Apr 8, 2021 | บทความยานยนต์
มีใครรู้บ้าง?? ว่าเทคนิคการขับรถให้ปลอดภัยมีกี่ข้อ ถ้าหากยังไม่รู้แล้วล่ะก็ ว่าเทคนิคขับรถ ให้ปลอดภัยมีกี่ข้อ วันนี้ก็พร้อมที่จะแถลงไข เพื่อพรุ่งนี้ที่สดใสรอเราอยู่!! ซึ่งทั้งนี้ก็อยู่ที่สภาพของพื้นถนนที่เราขี่อีกต่างหาก
จะขับขี่ให้ปลอดภัยต้องรู้จริงเรื่องอะไรบ้าง!!
1. รู้จริงเรื่องกฎจราจรที่ถูกต้อง
แน่นอนว่าว่าเป็นสิ่งแรกที่คนขับรถทุก ๆ คนจะต้องรู้และเข้าใจอย่างลึกซึ้ง และนอกจากจะทำความเข้าใจแล้ว ยังต้องเคารพกฎจราจรบนท้องถนนอย่างเคร่งครัดให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อไม่ให้เกิดอุบัติเหตุ หรือมีโอกาสเกิดได้น้อยที่สุด
2. รู้จริงเรื่องตัวคุณเอง
คงไม่มีใครรู้จักตัวเองดี นอกจากตัวเราเองแล้ว คุณจะต้องรู้ขีดจำกัดความสามารถในการขับขี่ของตัวเองให้ดีเสียก่อน ว่าคุณขับได้ขนาดไหน ขับช่วงกลางคืนไหวไหม หรือขับรถเร็วได้มากน้อยแค่ไหน ที่คุณจะสามารถควบคุมรถได้อย่างคล่องแคล่ว
3. รู้จริงเรื่องสภาพของรถยนต์
ขับอยู่ทุก ๆ วัน ย่อมรู้ความเป็นไปของรถยนต์มากที่สุด ว่ามีจุดไหนเสียหรือไม่เสียบ้าง หากจุดไหนเสียควรที่จะรีบแก้ไขและปรับปรุงให้รถยนต์มีความพร้อมที่สุดก่อนที่จะกลับมาเริ่มขับขี่ไปที่ไหนก็ตาม
TIPS : ควรตรวจเช็คสภาพรถให้ดีอย่างสม่ำเสมอ
4. รู้จริงเรื่องการมีน้ำใจบนท้องถนน
เคยได้ยินกันไหม “มีน้ำใจต่อเพื่อนร่วมทาง เป็นมารยาทที่ดีบนท้องถนน” ซึ่งน้ำใจที่พึงมีของเหล่าผู้ขับขี่ควรทำก็คือ
ใช้ไฟสูงอย่างระมัดระวัง : ไม่ควรใช้สูงแบบไม่จำเป็น เพราะอาจจะทำให้เกิดอุบัติเหตุแก่ผู้ที่ขับขี่สวนทางมาได้ (ไฟมันจ้าเสียเหลือเกิน!! 💥)
ไม่เหยียบเบรกบ่อย : การเหยียบเบรกบ่อย ๆ (บางคนนี่เบรกเป็นจังหวะ 3 ช่าเลย)นอกจากจะทำให้เบรกอาจเกิดความเสียหายแล้ว อาจจะสร้างความงงงวยให้แก่คนที่ขับตามหลังอีกด้วยว่าจะเบรกทำไม
ไม่เบรกกระชั้นชิด : การเบรกแรง ๆ อย่างกระชั้นชิดอาจจะทำให้เกิดอุบัติเหตุชนท้ายได้ ทางที่ดีคือการเว้นระยะห่างกับคันหน้า
เปิดไฟเลี้ยวทุกครั้งที่จะเลี้ยว : ก่อนที่จะเปลี่ยนเลนหรือเลี้ยวเข้าซอยทุกครั้ง ก็ควรที่จะเปิดสัญญาณไฟเพื่อบอกให้คันหลังทราบและชะลอความเร็วได้
ไม่ขับจี้คันข้างหน้า : การขับรถจี้คันข้างหน้า มีโอกาสสูงมาก หากคันข้างหน้าเบรกกระทัน อาจจะทำให้เกิดการชนเกิดขึ้น ซึ่ง “พ.ร.บ.จราจร มาตรา 40 กล่าวว่า ควรเว้นระยะห่างจากรถคันหน้าตามระยะเบรกที่ปลอดภัย”
“สติ ท่องเอาไว้ให้ขึ้นใจ”
ขับขี่ให้ปลอดภัยบนพื้นเปียก
กลัว กลัว กลัว!! ขับรถบนพื้นเปียก ๆ นี่น่ากลัวกว่าที่คิดเยอะเลย นอกจากจะทำให้รถเสียหลักแล้ว จะอาจจะสร้างปัญหาให้คนที่ตามมาได้อีกด้วย การขับรถบนพื้นแบบนี้ให้ปลอดภัย จึงควรทำเป็นอย่างมาก
1. ใช้ไฟตัดหมอก
สิ่งสำคัญที่ห้ามลืมเลย หากต้องการความปลอดภัยทั้งต่อตัวคุณเอง และเพื่อนร่วมทาง คุณจะต้องเปิดไฟตัดหมอก เพื่อให้รถคันอื่น ๆ มองเห็นคุณได้ง่าย เพราะส่วนใหญ่แล้วพื้นจะเปียกก็มักเกิดมาจากฝนตก
2. เว้นระยะห่าง
ในปกติแล้วต่อให้เป็นพื้นถนนสภาพแบบไหนก็ตาม ก็ควรที่จะเว้นระยะห่างกับรถคันหน้าอยู่แล้ว แต่เมื่อถนนเปียกลื่นแล้ว ยิ่งควรจะต้องเว้นระยะห่างให้มากขึ้นไปอีก 3 – 4 เท่าจากปกติเลย นั่นหมายความว่าคุณจะต้องห่างจากคันหน้ามากกว่า 50 เมตร เพื่อความปลอดภัย
3. หลีกเลี่ยงการขับผ่านแอ่งน้ำ
อีกหนึ่งสาเหตุการลื่นไถลบนท้องถนนเลยก็ว่าได้ เชื่อว่าหลาย ๆ คนคงเคยขับรถผ่านแอ่งน้ำที่ขังอยู่ด้วยความเร็ว จะรู้ได้เลยว่าเมื่อขับผ่านไปแล้ว พวงมาลัยจะส่ายและควบคุมได้ยาก ดังนั้นทางที่ดีที่สุดคือการหลีกเลี่ยง หรือหากหลีกเลี่ยงไม่ได้จริง ๆ ก็ควรที่จะชะลอความเร็วให้มากที่สุด แล้วจึงค่อย ๆ ขับผ่านไปช้า ๆ
4. ลดความเร็วลง
เมื่อพื้นเปียก จะขับรถเร็วก็คงจะไม่ได้ เพราะเดิมทีแล้ว เมื่อพื้นเปียก ยางก็จะไม่ค่อยเกาะถนนเท่าไรนัก ขับช้า ๆ ไม่ต้องรีบร้อนอะไร เป็นดีที่สุด (ช้าแต่ชัวร์😘)
ขับขี่ให้ปลอดภัยบนพื้นขรุขระ
เป็นอีกพื้นถนนที่หลาย ๆ คนคาดไม่ถึงว่าจะมีอันตราย แต่ถ้าคุณมองว่าคุณกำลังขับรถขึ้น-ลงเขาล่ะ!! แถมถนนยังขรุขระอีก (เริ่มน่ากลัวแล้วใช่ไหมล่ะ) ถ้าหากขับรถไม่ระวังจริงได้มีเสียวแน่นอน ซึ่งวิธีมีด้วยกันอยู่ดังนี้
1. ลดแรงดันของยาง
เมื่อลดแรงดันของยางลง จะสามารถช่วยให้เพิ่มสมรรถนะการขับขี่ในเส้นทางที่ขรุขระได้ง่ายยิ่งขึ้น เพราะยางสามารถดูดซับแรงกระแทกได้มากขึ้น แถมยังช่วยในเรื่องของการลดแรงกระแทกเมื่อต้องขับบนพื้นผิวนี้เป็นเวลานาน
2. ใช้อัตราทดต่ำหรือใช้เกียร์ต่ำ
การใช้เกียร์ต่ำหรือการใช้อัตราทดที่ต่ำ จะช่วยเพิ่มพละกำลังในการขับขี่ได้ ทำให้รถสามารถขับผ่านอุปสรรคหรือพื้นถนนที่อาจจะที่มีความขรุขระสูง
3. ขับรถด้วยความเร็วต่ำ
การขับรถด้วยอัตราความเร็วที่ต่ำ คุณจะสามารถเร่งความเร็วเพิ่มขึ้นได้ เพื่อข้ามสิ่งกีดขวางได้ง่ายยิ่งขึ้น แต่ถ้าหากคุณขับรถเร็วเกินไปอาจจะมีความเสี่ยงที่มากกว่า เพราะรถยนต์อาจจะเกิดการเสียหลักได้แม้เพียงก้อนหินเล็ก ๆ ก้อนเดียวเท่านั้น
4. หากขับไปต่อไม่ได้ ไม่ควรฝืน!!
อย่าลืมว่ามันไม่คุ้มค่ากับชีวิต หากต้องนำตัวเองไปเสี่ยง เมื่อรู้ว่าเส้นทางที่ขับขี่อยู่กำลังเป็นอันตรายก็ไม่ควรที่จะเสี่ยงขับต่อ ทางที่ดีหยุด และหันรถกลับ เพื่อหาเส้นทางอื่นในการเดินทางแทน
[ สรุปเทคนิคการขับรถให้ปลอดภัยมีกี่ข้อ ]
จบกันไปแล้วกับเทคนิคการขับรถให้ปลอดภัย ไม่ยากเลยใช่ไหมล่ะ!! จำง่าย ๆ “รู้จริง4 พื้นเปียก4 ขรุขระ4” ถ้าหากทำได้ทุกข้อแล้ว คำว่าถนนสีขาว ก็จะสามารถเกิดขึ้นได้จริง!! แต่ที่สำคัญมากกว่าการขับขี่ที่ปลอดภัยเลยคือ “มีสติ” ตลอดเวลาที่อยู่หลังพวงมาลัย
ก่อนที่คุณจะเริ่มซื้อรถยนต์มือสองแล้ว ควรเริ่มตรวจสอบทุกอย่างให้ดีก่อนที่จะเลือกซื้อ เพื่อให้คุณมั่นใจและขับขี่ได้ปลอดภัยในทุก ๆ เส้นทาง ซึ่ง Kaidee Auto มีรถยนต์ให้เลือกซื้อมากมาย อีกทั้งยังเป็นรถยนต์มือสองคุณภาพดี
Mar 31, 2021 | บทความยานยนต์
ด้วยการเดินทางโดยรถสาธารณะในปัจจุบันที่ใคร ๆ ก็รู้กันว่าลำบากเหลือเกิน คนก็เยอะ อากาศก็ร้อน แถมยังมีฝุ่นและ COVID-19 ที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพของเรา หรือค่าใช้จ่ายที่รวม ๆ แล้วกินข้าวได้เป็นเดือนเลย การซื้อรถส่วนตัวขับขี่จึงเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจเช่นเดียวกัน แต่เราจะตัดสินใจซื้อ รถยนต์ หรือ มอเตอร์ไซค์ ดีล่ะ ? ลองอ่านบทความด้านล่างดู คุณอาจจะตัดสินใจได้ก็ได้นะ
รถยนต์
รถยนต์ถือเป็นยานพาหนะที่ประชากรในปัจจุบันนิยมใช้ในการเดินทาง โดยเฉพาะบุคคลที่เดินทางในระยะไกลอย่างต่างจังหวัดหรือมีสมาชิกในครอบครัวเยอะ ซึ่งการขับขี่รถยนต์ก็มีข้อดีหลายหลายอย่างดังนี้
ข้อดีขอ งรถยนต์
ถ้าคุณต้องการความเป็นส่วนตัวอย่างถึงที่สุด การขับขี่รถยนต์สามารถตอบสนองความต้องการนี้ได้เป็นอย่างดีคุณสามารถใช้พื้นที่บนรถยนต์ได้อย่างสะดวกสบายไม่ต้องเกรงใจและเบียดกับคนอื่นที่คุณไม่รู้จักไม่ว่าจะเป็นฟังเพลง ร้องเพลง ดูคลิปวิดีโอ หรือจะกินข้าว และยังมีแอร์เย็น ๆ ช่วยคลายความร้อนและความสกปรกของฝุ่นในอากาศภายนอกรถได้อีกด้วย
นอกจากนี้ การใช้รถยนต์ยังช่วยให้คุณไม่ต้องไปเสี่ยงกับเวลาบนรถสาธารณะ ทำให้คุณสามารถคำนวณเวลาการเดินทางได้อย่างแม่นยำกว่าการขึ้นรถสาธารณะเพราะบางครั้งรถสาธารณะเหล่านี้ก็อาจต้องรอนานแบบที่คุณคิดไม่ถึงเลยเชียว
รถยนต์ ราคาเบาสำหรับมือใหม่หัดขับ
Suzuki Celerio
ขอบคุณรูปจาก: suzuki.co.th
แน่นอนว่า ถ้าพูดถึงรถยนต์ราคาถูกที่สุด Suzuki Celerio ก็คงจะผุดขึ้นมาในความคิดของใครหลายคน ซึ่งตัวรถยนต์รุ่นนี้นอกจากราคาที่เบาแล้วยังมีดีไซน์ที่สวยงามทั้งภายนอกและภายใน ให้ความรู้สึกกว้างขวางด้วยหลังคาที่สูง แถมยังมีสมรรถนะที่ดีเกินราคาด้วยเครื่องยนต์เบนซินขนาด 3 สูบ 1.0 ลิตร 68 แรงม้า ประหยัดน้ำมันสูงสุด 22 กม./ลิตร
ราคาประมาณ 328,000 บาท
Mitsubishi Attrage
ขอบคุณรูปจาก: mitsubishi-motors.co.th
Mitsubishi Attrage หนึ่งในรุ่นรถยนต์ราคาเบาที่หลายคนคุ้นหู ดีไซน์ภายนอกถูกออกแบบให้มีความสปอร์ตมากยิ่งขึ้น ส่วนภายในกว้างขวางกว่าที่เคยด้วยเบาะหนังสังเคราะห์สีดำ พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ อย่างครบครัน เครื่องยนต์ขนาด 1.2 ลิตร 3 สูบ 12 วาล์ว MIVEC 78 แรงม้า ประหยัดน้ำมันสูงสุด 22 กม./ลิตร และเข้าได้กับทั้งน้ำมันเบนซิน 91 95 แก๊สโซฮอล์ 91 95 และ E20
ราคาประมาณ 494,000 บาท
Nissan March
ขอบคุณรูปจาก: nissan.co.th
ปิดท้ายรถยนต์ราคาเบาด้วยรถ Nissan March รถยนต์ Eco-Car รุ่นแรกของประเทศไทย ที่ดีไซน์ด้านนอกมีขนาดเล็กกะทัดรัดและทันสมัย แต่ภายในกว้างขวางด้วยหลังคาโปร่งสูงจนทำให้รู้สึกถึงความสบายขณะนั่ง พร้อมเครื่องยนต์ขนาด 1.2 ลิตร 79 แรงม้า ประหยัดน้ำมันได้สูง 20 กม./ลิตร ทำให้ขับง่ายเหมาะกับมือใหม่หัดขับ
ราคาประมาณ 420,000 บาท
มอเตอร์ไซค์
เบื่อไหมกับรถติดนาน ๆ เหนื่อยไหมกับการผ่อนรถที่แสนจะแพง ชอบไหมกับธรรมชาติที่แสนจะสดชื่น รักไหมกับความรวดเร็วโลดโผนน่าตื่นเต้น ถ้าคุณเป็นคนที่มีความรู้สึกเหล่านี้อยู่ในหัวใจ การขับขี่รถมอเตอร์ไซค์อาจจะเป็นตัวเลือกที่ใช่สำหรับคุณก็ได้
ข้อดีของ มอเตอร์ไซต์
ด้วยขนาดเล็กที่กะทัดรัดของรถมอเตอร์ไซค์ทำให้การขับขี่บนถนนไม่ต้องกังวลเรื่องรถติดเป็นเวลานาน เพราะพวกมันสามารถซอกแซกบนพื้นที่เล็ก ๆ ได้อย่างสบาย ๆ และยังสามารถหาที่จอดรถได้ง่ายแบบที่สุดเพราะมีที่จอดรถแยกเป็นสัดส่วน ไม่ต้องแย่งกับรถคันอื่นมากนัก และถ้าคุณเป็นคนที่ต้องการความใกล้ชิด การขี่รถมอเตอร์ไซค์ก็ถือว่าใกล้ชิดมากเลยทีเดียว
รวมถึงยังช่วยเติมความสนุกในการขับขี่ด้วยความเร็วของมอเตอร์ไซค์ เป็นอิสระ และยังดูเท่จากสายตาคนอื่น ส่วนเรื่องค่าใช้จ่ายก็แน่นอนว่าลดลงไปได้เยอะ เพราะมีขนาดเล็กและไม่ซับซ้อนเท่าไร การดูแลรถมอเตอร์ไซค์จึงง่ายมาก และที่สำคัญราคาไม่แพงมากเท่าไรด้วยนะ
มอเตอร์ไซค์ ราคาเบาสำหรับมือใหม่หัดขับ
Zongshen Ryuka Classic MINI S
ขอบคุณรูปจาก: zongshenthailand.com
Zongshen Ryuka Classic MINI S เป็นรถมอเตอร์ไซค์ราคาประหยัดสำหรับมือใหม่ ตัวรถดีไซน์สไตล์เรโทรย้อนยุค จากไฟหน้าทรงกลม พร้อมเบาะสองตอนและเครื่องยนต์ 110 ซีซี 4 จังหวะ 1 สูบ เกียร์ธรรมดา 4 สปีด แถมยังมีน้ำหนักเพียง 84 กิโลกรัมอีกด้วย ซึ่งรุ่นนี้มีให้เลือกทั้งหมด 4 สี คือ Blue, Chocolate, Green และ White
ราคาประมาณ ราคา 29,900 บาท
Honda Wave 110i
ขอบคุณรูปจาก: aphonda.co.th
อีกหนึ่งมอเตอร์ไซค์ราคาเบาอย่าง Honda Wave 110i ที่ถูกปัดฝุ่นให้ทันสมัยปราดเปรียวด้วยไฟหน้าทรงหัวใจ และไฟท้ายดีไซน์ใหม่ ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ 109.17 ซีซี 4 จังหวะ 1 ลูกสูบ ประหยัดน้ำมันสูงสุด 63.3 กม./ลิตร ทั้งหมด 9 สีให้เลือก ได้แก่ 9 สี ได้แก่ สีแดง สีน้ำเงิน-ฟ้า สีดำ-เทา สีแดง-เทา สีน้ำเงิน-เทา สีดำ-เทา สีเทา สีแดง-ดำ และ สีดำ
ราคาประมาณ 36,830 บาท
GPX ROCK Elegance
ขอบคุณรูปจาก: gpxthailand.com
และสุดท้าย GPX ROCK Elegance มอเตอร์ไซค์ดีไซน์เก๋ทั้งสีสันทั้ง 5 สี คือ ดำ แดง ส้ม ดำด้าน และ น้ำเงิน ซึ่งเจ้ามอเตอร์ไซค์รุ่นนี้มีเครื่องยนต์ 110 ซีซี 4 จังหวะ 1 ลูกสูบ โดดเด่นด้วยระบบไฟส่องสว่างรอบคันที่สว่าง คมชัดปลอดภัยทุกการเดินทาง
ราคาประมาณ 37,900 บาท
เลือกซื้อ รถยนต์ หรือ มอเตอร์ไซค์ ยังไงดี ?
ถ้าหากคุณอ่านแล้วคิดว่าการเลือกซื้อรถยนต์เป็นทางเลือกที่ดี แต่ไม่รู้จะเลือกอย่างไร ลองพิจารณาจากเกณฑ์เหล่านี้ดู
จากงบประมาณ นอกจากการอำนวยความสะดวกแล้ว การซื้อก็เป็นการเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายด้านการเงินที่อาจเพิ่มขึ้นถ้าหากคุณเลือกที่จะผ่อนแทนการซื้อด้วยเงินสด ดังนั้น เลือกรถยนต์ที่มีราคาที่เหมาะสมไม่เช่นนั้นจะหาว่าเราไม่เตือน !
สมาชิกในครอบครัว เพราะถ้าคุณเลือกรถยนต์ที่มีขนาดที่นั่งน้อยกว่าสมาชิกในครอบครัว การใช้รถยนต์ส่วนตัวของคุณอาจจะอึดอัดแทนความสบายก็ได้นะ ซึ่งรถยนต์ที่ควรเลือกสำหรับคนโสด คนมีคู่ หรือครอบครัวขนาดเล็กอาจเป็นรถยนต์ 2-4 ที่นั่งหรือมอเตอร์ไซค์คันเล็กจิ๋ว แต่ถ้าครอบครัวของคุณมีมากกว่า 4 คน ก็ควรเลือกรถขนาด 6 ที่นั่งขึ้นไปหรือรถอเนกประสงค์
ลักษณะการใช้งาน ถ้าหากคุณซื้อรถเพื่อการทำงานหรือเดินทางในระยะไกล ก็ควรที่จะเลือกใช้รถที่มีขนาดเครื่องยนต์มากกว่า 1,600 ซี.ซี. แต่ถ้าคุณไม่ได้ออกไปไหนบ่อยนักและทำงานในระยะใกล้ ๆ เครื่องยนต์ขนาด 1,600 ซี.ซี. ก็เพียงพอแล้ว
สรุป รถยนต์ และ มอเตอร์ไซค์
เป็นยังไงกันบ้างคะ อ่านแล้วได้ข้อสรุปกันบ้างไหมว่าจะซื้อรถยนต์หรือมอเตอร์ไซค์ดี ถ้าคุณยังตัดสินใจไม่ได้สักที ลองเข้าไปหายานพาหนะใน Kaidee Auto คุณอาจจะเจอรถที่ชอบในราคาที่ใช่และตัดสินใจได้ทันที
สุดท้ายนี้การเลือกซื้อยานพาหนะสำหรับแต่ละคนก็มีข้อจำกัดที่แตกต่างกันทั้งความชอบและไลฟ์สไตล์ในการชีวิตที่เป็นเอกลักษณ์ ดังนั้น ไม่มีใครบอกคุณได้หรอกว่าคุณเหมาะกับรถแบบไหน นอกจากตัวของคุณเองนั่นแหละ และอย่าลืมว่าไม่ว่าจะขับขี่รถยนต์หรือมอเตอร์ไซค์ คุณก็ต้องมีความสุขด้วยนะ
อ่านบทความ 5 มอเตอร์ไซค์สีสันสดใส ที่จะทำให้ถนนสดชื่น
Mar 26, 2021 | ข่าวสาร และกิจกรรม
ภายหลังจากงานเปิดตัว Motor Expo 2020 ที่มาพร้อมกับจุดเด่นในการเปิดตัวอย่างอลังการของ “Honda City Hatchback” ที่ปรับโฉมจนใคร ๆ ก็ต้องรีบคว้าใบจองไว้ให้ทัน เอาเป็นว่าจากความคาดหวังในปลายปีที่แล้ว ถูกส่งต่อมาถึงความคาดหวังในการเปิดตัวรถใหม่ของงาน Motor Show 2021 ที่กำลังจัดขึ้นที่ Impact Challenger 1-3
ตั้งแต่วันที่ 24 มีนาคม – 4 เมษายน 2564
แน่อนว่ามาถึงงานขนาดนี้แล้ว ทางเราก็ได้ศึกษา “ไฮไลท์รถที่จะเปิดตัว” ภายในงานมาอย่างเรียบร้อย เราก็เดินเข้างานไปรอดูการโชว์เปิดตัวรถสุดพิเศษในวันนี้ก่อนเลย
หากใครที่ยังไม่ได้ไปหรือกำลังติดสินใจอยู่ว่าคุ้มค่าแก่การไปดูรถใหม่สุดเจ๋งในวันนี้หรือไม่ ให้ Kaidee เป็นผู้ช่วยตัดสินใจและนำเสนอรถใหม่หลายคันแสนน่าสนใจให้คุณกันดีกว่าค่ะ ว่าจะมีรถใหม่ที่น่าสนใจคันไหนเปิดตัวบ้างในงาน Motor Show 2021 ครั้งนี้
รุ่นรถยนต์ที่เปิดตัวใหม่ 2021
เข้างานมาแล้ว เราก็เริ่มด้วยการไปส่องบูธที่มีข่าวแว่วมาว่า จะมีรถน่าสนใจเปิดตัวใหม่กันดีกว่าค่ะ! เริ่มที่ลำดับการเปิดตัวจากบูธแรกไปยันบูธท้ายเลยดีกว่า และถ้าใครสนใจมองหารถมอเตอร์ไซค์รุ่นใหม่ที่เพิ่งเปิดตัวล่ะก็ เข้าไปดู มอเตอร์ไซค์ใหม่ ได้เลย
1.BMW M4 Competition Coupe
หมายเลขบูธ : A1
เครื่องยนต์ : 2,993 cc เครื่องยนต์เบนซิน 6 สูบ เทคโนโลยี M TwinPower Turbo
ระบบเกียร์ : เกียร์อัตโนมัติ M 8 จังหวะ พร้อม Drivelogic
จำนวนที่นั่ง : 4 ที่นั่ง
ราคา : 9,999,000 บาท
ความน่าสนใจ :
สีสันของรถยนต์ที่เห็นในการเปิดตัวของสะดุดตาจนหลบเลี่ยงไม่ได้เลย ด้วยสี Uni C4H Sao Paulo Yellow ที่เรียกได้ว่าเปิดเฉดสีใหม่ของ BMW ที่มีความสวยงามและแสบสันไปในเวลาเดียวกัน จุดเด่นที่น่าสนใจคงไม่พ้นเรื่องของเครื่องยนต์หกสูบแถวเรียงที่มาพร้อมกับ Turbo Charger Mono-Scroll สองตัว ให้กำลังแรงม้าสูงสุดที่ 510 รอบต่อนาที
ทั้งนี้ยังมีระบบเกียร์อัตโนมัติ M8 จังหวะที่มาพร้อมกับระบบกำหนดเกียร์อัตโนมัติ Drivelogic แต่ใครที่มีความต้องการในเปลี่ยนเกียร์เองก็สามารถปรับตั้งได้อย่างทันใจกับ Gearshift Paddles บนพวงมาลัย ให้รถคันนี้มีความเร็วและแรงได้อัตราเร่งดั่งใจของผู้ขับ
อีกสิ่งหนึ่งที่น่าสนใจไม่แพ้ระบบเกียร์เลยคือเรื่องของเบรกคาร์บอนเซรามิก M ที่ทำให้น้ำหนักของรถเบาลงและสร้างประสิทธิภาพรถยนต์ให้มีมากขึ้นกว่าเดิม ส่วนระบบไอเสีย M Sport ก็มีให้ผู้ขับสามารถเรื่องโหมดได้ว่าต้องการเสียงเครื่องยนต์กระหึ่มหรือเบา โดยเลือกไปที่โหมด Sport, Sport+ และ Comfort
2.Mini John Cooper Work GP Inspired Edition
หมายเลขบูธ : A1
เครื่องยนต์ : 1,998 cc Gasoline 2.0 TwinPower Turbo
ระบบเกียร์ : เกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะ
จำนวนที่นั่ง : 4 ที่นั่ง
ราคา : 3,448,000 บาท
ความน่าสนใจ :
รุ่นรถ Mini JCW GP Inspired Edition จัดเป็นรุ่นพิเศษที่เคยเปิดราคาและเผยโฉมมาก่อนหน้านี้แล้ว แต่เรียกได้ว่าหากอยากเห็นคันจริงชนิดว่าใกล้ชิดก็ต้องมาที่งาน Motor Show 2021 นี้ โดยรถคันนี้เป็นรถที่นำเข้ามาทั้งคัน (CBU) ที่มีจำกัดเพียง 19 คันเท่านั้นในประเทศไทย
โมเดลของรุ่นนี้เป็นแบบ Hatchback 3 ประตูที่มีลวดลายและสไตล์แบบ John Cooper Work อย่างชัดเจน ทั้งลายเส้นและสีของรถยนต์ แต่ความพิเศษคือลวดลายของสีตัวถัง, หลังคา, ฝาครอบกระจกมองข้างและสปอยเลอร์ท้าย ที่เปลี่ยนเป็นสีเงินทำให้ดูตัดกันกับสีรถที่เป็นโทนเข้ม
ทั้งเพิ่มความพิเศษในโลโก้ GP อยู่บริเวณลายล้อ JCW Cup Spoke และสัญลักษณ์ GP Inspired Edition ที่ช่วยสร้างความโดดเด่นในการเป็นรถยนต์สุดแข็งแกร่งและยัง Limited อีกด้วย แต่ที่น่าสนใจไปอีกคือกำลังแรงม้าของรถยนต์คันนี้ที่แรงถึง 231 แรงม้าพร้อมกับตัว Shifter Paddles ที่ทำให้สมรรถนะของรถยนต์เป็นไปได้ดั่งใจมากกว่าเดิม
3.Mercedes-Benz GLE 350 de 4 matic exclusive
หมายเลขบูธ : A3
เครื่องยนต์ : 1,950 cc ดีเซล แถวเรียง 4 สูบ พร้อม 2-stage เทอร์โบชาร์จเจอร์ และอินเตอร์คูลเลอร์
ระบบเกียร์ : เกียร์อัตโนมัติ 9 จังหวะ (9G-Tronic) พร้อมระบบเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัย
จำนวนที่นั่ง : 7 ที่นั่ง
ราคา : 4,699,000 บาท
ความน่าสนใจ :
ภายหลังจากการหันหัวเข้าสู่เทคโนโลยียนตรกรรมอย่าง Plug-in Hybrid เบนซ์ก็ได้ผลิตรถยนต์ SUV ที่เป็น Plug-in Hybrid ออกมาอีกหลายรุ่นเพื่อสู่ตลาด SUV ที่เริ่มเปลี่ยนทุกรุ่นทุกโมเดลให้กลายเป็น Hybrid ซึ่งนี่จัดว่าเป็นก้าวสำคัญของเบนซ์ที่ทำตลาดด้านนี้ได้อย่างน่าสนใจ
แม้นี่จะไม่ใช่ครั้งแรกของ Mercedes-Benz GLE 350 de 4 matic exclusive ที่เปิดตัวออกมา แต่จัดว่ายังเป็นที่นิยมในสายตาคนอยากได้รถ SUV สักคัน โดยความโดดเด่นในด้านดีไซน์แบบ AMG Bodystyling ช่วยขับลุคให้ดูสปอร์ตกว่าเดิม
อีกทั้งภายในยังออกแบบมาให้ดูล้ำและอัจฉริยะด้วยหน้าจอแสดงผลความละเอียดสูงแบบ Digital Widescreen Cockpit ที่มีขนาดใหญ่ถึง 12.3 นิ้ว จำนวน 2 จอต่อเนื่องกัน เรียกว่ากินพื้นที่คอนโซลกลางด้านหน้าเกือบทั้งหมด
4.Maserati MC 20
หมายเลขบูธ : A5
เครื่องยนต์ : 3,000 cc เครื่องยนต์เบนซิน Nettuno V6 สูบ
ระบบเกียร์ : คลัทช์คู่
จำนวนที่นั่ง : 2 ที่นั่ง
ราคา : 21,500,000 บาท
ความน่าสนใจ :
มาถึงรถสปอร์ตแบรนด์ลักซูรีอย่าง Maserati ที่ครั้งนี้มาพร้อมกับการเผยโฉมรุ่น MC 20 ของปี 2021 ที่มาพร้อมกับดีไซน์โฉมใหม่สีขาว Bianco Audace ที่ดูโดดเด่นเหนือใคร จนได้รับรางวัลซูเปอร์คาร์สวยที่สุดแห่งปี 2021 ‘Most beautiful supercar of the year 2021’ ในงาน Festival Automobile International กรุงปารีส
โดยเฉพาะความโดดเด่นที่ประตูของรุ่น MC 20 ที่เป็นตัว Butterfly Wings ที่เป็นการเปิดประตูแบบยกขึ้นด้านบนสร้างความสวยงามและอลังการให้กับรถยนต์คันนี้อย่างละสายตาไม่ได้
ทั้งนี้เครื่องยนต์ยังมาแบบเต็มสปีดแรงถึง 3,000 cc และแรงม้าสูงสุด 630 แรงม้า พร้อมกับโหมดการขับขี่ที่จัดเต็มถึง 4 โหมด ได้แก่
GT ที่ผู้ขับเลือกและปรับการขับขี่ให้เหมาะกับตนเองได้อย่างลงตัว
Sport ให้ผู้ขับสัมผัสถึงความเร็วของรถสปอร์ตอย่างเต็มลิมิตเปรียบเหมือนการขับรถในสนามแข่ง
Corsa สร้างการขับขี่ที่เร็ว แรง และทันใจ กับสปีดสูงสุดของ Maserati MC 20
Wet ขับขี่และเข้าโค้งได้อย่างมั่นใจไม่มีไถล กับโหมด ๆ นี้ที่ช่วยให้รถยึดเกาะถนนและเข้าโค้งอย่างมั่นใจ
ทั้งยังจัดโปรโมชันสุดพิเศษที่น่าสนใจ เช่น การรับประกัน Warranty ถึง 5 ปี ไม่จำกัดระยะทาง และ Premium Maintenance Plus (PMP) นานถึง 3 ปี หรือ 60,000 กม. ที่มีเพียงในงาน Motor Show 2021 นี้เท่านั้น
5.Toyota Ativ / Yaris Play Limited Edition
หมายเลขบูธ : A10
เครื่องยนต์ : 1,197 cc
ระบบเกียร์ : เกียร์อัตโนมัติ Super CVT-i พร้อม Shift Lock
จำนวนที่นั่ง : 5 ที่นั่ง
ราคา : 624,000 – 699,000 บาท
ความน่าสนใจ :
รถยนต์ Economy Car ที่เลื่องชื่อและโด่งดังที่สุดของแบรนด์ Toyota อย่าง รุ่น Ativ / Yaris ที่เปิดคอลเลกชันใหม่ กระตุ้นยอดขายและผู้ใช้ให้อยากซื้อและอยากเก็บมากกว่าเดิมกับ Ativ / Yaris Play ที่มาในสีพิเศษ Ice Pink Metallic แบบ Limited Edition ที่ผลิตแค่ 1,500 คันในประเทศเท่านั้น
เรียกได้ว่าก่อนจะมีการเปิดตัวอย่างเป็นทางการตอนเปิดบูธ ก็มีหลายคนให้ความสนใจกับรถรุ่นนี้เป็นพิเศษ ทั้งความคุ้มค่าในเรื่องเงินและอัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันที่ทำได้ดีจนเป็นจุดเด่นของรถคันนี้ ไม่ใช่เพียงแต่เรื่องสีภายนอกอย่างเดียวที่มีความพิเศษ
ล้ออัลลอยปัดเงา สีทูโทน Dark Mulberry ก็ขับให้ดีไซน์ของรถคันนี้มีความโฉบเฉี่ยวและทันสมัยมากกว่าเดิม และยังมีโลโก้สุดพิเศษเฉาพะรุ่นอย่าง PLAY ที่โชว์ความเป็นลิมิเต็ดได้อย่างสมบูรณ์แบบ
อีกสิ่งหนึ่งที่เรียกได้ว่าเป็นจุดสำคัญของคุณสมบัติในรุ่นพิเศษแบบนี้คือ ระบบปรับอากาศกรองฝุ่น PM2.5 ภายในรถยนต์ที่เข้ากันกับสถานการณ์ภายในประเทศอย่างมาก เรียกได้ว่าออกมาเพื่อทำตลาดได้ดี ยิ่งกับในรถเซกเมนต์เดียวกัน ยิ่งชนะขาดไปเลย
6.Great Wall Motor Haval H6
หมายเลขบูธ : A12
เครื่องยนต์ : 1.5 L Turbo พร้อมมอเตอร์ไฟฟ้าให้กำลังสูงสุด 130 กิโลวัตต์
ระบบเกียร์ : เกียร์ DCT 7 สปีด
จำนวนที่นั่ง : 7 ที่นั่ง
ราคา : ยังไม่มีการเปิดเผยราคาอย่างเป็นทางการ
ความน่าสนใจ :
เรียกได้ว่าเป็นค่ายรถยนต์ที่น่าสนใจและได้รับการตอบรับที่ดีอย่างมากภายในงาน Motor Show 2021 นี้เพราะเป็นหนึ่งในค่ายรถยนต์ไฟฟ้ายักษ์ใหญ่จากประเทศจีนที่เริ่มการลงทุนธุรกิจยานยนต์ในไทยอย่างเป็นทางการ ซึ่งในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาก็ได้เปิดตัว รถยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็กอย่าง ORA Good Cat และ ORA Black Cat ไป และมีกระแสตอบรับที่ดีอย่างล้นหลาม ทั้งในเรื่องของสีสันอันน่ารักและเทคโนโลยีทันสมัยอย่างความเป็นรถยนต์ไฟฟ้า 100% (EV)
ในครั้งนี้ GWM ที่มาเปิดบูธภายในงาน Motor Show 2021 ก็ไม่ทำให้ผู้รอคอยต้องผิดหวังกับการเปิดตัวและเผยโฉมรถยนต์ SUV Hybrid อย่าง Haval H6 เป็นครั้งแรกในงานนี้ โดยจุดเด่นที่มาพร้อมกับความพิเศษกับระบบ LIFE+ (LIFE PLUS) อันเป็นระบบอัจฉริยะที่ทำให้การขับขี่ของคุณปลอดภัยได้มากกว่าเดิม
โดยระบบการขับเคลื่อนอัตโนมัติ Level 2 พร้อมฟังก์ชันอัจฉริยะอย่าง ระบบช่วยจอดรถยนต์อัตโนมัติ 3 รูปแบบ (IAP) ที่จะช่วยคำนวนพื้นที่การจอดพร้อมกล้องรอบรถ 360 องศา เพื่อทำให้การจอดของคุณตรงล็อกมากยิ่งขึ้น, ระบบช่วยถอยหลังอัตโนมัติ (ARA) ที่จะจดจำเส้นทางเมื่อขับรถด้วยความรถต่ำกว่า 30 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และถอยหลังกลับไปยังเส้นทางเดิมได้ในระยะทางมากสุดถึง 50 เมตร และระบบช่วยเลี่ยงการเข้าใกล้รถใหญ่จากทางด้านข้าง (WDS) ที่จะตรวจจับรถบรรทุกในเลนที่ติดกัน เพื่อรักษาระยะห่างอย่างปลอดภัย และบังคับตัวรถยนต์ให้กลับมาอยู่ตรงกลางเลนอย่างมีประสิทธิภาพ
7.Audi RS e-tron GT
หมายเลขบูธ : A14
เครื่องยนต์ : มอเตอร์ไฟฟ้าคู่
ระบบเกียร์ : เกียร์อัตโนมัติ 2 จังหวะ
จำนวนที่นั่ง : 4 ที่นั่ง
ราคา : 9,490,000 บาท
ความน่าสนใจ :
สัมผัสประสบการณ์กับรถยนต์ RS e-tron GT ก่อนใครในเอเชียที่งาน Motor Show 2021 ที่เรียกว่าขนกองทัพรถ Audi รุ่น RS มาอย่างหลากหลายรุ่น เรียกได้ว่าภายในบูธของ Audi ตัว Audi RS e-tron GT จัดเป็นไฮไลท์เด่นของที่นี่ ทั้งรูปลักษณ์และสีอันสะดุดตาแสดงภาพลักษณ์ของรถสปอรต์คูเป้ 4 ประตูที่ขับเคลื่อนด้วยพลังไฟฟ้า 100% อย่างเต็มรูปแบบ
ที่ในงานนี้นอกจากจะเป็นการเปิดตัวครั้งแรกต่อสาธารณะชนแล้วยังเปิดรับจองในงานนี้เลย ซึ่งครั้งนี้ Audi ก็มาพร้อมกับแคมเปญสุดพิเศษเฉพาะในงาน ให้ผู้ที่สนใจผ่อนได้ 0% นานสุด 7 ปี โดยราคาเปิดตัวครั้งนี้ค่อนข้างน่าสนใจเลยทีเดียว เรียกว่าประมาณ 9.5 ล้านบาทก็เป็นเจ้าของรถยนต์คันนี้ได้แล้ว
ในเรื่องของแบรนด์ใหญ่ยักษ์เช่นนี้ก็ไม่มีประเด็นใดน่าสนใจไปกว่าการหันมาทำรถยนต์สปอร์ตคูเป้แบบไฟฟ้า 100 % เช่นนี้แล้ว ยังสามารถคงคอนเซปต์ความเป็นขุมพลังของ Audi อย่างแรงม้าสูงสุดใน Normal Mode ถึง 598 แรงม้า และ Boost Mode ถึง 646 แรงม้าเลยทีเดียว
สรุปภาพรวมงาน Motor Show 2021
รถยนต์ใหม่ๆ ต่างพากันมาเปิดตัวมากมายในงานนี้ ชนิดว่าเดินไปกี่บูธก็ต้องเจอรุ่นรถยนต์น่าสนใจให้อยากได้กันไม่หยุดหย่อนเลยทีเดียว หากใครที่ลังเลอยู่ ไปค่ะ ไปซื้อบัตรที่หน้างานเลย มีทั้งโซนค่ายรถยนต์ที่มาเปิดบูธ ทั้งโซน EV SMART CITY และโซน USED CAR ให้คุณได้เลือกดูอย่างจุใจเลย
แต่ใครที่อยากดู USED CAR หรือรถมือสองใด ๆ ก็ต้องมาที่ Kaidee ที่นี่ที่เดียวเลยค่ะ
Mar 10, 2021 | บทความยานยนต์
ทุกวันนี้เทคโนโลยีภายในรถยนต์นับว่ามีความสำคัญพอ ๆ กับเครื่องยนต์ เนื่องจากระบบเหล่านี้เป็นหัวใจสำคัญของการขับขี่ ตั้งแต่ความปลอดภัยไปจนถึงการเชื่อมต่อและการสื่อสาร ดังนั้นเมื่อรถยนต์มีความซับซ้อนมากขึ้น แน่นอนว่ามันจะส่งผลโดยตรงต่อกับชีวิตของคุณ
ซึ่งวันนี้เราได้รวมเทคโนโลยียานยนต์น่าสนใจที่คุณควรมองหาเมื่อมีความคิดอยากจะซื้อรถใหม่สักคันมาให้แล้ว จะมีอะไรบ้างนั้นไปดูกัน
ระบบขับขี่ขั้นกว่า (Advanced Driver Assist Systems)
บริษัทยานยนต์หลายบริษัทต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า เทคโนโลยีที่สามารถตอบสนองต่ออันตรายได้อย่างรวดเร็ว สามารถลดความเมื่อยล้าของผู้ขับขี่ได้ คือตัวช่วยแห่งอนาคตที่จะทำให้การขับขี่ง่ายกว่าที่เคย ซึ่งระบบเหล่านี้มักจะมาเป็นชุดอุปกรณ์เช่น Ford’s Co-Pilot360, Subaru’s EyeSight และ Toyota Safety Sense แต่ส่วนใหญ่มักจะเป็นตัวเลือกเพิ่มเข้ามามากกว่า
เทคโนโลยีรถยนต์ที่น่าสนใจ
ระบบควบคุมความเร็ว : ช่วยรักษาความเร็วรถของคุณให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ไม่ว่าจะชะลอหรือเร่งความเร็ว เพื่อรักษาระยะห่างกับจากรถคันข้างหน้า และป้องกันอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นแจ้งเตือนเมื่อออกนอกเส้นทาง : แจ้งเตือนทันทีเมื่อรถกำลังออกนอกเส้นทางระบบช่วยให้รถอยู่ในเลน แจ้งเตือนจุดบอด แจ้งเตือนเมื่อรถข้ามเลน : แจ้งให้คุณทราบหากมีสิ่งผิดปกติเข้ามาบริเวณตัวรถ บางระบบจะแสดงทิศทางที่รถคันอื่นกำลังมาอีกด้วยระบบช่วยเบรคถอยหลัง : หากตรวจจับได้ว่ามีวัตถุอยู่ด้านหลังรถในขณะที่กำลังถอย ระบบช่วยเบรคถอยหลังจะหยุดรถของคุณทันที เพื่อหลีกเลี่ยงอุบัติเหตุ
เบรคฉุกเฉินอัตโนมัติ (Automatic Emergency Braking)
ระบบเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติ (AEB) จะเปิดใช้งานทันทีที่รถของคุณจะชน และแน่นอนว่า AEB สามารถตอบสนองได้เร็วกว่ามนุษย์ และสามารถทำงานได้อย่างรวดเร็วก่อนที่คุณจะตัดสินใจเหยียบเบรกซะอีก ในกรณีที่คุณกำลังเบรค แต่รู้สึกว่าคุณต้องหยุดรถเร็วกว่านั้น AEB ยังสามารถเบรกได้หนักกว่าแรงกดที่คุณใช้อีกด้วย ส่วนจะมีรถเจ้าไหนเริ่มใช้งานระบบดังกล่าวบ้างต้องติดตามกันต่อไป
เชื่อมต่อผ่าน Mobile Apps/Digital Key
ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าในยุคที่โทรศัพท์มือถือกลายเป็นอวัยวะที่ 33 ของมนุษย์ การใช้ประโยชน์จากเครื่องมือสื่อสารประเภทนี้จึงเป็นตัวช่วยที่น่าสนใจ ซึ่งผู้ผลิตรถยนต์ส่วนใหญ่เสนอให้มีการเชื่อมแอปสมาร์ทโฟนกับรถยนต์ ไม่ว่าจะเป็น ช่วยปลดล็อกประตูจากระยะไกล ตรวจสอบสถานะระดับน้ำมันเชื้อเพลิงและแรงดันลมยาง หรือแม้กระทั่งสตาร์ทรถจากระยะไกล สำหรับใครที่กังวลว่าถ้ามือถือโดนขโมยจะทำอย่างไร ไม่ต้องกังวลไป เพราะคีย์ดิจิทัลมีมาตรการรักษาความปลอดภัยชั้นสูงที่จะผูกเฉพาะโทรศัพท์กับรถของคุณเท่านั้น
เทคโนโลยีสำหรับมือใหม่หัดขับ (Teen Driver Technology)
Teen Driver ทำหน้าที่เป็นตัวช่วยให้เหล่ามือใหม่หัดขับทั้งหลาย ส่วนระบบต่าง ๆ ของรถมีตัวอย่างดังนี้
แจ้งเตือนคุณหากรถขับด้วยความเร็วที่กำหนด ปิด/เปิดเสียงแจ้งเตือน เมื่อใช้เข็มขัดนิรภัยอย่างถูกต้อง
นอกจากนี้ยังมีระบบรายงานให้ผู้ปกครองทราบด้วยว่าระบบความปลอดภัยต่าง ๆ ทำงานอยู่ รวมไปถึงการแจ้งเตือนเมื่อเกิดอุบัติเหตุ เพื่อให้ผู้ปกครองอุ่นใจและมั่นใจว่าลูกหลานของตนนั้นปลอดภัยขณะอยู่หลังพวงมาลัย
แจ้งเตือนทันทีเมื่อมีไม่ปลอดภัย (Exit Warning to Protect Cyclists)
บ่อยครั้งที่ผู้ขับขี่ต้องกังวลกับรถที่จอดและเคลื่อนที่ไปมา ซึ่งสิ่งที่จะช่วยให้ผู้ขับขี่รู้สึกสบายใจได้ ก็คือการแจ้งเตือน ระบบการแจ้งเตือนจะทำงานอยู่สักพักหลังจากดับเครื่องยนต์ หากเซ็นเซอร์เห็นว่ามีนักปั่นจักรยานหรือยานพาหนะอื่น ๆ ใกล้เข้ามา ระบบจะแจ้งเตือนผู้โดยสารด้วยไฟที่ส่องสว่าง พร้อมล็อกประตูเพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ขับขี่เปิดประตูและผู้โดยสารเปิดไปโดนวัตถุที่กำลังเข้าใกล้ตัวรถ
ชาร์จ เชื่อมต่อ ผ่านระบบ Wireless (Wireless Smartphone Charging and Connectivity)
การเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนกับแท่นชาร์จในปัจจุบัน เพื่อน ๆ คงเห็นได้ว่ามีตัวเลือกน่าสนใจเยอะมากขึ้น แต่ออพชันดังกล่าวจะพบได้ในรถยนต์ราคาค่อนข้างสูง ถ้าเพื่อน ๆ ต้องการชาร์จโทรศัพท์ขณะเดินทางมากกว่าหารถยนต์ที่มีการชาร์จแบบไร้สาย การใช้แผ่นชาร์จที่เรียกว่า Qi ก็เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่ดี เพราะติดตั้งง่าย ใช้งานสะดวก มีความรวดเร็ว
ขับขี่อุ่นใจกับกล้อง 360 องศา (360-Degree Camera)
ด้วยการรวมกล้องทุกด้านของรถเข้ากับเทคโนโลยีอันชาญฉลาด จอแสดงผลของรถของคุณจะสามารถแสดงมุมมองจากบนลงล่างเสมือนจริงของสภาพแวดล้อมของคุณ สามารถแสดงด้านข้างของโรงรถของคุณหรือว่าคุณอยู่ระหว่างเส้นจอดรถที่ร้านขายของชำ นอกจากนี้ยังสามารถให้ความช่วยเหลือล้ำค่าในขณะจอดรถคู่ขนาน คุณสามารถพบระบบกล้องเหล่านี้ได้ในยานพาหนะหลายประเภทซึ่งหลายรุ่นมีราคาปานกลาง
มองกระจกหลังผ่านวิดีโอ (Video Rearview Mirror)
เคยไหม ? ของเต็มรถไปหมด พอมองกระจกหลังของพวกนั้นก็บังหมด แล้วเราจะมีกระจกหลังไว้ทำไมกันล่ะ ? คำถามนี้จะหมดไปถ้าคุณมีนวัตกรรมที่เรียกว่ากระจกมองหลังแบบวิดีโอโดยใช้กล้องด้านหลังเพื่อแสดงมุมมองด้านหลังรถ ที่สำคัญเพื่อน ๆ ยังสามารถสลับมุมมองไปมาตามต้องการได้
ระบบรักษาความปลอดภัย (Stolen Vehicle Tracking Software)
รู้หรือไม่ ปี 2020 มีรถยนต์มากกว่า 720,000 คันถูกขโมย !! แต่สิ่งที่น่าสนใจคือเจ้าของรถยนต์กว่า 56% ได้รถคืน และปฏิเสธไม่ได้เลยว่าสิ่งที่เกิดขึ้นส่วนหนึ่งมาจากเทคโนโลยีของระบบความปลอดภัยและการให้ความช่วยเหลือ พูดง่าย ๆ คือ Stolen Vehicle Tracking Software คือนวัตกรรมช่วยให้หน่วยงานต่าง ๆ บังคับใช้กฎหมายในการค้นหาได้นั่นเอง นอกจากสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ รวมไปถึงการแจ้งเตือนหลังเกิดอุบัติเหตุเพื่อเรียกบริการช่วยเหลือแล้ว สิ่งที่เรียกว่า Stolen Vehicle Tracking Software ยังมีความสามารถในการระบุตำแหน่งของรถอีกด้วย
ปลอดภัยตลอดเส้นทางด้วยจอแสดงจุดบอด (Blind-Spot View Monitor)
หลายคนน่าจะเคยประสบปัญหากำลังจะเปลี่ยนเลน แต่มีดันรถจากไหนไม่รู้โผล่มาจนเหยียบเบรคแทบไม่ทัน จุดบอดพวกนี้อาจสร้างความรำคาญใจ และก่อให้เกิดอันตรายเวลาขับขี่ได้ แต่ไม่ต้องกังวลไป เพราะจอแสดงจุดบอดขณะขับขี่จะเข้ามาแก้ปัญหาพวกนี้ให้หมดไป หน้าจอจะแสดงให้คุณเห็นว่ามีอะไรอยู่ข้างรถบ้างในเวลาที่คุณจะเปลี่ยนเลน หรือในเวลาที่ต้องการดูการจราจรรอบข้างเพื่อการตัดสินใจที่ดียิ่งขึ้น ซึ่งเทคโนโลยีเหล่านี้ก็มีหลากหลายเวอร์ชันให้เลือกด้วยกัน แต่ถ้าเลือกที่ดูง่ายคือแสดงผลในกลุ่มมาตรวัด เช่น รถยนต์ยี่ห้อ Genesis, Kia และ Hyundai เป็นต้น
สรุปท้ายบทความ
โลกหมุนเร็วจนตามแทบไม่ทันแบบนี้ การเตรียมพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงคือสิ่งสำคัญ โดยเฉพาะกับเรื่องของการขับขี่ด้วยแล้ว เราว่ามันดีมาก ๆ เพราะเทคโนโลยีเหล่านี้จะเข้ามาช่วยให้การใช้ชีวิตบนท้องถนนของทุก ๆ คน ปลอดภัยมากยิ่งขึ้น และเราว่าการพัฒนายังไม่หยุดแค่นี้แน่นอน น่าจะมีตัวช่วยดี ๆ เจ๋ง ๆ เกิดขึ้นอีกแน่นอน พูดอะไรไม่ได้มากนอกจาก ..รอติดตามตอนต่อไป
Mar 9, 2021 | บทความยานยนต์
Toyota ค่ายรถยนต์ญี่ปุ่นยักษ์ใหญ่ ที่เป็นที่รู้จักไปทั่วโลก แถมยังได้รับความนิยมมากมายในหลาย ๆ รุ่นที่ออกมา แต่ส่วนใหญ่ก็เป็นรถยนต์ใช้พลังงานเชื้อเพลิงหรือไม่ก็ Hybrid ที่ยังไม่ใช่รถที่ใช้พลังงานไฟฟ้าแบบเต็มรูปแบบ
ซึ่งเคยสงสัยเหมือนกันไหม?? ว่าทำไมเราถึงไม่เคยเห็นรถยนต์ไฟฟ้าจากค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่นี้ นำออกมาวางจำหน่ายเลยสักคันเดียว ต้องมีเหตุผลอะไรบางอย่างแน่นอนที่ Toyota ทำไมถึงไม่เข้ามาโลดแล่นในวงการนี้ ทั้งที่เจ้าอื่น ๆ ต่างทำไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
CEO บอกว่า EV เป็นภัยกว่าที่คิด
Akio Toyoda ได้บอกเอาไว้ว่า แท้ที่จริงแล้วรถยนต์ EV นั้นไม่ได้รักษ์สิ่งแวดล้อมขนาดนั้น เพราะการผลิตไฟฟ้านั้น บางประเทศยังใช้ถ่านหินและแก๊สธรรมชาติเสียส่วนใหญ่ในการผลิต รวมถึงประเทศญี่ปุ่นก็เช่นเดียวกัน อีกทั้งยังมีผลจากสึนามิที่ประเทศญี่ปุ่นปี 2011 ทำให้โรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์นั้นไม่เป็นที่ชื่นชอบเท่าไรนัก
อ่านเพิ่มเติมรถไฟฟ้ากับรถ Hybrid ช่วยโลกจริงหรือ?? คลิกที่นี่
ทำไม Toyota ถึงไม่ขายรถ EV
มีหลากหลายประเด็นที่น่าสนใจในเรื่องนี้เป็นอย่างมาก เดี๋ยวเราจะมารู้ไปพร้อม ๆ กันเลย ว่ามีปัจจัยอะไรที่จะทำให้ Toyota นั้นเมินเฉยและไม่ผลิตรถยนต์ EV ออกมาขาย จะมีเหตุผลอะไรบ้างมาดูกันเลย
1. ผลักดันรถไฮโดรเจน
น่าจะเคยได้ยินข่าวกันมาบ้าง เพราะค่อนข้างที่จะเป็นกระแสในช่วงปี 2015 เลยก็คือ Toyota Mirai ที่ทาง Toyota พัฒนามาอย่างยาวนาน และค่อนข้างที่จะคาดหวังเป็นอย่างมาก ให้รถยนต์พลังไฮโดรเจนนั้นเป็นที่นิยมมากกว่าประเภท EV
รถไฮโดรเจน คืออะไร??
รถไฮโดรเจน หรือ รถพลังงานไฟฟ้าแบบ Full Cell (FCEV) ซึ่งหลายคนอาจจะคิดว่าเป็นรถที่เติมแค่น้ำเปล่าก็วิ่งได้แล้ว แต่จริง ๆ แล้วคือน้ำที่ผ่านกระบวนการแปลงสภาพให้เป็นไฮโดรเจนก่อน จึงจะสามารถนำเข้ามาเติมได้ ซึ่งมีข้อดีอย่างเห็นได้ชัดเลยคือไม่เสียเวลาเติมพลังงานเหมือนกับรถยนต์พลังงานไฟฟ้า (ที่เรียกได้ว่านานจนหลับรอได้!!)
Toyota Mirai
Toyota Mirai รถยนต์ไฮโดรเจนคันแรกที่ถูกปล่อยออกมาถึงแม้ว่ารถนี้จะกำลังอยู่ในช่วงพัฒนาและวางขายอยู่ และในปี 2021 นี้ Toyota ยังจะปล่อยรุ่นอัปเกรดที่เพิ่มขึ้นจากรุ่นเดิม ถึงแม้ว่าจะไม่ค่อยได้รับความนิยมเท่าที่ควร แต่ทาง CEO ยืนยันที่ผลักดันให้มันกลายมาเป็นรถยนต์แห่งอนาคตที่เหนือยิ่งกว่ารถยนต์ EV บนท้องถนน
2. มาลงตลาด EV ช้าไป
ถึงแม้ว่า Toyota จะคิดเรื่องรถยนต์ไฟฟ้าออกมาเป็นเจ้าแรก ๆ ในการผลิตรถยนต์ลูกครึ่งอย่าง Hybrid แต่พอหลังจากนั้นไม่นาน ผู้ที่ตามมาทีหลังอย่าง Tesla กลับครองตลาดรถไฟฟ้าด้วย Tesla Model 3 ที่ทำยอดขายได้อย่างถล่มทลาย ทำให้ Toyota นั้นช้าไปเสียแล้วที่จะมาตีตื้นในตลาดนี้
3. รถยนต์ไฟฟ้าของ Toyota กำลังอยู่ในช่วงพัฒนา
ทาง Toyota กำลังซุ่มพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าขึ้นภายใต้แพล็ตฟอร์ม e-TNGA (Electric Toyota New Global Architecture) ซึ่งจะเน้นการตลาดฝั่งยุโรป
Toyota ก็มีรถไฟฟ้า
ต้องบอกก่อนเลยว่าจริง ๆ แล้ว Toyota นั้นก็มีทำรถไฟฟ้าอยู่บ้าง แถมยังเป็นผู้บุกเบิกเรื่องของรถยนต์ลูกผสมระหว่างน้ำมันและไฟฟ้าอย่าง Toyota Prius ส่วนรถยนต์ EV นั้นก็มีเช่นเดียวกันแต่ไม่ได้ขายกันอย่างแพร่หลายรอบโลก แต่กลับทำการตลาดรถยนต์ EV ในประเทศจีน คือ C-HR EV หรือชื่อที่เรียกกันในจีนคือ IZOA EV แต่การที่ทาง Toyota ทำรถยนต์ออกมาขายเพราะเป็นข้อบังคับจากทางรัฐบาลจีนนั่นเอง และคาดว่ารถยนต์รุ่นนี้คงจะไม่วางขายที่ประเทศอื่น ๆ ด้วย
C-HR EV / IZOA EV
เป็นความเหมือนที่แตกต่าง รูปลักษณ์ภายนอกที่เรียกว่าเหมือนกันเป๊ะ กับ Toyota C-HR ที่ขายกันในบ้านเรา เพียงเปลี่ยนจากเครื่องยนต์มาเป็นแบตเตอรี่ไฟฟ้าเท่านั้น ซึ่งมีสเปคดังนี้
มอเตอร์ไฟฟ้าเดี่ยว ให้กำลังสูงสุดถึง 200 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 300 นิวตันเมตร สามารถส่งพลังจากแบตเตอรี่ความจุ 54.3 kWh ทำระยะทางได้สูงสุดถึง 400 กิโลเมตร ต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง ที่ได้รับมาตรฐาน NEDC โดยมีอัตราเร่ง ตั้งแต่ 0-50 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ความเร็วสูงสุดที่ 160 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
สรุปท้ายบทความ
หากใครที่กำลังมองหารถยนต์คุณภาพดี ราคาไม่แรง สามารถเข้ามาซื้อได้ง่าย ๆ ที่ Kaidee Auto เพราะที่นี่เป็นแหล่งรวมรถยนต์มากมายที่ได้คุณภาพ แถมสามารถติดต่อผู้ขายได้โดยตรงอีกด้วย นัดรับได้สะดวก ตีสภาพรถได้ก่อนซื้อ ต้องที่นี่เลย!!!