Jun 9, 2021 | บทความอสังหาฯ
ทราบหรือไม่?
“ห้องนอนเด็ก” ถือเป็นฟังก์ชันจำเป็นสำหรับลูกหลาน และครอบครัวที่วางแผนจะมีลูก เพราะเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการเจริญเติบโต พัฒนาการด้านบุคคลิกภาพ และความรับผิดชอบของเด็กๆ
ในต่างประเทศจะมีการตระเตรียมห้องนอนเด็กไว้ในบ้านหรืออพาร์ทเม้นท์ตั้งแต่คู่รักวางแผนว่าจะมีลูก เนื่องจากส่วนใหญ่จะแยกห้องนอนให้ลูกตั้งแต่อายุ 6 เดือนขึ้นไป โดยอาจนอนคนเดียวหรือนอนรวมกับพี่ๆ น้องๆ ก็ได้ จนกระทั่งอายุครบ 10 ปี ก็จะมีการแยกห้องนอนห้องน้ำเป็นสัดส่วนอีกครั้งในกรณีที่พี่น้องต่างเพศกัน
ส่วนวัฒนธรรมการเลี้ยงลูกของพ่อแม่คนไทยมักชอบนอนรวมกับลูกๆ เพื่อความอุ่นใจ จึงไม่ค่อยเห็นความสำคัญของการแยกห้องนอนเด็กตั้งแต่เนิ่นๆ ทั้งที่จริงๆ แล้วมีการศึกษาพบว่า การแยกห้องนอนเด็กตั้งแต่ช่วงวัยที่เหมาะสมนั้นเป็นประโยชน์ต่อพัฒนาการของเด็กและสุขภาพของพ่อแม่มากกว่า เช่น ความสามารถในการควบคุมสิ่งกระตุ้นต่างๆ อย่างแสง เสียง ที่มีผลทำให้ลูกตื่นง่ายได้ดีกว่าการนอนรวมกับพ่อแม่ และการที่พ่อแม่มีเวลาเป็นส่วนตัวมากขึ้น เป็นต้น
ความสำคัญของห้องนอนเด็ก
การแยกฟังก์ชันในบ้านให้มีห้องนอนเด็กอย่างเป็นสัดส่วนนั้น ก็เหมือนกับการที่ผู้ใหญ่อย่างเราต้องการมีห้องนอนส่วนตัวนั่นเอง เพราะโดยธรรมชาติแล้วมนุษย์ต่างต้องการพื้นที่ของตนเองหรือมีอาณาเขตที่ให้ความรู้สึกปลอดภัย อบอุ่นใจ หรือสามารถทำอะไรก็ได้ที่อยากทำโดยอิสระ
แต่สำหรับห้องนอนเด็กยังมีความสำคัญมากกว่านั้น นั่นคือเป็นพื้นที่ที่จะส่งเสริมพัฒนาการด้านต่างๆ อาทิ
รู้จักตนเองมากขึ้น
เมื่อเด็กอยู่คนเดียวภายในห้อง พวกเขาจะเริ่มสำรวจความต้องการของตัวเองว่าชอบหรือไม่ชอบอะไร รู้จักแยกแยะได้ว่านี่คือโซนส่วนตัวหรือส่วนรวม และมีการตัดสินใจทำหรือเลือกในแบบที่ตัวเองชื่นชอบมากขึ้น ตัวอย่างที่เห็นได้บ่อยๆ ก็เช่นการเลือกเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายเอง หรือการขอให้ซื้อผ้าคลุมเตียงที่มีลวดลายการ์ตูนเรื่องโปรด เป็นต้น
รู้จักรับผิดชอบ
การมอบสิทธิ์ความเป็นเจ้าของให้เด็กๆ ได้ดูแลจัดระเบียบข้าวของเครื่องใช้ ทำความสะอาดเล็กๆ น้อยๆ ภายในห้องนอนยังเป็นการสอนเรื่องความรับผิดชอบไปในตัว ซึ่งพบว่าแนวโน้มเด็กเหล่านี้จะมีวุฒิภาวะที่โตเร็วกว่ากลุ่มเด็กที่ไม่มีห้องนอนเป็นของตัวเอง อีกทั้งยังสามารถต่อยอดจนเป็นนิสัยที่ทำให้พ่อแม่เบาใจได้ว่าลูกๆ จะรับผิดชอบชีวิตตัวเองได้เช่นกัน
สร้างบุคลิกภาพในแบบฉบับของตัวเอง
เด็กจะมีพื้นที่มากพอที่จะพัฒนาบุคลิกภาพในแบบฉบับของตัวเอง เพราะอิสรภาพของการอยู่คนเดียวทำให้เขาแสดงออกได้เต็มที่โดยไม่ต้องกลัวกับคำวิพากษ์วิจารณ์หรือกฏเกณฑ์จากพ่อแม่ ซึ่งเป็นการบิวท์ความเชื่อมั่นในตัวเอง (Self-esteem) ของเด็กๆ ให้เกิดขึ้นอีกทางหนึ่ง
ส่งเสริมสุขภาพกายและใจ
การมีห้องนอนเด็กแยกต่างหาก ยังช่วยส่งเสริมด้านสุขภาพร่างกายและจิตใจ โดยเฉพาะเรื่องคุณภาพการนอนที่สามารถโฟกัสได้ดีกว่าการปล่อยให้เด็กนอนร่วมกับพ่อแม่หรือกับพี่น้อง
เนื่องจากเด็กที่นอนหลับได้อย่างเพียงพอและมีคุณภาพนั้น จะทำให้ฮอร์โมนการเจริญเติบโต (Growth Hormone) ทำงานเต็มที่ ซึ่งไม่เพียงส่งผลต่อการเติบโตของร่างกายในทางกายภาพเท่านั้น แต่ยังส่งเสริมพัฒนาการด้านการเรียนรู้ของเด็กอย่างมากด้วย
มีผลการวิจัยชิ้นหนึ่งแสดงให้เห็นว่าเด็กที่ได้นอนหลังจากการเรียน จะสามารถทำแบบทดสอบได้ดีกว่ากลุ่มที่ยังไม่ได้นอนอย่างชัดเจน นอกจากนี้เด็กที่นอนอย่างเพียงพอยังสามารถลดปัญหาพฤติกรรม เช่น ซน ก้าวร้าว ขี้หงุดหงิด ฯลฯ ได้อีกด้วย
เพิ่มศักยภาพการเรียนรู้
สำหรับเด็กวัยเรียน ห้องนอนส่วนตัวยังสามารถใช้เป็นพื้นที่เรียนรู้ทักษะต่างๆ ยิ่งในปัจจุบันที่มีการเรียนออนไลน์มากขึ้น การจัดฟังก์ชันห้องนอนเด็กให้มีส่วนของโต๊ะเรียนหนังสือด้วยก็จะสร้างความเป็นสัดส่วน ช่วยให้เด็กมีสมาธิ ไม่ถูกรบกวนจากสิ่งแวดล้อมหรือสิ่งเร้าในบ้านที่อยู่ในรูปแบบต่างๆ
มุมเรียนรู้ที่ว่านี้ยังอาจดึงศักยภาพที่ซ่อนเร้นหรืออัจฉริยภาพของเด็กออกมาได้ หากผู้ปกครองเปิดโอกาสให้เด็กๆ ได้ทดลองหรือค้นหาอะไรใหม่ๆ จากงานอดิเรกหรือกิจกรรมสันทนาการอย่างเหมาะสม
ข้อพิจารณาเพิ่มเติมเมื่อต้องเตรียมห้องนอนเด็ก
จากข้อมูลข้างต้นคงจะพอเห็นแล้วว่า การแยกห้องนอนเด็กออกมาเป็นหนึ่งในฟังก์ชันจำเป็นของบ้านนั้นมีประโยชน์ต่อเจ้าตัวน้อยมากแค่ไหน แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังมี 3 ข้อควรคำนึงในการจัดเตรียมห้องให้เหมาะสมกับบุตรหลาน ดังนี้
ห้องนอนสำหรับเด็กแต่ละคน หรือเป็นห้องรวมที่พี่น้องอยู่ร่วมกัน
ในกรณีที่มีลูกคนเดียว การจัดห้องนอนเด็กจะไม่ค่อยมีปัญหามากนัก เพราะเราสามารถเตรียมพื้นที่ให้เขาใช้ชีวิตได้ตั้งแต่เด็กเล็กจนเข้าสู่วัยรุ่นในคราวเดียว แต่จะมีการปรับเปลี่ยนเฟอร์นิเจอร์เป็นครั้งคราวเพื่อให้เหมาะสมกับช่วงวัยเท่านั้น
แต่ในครอบครัวที่มีลูกหลายคน อาจต้องดูความเหมาะสมของพื้นที่ภายในบ้านว่าเพียงพอสำหรับการแยกห้องให้กับลูกๆ ทุกคนหรือไม่ หากไม่เพียงพอการแชร์ห้องร่วมกันระหว่างพี่ๆ น้องๆ ก็เป็นทางเลือกที่ดี เพราะเด็กๆ จะได้ซึบซับทักษะชีวิตของกันและกัน ได้พัฒนาความผูกพัน และเรียนรู้ที่จะประนีประนอมหรือแก้ไขความขัดแย้ง ซึ่งจะช่วยเตรียมพวกเขาให้พร้อมสำหรับชีวิตในวัยผู้ใหญ่
การแยกห้องพี่น้องต่างเพศในเวลาที่เหมาะสม
การแชร์ห้องนอนร่วมกันของพี่น้องทั้งชายและหญิงจะสามารถทำได้แค่ช่วงหนึ่งเท่านั้น เมื่อถึงเวลาที่เด็กๆ โตขึ้นและเริ่มรู้ความต่างของเพศสภาพ ก็จะเป็นอีกหนึ่งช่วงเวลาที่ผู้ปกครองต้องคิดจัดสรรพื้นที่ในบ้านใหม่ เพื่อให้เด็กที่กำลังจะเข้าสู่วัยรุ่นมีห้องของเป็นตัวเอง เนื่องจากกลุ่มเด็กโตเหล่านี้จะใช้เวลาเพียงลำพังเพื่อจัดการกับร่างกายที่เปลี่ยนแปลงไปและอารมณ์ใหม่ๆ ที่ซับซ้อนขึ้น
รวมไปถึงกรณีที่พี่น้องเพศเดียวกันอยู่ห้องเดียวกัน เมื่อถึงเวลาที่คนโตกว่าเข้าสู่วัยรุ่น โดยธรรมชาติแล้วพวกเขาเองจะเรียกร้องความเป็นส่วนตัว ซึ่งหากเป็นไปได้ผู้ปกครองควรคิดขยับขยายที่อยู่อาศัยใหม่ เพื่อให้สเปซที่เหมาะสมกับการใช้ชีวิตของสมาชิกทุกคนในครอบครัว
ออกแบบห้องเด็กให้เหมาะสมกับวัย
นอกจากจัดสรรพื้นที่ให้เด็กๆ มีห้องนอนของตัวเองแล้ว ข้อพิจารณาสุดท้ายที่ควรคำนึงคือการออกแบบตกแต่งห้องให้น่าสนใจ เหมาะสมกับช่วงวัยและจำนวนสมาชิกในห้อง เช่น หากมีพี่น้องสองคนขึ้นไปอยู่ร่วมกันในห้องเดียว ห้องนั้นควรมีพื้นที่กว้างขวางเพื่อรองรับการใช้ชีวิตของเด็กแต่ละคน มีการแยกฟังก์ชันใช้สอยระหว่างส่วนพักผ่อน พื้นที่เก็บของ และพื้นที่ทำกิจกรรม
นอกจากนี้ยังควรเลือกเฟอร์นิเจอร์โดยคำนึงถึงความปลอดภัย เช่น ใช้เฟอร์นิเจอร์ที่มีดีไซน์โค้งมน หลีกเลี่ยงวัสดุแตกหักง่ายหรือมีความแหลมคม รวมถึงเปิดโอกาสให้เด็กๆ ได้เลือกของตกแต่งห้องด้วยตัวเอง เพื่อเป็นการเสริมสร้างจินตนาการและเซ้นส์ความเป็นเจ้าของ อีกทั้งยังสามารถเลือกใช้ 5 เทคนิคแต่งห้องเสริมพัฒนาการให้ลูกน้อย เพื่อสร้างอาณาจักรเล็กๆ ให้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้นก็ได้
สรุปห้องนอนเด็ก ฟังก์ชันที่ไม่ควรมองข้ามสำหรับบ้านที่มีเด็กๆ
แม้เป็นเด็กตัวน้อยๆ แต่พวกเขาก็รอวันที่จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพ การตระเตรียมพื้นที่ส่วนตัวอย่างห้องนอนเด็กไว้ล่วงหน้าภายในที่อยู่อาศัย ไม่ว่าจะในรูปแบบของบ้าน คอนโด หรือทาวน์เฮ้าส์จึงเปรียบเสมือนการปูพื้นฐานชีวิตให้เด็กๆ ได้เริ่มต้นเรียนรู้ทักษะชีวิตในแง่มุมต่างๆ ทั้งการรู้จักตนเอง ความรับผิดชอบ ตลอดถึงการเสริมสร้างพัฒนาการทางร่างกายและจิตใจ
ยิ่งเมื่อบวกเข้ากับการออกแบบห้องนอนเด็กที่ดี โดยคำนึงถึงการใช้งานในแต่ละช่วงวัย ควบคู่ไปกับการเลือกสรรของตกแต่งที่ปลอดภัยและตรงกับความต้องการของเด็กๆ ก็จะยิ่งเติมเต็มให้ห้องนอนกลายเป็นพื้นที่แห่งความสุข ที่ทำให้เด็กๆ ใช้ชีวิตอย่างมั่นใจและเป็นอิสระในแบบที่พวกเขาเป็น
May 21, 2021 | บทความอสังหาฯ
การมี Walk-in Closet หรือห้องแต่งตัวเป็นของตัวเอง คือหนึ่งในความฝันของใครหลายคน โดยเฉพาะสาวๆ เหล่าแฟชั่นนิสต้าที่ชื่นชอบการแต่งตัว และบรรดาขาช้อปที่มักเติมช่องว่างในตู้เสื้อผ้าให้เต็มอยู่ตลอดเวลา
Walk-in Closet ช่วยให้สาวๆ มีพื้นที่จัดเก็บเสื้อผ้าและเครื่องประดับแบบตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า แถมยังเป็นเสมือนห้องลองชุดชั้นเลิศให้ได้เลือก Mix & Match เตรียมความพร้อมชุดสวยก่อนออกไปเฉิดฉายอย่างมั่นใจ
ไร้กังวลกับการวิ่งวุ่นตามหาข้าวของ ประเภทว่าชุดอยู่ในตู้เสื้อผ้าข้างบน กระเป๋าแขวนไว้ในห้องนอน หรือรองเท้าวางไว้อยู่หน้าบ้าน เรียกว่าเป็นการจัดระเบียบบ้านในส่วนอื่นๆ ไปในตัวด้วยนั่นเอง
Walk-in Closet คืออะไร
เดิมทีคำว่า Closet นั้นหมายถึงห้องขนาดเล็กที่อยู่ติดกับห้องนอนหรือพื้นที่ส่วนตัว เพื่อใช้นั่งอ่านหนังสือ สวดมนต์ หรือไม่ก็ทำกิจกรรมที่เป็นความลับ (มีรากศัพท์จากภาษาละตินว่า Clausum แปลว่า ปิด) ต่อมามีการดัดแปลงห้องดังกล่าวให้เป็นที่เก็บของและพัฒนาจนกลายเป็น Walk-in Closet อย่างที่เรารู้จักกัน
Walk-in Closet เปรียบเสมือนตู้เสื้อผ้าใบใหญ่ที่เราสามารถเดินเข้าไปด้านในตู้เพื่อเก็บเสื้อผ้า อุปกรณ์การแต่งตัวต่างๆ ตลอดจนข้าวของเครื่องใช้ที่นานๆ จะหยิบมาใช้สักครั้ง อย่างกระเป๋าเดินทาง ผ้าปูที่นอนสำรอง เป็นต้น
ส่วนการติดตั้งมักเป็นเฟอร์นิเจอร์ Built-in เพื่อจะได้ใช้สเปซที่มีอย่างคุ้มค่าตั้งแต่พื้นจรดเพดาน ซึ่งตู้เก็บของแต่ละใบอาจมีหน้าบานประตูหรือไม่มีหน้าบานก็ได้ โดยขนาดจะถูกออกแบบไปตามพื้นที่ผ่าน 4 รูปแบบที่เห็นได้บ่อยๆ คือ
Single-Sided Walk-In Closet ลักษณะเป็นตู้เก็บของยาวไปตามผนังห้องด้านใดด้านหนึ่ง เหมาะสำหรับพื้นที่ขนาดเล็ก
Double-Sided Walk-in Closet ตู้เก็บเสื้อผ้าแบ่งออกเป็นสองฝั่ง ตรงกลางเป็นทางเดิน เหมาะสำหรับห้องที่มีขนาดเล็กถึงกลาง
Island Walk-In Closet รูปแบบนี้เรียกว่าเป็น Walk-in Closet ในฝันก็ว่าได้ เพราะจะประกอบไปด้วยตู้เก็บเสื้อผ้าขนาดใหญ่อยู่ชิดกำแพง และมีตู้เคาน์เตอร์กลางตั้งอยู่ด้านหน้า เหมาะสำหรับห้องแต่งตัวที่มีพื้นที่ขนาดใหญ่เท่านั้น
Wrap Around Walk-In Closet ตู้เสื้อผ้า Built-in จะโอบล้อมเป็นห้องแต่งตัวแบบรูปตัว U ทำให้มีช่องเก็บของจำนวนมาก สามารถดีไซน์กับพื้นที่ขนาดกลางจนถึงใหญ่
3 ข้อคำนึงก่อนดีไซน์ Walk-in Closet
การทำ Walk-in Closet ในบ้านหรือคอนโด ปัจจุบันไม่ใช่เรื่องยากเลยเพราะมีบริษัทรับเหมาตกแต่งภายในให้เลือกใช้บริการมากมาย อีกทั้งร้านขายเฟอร์นิเจอร์แบรนด์ดังๆ ที่ถ้าเอ่ยชื่อมาทุกคนต้องร้องอ๋อก็มีบริการเฟอร์นิเจอร์กึ่งสำเร็จรูปให้เราได้เลือกปรับแต่งฟังก์ชันให้พอดีกับพื้นที่จนพอใจ
แต่ก่อนที่จะไปพูดคุยกับช่างรับเหมา หรือเข้าร้านไปเลือกเฟอร์นิเจอร์ สิ่งสำคัญที่เราควรรู้และเตรียมตัวก่อนคือการรู้จักองค์ประกอบจำเป็นของ Walk-in Closet พร้อมทั้งสำรวจความต้องการของตัวเองว่าฟังก์ชันใดกันแน่ที่ตอบโจทย์การใช้งานจริงๆ โดยมี 3 ประเด็นที่ต้องคำนึงดังนี้
พื้นที่โปร่ง ระบายอากาศดี
โดยปกติ Walk-in Closet มักอยู่ติดกับห้องน้ำ เนื่องจากเป็นพื้นที่ใช้งานต่อเนื่อง ทำให้อาจมีความชื้นภายในห้องแต่งตัวได้ง่าย ดังนั้นการออกแบบ Walk-in Closet ที่ดีจึงต้องมีความโปร่งโล่ง มีอากาศถ่ายเทที่ดี หรือติดตั้งพัดลมระบายอากาศ รวมถึงควรเว้นระยะห่างจากส่วนเปียกของห้องน้ำอย่างน้อย 120 เซนติเมตร
เพื่อลดปริมาณความชื้นภายในห้องไม่ให้มากจนเกินไป เพราะอาจเข้าไปปะปนกับเสื้อผ้าจนทำให้เกิดกลิ่นอับหรือเชื้อราได้ อีกทั้งงานเฟอร์นิเจอร์ Built-in ในห้อง Walk-in Closet ส่วนใหญ่มักทำจากไม้อัดหรือไม้ปาร์ติเกิลปิดผิวซึ่งสามารถเสื่อมสภาพจากความชื้นได้เช่นกัน
เลือกแสงสว่างที่เป็นธรรมชาติ
ภายใน Walk-in Closet ที่ดี ควรมีช่องเปิดให้แสงสว่างธรรมชาติส่องถึง แต่หากไม่สามารถจัดให้ Walk-in Closet อยู่ในมุมที่มีหน้าต่างที่แสงอาทิตย์ทะลุเข้ามาได้ เราสามารถแก้ปัญหาโดยการเลือกใช้หลอดไฟแบบ Daylight หรือ Natural White (ค่าสีอยู่ระหว่าง 4000K – 5500K) ซึ่งให้โทนสีของแสงใกล้เคียงกับธรรมชาติทดแทนได้เช่นกัน
ข้อดีของ Walk-in Closet ที่มีแสงธรรมชาตินั้นจะทำให้เรามองเห็นค่าสีตรงกับความเป็นจริง เมื่อต้องแต่งตัวหรือจับคู่ชุดที่จะสวมใส่ร่วมกับเครื่องประดับหรือ Accessories อื่นๆ ก็จะเป็นไปอย่างง่ายดาย ไม่เกิดปัญหาสีชุดเพี้ยนหรือไม่เข้ากันเมื่อออกไปข้างนอก
และในกรณีคุณผู้หญิงที่ชอบแต่งหน้าก่อนออกจากบ้าน แสงธรรมชาติยังถือว่าเป็นแสงสว่างที่ดีที่สุดสำหรับการแต่งหน้าอีกด้วย เพราะทำให้โทนสีผิวที่ใกล้เคียงความจริง แต่งออกมาแล้วไม่ต้องกลัวว่าหน้าจะวอก หรือคล้ำจนทำให้หมดความมั่นใจ
นอกจากการมีแสงธรรมชาติแล้ว ในส่วนของตู้เสื้อผ้าหรือชั้นวางต่างๆ เรายังสามารถเพิ่มไฟ LED ภายในช่องเก็บต่างๆ เพื่อส่องให้มองเห็นข้าวของได้ชัดเจน อีกทั้งเพิ่มมิติให้กับ Walk-in Closet เสมือนเรากำลังสนุกกับการเลือกซื้อเสื้อผ้าในร้านบูทีค
ฟังก์ชันเก็บของตามสไตล์
มีของอะไรที่จะเก็บในตู้บ้าง เสื้อผ้าพับหรือแขวนมากกว่ากัน มีกระเป๋าทั้งหมดกี่ใบ ฯลฯ รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ล้วนเป็นหัวใจของการออกแบบ Walk-in Closet ที่จะทำให้เราได้ห้องแต่งตัวที่ถูกใจและใช้งานได้จริง
โดยเราควรสำรวจสไตล์การแต่งตัวของตนเอง และลิสต์ออกมาว่ามีของอะไรบ้างที่ต้องการเก็บ (หากแบ่งประเภทและจำนวนได้จะดีมากๆ) และจัดเก็บด้วยวิธีการไหนถึงจะเหมาะสม กล่าวคือ เก็บเป็นระเบียบ มองเห็นได้ชัด และหยิบออกมาใช้งานได้ง่าย
จากนั้นจึงนำรายละเอียดเหล่านี้มาแมทช์กับเฟอร์นิเจอร์ในฟังก์ชันต่างๆ ยกตัวอย่างว่าเป็นคนที่ชอบใส่เสื้อยืด และเสื้อยืดนั้นใช้วิธีพับเก็บ ดังนั้นฟังก์ชันใน Walk-in Closet ที่ควรจะมีก็คือเป็นชั้นวางธรรมดา ความสูงต่อชั้นไม่ต้องมากนัก หรือให้นึกถึงชั้นดิสเพลย์ของร้านเสื้อในห้างสรรพสินค้าก็ได้
หรือหากเป็นหนุ่มสาววัยทำงานที่ต้องใส่เสื้อผ้าที่มีความเนี้ยบ รีดเรียบอยู่ตลอด ฟังก์ชันจำเป็นของเครื่องแต่งกายประเภทนี้คือราวแขวนและไม้แขวนเสื้อ ซึ่งเราสามารถลงดีเทลได้อีกว่าจะทำเป็นราวแขวนแบบชั้นเดียว (สำหรับเดรสยาว หรือกางเกง) หรือราวแขวนสองชั้น (สำหรับแขวนเสื้อผ้าที่มีความยาวไม่มาก เช่น เสื้อเชิ้ต สูท กระโปรงสั้น) เพื่อจะได้จัดเก็บเสื้อผ้าให้ได้คุ้มพื้นที่ที่สุด เป็นต้น
สรุปมุมแต่งตัว Walk-in Closet ที่สาวๆ อยากได้
เสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มไม่เพียงเป็นหนึ่งในปัจจัย 4 ของการดำรงชีวิต แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของข้อควรคำนึงในการจัดสรรฟังก์ชันภายในที่อยู่อาศัย โดยมี Walk-in Closet เป็นดีไซน์ตอบโจทย์ที่ช่วยให้การจัดระเบียบเสื้อผ้าและเครื่องแต่งกายต่างๆ ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด
ทั้งในมิติของการใช้สเปซอย่างคุ้มค่าซึ่งเกิดจากการ Built-in เฟอร์นิเจอร์ให้พอดีกับพื้นที่ที่มี มิติของการใช้งานที่สนับสนุนให้กิจกรรมการแต่งตัวเป็นเรื่องง่ายและสนุก ตลอดถึงมิติเชิงลึกด้านความยั่งยืน (Sustainability) เนื่องจากการเก็บเสื้อผ้าที่เป็นหมวดหมู่ใน Walk-in Closet จะทำให้เราเห็นภาพรวมของทั้งหมด ซึ่งหากรู้จักนำมา Mix& Match ก็จะช่วยลดการซื้อชุดใหม่ หรือซื้อเสื้อผ้าซ้ำได้ และหากพบว่ามีเสื้อผ้าเกินความจำเป็น เรายังสามารถนำไปบริจาคเพื่อส่งต่อให้กับผู้ด้อยโอกาส อันเป็นการยืดอายุการใช้งานให้กับเสื้อผ้าได้อีกด้วย
เห็นประโยชน์มากมายอย่างนี้แล้ว หากใครคิดอยากมี Walk-in Closet ที่มาพร้อมบ้านหรือคอนโดสวยๆ ก็สามารถเข้ามาค้นหาที่ Kaidee Property กันได้ เรารวบรวมโครงการที่อยู่อาศัยดีๆ ราคาโดนใจเอาไว้รอแล้ว
May 10, 2021 | ข่าวสาร และกิจกรรม
บ้านเลขที่มงคลอยู่แล้วรวย เป็นอีกหนึ่งศาสตร์แห่งตัวเลขที่ใครหลายคนให้ความสนใจ ด้วยเพราะบ้านหรือคอนโดที่อยู่อาศัยนั้นเปรียบเสมือนฐานที่มั่นของชีวิต ที่เอาไว้พักกายยามเหนื่อยล้า เป็นที่พักใจให้กลับมามีพลังอีกครั้ง
คงจะดีไม่น้อย หากบ้านหรือห้องคอนโดที่เราอยู่นั้นสามารถเสริมดวงให้ดีขึ้นได้ด้วยการมีบ้านเลขที่มงคลหรือเลขที่ห้องมงคลที่เหมาะกับตัวเอง
เราไปดูกันดีกว่า ว่าการหาเลขที่บ้านมงคลที่แมทช์กับตัวเองนั้น มีสูตรการคิดแบบไหนบ้าง และความหมายที่อยู่เบื้องหลังตัวเลขเหล่านั้นเป็นอย่างไร
สูตร 1 : หาบ้านเลขที่มงคลจากผลบวกจนเหลือเลขตัวเดียว
เป็นสูตรยอดนิยมในหาบ้านเลขที่มงคล คำนวนได้ง่ายๆ โดยนำตัวเลขที่ปรากฏในบ้านเลขที่มาบวกกันจนเหลือผลลัพธ์เป็นเลขตัวเดียวตั้งแต่ 1-9
ยกตัวอย่าง บ้านเลขที่ 135/12 ให้นำตัวเลขทั้งหมดบวกกัน 1+3+5+1+2 = 12 จากนั้นนำ 1+2 อีกครั้งจะได้เท่ากับหมายเลข 3 นั่นเอง
สำหรับผลรวมตั้งแต่ 1 – 9 จะบ่งบอกความเป็นเลขที่บ้านมงคล อยู่แล้วรวยอย่างไร ไปดูความหมายกันเลย
ผลรวม 1
เป็นเลขแห่งการเริ่มต้นที่ดี มีความเป็นผู้นำสูง ชอบคิดหรือทำอะไรใหม่ๆ จึงเหมาะสำหรับผู้ที่มีธุรกิจเปิดกิจการเป็นของตัวเอง
ผลรวม 2
บ่งบอกความสามัคคี กลมเกลียวกันของคนในบ้าน มีเสน่ห์ โดยมากมักมีผู้หญิงหรือบุคคลที่มีนิสัยคล้ายผู้หญิงเป็นใหญ่ที่สุดในบ้าน
ผลรวม 3
เป็นเลขที่ต้องใช้ความอดทนสูง ใส่ความพยายามมากกว่าคนอื่น จึงจะทำการใดๆ สำเร็จ มีนิสัยชอบเอาชนะจึงทำให้อาจเกิดเรื่องขัดแย้งภายในครอบครัวบ่อยๆ
ผลรวม 4
เป็นเลขของการติดต่อสื่อสาร ซึ่งช่วยให้คนในบ้านพูดคุยเข้าใจกันดี จึงนำมาซึ่งความหนักแน่นมั่นคง ความยั่งยืน แต่อาจต้องแลกมาด้วยความเครียด และการทำงานหนัก
ผลรวม 5
เป็นบ้านที่มีความอุดมสมบูรณ์ บารมี ลาภยศ สรรเสริญ อันเป็นผลมาจากการชอบช่วยเหลือและบริจาคทาน
ผลรวม 6
เลขแห่งศิลปะ ความสวยงาม ทำให้บ้านเย็นสบาย สงบ เหมาะแก่บ้านที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับการให้บริการ โดยเฉพาะงานบริการที่เน้นการบำบัดเยียวยา และการดูแลเอาใจใส่ แต่ให้ระวังจะมีการใช้จ่ายฟุ่มเฟือยบ่อยๆ
ผลรวม 7
เลขแห่งการคิด การวิเคราะห์ การบริหารจัดการ ทำให้ผู้อยู่อาศัยมักต้องความใคร่ครวญกับเรื่องราวที่เกิดขึ้น จนทำให้เกิดความเครียด และอาจเกิดปัญหากับบริวารหรือการเงินได้
ผลรวม 8
เป็นหนึ่งในผลรวมบ้านเลขที่มงคล แสดงถึงอำนาจบารมี ความสุขไร้ขีดจำกัด ความอุดมสมบูรณ์ ความสำเร็จในธุรกิจ และความร่ำรวย แต่มีข้อควรระวังอยู่นิดตรงที่บริวารมักไม่ซื่อสัตย์
ผลรวม 9
บ้านเลขที่มงคลที่มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครอง นำความก้าวหน้า และโอกาสความสำเร็จมาให้ อีกทั้งยังเป็นสัญลักษณ์ของสติปัญญา ความเมตตากรุณา และการประนีประนอม
สูตรที่ 2 หาบ้านเลขที่มงคลจากวันเกิด
การหาเลขที่บ้านมงคลอยู่แล้วรวยจากวันเกิดเป็นอีกหนึ่งแนวทางที่เราสามารถหยิบมาใช้เพื่อช่วยเกื้อหนุนให้ดวงชะตาดีขึ้น โดยแต่ละวันเกิดจะมีเลขมงคลและเลขกาลกิณีที่ต้องหลีกเลี่ยงดังนี้
วันอาทิตย์
ตัวเลขมงคลสำหรับคนเกิดวันอาทิตย์ คือ 1 ถือเป็นเลขประจำวันเกิดที่สามารถจับคู่กับเลขใดก็ได้ ยกเว้น 12, 13 และ 18 ที่ไม่ค่อยจะสมพงศ์กับเจ้าของบ้านที่เกิดวันอาทิตย์สักเท่าไร และควรหลีกเลี่ยงไม่ให้มีเลข 0 และ 6 ในบ้านเลขที่โดยเด็ดขาดเพราะเป็นเลขศัตรูที่อยู่แล้วไม่เกื้อหนุนกัน
วันจันทร์
บ้านเลขที่มงคลที่ควรมองหาสำหรับคนเกิดวันจันทร์ คือ 2, 15 และคู่เลขอย่าง 32 หรือ 23 จะช่วยเสริมเสน่ห์ทำให้การเจรจาติดต่อได้ผลดี ส่วนเลข 24,42 จะเด่นในเรื่องมิตรสหาย ส่วนเลขที่ต้องระวังเป็นพิเศษคือ 1 และ 12
วันอังคาร
หมายเลข 3 เป็นเลขประจำตัวคนเกิดวันอังคาร และจะดียิ่งขึ้นหากเลือก 35 เป็นบ้านเลขที่มงคลจะส่งเสริมด้านสติปัญญาและคุณธรรม ช่วยให้การงานมั่นคงและ 38 ที่บ่งบอกว่าบ้านนั้นอยู่แล้วสงบร่มเย็น ปลอดภัย ในขณะที่เลขกาลกิณีที่ต้องอยู่ห่างๆ คือ คู่เลข 13, 31, 37,73 และ 39,93 เพราะจะนำอุบัติเหตุ ความขัดแย้งบาดหมางมาให้คนในบ้าน
วันพุธกลางวัน
บ้านเลขที่มงคลอยู่แล้วรวยสำหรับคนเกิดวันพุธกลางวัน ได้แก่ หมายเลข 4 ช่วยเสริมพลังการติดต่อสื่อสารการค้าขาย นอกจากนี้ยังมีคู่เลขอย่าง 17, 42 และ 41 ที่จะช่วยส่งให้ดวงเจ้าของบ้านดีขึ้น ส่วนเลขที่จัดอยู่ในระดับแย่สุดคือ 48 หมายถึงอันธพาล ไม่เป็นที่รักของใคร
วันพุธกลางคืน
เลขที่บ้านนำโชคของคนเกิดวันพุธกลางคืนได้แก่ 8 ทำให้มีบริวารดี เลข 78 ช่วยหนุนให้หน้าที่การงานเป็นใหญ่เป็นโต และเลข 38 อยู่อาศัยในบ้านด้วยความร่มเย็น ส่วนตัวเลขกาลกิณีที่ต้องระวังคือ 5, 12 และ 48 มีแนวโน้มที่จะนำความไม่ดีมาให้ หรือทำอะไรก็ติดขัด
วันพฤหัสบดี
บ้านเลขที่มงคลอยู่แล้วรวยของคนเกิดวันนี้คือ 5 ซึ่งจะอยู่ในตำแหน่งหน้าหรือหลังก็จัดว่าดีงามทั้งนั้น เป็นเลขแห่งคุรุ ช่วยในเรื่องสติปัญญา หากประกบคู่เป็น 51 จะยิ่งเสริมด้านมิตรสหาย ไร้ศัตรูคู่อาฆาต สำหรับเลขที่ไม่เป็นมงคลได้แก่ 7
วันศุกร์
คนเกิดวันศุกร์เหมาะกับเลข 3, 6, 5 และบรรดาคู่เลขสลับของทั้งสามเลขนี้ คือบ้านเลขที่มงคลเสริมโชคลาภ ทำงานใดๆ ก็ผ่านพ้นไปด้วยดี เป็นที่รักที่เคารพของผู้ที่ได้พบเห็น ด้านตัวเลขที่เป็นกาลกิณีคือ 0, 7, 8 รวมถึงคู่เลข 67 ที่เป็นเหมือนพระศุกร์เข้า พระเสาร์แทรก สร้างความทุกข์ยากให้ผู้อยู่อาศัยพร้อมๆ กัน
วันเสาร์
บ้านเลขที่มงคลสำหรับคนเกิดวันเสาร์ ต้องมีเลข 7 เป็นส่วนประกอบ ไม่ว่าจะคู่เลข 70, 71, 78 และ 79 ล้วนมีนัยความหมายที่ดี ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความสุขสบาย ไร้ทุกข์โศก ในขณะที่เลขต้องห้ามของคนเกิดวันนี้คือ 2, 4 และ 5 นำพาความอับโชคมาให้
สูตรที่ 3 หาเลขที่บ้านมงคลจากความหมายของตัวเลข
วิธีการสุดท้ายในการตามหาบ้านเลขที่มงคลอยู่แล้วรวย คือการอ่านตามตัวเลขที่ปรากฏอยู่บนบ้านเลขที่ โดยรูปแบบการตีความจะแบ่งเป็น 2 แบบตามลักษณะบ้านเลขที่ คือ
- บ้านเลขที่เป็นตัวเลขเดี่ยวๆ เช่น บ้านเลขที่ 4 หรือบ้านเลขที่ 1776 เป็นต้น ความหมายของตัวเลขที่เกิดขึ้นจะหมายถึงภาพรวมของสมาชิกทุกคนในบ้าน
- บ้านเลขที่แบบมีทับ เช่น บ้านเลขที่ 19/205 ในกรณีนี้ตัวเลขหน้าจะส่งอิทธิพลต่อเจ้าของบ้านหรือผู้สูงอายุในบ้าน ในขณะที่ตัวเลขหลังทับจะหมายถึงบริวารหรือผู้อยู่อาศัยคนอื่นๆ
จากนั้นให้อ่านนัยความหมายของตัวเลขไปทีละตัว โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้
เลข 0 ปรากฏในเลขที่บ้าน
รักอิสระ โลกส่วนตัวสูง เมื่อคิดอยากทำอะไรก็ทำเลย จึงอาจเป็นเหตุให้เกิดความขัดแย้งได้ง่าย
เลข 1 ปรากฏในเลขที่บ้าน
หมายถึงความคิด มีความเป็นผู้นำสูง บ้านหลังนี้จึงศักดิ์สิทธิ์ในเรื่องของคำพูดและการแสดงออก แต่ต้องระวังเรื่องฟืนไฟให้ดี
เลข 2 ปรากฏในเลขที่บ้าน
สมาชิกภายในบ้านจะเป็นคนที่มีเสน่ห์ มีอารมณ์ศิลปิน ชอบย้ำคิดย้ำทำ จนเมื่อไตรตรองอย่างดีแล้วจึงจะยอมพูดออกมาทำให้คนรอบข้างรู้สึกยอมรับได้ง่าย
เลข 3 ปรากฏในเลขที่บ้าน
เป็นเลขของความรักและครอบครัว ซึ่งจะให้ความใส่ใจและจริงจังเป็นพิเศษ หากมีอะไรที่เกี่ยวข้องกับเรื่องเหล่านี้ก็จะแอ็กชันเยอะจนบางครั้งอาจนำไปสู่ความฉุนเฉียวได้
เลข 4 ปรากฏในเลขที่บ้าน
สมาชิกภายในบ้านเป็นคนคุยเก่ง ช่างเจรจาสื่อสาร แต่ทางตรงกันข้ามยังหมายถึงการพร่ำบ่นที่หากมากเกินไปก็ทำให้คนรอบข้างรำคาญได้
เลข 5 ปรากฏในเลขที่บ้าน
เกี่ยวข้องกับเรื่องของอารมณ์ อาจเป็นได้ทั้งอารมณ์บวก เช่น เบิกบาน สบายใจ มองโลกในแง่ดี และอารมณ์ลบ เช่น โมโห เอาแต่ใจ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับตัวเลขที่อยู่ข้างๆ และสถานการณ์แวดล้อม
เลข 6 ปรากฏในเลขที่บ้าน
เลขนี้จะเป็นเลขของผู้หญิง มีความคิดเยอะคิดลึกไปทุกเรื่อง จนถึงขั้นหวาดระแวง ไม่ไว้วางใจใครง่ายๆ และให้ระวังการใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่าย
เลข 7 ปรากฏในเลขที่บ้าน
มักเกี่ยวข้องกับสิ่งที่มองไม่เห็น เป็นเรื่องของจิตวิญญาณ รวมไปถึงความเสียสละที่บางครั้งก็ให้มากจนตัวเองต้องลำบาก
เลข 8 ปรากฏในเลขที่บ้าน
บ่งบอกถึงเรื่องเงินๆ ทองๆ ซึ่งในหลักของจีนยังหมาถึงความร่ำรวย และความไม่มีที่สิ้นสุด
เลข 9 ปรากฏในเลขที่บ้าน
มีแนวโน้มที่จะชอบทำบุญให้ทาน มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครอง เป็นบ้านที่อยู่แล้วมีความสุขความเจริญ
สรุปสูตรหาบ้านเลขที่มงคลอยู่แล้วรวย
การหาบ้านเลขที่มงคลอยู่แล้วรวยจากการบวกตัวเลข หรือแมทช์กับวันเกิด หรือดูจากความหมายตรงๆ ของตัวเลขนั้นเป็นเพียงศาสตร์แห่งตัวเลขขั้นพื้นฐาน ที่หากจะยึดถือก็จำเป็นต้องพิจารณาร่วมกับอีกหลายปัจจัย
แต่อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าเราจะมีบ้านเลขที่มงคลขนาดไหน คงไม่สามารถกำหนดความเป็นไปของบ้านได้ดีเท่ากับตัวตนและการกระทำของผู้เป็นเจ้าของและบริวารภายในบ้านได้ เพราะเพียงเจ้าของบ้านและสมาชิกในครอบครัวใส่ใจทำความสะอาดบ้านช่องห้องหับอยู่เสมอ คิดแต่เรื่องเป็นกุศล ทำจิตใจให้เบิกบาน เท่านี้ก็เป็นจุดเริ่มต้นของความสิริมงคล เกิดกระแสดีๆ ที่จะเปิดทางให้ความเฮง ความโชคดีเข้ามาในบ้านได้เช่นเดียวกัน
Apr 30, 2021 | บทความอสังหาฯ
“ดอกเบี้ยบ้าน” เป็นเรื่องควรรู้อันดับต้นๆ ของคนที่ต้องการซื้อบ้านหรือคอนโด เนื่องจากราคาที่อยู่อาศัยเหล่านี้มีราคาสูงเกินกว่ามนุษย์เงินเดือนหรือคนธรรมดาทั่วไปจะสามารถซื้อได้ด้วยเงินสด จึงมีความจำเป็นต้องกู้ยืมเงินก้อนจากธนาคารมาจ่ายเจ้าของโครงการอสังหาริมทรัพย์นั้นๆ ก่อน แล้วค่อยทยอยผ่อนเงินคืนธนาคารเป็นงวดๆ พร้อมดอกเบี้ย
โดย “ดอกเบี้ย” ที่ว่านี้ถือเป็นตัวแปรสำคัญของการผ่อนบ้านและคอนโดเลยทีเดียว เพราะหากสามารถกู้ซื้อบ้านในอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำได้ ก็เปรียบเสมือนเป็นแต้มต่อที่ทำให้เราชำระหนี้ได้หมดไวขึ้น ในทางกลับกัน หากเจออัตราดอกเบี้ยเงินกู้บ้านสูง เงินค่างวดที่เราผ่อนไปส่วนใหญ่ถูกหักไปเป็นดอกเบี้ย ส่วนเงินต้นก็แทบจะไม่ลดลง และนั่นหมายถึงเราต้องผ่อนบ้านหรือคอนโดในราคาที่แพงขึ้นด้วย
ดอกเบี้ยเงินกู้บ้านมีกี่ประเภท
ลักษณะดอกเบี้ยที่คนกู้บ้านและคอนโดต้องเจอส่วนใหญ่ มี 2 ประเภท คือ
อัตราดอกเบี้ยคงที่ (Fixed Rate Loan)
คืออัตราดอกเบี้ยที่ธนาคารกำหนดให้คงที่ในช่วงระยะเวลาสั้นๆ (ตั้งแต่ 1-5 ปี) ต่อจากนั้นจะปรับเปลี่ยนเป็นอัตราดอกเบี้ยแบบลอยตัว ซึ่งจะต้องไปรอดูกันอีกทีว่าธนาคารจะกำหนดดอกเบี้ยให้สูงหรือต่ำ
อัตราดอกเบี้ยลอยตัว (Floating Rate Loan)
คืออัตราดอกเบี้ยที่กำหนด ณ เวลาปัจจุบัน ซึ่งสามารถปรับขึ้นหรือลงตามสถานการณ์เศรษฐกิจ ตลาดเงิน และต้นทุนทางการเงินของธนาคารนั้นๆ โดยอัตราดอกเบี้ยลอยตัวของสินเชื่อที่อยู่อาศัยที่เราจะได้เจอกันก็คือ MRR ลบด้วยตัวเลขที่ธนาคารกำหนด
ตัวอย่างเช่น ธนาคารกำหนด MRR = 7.30% ส่วนอัตราดอกเบี้ยเงินกู้บ้านระบุว่า MRR -2.30 ดังนั้นอัตราดอกเบี้ยแท้จริงที่เราต้องจ่ายก็คือ MRR 7.30 – 2.30 = 5.00% นั่นเอง
MRR ย่อมาจาก Minimum Retail Rate หมายถึงอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ขั้นต่ำที่ธนาคารเรียกเก็บจากลูกค้ารายย่อยชั้นดี โดยเรท MRR แต่ละธนาคารจะไม่เท่ากัน
อัปเดตดอกเบี้ยบ้าน 2564 จากธนาคารยอดนิยม
สินเชื่อบ้านของแต่ละธนาคารมีรายละเอียดเงื่อนไขที่แตกต่างกันไป หนึ่งในตัวอย่างที่พบได้บ่อยคือ รูปแบบสินเชื่อที่มาพร้อมประกันชีวิตเรียกว่า ‘ประกันชีวิตเพื่อคุ้มครองวงเงินสินเชื่อ MRTA’ (Mortgage Reducing Term Assurance) คือประกันชีวิตประเภทหนึ่งที่ช่วยลดภาระคนที่อยู่ข้างหลัง (เช่น สามี/ภรรยา และลูก) ในกรณีที่ผู้กู้เสียชีวิตหรือทุพพลภาพไม่สามารถผ่อนชำระสิ้นเชื่อบ้านได้ บริษัทรับประกันจะทำหน้าที่ผ่อนชำระหนี้แทนผู้กู้เอง โดยสิทธิพิเศษที่ตามมาหลังจากทำประกันก็คืออัตราดอกเบี้ยสินเชื่อที่จะถูกลง
นอกจากนี้บางธนาคารยังมีสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยพิเศษสำหรับหน่วยงาน กลุ่มอาชีพ หรือร่วมมือกับบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ซึ่งเป็นรายละเอียดที่ต้องพิจารณาเป็นกรณีไป ซึ่งในบทความนี้เราจะขอพูดถึงเรทดอกเบี้ยสินเชื่อบ้าน ประเภทสัญญาที่อยู่อาศัยหลังที่ 1 สำหรับบุคคลทั่วไป ดังนี้
ตารางเปรียบเทียบอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อที่อยู่อาศัยจากธนาคาร ณ เดือนเมษายน 2564
ดอกเบี้ยบ้านต่ำจากธนาคาร 3 อันดับแรก
หากพิจารณาจากอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปีตามตารางข้างต้น ธนาคารที่ให้เรทดีที่สุด 3 อันดับแรก ณ ข้อมูลเดือนเมษายน 2564 ได้แก่
อันดับ 1 : ธนาคาร LH Bank
LH Bank มีค่าเฉลี่ยดอกเบี้ยต่ำสุดอยู่ที่ 2.55% ต่อปี หรือ MRR-4.80 (MRR=7.35) นับเป็นเรทที่น่าสนใจมาก แต่ลักษณะการคิดอัตราดอกเบี้ยในทางเลือกนี้เป็นแบบลอยตัวตลอดทั้ง 3 ปี มี MRR เป็นตัวแปรสำคัญซึ่งไม่สามารถทราบเวลาที่แน่นอนได้ว่า MRR นั้นจะถูกปรับเมื่อไรและจะเพิ่มขึ้นหรือลดลงอย่างไร จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้กู้ต้องพิจารณาควบคู่ไปกับการบริหารค่าใช้จ่ายครัวเรือน เพราะหาก MRR เพิ่มขึ้น ก็จะทำให้ภาระในการผ่อนบ้านเพิ่มขึ้นด้วย
อันดับ 2 : ธนาคารทหารไทย
อันดับถัดมาสำหรับอัตราดอกเบี้ยบ้านต่ำ คือ ธนาคารทหารไทย ที่มาพร้อมอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปีเท่ากับ 2.70% ต่อปี หรือ MRR-3.58 (MRR=6.28) ซึ่งเป็นอัตราลอยตัวตลอดทั้ง 3 ปีเช่นเดียวกับของ LH BANK แต่มีเงื่อนไขเพิ่มเติมที่ผู้กู้ต้องปฏิบัติตามเพื่อให้ได้เรทดังกล่าว นั่นคือ 1.) สมัครประกันชีวิตคุ้มครองสินเชื่อ 2.) สมัครใช้บริการหักบัญชีอัตโนมัติผ่านบัญชีออมทรัพย์ ทีเอ็มบี เพื่อผ่อนชำระสินเชื่อบ้าน 3.) สมัครบัตรเดบิต TMB
ภาพโฆษณาสินเชื่อที่อยู่อาศัยของธนาคารทหารไทย
อันดับ 3 : ธนาคารกรุงไทย
ธนาคารกรุงไทย มีค่าเฉลี่ยดอกเบี้ยบ้าน 3 ปี เท่ากับ 2.73% ต่อปี แบ่งเป็นปีที่ 1 ดอกเบี้ยคงที่ 0.64% ต่อปี ปีที่ 2-3 เท่ากับ MRR-2.45 (MRR= 6.22) และผู้กู้ต้องทำประกันคุ้มครองวงเงินสินเชื่อร่วมด้วย ความน่าสนใจของผลิตภัณฑ์สินเชื่อบ้านธนาคารกรุงไทยคือการให้ดอกเบี้ยปีแรกถูกสุดเมื่อเทียบกับทุกธนาคาร จึงเหมาะอย่างยิ่งสำหรับใครที่วางแผนจะจบสัญญาเงินกู้บ้านให้เร็ว โดยสามารถโปะเงินในช่วงปีแรกได้เต็มที่ เมื่อผ่านเข้าปีที่ 2 และ 3 ยอดดอกเบี้ยที่ธนาคารคิดจากเงินต้นคงเหลือก็จะลดลงตามไปด้วย อีกทั้งยังเหมาะสำหรับคนที่ตั้งใจจะขายอสังหาริมทรัพย์ต่อในระยะไม่เกิน 1 ปี ก็จะทำให้เสียดอกเบี้ยน้อยเช่นกัน
สรุปดอกเบี้ยบ้าน 2564 ธนาคารไหนเวิร์กสุด
อย่างที่กล่าวในตอนต้นว่าการกู้ยืมเงินเพื่อซื้อบ้านนั้น สิ่งสำคัญคือ “ดอกเบี้ย” ซึ่งส่วนใหญ่โฟกัสไปที่อัตราดอกเบี้ยบ้าน 3 ปีแรก เนื่องจากเป็นกฏระเบียบของทุกธนาคารว่าเมื่อทำเรื่องขอสินเชื่อบ้านแล้วจะมีสัญญาติดตัวกับธนาคารนั้นอย่างน้อย 3 ปีขึ้นไป หากขอยกเลิกสัญญาธนาคารกลางคันจะถูกปรับด้วยราคาที่ต่างกันไปแต่ละธนาคาร
ดังนั้น หากพิจารณาจากดอกเบี้ยบ้านอัปเดตล่าสุดของเดือนเมษายน 2564 จาก 9 ธนาคารชั้นนำที่เรารวบรวมมาให้นั้น โดยดูค่าเฉลี่ยดอกเบี้ยจากทางเลือกต่างๆ ที่ธนาคารเสนอไว้ เราสามารถสรุปได้ว่าธนาคาร LH BANK ให้ข้อเสนอดอกเบี้ยบ้านเวิร์กที่สุด รองลงมาคือ ธนาคากรุงไทย ธนาคารทหารไทย ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธนาคารออมสิน ธนาคากรุงศรีอยุธยา ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกสิกรไทย และธนาคารไทยพาณิชย์ ตามลำดับ
เมื่อทราบข้อมูลดอกเบี้ยบ้านแบบนี้แล้ว หากใครสนใจที่จะหาบ้านหรือคอนโดเพื่อนำมาขอสินเชื่อธนาคารดูบ้าง ก็สามารถค้นหากับ Kaidee Property ได้ เรามีทั้งอสังหาริมทรัพย์ใหม่และมือสองให้เลือกมากมาย
หมายเหตุ อัตราดอกเบี้ยที่ปรากฏในบทความนี้ เป็นข้อมูล ณ เดือนเมษายน 2564 เท่านั้น ผู้อ่านสามารถขอรายละเอียดล่าสุดเพิ่มเติมได้จากธนาคาร