Apr 21, 2021 | บทความยานยนต์
น่าจะเคยเห็นกันอยู่บ่อยครั้งที่รถมอเตอร์ไซค์ทะเลาะวิวาทกันกับคนขับรถมอเตอร์ไซค์ สาเหตุหลักก็มาจากการที่ทั้งสองฝ่าย “ไม่เข้าใจ” มุมมองของกันและกัน และก็มาจากการที่กฎหมายการจราจรในประเทศไทยถูกบังคับใช้แบบ ไม่จริงจัง ใคร ๆ ก็คิดว่าแค่เสียค่าปรับก็จบ
เสียค่าปรับก็จบ
แต่บางครั้งสิ่งที่จบ ก็หมายถึง จบชีวิตเราเองหรือเปล่า ?
VIDEO
ในมุมมองของคนขับมอเตอร์ไซค์และรถยนต์ยังคงมีภาพและความรู้สึกต่อการกระทำของอีกฝ่ายที่แตกต่างกัน ขณะที่คนที่ขับทั้งสองอย่าง จะมีความเข้าใจที่กว้างกว่าและมักจะเป็นกลุ่มที่มักจะให้ทางได้มากกว่ากลุ่มอื่น
สังเกตจากคลิปด้านบน ที่ ชายเสื้อเหลืองขับรถมอเตอร์ไซค์ออกมาโดยไม่ชะลอก่อนเลี้ยวออกจากซอย โดยมองว่า คนขับรถยนต์น่าจะเบรกทันเพราะยังอยู่อีกไกล
แต่ทันใดนั้นชายชุดดำผู้หวังดีก็ได้บีบแตรเตือนและเข้าไปพูดคุยเพื่อสร้างความเข้าใจที่ดีร่วมกัน ถึงอย่างนั้นชายชุดเหลืองก็ปฏิเสธและเลือกที่จะเชื่อว่า “กรุงเทพฯ ขับแบบนี้ไม่ผิดอะไร ทั้งที่ความจริงแล้ว ในมุมมองของคนขับรถยนต์ การที่มอเตอร์ไซค์ปาดออกจากซอยมาในระยะที “คิดว่า” ห่าง
แท้จริงแล้วนั่นเป็นระยะที่ค่อนข้างอันตรายสำหรับรถยนต์เลยทีเดียว เพราะคนขับรถยนต์อาจจะไม่ทันได้สังเกต หรือต่อให้สังเกตทันก็อาจเบรกไม่อยู่ก็ได้
การขับรถไม่ว่าจะรถเล็กหรือรถใหญ่สิ่งที่สำคัญคือเรื่องของการทำตามกฎจราจรให้ถูกต้อง เพื่อลดอัตราความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุ
อย่างที่รู้กันว่า ประเทศไทยแม้จะมีกฎหมายรองรับก็จริง แต่การบังคับใช้และความเกรงกลัวต่อกฎหมายค่อนข้างต่ำกว่าที่ควรจะเป็น
ดังนั้นสิ่งที่จะช่วยเพิ่มความ “เห็นใจ” กันบนท้องถนนควรเป็น “ความเข้าใจ” ระหว่างทั้งสองฝ่ายอย่างคนขับรถยนต์และคนขับมอเตอร์ไซค์
5 เหตุผลที่คนขับรถยนต์ไม่มีทางเข้าใจคนขับมอเตอร์ไซค์
สังเกตกันไหมว่า ปัญหาที่เราได้ยินมักมาจากคนขับรถยนต์ที่มักจะพูดว่า
“ทำไมมอเตอร์ไซค์ถึงชอบขับแบบxxx” และอีกสารพัดจะกล่าว
ทว่าเราไม่เคยมองกลับมาถึงเรื่องที่ว่า “ทำไมคนขับรถยนต์ถึงxxx” จากมุมมองของคนขับมอเตอร์ไซค์เลยสักนิดเดียว วันนี้เราจะมาเปิดมุมมองให้คนขับรถยนต์เข้าใจคนขับมอเตอร์ไซค์ได้มากขึ้น!
เริ่มจาก 5 ข้อแรกที่ยังไงยังไง๊ คนขับรถยนต์ก็ไม่มีทางเก็ตฟีลได้!
1. รถใหญ่ ทัศนวิสัยแคบกว่ามอเตอร์ไซค์
มุมมองคนขับรถมอเตอร์ไซค์จะค่อนข้างกว้างกว่าคนขับรถยนต์ โดยที่บางทีทัศนวิสัยที่กว้างกว่านี้ทำให้มอเตอร์ไซค์ขับเปลี่ยนเลนได้อย่างรวดเร็วและซิกแซกได้มากกว่า
รวมถึงมุมมองต่อการกะระยทาง ที่เมื่อมองด้วยมุมมองของตัวบุคคลแล้ว ระยะที่ห่างสำหรับรถมอเตอร์ไซค์ อาจกระชันสำหรับรถยนต์ก็เป็นได้
รถยนต์ที่มีขนาดใหญ่จะเข้าใจตรงกันว่า ขณะขับรถจะมีจุดอับสายตาอยู่ค่อนข้างเยอะ เวลาขับจึงไม่สามารถเห็นรถได้อยากชัดเจน แต่นั่นไม่ใช่กับทัศนวิสัยของรถมอเตอร์ไซค์ ทำให้เวลารถมอเตอร์ไซค์ทำการเปลี่ยนเลนสามารถได้ทำค่อนข้างรวดเร็วและแม่นยำกว่ารถยนต์
เพียงแต่ว่า แม้จะสามารถกะระยได้ง่ายและมีทัศนวิสัยที่กว้างกว่ารถใหญ่ แต่สิ่งที่คนขับมอเตอร์ไซค์หลายคนลืมคำนึงถือ ตัวรถมอเตอร์ไซค์ค่อนข้างเล็ก และรถยนต์ที่มาด้วยความเร็วสูงนั้นมีโอกาสที่เบรกไม่ทันทำให้เสี่ยงเกิดอุบัติเหตุตามมา
ดังนั้นไม่ใช่แค่เพียงคนขับมอเตอร์ไซค์อย่างเดียวที่ควรรู้จักกะความเร็วรถให้ดี แต่รถใหญ่เองก็ต้องรู้ “ธรรมชาติ” ของรถมอเตอร์ไซค์และคอยระวังเช่นเดียวกัน จึงจะปลอดภัยทั้งคู่
2. มอเตอร์ไซค์ไปได้เร็วกว่า ทำไมต้องชะลอ
ถ้าคนขับรถยนต์ตั้งข้อสงสัยว่าทำไม รถมอเตอร์ไซค์ต้องขับแทรกอยู่บ่อย ๆ ทั้งที่ความจริงสามารถรอและขับอยู่ในเลนซ้ายตามกฎหมายกำหนดก็ได้
ใช่ นั่นคือมุมมองของคนขับรถยนต์
ในมุมมองของคนขับรถมอเตอร์ไซต์ กลับมองเรื่องนี้ต่างออกไป ในเมื่อมีโอกาสให้ไปได้เร็วกว่า การหยุดรอ ทำไมต้องรอกันล่ะ ?
โดยเฉพาะบนท้องถนนที่รถติดจนได้โล่อย่าง กรุงเทพมหานคร ใครเล่าจะมานั่งรอติดต่อแถวไปเรื่อย ๆ เชื่อเถอะว่า บางครั้งคนขับรถยนต์เองก็มีความคิดอยากเปลี่ยนรถตนเองให้กลายเป็นรถมอเตอร์ไซค์เพื่อจะได้ซิกแซกไป WFH เช่นเดียวกัน
3. เสียภาษีเหมือนกัน ต้องใช้ถนนได้อย่างเท่าเทียม
ถ้ายังจำกันได้ถึงกฎหมายเรื่องการใช้ถนน ในระยะหลังเริ่มมีการห้ามรถมอเตอร์ไซค์ขึ้นสะพานและลงอุโมงค์อย่างจริงจัง ทว่าเมื่อมีการห้ามเช่นนี้เกิดขึ้น กลับสร้างกระแสตอบรับในทางลบจากเหล่าคนขับมอเตอร์ไซค์อย่างมาก เรียกไดว่าเป็นเสียงโอดครวญเลยล่ะ
เหตุผลมาจากว่า ถนนทุกคนเสียภาษีเท่านั้น แต่ทำไมรถมอเตอร์ไซค์จึงใช้ถนนไม่ได้เท่าเทียมกับคนใช้รถยนต์ ทั้ง ๆ ที่การสร้างสะพานและอุโมงค์นั้นก็มาจากภาษีตนเช่นเดียวกัน
คำตอบจากฝั่งผู้ใช้รถยนต์คือ สะพานค่อนข้างมีเลนถนนที่คับแคบและเสี่ยงต่อการชนท้ายได้ง่าย เพราะสะพานมีความชันและจำเป็นในการใช้ความเร็วเพิ้อขับขึ้นและคอยเหยียบเบรกเมื่อต้องขับลงจากสะพาน
ทว่ารู้หรือไม่ การที่รถยนต์ต้องคอยเหยียบเบรกให้มอเตอร์ไซค์ที่มีความที่ช้ากว่า นั่นคือปัจจัยที่เสี่ยงจะทำให้รถยนต์เกิดอุบัตเหตุ และมีสิทธิ์ที่จะเบรกไม่ทันจนเกิดอุบัติเหตุขึ้นก็เป็นได้
4. คนขี่มอเตอร์ไซค์กลัวตายมากกว่าคนขับรถยนต์
สำหรับคนขับรถยนต์ไม่ได้หมายความว่าไม่กลัวตาย แต่คนขับรถมอเตอร์ไซค์ต้องระมัดระวังและกลัวตายมากกว่า เพราะคนขับมอเตอร์ไซค์ต้องระวังการโดนชนให้มากที่สุด
อย่างที่ทุกคนรู้กันว่ามอเตอร์ไซค์คือ “หนังหุ้มเหล็ก” หากเกิดอุบัติเหตุขึ้นครั้งหนึ่ง ร่างกายก็จะได้รับผลกระทบเต็ม ๆ ไม่เหมือนรถยนต์ที่หากเกิดการเฉี่ยวชนก็ยังมีโครงเหล็กที่รองรับอยู่ ทั้งยังมีถุงลมด้านหน้าเสริมความปลอดภัยอีกด้วย
5. ไม่เปิดไฟเลี้ยวแล้วจะรู้ได้อย่างไร
อีกหนึ่งสิ่งที่คนขับมอเตอร์ไซค์ต้องระแวง คือเรื่องของการเปิดไฟเลี้ยว เพราะรถมอเตอร์ไซค์เวลาขับอยู่ตรงเส้นระหว่างเลน จู่ ๆ ก็มีรถยนต์คันหนึ่งเปลี่ยนเลนโดยขับเบียดที่ไม่ให้สัญญาณไฟ จึงทำให้รถมอเตอร์ไซค์เปลี่ยนเลนหรือหลบหลีกไม่ทัน เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุเป็นอย่างมาก
สำหรับรถยนต์การเปลี่ยนเลน หากมองในมุมของรถยนต์ด้วยกันเองจะค่อนข้างสังเกตได้ง่าย แต่ขณะที่เป็นมุมมองของรถมอเตอร์ไซค์ การเปลี่ยนเลนของรถยนต์โดยไม่เปิดไฟเลี้ยว ย่อมสังเกตได้ยากและทำให้เกิดการชนอยู่บ่อยครั้ง
สรุปมุมมองที่ต่างกันของคนขับรถยนต์และคนขี่มอเตอร์ไซค์
นี่จึงเป็นหนึ่งในมุมมองสำหรับคนขับรถมอเตอร์ไซค์ที่มีต่อคนขับรถยนต์หรือรถยนต์บนท้องถนน ดังนั้นการเรียนรู้ความคิดเห็นและเหตุผลของการกระทำแต่ละฝ่าย จะช่วยให้คุณเข้าใจและมีน้ำใจกับเพื่อนร่วมท้องถนนได้มากขึ้นกว่าเดิม หากใครที่กำลังคิดว่าจะหารถมือสองหรือรถมอเตอร์ไซค์ ก็เข้ามาดูได้ที่ Kaidee เลย
Apr 9, 2021 | บทความยานยนต์
ถึงปีนี้จะไม่ได้มีการเล่นน้ำสงกรานต์ดังเช่นปีก่อน แต่คำว่า“จะสาดละน้าาาา” คือประโยคที่ใครที่คนขับมอเตอร์ไซค์จำฝังใจ ขับมาแล้วเห็นกลุ่มคนตั้งถังน้ำอยู่ลิบ ๆ ก็รู้แล้วว่าจะต้อง “โดนสาด” ทั้ง ๆ ที่ความจริงอาจไม่มีอะไรก็ได้ แต่คนมันระแวงไปแล้วจะทำยังไงได้
แถมยังมีประเด็นที่บางคนที่ใช้ข้ออ้างอย่างคำว่า “นี่มันเทศกาลสงกรานต์ ถ้าไม่อยากเล่นก็นอนอยู่บ้านไป” ตรรกะพังแบบนี้ คุณพี่คะ นี่มันปี 2021 แล้วนะคะ เราต้องเริ่มเปลี่ยนทัศนคติให้ตรงกับยุคสมัยอย่าหยุดอยู่เพียงยุค 1990 เราต้องก้าวผ่านไปพร้อมกัน!
แต่ใด ๆ คนมีร้อยพ่อพันแม่ เราคาดหวังการตระหนักรู้จากทุกคนไม่ได้อยู่แล้ว แม้จะมีข้อกำหนดฟันออกมาว่าห้ามเล่นน้ำแล้ว อย่างที่รู้กันว่า นี่มันประเทศไทยที่คำว่า “งด” แปลว่ายังทำได้อยู่!! เดี๋ยวคุณจะได้เจอเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันแน่นอน
ทางที่ดีที่สุดสำหรับคนขี่รถมอเตอร์ไซค์คือการเตรียมตัวเองให้พร้อม ไม่เปียก ไม่พัง แถมยังอารมณ์ดีในวันสงกรานต์! ถ้าอยากรู้ว่าจะทำยังไงให้อารมณ์ดีขนาดนั้น จำกฎ 5 เตรียม ไว้ให้แม่นในใจเลยค่ะ!
เตรียมเสื้อกันฝน
ลดโอกาสโดนสาดน้ำให้เปียกแบบไม่ทันตั้งตัว(ทั้ง ๆ ที่ก็ห้ามเล่นน้ำ) สิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้และเลี่ยงไม่ได้เลยคือ เสื้อกันฝนที่จะช่วยกันน้ำจากวันสงกรานต์ เพราะคุณอาจโดนสาดน้ำใส่โดยไม่รู้ตัวแต่ข้อเสียคือ ต่อให้เสื้อกันฝนจะหนาสักแค่ไหนก็กันน้ำตาที่ไหลลงมาอยู่ภายในใจไม่ได้
เพราะเสื้อกันฝนตัวนี้จะเนรมิตความเปียกของคุณให้กลายเป็นเรื่องง่าย ไม่ต้องใช้ไดร์เป่าเสื้อเป่าผมให้เหนื่อยอีกต่อไป แค่สลัดเสื้อครั้งเดียวก็ไม่เปียกแล้ว ใครที่กล้าเข้ามาสาดน้ำ ก็ต้องเตรียมไว้เลยว่า “มุตาไม่ใช่เหยื่อของแกอีกต่อไป” เพราะเรามีเสื้อกันฝนแล้วยังไงล่ะ!
เตรียมเบอร์โทรศัพท์ฉุกเฉิน
บอกเลยว่าเบอร์โทรศัพท์ฉุกเฉินเป็นสิ่งจำเป็นยิ่งกว่าไหน ๆ เพราะการขี่มอเตอร์ไซค์ในช่วงสงกรานต์มักจะเกิดอุบัติเหตุอยู่บ่อยครั้ง ยิ่งกับการโดนสาดน้ำแบบไม่ทันตั้งตัว ถามว่าทำยังไงให้ไม่เปียกแล้วเตรียมเบอร์โทรศัพท์มันเกี่ยวกันไหม
“มันเกี่ยวกันไหม
ที่เธอได้สาดเข้ามา
ที่เธอได้มาสบตา
ตัวฉันถึงได้เปียกแบบนี้”
การเตรียมเบอร์คือหนึ่งในวิธีที่จะทำให้คุณเปียกแต่ไม่เสียผลประโยชน์ เพราะเกิดอุบัติเหตุขึ้นปุ๊ปหรือรถคุณเกิดความเสียหายขึ้น ก็กดเบอร์โทรเรียกประกันและตำรวจมาพร้อมล็อกตัวคนกระทำไว้ให้แม่นเลย รอบนี้ถึงแม้คุณจะเปียกแต่ก็คุ้มค่ากับการที่มีคนรับผิดชอบค่าความเสียหายนั้น
เตรียมชีวิตให้ Slow Life
กฎต่อมาในการ “เตรียม” คือการเตรียมชีวิตให้ช้าลง ประหนึ่งเพลงนานกว่าที่เคย ถ้าฉันขี่(มอไซค์)ตรงนั้นให้นานกว่าที่เคยมา ใช้เวลามองหาให้นานกว่าที่เคยใช้
สาเหตุที่แนะนำให้ขี่มอเตอร์ไซค์ให้ดู Slow Life ลงเพราะว่าการขับขี่ที่ช้าจะทำให้การขี่มอเตอร์ไซค์ในวันสงกรานต์เป็นไปได้อย่างราบรื่นกว่าเดิม ไม่ต้องกลัวปัญหาถนนลื่น ไม่ต้องกังวัลว่าจะโดนสาดน้ำแรงจนตนเองล้มลง แถมการขับช้าทำให้คุณใกล้ชิดกับคนที่เล่นสงกรานต์มากขึ้น ทั้งยังมีโอกาสบอกพวกเขาเหล่านั้นได้ด้วยตนเองว่า “อย่าสาดน้ำนะ!” “ไม่เล่นนะ” หรือ “ไม่อยากเปียก ไม่เล่น” ประมาณนี้ก็พูดได้เช่นกัน
เตรียมบวกด้วยกฎหมาย
ใครที่ยังไม่รู้ว่าตอนนี้ การสาดน้ำในเทศกาลสงกรานต์โดยที่เจ้าตัวไม่ยินยอมนั้นสามารถเอาผิดทางกฎหมายได้ จนถึงขั้นโดนปรับด้วยโทษสูงสุด 60,000 บาทและมีสิทธิ์โดนโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี
หากคุณรู้ว่ายังไงวันนี้ฉันต้องโดนสาดน้ำแน่นอนอยู่แล้วล่ะก็ เตรียมเอาข้อกฎหมายไปบวกกันเลยดีกว่า! เราจะเปียกแต่ไม่เสียเปรียบ โดยข้อกฎหมายที่ควรรู้ไว้คือ
มาตรา 397 ว่าด้วยเรื่องการกระทำที่ฝืนใจผู้อื่น ยกตัวอย่างเช่น การสาดน้ำโดยที่คู่กรณีไม่ยินยอมและปฏิเสธชัดตั้งแต่ต้นนั้น อาจทำให้คุณโดนข้อหานี้ มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน และปรับไม่เกิน 10,000 บาท
มาตรา 420 ที่เป็นข้อกฎหมายในเรื่องของแพ่งและพาณิชย์ ว่าด้วยเรื่องความเสียหายที่เกิดก่อทรัพย์สิน ชีวิต อนามัยหรือเสรีภาพ ที่ว่าหากใครละเมิดกฎหมายข้อนี้จำต้องชดใช้ด้วยสินไหมกับความเสียหายที่่เกิดขึ้น
และมาตราสุดท้ายคือมาตรา 358 ที่กล่าวถึงเรื่องการสร้างความเสียหายให้แก่ผู้อื่นโดยเล็งเห็นไว้ตั้งแต่ต้น โทษของมาตรานี้จะหนักกว่าข้ออื่นที่ว่า ผู้ที่สาดน้ำอาจโดนปรับสูงสุดถึง 60,000 บาท หรือต้องโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี เลยทีเดียว
บอกเลยว่า ถ้าคุณไม่อยากโดนสาดให้เปียก ก็ลองปริ้นท์ป้ายข้อกฎหมายตัวโต ๆ ประมาณว่า “สาดน้ำ เสี่ยงคุก 1 ปี” ดูก็ได้นะคะ หรือจะเอาแบบวิธี บอกกับเขาแล้วว่า “ไม่เล่น ห้ามสาด” แต่คนเหล่านั้นยังสาดอยู่ แถมทำให้ทรัพย์สินของคุณเสียหายอีกด้วย ก็จัดข้อกฎหมายบวกไปเลย!
เตรียม(ไม่)ออกจากบ้าน
เตรียมสุดท้ายคือการเตรียมตัวไม่ออกจากบ้าน พอรู้ว่าอีกสามวันข้างหน้าจะเป็นสงกรานต์ ไปเลยค่ะ ขับมอเตอร์ไซค์ของคุณออกไปท่องโลกให้หนำใจแล้วกลับมาด้วยสิ่งของที่จำเป็นสำหรับ 3 วัน เอาเป็นว่าคุณจะไม่ย่างเท้าออกจากบ้าน กักตัวอยู่ในห้องนอน ดูหนัง ออกกำลังกาย เข้าครัวทำอาหาร ทุกอย่างในช่วง 3 วันนี้ไปเลย
นี่คือหนึ่งในวิธีที่จะช่วยให้คุณไม่ต้องเปียกแน่นอน แต่อย่างว่า ทำไมเราต้องเป็นคนอยู่บ้าน ทั้ง ๆ ที่คุณควรได้ออกไปเที่ยวอย่างสบายใจพร้อมกับมอเตอร์ไซค์คู่ใจของคุณ ดังนั้นเราก็ย้อนกันกลับไปที่อีก 4 ข้อที่ควรเตรียมด้านบนแทน!
สรุปแล้วต้องเตรียมตัวยังไงดี
ท้ายที่สุดแล้วการออกไปขี่มอเตอร์ไซค์ในเทศกาลสงกรานต์ก็ยังคงเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุอยู่ดี ถ้าหากทั้งสองฝ่ายไม่ระมัดระวังทั้งในเรื่องของการขับขี่และการสาดน้ำใส่มอเตอร์ไซค์ อยากจะเตือนผู้ที่ยังอยากจะเล่นน้ำอยู่ หากเป็นไปได้อย่าสาดน้ำใส่มอเตอร์ไซค์จะดีที่สุด เพราะมอเตอร์ไซค์ทรงตัวยากและหากเกิดอุบัติเหตุขึ้นมามีโอกาสเสี่ยงที่จะเจ็บหนักมากกว่ารถยนต์
ดังนั้นถ้าเขาบอกว่าไม่เล่น ก็อย่าฝืนให้เขาเล่นกับเรา ทั้งนี้การเล่นน้ำในปีนี้ก็ยังคงเป็นข้อห้ามอยู่ดี และในส่วนของคนขี่มอเตอร์ไซค์นอกจากจะซื้อเสื้อกันฝนเตรียมแล้ว ยังต้องเตรียมอุปกรณ์เพื่อทำการขัดถู และทำความสะอาดลูกรักของคุณให้กลับมาดูใหม่หลังจากไปทริปกลับมา แต่ถึงอย่างไร เราควรสำรองด้วยการมีมอเตอร์ไซค์อีกสักคัน จะได้ไม่ต้องล้างใหม่ให้เหนื่อยเปล่า รู้อย่างนี้แล้ว! รีบเข้าไปจัดเลยที่ Kaidee
Mar 16, 2021 | บทความยานยนต์
เชื่อว่าหลายคนน่าจะเคยเห็นประเด็นเศรษฐกิจในประเทศไทย โดยเฉพาะในภาคของการส่งออกที่มีแนวโน้มรายได้จากการผลิตนี้มีตัวเลขที่ลดลงอย่างน่าตกใจ โดยเฉพาะในภาคส่วนของอุตสาหกรรมยานยนต์ที่ประเทศไทยเคยครองตลาดใหญ่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หรือ ASEAN มาตลอด
สมญานามที่ว่า “ดีทรอยต์แห่งเอเชีย” กำลังจะเลือนหายไป ?
นิยามประเทศไทยในสายตาประชาคมโลกคือเสือตัวที่ห้าของเอเชีย แต่ปัจจุบันตำแหน่งนั้นของไทยเริ่มสั่นคลอนขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ใช่เพียงแต่เรื่องของปัญหาทางการเมืองที่มีความคุกรุ่นมาตลอดหลายปีที่มีผลต่ออัตราการเจริญเติบโตของประเทศไทย
แต่ผลกระทบจากโรคระบาดอย่างโควิด-19 ก็เป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้อัตราการเติบโตและการตื่นตัวของผู้ลงทุนในไทยเริ่มถดถอยลงเรื่อย ๆ
แท้จริงแล้วประเทศไทยกำลังจะก้าวถอยหลังอยู่หรือเปล่า ?
ผลกระทบเช่นนี้จะส่งผลให้คนไทยมีเงินเดือนที่สวนทางกับค่าครองชีพมากขึ้นหรือเปล่า ?
ฐานการผลิตหายไปจะส่งผลให้ประเทศหยุดเจริญ ?
สิ่งเหล่านี้คือคำถามที่เราจะต้องมาหาคำตอบในบทความนี้กัน
สาเหตุที่ทำให้เกิดการย้ายฐานผลิต
ถ้าพูดตามหลักความจริงว่า การย้ายฐานผลิตออกจากประเทศไทยเป็นเรื่องที่ไม่น่าตกใจสักเท่าไร เนื่องด้วยสภาวะทางเศรษฐกิจและการเมืองของไทยค่อนข้างจะอยู่ในจุดที่ “ย่ำแย่” จนไม่ว่าจะมองจากมุมไหน นักลงทุนก็ไม่อาจวางใจกับสภาวะในตอนนี้ได้เลย
แม้ประเทศไทยนั้นจะเจอกับภัยพิบัติอย่างน้ำท่วมค่อนข้างบ่อย แต่รู้หรือไม่ว่าผลกระทบจากส่วนนั้นกลับเป็นปัจจัยที่น้อยมากกับการตัดสินใจลงทุนเพื่อสร้าง อุตสาหกรรม ของนักลงทุนต่างชาติ เหตุผลโดยส่วนใหญ่ที่ทำให้ย้ายฐานการลงทุน มาจากปัจจัยเรื่องของเงินและความคุ้มค่าในการลงทุน รวมถึงสนธิสัญญาต่าง ๆ ที่ทำมาเพื่อเอื้อประโยชน์ให้แก่ผู้ทำสัญญานั้น
ดังนั้นสาเหตุหลักที่ทำให้ผู้ลงทุนโดยเฉพาะผู้ลงทุนด้านอุตสาหกรรมยานยนต์ เริ่มเบนเข็มการลงทุนจากประเทศไทยไปสู่ประเทศเพื่อนบ้าน ยกตัวอย่างเช่น ประเทศเวียดนาม ประเทศอินโดนีเซีย หรือ ประเทศมาเลเซีย ก็มาจากความคุ้มค่าของเงินที่ต้องจ่ายออกไป
หลังจากที่หลายประเทศเริ่มมีนโยบายย้ายฐานผลิตจากจีน หลากหลายประเทศโดยเฉพาะประเทศญี่ปุ่นที่เป็นผู้ลงทุนหลักของประเทศกำลังพัฒนาในแถบตะวันออกเฉียงใต้ พอโอกาสมาถึงใครก็ต้องคว้าไว้ ดั่งสำนวนสุภาษิตไทยที่ว่า น้ำขึ้นให้รีบตัก เพราะถ้าคุณไม่ตัก โอกาสนั้นอาจหายไปในแทบจะทันที
เช่นเดียวกันกับผู้ลงทุนยักษ์ใหญ่ของเอเชียที่เมื่อทาง European Union (EU) หรือสหภาพยุโรปได้รุดหน้าการทำข้อตกลงการค้าเสรีกับหลาย ๆ ประเทศ เพื่อเป็นที่พึ่งพิงให้แก่ประเทศที่ต้องการย้ายฐานผลิตออกจากประเทศจีน
โดยหนึ่งในประเทศที่ถูกการรุดหน้าทำสัญญานี้คือ ประเทศ “เวียดนาม” ซึ่งแน่นอนว่าสนธิสัญญานี้ทำให้ฝ่ายเวียดนามค่อนข้างได้เปรียบกับกำแพงภาษีของการส่งออกที่ไม่มี ทำให้เวียดนามสามารถส่งออกผลิตภัณฑ์ได้มากยิ่งขึ้น
นี่จึงเป็นโอกาสสำหรับผู้ลงทุนที่กำลังมองหาสถานที่สร้าง “อาณาจักร” แห่งการผลิตที่ใหม่ สำหรับการหารือทางการค้นระหว่างสหภาพยุโรป (EU) และ ประเทศเวียดนาม ได้เริ่มขึ้นในปี 2012 และสิ้นสุดการให้คำสัตยาบันระหว่างกันในปลายปี 2015
เมื่อเข้าสู่ข้อตกลงการค้าเสรีหรือ EU Vietnam Free Trade Agreement (EVFTA) เวียดนามจึงกลายเป็นประเทศที่จัดอยู่ในกลุ่ม Rising Star สำหรับนักลงทุนอย่างมาก เพราะนอกจากจะมีแรงงานที่เพียงพอต่อการผลิตแล้ว ยังมีค่าแรงที่ถูกกว่าประเทศรอบข้างในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อีกด้วย
นอกจากนี้ตัวข้อตกลงเองก็มีหลักสำคัญอย่างการ “ส่งออกปลอดภาษี” ที่ทำให้เหล่าผู้ลงทุนสนใจมากกว่าเดิม เมื่อกำแพงภาษีหายไป การควบคุมราคาการผลิตและราคาสินค้าก็สามารถทำได้มากขึ้น ทั้งนี้ยังควบคุมไปถึงปัจจัยทางด้านกำไรที่เพิ่มขึ้นกว่าเดิมโดยใช้เงินทุนที่อาจจะต่ำกว่าเดิมเสียด้วยซ้ำ
“นี่คือบ่อเงินบ่อทองแห่งใหม่ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้”
ทรัพยากรที่เพียบพร้อมทั้งคนและทรัพยากรธรรมชาติช่วยสร้างความตื่นตัวให้แก่เหล่านายทุนเป็นอย่างมาก อย่างตัวอุตสาหกรรมยานยนต์ของประเทศญี่ปุ่น ที่ก่อนหน้านี้มีฐานผลิตอยู่ในประเทศไทยเป็นหลัก เรียกได้ว่าถ้าพูดถึง ชิ้นส่วนของยานยนต์ ต้องนึกถึงฐานผลิตที่ประเทศไทย
ถึงอย่างนั้นก็ตาม ข้อตกลงการค้าเสรีระหว่างสหภายุโรป-เวียดนาม (EVFTA) เลยทำให้ฐานะของ อันดับ 11 ของโลกในเรื่องการผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ของประเทศไทยเริ่มสั่นคลอน โดยเฉพาะในสภาวะการเมืองที่ระส่ำระสาย ไม่สามารถสร้างความมั่นใจให้แก่นักลงทุนได้ นักลงทุนหลักอย่างประเทศญี่ปุ่นก็เริ่มปิดตัวและย้ายฐานผลิตไปตาม ๆ กัน
ในไม่ช้า ผู้ลงทุนในไทยก็จะเริ่มมีตัวเลขที่ถดถอยลง ยิ่งกับอุตสาหกรรมยานยนต์ที่พูดได้เลยว่า ประเทศไทยก้าวมาสู่จุดที่เป็น “อุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์” จากจุดเดิมที่เป็น “การส่งออกเกษตรกรรม” ก็มาจากเหล่านักลงทุนรถยนต์สัญชาติญี่ปุ่นทั้งหลาย เมื่อตัวเลขของการลงทุนหายไป ไม่ต้องคาดเดาเลยว่า จะสร้างความเสียหายและผลกระทบขนาดไหนให้กับประเทศไทย
แต่นี่อาจเปลี่ยนไป หากประเทศไทยได้ลงนามกับข้อตกลงการค้าเสรีกับสหภาพยุโรป ?
ทว่าโอกาสนั้นกลับได้ผ่านประเทศเราไปแล้ว เพราะด้วยการรัฐประหารเมื่อ พ.ศ.2557 ที่ทำให้หลายประเทศทั่วโลกเลือกที่จะคว่ำบาตรทางการค้ากับไทย แม้จะมีกระแสที่ดีขึ้นในช่วงหลังการเลือกตั้ง ทว่าเมื่อนักลงทุนทั้งหลายเริ่มย้ายฐานไปปักหลักที่เวียดนามแล้ว การทำข้อตกลงอาจไม่ได้มีผลดีอีกต่อไปก็ได้
แนวโน้มที่จะเกิดขึ้นกับภาคเศรษฐกิจและประชาชน
การย้ายฐานผลิตย่อมต้องส่งผลกระทบต่อภาคเศรษฐกิจและภาคประชาชนอย่างไม่ต้องสงสัยเลยทีเดียว เพราะการลงทุนของนายทุนอัตราส่วนใหญ่ในประเทศไทย คือการลงทุนในภาคอุตสาหกรรมโดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์
เมื่อเกิดการย้ายฐานผลิตจากประเทศหนึ่งสู่อีกประเทศหนึ่ง รายได้ที่เคยรับเข้ามาในประเทศไทยก็ลดหายไปอย่างน่าตกใจ อัตราการจ้างงานแรงงานลูกจ้างที่ใช้ในวงการอุตสาหกรรมยานยนต์ก็จำต้องถูกเลย์ออฟ (เลิกจ้าง) อย่างช่วยไม่ได้
ยิ่งในสภาวะของโควิด-19 ที่การจ้างงานจะถูกฟรีซไว้ไม่ให้รับพนักงานเพิ่ม เพราะเป็นการสร้างภาระทางการเงินเพิ่มเติมให้แก่บริษัท ทั้งตัวบริษัทยังไม่สามารถสร้างกำไรเพิ่มเติมจากการส่งออกได้เท่าที่เคยเป็น นอกจากสภาวะเศรษฐกิจและการขนส่งที่หยุดชะงักแล้ว ปัจจัยทางสภาพสังคมอย่างการเมืองก็มีส่วนทำให้นักลงทุนตัดสินใจเบนเข็มไปยังประเทศที่มี “สถานะ” มั่นคงและสร้างความมั่นใจได้มากกว่าอยู่แล้ว
อย่างที่ทุกคนรู้กันกว่า สภาพเศรษฐกิจที่ย่ำแย่แบบนี้ ประเทศไทยไม่สามารถหาเงินได้จากภาคการส่งออก หรือ การท่องเที่ยวจากชาวต่างชาติได้อย่างเคย เม็ดเงินที่เคยหมุนเวียนได้ ก็ลดหายไป จนเข้าสู่สภาพฝืดเคือง ยิ่งภาคเอกชนที่เป็นนายทุนต่างชาติ ย้ายฐานผลิตออกไปที่ประเทศเวียดนาม
คงไม่ต้องเดาว่า ความเจริญที่ประเทศไทยเคยมีเพราะเงินทุนหมุนเวียนจะหายไปหรือไม่ เราอาจจะกลับมาเจริญได้ แต่นั่นต้องมาจากการ “กู้เงิน” ซึ่งปลายทางของไทยก็อาจเป็นเช่นเดียวกับประเทศกรีซและเวเนซุเอลาที่ล้มละลายไปในไม่กี่ปีที่ผ่านมา
ดังนั้นหากถามว่าคนไทยจะจนกว่าเดิมหรือไม่ ตรงนี้อาจมีผู้ที่ตกงานเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน แต่การปรับเปลี่ยนวิถึชีวิตของคนไทย เช่น การกลับมาให้ค่าการเกษตรกรรมมากขึ้นและเน้นการสร้างผลผลิตเพื่อสร้างรายได้หมุนเวียนในประเทศไทยให้มากขึ้น อาจเป็นหนึ่งในทางรอดของประเทศไทยในตอนนี้
การสร้างสภาพคล่องทางการเงินให้ตนเองตอนนี้คือหนึ่งในสิ่งที่หลายคนเริ่มหันมามองว่าควรทำอย่างไรให้ประกอบอาชีพได้อย่างมั่นคง และลงทุนครั้งเดียวแต่คุ้ม อย่างที่ทุกคนรู้กันว่าในยุคโควิด-19 แบบนี้มีธุรกิจประเภทหนึ่งที่กลับเติบโตจนเรียกได้ว่า “ทำแล้วมีงานมีเงิน” ก็คือธุรกิจขนส่งและเดลิเวอรี่ ขอแค่คุณมีรถยนต์หรือรถมอเตอร์ไซค์เป็นของตนเองก็สามารถหางานได้แล้ว บอกตรงนี้เลยว่า งานหายาก แต่งานเดลิเวอรี่และรับส่งผู้โดยสาร ไม่ได้หายากอย่างที่คิดแน่นอน ลองเปิดใจให้กับงานประเภทนี้ดูกันนะคะ
ค้นหารถยนต์และรถมอเตอร์ไซค์มือสองที่ช่วยลดต้นทุนของเครื่องมือประกอบอาชีพของคุณได้มากกว่าครึ่ง ได้ที่ Kaidee แล้ววันนี้ อย่ารอเลยค่ะ เพราะประเทศไทยตอนนี้ไม่มีความแน่นอนเท่าไรนัก หากทำงานอะไรได้ก็ควรคว้าไว้ก่อน
ดังนั้นการลงทุนครั้งนี้ย่อมไม่เสียเปล่า