Oct 14, 2020 | บทความยานยนต์
ในขณะที่ประเทศไทยอยู่ในช่วงของหน้าฝนและได้รับอิทธิพลจากพายุหรือมรสุมต่าง ๆ ทำให้มีฝนตกในบางพื้นที่ จะเดินทางไปไหน มาไหน ก็ค่อนข้างไม่สะดวกเท่าไร บางที่ก็มีน้ำขังบนถนน บางที่น้ำที่อาจจะท่วมสูง เพราะเกิดจากการระบายไม่ทันของน้ำ
ซึ่งการใช้รถใช้ถนนในหน้าฝน ต้องระมัดระวังในการขับขี่มากขึ้น เนื่องจากถนนมีน้ำขังบนถนน ทำให้ถนนลื่น ถ้าหากขับรถเร็วเกินไปอาจจะทำให้เกิดอุบัติเหตุก็ได้นะ วันนี้เรามี 5 วิธีขับรถหน้าฝนอย่างไร ให้มั่นใจ ไร้อุบัติเหตุ เพื่อเป็นประโยชน์กับหลาย ๆ คน มาดูกันเลย
1. ที่ปัดน้ำฝน
สิ่งแรกที่สำคัญเลย คือ ที่ปัดน้ำฝน เป็นสิ่งสำคัญอันดับต้น ๆ เลยก็ว่าได้ของการขับรถในหน้าฝน เพราะ ถ้าขาดที่ปัดน้ำฝนมีโอกาสสูงมากที่จะทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ เพราะฉะนั้นควรเปิดที่ปัดน้ำฝน ถ้าชำรุดให้รีบเปลี่ยนด่วน ๆ เลย เพื่อความปลอดภัยของเพื่อน ๆ ทุกคน
2. เว้นระยะห่าง
การเว้นระยะห่างจากรถคันข้างหน้า คืออีกหนึ่งสิ่งสำคัญที่ควรทำ เพราะการขับรถตอนฝนตก ถนนลื่น มีน้ำขังถนน สามารถทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ง่าย ดังนั้นจึงควรขับรถช้า ๆ และเว้นระยะห่างจากรถคันหน้าให้มากที่สุด เพื่อป้องกันเวลาเบรกแล้วรถอาจจะไถลไปชนคันหน้าก็ได้
3. ไฟหน้ารถ
การเปิดไฟหน้ารถขณะฝนตกหนัก เป็นสิ่งที่ควรทำ เพราะเป็นการแสดงให้รถคันอื่น ๆ ได้เห็นว่ามีรถของเราวิ่งอยู่บนถนนด้วย เพราะรถบางคัน อาจจะมองไม่เห็นรถของเราก็เป็นไปได้ เพราะทัศนวิสัยในการมองเห็นอาจจะลดลงมากในการขับขี่ขณะฝนตกหนัก อีกทั้งการเปิดไฟหน้ารถยังช่วยเพิ่มการมองเห็นทางข้างหน้าได้ดียิ่งขึ้นอีกด้วย
4. สัญญาณไฟขอทาง
เปิดไฟขอทางขณะฝนตกหนัก หลาย ๆ คน อาจจะเคยเห็นรถหลายคันเปิดไฟขอทางกันขณะฝนตก แต่!! นั่นเป็นวิธีการใช้ไฟที่ผิดวิธี เพราะว่าถ้าหากเราจะเลี้ยว รถคันอื่นที่ขับตามมาอาจจะไม่รู้ว่ารถของเราจะเลี้ยวไปทางไหนกันแน่อาจจะทำให้เกิดอุบัติเหตุเลยก็ได้นะ หรือบางคันอาจจะเข้าใจผิดว่ารถของเราเสียนั้นเอง ทางที่ดี เปิดเฉพาะไฟหน้าก็เพียงพอแล้วละ
5. ใช้ความเร็วให้เหมาะสม
การขับรถในขณะที่ฝนตกหนัก ควรใช้ความเร็วที่เหมาะสม ไม่ควรใช้ความเร็วสูง เพราะมีความเสี่ยงสูงมากที่จะทำให้เกิดอุบัติเหตุอาจจะได้ใบสั่งเรียกเก็บเงินเนื่องจากความเร็วที่เกินกำหนด
หากถามว่าควรใช้ความเร็วเท่าไร ไม่สามารถบอกได้ เพราะว่าจะพิจารณาจากสมรรถนะของรถ ยาง และอื่น ๆ แต่ไม่ว่าจะเป็นรถที่มีสมรรถนะที่ดีเยี่ยมหรือมียางที่สมบูรณ์ มีระบบป้องกันดีแค่ไหน แต่ถ้าขับรถใช้ความเร็วเกินและประมาท ก็มีโอกาสเกิดอุบัติเหตุขึ้นได้ทุกเมื่อ เพราะฉะนั้นมาขับรถให้ปลอดภัยกันดีกว่านะครับ
หากเพื่อน ๆ อยากได้รถมือสองสมรรถนะดี ราคาดี มีคุณภาพ ปลอดภัย ที่ RodKaidee เรามีรถหลากหลายแบรนด์ หลากหลายรุ่นให้เพื่อน ๆ ได้เลือกซื้อได้ตามใจชอบเลยครับ มาดูกันก่อนได้นะ
Oct 12, 2020 | บทความยานยนต์
วางแผนเที่ยวทั้งที ต้องเตรียมตัวให้ดีก่อนเสมอ ไม่ว่าสถานที่ที่ต้องการไปจะใกล้หรือไกลแค่ไหน และยิ่งหลายคนที่มีรถ แต่ไม่ได้ใช้ขับไปทำงาน จอดคาไว้ที่บ้านเป็นเวลานาน ก็ยิ่งต้องตรวจเช็คให้ดีก่อนออกเดินทาง แต่จะเช็คอะไรบ้าง ก็เป็นคำถามที่มักเกิดขึ้นกับหลายคน ซึ่งตัวรถเองก็มีหลายชิ้นส่วนที่มีความสำคัญ ยิ่งสาวๆที่ขับรถเองยิ่งต้องจำข้อมูลเหล่านี้ เพื่อความปลอดภัยของตัวคุณและคนที่นั่งรถไปด้วยกัน รวมทั้งเพื่อป้องกันการขัดข้องเวลาออกเดินทางไปแล้ว จะได้ไม่เสียเวลาในวันพักผ่อนที่คุณตั้งตารอ ไปดูกันเลย
1.แบตเตอรี่
อุปกรณ์ในเครื่องยนต์ที่มีความสำคัญมากชิ้นหนึ่ง หากแบตเตอรี่หมดก็ไม่สามารถใช้รถได้ โดยทั่วไปแล้วแบตเตอรี่มีอายุประมาณ 3 ปี แต่หากใช้แบตเตอรี่แบบแห้งที่มีคุณภาพ อายุการใช้งานก็จะยาวนานขึ้นอีก โดยทั่วไปแล้วสิ่งที่ต้องตรวจเช็คของแบตเตอรี่สิ่งแรกคือแบตเตอรี่ใกล้หมดหรือเสื่อมแล้วหรือยัง หากสตาร์ทรถติดยากหรือมีเสียงดัง ให้รีบเช็คแบตเตอรี่ก่อนเป็นอันดับแรกต่อมาคือน้ำกลั่น เพราะส่วนใหญ่จะใช้แบตเตอรี่แบบเปียกหรือแบบน้ำ
2.น้ำมันเครื่อง
น้ำมันเครื่องเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้เครื่องยนต์ทำงานได้ราบรื่น และเป็นสิ่งที่ยังช่วยรักษาชิ้นส่วนภายในเครื่องยนต์อีกด้วย เพราะฉะนั้นก่อนออกเดินทางควรเช็คว่าน้ำมันเครื่องในเครื่องยนต์อยู่ในปริมาณที่เหมาะสมหรือไม่ โดยวัดจากก้านวัดที่เสียบอยู่ในถังน้ำมันเครื่อง ให้อยู่ตรงกลางระหว่างขีด L และ F
3.เบรก
การขับขี่ระยะทางไกลมักเกิดอุบัติเหตุเกิดขึ้นบ่อยจากสาเหตุได้ยินกันจนชินหูว่าเบรกแตก ซึ่งเกิดขึ้นจากน้ำมันเบรกรั่วและเข้าไปที่ผ้าเบรก ทำให้ไม่สามารถเบรกได้อย่างปกติ ซึ่งระบบเบรกของรถยนต์นั้นมีส่วนประกอบหลายอย่าง เช่น ผ้าเบรก น้ำมันเบรก ดัมเบรก เป็นต้น อาการเบื้องต้นที่เราเช็คได้เบื้องต้นเกี่ยวกับระบบเบรกคือ เมื่อเบรกแล้วมีเสียงดังหรือไม่ เหยียบเบรกแล้วรู้สึกเหยียบยากหรือแป้นเบรกแข็งกว่าปกติหรือไม่ หรือถ้าเป็นรถยนต์ที่มีระบบเบรก ABS หากเกิดความผิดพลาดอะไรขึ้นของระบบ ที่หน้าปัดรถก็จะขึ้นไฟเตือนเป็นคำว่า ABS ขึ้นมา หากเกิดความผิดปกติอย่างที่กล่าวมา ควรรีบแก้ไขโดยการเข้าศูนย์ให้บริการเพื่อทำการตรวจเช็ครถของคุณ
4.ลมยาง
เมื่อเรามียางรถยนต์ที่ดีแล้ว ลมยางก็ควรเติมให้พอดีและถูกต้องด้วย เพราะหากเกิดปัญหาเกี่ยวกับยางระหว่างการเดินทางล่ะก็ อาจต้องใช้เวลาประมาณหนึ่งในการซ่อมหรือเปลี่ยนยาง และหากไม่ชำนาญก็อาจต้องเรียกช่างหรือคนอื่นมาช่วย สำหรับลมยางรถยนต์ทั่วไปแล้วจะอยู่ที่ประมาณ 30 – 35 ปอนด์ หากเป็นรถคันเล็กหน่อยก็จะอยู่ที่ประมาณ 25 – 30 ปอนด์ ซึ่งการเติมให้พอดีนั้นจะช่วยให้เราควบคุมรถได้ดียิ่งขึ้น การเหยียบเร่งหรือเบรกก็จะเป็นปกติ ข้อควรระวังคือการเติมลมยางมากหรือน้อยเกินไป หากเติมน้อยเกินไป จะทำให้การเหยียบเร่งค่อนข้าช้ากว่าปกติ ส่งผลให้รถกินน้ำมันมากขึ้น และอาจทำให้ยางระเบิดได้ แต่หากเติมมากไปจะทำให้การยึดเกาะถนนแย่ลง ยางมีความแข็งและทำให้การควบคุมยากขึ้น
5.อายุ พ.ร.บ.รถ
พ.ร.บ.รถยนต์ถือเป็นหนึ่งสิ่งสำหรับคนที่เป็นเจ้าของรถจะต้องจำและคอยต่ออยู่ประจำปี ซึ่งพ.ร.บ.รถยนต์คือประกันภัยที่ตามกฏหมายแล้วผู้เป็นเจ้าของรถจะต้องมี และจะถูกนำไปใช้ในการยื่นภาษีหรือต่อทะเบียนรถยนต์ในขั้นตอนต่อไป ตัว พ.ร.บ.จะคุ้มครองเราเบื้องต้นเมื่อเกิดอุบัติเหตุ ไม่ว่าจะเป็นค่ารักษาพยาบาล หากเสียชีวิตหรือทุพพลภาพก็จะมีวงเงินคุ้มครอง ถ้าหากไม่ต่ออายุ พ.ร.บ. ตามกำหนด จะถูกปรับไม่เกิน 10,000 บาท และถ้าหากไม่ต่อภาษีรถยนต์หรือทะเบียนรถยนต์เป็นเวลานานเกิน 3 ปี ก็จะถูกระงับทะเบียนรถยนต์อีกด้วย
6.เส้นทาง
การเตรียมพร้อมเส้นทางอาจดูเป็นหัวข้อที่ไม่สำคัญในยุคที่มีแอปพลิเคชันนำทางดีๆอย่าง Google Maps แต่ในบางครั้งเราจะได้ยินข่าวการเกิดอุบัติเหตุที่เกิดจากการไม่รู้เส้นทาง เช่น ทางโค้งหักศอก หากไม่ได้จำกัดความเร็วที่เหมาะสมก็จะเกิดอุบัติเหตุได้ หรือบางครั้งแอปพลิเคชันนำทางก็อาจพาเราไปทางตัน จนต้องเสียเวลาหาทางออกได้ ดังนั้นการรู้เส้นทางจะช่วยให้เราขับรถง่ายขึ้น และหากรถติดก็สามารถใช้เส้นทางอื่นที่เราเตรียมไว้เพื่อย่นระยะเวลาการเดินทางได้
สรุป
ไม่ว่าจะขับรถเดินทางไปเที่ยวหรือขับไปทำงาน การหมั่นเช็ครถสุดรักเป็นประจำถือว่าเป็นเรื่องที่ควรทำอยู่เสมอ และที่สำคัญนอกจากรถที่พร้อมแล้ว ตัวเราก็ต้องพร้อมด้วย ไม่ว่าจะเป็นการเรียนรู้เส้นทางหรือสถานที่ที่ต้องการจะไป เพื่อความสะดวกและจะได้ไม่ต้องคอยกลับรถเวลาขับรถเลยหรือเลี้ยวผิดเส้นทาง และหากใครอยากท่องเที่ยวไกลๆแต่ยังไม่มีรถยนต์คู่ใจดีๆสักคัน ต้องมาดูที่นี่เลย RodKaidee ที่มีรถให้เลือกชมหลากหลายประเภท จะรถเล็กสเปคดีสำหรับสาวๆหรือรถ SUV ราคาดีโดนใจหนุ่มๆ ก็มีพร้อมให้ได้เลือกซื้อเลือกชมกัน อย่ารอช้า รีบมาดูกันเลย
Oct 6, 2020 | บทความยานยนต์
ผู้หญิงอย่างเรา เวลาเลือกซื้อรถสักคัน ถือว่าเป็นอีกเรื่องที่คิดไม่ตกว่าจะเอายังไงดี ไม่ใช่อะไรหรอก เพราะรถกับผู้หญิงเป็นเรื่องไกลกันมาก วันนี้เราเลยมีรถสำหรับผู้หญิงมาฝาก ขอบอกว่าแต่ละรุ่นคัดมาแล้วว่าคุ้มค่า ราคาเป็นมิตร แถมประหยัดน้ำมันเป็นที่สุด
1. SUZUKI SWIFT
ประเดิมรถผู้หญิงคันแรกด้วยรถไซส์มินิ คันเล็กกระทัดรัด มาพร้อมเครื่องยนต์ DUALJET หัวฉีดคู่ เพิ่มประสิทธิภาพการฉีดเชื้อเพลิงให้ดียิ่งขึ้น ภายในตกแต่งแบบสปอร์ต จอแสดงผลมีทั้งแบบดิจิทัล และ LCD ขับขี่ได้อย่างมั่นใจ เพราะเขามากับถุงลมนิรภัยถึง 6 ตำแหน่ง และยังช่วยประหยัดน้ำมันมากกว่า 23 กม./ลิตร* เลยทีเดียว
*ขึ้นอยู่กับรุ่น
ราคาอยู่ที่ : 499,000 – 629,000 บาท (ขึ้นอยู่กับรุ่นและสี)
2. MITSUBISHI ATTRAGE
อีกรุ่นฮิตของสาวออฟฟิศ ดีไซน์โดดเด่น หน้าจอระบบสัมผัสขนาด 8 นิ้ว แต่ที่พิเศษคือตัวรถมีระบบตัดกำลังเครื่องยนต์ (เมื่อเหยียบคันเร่งอย่างรุนแรงและรวดเร็ว) ระบบเตือนการชนด้านหน้า และระบบช่วยชะลอความเร็ว นับว่าเป็นตัวช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้กับสาวๆได้อย่างดี
ประหยัดน้ำมันสูงสุดถึง 23.3 กม./ลิตร
ราคาอยู่ที่ : 494,000 – 624,000 บาท (ขึ้นอยู่กับรุ่นและสี)
3. MAZDA 2
รถที่พัฒนาจากแนวคิด Kodo : Soul of Motion ดูเรียบง่าย แต่แฝงไปด้วยความโฉบเฉี่ยวทุกมุมมอง ออกแบบโดยคิดถึงผู้ขับขี่เป็นหลัก จับคู่กับระบบแสดงภาพรอบทิศทาง 360 องศา และ ACTIVE DRIVING DISPLAY สกรีนใส แสดงข้อมูลสำคัญ ในการขับขี่แบบสี มาพร้อมเครื่องยนต์ 2 แบบด้วยกันคือ สกายแอคทีฟคลีนดีเซล 1500 cc และเครื่องยนต์สกายแอคทีฟเบนซิน 1300 cc
ประหยัดน้ำมันสูงสุดถึง 26.3 กม./ลิตร* มั่นใจได้ทุกระยะทาง
*ขึ้นอยู่กับรุ่น
ราคาอยู่ที่ : 546,000 – 799,000 บาท (ขึ้นอยู่กับรุ่นและสี)
4. HONDA CITY
รถสำหรับผู้หญิง ที่จะขับเดี่ยวๆ ก็สวย หรือจะแต่งเพิ่มก็เท่ไปอีกแบบ มีลูกเล่นคือปุ่ม Econ mode ที่ช่วยลดการใช้พลังงานสิ้นเปลืองขณะขับขี่ ตกแต่งภายในด้วยสีดำสุดคลาสสิก มาพร้อมกล้องหลังที่สามารถปรับมุมมองได้ถึง 3 รูปแบบ จะทางลาดทางชันก็พร้อมทุกการขับขี่
ประหยัดน้ำมันสูงสุดถึง 23.8 กม./ลิตร*
*ขึ้นอยู่กับรุ่น
ราคาอยู่ที่ : 579,000 – 739,000 บาท (ขึ้นอยู่กับรุ่นและสี)
5. Toyota Yaris
รถ Eco car สไตล์สปอร์ต ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ หน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่อย่างละเอียด พวงมาลัยหนังสีดำ พร้อมฟังก์ชั่นควบคุมเครื่องเสียงและโทรศัพท์ โดดเด่นด้วยระบบไฟส่องสว่างหลังจากดับเครื่องยนต์ ที่จะช่วยให้สาวๆ เดินเข้าบ้านอย่างปลอดภัย ขับขี่ปลอดภัย การันตีด้วยมาตรฐานระดับ 5 ดาว ประหยัดน้ำมันสูงสุดถึง 23.- กม./ลิตร*
*ขึ้นอยู่กับรุ่น
ราคาอยู่ที่ : 539,000 – 649,000 บาท (ขึ้นอยู่กับรุ่นและสี)
6. Nissan Note
รถสำหรับผู้หญิงที่ต้องการพื้นที่ในรถกว้างๆ เพราะเบาะของเขาปรับได้ถึง 3 แบบด้วยกัน จะช้อปปิ้งเยอะขนาดไหนก็มีพื้นที่ให้วางของ ที่นั่งด้านหลังเป็นแบบยกสูง ทำให้รู้สึกโปร่งโล่งสบายตา จะนั่งนอนท่าไหนก็ไม่อึดอัด แถมรถรุ่นนี้ยังมีกล้องอัจฉริยะมองได้รอบทิศทาง ขับขี่ได้อย่างมั่นใจ ยังไม่พอแค่นั้น ถ้าสาวๆคนไหนเริ่มขับขี่ออกนอกช่องทาง รถคันนี้มีระบบเตือนด้วยนะ เจ๋งสุดๆ เลย
ราคาอยู่ที่ : 529,000 – 589,000 บาท (ขึ้นอยู่กับรุ่นและสี)
เพราะเราใช้ชีวิตบนท้องถนนกันแทบทุกวัน ไม่ว่าจะไปทำงาน ไปซื้อของ หรือแม้แต่ไปเที่ยวต่างจังหวัด การคำนึงถึงความคุ้มค่าของรถ การใช้งาน และราคาจึงเป็นเรื่องสำคัญ ยิ่งกับผู้หญิงด้วยแล้ว ยิ่งต้องให้ความสำคัญคูณสอง ทั้งนี้ก็เพื่อการใช้งานอย่างสมบูรณ์แบบยังไงล่ะ
ถ้าสาวๆคนไหนมีรถอยู่แล้ว แต่ต้องการขายเพื่อซื้อรถใหม่ RodKaidee พร้อมเป็นตัวช่วยให้สาวๆ ได้รถในฝันได้ไวยิ่งขึ้น นำรถเก่ามาลงขายได้ที่นี่เลย
Oct 6, 2020 | บทความยานยนต์
แอร์รถยนต์ทำงานอย่างไรและประกอบด้วยอะไรบ้าง เป็นสิ่งสำคัญที่คุณควรรู้
หากต้องการเป็นเจ้าของรถยนต์สักคัน
เพราะว่าถ้าไม่มีแอร์ คุณต้องเปิดหน้าต่างรถเพื่อเอาออกซิเจนเข้ารถท่ามกลางอากาศร้อนอบอ้าวของเมืองไทย แค่คิดภาพก็รู้สึกทรมานร่างกายเหลือเกิน นั่นคือสาเหตุที่คุณควรรู้ระบบแอร์ เพื่อรู้ถึงสาเหตุของแอร์รถยนต์ไม่เย็นและวิธีป้องกันไม่ให้แอร์รถยนต์ของคุณเสื่อมเร็วกว่าปกติ
ความสำคัญของระบบแอร์รถยนต์
ทำไมแอร์รถยนต์จึงสำคัญ คำตอบคือ ถ้าแอร์รถยนต์เสียหรือมีปัญหาครั้งหนึ่ง จะไม่ใช่แค่แอร์ไม่เย็นภายในรถยนต์เพียงอย่างเดียวเท่านั้น ยังจะโยงไปถึงปัญหาสุขภาพของผู้ขับขี่ได้ด้วย! เราจะมาดูปัญหาหลักๆ ที่จะกระทบผู้ขับขี่กันนะคะ
1. แอร์รถยนต์เสีย
ปัญหาแอร์รถยนต์เสียนอกจากจะสร้างความรำคาญให้แก่ผู้ขับขี่แล้ว ยังสร้างภาระให้แก่เครื่องยนต์อีกด้วย นำมาสู่ปัญหาที่ว่า เครื่องยนต์ทำงานหนักทั้งเปลืองน้ำมันฟรี และยังเกิดปัญหาขึ้นกับเครื่องยนต์ด้วย
หากยังปล่อยปัญหาแอร์รถยนต์ไว้เช่นนี้ นอกจากจะเสียเหงื่อเพราะความร้อนแล้ว ยังต้องเสียงบซ่อมเครื่องยนต์อีก ฟังแล้วชวนปวดหัวน่าดูเลยใช่ไหมคะ
2. ผลเสียต่อสุขภาพของผู้ขับขี่
ผลเสียที่ว่าคือ นอกจากอาการปวดหัวจากความร้อนภายในห้องโดยสารแล้ว การที่แอร์เริ่มเย็นน้อยลง ยังบ่งบอกถึงปัญหาที่มาจากตัวกรองแอร์รถยนต์ก็ได้! ตัวกรองแอร์รถยนต์เป็นที่กรองฝุ่นละอองต่างๆ หากไม่ขยันเปลี่ยนตัวกรองจะทำให้ฝุ่นและสิ่งสกปรกต่าง ๆ หลุดไปถึงคอลย์เย็นและฝุ่นละอองเหล่านั้น ก็จะพัดมาตามลมเข้าสู่ห้องโดยสาร
ผู้ขับขี่และผู้โดยสารมีโอกาสเกิดโรคทางเดินหายใจต่าง ๆ จากการสูดอากาศที่ไม่บริสุทธิ์เหล่านี้ ยิ่งนานวันยิ่งมีปัญหาเพิ่มขึ้น แนะนำให้เปลี่ยนตัวกรองแอร์รถยนต์ทุกหมื่นกิโลนะคะ
3. ค่าบำรุงรักษาที่เพิ่มขึ้นทวีคูณ
อย่างที่ได้กล่าวไปเมื่อแอร์รถยนต์เสีย เครื่องยนต์ก็เสียไวขึ้น ถือเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้ค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษารถยนต์เพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ ไม่ใช่เพียงเท่านี้ การที่แอร์รถยนต์มีปัญหาจากตัวกรอง อาจทำให้ระบบการทำงานของแอร์ หรือ เรียกสั้นๆว่า ตู้แอร์ มีปัญหารูรั่วจากฝุ่นจับเป็นก้อนอีกด้วย เมื่อเกิดปัญหาการรั่วซึม
นั่นอาจหมายความว่าคุณอาจต้องยกเซตตู้แอร์ใหม่ทั้งหมด!
4. ไม่สามารถหาจุดบกพร่องของระบบแอร์ได้
ยกตัวอย่างเช่น เมื่อตัวกรองแอร์เสีย จึงทำให้แอร์ไม่เย็น แน่นอนว่าอย่างแรกที่เราคิดถึงอาจไม่ใช่ปัญหาที่เกิดจากเจ้าตัวกรองนี้ คิดว่าทุกคนคงเดาเป็นน้ำยาแอร์หมดบ้าง คอมเพรสเซอร์แอร์ไม่ทำงานบ้าง ซึ่งแน่นอนว่า กว่าจะเจอปัญหาถูกจุดก็เอาเข้าศูนย์นับครั้งไม่ถ้วนเสียแล้ว นอกจากเสียเวลา แถมไม่มีรถใช้แล้ว ยังเสียเงินมหาศาลอีกด้วยค่ะ
แอร์รถยนต์ประกอบด้วยอะไรบ้าง
มาถึงส่วนประกอบหลักที่ควรรู้ของระบบการทำงานของแอร์รถยนต์ ที่มีทั้งหมด 5 ส่วนด้วยกัน ซึ่งจะไล่การทำงานของแต่ละส่วนประกอบดังนี้
1. คอมเพรสเซอร์
ในส่วนแรกของระบบการทำแอร์รถยนต์ต้องเริ่มจากเจ้าอุปกรณ์ตัวนี้เลย เมื่อคุณสตาร์ทรถและกดปุ่มเปิดแอร์ คอมเพรสเซอร์จะทำงานเป็นอย่างแรก เพื่อดูดสารทำความเย็นหรือน้ำยาแอร์ ที่มีสถานะเป็นก๊าซมาจากคอยล์เย็น และนำมาปั่นด้วยความดันสูง หรือความร้อนเพื่อให้เกิดการควบแน่น และส่งต่อไปยังคอยล์ร้อน
2. คอนเดนเซอร์ (คอยล์ร้อน)
เมื่อนำก๊าซที่มีการควบแน่นมาแล้ว ตัวคอนเดนเซอร์ก็จะนำก๊าซเหล่านี้ระบายความร้อน ส่งผ่านท่อระบายออกไปทางรังผึ้งที่อยู่บริเวณที่ปัดน้ำฝนหน้ารถ เมื่อความร้อนหายไป จากก๊าซก็จะแปรสภาพเป็นของเหลวที่ยังคงมีความดันสูงอยู่
3. ถังพักน้ำยาแอร์ หรือ รีซีฟเวอร์
ที่ถังนี้ จะเป็นจุดรับของเหลวที่ถูกส่งต่อมาจากคอนเดนเซอร์หรือคอยล์ร้อน เพื่อนำมาพักไว้และกรองให้สารทำความเย็นที่มีสถานะเป็นของเหลว กลายเป็นน้ำยาแอร์ที่บริสุทธิ์ปราศจากสิ่งปนเปื้อน ก่อนจะส่งสารทำความเย็นนี้ต่อไปตามท่อจนไปถึงส่วนของวาล์วความดัน
4. วาลว์ปรับความดัน หรือ เอ็กซ์แปนเดชัน วาล์ว
ความสำคัญของวาล์วตัวนี้มีอยู่มาก เพราะเป็นส่วนที่จะทำให้น้ำยาแอร์ของเราที่ยังคงมีความดันสูงอยู่ กลับมามีความดันต่ำอีกครั้ง เมื่อน้ำยาแอร์มีความดันต่ำ อุณหภูมิของน้ำยาแอร์ก็จะลดลงและถูกส่งต่อไปหาคอยล์เย็น
5. อีวาโปเรเตอร์ (คอยล์เย็น)
มาถึงส่วนสุดท้ายของระบบการทำงานของแอร์รถยนต์ ก็คือคอยล์เย็น เป็นชิ้นส่วนที่จะส่งต่อความเย็นไปยังห้องโดยสารของเรา โดยนำน้ำยาแอร์ที่มีอุณหภูมิต่ำส่งผ่านไปยังพัดลมแอร์วิ่งตรงสู่ห้องโดยสาร
ขณะเดียวกันพัดลมแอร์ที่อยู่ติดกับคอยล์เย็นจะดูดความร้อนภายในห้องโดยสารกลับมาผสมกับของเหลวอุณหภูมิต่ำ เมื่อของเหลวผสมกับความร้อนจะกลายเป็นสารทำความเย็นที่แปรสภาพเป็นก๊าซอุณหภูมิต่ำอีกครั้ง และวนกลับไปที่คอมเพรสเซอร์เพื่อผลิตน้ำยาแอร์ใหม่อีกครั้ง
โดยในการทำอุณหภูมิต่าง ๆ นี้จะมีเทอโมมิเตอร์คอยวัดอยู่เพื่อป้องกันความผิดพลาดของอุณหภูมิภายในระบบการทำงานของแอร์รถยนต์นั่นเอง
แอร์รถยนต์ทำงานอย่างไร
จากที่ได้อธิบายไปข้างต้น น่าจะพอเห็นภาพคร่าวๆของระบบการทำงานของแอร์รถยนต์กันไปบ้างแล้ว แต่ส่วนตรงนี้จะอธิบายให้เข้าใจง่ายๆอีกครั้งกล่าวคือ ตั้งแต่เมื่อคุณกดปุ่มเปิดแอร์ ตัวคอมเพรสเซอร์จะรับแรงส่งจากเครื่องยนต์ ไปปั่นก๊าซที่เป็นสารทำความเย็นด้วยความดันสูงทำให้เกิดการควบแน่นขึ้น
หลังจากนั้นจึงจะนำไปทำให้กลับมาในสภาพของเหลวอีกครั้งด้วยการระบายความร้อนออกที่คอยล์ร้อน ก่อนนำมาขจัดสิ่งสกปรกพร้อมปรับอุณหภูมิที่ถังพักน้ำยาแอร์และวาลว์ปรับความดันตามลำดับ
ท้ายที่สุดจึงจะส่งน้ำยาแอร์ที่มีอุณหภูมิต่ำไปยังคอยล์เย็น ที่จะนำส่งความเย็นไปยังพัดลมและเป็นลมเย็นภายในห้องโดยสาร ส่วนความร้อนในห้องโดยสารที่ถูกดูดจะถูกตีกลับมาเพื่อนำไปผลิตน้ำยาแอร์ซ้ำไปเรื่อย ๆ นั่นเอง
สาเหตุของแอร์ไม่เย็น
หลายคนคงสงสัยว่าเหตุใด ทำไมจู่ๆ แอร์ในรถยนต์ของคุณก็ไม่เย็นเสียอย่างนั้น ไม่ต้องตกใจไปค่ะ ทุกอย่างย่อมมีทางแก้ แต่สาเหตุของเจ้าปัญหาเกิดจากอะไรนั้น มีได้ตามข้างล่างนี้เลยค่ะ
1. สังเกตปุ่ม A/C (Air Conditioning) และ ปุ่มเปิดช่องอากาศว่าเปิดอยู่ไหม
บางทีคุณสตาร์ทรถแล้ว แต่อาจจะลืมกดปุ่มเปิด A/C ก็เป็นได้ จึงปิดการทำงานไว้อยู่ และอีกปุ่มที่สำคัญก็คือปุ่มเปิดช่องอากาศ ที่จะทำให้อากาศภายนอกเข้ามาในรถเพื่อเพิ่มออกซิเจน ซึ่งอาจทำให้อากาศภายในรถร้อนแทนที่จะเย็นก็ได้ค่ะ
2. แอร์ตัน
แอร์รถยนต์ตันก็เหมือนแอร์บ้านที่มีฝุ่นเข้าไปจับเป็นก้อนหนาทำให้ไม่สามารถเป่าลมแอร์ออกมาได้ จึงทำให้อากาศที่ควรจะเย็นกลายเป็นร้อนแทน ปัญหานี้เกิดจากการที่พัดลมจะเป่าลมผ่านแผงคอยล์เย็นเพื่อให้ลมเย็นออก
ทว่าตัวพัดลมก็เป็นตัวดูดอากาศภายในห้องโดยสารกลับมาด้วย จึงทำให้ดูดฝุ่นลอยกลับมาติดแผงคอยล์เย็น และจับตัวเป็นก้อน ดังนั้นควรล้างแอร์อย่างน้อย 2 ครั้งถึงจะดีนะคะ
3. น้ำยาแอร์รั่ว
ปัญหาน้ำยาแอร์รั่วเป็นสิ่งที่คนจะนึกถึงเป็นอันดับต้น ๆ เมื่อนึกถึงสาเหตุที่แอร์ไม่เย็น ลักษณะการรั่วจะมีสองแบบคือรั่วภายในครั้งเดียวกับค่อย ๆ รั่วจนหมด การรั่วภายในครั้งเดียวเราจะสามารถสังเกตเห็นได้แทบจะทันที
เนื่องจากการรั่วในทันทีจะมีควันออกมาบริเวณฝากระโปรงรถเราเสมือนมีเพลิงไหม้เกิดขึ้น การรั่วแบบนี้จะสามารถหารอยรั่วได้ง่ายกว่าการที่น้ำยาแอร์ค่อย ๆ รั่ว หากเกิดรอยรั่วที่มองไม่เห็นคุณจะต้องนำเข้าศูนย์ให้ช่างเช็กให้
การรั่วแบบนี้กว่าคุณจะรู้ตัวน้ำยาแอร์อาจจะรั่วจนใกล้หมดแล้วก็ได้ เพราะมันจะไม่ได้มีอาการแสดงให้เห็นในทันที แต่จะค่อย ๆ เย็นน้อยลงเรื่อย ๆ
4. คอมเพรสเซอร์ไม่ทำงาน
จริงๆแล้วจะเรียกว่าคอมเพรสเซอร์ไม่ทำงานก็คงไม่ได้ ส่วนใหญ่ตัวคอมเพรสเซอร์จะยังทำงานอยู่ทว่าไม่มีแรงดันอากาศที่เพียงพอในการส่งสารทำความเย็นได้ นี่เป็นปัญหาที่สังเกตได้แทบจะทันทีเช่นเดียวกัน
เพราะเมื่อคอมเพรสเซอร์ไม่ทำงาน จะมีเพียงลมธรรมดาที่ไม่มีแม้แต่ความเย็นปล่อยออกมาแทน วิธีซ่อมของเจ้าตัวนี้คือ เปลี่ยนคอมเพรสเซอร์อย่างเดียวเท่านั้น
5. พัดลมแอร์ไม่ทำงาน
การทำงานของพัดลมแอร์ก็มีหน้าที่ใกล้เคียงกันกับการทำงานของคอมเพรสเซอร์ เพียงแต่พัดลมแอร์จะเป็นส่วนช่วยในการลดอุณหภูมิของน้ำยาแอร์เพราะว่าตัวคอมเพรสเซอร์เพียงอย่างเดียวไม่สามารถทำให้สารทำความเย็นอยู่ในอุณหภูมิที่ต้องการได้
หากพัดลมแอร์เสีย แน่นอนว่าลมที่ออกมามักจะเป็นลมร้อน หากคุณพบเจอปัญหาแบบนี้ แนะนำให้เข้าศูนย์เปลี่ยนพัดลมแอร์ทันทีเลยค่ะ
วิธีป้องกันไม่ให้ระบบแอร์พังเร็ว
1. อย่าใช้แอร์โหมดออโต้
การเซตแอร์โหมดอัตโนมัติแม้จะสบายที่ไม่ต้องคอยนั่งปรับอุณหภูมิที่เหมาะสม ทว่ากลับเป็นผลร้ายสำหรับระบบแอร์รถยนต์เลยก็ว่าได้ เพราะระบบแอร์ต้องทำงานผสานระหว่างความเย็นและร้อนให้ใกล้เคียงกัน
ซึ่งจะทำให้ความเย็นปะทะความร้อนจนกลายเป็น น้ำค้างในตู้แอร์ จนทำให้วันหนึ่งน้ำที่ค้างอยู่อาจรั่วออกมาและกลายเป็นปัญหาแอร์ไม่สามารถทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ วิธีที่ดีสำหรับการเปิดแอร์ก็คือ เน้นเปิดให้อุณหภูมิเย็นและใช้พัดลมเปิดช่วยเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
2. อย่าเปิดแอร์ตอนสตาร์ทรถ
สำหรับคนที่มักจะดับรถโดยไม่ปิดแอร์ก่อน ต้องนึกไว้ให้มั่นว่าก่อนลงรถควรปิดแอร์ก่อน สาเหตุก็เพราะว่าเมื่อคุณสตาร์ทรถใหม่แอร์จะติดทันทีเลย มันจะนำมาซึ่งข้อเสียที่ว่าขณะสตาร์ทรถ เครื่องยนต์จะทำรอบสูงและทำให้ระบบแอร์ทำงานหนักไปด้วย แน่นอนว่าระบบแอร์กับรอบสูงสัมพันธ์กัน
เมื่อเครื่องยนต์ทำงานหนัก คอมเพรสเซอร์แอร์ที่ใช้แรงขับของเครื่องยนต์ก็จะทำงานหนักไปด้วย ทำให้คอมเพรสเซอร์แอร์ที่โดนรอบสูงพังเร็วขึ้นค่ะ ดังนั้นควรรอสักพักให้เครื่องยนต์อยู่ในรอบปกติเสียก่อน จึงค่อยเปิดแอร์ ให้กะไว้ที่ไม่เกิน 3 นาทีค่ะ
3. เวลาซิ่งแล้วดับแอร์ อย่าเปิดแอร์ต่อทันที
ใครที่ชอบขับรถเร็วแล้วดับแอร์ ควรระวังตรงจุดนี้ไว้มาก ๆ นะคะ เพราะจะคล้ายคลึงกับกรณีเปิดแอร์ตอนสตาร์ทรถ เพราะเมื่อคุณใช้ความเร็วสูงมาก รอบของเครื่องยนต์ก็จะสูงตาม ตอนดับแอร์เพื่อเพิ่มความเร็วย่อมไม่ใช่ปัญหา
ทว่าเมื่อใช้ความเร็วจนพอใจ คุณจะเปิดแอร์ทันทีไม่ได้ เพราะรอบเครื่องของคุณยังคงสูงมาก หากเปิดแอร์ทันที อาจทำให้คอมเพรสเซอร์แอร์คุณทำงานหนักจนแฮงค์ไปเลย
4. หมั่นขับรถให้บ่อย
การขับรถให้บ่อยดีกว่าการจอดรถทิ้งไว้แน่นอน ลองคิดภาพที่สมัยก่อน ปู่ย่าเราต้องคอยมาสตาร์ทรถทุกวันแม้ไม่ใช้ สาเหตุก็มาจากหากทิ้งเอาไว้ เครื่องยนต์อาจสตาร์ทไม่ติด แล้วถ้าสตาร์ทไม่ขึ้นปัญหาที่ตามมาก็คือ คอมเพรสเซอร์แอร์ไม่ทำงาน
เช่นเดียวกันกับการที่คุณไม่ได้เปิดประตูบ้านนานๆ ประตูมักจะฝืดเคืองใช่ไหมล่ะคะ ระบบท่อแอร์ก็เหมือนกัน เมื่อไม่มีน้ำมันหล่อลื่นในการช่วยส่ง น้ำยาแอร์จะถูกส่งอย่างไม่ทั่วถึงนั่นเอง
สรุปท้ายบทความ
การขับรถยนต์นอกจากจะต้องดูแลสภาพรถภายนอกให้ดูดีและสวยงามอยู่ตลอดแล้ว ยังต้องดูแลภายในระบบรถยนต์ให้ดีไปพร้อม ๆ กันด้วย การหมั่นนำรถยนต์เข้าไปเช็คที่ศูนย์ตามระยะจึงเป็นสิ่งที่ควรทำ เพราะคุณจะได้รับรู้ถึงปัญหาที่เกิดขึ้นกับรถของคุณได้อย่างทันท่วงที
ระบบแอร์รถยนต์แม้จะดูไม่ใช่ปัญหาใหญ่ แต่ก็ไม่ใช่ปัญหาเล็กที่จะมองข้ามได้ง่าย ๆ แม้ว่าจะเป็นรถมือหนึ่งก็ตาม เพราะปัญหาระบบแอร์มักเกิดในปีที่ 3 ของการใช้รถ
หากใครที่กังวลว่าแล้วรถมือสองไม่ยิ่งมีปัญหาเข้าไปกันใหญ่หรือ ขอให้วางใจได้ค่ะ
เพราะเพียงแค่เข้ามาที่ Rod Kaidee รับรองได้ว่ารถยนต์มือสองทุกคันล้วนไร้ปัญหาปลอดภัยอุ่นใจได้เลยค่ะ
Oct 6, 2020 | บทความยานยนต์
ปฏิเสธไม่ได้ว่าช่วงหลายเดือนที่ผ่านมานั้น โควิดทำชีวิตเราลำบากหลายอย่าง ท่ามกลางความเลวร้ายทั้งหมดทั้งมวล ทว่ามีมาตรการบางอย่างที่อำนวยให้ชีวิตของเราสะดวกสบายมากขึ้น ซึ่งสิ่งที่เรากำลังชื่นชมอยู่นี้คือ “การทำใบขับขี่แบบออนไลน์” นั่นเองค่ะ
ปัจจุบันกรมการขนส่งทางบก เปิดให้จองคิวทำใบขับขี่ผ่านแอปพลิเคชัน DLT Smart Queue และอบรมผ่านเว็บไซต์ https://www.dlt-elearning.com เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัส ทุกคนที่มาทำธุระเกี่ยวกับใบขับขี่ทุกประเภท ต้องจองคิวล่วงหน้าผ่านแอปพลิเคชันมาล่วงหน้า เนื่องจากต้องจำกัดจำนวนคนที่มาใช้บริการในแต่ละวัน ตามนโยบายของกระทรวงสาธารณสุข
ใครจะคิดคะ ว่าขั้นตอนการทำใบขับขี่ที่ขึ้นชื่อว่าแสนยุ่งยาก ใช้ระยะเวลาเป็นวันๆ ตามระบบราชการ เดี๋ยวนี้จะแสนง่ายดายเพียงปลายนิ้ว
ขั้นตอนการจองคิวทำใบขับขี่ผ่านแอปพลิเคชัน DLT Smart Queue
สำหรับผู้ที่ทำใบขับขี่ใบแรกในชีวิต แล้วไม่ได้เรียนกับโรงเรียนสอบขับรถ หรือยังไม่มีใบรองรับว่าผ่านการอบรมมาแล้ว อย่างไรก็ตามยังต้องอบรมกับทางกรมการขนส่งทางบก ณ สำนักงานขนส่งที่เราเลือก ใช้เวลาอบรมประมาณ 15 ชั่วโมง ไม่รวมทดสอบสมรรถภาพร่างกาย การสอบข้อเขียนและทดสอบภาคปฏิบัติ รวมๆ แล้วขั้นตอนดังกล่าวน่าจะใช้เวลาอยู่หลายวันทีเดียว
ส่วนเอกสารที่ต้องเตรียมไปนั้น มีบัตรประชาชนตัวจริง สำเนาบัตรประชาชนและใบรับรองแพทย์อายุไม่เกิน 1 เดือน มีค่าธรรมเนียมประมาณ 200 บาท ซึ่งเดี๋ยวนี้ต้องจองคิวล่วงหน้าผ่านแอปพลิเคชัน DLT Smart Queue สะดวกตรงที่ไม่ต้องรีบตื่นไปเอาคิวตั้งแต่เช้า ดีไม่ดีไปวันที่คิวเต็ม อบรมไม่ได้ก็เสียเวลาเปล่าอีก
โหลดแอปพลิเคชัน DLT Smart Queue ใช้ได้ทั้งระบบปฏิบัติการ IOS และ Android ลงทะเบียนด้วยเลขบัตรประชาชน ทำตามขั้นตอนต่างๆ จนเรียบร้อย เลือกสำนักงานขนส่งที่ต้องการใช้บริการ กรณีทำใบขับขี่ใหม่ เลือก “ดำเนินการขอรับใบอนุญาตใหม่” จากนั้นเลือกวันที่ต้องการสอบ (จุดสีแดงแสดงวันหยุด จุดสีเหลืองแสดงว่าวันนั้นเต็มแล้ว ส่วนสีดำแสดงว่าวันนั้นว่างเลยได้) เมื่อถึงวันสอบ นำคิวอาร์โค้ดที่ได้ไปแสดงกับเจ้าหน้าที่เป็นอันเรียบร้อย
Credit : Facebook กรมการขนส่งทางบก / https://www.facebook.com/PR.DLT.NEWS
การต่อจองคิวต่อใบขับขี่ผ่านแอปพลิเคชัน DLT Smart Queue
มาถึงขั้นตอนการต่อใบขับขี่กันบ้าง โดยเอกสารที่ใช้ก็เหมือนกับทำใบขับขี่ครั้งแรกเลยค่ะ ต่างกันที่ค่าธรรมเนียมที่ร้อนแรงกว่า อยู่ราวๆ 500 บาท ส่วนขั้นตอนต่างๆ สะดวกกว่าครั้งแรกมาก เพราะกรมการขนส่งเปิดให้อบรมออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ https://www.dlt-elearning.com ได้เลย ใช้เวลาอบรมประมาณ 1 ชั่วโมง ระหว่างนั้นเราต้องนั่งดูอยู่ตลอดนะคะ เพราะระบบจะมีคำถามเด้งมาให้เราตอบเรื่อยๆ หากไม่ทำในเวลาที่กำหนดต้องเริ่มใหม่หมดอยู่ดี
เมื่อดูจนจบจะได้ใบรับรองว่าผ่านการอบรมเรียบร้อย จากนั้นให้เราเข้าไปจองคิวทำบัตรใหม่ได้ที่แอปพลิเคชัน DLT Smart Queue เลือกวัน เวลา ตลอดจนสำนักงานขนส่งที่เราสะดวก ขั้นตอนช่วงนี้คล้ายกับการทำใบขับขี่ใหม่ ต่างตรงที่ให้เลือกประเภทให้เลือกเป็น “ต่ออายุใบขับขี่” พอถึงวันเราก็แค่นำเอกสารต่างๆ มายื่น พร้อมใบรับรองแสดงการผ่านอบรม จากนั้นทดสอบสมรรถภาพอีกนิดหน่อย เป็นอันเสร็จสิ้นภายในวันเดียว
ใบขับขี่พร้อมขนาดนี้แล้ว มีอะไรต้องรีรออีกคะ อย่าลืมว่าการขับรถเป็นทักษะที่ต้องใช้บ่อยๆ เพื่อให้เกิดความชำนาญ การหายานพาหนะเท่ๆ คู่ใจก็เป็นสิ่งสำคัญ อย่าลืมแวะเวียนเข้ามาหาเพื่อนคู่ใจที่ RodKaidee รับรองว่าที่นี่มีรถสวยมีสไตล์ ในราคาสบายกระเป๋าให้คุณเลือกเพียบ