รถยนต์ ไฟฟ้า สุดล้ำน่าใช้ในปี 2021 ที่จะพาคนไทยก้าวเข้าสู่โลกแห่งอนาคต

รถยนต์ ไฟฟ้า สุดล้ำน่าใช้ในปี 2021 ที่จะพาคนไทยก้าวเข้าสู่โลกแห่งอนาคต

รถยนต์ ไฟฟ้า หรือ รถยนต์พลังงานทางเลือก เริ่มเป็นที่สนใจมากขึ้นในประเทศไทย เราได้รวบรวมรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% ที่น่าใช้ปี 2021 พร้อมสเปคและราคาของรถแบบครบจบในที่เดียว

ประเภทของรถยนต์ไฟฟ้า

ในปี 2021 นี้เป็นปีที่ชาวโลกได้ประสบพบเจอกับปัญหาภัยพิบัติต่างๆ ทำให้หลายประเทศทั่วโลก และ องค์กรระดับโลก ได้ให้ความสนใจและตระหนักมากขึ้นเกี่ยวกับภาวะโลกร้อนที่เพิ่มขึ้นในทุกปี โดยเฉพาะประเทศไทยของพวกเราที่ต้องเจอกับปัญหาฝุ่น PM2.5 อย่างหนักหน่วง ซึ่งตัวการหลักคือมลพิษทางอากาศ เช่น ควันท่อไอเสียรถยนต์ที่เผาไหม้จากน้ำมัน

โดยส่วนมากแล้วสิ่งที่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อน มักจะมาจากพฤติกรรมการทำซ้ำของมนุษย์เพื่อดำรงชีวิตในแต่ละวัน เช่น การใช้พลังงานไฟฟ้าอย่างสิ้นเปลือง, การใช้เชื้อเพลิง, ตัดไม้ทำลายป่า, โรงงานอุตสาหกรรม และ ทิ้งขยะไม่เป็นที่เป็นทาง

นอกจากพฤติกรรมที่ยกตัวอย่างไปข้างต้นแล้ว ยังมีอีกหนึ่งพฤติกรรมสำคัญของมนุษย์ที่ทำร้ายโลกในทุกวัน นั่นก็คือ การปล่อยมลพิษเสีย หรือ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากรถของเราที่เป็นยานพาหนะสุดจำเป็น หรือ เป็นปัจจัยสำคัญในการเดินทางของมนุษย์

ทำให้วงการอุตสาหกรรมผลิตรถยนต์มีการพัฒนาและคิดค้นเพื่อที่จะแก้ไขปัญหามลพิษไอเสียจากรถยนต์และทำให้รถยนต์ใช้พลังงานหรือทรัพยากรโลกที่น้อยลงเพื่อความประหยัดและรักษ์โลกมากขึ้น หลายคนคงเคยได้ยิน และ รู้จักรถยนต์ ไฟฟ้ามาหลายปีแล้วเพราะรถยนต์ไฟฟ้าและกึ่งไฟฟ้าเริ่มมีตั้งแต่ปี 1900 ในหลายๆ รูปแบบได้แก่

รถยนต์ ไฟฟ้า ไฮบริด (HEV)

เป็นรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยการทำงานร่วมกันระหว่างพลังงานเชื้อเพลิงและพลังงานไฟฟ้า หรือพูดง่ายๆ ก็คือเครื่องยนต์ทำงานร่วมกับแบตเตอรี่นั่นเอง โดยพลังงานจากตัวแบตเตอรี่ไฟฟ้าจะส่งพลังงานไปซัพพอร์ตเครื่องยนต์ในการขับเคลื่อน รวมถึงการใช้พลังงานไฟฟ้าภายในรถ เช่น ไฟภายในรถ, วิทยุ, จอแสดงผล และ อื่นๆ

รถยนต์ไฟฟ้า ปลั๊ก-อิน ไฮบริด (PHEV)

เป็นรถที่ต่อยอดมาจากรถยนต์ไฟฟ้าไฮบริดให้มีการใช้พลังงานไฟฟ้ามากขึ้น โดยการเพิ่มขนาดความจุของแบตเตอรี่ให้ใหญ่ขึ้น ทำให้รถประเภทนี้สามารถวิ่งด้วยพลังงานไฟฟ้า 100% ได้โดยไม่ใช้น้ำมัน ประมาณ 20-50 กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง

รถยนต์ไฟฟ้าอี พาวเวอร์ (E-Power)

เป็น รถยนต์ ไฟฟ้า ที่ไม่สามารถชาร์จไฟแบตเตอรี่ได้ คล้ายกับรถยนต์ไฟฟ้า ไฮบริดที่มีทั้งเครื่องยนต์และแบตเตอรี่ในคันเดียวกัน แต่ รถยนต์ไฟฟ้า อี พาวเวอร์ ขับเคลื่อนด้วยเตอร์ไฟฟ้าไม่ใช่เครื่องยนต์โดยการใช้เครื่องยนต์ขนาดเล็กในการปั่นไฟให้แบตเตอรี่แทน

แต่ด้วยความที่ตลาดรถยนต์ไฟฟ้ายังไม่เปิดกว้าง และ ยังไม่ได้รับการสนับสนุนสักเท่าไร เช่น ในเรื่องการอำนวยความสะดวกในการชาร์จตามที่สาธารณะหรือบ้าน ทำให้รถยนต์ไฟฟ้ายังไม่ได้เป็นที่ถูกสนใจหรือได้รับความนิยมจากผู้คนมากนัก

รถยนต์ไฟฟ้าในปัจจุบัน

รถยนต์ ไฟฟ้า ยังคงถูกคิดค้นและพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง จนเมื่อช่วงปลายปี 2020 รถยนต์ไฟฟ้า เริ่มเป็นที่สนใจของผู้คนมากขึ้น และ สามารถพบเห็นได้บนท้องถนนอยู่บ้าง หลังจากนั้นในต้นปี 2021 ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าได้เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วด้วยเทคโนโลยีใหม่, การแข่งขันที่สูงระหว่างผู้ผลิต และ แนวคิดผู้คนที่หันมารักษ์โลกมากขึ้น ส่งผลให้ปี 2021 นี้มีการเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้ามากมายหลายแบรนด์เพื่อให้เป็นรถยนต์ทางเลือกสำหรับคนใช้รถ หรือ คนเล่นรถ

รถยนต์ ไฟฟ้า ที่ได้รับความสนใจในปัจจุบันหรือที่จำหน่ายกันในปีนี้จะเป็นรถยนต์ไฟฟ้าประเภท EV (Electric Vehicle) รถประเภทนี้จะใช้พลังงานไฟฟ้า 100% ไม่มีการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงใดๆ ทั้งสิ้น เพราะรถยนต์ไฟฟ้า EV ได้ตัดเครื่องยนต์สันดาบออกไปและนำแบตเตอรี่ความจุขนาดใหญ่เข้ามาเป็นแหล่งพลังงานแทน

จุดเด่นของรถยนต์ ไฟฟ้า

รถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% หรือ รถยนต์ ไฟฟ้าในปัจจุบันได้ถูกออกแบบและพัฒนามาเพื่อแก้จุดบอดของรถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์ทั่วไปให้ตอบโจทย์และอำนวยความสะดวกสบายให้แก่ผู้ใช้มากยิ่งขึ้น เช่น

  • ประหยัดค่าซ่อมบำรุงเครื่องยนต์ เช่น การเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง
  • ไม่ต้องจ่ายค่าน้ำมันหรือค่าเชื้อเพลิงอีกต่อไปเพราะรถยนต์ไฟฟ้าชาร์จไฟอย่างเดียว
  • ไม่มีเสียงเครื่องยนต์มากวนใจด้วยที่ใช้แบตเตอรี่ทำให้รถยนต์ไฟฟ้าเสียงเงียบกริบ
  • ออกตัวแรงไม่รอรอบ รถยนต์ไฟฟ้ามีแรงบิด (torque) ที่สูงทำให้ออกตัวได้ทันใจตอบสนองดี
  • จุดอำนวยความสะดวกในการชาร์จที่มากขึ้น เช่น จุดให้บริการชาร์จรถ EV ตามห้างสรรพสินค้า

รวมรถยนต์ไฟฟ้าน่าใช้ 2021

หลังจากได้เห็นจุดเด่นของเจ้า รถยนต์ ไฟฟ้า แล้วทำให้ปฏิเสธไม่ได้จริงๆ ว่ามันน่าใช้มาก ทั้งประหยัดและรักษ์โลกไปพร้อมๆ กัน มากกว่านั้นรถยนต์ไฟฟ้าในปี 2021 จะทำให้ชาวโลกได้เข้าใกล้คำว่า “รถแห่งอนาคต” ที่จะเปลี่ยนวิถีชีวิตพวกเรามากขึ้นอีกด้วย

ในขณะที่ปัจจุบันบนท้องถนนยังมีรถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาบหรือใช้น้ำมันอยู่เป็นส่วนมาก แต่ผู้เขียนเชื่อว่าอีกไม่นานมนุษย์อย่างเราก็ต้องปรับตัวตามโลกที่หมุนไปอย่างต่อเนื่อง เพื่อสิ่งที่ประหยัดและรักษ์โลกมากกว่า เราได้รวบรวมรถยนต์ไฟฟ้าน่าใช้ที่มีจำหน่ายอยู่ในประเทศไทยปี 2021 มาให้ทุกคนแล้ว

Tesla Model 3 2021 (Performance)

ถ้าจะพูดถึง รถยนต์ ไฟฟ้า เราคงไม่พูดถึง Tesla ไม่ได้ รถยนต์ไฟฟ้ารุ่น Tesla Model 3 เปิดตัวครั้งแรกในปี 2017 เป็นรถยนต์ที่ใช้พลังงานไฟฟ้าล้วนในรูปแบบรถซีดาน 4 ประตู มียอดขายพุ่งไปถึง 800,000 คันภายใน 3 ปี และ ยังคงพัฒนาต่อจนทาง Tesla ได้เพิ่มรุ่น Performance เข้ามาในโดยการอัพเกรดแบตเตอรี่คู่ใหม่เพื่อเพิ่มสมรรถนะให้ดียิ่งขึ้น คาดว่าเร็วแรงแบบหัวติดเบาะกันแน่นอน งั้นเราไปดูขุมพลังไฟฟ้าของรุ่น Performance กันเลย

  • แบตเตอรี่ : 75 kWh
  • แรงม้า : 480 (โดยประมาณ)
  • ความเร็วสูงสุด : 260 กิโลเมตร/ชม.
  • อัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตร : 3.2 วินาที
  • ระยะทางที่วิ่งได้สูงสุด : 480 กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง
  • ราคา : รุ่น performance 4,290,000 บาท

มากกว่านั้น Tesla Model 3 Performance มีการปรับเปลี่ยนบางส่วนเพื่อรูปลักษณ์ที่ดูสปอร์ตขึ้นด้วยล้อใหม่ขนาด 20 นิ้วจากของเดิม 19 นิ้ว และ ลดความสูงของรถทำให้ตัวรถเตี้ยลง 10 มม. เพิ่มความสปอร์ตแบบดิบๆ ด้วยสปอยเลอร์คาร์บอน-ไฟเบอร์

Nissan LEAF

Nissan LEAF ถือว่าเป็นรถยนต์พลังงานไฟฟ้าล้วน 100% คันแรกจากค่ายผู้ผลิตรถสัญชาติญี่ปุ่นเพื่อทดสอบตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย เจ้า Nissan LEAF คันนี้คอนเซปต์มาพร้อมกับชื่อรุ่นเลยนั่นก็คือ “LEAF” หรือ ใบไม้

ลึกไปกว่านั้น! ในแต่ละตัวอักษรของคำว่า “LEAF” ยังมีคอนเซ็ปต์ของรถคันนี้แฝงไว้อยู่

  • Leading
  • Environmentally friendly
  • Affordable
  • Family car

ซึ่งคอนเซ็ปต์โดยรวมก็คือ นำพายนตรกรรมไปอีกขั้นด้วยการเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมพร้อมราคาที่จับต้องได้ และ เดินทางได้ทั้งครอบครัวแบบประหยัดและรักษ์โลกไปพร้อมๆ กันอีกด้วย คอนเซ็ปต์น่าสนใจขนาดนี้เราไปดูสเปคของเจ้า Nissan LEAF กันเลยดีกว่า

สเปค

  • แบตเตอรี่ : 40 kWh
  • แรงม้า : 150 แรงม้า
  • แรงบิดสูงสุด : 320 นิวตัน-เมตร
  • อัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตร: 7.9 วินาที
  • ระยะทางที่วิ่งได้สูงสุด : 311 กิโลเมตร
  • ราคา : 1.49 ล้านบาท

MG ZS EV

มาดู รถยนต์ ไฟฟ้า จากฝั่งประเทศจีนกันบ้าง เชื่อว่าหลายคนคงรู้จักแบรนด์ MG กันอยู่แล้วเพราะแบรนด์นี้เจาะตลาดรถยนต์ในประเทศไทยได้ไม่นานแต่มีรถยนต์แบรนด์ MG วิ่งอยู่บนนถนนมากมายในประเทศไทย

หลายคนอาจจะคุ้นตาในเรื่องรูปลักษณ์หน้าตาของรถ เพราะ MG ZS EV ได้ยึดพื้นฐานดีไซน์การออกแบบมาจากรถยนต์ SUV ยอดนิยมของ MG อย่าง MG ZS นั่นเองที่ได้รับความนิยมมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2562

ถึงภายนอกจะคล้ายแต่หัวใจต่างกัน ! เพราะ MG ZS EV ถูกพัฒนามาเป็น รถยนต์ ไฟฟ้า 100% แต่ยังคงคอนเซ็ปต์ของ MG ที่ว่าราคาเอื้อมถึงพร้อมออปชันแบบครบๆ

สเปค

  • แบตเตอรี่ : 44.5 kWh
  • แรงม้า : 150 แรงม้า
  • แรงบิดสูงสุด : 350 นิวตัน-เมตร
  • อัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตร: 7.9 วินาที
  • ระยะทางที่วิ่งได้สูงสุด : 337 กิโลเมตร
  • ราคา : 1,190,000 บาท

รวมๆ แล้วเจ้ารถ MG ZS EV คันนี้ถือว่าตอบโจทย์ครบอยู่พอสมควร เพราะบางค่ายผู้ผลิตรถยนต์พอหันมาทำรถยนต์ไฟฟ้าอาจมีการตัดออปชันบางอย่างออกไป แต่ MG ZS EV ยังคงให้เทคโนโลยีความปลอดภัยอย่าง Advance Driver Assitance มาให้อีกด้วย และ ด้วยราคาที่จับต้องได้ทำให้รถยนต์ไฟฟ้าไม่ใช่เป็นเพียงความฝันของคนไทยอีกต่อไป

Hyundai Ioniq

เมื่อ Hyundai หันมารักษ์โลกด้วยการผลิตรถยนต์ที่ปราศจากมลพิษ ประหยัดพลังงาน และ ช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม Hyundai Motor Thailand ได้นำรถยนต์ไฟฟ้าเต็มรูปแบบ (Ioniq Electric) เข้ามาทำตลาดในไทยตั้งแต่ปี 2561 จนพัฒนามาถึงรุ่น Hyundai Ionig 5 ที่เปิดตัวในปีนี้

เจ้า Hyundai Ionig 5 ใครเห็นครั้งแรกต้องเป็นสะดุดตาอย่างแน่นอนด้วยรูปลักษณ์ที่เหมือนหลุดออกมาจากโลกอนาคต เพราะรถคันนี้ได้ถูกปรับโฉมใหม่จากตัวเก่า และ ยังอัปเกรดความแรงเพิ่มอีกด้วย

หลายคนอาจจะไม่คุ้นหน้าคุ้นตากับเจ้า Hyundai Ionig แต่ รถยนต์ ไฟฟ้า ค่ายสัญชาติเกาหลีคันนี้มีความน่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียวทั้งราคาที่ไม่สูงมากในตลาดและสมรรถนะที่ได้มาตรฐาน ด้วยสเปคดังต่อไปนี้

สเปค

  • แบตเตอรี่ : 72.6 kWh
  • แรงม้า : 215 แรงม้า
  • แรงบิดสูงสุด : 350 นิวตัน-เมตร
  • ความเร็วสูงสุด : 165 กิโลเมตร/ชม.
  • อัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตร : 7.4 วินาที
  • ระยะทางที่วิ่งได้สูงสุด : 450 กิโลเมตร (ต่อการชาร์จเต็มหนึ่งครั้ง)
  • ราคา : 1,749,000 บาท

MINI Cooper SE

รถคลาสสิกในตำนานก้าวเข้าสู่ยุคแห่งอนาคตจนกลายมาเป็น MINI Cooper SE รถยนต์ ไฟฟ้า 100% มีรูปลักษณ์ภายนอกเป็นรถ 3 ประตูที่มีความคลาสสิกตามสไตล์มินิแต่หัวใจประหยัดรักษ์โลก สำหรับ MINI Cooper SE รถยนต์ไฟฟ้าคันนี้ตัวแบตเตอรี่ได้ถูกพัฒนาจนมาเป็นรุ่นล่าสุดโดย BMW Group ที่มีลักษณะคล้ายตัว T และ ติดตั้งอยู่ใต้ท้องรถเปรียบเสมือนส่วนหนึ่งของช่วงล่าง ทำให้รถยนต์ไฟฟ้าคันนี้มีพื้นที่เก็บสัมภาระมากกว่าค่ายอื่นๆ

สเปค

  • แบตเตอรี่ : 32.6 kWh
  • แรงม้า : 184 แรงม้า
  • แรงบิดสูงสุด : 270 นิวตัน-เมตร
  • อัตราเร่ง 0-60 กิโลเมตร : 3.9 วินาที
  • ระยะทางที่วิ่งได้สูงสุด : 217 กิโลเมตร (ต่อการชาร์จเต็มหนึ่งครั้ง)
  • ราคา : 2,290,000 บาท

โดยรวมของเจ้ารถ MINI Cooper SE คันนี้น่าสนใจมากเพราะราคาไม่สูงเท่าที่คิด ถ้าแลกกับการที่ได้รถยนต์ไฟฟ้า EV มีมาตรฐานพร้อมดีไซน์ที่โดดเด่นมีเอกลักษณ์อย่าง MINI Cooper มาไว้ขับขี่

Volvo XC40 Recharge Pure Electric

สำหรับใครที่เป็นสายครอบครัวหรือชอบรถแนว Crossover SUV แต่ใจรักษ์โลกและต้องการความประหยัด ทางแบรนด์แกร่งอย่าง Volvo ไม่ได้นิ่งนอนใจได้เปิดตัว รถยนต์ ไฟฟ้า EV ที่มาในรูปแบบ Crossover SUV ขนาดคอมแพคไม่ใหญ่โตเทอะทะมากเกินไป ใน Motor Show 2021 ที่ผ่านมา

แน่นอน! ว่าแบรนด์ Volvo มีชื่อเสียงเรื่องของสมรรถนะที่ทนทานและมีพลัง เรามาดูกันว่าพอมาเป็นรถยนต์ไฟฟ้าแล้ว Volvo XC40 Recharge Pure Electric คันนี้จะมีสมรรถนะอย่างไรพร้อมกับราคาที่เปิดตัวในตลาดรถยนต์ไฟฟ้าประเทศไทย

สเปค

  • แบตเตอรี่ : 78 kWh
  • แรงม้า : 480 แรงม้า
  • แรงบิดสูงสุด : 660 นิวตัน-เมตร
  • ความเร็วสูงสุด : 180 กิโลเมตร/ชม.
  • อัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตร : 4.9 วินาที
  • ระยะทางที่วิ่งได้สูงสุด : 418 กิโลเมตร (ต่อการชาร์จเต็มหนึ่งครั้ง)
  • ราคา : 2,590,000 บาท

หลังจากเห็นสเปคของรถยนต์ไฟฟ้า Crossover คันนี้แล้วบอกเลยว่า Volvo ไม่ทำให้ผิดหวังจริงๆ ด้วยรถที่มีขนาดใหญ่ภูมิฐานและมีขุมพลังไฟฟ้าแฝงอยู่อย่างมหาศาลทำให้รถคันนี้เป็นรถยนต์ไฟฟ้าสไตล์ Crossover ที่น่าใช้ไว้เดินทางอีกหนึ่งคัน

KIA Soul EV 

เอาใจสาย Crossover อย่างต่อเนื่องกับเจ้า KIA Soul EV ที่ชื่อก็บ่งบอกถึงสัญชาติ และ ถิ่นกำเนิดของรถคันนี้ไปแล้ว ในปี 2021 รถยนต์ EV จากค่าย KIA คันนี้ได้พัฒนามาถึงเจเนอเรชันที่ 3 เพราะรถคันนี้ตอบโจทย์ผู้คนในวงกว้างทั้งจุสัมภาระได้เยอะ มีความโฉบเฉี่ยว และ ที่สำคัญสาย Crossover ไม่พลาดอย่างแน่นอน

สเปค

  • แบตเตอรี่ : 64 kWh
  • แรงม้า : 201 แรงม้า
  • แรงบิดสูงสุด : 395 นิวตัน-เมตร
  • ระยะทางที่วิ่งได้สูงสุด : 452 กิโลเมตร (ต่อการชาร์จเต็มหนึ่งครั้ง)
  • ราคา : 2,387,000 บาท

พิเศษในรถคันนี้ ! ไฟ Ambient light สามารถปรับเปลี่ยนตามจังหวะเพลงได้ นอกจากดูหรูหราไฮเทคแล้วยังจะช่วยเพิ่มอารมณ์ในการขับรถให้ผู้ขับขี่ได้อีกด้วย

MG EP

เปลี่ยนอารมณ์กันบ้างด้วยรถไฟฟ้า EV รูปแบบ Station Wagon ที่บรรทุกได้ทั้งคนและสัมภาระ เป็น รถยนต์ ไฟฟ้า จากประเทศจีนอีกหนึ่งคันที่น่าสนใจด้วยสเปคที่เพียงพอต่อการใช้งานในชีวิตประจำวันและราคาที่ไม่ถึงล้าน !

สเปค

  • แบตเตอรี่ : 50.3 kWh
  • แรงม้า : 163 แรงม้า
  • แรงบิดสูงสุด : 260 นิวตัน-เมตร
  • อัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตร : 8.8 วินาที
  • ระยะทางที่วิ่งได้สูงสุด : 380 กิโลเมตร (ต่อการชาร์จเต็มหนึ่งครั้ง)
  • ราคา : 998,000 บาท

Hyundai Kona Electric 

ปิดท้ายด้วยรที่มีเอกลักษณ์หน้าตาแห่งอนาคตอย่างโดดเด่นที่บ่งบอกความเป็น รถยนต์ ไฟฟ้า ได้อย่างชัดเจนด้วยดีไซน์กระจังหน้าแบบไม่มีช่องลม เจ้า Hyundai Kona Electric คันนี้เป็นรถไฟฟ้า Sport SUV ที่สเปคน่าสนใจและราคาเริ่มต้นไม่ถึง 2 ล้านบาท !

สเปค

  • แบตเตอรี่ : 39.2 kWh
  • แรงม้า : 204 แรงม้า
  • แรงบิดสูงสุด : 395 นิวตัน-เมตร
  • อัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตร : 7.6 วินาที
  • ระยะทางที่วิ่งได้สูงสุด : 312 กิโลเมตร (ต่อการชาร์จเต็มหนึ่งครั้ง)
  • ราคา : 1,849,000 บาท

สรุป

หลังจากที่ได้เห็นการพัฒนาและความหลากหลายของ รถยนต์ ไฟฟ้า กันแล้ว ปฏิเสธไม่ได้จริงๆ ว่าตลาดรถยนต์พลังงานทางเลือกในประเทศไทยเติบโตมากในช่วงปี 2021 นี้ ทำให้ผู้บริโภคมีตัวเลือกหลากหลายรูปแบบมากขึ้น เราจะเห็นกันได้ว่าปีนี้รถยนต์ EV มาครบทุกประเภทของรถจริงๆ ตั้งแต่รถ Sedan, City car, Crossover SUV, Station Wagon ซึ่งถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญของยนตรกรรมแห่งอนาคตในบ้านเราเลยทีเดียว ทำให้อดคิดไม่ได้เลยว่ารถในอนาคตจะหน้าตาล้ำและขับเคลื่อนได้ประหยัดมากขนาดไหน

สุดท้ายนี้โลกของเรากำลังเข้าสู่โลกแห่งอนาคตในทุกๆ อุตสหกรรม รวมถึงยนตรกรรมด้วย สำหรับใครที่ไม่อยากตกเทรนด์หรืออยากปรับตัวตามโลกให้ทันก่อนใครสามารถดูราคารถยนต์ไฟฟ้าในตลาดได้ที่ Kaidee Auto

เดทล่ม เพราะคุณไม่ขับรถในเดทแรก ?

เดทล่ม เพราะคุณไม่ขับรถในเดทแรก ?

การไปเดทครั้งแรก ใคร ๆ ก็อยากให้เป็นที่จดจำ แม้ท้ายที่สุดแล้วความสัมพันธ์ที่คาดหวังกันไว้จะไม่ได้ไปต่อ แต่ความประทับใจในครั้งแรก นั้นยากที่จะลืมเลือน หลายคนจึงคาดหวังกับเดทแรกไว้ค่อนข้างสูงกับคู่เดทของตนเอง ว่าจะเป็นไปได้ดีและเราสามาถสื่อสารและพูดคุยได้อย่างเป็นธรรมชาติและมีความสุขกับเดทครั้งแรก

แต่การเดทที่จะประสบความสำเร็จหรือไปต่อกันได้ดี ดันมีปัจจัยภายนอกเข้ามายุ่งซะอย่างนั้น แม้เราจะชอบใช้วลีอย่างเช่น

“ความรักเป็นเรื่องของคนสองคน”

เชื่อหรือไม่ว่า คำ ๆ นี้ หากไม่เคยเจอด้วยตนเอง ย่อมไม่เข้าใจ ทั้ง ๆ ที่รักกันอยู่แค่สองคน มันควรจะเป็นแค่เรื่องของความรู้สึกทางใจ แต่พูดเลยว่า บางครั้งปัจจัยภายนอกก็ทำให้เดทล่มได้ เช่นเดียวกัน

แม้ในปัจจุบัน “คนไทย” โดยเฉพาะกลุ่มที่อาศัยอยู่ภายในพื้นที่กรุงเทพมหานครเริ่มมีแนวคิดและการใช้ชีวิตที่เป็นตัวเอง (ปัจเจกบุคคล) มากขึ้น ทว่าต้องยอมรับว่ากลุ่มที่ยังยึดถือแนวคิดแบบเดิมก็ยังคงมีอยู่และเลี่ยงไม่ได้ที่จะพบเจอกลุ่มคนเหล่านี้

การมีรถจึงเป็นปัจจัยหนึ่งที่หลายคนโดยเฉพาะฝ่ายชายที่ถูกมาตรฐานทางสังคมคาดหวังและครอบงำให้ต้องเป็นฝ่ายมีพร้อมในแง่ของทรัพย์สินและเงินทอง จึงกลายเป็นว่า “การมีรถ” ไปในเดทแรกจะช่วยเพิ่มเปอร์เซ็นต์ความประทับใจของฝ่ายหญิงในเดทแรกได้ แต่คำกล่าวนั้นเป็นเรื่องจริงเหรอ ?

เหตุผลที่เดทล่ม

ส่วนใหญ่เหตุผลที่เดทล่มมักเกิดจากการที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่พึงพอใจต่อการกระทำอีกฝ่ายในช่วงเวลาที่เดทกันอยู่ โดยบางครั้งการเดทไม่ได้ขึ้นอยู่กับการเข้ากันเพียงอย่างเดียว บางทีบางคนก็คิดว่าการไปเดทก็คาดหวังปัจจัยภายนอกจากอีกฝ่ายด้วย ยกตัวอย่างเช่น การเลี้ยงอาหารมื้อแรกที่ทานด้วยกัน หรือเป็นการขับรถไปรับ-ส่งคู่เดทของคุณที่บ้าน

พอเกิดการคาดหวังแบบนี้ขึ้น เมื่อไปถึงสถานที่เดทจริงกลับไม่เป็นดั่งฝัน จาก “เดทแรก” จึงกลายเป็น “เดทสุดท้าย” ซึ่งน่าเศร้าพอสมควรกับการตัดสินใจจากเรื่องเช่นนี้ แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าปัจจัยภายนอกเป็นสิ่งสำคัญข้อหนึ่งที่ทำให้คนเลือกคู่ครองชีวิตจากเหตุผลนี้ เพราะใคร ๆ ก็ต้องการความมั่นคงถูกไหม ?

1.ใครจ่ายค่าอาหาร

หนึ่งในเหตุผลสุดฮิต ไม่ว่าจะในกระทู้พันทิปหรือประสบการณ์ในวงเหล้าก็พูดเป็นเสียงเดียวกันคือ 

“แก เขาไม่ยอมจ่ายค่าอาหาร” 

เพราะเหตุผลนั้นความสัมพันธ์ที่ควรจะพัฒนาต่อไป ก็กลับล่มอย่างน่าเสียดาย ทั้งที่ความจริงเหตุผลเหล่านี้เป็นปัจจัยภายนอก  แต่อย่างที่เข้าใจกันว่า ความคิดของคนไทยโดยเฉพาะผู้หญิงมักจะถูกปลูกฝังมาในแง่ที่ว่า “ผู้ชายต้องเป็นฝ่ายจ่าย” 

ทั้ง ๆ ที่บางทีคนที่เรากำลังดูใจกับเขาก็เป็นเพียงเด็กจบใหม่ แต่การคาดหวังให้เขาเลี้ยงอาหารเราค่อนข้างเป็นเรื่องที่เกินตัวไป ในยุคหลัง ๆ มา หลายคนจึงพยายามสร้างการตระหนักรู้ในวงกว้าง ของวัฒนธรรมที่เรียกว่า “อเมริกันแชร์” หรือก็คือใครสั่งอะไรมา ก็แชร์กันทั้งหมดแบบแฟร์ ๆ ไม่มีใครเสียเปรียบและได้เปรียบจากการทานอาหารร่วมกันครั้งนี้ 

เช่นเดียวกัน ก็มีกรณีที่ฝ่ายหญิงต้องเป็นคนเลี้ยงข้าวฝ่ายชายอยู่ฝ่ายเดียว ถ้าเกิดตกลงกันว่า รอบนี้ฝ่ายหญิงเป็นคนจ่าย รอบหน้าฝ่ายชายเป็นคนจ่าย ผลัดกันไปมาก็ย่อมเป็นเรื่องที่หยวนกันได้ แต่ถ้าเป็นทุกครั้งที่ฝ่ายหญิงเลี้ยง บอกเลยค่ะว่า โอกาสเดทล่มค่อนข้างสูง 

ดังนั้นหนทางที่ดีที่สุดคือ เราควรจะแชร์กันทั้งสองฝ่ายจะดีที่สุด

2.ทิ้งให้คู่เดทรอนาน

ไม่ใช่แค่ญี่ปุ่นหรือฝั่งยุโรปเพียงอย่างเดียว ที่การ On-time (ตรงต่อเวลา) เป็นเรื่องสำคัญ ในเดทแรกสิ่งที่ไม่ควรทำที่สุดคือการทิ้งให้คู่เดทต้องนั่งรอยืนรอจนปวดขา ดังนั้นการมาตรงต่อเวลาแสดงให้เห็นว่าคุณใส่ใจในความสัมพันธ์ครั้งนี้แค่ไหน

ถ้าหากเกิดเหตุสุดวิสัย อย่าง รถติด รถไฟฟ้าพัง หรือฝนตกต้องรอจนกว่าฝนจะหยุด นี่ก็เป็นเหตุผลที่พอเข้าใจได้ แต่ทั้งนี้เดทแรกก็ควรเผื่อเวลาไว้ไม่ให้กระชั้นชิดกับเวลานัดจนมากเกินไปนัก เพื่อไม่ให้เดทล่ม อย่าลืมเลือกเสื้อผ้าไว้ในคืนก่อนหน้าจะได้ไม่ต้องเสียเวลาในวันเดทจริง

3.ไม่เอารถมาในวันเดทแรก

การไม่เอารถมาในเดทแรก ฟังดูแล้วเหมือนจะเป็นเรื่องตลกสำหรับประเทศกรุงเทพฯ ที่รถติดมากแถมเวลาที่ควรจะได้ใช้ในการเดทก็หมดไปบนท้องถนนเสียแล้ว หลายคนจึงคิดว่าเราควรเดินทางด้วยรถไฟฟ้า หรือ รถสาธารณะในการไปเดทมากกว่านำรถไปเอง

ถึงแม้หลายคนจะคิดเช่นนี้ แต่ก็ยังมีคนอีกกลุ่มที่คิดว่า เดทครั้งแรก เธอควรเอารถมารับฉันไปเดทสิ ไม่ก็นัดเจอที่เดทก็ได้ แต่ตอนกลับเธอต้องไปส่งฉันนะ ฟังแล้วเหมือนจะดูน่าเหลือเชื่อว่า ยุคนี้ยังมีคนคิดแบบนี้อีกหรอ บอกเลยค่ะว่า มีและมีจำนวนค่อนข้างเยอะด้วย

บางคนมองว่าการนำรถมา เป็นสิ่งที่สามารถแสดงให้เห็นถึงฐานะได้ว่า คน ๆ นี้มีฐานะอย่างไร โดยตัดสินใจจากการใช้รถ พูดจริง ๆ ค่ะว่า บางคนก็คบคนจากการดูรถยนต์ที่ขับ แม้จะเป็นเรื่องที่รู้สึกแล้วไม่โรแมนติกเหมือนรักใส ๆ หัวใจพองโต แต่ความจริงมักโหดร้ายเช่นนี้แล

4.พ่อแม่เซย์โน

สำหรับประเด็นพ่อแม่เซย์โน คือประเด็นที่อ่อนไหวสุด ๆ เลย เพราะความรักมักถูกตัดสินโดยคนนอกอยู่บ่อยครั้ง เขาจึงบอกว่าให้มั่นใจก่อน จึงค่อยพาคู่เดทของคุณเข้าบ้าน 

แน่นอนว่าบางบ้านก็ปฎิเสธที่จะให้คนรักของลูกเข้าบ้าน เนื่องจากพอได้เจอตัวจริงแล้ว แต่พอเห็นว่าคน ๆ นี้ไม่เหมาะสมหรือไม่น่าจะดูแลลูกตนเองได้ ก็ปฏิเสธทันที เลยกลายเป็นว่า ต้องยอมตัดสัมพันธ์แบบเดทแรกก็ล่มปุ๊ปแทบจะทันที เศร้าสุดๆ ไปเลยล่ะค่ะ 

5.พูดแต่เรื่องตัวเอง

ผลสำรวจมากมายหลากหลายแห่งที่พอทราบมา ใครก็ตามที่ไปเจอคู่เดทที่พูดแต่เรื่องของตัวเอง ก็ต้องส่ายหน้าปฏิเสธกันไปหมด ใครบ้างล่ะมาเดทแล้ว อยากจะฟังเรื่องของคนอื่นอยู่ตลอดบทสนทนา จริง ๆ แล้วถ้าคุณอยากรู้เรื่องอีกฝ่ายมาก การที่อีกฝ่ายพูดแต่เรื่องของตัวเองก็อาจเป็นที่ยอมรับได้

แต่สำหรับคนที่ไม่ได้เตรียมใจไปฟังเรื่องของคู่เดท อาจจะเซ็งจนอยากจะบอกว่า พอก่อนนะ ความสัมพันธ์ของเรา หรือก็คือ “น้ำหยดลงหินทุกวัน หินบอกว่ารำคาญ” นั่นแหละ 

เรื่องรถกับการออกเดท

แต่แน่นอนว่าท็อปปิกก็บอกอยู่แล้วว่า ถ้าไม่มีรถกับการไปเดทจะเพิ่มโอกาสทำให้เดทล่มหรือไม่ บอกเลยตรงนี้ว่า “มีสิทธิ์ที่จะทำให้เดทล่ม แต่ไม่ใช่ 100%” 

บางคนมองว่าเรื่องของฐานะ ยังไม่ได้นำมาเพื่อพิจารณาขนาดนั้นในเดทแรก แถมพื้นที่การเดทสำหรับชาวกรุงเทพฯ ถ้านำรถมาก็กลายเป็นรถติดจนไม่มีทางเลี่ยง จากเดทแสนสนุกอาจกลายเป็นเดทสุดกร่อยบนรถแทนก็ได้  ดังนั้น การเดทโดยไม่มีรถ ไม่ได้แปลว่าเดทจะล่ม 100% นะคะ

แค่ว่า ถ้าคุณมีรถไปในการเดทอาจจะช่วยเพิ่มคะแนนในใจของคู่เดทคุณได้ ก็เท่านั้น ก็เหมือนกับการตัดเกรดนั้นแหละค่ะ หากคุณต้องการ A 100% การมีรถก็เพิ่มคะแนนส่วนนี้ได้ แต่ถ้าไม่มีคุณอาจได้ A ที่ 95% เท่านั้น

ทั้งนี้ทั้งนั้นขอย้ำอีกทีว่า “การไม่มีรถ ไม่ได้แปลว่าเดทจะล่มเสมอไปนะคะ” โดยเฉพาะบางคนที่คิดว่าการใช้ของเกินตัวจะทำให้คู่เดทของคุณตกลง ต้องอธิบายก่อนว่า ในส่วนนั้นก็มีสิทธิ์แต่นาน ๆ ไปมันจะทำให้ชีวิตคุณลำบากมากขึ้น การใช้ชีวิตคู่ที่มีความสุขคือ การใช้ชีวิตที่ไม่ต้องฝืนตัวเองค่ะ ถ้ารู้สึกฝืนและเหนื่อยเมื่อไร ให้รู้ไว้นะคะ ว่าเขาคือคนที่ไม่ใช่สำหรับคุณค่ะ 

ถ้าไม่มีรถควรทำอย่างไรในเดทแรก

แน่นอนว่าสำหรับคนที่มีกำลังซื้อรถยนต์เพื่อไปออกเดทล่ะก็ คุณสามารถออกรถแบบซื้อปุ๊ปได้ปั๊ป ที่เว็บไซต์ซื้อขายรถยนต์มือสองอย่าง Kaidee ได้เลย นอกจากราคารถจะดีแสนดี ราคาเป็นมิตรแล้ว สภาพรถยังดีน่าใช้งานอีกด้วย ใครก็ดูไม่ออกว่านี่มันรถมือสอง แหม ขนาดนี้แล้วอย่ารอช้า ไปตำเลย!

ข้อควรรู้ ! รถแบบไหน ควรเติมน้ำมันอะไร

ข้อควรรู้ ! รถแบบไหน ควรเติมน้ำมันอะไร

เพื่อนๆ ทราบหรือไม่ว่า รถแต่ละคันที่เราขับ เติมน้ำมันไม่เหมือนกัน แต่พอขับรถไปสักระยะ หลายๆคนอาจมีคำถามว่า ถ้าอยากเปลี่ยนชนิดของน้ำมันรถนั้นสามารถทำได้หรือไม่ เปลี่ยนแล้วรถจะแรงเหมือนเดิมหรือเปล่า ซึ่งวันนี้เราจะมาไขข้อข้องใจให้ฟังกัน

ทำความรู้จักน้ำมันแต่ละชนิดกันก่อน

โดยน้ำมันจะแบ่งออกเป็น 3 ชนิด ได้แก่ เบนซิน ดีเซล และแก๊สโซฮอล์ ซึ่งแบ่งออกเป็น 7 ประเภทดังต่อไปนี้

1. น้ำมันเบนซิน 91 (เบนซินธรรมดา)

น้ำมันที่มีส่วนผสมระหว่างน้ำมันเบนซินไร้สารตะกั่วและค่าออกเทน 91 และไม่มีส่วนผสมของเอทิลแอลกอฮอร์ จึงทำให้รถที่ใช้เครื่องยนต์เบนซินทุกคันสามารถเติมน้ำมันชนิดนี้ได้ ยกเว้นรถที่มีการระบุอย่างชัดเจนว่า เติมได้เฉพาะเบนซิน 95 เท่านั้น

2. น้ำมันเบนซิน 95 (เบนซินพิเศษ)

น้ำมันที่มีส่วนผสมระหว่างน้ำมันเบนซินไร้สารตะกั่วและค่าออกเทน 95 ใช้ได้กับรถยนต์เกือบทุกประเภท ด้วยความที่มีค่าออกเทนสูง ทำให้การเผาไหม้ดี อีกทั้งยังสามารถป้องกันการน็อคของเครื่องยนต์สูง สมรรถนะของการขับขี่จึงตอบสนองได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งน้ำมันชนิดนี้เป็นน้ำมันที่ราคาค่อนข้างสูง ถ้าเทียบกับชนิดอื่นๆ

3. แก๊สโซฮอล์ 91 (E10)

น้ำมันที่สามารถใช้แทนน้ำมันเบนซิน 91 ได้ มีส่วนผสมระหว่างน้ำมันเบนซินกับเอทิลแอลกอฮอร์ 9 ต่อ 1 ซึ่งมีความบริสุทธิ์ถึง 99.5% เหมาะกับรถที่ระบุว่าใช้กับน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 91 เท่านั้น เนื่องจากเกิดการกัดกร่อนจากเอทิลแอลกอฮอล์ ที่เป็นส่วนผสมอยู่ในน้ำมันเชื้อเพลิง ทำให้ท่อยาง หัวฉีด หรือโอริงปั๊มน้ำมันเชื้อเพลิงเกิดการรั่วได้

4. แก๊สโซฮอล์ 95 (E10)

น้ำมันชนิดที่นี้สามารถใช้ทดแทนเบนซิน 95 ได้ ส่วนผสมคือน้ำมันเบนซิน 91 ผสมเอทิลแอลกอฮอล์ที่ได้จากการหมักอ้อย มันสำปะหลัง และข้าวโพด ควรใช้กับรถยนต์ที่ระบุให้ใช้กับแก๊สโซฮอล์ 95 เท่านั้น และเป็นน้ำมันที่ไม่เหมาะกับการเติมแล้วจอดรถทิ้งไว้นานๆ เพราะน้ำมันอาจเกิดการระเหย มีโอกาสที่น้ำมันจะเสียได้

5. แก๊สโซฮอล์ E85

น้ำมันได้จากการนำน้ำมันเบนซินไร้สารตะกั่วผสมกับเอทานอล หรือเอทิลแอลกอฮอล์ ในอัตราส่วนลดลง คือ เบนซิน 15% เอทานอล 85% ซึ่งน้ำมันชนิดนี้ไม่สามารถสู้น้ำมันชนิดอื่นๆ ในเรื่องสมรรถนะการขับขี่ได้ อีกทั้งยังมีการเผาไหม้เร็ว ส่งผลให้น้ำมันหมดไว และด้วยความที่มีเอทิลแอลกอฮอล์ค่อนข้างสูงทำให้กัดกร่อนชิ้นส่วนเครื่องยนต์อีกด้วย สำหรับข้อดีคือ ราคาที่ค่อนข้างถูกนั่นเอง

6. แก๊สโซฮอล์ E20

น้ำมันที่มีส่วนผสมระหว่างออนเทน 95 80% และเอทานอล 20% ซึ่งประสิทธิภาพจะไม่แตกต่างกับแก๊สโซฮอล์ 91,95 ใช้กับรถยนต์ที่ผลิตตั้งแต่ปี 2551 แต่ทั้งนี้ก็ควรศึกษาก่อนเสมอว่ารถของคุณสามารถเติมน้ำมันชนิดนี้ได้หรือไม่ ซึ่งเหมาะกับคนที่ใช้รถแบบสบายๆ เน้นขับในเมือง

7. น้ำมันดีเซล

น้ำมันที่ได้จากการกลั่นน้ำมันดิบ ใช้เฉพาะกับเครื่องยนต์ดีเซลเท่านั้น ลักษณะจะใสของเหลืองเล็กน้อย มีความหนืดกว่าน้ำมันเบนซิน เพราะเครื่องยนต์ดีเซลมีการทำงานแตกต่างจากเครื่องยนต์เบนซิน

เพราะรถแต่ละคันถูกออกแบบมาอยู่แล้วว่าสามารถเติมน้ำมันชนิดใดได้บ้าง ดังนั้นเมื่อต้องการเปลี่ยนชนิดของน้ำมัน ก็สามารถทำได้ แค่ต้องแน่ใจก่อนว่าน้ำมันที่จะเปลี่ยนนั้นสามารถเติมกับรถคุณได้จริงๆ แต่อย่างไรก็อย่าลืมพิจารณาถึงความคุ้มค่า และการใช้งานด้วยนะ และใครที่กำลังมองหารถใหม่อยู่ Kaidee Auto มีรถหลากหลายรุ่นให้คุณเลือก

น้ำมันรถแต่ละชนิดแตกต่างกันอย่างไร รถคันไหนเติมได้บ้าง

น้ำมันรถแต่ละชนิดแตกต่างกันอย่างไร รถคันไหนเติมได้บ้าง

เชื้อเพลิงเป็นสิ่งที่คอยให้พลังงานในการขับเคลื่อนให้แก่รถยนต์ ซึ่งน้ำมันที่เราเติม ๆ กันอยู่ทุกวันก็เป็นหนึ่งในเชื้อเพลิงที่ช่วยให้รถยนต์สามารถเคลื่อนตัวไปได้ ซึ่งหากมาลองมอง ๆ ดูกันให้ดีแล้ว จะพบได้เลยว่าที่ปั๊มน้ำมันที่เราเข้าไป มีน้ำมันอยู่หลากหลายประเภทเสียเหลือเกิน บางชนิดเราก็อาจจะไม่รู้จักเลยก็ได้

วันนี้เราจะพาไปดูกันว่าน้ำมันสำหรับเติมรถเนี่ย มีกี่ประเภท และแต่ละประเภทนั้นแตกต่างกันอย่างไร แล้วรถที่รถขับ ๆ กันอยู่ทุกวันเนี่ย ควรจะต้องเลือกเติมน้ำมันอย่างไรให้ได้ประสิทธิภาพที่ดีที่สุดและคุ้มค่าที่สุด

น้ำมันคืออะไร

หลาย ๆ ท่านอาจจะยังไม่ทราบว่าน้ำมันแท้จริงแล้วมันคืออะไรกันแน่ น้ำมันเชื้อเพลิงที่เราใช้ ๆ กันในปัจจุบันนั้น คือ ของเหลวชนิดหนึ่งที่ได้มาจากการทำปิโตเลี่ยม และได้ออกมาเป็นน้ำมันดิบ ก่อนที่จะผ่านกระบวนการการกลั่นน้ำมัน เพื่อแยกน้ำมันดิบเหล่านี้มาเป็นส่วนต่าง ๆ และนำเอาไปใช้ประโยชน์แตกต่างกันออกไปตามชั้นของน้ำมันที่ได้ ซึ่งก่อนที่จะไปดูประเภทของน้ำมัน มาทำความรู้จักคำศัพท์คำนี้เสียก่อน

  • ค่าออกเทน

คำศัพท์สำคัญเลยที่จะทำให้ทราบถึงประโยชน์ของน้ำมันแต่ละชนิดได้ในระดับหนึ่ง ค่าออกเทน คือ ค่ามาตรฐานในการกำหนดความสามารถของเชื้อเพลิงในการที่นำมาใช้กับเครื่องยนต์ชนิดต่าง ๆ ซึ่งตัวเลขของค่าออกเทนนั้นบ่งบอกถึงเปอร์เซ็นต์ในการต่อต้านการจุดระเบิดตัวเอง (Self-Ignition) ซึ่งหลาย ๆ คนเข้าใจผิดมาโดยตลอดว่ายิ่งค่าสูงรถยนต์จะยิ่งเร็วและแรง

ประเภทของน้ำมันรถและความแตกต่าง

ได้ทราบถึงความหมายและที่มาของน้ำกันไปแล้ว ทีนี้มาดูกันว่าน้ำมันแต่ละประเภทนั้นมีอะไรบ้าง ซึ่งน้ำมันที่สามารถนำมาใช้กับรถยนต์ได้นั้น แบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ ซึ่งทุกท่านน่าจะคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี ได้แก่

1. น้ำมันเชื้อเพลิงเบนซิน (GASOLINE)

น้ำมันเบนซินเป็นน้ำมันที่มีความเบาที่สุด โดยได้มากจากการกลั่นน้ำมันดิบ แล้วนำมาปรับปรุงคุณภาพเพื่อให้สามารถมาใช้กับรถยนต์ได้ โดยน้ำมันชนิดนี้แบ่งออกได้มากมายตามค่าของออกเทน

  • น้ำมันเบนซิน 95

เป็นหนึ่งในน้ำมันที่มีราคาสูงที่สุดในตลาดของน้ำมันแล้วก็ว่าได้ เป็นน้ำมันที่มีค่าออกเทนสูงถึง 95 แถมยังไม่มีส่วนผสมของ เอทิลแอลกอฮอล์ ทำให้มีความเป็นน้ำมันบริสุทธิ์สูง ทำให้มีผลดีอย่างมากต่อรถยนต์ เพราะช่วยให้รถยนต์นั้นตอบสนองต่อการขับขี่ได้ดียิ่งขึ้น

  • น้ำมันเบนซิน 91

น้ำมันชนิดนี้มีความคล้ายคลึงอย่างมากกับ น้ำมันเบนซิน 95 ที่ไม่มีเอทิลแอลกอฮอล์เช่นเดียวกัน แต่ความแตกต่างนั้นอยู่ที่ค่าออกเทนที่ลดลงเป็น 91 ซึ่งส่งผลต่อรถยนต์เพียงเล็กน้อยจนแทบแยกไม่ออก

  • น้ำมันเบนซินธรรมดา

เป็นน้ำมันเบนซินแบบเดียวกับน้ำมันเบนซิน 91 ที่มีค่าออกเทนอยู่ที่ 91 แต่สิ่งที่ทำให้น้ำมันชนิดนี้นั้นแตกต่างก็คือ น้ำมันชนิดนี้จะไม่ผสมสารตะกั่วเข้าไปด้วย ปัจจุบันนั้นหาเติมได้ยากมากแล้ว เนื่องจากไม่เป็นที่นิยมเท่าไหร่นัก

  • น้ำมันเบนซินพิเศษ

น้ำมันเบนซิน 95 ที่มีคุณสมบัติแบบเดียวกันทุกประการ แต่สิ่งที่แตกต่างกันเลยคือเป็นน้ำมันไร้สารตะกั่ว ซึ่งปัจจุบันนั้นได้เลิกผลิตและเลิกใช้งานไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

  • น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95

เป็นน้ำมันพลังงานทดแทนการใช้น้ำมันแบบเบนซิน 95 ซึ่งแก๊สโซฮอล์ 95 นั้นมีส่วนผสมของเมทิลแอลกอฮอล์บริสุทธิ์ถึง 99.5% โดยใช้อัตราส่วน น้ำมัน 9 ส่วน ต่อแอลกอฮอล์ 1 ส่วนที่นอกจากจะให้ประสิทธิภาพใกล้เคียงกับน้ำมันเบนซิน 95 เดิมแล้ว ยังไม่ส่งผลเสียต่อเครื่องยนต์อีกด้วย ทำให้มีราคาที่ถูกลง แถมช่วยโลกให้มีพลังงานทดแทนมากขึ้นอีกด้วย

  • น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 91

เป็นน้ำมันพลังงานทดแทนเช่นเดียวกันกับแก๊สโซฮอล์ 95 ที่นำเมทิลแอลกอฮอล์บริสุทธิ์ 99.5% นำมาผสมเข้ากันในอัตราส่วน น้ำมัน 9 ส่วน ต่อแอลกอฮอล์ 1 ส่วน แต่ที่แตกต่างกันออกไปเลยก็คือค่าออกเทนที่ลดลงให้เหลือ 91 

  • น้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20

น้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20 เป็นอีกหนึ่งพลังงานที่ต้องนำน้ำมันเบนซินเดิม ๆ มาเพิ่มเติมส่วนผสมของเมทิลแอลกอฮอล์บริสุทธิ์ แต่ทั้งนี้มันต่างอย่างไรกับแก๊ซโซฮอล์ปกติล่ะ มันต่างกันที่อัตราส่วนในการผสมของน้ำมันกับแอลกอฮอล์ โดยที่ E20 นั้นจะใช้น้ำมัน 80 เปอร์เซ็นต์ ต่อ เมทิลแอลกอฮอล์ 20 เปอร์เซ็นต์ และให้ค่าออกเทนอยู่ที่ 95 จึงได้มาเป็นชื่อนี้ว่า E20 นั่นเอง

  • น้ำมันแก๊สโซฮอล์ E85

อีกหนึ่งน้ำมันที่ส่วนผสมของเมทิลแอลกอฮอล์บริสุทธิ์เช่นด้วยกัน ซึ่งน่าจะพอเดา ๆ กันได้แล้วล่ะว่าจุดที่แตกต่างคืออะไร นั่นก็คืออัตราส่วนในการผสมนั่นเอง โดยส่วนผสมของน้ำมันแก๊สโซฮอล์ E85 คือ น้ำมัน 85 เปอร์เซ็นต์ ต่อ เมทิลแอลกอฮอล์ 15 เปอร์เซ็นต์ และให้ค่าออกเทนที่ 95 แบบเดียวกับ E20

2. น้ำมันเชื้อเพลิงดีเซล (DIESEL)

เป็นน้ำมันส่วนหนึ่งที่ถูกกลั่นออกมาจากน้ำมันดิบ ที่เหมาะกับรถยนต์ที่ต้องการทำรอบเครื่องที่สูง รวดเร็วและมีแรงอัดสูง สามารถจุดระเบิดด้วยตัวเองได้  ซึ่งส่วนใหญ่นั้นจะเป็นรถยนต์ประเภทกระบะและรถบรรทุก นั่นเอง

เลือกน้ำมันแบบไหนดีจึงเหมาะกับรถยนต์ของเรา?

แล้วทีนี้เราจะรู้ได้อย่างไรว่าจริง ๆ แล้วรถยนต์ของเรานั้นเหมาะกับน้ำมันประเภทไหน แล้วควรที่จะเลือกเติมอย่างไรไม่ให้รถยนต์ของเราพัง ซึ่งวิธีง่าย ๆ และเป็นวิธีเดียวเลยที่เราจะรู้ก็คือการดูสติ๊กเกอร์อยู่ใต้ฝาถังน้ำมัน เมื่อเปิดออกออกจากจะสามารถพบเห็นได้ในทันที ซึ่งบนสติ๊กเกอร์นั้นจะมีข้อมูลไว้ ดังนี้

1. สติ๊กเกอร์ระบุว่า E0-E85

หากเปิดฝาเติมน้ำมันมาแล้วพบว่ามีสติ๊กเกอร์ที่เขียนแบบนี้แสดงว่ารถยนต์ของคุณนั้นสามารถเติมน้ำมันแก๊สโซฮอล์ E85 หรือออกเทน 91 ขึ้นไป

Tips : หากไม่มีสติ๊กเกอร์ที่ระบุว่า E85 ห้ามเติมน้ำมันแก๊สโซฮอล์ E85 เด็ดขาดเนื่องจากเป็นน้ำมันชนิดพิเศษที่ต้องปรับแต่งเครื่องยนต์ให้สามารถเผาไหม้น้ำมันชนิดนี้ได้

2. สติ๊กเกอร์ระบุว่า 91-E20

สติ๊กเกอร์นี้หมายถึงรถยนต์ที่สามารถเติมน้ำมันได้ตั้งแต่ น้ำมันที่มีค่าออกเทน 91 ไปจนถึง แก๊สโซฮอล์ E20 ได้นั้นเอง

Tips : เช่นเดียวกันกับกรณี E85 หากไม่มีสติ๊กเกอร์ที่ระบุเอาไว้ว่าสามารถเติม E20 ได้ ห้ามเติมน้ำมันชนิดนี้อย่างเด็ดขาด ต้องนำรถยนต์ไปปรับแต่งเครื่องยนต์ให้สามารถเผาไหม้ได้เสียก่อน

3. สติ๊กเกอร์ระบุชนิดน้ำมันแต่ละชนิดเลย

เป็นสิ่งที่ง่ายที่สุด เมื่อเปิดมาแล้วพบน้ำมันชนิดใด ก็เลือกเติมน้ำมันชนิดนั้นได้เลย ซึ่งจะมีประเภทของน้ำมันแยกมาให้ตามที่ได้บอกข้อมูลไปแล้วในข้างต้น ทีนี้ก็จะสามารถเลือกเติมน้ำมันที่ดีที่สุดและปลอดภัยต่อรถยนต์ของคุณแล้ว

เติมน้ำมันอย่างไรให้คุ้มค่าและประหยัดที่สุด

หลาย ๆ คนอาจจะยังไม่ทราบว่ามีเทคนิคเล็ก ๆ น้อย ๆ ในการเติมน้ำมันที่จะให้รถยนต์ของคุณนั้นดึงน้ำมันออกมาใช้ได้อย่างคุ้มค่าและประหยัดที่สุด โดยมีวิธีง่าย ๆ ทั้ง 3 เทคนิค ดังนี้

1. เติมน้ำมันก่อนที่จะหมดถัง

การที่เรานั้นควรเติมน้ำมันก่อนที่จะหมดนั้น หากลองสังเกตเวลาเราขับรถยนต์หลังจากที่เราเติมน้ำมันเสร็จใหม่ ๆ น้ำมันรถของเราจะหมดลงช้ามาก แต่เมื่อเลยครึ่งถึงไปแล้วกลับลดลงเร็วกว่าเดิม นั่นเป็นเพราะว่าเมื่อมีพื้นที่ว่างของถังน้ำมันเป็นจำนวนมากแล้ว จะทำให้น้ำมันที่เหลืออยู่นั้นได้ง่ายและเร็วขึ้น เมื่อพบว่าน้ำมันของเราเหลือ 1 ใน 4 ของถังแล้วให้รีบเติม

2. เติมน้ำมันช่วงเวลากลางคืน

เทคนิคนี้ก็เป็นในเรื่องของกฎการระเหยของน้ำมันอีกเช่นเดิม หากเติมน้ำมันในเวลากลางวันนั้น ด้วยความที่อากาศมีอุณหภูมิค่อนข้างสูงทำให้ระหว่างที่เติมน้ำมันไปนั้น มีโอกาสที่น้ำมันจะระเหยได้ง่าย การเติมน้ำมันในช่วงเวลากลางคืนจึงช่วงลดปัญหานี้ลงไปได้นั่นเอง

3. กดปุ่ม ECO ที่มีอยู่ในรถยนต์

ปัจจุบันรถยนต์ส่วนใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นคันเล็ก หรือว่าจะเป็นคันใหญ่ก็ตาม มักจะมีฟังก์ชันให้ผู้ขับขี่นั้นสามารถประหยัดน้ำมันในการขับขี่ลงไปได้ โดยต้องแลกกับความเร็วและอัตราเร่งของรถยนต์ที่ลดลงในการที่ประหยัดน้ำมัน จึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการประหยัดน้ำมันได้

สรุปท้ายบทความ

ได้รู้กันไปแล้วกับความแตกต่างของน้ำมันแต่ละประเภท แต่ละชนิด ซึ่งส่งผลให้แก่รถยนต์ที่แตกต่างกัน ดังนั้นควรเลือกใช้น้ำมันให้ตรงความต้องการของผู้ขับขี่ รวมไปถึงข้อกำหนดที่รถยนต์แต่ละรุ่น แต่ละยี่ห้อกำหนดมาให้อย่างเหมาะสมในรถยนต์แต่ละคัน

นอกจากนี้ยังได้ทราบถึงวิธีเติมน้ำมันอย่างไรให้คุ้มค่าและประหยัดมากที่สุด เนื่องจากน้ำมันนั้นเป็นอะไรที่ระเหยได้ค่อนข้างง่าย อุณหภูมิจึงเป็นเรื่องสำคัญเอาอย่างมากในระหว่างการเติม รวมไปถึงรูปแบบการขับขี่ก็เป็นอีกหนึ่งทางที่ช่วยให้ประหยัดน้ำมันได้เช่นเดียวกัน

หากใครที่รู้สึกว่ารถยนต์ของตัวเองนั้นขับแล้วไม่ประหยัดน้ำมันเอาเสียเลย อยากจะลองหารถยนต์สักคันที่สามารถแบ่งเบาภาระอันมหาศาลส่วนนี้ได้แล้วล่ะก็ ลองเข้ามาดูรถยนต์ ECO Car ดูสักคันได้ที่ Kaidee Auto

รวมรถรุ่นประหยัดน้ำมันที่สุดที่มีขายในไทย 2020

รวมรถรุ่นประหยัดน้ำมันที่สุดที่มีขายในไทย 2020

ปัจจัยแรกในการซื้อรถ นอกจากจะมองเรื่องสมรรถนะของรถยนต์แล้ว ยังต้องนึกถึงเรื่องการประหยัดน้ำมันอีกด้วย โดยเฉพาะการขับขี่ในเมือง เป็นที่รู้กันว่านอกจากรถจะติดมากแล้ว ยังเปลืองน้ำมันอีกด้วย

การเลือกรถที่ช่วยประหยัดค่าน้ำมันได้ คงเป็นทางเลือกแรก ๆ ที่หลายคนคำนึงถึง วันนี้จะมาดูกันว่ามีรถรุ่นอะไรบ้าง ที่ผ่านเข้ารอบการประหยัดน้ำมันสูงสุดประจำปี 2020

วิธีเลือกรถประหยัดน้ำมัน

1.อัตราการสิ้นเปลืองน้ำมัน

ถ้าคุณตั้งธงในใจไว้แล้วว่า อยากได้รถยนต์ประหยัดน้ำมัน เมื่อไปถึงศูนย์จำหน่ายยานยนต์ คุณควรถามผู้ให้บริการเกี่ยวกับรายละเอียดเรื่องอัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันของรถเหล่านั้นทันที ซึ่งแน่นอนว่า เขาจะตอบกลับมาว่า รถคันนี้กินน้ำมันประมาณ 23 กิโลเมตร/ลิตร เสียส่วนใหญ่

หากแปลง่าย ๆ สำหรับหลัก กิโลเมตร/ลิตร คือ จำนวนกิโลเมตรที่รถยนต์ของเราวิ่งไป แล้วน้ำมันจะลดมา 1 ลิตร 

ตัวอย่างเช่น 

รถกินน้ำมัน 23 กิโลเมตร/ลิตร แสดงว่ารถยนต์ต้องวิ่งไปถึง 23 กิโลเมตร น้ำมันถึงจะลดลงมา 1 ลิตร นั่นหมายถึงว่า ยิ่งจำนวนเลขกิโลเมตรเยอะ ยิ่งเป็นเรื่องดี แปลว่า รถคันนี้สามารถช่วยคุณประหยัดน้ำมันได้อย่างมาก

2.เติมน้ำมันอะไรได้บ้าง

นอกจากถามเรื่องอัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันแล้ว ควรจะต้องพิจารณาถึงน้ำมันที่รถยนต์สามารถรองรับได้ด้วย ซึ่งน้ำมันจะแบ่งเกรดออกเป็นสองประเภทคือ ดีเซล และ เบนซิน 

ในภายหลังเนื่องจากค่าน้ำมันเบนซินที่เป็นน้ำมัน 100% มีราคาแพงจนคนไม่นิยมเติม ทางผู้ให้บริการน้ำมัน จึงได้ปรับน้ำมันเบนซินมาเป็น แก๊สโซฮอล์ 95,91 ไล่เรียงลงมาถึง E20 และ E85 ตามลำดับ ซึ่งน้ำมันเหล่านี้ได้รับการผสมแอลกอฮอล์เข้ามา จนมีเปอร์เซ็นต์น้ำมันเจือจางลง ทำให้ราคาถูกลง 

ดังนั้นการซื้อรถแต่ละครั้งควรสอบถามให้ชัดเจนว่า รถสามารถรองรับน้ำมันชนิดใดได้บ้าง เพราะต่อให้เป็นรถยนต์ประหยัดน้ำมัน แต่เติมได้แค่ แก๊สโซฮอล์ 91 หรือ 95 ก็ไม่เป็นการประหยัดค่าใช้จ่ายอยู่ดี ควรเลือกรถที่เติมได้ถึง E85 จะดีที่สุด

3.น้ำหนักตัวรถไม่เยอะเกินกว่ากำลังเครื่อง

แม้ว่าคุณจะได้รถยนต์ที่เคลมว่าประหยัดน้ำมันอย่างถึงที่สุด แล้วก็สามารถเติมน้ำมันอย่าง E20 หรือ E85 ได้ก็ตาม ทว่าขับได้ไม่ถึงสองวันดี ก็ต้องขับรถเข้าไปเติมมันเสียแล้ว 

หากสภาพรถของคุณไม่ได้มีปัญหา ก็แสดงว่าน้ำหนักของรถยนต์อาจมากเกินกว่ากำลังเครื่อง ทำให้สามารถขับได้ช้าลง และกินน้ำมันมากขึ้น

คุณสามารถขอดูรายละเอียดน้ำหนักของเครื่องยนต์หรือตัวรถยนต์ได้จากโบชัวร์ แล้วเทียบเอากับตัวเครื่องยนต์ว่ามีกำลังเท่าไร 

แต่หากคุณอยากให้มั่นใจมากขึ้นว่ารถยนต์ไม่ได้หนักเกิน สามารถลองทดสอบได้ตั้งแต่ตอนทดลองขับเลย ถ้าเหยียบคันเร่งไม่ขึ้น แสดงว่าอาจเกิดจากน้ำหนักที่มากเกินไป

ซึ่งจะแบ่งประเภทรถยนต์ประหยัดน้ำมันออกเป็นสองประเภท ได้แก่ 

  1. รถยนต์ประหยัดน้ำมันในราคาไม่แพง
  2. รถหรูประหยัดน้ำมันที่เหมาะใช้ในโอกาสออกงาน

รถรุ่นประหยัดน้ำมันในราคาไม่แพง

Credit : Eco Sticker

1.Mazda 2

รถยนต์ Eco Car ที่หากพูดถึงความคุ้มค่า และรถที่ประหยัดน้ำมันที่สุดในบรรดาโมเดลใกล้เคียงกัน ก็ต้องเป็นรถคันนี้ เพราะนอกจากดีไซน์โฉบเฉี่ยวแล้ว ยังมีเครื่องยนต์ skyactiv ที่ทำให้สมรรถนะของยานยนต์ดีขึ้นกว่าเดิมอีกหลายขั้น

อัตราการสิ้นเปลืองน้ำมัน = 26.3km/L

เครื่องยนต์ : เครื่องยนต์เบนซิน 1.3 ลิตร

          เครื่องยนต์ดีเซล 1.5 ลิตร

กำลังแรงม้า : 93 แรงม้า

แรงบิด : 123 นิวตันเมตร

จำนวนที่นั่ง : 5 ที่นั่ง

จุดเด่น : 

  • เน้นออกแบบดีไซน์ตามคอนเซ็ปต์ HMI(Human-Machine Interface) เพื่อจัดวางให้พื้นที่สามารถใช้อย่างเหมาะสมและสนุกกับทุกการเดินทางได้มากยิ่งขึ้น
  • Mazda Connect รองรับ Apple Car Play และมีหน้าจอสี Center Display ให้ควบคุมได้ง่ายและสบายขึ้นกว่าเดิม
  • เครื่องยนต์ Skyactiv ที่พัฒนามาเพื่อให้ตัวเครื่องยนต์กับผู้ขับรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกันมากขึ้น โดยอิงจากสรีระและธรรมชาติของมนุษย์ให้เกิดความใกล้เคียงมากที่สุด

ราคา :

รุ่น 1.3 E SPORTS : 546,000 บาท

รุ่น 1.3 C SPORTS : 602,000 บาท

รุ่น 1.3 S SPORTS : 627,000 บาท

รุ่น 1.3 SPORTS LEATHER : 648,000 บาท

รุ่น 1.3 SP SPORTS : 690,000 บาท

รุ่น XD SPORTS : 782,000 บาท

รุ่น XDL SPORTS : 799,000 บาท

Credit : Eco Sticker

2.Toyota CH-R

รถสไตล์ SUV ของToyota ที่เรียกได้ว่าแม้เป็นรถ SUV แต่สามารถประหยัดน้ำมันได้ดีอย่างมาก ทั้งยังมีเทคโนโลยี Hybrid ที่ทำงานร่วมกับเครื่องยนต์ เสริมสร้างประสิทธิภาพให้รถรุ่นนี้ทรงพลังมากกว่าที่เคย นอกจากนั้นการออกแบบดีไซน์ยังเน้นความสะดวกในการใช้สอยของผู้ขับภายในรถ

อัตราการสิ้นเปลืองน้ำมัน = 24.4km/L

เครื่องยนต์ : 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว 1.8 ลิตร

กำลังแรงม้า : 72 แรงม้า

แรงบิด : 142 นิวตันเมตร

จำนวนที่นั่ง : 5 ที่นั่ง

จุดเด่น :

  • เครื่องยนต์ Hybrid ผสมผสานการทำงานกับเครื่องยนต์สันดาปภายใน ทำให้สามารถประหยัดน้ำมันและวิ่งได้ดีมากยิ่งขึ้น การนำไฟฟ้ามาผสมผสานจะทำให้คุณสัมผัสความสงบและความนิ่งเงียบในการขับ
  • ภายในรวมถึงพื้นที่เก็บสัมภาระกว้างขึ้นกว่าเดิม จะเดินทางใกล้หรือไกลก็ไปได้ทุกที่ มีทุกอย่างพร้อมตลอดเวลา
  • โหมด Sport, Normal, Eco และโหมด EV เพื่อลดมลพิษและประหยัดน้ำมันกว่าเดิม

ราคา :

รุ่น 1.8 Entry : 979,000 บาท

รุ่น 1.8 Mid : 1,039,000 บาท

รุ่น HV Mid : 1,069,000 บาท

รุ่น HV Hi : 1,159,000 บาท

Credit : Eco Sticker

3.Nissan Kick e-Power 

เผยโฉมใหม่ Nissan Kick e-Power รถยนต์ที่ทำงานเช่นเดียวกันกับรถยนต์ไฟฟ้า 100% ที่ไม่ต้องชาร์จไฟฟ้า โดยให้การทำงานของเครื่องยนต์สันดาปภายในเป็นตัวสร้างพลังงานและส่งไปยังเครื่องกำเนิดไฟฟ้าเพื่อสร้างกระแสไฟฟ้า ทำให้ประหยัดน้ำมันได้มากขึ้น เรียกได้ว่านอกจากดีไซน์แบบ SUV จะมาอย่างโฉบเฉี่ยวแล้ว เทคโนโลยีก็ล้ำไม่แพ้กัน

อัตราการสิ้นเปลืองน้ำมัน = 23.8 km/L

เครื่องยนต์ : ประเภทเชื้อเพลิงเบนซิน (ไว้สร้างกระแสไฟฟ้า) 1.2 ลิตร

กำลังแรงม้าของเครื่องยนต์ : 79 แรงม้า

แรงบิดของมอเตอร์ไฟฟ้า : 103 นิวตันเมตร

กำลังแรงม้าของมอเตอร์ไฟฟ้า : 129 แรงม้า

แรงบิดของมอเตอร์ไฟฟ้า : 260 นิวตันเมตร 

จำนวนที่นั่ง : 5 ที่นั่ง

จุดเด่น :

  • เครื่องยนต์ประเภทเบนซินที่มีไว้ใช้เพื่อสร้างกำลังไฟฟ้าไปเก็บไว้ในแบตเตอรี่ เพื่อเป็นการใช้ไฟฟ้าเพื่อขับเคลื่อนยานยนต์ 100% โดยไม่ต้องชาร์จไฟ
  • เทคโนโลยี One-Pedal สามารถเร่งและเบรกได้ในคันเร่งเดียว ทำให้ผู้ขับสนุกสนานมากยิ่งขึ้น
  • Drive Mode ที่มี ทั้ง S Mode และ Eco Mode ให้เลือกใช้งานตามใจ ไม่ว่าจะอยู่ในเมืองหรือต่างจังหวัด
  • เทคโนโลยีควบคุมความเร็วอัตโนมัติอัจฉริยะ ที่ช่วยในเรื่องของการขับขี่ให้คงที่ได้มากขึ้น

ราคา : 

รุ่น e-Power S : 889,000 บาท

รุ่น e-Power E : 949,000 บาท

รุ่น e-Power V : 999,000 บาท

รุ่น e-Power VL : 1,049,000 บาท

Mitsubishi-Mirage-Eco-Sticker
Credit : Eco Sticker

4.Mitsubishi Mirage 

แม้จะออกมาสักพักแล้วกับ Mirage Eco Car Hatchback 5 ประตู แต่กระแสนิยมยังคงมีให้เห็นอย่างต่อเนื่อง ด้วยสมรรถนะรถคันเล็ก เครื่องยนต์ 1.2 ลิตร มาพร้อมดีไซน์ใหม่สุดโฉบเฉี่ยวทุกมุมมอง ไม่ว่าจะภายในหรือภายนอกก็ถูกออกแบบมาอย่างดี รวมถึงระบบเสริมความปลอดภัยที่มากับรถคันนี้ กลายเป็นหนึ่งในรถประหยัดน้ำมันที่น่าจับตามองในปีนี้เลย

อัตราการสิ้นเปลืองน้ำมัน = 23.3 km/L

เครื่องยนต์ : เครื่องยนต์เบนซิน DOHC MIVEC 1.2 ลิตร

กำลังแรงม้า : 78 แรงม้า

แรงบิด : 100 นิวตันเมตร

จำนวนที่นั่ง : 5 ที่นั่ง

จุดเด่น : 

  • ห้องโดยสารที่ออกแบบมาด้วยลวดลาย Piano Black และ Carbon Print ไม่เหมือนใคร 
  • หน้าจอพร้อมระบบสัมผัสขนาด 7 นิ้ว สามารถรองรับ Apple Car Play ได้
  • ระบบตัดกำลังเครื่องยนต์ชั่วขณะ เมื่อเหยียบคันเร่งแรงและเร็ว เพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้ผู้ขับ
  • ระบบเตือนการชนด้านหน้าตรง และระบบชะลอความเร็ว (ขณะใช้ความเร็วต่ำเท่านั้น)
  • เครื่องยนต์ MIVEC ทำให้เครื่องยนต์มีแรงบิดแม้รอบต่ำ มีอัตราเร่งที่ดี ประหยัดน้ำมัน และ ช่วยลดมลพิษได้ดีอีกด้วย

ราคา 

รุ่น GLX MT : 474,000 บาท

รุ่น GLX CVT : 509,000 บาท

รุ่น GLS CVT : 574,000 บาท

รุ่น GLS-LTD CVT : 619,000 บาท

Credit : Eco Sticker

5.Toyota Yaris 

ครองใจคนไทยมานานอย่างแบรนด์ Toyota กับรุ่นสุดฮอตฮิตสไตล์ Eco Car อย่าง Yaris กับเครื่องยนต์ขนาด 1.2 ลิตร พร้อมดีไซน์สปอร์ต สุดเร้าใจ  ผ่านการรับรองมาตรฐานมลพิษ EURO 5 ที่จะช่วยรักษ์โลกและประหยัดน้ำมันได้ดียิ่งกว่าเดิม

อัตราการสิ้นเปลืองน้ำมัน = 23.3 km/L

เครื่องยนต์ : Dual WT-iE 4 สูบ 1.2 ลิตร

กำลังแรงม้า : 68 แรงม้า

แรงบิด : 109 นิวตันเมตร

จำนวนที่นั่ง : 5 ที่นั่ง

จุดเด่น : 

  • หลังคา Black Roof ที่ทำให้รถยนต์คันนี้ดูมีมิติมากยิ่งขึ้น และดีไซน์ดูโฉบเฉี่ยวน่ามองทุกการขับขี่
  • หน้าจอสัมผัสขนาด 6.7 นิ้ว รองรับ Apple Car Play  
  • ระบบ Smart Entry 
  • ช่อง USB 2 ช่อง สำหรับผู้โดยสารด้านหลัง
  • กระจกมองหลังปรับลดแสงอัตโนมัติ ที่จะทำให้คุณมีทัศนวิสัยตอนกลางคืนได้ดีขึ้น
  • มีการออกแบบตามหลักอากาศพลศาสตร์ ให้สามารถปะทะแรงลมและยึดเกาะถนนได้แน่น มั่นใจในทุกเส้นทางที่ไป

ราคา 

รุ่น Entry : 549,000 บาท

รุ่น Sport : 609,000 บาท

รุ่น Sport Premium : 679,000 บาท

Credit : Eco Sticker

6.Suzuki Swift

รถคันเล็กที่มาพร้อมกับรูปทรงแสนโดนใจ ที่มาพร้อมเอกลักษณ์เด่นคือเรื่องสี ที่มีความจัดจ้านโดนใจทุกคน จนเป็นที่จดจำในฐานะรถ Eco Car คันเล็ก ที่มีดีไซน์สวยงามทันสมัยและไม่กินน้ำมัน กลายเป็นหนึ่งในขวัญใจของทุกคนนั่นเอง

อัตราการสิ้นเปลืองน้ำมัน = 23.3 km/L

เครื่องยนต์ :  K12M 1.2 ลิตร

กำลังแรงม้า : 83 แรงม้า 

แรงบิด : 108 นิวตันเมตร

จำนวนที่นั่ง : 5 ที่นั่ง

จุดเด่น :

  • คอนโซลกลางด้านหน้าเบนเข้าหาคนขับ เพื่อการใช้งานที่ง่ายสะดวกมากยิ่ง ไม่เสียสมาธิขณะขับรถ
  • ภายในที่ออกแบบมาอย่างสปอร์ตและโฉบเฉี่ยว เบาะผ้าที่ดีไซน์มาอย่างเข้ากันกับตัวรถ  
  • เทคโนโลยีเครื่องยนต์ DUALJET หัวฉีดคู่ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเผาไหม้และสูบฉีดเชื้อเพลิงให้ดีขึ้น ทำให้ประหยัดน้ำมันได้มากกว่าเดิม

ราคา :

รุ่น GA : 499,000 บาท

รุ่น GL : 536,000 บาท

รุ่น GL MAX EDITION : 541,000 บาท

รุ่น GLX : 609,000 บาท

รุ่น GLX-Navi : 629,000 บาท

Credit : Eco Sticker

7.Mitsubishi Attrage 

อีกหนึ่งรุ่นของ Mitsubishi ที่มากับ Eco Car ทรงซีดาน 4 ประตู กับห้องโดยสารดีไซน์ทรงสปอร์ตที่กว้างกว่าเดิม พร้อมกับฟังก์ชันอำนวยความสะดวก และระบบความปลอดภัยที่มากยิ่งขึ้น ทำให้รถ Eco Car คันนี้ประหยัดและคุ้มค่ามากกว่าที่เคย

อัตราการสิ้นเปลืองน้ำมัน = 23.3 km/L 

เครื่องยนต์ : เครื่องยนต์เบนซิน DOHC MIVEC 1.2 ลิตร 

กำลังแรงม้า : 78 แรงม้า

แรงบิด : 100 นิวตันเมตร

จำนวนที่นั่ง : 5 ที่นั่ง

จุดเด่น : 

  • วงเลี้ยวแคบสุดถึง 4.8 ม. ทำให้การเลี้ยวเป็นไปได้ดั่งใจไม่ล้ำเลนมากยิ่งขึ้น
  • อัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพียง 100 กรัม/กิโลเมตร
  • เชื่อมต่อและรองรับ Apple Car Play
  • ระบบเตือนการชนด้านหน้าตรง ช่วยลดโอกาสเกิดอุบัติเหตุได้มากยิ่งขึ้น
  • ระบบตัดกำลังเครื่องยนต์ชั่วขณะเมื่อเหยียบคันเร่งอย่างแรงและเร็ว ป้องกันการเหยียบคันเร่งโดยไม่ตั้งใจ นับเป็นฟังก์ชันความปลอดภัยที่ดีมาก

ราคา :

รุ่น GLX MT : 494,000 บาท

รุ่น GLX CVT : 529,000 บาท

รุ่น GLS CVT : 579,000 บาท

รุ่น GLS LTD CVT : 624,000 บาท 

Credit : Eco Sticker

8.Toyota Corolla Cross 

ประสบการณ์สุดไฉไลกับ Toyota Corolla Cross รถ SUV ที่มาพร้อมความโฉบเฉี่ยวอย่างมีสไตล์ ทั้งเทคโนโลยี TConnect ที่จะให้คุณเชื่อมต่อกับรถของคุณได้มากยิ่งขึ้น  พร้อมสร้างความมั่นคงและมั่นใจในทุกเส้นทางที่ไป ด้วยเครื่องยนต์ไฮบริดที่มาพร้อมกับมอเตอร์ไฟฟ้า 

อัตราการสิ้นเปลืองน้ำมัน = 23.3km/L

เครื่องยนต์ :  4 สูบแถวเรียง DOHC 16 วาล์ว 1.8 ลิตร

กำลังแรงม้า : 103 แรงม้า

แรงบิด : 177 นิวตันเมตร

จำนวนที่นั่ง : 5 ที่นั่ง

จุดเด่น : 

  • พนักพิงเบาะหลังสามารถปรับเอนได้ 1 จังหวะ ทำให้นั่งสบายมากยิ่งขึ้น
  • ประตูท้ายเปิด-ปิดด้วยระบบ Kick Activated ช่วยทำให้การเก็บสัมภาระเป็นเรื่องง่ายมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม
  • โหมดของรถยนต์ที่พกมาเต็ม ทั้ง Hybrid Mode, Sport Mode และ Eco Mode มาช่วยให้คุณขับรถได้ดั่งใจ และประหยัดน้ำมันอย่างมีประสิทธิภาพ
  • หลังคามูนรูฟแบบไฟฟ้า ทำให้เห็นทัศนียภาพความสวยงามของโลกได้มากยิ่งขึ้น
  • ระบบปรับอากาศแบบ Dual Zone ปรับอุณหภูมิซ้าย-ขวาได้ดั่งใจทั้งผู้ขับและผู้โดยสาร

ราคา :

รุ่น 1.8 Sport : 989,000 บาท

รุ่น Hybrid Smart : 1,019,000 บาท

รุ่น Hybrid Premium : 1,089,000 บาท

รุ่น Hybrid Premium Safety : 1,199,000 บาท

รถหรูประหยัดน้ำมันที่เหมาะใช้ในโอกาสออกงาน

Credit : Eco Sticker

1.Volvo S60 T8 Twin Engine 

ด้วยชื่อ ศิลปะแห่งวิศวกรรม จะไม่ทำให้คุณผิดหวัง ทั้งในแง่เทคโนโลยีเหนือชั้นและสมรรถนะอันดีเยี่ยม ไม่ว่าจะเป็นระบบส่งกำลังไฮบริดและการปล่อยมลพิษต่ำ เรียกได้ว่าจะในแง่ไหน วอลโว่คันนี้ก็กินขาด ให้คุณทั้งสนุกและรักษ์โลกไปในเวลาเดียวกัน 

อัตราการสิ้นเปลืองน้ำมัน = 55.6km/L

เครื่องยนต์ : Drive-E เบนซิน 2 ลิตร 4 สูบพร้อมซูเปอร์ชาร์จ เทอร์โบชาร์จ

กำลังแรงม้า : 320 แรงม้า

แรงบิด : 640 นิวตันเมตร

อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. : 4.4 วินาที

จุดเด่น : 

  • ไฟหน้า LED ที่ออกแบบทรง T-Shaped อันเป็นเอกลักษณ์ของวอลโว่ ทำให้เห็นมองเห็นตัวรถชัดขึ้นไม่ว่าจะกลางวันหรือกลางคืน
  • ระบบกันสั่นสะเทือนอิสระแบบปีกนกคู่หน้า และแบบ Integral ด้านหลังทำให้รถยนต์ทรงตัวได้ดีขึ้นและน้ำหนักน้อยที่สุดเพื่อให้ทะยานได้ไกลขึ้น
  • โหมด Dynamic Comfort , Eco และ Individual สร้างการสัมผัสประสบการณ์ใหม่ให้คุณออกแบบการขับขี่ได้ด้วยตัวคุณเอง 
  • ฟังก์ชันสั่งการด้วยเสียงเพื่อปรับอุณหภูมิภายในห้องโดยสาร ระบบนำทาง และโทรศัพท์ที่สามารถเข้าใจบทสนทนาทั่วไปได้ ไม่ต้องจดจำเซตคำสั่งให้การสั่งการ
  • เครื่องยนต์ไฮบริดที่มาพร้อมกับมอเตอร์ไฟฟ้า 

โหมด Pure Mode ที่ใช้เพียงพลังงานไฟฟ้าในการขับเคลื่อนอย่างเดียว ทำให้ประหยัดค่าน้ำมันมากขึ้น 

โหมด Power Mode เน้นความเร็วแรง ให้รถของคุณทะยานได้ไกลดั่งใจปรารถนา

โหมด Hybrid Mode ที่ใช้การผสมผสานเครื่องยนต์ และไฟฟ้าในการทำงานให้ขับขี่ได้เงียบสงบและนุ่มขึ้น

ราคา :

รุ่น Momentum : 2,190,000 บาท

รุ่น R-Design : 2,590,000 บาท

Credit : Eco Sticker

2.Mercedes-Benz E 300e Plug-in Hybrid

ผู้นำแห่งนวัตกรรมอย่าง Mercedes-Benz ก็ได้นำยานยนต์ Plug-in Hybrid อวดโฉมสู่ตลาดวงการรถยนต์ เพื่อตอบสนองหลักการของการเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น รวมถึงเพิ่มเทคโนโลยีสุดล้ำอีกหลายตัว เพื่อพัฒนาให้เป็นรถที่ดีและตอบสนองต่อผู้ขับขี่ให้มากที่สุด 

อัตราการสิ้นเปลืองน้ำมัน = 50.0km/L

เครื่องยนต์ : เครื่องยนต์ เบนซิน 4 สูบแถวเรียง 2.0 ลิตร

กำลังแรงม้า : 211 แรงม้า

แรงบิด : 350 นิวตันเมตร

อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. : 5.4 วินาที

จุดเด่น : 

  • Active Distance Assist Distronic ระบบช่วยรักษาระยะห่างระหว่างรถคันด้านหน้าโดยคำนวณจากความเร็วของรถ ให้ปลอดภัยมากยิ่งขึ้น
  • Active Brake Assist ช่วยเบรกอัตโนมัติให้คุณในระยะอันตราย
  • ระบบ Telediagnostics ที่ช่วยวิเคราะห์สภาพรถยนต์และคอยรายงานไปยัง Mercedes me เพื่อความแม่นยำและการซ่อมบำรุงได้ตรงจุดมากยิ่งขึ้น เมื่อนำรถเข้าศูนย์บริการ
  • 4 โหมดให้คุณปรับได้ดั่งใจ  

E-Mode เมื่อต้องการขับด้วยระบบไฟฟ้าล้วน 

E-Save หากต้องการรักษาระดับพลังงานไฟฟ้า เน้นใช้เครื่องยนต์เป็นหลัก

Charge ระบบที่ใช้เพียงเครื่องยนต์อย่างเดียวเพื่อประหยัดพลังงานไฟฟ้าในแบตเตอรี่ Hybrid ระบบผสมผสานระหว่างเครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้าให้ขับได้นิ่มนวลแถมยังสงบมากยิ่งขึ้น

ราคา :

รุ่น E300 e Avantgarde : 3,190,000 บาท

รุ่น E300 e Exclusive  : 3,440,000 บาท

รุ่น E300 e AMG Dynamic : 3,770,000 บาท

Credit : Eco Sticker

3.BMW 300e M Sport 

การปรับเป็นแบตเตอรี่เจนเนอเรชันที่ 4 เพิ่มระยะทางการขับขี่ด้วยไฟฟ้าล้วนมากขึ้น ถึง 50-80 กิโลเมตร พร้อมโหมดใหม่อย่าง XtraBoost ที่จะให้รถพุ่งทะยานไปไกลได้กว่าเดิม แม้ใช้เครื่องยนต์เบนซิน 2.0 ลิตร แต่โหมดนี้จะให้กำลังแรงม้าเพิ่มสูงสุดถึง 292 แรงม้าเลยทีเดียว 

อัตราการสิ้นเปลืองน้ำมัน = 47.6km/L

เครื่องยนต์ : เครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ 2.0 ลิตร

กำลังแรงม้า : 190 แรงม้า

แรงบิด : 400 นิวตันเมตร 

อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. : 6.8 วินาที

จุดเด่น : 

  • แบตเตอรี่เจนเนอเรชัน 4 ที่มาพร้อมโหมด XtraBoost ให้คุณก้าวข้ามขีดจำกัดของเครื่องยนต์ 2.0 สู่ ความแรงถึง 292 แรงม้า ยามที่ต้องการใช้กำลังสูงสุดของรถยนต์
  • ระบบ e-Drive ที่จะช่วยคุณจัดการพลังงานในการทำงานของเครื่องยนต์ และมอเตอร์ไฟฟ้า ได้อย่างเหมาะสมมากขึ้น เพื่อให้คุณมีแบตเตอรี่ไฟฟ้าที่เพียงพอกับการขับขี่ในเวลาที่คุณต้องการ
  • Lane Departure Warning หรือ ระบบเตือนเมื่อคุณขับออกนอกเลน เพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้คุณได้มากขึ้น
  • หน้าจอควบคุมแบบทัชสกรีนที่ควบคุมด้วยการเคลื่อนไหวมือ และแสดงผลหน้าจอบนกระจก ให้คุณสามารถมองโดยไม่เสียสมาธิ รวมถึงที่ชาร์จแบตไร้สายให้คุณสนุกสนานได้อย่างเต็มที่ ไม่ต้องกังวลเรื่องแบตเตอรี่มือถืออีกต่อไป

ราคา : 2,769,000 บาท

Credit : Eco Sticker

4.Toyota Camry HV 

คาดไม่ถึงกับ Toyota Camry HV ที่แม้จะออกมาในแนว Luxury แต่กลับประหยัดน้ำมันได้อย่างเหลือเชื่อ นอกจากรูปลักษณ์ทั้งภายในและภายนอกที่ออกมารองรับ ความสะดวกสบายอย่างถึงที่สุดแล้ว ยังมีเครื่องยนต์ Hybrid ที่ช่วยให้ประหยัดน้ำมันมากยิ่งขึ้น 

อัตราการสิ้นเปลืองน้ำมัน = 25.0 km/L

เครื่องยนต์ : 4 สูบแถวเรียง DOHC 16 วาล์ว D-4S 2.5 ลิตร

กำลังแรงม้า : 178 แรงม้า

แรงบิด : 221 นิวตันเมตร

จำนวนที่นั่ง : 5 ที่นั่ง

จุดเด่น : 

  • กระจกมองข้างปรับและพับเก็บอัตโนมัติ อำนวยความสะดวกให้ผู้ขับขี่อย่างถึงที่สุด โดยไม่ต้องกังวลว่าจะลืมพับเก็บกระจก
  • หลังคามูนรูฟ สัมผัสประสบการณ์แห่งเทคโนโลยีเหนือชั้น ที่นำมาใส่ในรถซีดาน 4 ประตู 
  • เครื่องยนต์ทรงประสิทธิภาพขนาด 2.5 ลิตร ที่มากับมอเตอร์ไฟฟ้าและเกียร์ E-CVT ผสมผสานกับเทคโนโลยี Hybrid ที่ทำให้รถคันนี้เร็วแรงและเงียบสงบมากกว่าที่เคย
  • สัญญาณไฟกระพริบเมื่อเกิดการเบรกฉุกเฉิน ช่วยเตือนเพื่อนร่วมทางให้ระวังได้มากขึ้น
  • สัญญาณเตือนเมื่อเปิดไฟเลี้ยว ถ้ามีรถอยู่ในจุดอับสายตา เสริมความปลอดภัยทั้งคุณและเพื่อนร่วมทางได้เป็นอย่างดี 

ราคา :

รุ่น 2.0 G เกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด : 1,455,000 บาท

รุ่น 2.5 G เกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด : 1,599,000 บาท

รุ่น 2.5 HV E-CVT : 1,649,000 บาท

รุ่น 2.5 HV Premium E-EVT : 1,809,000 บาท

Credit : Eco Sticker

5.MINI Cooper D Hatch 3-Door

โฉมใหม่แห่งวงการของ Mini Cooper D Hatch 3-Door ที่มาพร้อมสมรรถนะที่เยี่ยมกว่าที่เคย ทำให้คุณสนุกกับการขับขี่ในทุกเส้นทาง มากด้วยความสปอร์ตที่ให้ความรู้สึกราวกับขับรถแข่ง พร้อมกับเทคโนโลยี MINI Connected ที่พาคุณไปถึงจุดหมายทุกที่ด้วยความมั่นใจอย่างเต็มเปี่ยม

อัตราการสิ้นเปลืองน้ำมัน =  24.4 km/L

เครื่องยนต์ : 1.5 ลิตร

กำลังแรงม้า : 116 แรงม้า

แรงบิด : 270 นิวตันเมตร

อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. : 9.2 วินาที

จุดเด่น : 

  • จำนวน 4 ที่นั่งที่รองรับน้ำหนักกระเป๋าถึง 211 ลิตร ให้คุณได้ขนสัมภาระมากขึ้น และพร้อมในทุกสถานการณ์
  • ไฟ Standard LED ที่ให้แสงสว่างและทัศนวิสัยที่ดีมากยิ่งขึ้นไม่ว่าจะกลางวันหรือกลางคืน
  • หน้าจอแสดงผลบริเวณกระจกด้านหน้า ไม่ต้องคอยเหลียวมองด้านข้างให้เสียสมาธิอีกต่อไป 
  • โหมด Sport ให้คุณสัมผัสอัตราเร่งดั่งใจคุณ 
  • โหมด Green ที่จะช่วยคุณประหยัดยิ่งกว่าเดิมหลายเท่า โดยกำหนัดอัตราการปล่อยเชื้อเพลิงและเมื่อปล่อยคันเร่ง ระบบจะหยุดการทำงานของเครื่องยนต์อัตโนมัติ
  • นวัตกรรมแห่งเกียร์อัตโนมัติ 7 สปีด  ที่จะเปลี่ยนเกียร์ตามหลักการออกแบบของสรีรศาสตร์ให้คุณสามารถใช้ได้ถนัดมากขึ้น ไม่สร้างแรงฉุด ทั้งยังช่วยประหยัดน้ำมันอีกด้วย

ราคา : 2,390,000 บาท

รถประหยัดน้ำมัน (Economy Car) VS. Eco Car (Ecology Car)

เชื่อหรือไม่ว่าหลายคนยังคงเข้าใจว่า Eco Car คือ Economy Car ที่หมายถึงรถยนต์ประหยัดน้ำมัน ทว่าแท้จริงแล้ว ที่พวกเราเรียก ๆ กันว่า Eco Car มีความหมายถึง Ecology Car ซึ่งก็คือรถยนต์อนุรักษ์สิ่งแวดล้อมต่างหากไม่ใช่รถยนต์ประหยัดน้ำมัน 

ดังนั้นการเลือกรถยนต์ที่ประหยัดน้ำมัน ควรคำนึงถึงอัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันเป็นหลักมากกว่า การใช้คำว่ารถ Eco Car มาเป็นตัวนำในการเลือก 

แม้รถยนต์สองประเภทนี้จะมีความใกล้เคียงกันแค่ไหน ทว่าเกณฑ์แบ่งแยกกับต่างกัน ซึ่งมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

  1. รถยนต์ Eco Car จะต้องมีเครื่องยนต์ไม่เกิน 1.3 ลิตรสำหรับเบนซิน ส่วนเครื่องยนต์ดีเซลห้ามเกิน 1.5 ลิตร
  2. ต้องผ่านเกณฑ์มาตรฐานของ Euro 5 เกี่ยวกับการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ไม่เกิน 100 กรัม/กิโลเมตร
  3. อัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันห้ามต่ำกว่า 23.25 km/L โดยเด็ดขาด จึงเป็นสาเหตุให้หลายคนคิดว่ารถยนต์ประหยัดน้ำมันต้องเลือก Eco Car ถึงจะดีที่สุด
  4. ติดตั้งระบบความปลอดภัยมาตรฐานให้ครบถ้วน แม้จะเป็นรุ่นโมเดลย่อยก็ตาม

ECO Sticker สำคัญยังไง

Eco Sticker เริ่มต้นจากมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2555 ในเรื่องของการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตรถยนต์ในด้านภาษี CO2 จึงมีคำสั่งให้ผู้ประกอบการและผู้นำเข้าในอุตสาหกรรมยานยนต์ต้องติดสติกเกอร์ที่แสดงถึงการประหยัดพลังงานและปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2)

นอกจากในด้านการเก็บภาษีแล้ว สติกเกอร์ตัวนี้ยังช่วยให้ผู้บริโภคได้รับรู้ข้อมูลเกี่ยวกับยานยนต์ได้อย่างถูกต้องและเที่ยงตรงมากยิ่งขึ้น โดยมีมาตรฐานการประเมินจากหน่วยงานกลางเดียวกัน ทำให้สามารถมั่นใจในข้อมูลที่ไม่ได้มาจากฝั่งผู้ประกอบการเพียงอย่างเดียวอย่างที่ผ่านมา 

สติกเกอร์ตัวนี้ยังเพิ่มความง่ายในการเปรียบเทียบสมรรถนะรถยนต์แต่ละคันได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งทางหน่วยงานได้แบ่งหมวดออกเป็นสามหมวด ได้แก่ หมวดความสะอาดของพลังงาน ความประหยัดน้ำมัน และ ความปลอดภัยในรถแต่ละคัน สติกเกอร์ตัวนี้จะบอกรายละเอียดชัดเจนมากขึ้นว่ารถยนต์คันนี้ผ่านมาตรฐานใดบ้าง 

มาตรฐานหลัก ๆ ในการประเมินมีดังต่อไปนี้

ใบอนุญาต สมอ. : มาตรฐานมลพิษ

UN Reg. 83 : มาตรฐานสารมลพิษ

UN Reg. 101: มาตรฐานการปล่อยค่า CO2 และ FC 

UN Reg. 94 : มาตรฐานระบบความปลอดภัยการชนด้านหน้า

UN Reg. 95 : มาตรฐานระบบความปลอดภัยการชนด้านข้าง

UN Reg. 13H : มาตรฐานระบบเบรก ที่มีระบบป้องกันล้อล็อกตายจากการเบรก หรือ ABS (Anti-Lock-Braking-System) และระบบช่วยควบคุมการทรงตัวของรถยนต์ขณะขับขี่ หรือ ESC (Electronic Stability Control) 

สรุปท้ายบทความ

จากบทความข้างต้น น่าจะพอทราบกันไปแล้วว่า มีรถยนต์ใดบ้างที่เหมาะสำหรับการขับขี่ภายในเมือง หรือมีสมรรถนะที่เหมาะสมกับความต้องการของคุณที่สุด ทว่าการดูอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันอาจไม่ใช่คำตอบสุดท้ายของการเลือกซื้อรถยนต์สักคัน 

ความชอบของคุณและราคามักจะเป็นปัจจัยหลักในการซื้อ เพราะรถคันหนึ่งจะต้องอยู่กับคุณในทุกวัน ทุกช่วงเวลา ไปเป็นเวลายาวนาน

ดังนั้นหากคุณจะเลือกซื้อรถยนต์สักคันไม่ว่าจะเป็นมือหนึ่งหรือมือสอง ก็ควรเลือกรถยนต์ที่ตนชอบและถูกใจตรงตามเงื่อนไขในใจที่คุณตั้งไว้ สามารถลองสำรวจดูรถยนต์ที่อาจมอบความพึงพอใจให้คุณได้ที่ Kaidee Property เลยค่ะ