทเหมาะสำหรับใช้ขนของ
แต่หากว่าคุณกำลังจะเลือกซื้อรถยนต์สักคัน แต่ยังไม่รู้ว่าจะซื้อประเภทไหน ในบทความนี้จะบอกในสิ่งที่คุณอยากรู้และช่วยให้ตัดสินใจซื้อรถยนต์ได้แบบตอบโจทย์กับคุณแน่นอน
ปัจจัยในการเลือกประเภทรถยนต์ที่เหมาะกับคุณที่สุด
การเลือกประเภทรถยนต์ที่เหมาะกับตัวเองนั้นไม่ยากเลย แต่จะมีหลายปัจจัยในการเลือก เช่น การใช้งาน จำนวนสมาชิกในครอบครัว เน้นการขับขี่ไปที่ไหน เน้นเรื่องประหยัดน้ำมัน เน้นเรื่องความสะดวกสบายในการใช้ การรับประกันหลังการขาย หรือจะเป็นเรื่องราคาและค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษา เป็นต้น
หลาย ๆ ปัจจัยเหล่านี้จะทำให้เราตัดตัวเลือกและเลือกรถที่ตรงกับความต้องการของเราได้มากที่สุดครับ
รถยนต์แต่ละประเภทตอบโจทย์การใช้งานที่แตกต่างกัน
1. รถเก๋ง
รถเก๋ง หรือ Sedan รถที่เราได้เห็นเยอะที่สุดบนท้องถนน โดยรถเก๋งนั้นจะมีหลายขนาด หลายความจุ ให้เลือกหลากหลายแบรนด์ แล้วแต่ความชอบและกำลังซื้อของแต่ละคน
ซึ่งรถประเภทนี้ เหมาะสำหรับคนที่อยู่คนเดียวหรืออยู่เป็นครอบครัวก็ได้ ชอบความคล่องตัวในการเดินทาง สามารถจุของได้แบบพอดี แล้วแต่ขนาดของรถ ทุกอาชีพสามารถใช้ได้ โดยรถยนต์ประเภทรถเก๋ง หรือ Sedan ก็จะมีหลายประเภทย่อยให้เลือก ตั้งแต่ระดับ Eco Car ถึง ขนาดใหญ่หรูหรา
รถ Eco Car
ขนาดเครื่องยนต์ 1.0 – 1.4 ลิตร เหมาะกับใครบ้าง?
เหมาะกับคนที่มีสมาชิกในครอบครัว 1 – 4 คน เหมาะกับการขับขี่ใช้งานในเมืองมากที่สุดหรือออกต่างจังหวัดบางครั้ง ประหยัดน้ำมัน คล่องตัวในการขับขี่ ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาค่อนข้างเหมาะสม ช่วงราคาของรถเก๋ง ประเภท Eco car จะอยู่ในช่วง 450,000 ถึง 650,000 บาท
ตัวอย่างรถยนต์ Eco Car
Toyota Yaris Mitsubishi Mirage Nissan Almera
รถยนต์นั่งขนาดเล็ก
เหมาะกับคนที่มีสมาชิกในครอบครัว 1 – 5 คน เหมาะกับการขับขี่ใช้งานในเมืองและออกต่างจังหวัด ประหยัดน้ำมันและสะดวกสบาย ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาค่อนข้างเหมาะสม ช่วงราคาของรถเก๋งประเภทรถยนต์นั่งขนาดเล็กจะอยู่ในช่วง 650,000 ถึง 1,250,000 บาท
ตัวอย่างรถยนต์ขนาดเล็ก
Toyota Vios Toyota Corolla Altis Honda Civic
รถยนต์นั่งขนาดกลาง
เหมาะกับคนที่มีสมาชิกในครอบครัว 1 – 5 คน เหมาะกับการขับขี่ใช้งานในเมืองและออกต่างจังหวัด ค่อนข้างประหยัดน้ำมันและมีสะดวกสบายมาก เพราะห้องโดยสารที่ค่อนข้างใหญ่ ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาเหมาะสมกับขนาดของรถ ช่วงราคาของรถเก๋งประเภทรถยนต์นั่งขนาดกลางจะอยู่ในช่วง 1,000,000 ถึง 1,900,000 บาท
ตัวอย่างรถยนต์นั่งขนาดกลาง
Honda Accord Toyota Camry และ Nissan Teana เป็นต้น
รถยนต์นั่งขนาดใหญ่
เหมาะกับคนที่มีสมาชิกในครอบครัว 1 – 6 คน เหมาะกับการขับขี่ใช้งานในเมืองและออกต่างจังหวัด เน้นความสะดวกสบาย ด้วยห้องโดยสารขนาดใหญ่และหรูหรา ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาค่อนข้างสูง ช่วงราคาของรถเก๋งประเภทรถยนต์นั่งขนาดใหญ่จะอยู่ในช่วง 3,000,000 ถึง 9,000,000 บาท
ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับความชอบส่วนตัว กำลังทรัพย์ และปัจจัยอื่น ๆ ในการประกอบการตัดสินใจของแต่ละคนด้วย
ตัวอย่างรถยนต์นั่งขนาดใหญ่
Mercedes Benz S-Class BMW 7 Series Audi A8 Lexus LS
2. รถยนต์ประเภท Hot Hatch
รถยนต์ประเภทนี้มีความกะทัดรัด มีความคล่องตัวในการใช้งาน ขับง่าย โดยรถยนต์ประเภท Hot Hatch เหมาะสำหรับ
ครอบครัวที่มีสมาชิก 1 – 5 คน เหมาะกับการขับขี่ใช้งานในเมืองและออกต่างจังหวัด เน้นความสะดวกสบาย คล่องตัวในการขับขี่ ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาเหมาะสมกับประเภทของรถ ช่วงราคาของรถประเภท Hot Hatch จะอยู่ในช่วง 450,000 ถึง 3,000,000 บาท
โดยรถยนต์ประเภทนี้ก็มีหลากหลายรุ่นให้เลือกเช่น
Honda Civic Hatchback Mercedes-AMG A45 BMW M140i Audi S3 MK3
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ต้องขึ้นอยู่กับหลาย ๆ ปัจจัยในการตัดสินใจซื้อด้วยนะครับ
3. รถยนต์อเนกประสงค์ MPV
รถประเภทนี้ เป็นรถที่มีขนาดเล็กกว่ารถตู้ และคล่องตัวกว่า นั่งได้สบายกว่า สมรรถนะดี ใช้ขับขี่ทางไกลได้ดี โดยรถยนต์ประเภท MPV เหมาะสำหรับ
ครอบครัวที่มีสมาชิก 1 – 8 คน เหมาะกับการขับขี่ใช้งานในเมืองและออกต่างจังหวัด เน้นความสะดวกสบาย ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาเหมาะสมกับประเภทของรถ ช่วงราคาของรถเอนกประสงค์ MPV จะอยู่ในช่วง 1,300,000 บาท ถึง 7,000,000 บาท
สำหรับรถประเภท MPV ก็มีหลากหลายแบรนด์ เช่น
Honda Freed Hyundai-H1 Toyota Alphard Toyota Vellfire Lexus LM300h
4. รถยนต์อเนกประสงค์ SUV
รถยนต์ประเภท SUV เป็นรถยนต์ที่มีความอเนกประสงค์ มีประโยชน์ใช้สอยมากกว่ารถยนต์ทั่วไป แต่ยังคงความเป็นรถยนต์ที่ดูสวยงาม ขับขี่ได้ทุกวัน แต่ความแตกต่างก็คือ สามารถขับลุยได้ในทุก ๆ ที่ที่มากกว่ารถยนต์ทั่วไป โดยรถยนต์อเนกประสงค์ประเภท SUV เหมาะสำหรับ
ครอบครัวที่มีสมาชิก 1 – 7 คน เหมาะกับการขับขี่ใช้งานในเมืองและออกต่างจังหวัด เน้นความสะดวกสบาย คล่องตัวในการขับขี่ ช่วงล่างแข็งแรง ลุยได้ทุกที่ ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาเหมาะสมกับประเภทของรถ ช่วงราคาของรถเอนกประสงค์ SUV จะอยู่ในช่วง 800,000 ถึง 2,000,000 บาท
สำหรับรถประเภท SUV ก็มีหลากหลายรุ่นในไทย เช่น
Toyota Fortuner Mitsubishi Pajero Sport Ford Everest lsuzu Mu-X
5. รถกระบะ (Pick-UP)
รถกระบะ หรือ รถพิกอัป เป็นรถยนต์ที่มีข้างหน้าเป็นห้องโดยสาร ข้างหลังสามารถขนของและเปิดท้ายได้ จึงทำให้คนไทยนิยมเรียกรถนี้ว่า ‘รถพิกอัป’ ขึ้นชื่อว่าเป็นรถประเภท กระบะ แน่นอนว่าจะต้องสามารถขนของได้เยอะ และมีสมรรถนะช่วงล่างที่ดี สามารถขับลุยไปที่ไหนก็ได้ โดยรถประเภทกระบะเหมาะสำหรับ
ครอบครัวที่มีสมาชิก 1 – 5 คน เหมาะกับการขับขี่ใช้งานในเมืองและออกต่างจังหวัด เน้นความสะดวกสบายในการขนของ สมรรถนะ ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาเหมาะสมกับประเภทของรถ ช่วงราคาของรถกระบะจะอยู่ในช่วง 750,000 ถึง 1,100,000 บาท
โดยรถประเภทนี้ก็มีหลายหลายแบรนด์ที่ทำตลาดในไทย เช่น
Isuzu D-MAX Toyota Revo Chevrolet Colorado Mazda BT-50
6. รถตู้
รถประเภทนี้จะมีลักษณะโครงสร้างที่ใหญ่ขึ้นจากรถประเภท MPV สามารถจุคนได้เยอะกว่า สามารถใช้ขับขี่ทางไกลได้อย่างสะดวก โดยรถตู้เหมาะกับ
ครอบครัวที่มีสมาชิก 1 – 12 คน เหมาะกับการขับขี่ใช้งานในเมืองและออกต่างจังหวัด เน้นความสะดวกสบายในการโดยสาร ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาเหมาะสมกับประเภทของรถ ช่วงราคาของรถตู้จะอยู่ในช่วง 900,000 ถึง 1,300,000 บาท
ส่วนใหญ่จะเห็นรถประเภทนี้อยู่ในรถเช่า รถโดยสารข้ามจังหวัดนั่นเอง
โดยรถตู้ที่คุ้นชินตากันมากในไทย คือ Toyota Commuter ยังมี Nissan Urvan และ MG V80 ที่ทำการตลาดในไทยด้วยเช่นกัน
7. รถยนต์สปอร์ต
ขึ้นชื่อว่าเป็นรถสปอร์ต ก็ต้องมากับรูปทรงที่ดูโฉบเฉี่ยว มีเครื่องยนต์ที่แรง สมรรถนะดีเยี่ยม แถมราคาก็สูงปรี๊ด แน่นอนครับว่า รถยนต์ประเภทสปอร์ตนั้นเป็นรถยนต์ที่ผู้คนต่างใฝ่ฝันที่จะได้ครอบครองกันมาก เพราะว่าตัวรถมีรูปทรงที่ดูเท่ ดูโฉบเฉี่ยว พร้อมกับเครื่องยนต์ที่แรง สมรรถนะยอดเยี่ยม ขับไปที่ไหน ผู้คนก็ต่างให้ความสนใจ แต่ก็มากับราคาที่สูงด้วยเช่นกัน โดยรถยนต์ประเภทสปอร์ตเหมาะกับ
ครอบครัวที่มีสมาชิก 1 – 2 คน หรือมีมากกว่า (มีรถยนต์อยู่แล้วหลายคัน) เหมาะกับการขับขี่ใช้งานในเมืองและออกต่างจังหวัด เน้นความสะดวกสบาย ความเร็ว คล่องตัว ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาสูง ช่วงราคาของรถสปอร์ตจะอยู่ในช่วง 3,500,000 ถึง 10,000,000 บาท
โดยปกติแล้วรถยนต์ประเภทนี้คนที่มีกำลังทรัพย์ค่อนข้างเยอะ จะอยู่คนเดียวหรือจะมีรถครอบครัวหลายคันแล้ว แต่ก็พอใจที่จะซื้อมาเพื่อมาประดับบารมีของตัวเอง
ซึ่งรถยนต์ประเภทนี้ก็จะมีหลากหลายแบรนด์ที่ทำตลาดในประเทศไทย เช่น
Toyota Supra BMW Z4 Mazda MX-5 Ford Mustang
สรุปท้ายบทความ
การเลือกประเภทรถยนต์ที่เหมาะกับคุณที่สุดนั้นไม่ยากเลย เพราะเลือกได้จากความชอบ แต่การที่จะซื้อรถยนต์คันหนึ่งเข้ามาใช้ในชีวิตประจำวันนั้นต้องขึ้นอยู่กับอีกหลาย ๆ ปัจจัยด้วย สุดท้ายรถยนต์ที่เหมาะกับคุณที่สุดจะถูกกรองจากปัจจัยต่าง ๆ และการตัดสินใจของตัวคุณเองครับ เพื่อน ๆ คนไหนสนใจรถยนต์ประเภทไหนอยู่บ้าง? ทาง Kaidee Auto เรามีให้เพื่อน ๆ ได้เลือกชมเกือบจะทุกประเภทเลย แวะเข้ามาชมกันก่อนได้นะ การันตีว่าดีทั้งราคาและคุณภาพ
Nov 28, 2020 | บทความยานยนต์
หนึ่งวลีฮิตที่ว่า “ควรมีรถก่อนมีบ้าน” ทำให้เด็กจบใหม่หรือคนที่เพิ่งเริ่มทำงานได้ไม่นาน วาดฝันว่าเราต้องมีรถเป็นของตนเองสักคัน เหมือนเป็นการตั้งปณิธานเพื่อบรรลุเป้าหมายในชีวิต ทว่าเมื่อหันกลับมามองความจริง เงินเดือนสองหมื่นจะพูดว่าดูเหมือนเยอะ เน้นคำว่าดูเหมือนนะคะ
ถ้าคุณไม่มีภาระค่าใช้จ่ายอะไรในบ้าน ทั้งค่าน้ำค่าไฟ ค่าเช่าบ้าน หอ คอนโดใกล้ที่ทำงาน เหลือเพียงค่าเดินทาง เงินสองหมื่นอาจจะพูดว่าเยอะก็เป็นได้ แต่สำหรับคนที่ต้องมีภาระข้างต้น การจะซื้อรถสักคันด้วยเงินเดือนเท่านี้ ดูจะเกินตัวไปสักเล็กน้อย
ถึงจะบอกว่าไม่ควรซื้อ แต่บางคนก็มีเหตุจำเป็นที่ต้องซื้อรถจริง ๆ หรืออยากได้รถสักคันเป็นของตนเองมาก ๆ เราจะไม่ห้ามคุณในการซื้อรถยนต์ แต่เราจะมาแนะนำว่ารถยนต์คันไหนถึงจะดีและไม่เป็นภาระทางการเงินที่หนักหนาเกินไปสำหรับคนเงินเดือนสองหมื่น!
เงินเดือนสองหมื่นควรผ่อนรถอย่างไร
เบื้องต้นต้องขอดักคอทุกคนไว้ก่อนว่า หากคุณไม่ได้มีต้นทุนที่หนาพอหรือมีแบคคอยช่วยเหลือเงินละก็ คุณไม่ควรซื้อเงินสดหรือทุ่มเงินทั้งก้อนในการซื้อที่เดียว เพราะหากเกิดต้องใช้เงินยามฉุกเฉินคุณจะเดือดร้อนเอาได้ สิ่งที่ควรทำคือเก็บเงินเพื่อจ่ายในส่วนของเงินดาวน์ก่อน และส่วนที่เหลือให้เลือกเป็นผ่อนจ่ายแต่ละเดือนดีกว่า
รถยนต์ที่คุณควรเลือกซื้อในเบื้องต้นสำหรับเงินเดือนสองหมื่น คือรถยนต์ประหยัดน้ำมัน ประเภทอีโคคาร์ เป็นรถไซซ์เล็กที่เครื่องอาจไม่แรง แต่ราคาประหยัดแรงมากสำหรับคนเงินเดือนสองหมื่น เพราะคุณต้องอย่าลืมว่า เมื่อซื้อรถเสร็จ ไหนจะต้องมีค่าบำรุงรักษารถยนต์ ค่าน้ำมัน และค่าตกแต่งรถจิปาถะเยอะแยะ ชนิดที่ว่าหมุนเงินไม่ทันเลยทีเดียว
ถ้าจะเอาแบบเป๊ะ ๆ ชนิดว่าคำนวณเงินเก็บเพื่อดาวน์รถเลยล่ะก็ ลองคิดคร่าวๆ ว่าคุณต้องมีเงินดาวน์รถเบื้องต้น 40% สำหรับรถยนต์ราคาประมาณ 599,000 บาท(ราคาแอบสูงในบรรดารถรุ่นเล็ก) แสดงว่าในเบื้องต้นคุณต้องมีเงินเก็บในการดาวน์รถที่ 239,000 บาท ซึ่ง 20,000 ต่อเดือน
ค่าประกันสังคม 750 บาท ค่าหอพักในกรุงเทพราคาต่ำสุด 6,000 บาท/เดือน ค่าเดินทางประมาณ 3,000 บาท/เดือน ค่าอาหาร 3มื้อ 4,000 บาท/เดือน (เฉลี่ยละ 133 บาท) ค่ามือถือ 399 บาท (สำหรับรายเดือน)
คุณจะเหลือเงินเก็บประมาณ 5,851 ต่อเดือน
แล้วต้องการเงินดาวน์ที่ 239,000 บาท แสดงว่าคุณต้องเก็บเงินเป็นเวลา 4 ปี ถึงจะได้เงินดาวน์ แต่ถ้าคุณมีเงินเก็บที่เพียงพอต่อเงินดาวน์แล้ว ก็ข้ามขั้นตอนนี้ไปได้เลยค่ะ
นับจากส่วนที่ดาวน์ไปแล้ว 239,000 บาท
เหลือเงินผ่อนชำระ 360,000 บาท
เลือกผ่อนชำระที่ 5 ปี ที่ดอกเบี้ย 2.55% ต่อปี เฉลี่ยต้องผ่อนชำระที่ 6,765 ต่อเดือน
ซึ่งแน่อนนว่านั่นไม่เพียงพอกับรายจ่ายของคุณ ถ้าอิงตามข้างต้น แต่ใครที่มีเหลือเกิน 6,765 ละก็อย่าลืมเปลี่ยนค่าเดินทางไปเป็นค่าน้ำมันเฉลี่ยเดือนละ 4,000 แทนด้วยนะคะ
สำหรับใครที่พอมีเงินเก็บต่อเดือนประมาณ 10,000 บาทอัพ การผ่อนรถยนต์ราคาประมาณนี้กำลังดีเลยล่ะค่ะ เพราะคุณยังพอมีเงินเหลือกินเหลือใช้บ้างประปราย แต่หากประเมินแล้วว่าตนเองไม่ไหวก็ลองปรับเปลี่ยนแผนการณ์ดูนะคะ เช่นว่า สนใจไปซื้อรถยนต์คันเล็กที่เป็นมือสองแทน หลายคนอาจจะยังไม่ทราบว่าแม้จะเป็นรถยนต์มือสอง ก็ขอยื่นกู้ไฟแนนซ์ได้เช่นเดียวกันกับรถยนต์มือหนึ่ง!
12 รุ่นรถที่เหมาะสมสำหรับเงินเดือนสองหมื่น
เมื่อกี้อาจเป็นเรื่องเครียด ๆ เรื่องเงินทองกันไปแล้ว แอบบอกก่อนนะคะ ว่าราคารถเมื่อกี้ที่คำนวณให้ข้างต้นสำหรับรถคันเล็กค่อนข้างเอนไปทางราคาสูงอยู่ ดังนั้นเพื่อความปลอดโปร่งใจมากขึ้น ตอนนี้มาลองดูรถยนต์ที่เงินเดือนสองหมื่นสามารถจับต้องได้กันดีกว่าค่ะ ไม่แน่ว่าค่าใช้จ่ายอาจน้อยกว่าที่เราคำนวณไว้ให้ค่ะ!
1.Suzuki Celerio ราคาเริ่มต้นที่ 318,000 บาท
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ :
https://www.kaidee.com/auto/products/suzuki/celerio-2020
2.Nissan March ราคาเริ่มต้นที่ 420,000 บาท
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ :
https://www.kaidee.com/auto/products/nissan/march-2020
3.New Mitsubishi Mirage 2020 ราคาเริ่มต้นที่ 467,000 บาท
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ :
https://www.kaidee.com/auto/products/mitsubishi/mirage-2020
4.Mitsubishi Attrage ราคาเริ่มต้นที่ 494,000 บาท
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ :
https://www.kaidee.com/auto/products/mitsubishi/attrage-2020
5.Honda Brio ราคาเริ่มต้น 495,000 บาท
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ :
https://www.kaidee.com/auto/products/honda/brio-2020
6.All-New Nissan Almera ราคาเริ่มต้นที่ 499,000 บาท
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ :
https://www.kaidee.com/auto/products/nissan/almera-2020
7.MG3 ราคาเริ่มต้น 519,000 บาท
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ :
https://www.kaidee.com/auto/products/mg/mg-3-2020
8.New Suzuki CIAZ 2020 ราคาเริ่มต้นที่ 523,000 บาท
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ :
https://www.kaidee.com/auto/products/suzuki/ciaz-2020
9.Toyota New Yaris ราคาเริ่มต้นที่ 539,000 บาท
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ :
https://www.kaidee.com/auto/products/toyota/yaris-2020
10.New Mazda 2 ราคาเริ่มต้นที่ 546,000 บาท
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ :
https://www.kaidee.com/auto/products/mazda/mazda2-2020
11. All New Honda City 2020 ราคาเริ่มต้นที่ 579,500 บาท
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ : https://www.kaidee.com/auto/products/honda/city-2020
12. Toyota Vios ราคาเริ่มต้นที่ 609,000 บาท
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ :https://www.kaidee.com/auto/products/toyota/vios-2020
เงินเดือนสองหมื่นผ่อนรถมือหนึ่ง หรือ มือสองอะไรดีกว่า ?
คุณสามารถอิงจากราคารถยนต์ข้างต้นได้ว่า ถ้าคุณสามารถผ่อนในราคาดังกล่าวไว้ ก็สามารถจัดรถยนต์มือหนึ่งใหม่เอี่ยมได้เลย แต่ในกรณีที่คุณคิดว่า การผ่อนนั้นคือภาระอันหนักหนาและมีงบไม่พอ การเลือกซื้อรถยนต์มือสองน่าจะเป็นคำตอบที่ดีและเหมาะสมกว่า
เพราะถึงแม้ว่าจะเป็นรถยนต์มือสองที่ยังมีราคาเหยียบแสน ทว่าทางไฟแนนซ์ก็มีการปล่อยกู้สำหรับรถยนต์มือสองอยู่เช่นเดียวกับรถยนต์มือหนึ่งเลย
เหตุผลที่คนเงินเดือนสองหมื่นควรเลือกรถมือสองมากกว่ารถมือหนึ่ง
1. ราคาถูกกว่า
ข้อแรกอย่างที่ได้กล่าวไปคือ ราคารถยนต์ของมือสองจะถูกกว่ามือหนึ่ง แม้จะเป็นรถยนต์ที่เพิ่งปล่อยเมื่อปีที่แล้ว ทำให้คุณสามารถผ่อนรถยนต์ในราคาที่สบายกระเป๋าได้มากกว่าการซื้อรถยนต์มือหนึ่ง
โดยการขายรถยนต์มือสองแต่ละเจ้า จะมีการตั้งราคาที่ไม่เท่ากัน คุณสามารถเลือกราคาที่ถูกใจได้มากกว่า
2. สามารถเลือกรุ่นรถได้หลากหลาย
ข้อนี้เป็นข้อดีอย่างหนึ่งสำหรับรถยนต์มือสอง เมื่อคุณมีงบในมือ ก็อยากจะได้รถที่ถูกใจที่สุด แต่เมื่อเป็นรถยนตืมือหนึ่งอาจทำให้คุณจับได้เพียงรถคันเล็กเท่านั้น
ถ้าคุณไม่ซีเรียสเรื่องความเป็นมือสอง แนะนำลองหารถยนต์มือสองสภาพดีที่อาจเป็นรถรุ่นใหญ่ขึ้นมาอีกรุ่นก็ได้ ทั้งนี้รถยนต์มือสองบางคัน ยังสภาพดีเหมือนใหม่เลยล่ะ
3. กู้ไฟแนนซ์ได้เหมือนรถยนต์มือหนึ่ง
แน่นอนว่านี่คืออีกหนึ่งข้อดีสำหรับรถยนตืมือสอง คือการกู้ไฟแนนซ์ได้เช่นเดียวกับรถยนต์มือหนึ่ง ทำให้คุณไม่ต้องนั่งเก็บตังค์จนกว่าจะถึงงบของราคารถ ก็สามารถผ่อนจ่ายได้เช่นเดียวกับมือหนึ่ง แถมราคารถยนต์ยังถูกกว่าอีกด้วย
สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมของดอกเบี้ยไฟแนนซ์รถยนต์มือสองได้ที่นี่เลย : https://blog.kaidee.com/th/second-hand-cars-interest-rate-of-thai-bank-2020/
สรุปท้ายบทความ
ความต้องการของแต่ละคนย่อมแตกต่างกันออกไป บางคนมีการเซ็ตเป้าหมายไว้ว่าจะออกรถสักคันก่อนอายุ 30 ปี แต่เงินเดือนในความเป็นจริงสวนทางกับความต้องการในฝัน เราต้องมาคำนวณให้ดีว่าสามารถผ่อนไหวหรือเปล่า หากไม่ไหวแนะนำไม่ให้ฝืนนะคะ เพราะมันจะเป็นการลำบากตัวคุณเองชนิดว่ามาม่าทั้งเดือนยังหรูไป
อย่างที่ได้กล่าวไปข้างต้นว่า ถ้าคุณไม่ซีเรียสเรื่องความใหม่ ความต้องการเทคโนโลยีสุดทันสมัยของรถยนต์มือหนึ่ง ลองดูรถยนต์มือสองที่ราคาลดหย่อนลงมา จาก4-5 แสนบาท สู่ราคาเพียง 1-3 แสนบาท น่าจะเป็นอะไรที่เหมาะสมมากกว่า สามารถเริ่มต้นดูรถยนต์มือสองราคาดี มีมากมายหลายรุ่นให้คุณเลือก ได้ที่ Kaidee Auto!