ศึกรถครอบครัว SUV vs. Van vs. Crossover

ศึกรถครอบครัว SUV vs. Van vs. Crossover

ใคร ๆ ก็อยากได้รถครอบครัว แต่รถครอบครัวแบบไหนที่จะเหมาะสมกับการใช้งานและสมาชิกในครอบครัวของคุณที่สุดกันล่ะ เพราะการซื้อรถในแต่ละครั้ง ทุกคนคงเน้นการใช้งานรถมากกว่า 5 ปี เป็นต้นไปใช่ไหมล่ะคะ ?

ถึงอย่างนั้นอย่างที่รู้ ๆ กันว่ารถครอบครัวแบบไหนที่เหมาะสมส่วนใหญ่มักจะถูกพูดถึงว่าเป็น SUV แต่ก็อย่างที่ได้กล่าวไปว่า รถ SUV ไม่ใช่คำตอบเดียว แต่ยังมีรถครอบครัวประเภท SUV, Van และ SUV ที่เป็นรถครอบครัวแบบไหนที่เหมาะสมที่สุดกันล่ะ

รถครอบครัวมีกี่ประเภทและรถครอบครัวแบบไหนที่เหมาะสม?

หากพูดถึงรถครอบครัวแล้วนั้น สิ่งที่จำเป็นสำหรับรถครอบครัวคือ “ความกว้างและพื้นที่” ภายในรถ ที่จำเป็นต้องมีที่นั่งตั้งแต่ 5 ที่นั่งขึ้นไป จึงจะเหมาะสมกับการเป็นรถครอบครัว เพราะคำว่า “ครอบครัว” ในความหมายสำหรับประเภทรถ มักจะมีจำนวนคนตั้งแต่ 4 คนเป็นต้นไป 

รถซีดานจึงไม่ค่อยตอบโจทย์เสียเท่าไร เพราะรถครอบครัวมักจะมีทั้ง “ผู้สูงอายุและเด็ก” ที่เป็นผู้โดยสารอยู่เสมอ ทั้งพื้นที่ในการปืนป่ายหรือเบาะนั่งที่กว้างจนสามารถยืดขาได้ ก็มีแต่รถยนต์บางประเภทเท่านั้น เราจึงยกประเภทรถครอบครัวที่ใครก็ตัดสินใจได้ยากอย่างรถ SUV, Van และ Crossover มาให้คุณแล้ว

รถ SUV

SUV ย่อมาจาก Sport Utility Vehicle หรือรถยนต์อเนกประสงค์ที่มีรูปทรงสุดสปอร์ต ขับได้ทั้งในเมืองและออฟโร้ด ซึ่งรถประเภทนี้จะดีกว่ารถยนต์ซีดานตรงที่มีความจุที่มากกว่า ทั้งจุคนและสัมภาระได้เยอะมาก ๆ เวลาจะขนห่วงยางหรือสระยางไปเที่ยวก็ไม่มีปัญหาอีกต่อไป 

โดยรถยนต์ SUV จัดเป็นรถครอบครัวที่เหมาะสมและมีคนใช้ค่อนข้างเยอะ เพราะรถประเภทนี้จะมีขนาดที่นั่งแต่ 5-7 ที่นั่ง เป็นต้นไป ขนาดเครื่องยนต์ก็มีตั้งแต่ 1.8 ขึ้นไป เพื่อรองรับขนาดของรถยนต์ แต่ข้อเสียของรถยนต์ประเภทนี้คือ ความสูงของรถยนต์ที่อาจสูงเกินไปกว่าที่ผู้สูงอายุจะขึ้นได้อย่างสะดวกนัก 

รถ Van 

สำหรับรถยนต์อีกหนึ่งประเภทที่เหมาะกับครอบครัวคือ รถ Van หรือที่เรารู้จักกันว่ารถตู้ Van ที่มีที่นั่งตั้งแต่ 7 ที่ขึ้นไป เรียกได้ว่าเป็นรถที่ขนไปได้ทั้งครอบครัว ครบทั้งตระกูลเลยทีเดียวเชียว รถ Van ประเภทนี้จึงนิยมสำหรับครอบครัวที่มีรถมากกว่าหนึ่งคันเป็นต้นไป

เรียกว่าเป็นรถเสริมสำหรับครอบครัวที่พูดว่าถ้าใครต้องการรถที่เป็นที่ช่วยรับ-ส่งคนในครอบครัว หรือไว้ขนกันไปทริปทั้งครอบครัว ก็ต้องรถ Van เนี่ยแหละ เพราะเป็นรถที่เหมาะสำหรับการท่องเที่ยวสบาย ๆ พร้อมกับครอบครัว

แต่สิ่งหนึ่งที่คนซื้อรถประเภทนี้ต้องคำนึงไว้คือ รถประเภทนี้ไม่สามารถขับได้อย่างสมบุกสมบันนัก ไม่เหมาะกับการเอาไปลุยป่า หรือขึ้นเขา แม้จะมีกำลังรถที่แรงกว่ารถยนต์อื่น ๆ แต่น้ำหนักของคนก็ทำให้บางครั้งการขึ้นเขาก็อืดได้เช่นเดียวกัน

รถ Crossover 

อีกหนึ่งประเภทรถครอบครัว ที่เหมาะสมสำหรับคนที่กำลังสร้างเนื้อสร้างตัวและมีสมาชิกครอบครัวประมาณ 4-5 คน เพราะเป็นรถยนต์ที่เรียกว่าใกล้เคียงกันกับรถประเภท SUV เลยทีเดียวเชียว เพียงแต่ขนาดของรถที่มีความกะทัดรัดและไซส์มินิกว่า ทำให้ด้านความกว้างนั้นสู้กับ SUV ไม่ได้เลย

แต่จุดเด่นที่สู้ได้ชนิดว่าเอาชนะ SUV อย่างขาดลอยคือขนาดเครื่องยนต์พร้อมสมรรถนะต่าง ๆ ที่มาในราคาที่ถูกกว่ารถ SUV อยู่หลายบาท ทั้งยังมีเทคโนโลยีที่ครบครันชนิดว่า ถ้าใครแตะราคา SUV ไม่ไหวก็ลดลงมาเป็น Crossover แทน

ข้อที่ต้องระวังสำหรับรถ Crossover คือพื้นที่ แม้จะกล่าวว่าสามารถนั่งได้ 5-7 ที่นั่ง ใกล้เคียงกับรถ SUV แต่พื้นที่จะมีความแคบกว่า แถวหลังอาจจะนั่งไม่สบายนัก แต่สมรรถนะด้านอื่น ๆ ก็เรียกว่าเป็นรุ่นน้องของ SUV ได้อย่างเต็มปากเลย

รถครอบครัวแบบไหนตอบโจทย์ต่างกันอย่างไร

การพิจารณาว่ารถครอบครัวแบบไหนถึงจะเหมาะสมที่สุด ต้องเริ่มจากความต้องการและงบประมาณในมือของคุณเสียก่อน 

รถครอบครัวงบน้อย สมาชิกครอบครัวไม่เยอะ

ถ้าคุณคือคนที่กำลังวางแผนจะสร้างครอบครัวหรือเพิ่งเริ่มสร้างครอบครัว งบประมาณที่จัดสรรมานอกเหนือจากการซื้อบ้านแล้ว ถัดมาคงถึงเวลาต้องคำนึงถึงรถยนต์ที่ใช้ภายในครอบครัว แต่งบสำหรับซื้อรถของคุณไม่ได้สูงขนาดนั้น

รถครอบครัวที่น่าสนใจสำหรับคุณอาจจะเป็นรถ Crossover ที่มีรูปลักษณ์ใกล้เคียงกับ SUV ที่สุด เพียงแต่พื้นที่ค่อนข้างแคบกว่า แต่ถ้าสำหรับคนเพิ่งเริ่มต้นและกำลังจะสร้างครอบครัว รถ Crossover เป็นตัวเลือกที่ตอบโจทย์คุณที่สุดทั้งในด้านราคาและสมรรถนะที่เปี่ยมล้นคล้ายคลึง รถ SUV เลยล่ะค่ะ 

รถครอบครัวงบไม่จำกัด ต้องการใช้เป็นรถหลัก

สำหรับครอบครัวที่สมาชิกในครอบครัวประมาณ 5-7 คน หรือเป็นครอบครัวที่กำลังมีลูกตัวน้อยที่เราต้องพาออกไปทำกิจกรรมต่าง ๆ ในช่วงวันหยุด รถยนต์ประเภท SUV ก็เป็นคำตอบที่จัดว่าใช่และเหมาะสมที่สุด ทั้งนี้รถ SUV จะมีราคาที่ค่อนข้างสูงกว่ารถ Crossover 

การซื้อรถ SUV เรียกได้ว่าเป็นการลงทุนเพื่อให้รถคันนี้กลายเป็นรถยนต์ที่ใช้เป็นหลัก เพราะเป็นรถที่สามารถจุคนได้ตั้งแต่ 5 คนเป็นต้นไป แถมยังสามารถจัดสรรพื้นที่เก็บสัมภาระได้อย่างสะดวกพร้อมเดินทางทั้งในเมืองและต่างจังหวัด

รถครอบครัวงบไม่จำกัด ต้องการให้เป็นรถคันที่สอง

ครอบครัวคุณเป็นครอบครัวใหญ่ที่มีสมาชิกมากกว่า 5 คนใช่หรือไม่ ถ้าใช่รถ Van ก็อาจเป็นคำตอบของคุณ แต่ส่วนใหญ่การซื้อรถ Van มักซื้อเป็นรถสำรองหรือรถที่ใช้เสริมมากกว่านำมาเป็นรถที่ใช้หลัก 

สาเหตุเพราะว่าการใช้รถ Van นั้นทำให้คุณเดินทางลำบากกว่ารถประเภทอื่น ๆ ด้วยขนาดและน้ำหนักของรถยนต์ แม้จะไปได้ทุกเส้นทางแต่คงต้องคำนึงถึงความอืดของรถยนต์ด้วย คนจึงนิยมใช้รถ Van ในช่วงที่ต้องเดินทางพร้อมกันทั้งครอบครัวมากกว่า

แน่นอนว่ารถ Van จึงมีราคาที่ค่อนขัางสูง แต่ถ้าคุณต้องการหารถคันที่สองอยู่แล้ว รถ Van ก็จัดเป็นตัวเลือกที่ไม่เลวสำหรับรถครอบครัวเลยล่ะ เพื่อให้คุณและครอบครัวสามารถเดินทางไปเที่ยวด้วยกันได้อย่างสนุกสนานภายใต้รถคันเดียวกัน

สรุปแล้วควรซื้อรถครอบครัวแบบไหน

มาถึงจุดสรุปว่าควรซื้อรถครอบครัวแบบไหนดี อย่างที่กล่าวไปในเบื้องต้นว่าคุณต้องดูวัตถุประสงค์ก่อนว่า

เป็นรถยนต์ที่ใช้งานเป็นหลักหรือไม่

งบประมาณในการซื้อรถครอบครัวคันนี้อยู่ที่เท่าไร

สมาชิกในครอบครัวคุณมีจำนวนกี่คน

หากคุณสามารถสรุปและให้คำตอบกับ 3 คำถามด้านบนได้แล้ว การเลือกรถครอบครัวก็อิงจากเกณฑ์ด้านบนได้เลย

ทั้งนี้ถ้าคุณอยากได้รถยนต์ประเภท SUV หรือ Van แต่งบประมาณไปไม่ถึงก็ลองมาดูรถยนต์มือสองประเภท SUV ไม่ว่าจะเป็นแบรนด์ใหญ่อย่าง BMW X1 หรือ Hyundai H1 ก็จัดว่าเป็นรุ่นที่น่าสนใจสำหรับรถครอบครัวรุ่นหนึ่งเลยล่ะ ทั้งนี้ราคามือสองก็ไม่สูงมากและยังมีสภาพที่ดีอยู่ด้วย คุณสามารถเริ่มต้นหารถมือสองได้ที่ Kaidee เลย

รถคันไหน? ขับรถขึ้นเหนือรับลมหนาวได้ไม่มีหวั่น

รถคันไหน? ขับรถขึ้นเหนือรับลมหนาวได้ไม่มีหวั่น

ช่วงหยุดยาวนี้ไม่ว่าใครก็คงอยากขับรถขึ้นเหนือใช่ไหมล่ะคะ ยิ่งเจอสถานการณ์โควิดที่เพิ่งกลับมาระบาดใหม่ในตอนนี้ ถ้าเลือกได้คงไม่มีใครอยากใช้ขนส่งสาธารณะในการเดินทาง ไม่ว่าจะเป็น รถตู้ รถทัวร์ หรือแม้แต่เครื่องบิน เพราะเป็นพื้นที่ปิดเสี่ยงต่อการแพร่เชื้ออย่างมาก 

ทว่าเมื่อนึกถึงค่าที่พักและทริปสุดสนุกของคุณจะต้องล่มอย่างน่าเสียดายแล้ว คงมีหลายคนอีกเช่นกัน ที่ปักธงในใจว่า ขอให้ฉันได้ไปเถอะ! ดังนั้นทางที่ดีที่สุดในตอนนี้คือ การขับรถยนต์ขึ้นภาคเหนือไปเองเท่านั้นค่ะ!  แต่ในที่นี้เชื่อว่าหลายคนคงไม่เคยลองขับเหนือกันสักครั้งเลยใช่ไหมล่ะคะ 

งั้นเรามาศึกษาเรื่องรถยนต์ที่เหมาะกับการขับขึ้นภาคเหนือกันดีกว่าค่ะ ว่ารถยนต์ประเภทไหนและรุ่นไหนที่สามารถขึ้นเหนือได้โดยไม่ต้องกังวลว่าจะไม่มีแรงขึ้นเขา!

รถยนต์คันไหนขึ้นเหนือได้บ้าง

ถ้าพูดถึงรถยนต์ที่จะนำขึ้นเขา นอกเหนือจากประเภทรถตู้และรถกระบะที่เราเห็นกันบ่อย ๆ เวลาขึ้นภาคเหนือแล้ว ยังมีประเภทรถซีดานและรถอเนกประสงค์ที่สามารถขับขึ้นเขาได้ดีเช่นเดียวกัน หากคุณต้องการขับรถเพื่อเที่ยวภาคเหนือด้วยตนเอง อย่างที่แรกที่ต้องเตรียมพร้อมคือ ประเภทรถที่ขับขึ้นไป

“ทำไมถึงต้องเตรียมประเภทรถให้เหมาะสม ? เอารถคันไหนขึ้นไปเลยไม่ได้เหรอ ?”

สาเหตุที่ต้องเตรียมพร้อมก่อนขับขึ้นเขา เพราะรถบางประเภทไม่สามารถขึ้นเขาได้ สิ่งสำคัญนอกจากฝีมือคนขับแล้ว คือประเภทรถที่คุณจะขับขึ้นเหนือ อย่างที่ทราบกันว่าภาคเหนือ พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นภูเขา ดังนั้นต้องเตรียมใจไว้เลยว่า ถ้าจะขับขึ้นเหนือ ต้องเจอทางชันแน่นอน 

ดังนั้นเรามาลองดูกันว่ามีรถคันไหนบ้างที่สามารถพาคุณขึ้นเขาได้ และรถประเภทใดที่ควรหลีกเลี่ยงได้การขับขึ้นเขาโดยเด็ดขาด

รถยนต์ที่ควรหลีกเลี่ยงในการขับขึ้นเขา

สำหรับรถยนต์ที่ควรหลีกเลี่ยงในการขับขึ้นเขาคือ รถยนต์ประเภทเครื่องยนต์ 1.2 L 

ส่วนใหญ่รถที่ใช้เครื่องยนต์ประเภทนี้ มักจะเป็นรถยนต์คันเล็ก เน้นใช้ในเมือง ขับแล้วประหยัดน้ำมัน แต่ก็เพราะเป็นรถยนต์ที่ใช้ในเมือง เมื่อนำออกมาขับทางไกล หรือขึ้นเขามักจะประสบปัญหา ขับขึ้นไม่ไหว แถมยังเสี่ยงต่อรถไหลกลางเขา จนเป็นอุบัติเหตุให้เห็นตามหน้าสำนักข่าวอยู่ประจำ

โดยส่วนใหญ่แล้วรถประเภทนี้ มักจะมีให้เช่าตามในพื้นที่และคนกรุงมักจะนิยมใช้กันเยอะ เพราะนอกจากราคาที่ประหยัดแล้ว ยังมีขนาดไซส์ที่สามารถขับง่าย ไปไหนก็สะดวกจริง 

แต่พอนำมาขับต่างจังหวัด โดยเฉพาะภาคเหนือนั้น ต้องบอกเลยว่า พักก่อนนะคะ 

นอกจากตัวเครื่องยนต์ที่เล็กแสนเล็กแล้ว สมรรถนะอาจไม่ได้ทำมาเพื่อรองรับการขับขึ้นเขาเสียด้วยซ้ำ ซึ่งจัดว่าเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุแน่นอน 

อีกอย่างหนึ่งคือ เมื่อเครื่องยนต์ขนาดเพียง 1.2 L แต่จำนวนคนที่ไปด้วยกันและน้ำหนักสัมภาระที่ค่อนข้างเยอะ จะทำให้รถยนต์เร่งเครื่องลำบาก หรือที่เรามักจะเรียกกันว่า เครื่องอืด นั่นเอง เมื่อเครื่องอืดแล้ว ยิ่งขึ้นเขายิ่งไม่ต้องพูดถึงเลยล่ะค่ะ 

รถยนต์ที่สามารถขับขึ้นเขาได้

1. รถยนต์ประเภท Eco Car (1.5L)

รถยนต์ประเภทแรกที่สามารถขับขึ้นเขาได้คือ รถยนต์ไซส์เล็กที่มีเครื่องยนต์ขนาด 1.5 ลิตรเป็นต้นไป สาเหตุที่รถเหล่านี้สามารถใช้ขับขี้นเขาได้ คือกำลังแรงของเครื่องยนต์ ไม่เหมือนกับตัวรถยนต์ไซส์เล็กที่มีเครื่องยนต์ขนาด 1.2L 

รถยนต์ขนาดเล็กที่มาคู่กับเครื่องยนต์แรงถึง 1,500 ลิตรจัดได้ว่าเป็นรถยนต์ที่ค่อนข้างมีกำลังแรงเมื่อเทียบกับขนาดรถแล้ว แม้จะจุคนจนเต็มคันรถก็ยังขึ้นเขาได้ไม่น่ากลัวเท่าไรนัก รถยนต์ไซส์นี้ได้แก่ Toyota Vios, Honda Jazz และ Honda City เป็นต้น

2. รถยนต์ประเภทซีดานที่มีขนาดเครื่องยนต์มากกว่า 1.8L ขึ้นไป

รถยนต์ประเภทถัดมา จัดว่าเป็นรถยนต์ซีดานระดับกลางถึงสูง เรียกว่าเห็นได้บ่อยในท้องถนนเลยทีเดียว รถยนต์ประเภทนี้จะมีการออกแบบลักษณะตัวรถให้ใหญ่ขึ้น นั่งสบาย ทว่าอาจจะกินน้ำมันไปบ้างในบางครั้ง 

รถยนต์ประเภทนี้บางทีก็มีเทคโนโลยีไฟฟ้า อย่าง HEV เข้ามาช่วยในเรื่องของการลดใช้น้ำมันมากขึ้น แต่ประเด็นนี้ยังไม่สำคัญเท่าตัวเครื่องที่มีกำลังแรงตั้งแต่ 1.8L เป็นต้นไป เรียกได้ว่าออกแบบมาเพื่อรองรับน้ำหนักของตัวรถที่เพิ่มขึ้น เมื่อนำไปขับจริงก็ยังคงกำลังแรงไว้ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

โดยเฉพาะการขับขี่บนถนน สามารถสร้างอัตราเร็วได้ดั่งใจผู้ขับชนิดว่า มักจะเกินความเร็วที่กฎหมายกำหนดอยู่เป็นประจำเลยล่ะ ดังนั้นปัญหาการขึ้นเขาหรือขึ้นภาคเหนือยิ่งไม่ต้องสงสัยว่าจะขึ้นได้หรือเปล่า ขึ้นได้แน่นอน แต่อาจต้องระวังเรื่องของความเร็วรถที่พุ่งแรงเกินไปนะคะ โดยรถยนต์ประเภทนี้จะมี Toyota Altis, Honda Civic และ Mazda 3 

3. รถกระบะ

รถกระบะส่วนใหญ่จะสามารถขับขึ้นเขาได้อยู่แล้ว เนื่องจากเป็นรถยนต์ประเภทไว้ใช้ในการขนสินค้าจึงทำให้มีกำลังแรงกว่ารถซีดานปกติทั่วไปอยู่หลายเท่า เครื่องยนต์ส่วนใหญ่มักจะเกิน 2.5 ลิตร แต่ส่วนใหญ่รถกระบะมักจะเป็นเกียรกระปุก หรือเกียร์ธรรมดา ผู้ขับจึงจำเป็นต้องมีความชำนาญในการเปลี่ยนเกียร์ไม่ให้เครื่องดับขณะขับขึ้นเขา

และอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้รถกระบะเหมาะกับการขับขึ้นภาคเหนือโดยเฉพาะพื้นที่บนเขาก็มาจากที่ว่า เครื่องยนต์กระบะเป็นเครื่องยนต์ดีเซล ที่สามารถให้แรงบิดที่สูงกว่ารถเก๋งทั่วไปได้เยอะ จึงทำให้การขึ้นเขาเป็นเรื่องสนุกและชิล แม้รถจะมีน้ำหนักเยอะก็ตาม

4. รถยนต์อเนกประสงค์ (SUV / PPV)

อีกหนึ่งประเภทรถยนต์ที่เรียกได้ว่าบางคันถูกออกแบบมาให้เผชิญกับสภาพถนนที่ทั้งชัน ทั้งขรุขระ เหมาะกับการออฟโรดและผจญภัยสุด ๆ จึงเป็นที่น่าสนใจสำหรับใครที่รักการขับขึ้นเขาและพาญาติ ๆ ไปเที่ยวด้วยกัน 

นอกจากขนาดรถยนต์ที่สามารขนทั้งคนทั้งสัมภาระได้เยอะมาก ๆ แล้ว รถยนต์ประเภทนี้ จะมีการออกแบบมาให้เหมาะสมกับการขับออฟโรดและถนนที่มีความชัน โดยสามารถมั่นใจในการเข้าโค้งในมากกว่ารถซีดาน เพราะเป็นระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ที่ทำให้ล้อหมุนได้อย่างอิสระ เข้าโค้งได้ดีมากขึ้น

ในส่วนของเรื่องเครื่องยนต์ก็ไม่ต้องกังวล เพราะแน่นอนว่าการออกแบบมาเพื่อรองรับผู้โดยสารและขนสัมภาระ ตัวเครื่องยนต์ก็มีกำลังแรงแน่นอน รถยนต์ประเภทนี้ได้แก่ Toyota Fortuner, Honda CR-V, Ford Everest, Mitsubishi Pajero Sport, Nissan X-Trail และ Mazda CX-5 เป็นต้น

5. รถตู้

อีกหนึ่งประเภทรถที่เราสามารถเห็นได้บ่อย เวลาขับขึ้นภาคเหนือหรือขึ้นเขา คือประเภทรถตู้ แน่นอนว่ารถตู้พวกนี้ส่วนใหญ่ใช้เกียร์ธรรมดา และเครื่องยนต์ดีเซลที่จะให้แรงบิดกับตัวรถยนต์ได้มากกว่ารถธรรมดา ทว่าแม้จะพูดได้ว่าเป็นรถที่มีกำลังแรง แต่ก็ต้องใช้ความชำนาญในการขับขึ้นพอสมควร

เพราะเมื่อน้ำหนักรถที่เยอะขึ้น ทั้งคนและสัมภาระต่าง ๆ จะทำให้รถประเภทนี้เร่งไม่ค่อยขึ้นในบางจุด หากต้องชะลอรถก็อาจทำให้เสียจังหวะและรถไหลได้ ดังนั้นก่อนจะขับรถประเภทนี้ควรเป็นผู้ชำนาญในเส้นทางและการขับขี่จึงจะดีที่สุด

มือใหม่ขับรถขึ้นเขาอย่างไรดี

จากประเด็นเรื่องรถที่เหมาะสำหรับการขับขึ้นเขาแล้ว ปัญหาน่ากังวลใจสำหรับใครหลายคนคือ ไม่เคยขับขึ้นเขามาก่อน จะขับได้หรือเปล่า? เป็นมือใหม่แต่อยากขับขึ้นเขาจะทำได้ไหม? 

วันนี้เราจะมาสอนเทคนิคการขับรถขึ้นเขาให้ปลอดภัยและเที่ยวได้อย่างสนุกสนานไม่ต้องกังวลว่าจะขับขึ้นไม่ได้ แม้จะเป็นมือใหม่ แต่แอบแนะนำนิดนึงว่าอย่างน้อยก็ควรรู้จังหวะรถตัวเองดี และไม่ควรขึ้นเขาที่ความชันจนเกินไปจึงจะปลอดภัยที่สุด

1. เช็กสภาพรถและคันที่ขับสะดวกที่สุด

อย่างแรกที่ต้องทำก่อนขับขึ้นเหนือ หรือขึ้นเขา คือการเช็กสภาพรถยนต์ของคุณว่าอยู่ในสภาพดีหรือไม่ ทั้งระบบเกียร์ ล้อยางทั้ง 4 ล้อ และระบบเบรก ต้องลองทดสอบระบบเหล่านี้ทุกครั้งก่อนออกเดินทาง ถ้าเกิดว่ารู้สึกถึงปัญหาที่เกิดขึ้น อย่าชะล่าใจแล้วนำรถขึ้นไปนะคะ ให้หาจุดพักแล้วนำรถเข้าเช็กที่ศูนย์ใกล้เคียงด่วนเลยค่ะ 

สำหรับมือใหม่ นอกจากเช็กสภาพรถแล้วยังควรเลือกรถยนต์คันที่ขับได้คล่องและเข้ามือที่สุด เพื่อขับขึ้นเขา หลีกเลี่ยงการเลือกรถยนต์ที่ไม่คุ้นมือ หรือคันใหญ่เกินไปจะดีกว่า เพราะอาจทำให้คุณควบคุมรถไม่ได้ 100% อย่างที่ตนเองคิด และอาจทำให้เกิดอุบัติเหตุตามมาได้

2. อย่าเหยียบเบรกค้าง ให้แตะ-ปล่อย และใช้เกียร์ต่ำ

มือใหม่หลายคน เมื่อขับรถลงเขาก็จะแตกเบรกค้างเพื่อหวังให้รถชะลอความเร็วและหยุดไม่แหกโค้ง แต่นี่คือ วิธีที่ผิด!!! เพราะการขับแบบนี้อาจทำให้ผ้าเบรกของคุณไหม้จนหมด แล้วเบรกไม่อยู่แทน!

ดังนั้นการลงเขาควรใช้เกียร์ต่ำเพื่อให้เกิดการใช้ engine brake ในการชะลอความเร็วแทน 

หากถามว่า engine brake คืออะไร engine brake คือการเบรกโดยเครื่องยนต์ กล่าวคือรถยนต์สมัยใหม่ส่วนใหญ่จะมีระบบนี้อยู่ เป็นระบบที่ช่วยเบรกโดยทอนกำลังความเร็วลงด้วยตัวเครื่องยนต์เมื่อคุณเข้าเกียร์ต่ำ เพราะเมื่อความเร็วมากกว่าตัวเกียร์ที่เข้าอยู่ ตัวเครื่องยนต์จะประมวลผลและลดรอบความเร็วลงโดยอัตโนมัติ 

ทั้งนี้การใช้ engine brake ช่วยจะทำให้การลงเขาไม่ต้องแตกเบรกถี่เท่าไรนัก แต่หากคุณยังมองว่าการลงเขาด้วยความเร็วที่เป็นอยู่นั้น เร็วเกินไปก็แนะนำให้แตะเบรกบ่อย ๆ โดยเฉพาะก่อนถึงทางลงโค้งหักศอกนะคะ 

3. เช็กเส้นทางก่อนขับขึ้นจริง 

อีกหนึ่งวิธีช่วยสร้างความมั่นใจและไม่หลงทางด้วย Google Maps  คือการเปิดคลิปในยูทูปเพื่อเช็กเส้นทางก่อนเดินทางจริง จะทำให้คุณได้เห็นสภาพถนนและความชันของภูเขาในสภาพคล้ายของจริง เพื่อประเมินความสามารถของคุณว่าสามารถขับได้หรือไม่ หรืออีกวิธีคือถามคนท้องที่ว่าภูเขาลูกนี้สามารถขับขึ้นได้หรือเปล่า

ยกตัวอย่างเช่น ดอยอ่างขาง ที่มือใหม่ไม่ควรขึ้น เพราะเป็นถนนที่มีความชันสูงและโค้งหักศอกหลายจุด ทำให้มักจะเกิดอุบัติเหตุอยู่หลายครั้ง แม้เราจะมั่นใจว่า เราสามารถขับขึ้นได้ แต่จากคำของคนพื้นที่หลายคนก็มักจะบอกว่า รถของคนในพื้นที่มักจะขับด้วยความเร็วค่อนข้างสูง จึงอาจทำให้เราเกิดอุบัติเหตุเพราะรถเสียจังหวะได้ ทางที่ดีคือการหาคนที่ชำนาญทางขับขึ้นไปจริง ๆ จึงจะดีที่สุด

4. บีบแตรทุกครั้งที่เจอโค้ง (จุดอับสายตา)

การขับรถบนเขา แม้ในช่วงตอนกลางวัน สิ่งที่ควรทำที่สุดคือ การบีบแตร เมื่อเจอจุดอับสายตาหรือทางโค้ง เพราะเราไม่สามารถเห็นได้ว่าอีกฝั่งของเส้นทางกำลังจะมีคนมาหรือไม่ เราจึงควรบีบแตรเพื่อเตือนว่า กำลังจะมีรถสวนไปให้ชะลอความเร็ว และระวังมากขึ้น

แน่นอนว่าไม่ใช่เพียงอีกฝั่งอย่างเดียวที่จะได้รับคำเตือน ผู้ขับเองก็ควรฟังเสียงแตรและระมัดระวังให้ดีเช่นเดียวกัน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอุบัติเหตุ

5. ให้รถขาขึ้นมาก่อน 

สิ่งนี้เป็นสิ่งที่พูดกันบ่อย แต่หาคนทำจริงได้น้อย เพราะต่างคนต่างรีบไปในเส้นทางของตนเอง แต่รู้หรือไม่ว่า การที่ชะลอให้รถขาขึ้นมาก่อน เนื่องจากสาเหตุที่ว่าการส่งกำลังขึ้นของรถยนต์นั้นใช้แรงมาก หากเสียจังหวะหรือเบรกกลางทางระหว่างขึ้นเขา อาจทำให้เกิดรถไหลจากเขาได้ และต่อมามักจะเกิดอาการเบรกไม่อยู่และลื่นไถลลงไปแทนนั่นเอง

6. อย่าขับเร็วและห้ามแซงทางโค้ง

การขับรถเร็วและแซงทางโค้งบนเขา เป็นเรื่องที่ควรทำเป็นอย่างท้าย ๆ หากรถคันหน้าไม่ช้าจริงจนคุณเสียจังหวะ เพราะการแซงทางโค้งเป็นสิ่งที่อันตราย นอกจากคุณจะมองไม่เห็นจุดอับสายตาของรถที่กำลังสวนเลนมาแล้ว ยังทำให้รถมีโอกาสหลุดโค้งได้ง่ายกว่าเดิม 

การขับเร็วบนเขาคือหนึ่งสาเหตุที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุบนทางขึ้น-ลงเขาบ่อยที่สุด เพราะมองว่าตนเองชำนาญทางและมั่นใจในฝีมือการควบคุมรถ 

ดังนั้นหากคุณเป็นมือใหม่หรือผู้ที่กำลังลองขับขึ้นเขาครั้งแรก แนะนำให้ขับช้า ๆ อย่าเร่งความเร็วจนเกินกว่า 80 กิโลเมตร บนภูเขา เมื่อเข้าโค้งก็ให้ชะลอและเข้าโค้งอย่างระมัดระวัง เท่านี้การขับขึ้นเขาก็ไม่ใช่เรื่องน่ากังวลใจแล้ว! 

7. เว้นระยะจากรถคันด้านหน้าเสมอไม่ว่าจะขาขึ้นหรือลง

สิ่งที่หลายคนมองข้ามและมักจะทำเป็นประจำเมื่อเจอรถคันหน้าขับช้ากว่า คือการเข้าไปจี้ด้านหลังรถคันด้านหน้า

แต่รู้หรือไม่ว่า บนเขาการทำแบบนี้มีแต่เสี่ยงกับเสี่ยง เพราะหากรถคันหน้าเกิดคุมไม่ได้และไหลลงมา คันที่จะต้องรับไปเต็ม ๆ คือคันที่ตามมาแบบติด ๆ ดังนั้นควรเว้นระยะในการขับบนภูเขา เรียกได้ว่าเซฟทั้งเขาและเราไปในคราวเดียวเลยค่ะ

สรุปท้ายบทความ

อีกหนึ่งปัจจัยที่ควรคำนึงก่อนจะขับรถขึ้นภาคเหนือ สิ่งสำคัญไม่ใช่เพียงแค่รถยนต์อย่างเดียว ความชำนาญในการขับก็คือหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ควรมี เพราะการขึ้นเขาไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ไม่ได้ยากจนเกินไป ถ้าเขาลูกนั้นไม่ได้ชัน ประหนึ่งดอยอ่างขาง

แต่ต่อให้เป็นคนที่มีความชำนาญในการขับ ก็ไม่ควรประมาทในการขับขึ้นเขา เพราะเมื่อคุณประมาท อาจทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ทุกเมื่อ ดังนั้นนอกจากประเภทรถยนต์แล้ว ควรมีความชำนาญในการขับถึงจะดีที่สุด

ความชำนาญในที่นี้หมายถึง คนที่ค่อนข้างคุ้นชินกับรถยนต์ หรือขับบ่อยจนพอรู้จังหวะของรถได้ดีนั่นเอง

ท้ายที่สุดแล้ว อีกหนึ่งสิ่งที่ควรคำนึงด้วยคือสภาพของรถ เราควรเช็กสภาพรถก่อนเดินทางไกลทุกครั้งไม่ว่าจะเป็นสภาพเบรก, ยาง, น้ำมัน และระบบเกียร์ เพื่อไม่ให้เกิดเหตุไม่คาดฝันระหว่างทาง จากทริปแสนสนุกจะกลายเป็นทริปแสนเซ็งไปเสียก่อน 

ใครที่กำลังมองวางแผนทริปในปีนี้และต้นปีหน้าจะต้องได้ไปเที่ยวเหนือให้ได้ ต่อให้ขับรถไปก็ยอม อย่าลืมมองหาเพื่อนคู่ใจนั่งรถไปด้วยสักคนนะคะ จะได้ไม่เหงาและอย่าลืมหาเพื่อนคู่ใจอีกคนหนึ่งที่จะช่วยกรุยทางให้การขับขึ้นเหนือหรือขึ้นเขาเป็นเรื่องง่าย อย่างรถยนต์สมรรถนะเยี่ยมพร้อมขับ ที่หาได้ง่าย ซื้อขายไม่ยาก ที่ Kaidee คลิกเลย!

คนซื้อรถมือสองควรรู้ เลือกซื้อยังไงให้ปัง ไม่ใช่พัง!

คนซื้อรถมือสองควรรู้ เลือกซื้อยังไงให้ปัง ไม่ใช่พัง!

ในปัจจุบันรถยนต์รุ่นใหม่ ๆ ได้เปิดตัวรถยนต์ภายใต้แบรนด์ของตัวเองมาเยอะมาก บางคนซื้อเพื่อใช้งานยาวหลายปี แต่บางคนซื้อมาใช้เพื่อขายต่อแล้วเปลี่ยนเป็นรุ่นใหม่ไปเรื่อย ๆ ด้วยเหตุผลที่ว่าต้องการรุ่นปีที่ใหม่ล่าสุดและทันสมัยอยู่ตลอด จึงทำให้ตลาดรถยนต์มือสองนั้นมีรถยนต์ที่นำมาขายเต็นท์รถเยอะมาก มีหลากหลายรุ่น หลากหลายแบรนด์ หลากหลายราคา 

ทำให้ตลาดรถยนต์มือสองคึกคัก เนื่องจากรถยนต์บางรุ่นห่างจากรุ่นใหม่เพียงแค่ 1 รุ่นก็มี บางรุ่นสภาพใหม่มาก ตัวเลขไมล์น้อย ซึ่งทำให้คนที่กำลังหารถยนต์มือสองอยู่มีตัวเลือกมากมาย แต่เพื่อน ๆ ทุกคนรู้หรือไม่ว่ารถยนต์มือสองบางคันอาจจะทำให้ดูใหม่ขึ้นมา เปลี่ยนชิ้นส่วนมาก็ได้ วันนี้เรามีวิธีการดูรถยนต์มือสอง ว่าก่อนซื้อควรดู ควรเช็กอะไรบ้าง จะได้ไม่ต้องเสียเวลา ไม่ต้องโดนหลอก มาดูกันเลย 

1. ตัวถังรถ

สิ่งแรกที่จะต้องเห็นก่อนเป็นอันดับแรก คือ ตัวรถยนต์ ให้สังเกตและเดินดูด้วยตาว่ารถอยู่ในสภาพที่ไม่มีรอยบุบ รอยยุบจากการกระแทกใด ๆ สีมีถลอกหรือไม่ มีอะไรที่ผิดสังเกต ถ้ามีตั้งแต่ข้อแรกนี้ ให้เปลี่ยนคันหรือเปลี่ยนเต็นท์รถได้เลย เพราะถ้ามีรถลักษณะแบบนี้แล้ว ให้คิดว่ารถยนต์คันอื่น ๆ ในเต็นท์นี้คงจะมีอีกแน่ ไม่น่าไว้วางใจที่จะซื้อและดูต่อในข้อที่ต่อไปแล้วนะครับ 

2. ชิ้นส่วนน็อต

น็อตคือสิ่งที่จะบ่งบอกได้เหมือนกันว่ารถได้ผ่านการปรับแต่ง ถอดชิ้นส่วนออกไปแล้วใส่กลับคืนมาบ้างหรือไม่ โดยจะสังเกตได้จากหลายจุด เช่น น็อตในฝากระโปรงรถ ข้างรถยนต์ เป็นต้น ถ้ามีการขันน็อต ตัวน็อตจะมีรอยของการถูกขันไว้ ให้ตีความได้เลยว่า รถยนต์คันนี้ผ่านการปรับเปลี่ยนมานั่นเองครับ 

3. เลขไมล์

สิ่งที่สำคัญอีกหนึ่งอย่างเลย คือ ตัวเลขการวิ่งของรถยนต์คันนี้ว่าวิ่งไปกี่กิโลเมตรแล้ว ซึ่งถ้าเลขไมล์เยอะ แสดงว่ารถคันนี้อาจจะใช้งานมาหนัก เครื่องอาจจะเสื่อมสภาพได้ อีกข้อสังเกต คือ ถ้ารถสภาพสมบูรณ์มาก ๆ แล้วเลขไมล์น้อย เป็นสิ่งที่ดี แต่ถ้าหากรถหลายปีแล้ว เลขไมล์น้อยแบบผิดสังเกต ให้ตีความได้เลยว่า รถอาจจะผ่านการกรอเลขไมล์มาได้ 

4. เครื่องยนต์ 

เป็นอีกหนึ่งสิ่งและเป็นหัวใจสำคัญของรถยนต์ทุกรุ่น ทุกยี่ห้อที่ต้องมีในการขับเคลื่อน แนะนำให้ตรวจและเช็กเครื่องยนต์อย่างละเอียดโดยการสตาร์ทรถยนต์ ดูการทำงานของเครื่องยนต์ว่ามีจุดไหนผิดปกติหรือไม่ และดูส่วนประกอบอื่น ๆ เช่น แบตเตอรี่ น้ำมันเครื่อง หม้อพักน้ำว่าถูกเปลี่ยนหรืออยู่ในสภาพสมบูรณ์หรือไม่ 

5. ระบบช่วงล่าง

จุดนี้อาจจะต้องใช้เครื่องยกรถยนต์ขึ้นเพื่อดูใต้ท้องรถว่ามีจุดไหนที่ผิดปกติหรือไม่ เช่น มีจุดรั่วซึมของเหลวตรงจุดไหนบ้างหรือเปล่า มีจุดฉีกขาดหรือโดนขูดไหม ระบบโช๊คอัพ ยางรถมีรอยแตกหรือไม่ เป็นต้น

6. ทดลองขับ 

ขั้นตอนที่สำคัญคงหนีไม่พ้นการได้ทดลองขับรถจริง ซึ่งจะทำให้ได้รู้ว่ามีสิ่งผิดปกติตรงจุดไหนบ้างจากการขับจริง มีเสียงตรงไหน ระบบช่วงล่างเป็นอย่างไร ระบบไฟฟ้าของรถยนต์เป็นอย่างไร อัตราเร่งเป็นอย่างไร หรือเครื่องยนต์กระตุกหรือไม่ ซึ่งขั้นตอนนี้เราจะสามารถตัดสินใจได้ทันทีที่เราได้ทดลองขับเสร็จ แนะนำให้ขับให้นานหน่อยนะครับ เพื่อที่จะได้ทดสอบรถยนต์จริง ๆ อาจจะมีอาการที่ผิดปกติแสดงออกมาตอนที่ได้ขับขี่อยู่นั่นเอง 

เป็นอย่างไรกันบ้างครับเพื่อน ๆ กับวิธีเช็กรถยนต์มือสอง ถ้าเพื่อน ๆ คนไหนกำลังจะซื้อรถยนต์มือสอง แล้วอยากได้รถที่ดี มีคุณภาพ แถมราคาที่ถูกกว่า ลองมาดูที่ Kaidee Auto ก่อนได้นะครับ เรามีรถยนต์มือสองสภาพดี มีคุณภาพ และราคาที่ดีมาก ๆ นัดดูรถและนำวิธีดูรถยนต์มือสองไปใช้ดูได้เลยนะครับ   

วิธีเลือกประเภทของรถยนต์ ซื้อแบบไหนเหมาะกับคุณที่สุด?

วิธีเลือกประเภทของรถยนต์ ซื้อแบบไหนเหมาะกับคุณที่สุด?

ถ้าพูดถึงประเภทของรถยนต์ในปัจจุบันที่มีหลากหลายประเภทให้เลือก ไม่ว่าจะเป็นประเภทกระบะ รถเก๋ง รถ SUV และรถตู้ เป็นต้น รถยนต์แต่ละประเภทย่อมตอบโจทย์การใช้งานที่แตกต่างกัน บางประเภทอาจจะตอบโจทย์ในด้านจุคนได้เยอะ เหมาะสำหรับครอบครัวหรือบางประเภทเหมาะสำหรับใช้ขนของ 

แต่หากว่าคุณกำลังจะเลือกซื้อรถยนต์สักคัน แต่ยังไม่รู้ว่าจะซื้อประเภทไหน ในบทความนี้จะบอกในสิ่งที่คุณอยากรู้และช่วยให้ตัดสินใจซื้อรถยนต์ได้แบบตอบโจทย์กับคุณแน่นอน 

ปัจจัยในการเลือกประเภทรถยนต์ที่เหมาะกับคุณที่สุด

การเลือกประเภทรถยนต์ที่เหมาะกับตัวเองนั้นไม่ยากเลย แต่จะมีหลายปัจจัยในการเลือก เช่น การใช้งาน จำนวนสมาชิกในครอบครัว เน้นการขับขี่ไปที่ไหน เน้นเรื่องประหยัดน้ำมัน เน้นเรื่องความสะดวกสบายในการใช้ การรับประกันหลังการขาย หรือจะเป็นเรื่องราคาและค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษา เป็นต้น 

หลาย ๆ ปัจจัยเหล่านี้จะทำให้เราตัดตัวเลือกและเลือกรถที่ตรงกับความต้องการของเราได้มากที่สุดครับ

รถยนต์แต่ละประเภทตอบโจทย์การใช้งานที่แตกต่างกัน

1. รถเก๋ง

รถเก๋ง หรือ Sedan รถที่เราได้เห็นเยอะที่สุดบนท้องถนน โดยรถเก๋งนั้นจะมีหลายขนาด หลายความจุ ให้เลือกหลากหลายแบรนด์ แล้วแต่ความชอบและกำลังซื้อของแต่ละคน

ซึ่งรถประเภทนี้ เหมาะสำหรับคนที่อยู่คนเดียวหรืออยู่เป็นครอบครัวก็ได้ ชอบความคล่องตัวในการเดินทาง สามารถจุของได้แบบพอดี แล้วแต่ขนาดของรถ ทุกอาชีพสามารถใช้ได้ โดยรถยนต์ประเภทรถเก๋ง หรือ Sedan ก็จะมีหลายประเภทย่อยให้เลือก ตั้งแต่ระดับ Eco Car ถึง ขนาดใหญ่หรูหรา 

รถ Eco Car

ขนาดเครื่องยนต์ 1.0 – 1.4 ลิตร เหมาะกับใครบ้าง?  

  • เหมาะกับคนที่มีสมาชิกในครอบครัว 1 – 4 คน 
  • เหมาะกับการขับขี่ใช้งานในเมืองมากที่สุดหรือออกต่างจังหวัดบางครั้ง 
  • ประหยัดน้ำมัน คล่องตัวในการขับขี่ 
  • ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาค่อนข้างเหมาะสม 
  • ช่วงราคาของรถเก๋ง ประเภท Eco car จะอยู่ในช่วง 450,000 ถึง 650,000 บาท  

ตัวอย่างรถยนต์ Eco Car 

  • Toyota Yaris
  • Mitsubishi Mirage
  • Nissan Almera

รถยนต์นั่งขนาดเล็ก 

  • เหมาะกับคนที่มีสมาชิกในครอบครัว 1 – 5 คน 
  • เหมาะกับการขับขี่ใช้งานในเมืองและออกต่างจังหวัด 
  • ประหยัดน้ำมันและสะดวกสบาย 
  • ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาค่อนข้างเหมาะสม 
  • ช่วงราคาของรถเก๋งประเภทรถยนต์นั่งขนาดเล็กจะอยู่ในช่วง 650,000 ถึง 1,250,000 บาท 

ตัวอย่างรถยนต์ขนาดเล็ก 

  • Toyota Vios
  • Toyota Corolla Altis
  • Honda Civic

รถยนต์นั่งขนาดกลาง 

  • เหมาะกับคนที่มีสมาชิกในครอบครัว 1 – 5 คน 
  • เหมาะกับการขับขี่ใช้งานในเมืองและออกต่างจังหวัด 
  • ค่อนข้างประหยัดน้ำมันและมีสะดวกสบายมาก เพราะห้องโดยสารที่ค่อนข้างใหญ่  
  • ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาเหมาะสมกับขนาดของรถ 
  • ช่วงราคาของรถเก๋งประเภทรถยนต์นั่งขนาดกลางจะอยู่ในช่วง 1,000,000 ถึง 1,900,000 บาท

ตัวอย่างรถยนต์นั่งขนาดกลาง 

Honda Accord Toyota Camry และ Nissan Teana เป็นต้น   

รถยนต์นั่งขนาดใหญ่

  • เหมาะกับคนที่มีสมาชิกในครอบครัว 1 – 6 คน 
  • เหมาะกับการขับขี่ใช้งานในเมืองและออกต่างจังหวัด 
  • เน้นความสะดวกสบาย ด้วยห้องโดยสารขนาดใหญ่และหรูหรา
  • ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาค่อนข้างสูง
  • ช่วงราคาของรถเก๋งประเภทรถยนต์นั่งขนาดใหญ่จะอยู่ในช่วง 3,000,000 ถึง 9,000,000 บาท

ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับความชอบส่วนตัว กำลังทรัพย์ และปัจจัยอื่น ๆ ในการประกอบการตัดสินใจของแต่ละคนด้วย

ตัวอย่างรถยนต์นั่งขนาดใหญ่ 

  • Mercedes Benz S-Class
  • BMW 7 Series
  • Audi A8
  • Lexus LS

2. รถยนต์ประเภท Hot Hatch

รถยนต์ประเภทนี้มีความกะทัดรัด มีความคล่องตัวในการใช้งาน ขับง่าย โดยรถยนต์ประเภท Hot Hatch เหมาะสำหรับ

  • ครอบครัวที่มีสมาชิก 1 – 5 คน 
  • เหมาะกับการขับขี่ใช้งานในเมืองและออกต่างจังหวัด 
  • เน้นความสะดวกสบาย คล่องตัวในการขับขี่
  • ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาเหมาะสมกับประเภทของรถ
  • ช่วงราคาของรถประเภท Hot Hatch จะอยู่ในช่วง 450,000 ถึง 3,000,000 บาท

โดยรถยนต์ประเภทนี้ก็มีหลากหลายรุ่นให้เลือกเช่น 

  • Honda Civic Hatchback 
  • Mercedes-AMG A45 
  • BMW M140i 
  • Audi S3 MK3  

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ต้องขึ้นอยู่กับหลาย ๆ ปัจจัยในการตัดสินใจซื้อด้วยนะครับ 

3. รถยนต์อเนกประสงค์ MPV 

รถประเภทนี้ เป็นรถที่มีขนาดเล็กกว่ารถตู้ และคล่องตัวกว่า นั่งได้สบายกว่า สมรรถนะดี ใช้ขับขี่ทางไกลได้ดี โดยรถยนต์ประเภท MPV เหมาะสำหรับ

  • ครอบครัวที่มีสมาชิก 1 – 8 คน 
  • เหมาะกับการขับขี่ใช้งานในเมืองและออกต่างจังหวัด 
  • เน้นความสะดวกสบาย 
  • ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาเหมาะสมกับประเภทของรถ
  • ช่วงราคาของรถเอนกประสงค์ MPV จะอยู่ในช่วง 1,300,000 บาท ถึง  7,000,000 บาท

สำหรับรถประเภท MPV ก็มีหลากหลายแบรนด์ เช่น 

  • Honda Freed 
  • Hyundai-H1 
  • Toyota Alphard 
  • Toyota Vellfire 
  • Lexus LM300h

4. รถยนต์อเนกประสงค์ SUV

รถยนต์ประเภท SUV เป็นรถยนต์ที่มีความอเนกประสงค์ มีประโยชน์ใช้สอยมากกว่ารถยนต์ทั่วไป แต่ยังคงความเป็นรถยนต์ที่ดูสวยงาม ขับขี่ได้ทุกวัน แต่ความแตกต่างก็คือ สามารถขับลุยได้ในทุก ๆ ที่ที่มากกว่ารถยนต์ทั่วไป โดยรถยนต์อเนกประสงค์ประเภท SUV เหมาะสำหรับ

  • ครอบครัวที่มีสมาชิก 1 – 7 คน 
  • เหมาะกับการขับขี่ใช้งานในเมืองและออกต่างจังหวัด 
  • เน้นความสะดวกสบาย คล่องตัวในการขับขี่ ช่วงล่างแข็งแรง ลุยได้ทุกที่
  • ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาเหมาะสมกับประเภทของรถ
  • ช่วงราคาของรถเอนกประสงค์ SUV จะอยู่ในช่วง 800,000 ถึง 2,000,000 บาท

สำหรับรถประเภท SUV ก็มีหลากหลายรุ่นในไทย เช่น 

  • Toyota Fortuner 
  • Mitsubishi Pajero Sport 
  • Ford Everest 
  • lsuzu Mu-X     

5. รถกระบะ (Pick-UP)

รถกระบะ หรือ รถพิกอัป เป็นรถยนต์ที่มีข้างหน้าเป็นห้องโดยสาร ข้างหลังสามารถขนของและเปิดท้ายได้ จึงทำให้คนไทยนิยมเรียกรถนี้ว่า ‘รถพิกอัป’ ขึ้นชื่อว่าเป็นรถประเภท กระบะ แน่นอนว่าจะต้องสามารถขนของได้เยอะ และมีสมรรถนะช่วงล่างที่ดี สามารถขับลุยไปที่ไหนก็ได้ โดยรถประเภทกระบะเหมาะสำหรับ

  • ครอบครัวที่มีสมาชิก 1 – 5 คน 
  • เหมาะกับการขับขี่ใช้งานในเมืองและออกต่างจังหวัด 
  • เน้นความสะดวกสบายในการขนของ สมรรถนะ 
  • ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาเหมาะสมกับประเภทของรถ
  • ช่วงราคาของรถกระบะจะอยู่ในช่วง 750,000 ถึง 1,100,000 บาท

โดยรถประเภทนี้ก็มีหลายหลายแบรนด์ที่ทำตลาดในไทย เช่น 

  • Isuzu D-MAX 
  • Toyota Revo 
  • Chevrolet Colorado
  • Mazda BT-50 

6. รถตู้  

รถประเภทนี้จะมีลักษณะโครงสร้างที่ใหญ่ขึ้นจากรถประเภท MPV สามารถจุคนได้เยอะกว่า สามารถใช้ขับขี่ทางไกลได้อย่างสะดวก โดยรถตู้เหมาะกับ

  • ครอบครัวที่มีสมาชิก 1 – 12 คน 
  • เหมาะกับการขับขี่ใช้งานในเมืองและออกต่างจังหวัด 
  • เน้นความสะดวกสบายในการโดยสาร
  • ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาเหมาะสมกับประเภทของรถ
  • ช่วงราคาของรถตู้จะอยู่ในช่วง 900,000 ถึง 1,300,000 บาท

ส่วนใหญ่จะเห็นรถประเภทนี้อยู่ในรถเช่า รถโดยสารข้ามจังหวัดนั่นเอง 

โดยรถตู้ที่คุ้นชินตากันมากในไทย คือ Toyota Commuter ยังมี Nissan Urvan และ MG V80 ที่ทำการตลาดในไทยด้วยเช่นกัน  

7. รถยนต์สปอร์ต

ขึ้นชื่อว่าเป็นรถสปอร์ต ก็ต้องมากับรูปทรงที่ดูโฉบเฉี่ยว มีเครื่องยนต์ที่แรง สมรรถนะดีเยี่ยม แถมราคาก็สูงปรี๊ด แน่นอนครับว่า รถยนต์ประเภทสปอร์ตนั้นเป็นรถยนต์ที่ผู้คนต่างใฝ่ฝันที่จะได้ครอบครองกันมาก เพราะว่าตัวรถมีรูปทรงที่ดูเท่ ดูโฉบเฉี่ยว พร้อมกับเครื่องยนต์ที่แรง สมรรถนะยอดเยี่ยม ขับไปที่ไหน ผู้คนก็ต่างให้ความสนใจ แต่ก็มากับราคาที่สูงด้วยเช่นกัน โดยรถยนต์ประเภทสปอร์ตเหมาะกับ

  • ครอบครัวที่มีสมาชิก 1 – 2 คน หรือมีมากกว่า (มีรถยนต์อยู่แล้วหลายคัน) 
  • เหมาะกับการขับขี่ใช้งานในเมืองและออกต่างจังหวัด 
  • เน้นความสะดวกสบาย ความเร็ว คล่องตัว 
  • ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาสูง
  • ช่วงราคาของรถสปอร์ตจะอยู่ในช่วง 3,500,000 ถึง 10,000,000 บาท

โดยปกติแล้วรถยนต์ประเภทนี้คนที่มีกำลังทรัพย์ค่อนข้างเยอะ จะอยู่คนเดียวหรือจะมีรถครอบครัวหลายคันแล้ว แต่ก็พอใจที่จะซื้อมาเพื่อมาประดับบารมีของตัวเอง 

ซึ่งรถยนต์ประเภทนี้ก็จะมีหลากหลายแบรนด์ที่ทำตลาดในประเทศไทย เช่น 

  • Toyota Supra  
  • BMW Z4
  • Mazda MX-5
  • Ford Mustang  

สรุปท้ายบทความ

การเลือกประเภทรถยนต์ที่เหมาะกับคุณที่สุดนั้นไม่ยากเลย เพราะเลือกได้จากความชอบ แต่การที่จะซื้อรถยนต์คันหนึ่งเข้ามาใช้ในชีวิตประจำวันนั้นต้องขึ้นอยู่กับอีกหลาย ๆ ปัจจัยด้วย สุดท้ายรถยนต์ที่เหมาะกับคุณที่สุดจะถูกกรองจากปัจจัยต่าง ๆ และการตัดสินใจของตัวคุณเองครับ 
เพื่อน ๆ คนไหนสนใจรถยนต์ประเภทไหนอยู่บ้าง? ทาง Kaidee Auto เรามีให้เพื่อน ๆ ได้เลือกชมเกือบจะทุกประเภทเลย แวะเข้ามาชมกันก่อนได้นะ การันตีว่าดีทั้งราคาและคุณภาพ

MPV vs. PPV vs. SUV แตกต่างกันอย่างไร

MPV vs. PPV vs. SUV แตกต่างกันอย่างไร

คาดว่าหลายคนน่าจะคุ้นเคยกับรถประเภท SUV (Sport Utility Vehicle) หรือในภาษาไทยคือ รถอเนกประสงค์แบบสปอร์ตยกสูง นอกจากจะเป็นที่คุ้นเคยแล้ว ยังเป็นยอดนิยมที่คนไทยมักหาซื้อมาใช้ 

โดยเฉพาะกับบ้านไหนที่มีครอบครัวอยู่กันมากกว่า 3 คน ทางเลือกจึงมักเป็นรถ SUV ที่สามารถไปไหนมาไหนได้ แถมสมรรถนะยังแรงคล่องตัวอีกด้วย 

ถึงอย่างนั้นรถประเภท MPV (Multiple Purpose Vehicle) และ PPV (Pick up Passenger Vehicle) ที่แม้จะได้รับความนิยมไม่เท่า SUV แต่ก็มองข้ามความสำคัญในพื้นที่ตลาดรถยนต์ไทยไปไม่ได้เลย 

เพราะมีลักษณะคล้ายคลึงเกือบเหมือนกันกับ SUV และมีบางรุ่นที่ราคาถูกกว่า SUV อยู่หลายบาท บางคนจึงตัดสินใจมาซื้อรถเหล่านี้แทน

ความแตกต่างมีผลต่อการเลือกซื้อรถยนต์อย่างไร

นอกจากรูปลักษณ์ดีไซน์ภายนอกของรถยนต์ ที่มีผลต่อการเลือกซื้อรถแล้ว ประเภทของรถก็เป็นอีกหนึ่งที่ผู้ซื้อจะให้ความสนใจ เพราะเมื่อเกิดการแบ่งประเภทรถ ผู้ซื้อจะตัดสินใจจากการแบ่งประเภทของรถ ที่มีความหมายเชิงลึกในแง่ของศักยภาพ สมรรถนะของรถประเภทนั้น ๆ 

หากผู้ให้เข้าใจง่าย คือเมื่อคุณเลือกที่จะซื้อรถสักคัน และในใจคุณยังไม่มีว่าชอบรุ่นไหนเป็นพิเศษ อย่างแรกคุณจะทำการค้นหารถเหล่านั้นจาก ประเภทของรถ เช่น รถซีดาน รถ SUV หรือ รถ MPV เป็นต้น 

จึงเป็นที่มาว่าความแตกต่างของรถยนต์แต่ละประเภทมีความแตกต่างในการซื้อ ตั้งแต่อัตราการค้นหา และชื่อประเภทของรถที่อาจหมายถึงสมรรถนะของรถด้วยก็เป็นได้

ความแตกต่างของรถ MPV, PPV และSUV

ลองมาเปรียบเทียบดูกันว่ารถยนต์ทั้ง 3 ประเภท มีความแตกต่างกันอย่างไรบ้าง เพื่อเป็นเหตุผลในการประกอบการตัดสินใจเพื่อซื้อรถยนต์ ที่ไม่ใช่รถยนต์ประเภทซีดาน โดยรถทั้งสามแบบนี้ แม้จะมีความใกล้เคียงกันทั้งชื่อ ทั้งรูปลักษณ์ แต่ทว่าจุดเด่นของรถยนต์ทั้ง 3 ประเภทนี้กับมีความต่างที่ชัดมาก 

1. MPV 

รถ MPV (Multiple Purpose Vehicle) หรือที่เรียกในภาษาไทยว่า รถแวน 5 ประตู อเนกประสงค์ 6-11 ที่นั่ง โดยความสูงของรถยนต์ประเภทนี้จะมีความใกล้เคียงรถเก๋งมาก 

จุดเด่นของรถยนต์ประเภทนี้คือ สามารถจุคนได้เยอะมาก ใกล้เคียงกับรถแวนเลยทีเดียว ที่นั่งจะสามารถนั่งได้สบายไม่เบียดกันแม้ไปกันหลายคน รูปลักษณ์ภายนอกที่แตกต่างกับรถแวนก็จะมีเพียง ด้านหน้าของรถยนต์ที่ยื่นออกไปคล้ายรถเก๋งซีดาน 4 ประตู

รถยนต์ประเภทนี้จะมีตั้งแต่ 6-11 ที่นั่ง และมีชื่อเรียกที่แตกต่างกันไปตามขนาดของรถ ถ้าขนาดเล็กจะถูกเรียกว่า Mini MPV ขนาดกลางเรียกว่า Compact MPV และขนาดใหญ่จะถูกเรียกว่า Large MPV  ซึ่งรถประเภทนี้จะให้ความนุ่มนวลในการขับขี่มากกว่า SUV ด้วยระบบขับเคลื่อน 4 ล้ออิสระทำให้ทรงตัวดี ทั้งนี้ความสูงของรถยนต์ประเภทนี้ จะอยู่ที่ประมาณรถเก๋งทั่วไป 

ยกตัวอย่าง เช่น รถ Toyota Sienta, Honda Mobilio, KIA Grand Carnival, Suzuki Ertiga, Toyota Wish, Toyota Alphard, Hyundai H1, Toyota Avanza, Volksawgen Multivan และอื่น ๆ

2. PPV

รถยนต์ที่ดั้งเดิมถูกออกแบบมาให้เป็นรถกระบะ และนำมาดัดแปลงในภายหลัง หรือที่เราเรียกกันจนติดปากอย่าง รถพิกอัป คำว่า PPV ย่อมาจาก Pick up Passenger Vehicle ก็คือเป็น รถกระบะดัดแปลงเพิ่มที่นั่งเพื่อรองรับผู้โดยสารภายในรถนั่นเอง 

คุณรู้หรือไม่ว่า รถยนต์ประเภท PPV นั่นเป็นชื่อเรียกการแบ่งประเภทรถที่มีเพียงในไทยเท่านั้น โดยรถกระบะดัดแปลงเหล่านั้จะมีทั้งแบบขับเคลื่อนอิสระ 2 ล้อ และขับเคลื่อนอิสระ 4ล้อแตกต่างกันไป

โดยสาเหตุที่มีการดัดแปลงรถยนต์ประเภทนี้ให้กลายเป็นรถนั่ง เพราะการปรับเปลี่ยนโครงสร้างในการเรียกเก็บเงินของภาษีสรรพสามิตอนุญาตให้รถยนต์ประเภทนี้ สามารถจดทะเบียนในฐานะ รถนั่ง ได้นั่นเอง

ยกตัวอย่าง เช่น รถ Pajero 1990, รถ Isuzu Cameo, รถ Toyota Sport Rider, รถ Mitsubishi G-wagon, รถ Ford Everest และอื่น ๆ 

3. SUV

SUV ย่อมาจาก Sport Utility Vehicle หรือชื่อภาษาไทยที่ว่าเป็น รถอเนกประสงค์แบบสปอร์ตยกสูง แค่ชื่อก็สามารถอธิบายคุณสมบัติรถยนต์ประเภทนี้ได้เป็นอย่างดีว่า ต้องเป็นรถที่มีสมรรถนะและความเป็นสปอร์ตแบบเหนือขั้น

รถยนต์อเนกประสงค์ที่มีประโยชน์สารพัดคือคำตอบของรถ SUV ที่มอบให้แก่ผู้ขับขี่ โดยรถยนต์ประเภทนี้จะเน้นไปในด้านภาพลักษณ์ของความแข็งแกร่งและสปอร์ต พร้อมสมรรถนะที่ดีเยี่ยม พร้อมพาคุณและครอบครัวไปในทุกเส้นทาง

ส่วนใหญ่แล้วผู้ที่เลือกรถ SUV คือต้องการบุกป่าฝ่าเขา ต้องการรถยนต์ที่พร้อมบุกลุยทุกเส้นทางไปพร้อม ๆ กัน ไม่ว่าจะเป็นบุกน้ำ ลุยโคลน หรือออฟโรดก็ต้องมาแบบจัดหนักจัดเต็ม เดินทางไปได้ทุกเส้นทางแบบไร้อุปสรรค

ยกตัวอย่าง เช่น รถ Porshce Cayenne, รถ Volvo X-90, รถ Nissan X-Trail, รถ Honda CR-V, รถ Toyota Land Cruiser, รถ Mercedes-Benz GLC, รถ Mitsubishi Pajero Sport และอื่น ๆ

รถแบบไหนตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์แบบไหน

อย่างแรกเลย หากคุณเป็นคนในกลุ่มที่ชอบความสปอร์ต ขับขี่คล่องทั้งในเมืองและต่างจังหวัด รวมถึงยังมีสมาชิกครอบครัวไม่เกิน 5 คน รถ SUV จะตอบโจทย์การขับขี่ของคุณที่สุดใน

แต่หากคุณมองว่าคุณไม่ได้ต้องการความสปอร์ตและขับขี่คล่องตัวขนาดนั้นบนท้องถนน และบ้านคุณก็มีสมาชิกจำนวนหนึ่ง หรือประมาณ 6-11 คน ก็ควรเลือกเป็นรถประเภท MPV ที่มีลักษณะเป็นรถแวนหรือคล้ายรถแวน จะทำให้คุณกับครอบครัวไปไหนไปกันได้สบายและครบครันกว่าเดิม

ส่วนรถ PPV นั้นคือเหมาะกับการขนของ แต่ก็ต้องการบรรทุกผู้โดยสารไปด้วย รถประเภทนี้จะสมรรถนะที่แรงกว่าทุกแบบ เพียงแต่รูปลักษณ์อาจไม่โฉบเฉี่ยวเท่าอีกสองแบบข้างบน และความนิ่มนวลในการขับอาจน้อยกว่านั่นเอง

รถ Cross Over แตกต่างกับ MPV, PPV และSUVอย่างไร 

พอรู้กันไปบ้างแล้ว สำหรับรถยนต์ประเภท MPV, PPV และSUV แต่รถยนต์อีกหนึ่งประเภทที่มีความน่าสนใจไม่แพ้กันอย่าง รถยนต์ Cross Over หรือ ที่เราคุ้นเคยกันในชื่อ รถแฮตช์แบ็ค 5 ประตู ที่มีความคล้ายคลึงกับ SUV อย่างมาก

ถึงอย่างนั้น รถ Cross Over ก็ไม่ใช่รถแบบเดียวกับ SUV เพราะรถ Cross Over นั้นถูกปรับมาจากรถเก๋งซีดาน 4 ประตู โดยมีอาจมีการยกตัวรถให้สูงขึ้น และเติมประตูท้ายแทนที่ฝากระโปรงหลังแทน สร้างความโฉบเฉี่ยวแบบสปอร์ตให้กับรถมากขึ้น ทั้งยังสามารถขับขี่ได้คล่องกว่ารถเก๋งโดยทั่วไปนั่นเอง

สรุปท้ายบทความ

การเลือกซื้อรถยนต์สักคัน นอกจากจะดูถึงความเหมาะสมของไลฟ์สไตล์ในการขับแล้ว ยังต้องคำนึงถึงเรื่องของราคาและความคุ้มค่าในการใช้รถเป็นส่วนประกอบอีกเดียว ดังนั้น เพื่อที่จะตอบโจทย์และได้ทดลองความคุ้มค่าของรถยนต์นั้น ๆ ผู้ที่จะซื้อรถควรทดลองขับและขอรายละเอียดให้ชัดเจนเพื่อประกอบการตัดสินใจก่อนจึงจะดีที่สุด

แต่สำหรับใครที่คิดว่าการซื้อรถยนต์มือหนึ่ง เป็นเรื่องที่เกินตัวจนเกินไป โดยเฉพาะสำหรับเหล่ากลุ่มคนที่เพิ่งเริ่มทำงาน หากมองถึงความคุ้มค่าในรถยนต์มือสองโดยเฉพาะรถยนต์ประเภท SUV, MPV และPPV ที่มีสมรรถนะและอายุการใช้งานที่สูงกว่ารถซีดานแล้ว 

การซื้อรถมือสองของรถประเภทนี้ นับได้ว่าเป็นการลงทุนที่ค่อนข้างคุ้มในระดับหนึ่งเลยล่ะ เพราะนอกจากอะไหล่จะหาได้ง่ายแล้ว ยังสามารถซื้อมาขายไปได้คล่องอีกด้วยล่ะ หากคุณคือหนึ่งในคนที่สนใจซื้อ-ขายรถยนต์มือสองแล้วละก็ Kaidee Auto คือคำตอบ!!