บ้านร้อน แก้ยังไงดี? วิธีลดความร้อนในบ้านแบบได้ผล

บ้านร้อน แก้ยังไงดี? วิธีลดความร้อนในบ้านแบบได้ผล

เคยไหม… อยู่บ้านแล้วรู้สึกเหมือนอยู่ในเตาอบ?
ปัญหา บ้านร้อน เป็นเรื่องที่หลายคนในประเทศไทยต้องเจอ โดยเฉพาะช่วงหน้าร้อนที่อุณหภูมิพุ่งสูงขึ้นทุกปี

นอกจากจะทำให้อยู่ไม่สบายแล้ว ยังส่งผลให้ค่าไฟพุ่งจากการเปิดแอร์ทั้งวันอีกด้วย

บทความนี้จะพาคุณไปดูวิธีแก้ปัญหาบ้านร้อนแบบ “ได้ผลจริง” พร้อมทั้งแนวทางที่ทำได้ทั้งแบบประหยัดและแบบลงทุนระยะยาว


ทำไมบ้านถึงร้อนกว่าปกติ

ก่อนจะแก้ ต้องรู้สาเหตุของ “บ้านร้อน” ก่อน ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจาก:

  • หลังคารับแดดโดยตรงทั้งวัน
  • ผนังบ้านสะสมความร้อน
  • ไม่มีการระบายอากาศที่ดี
  • บ้านหันไปทางทิศที่โดนแดดจัด
  • พื้นที่รอบบ้านไม่มีต้นไม้หรือร่มเงา

เมื่อความร้อนสะสมในโครงสร้างบ้าน ก็จะทำให้อุณหภูมิภายในสูงขึ้นแม้ในช่วงเย็น


วิธีแก้ปัญหาบ้านร้อนแบบได้ผลจริง

ติดฉนวนกันความร้อน

การติดฉนวนใต้หลังคา เป็นวิธีที่ช่วยลดความร้อนเข้าสู่ตัวบ้านได้ดีที่สุด

ข้อดี:

  • ลดอุณหภูมิในบ้านได้ 3–5 องศา
  • ลดค่าไฟระยะยาว
  • เห็นผลชัดเจน

เหมาะสำหรับคนที่ต้องการแก้ปัญหาระยะยาว


เปลี่ยนหลังคาหรือทาสีสะท้อนความร้อน

หลังคาเป็นจุดที่รับแดดมากที่สุด

ทางเลือกที่ช่วยได้:

  • ใช้หลังคาสีอ่อน
  • ทาสีสะท้อนความร้อน
  • ใช้วัสดุที่กันความร้อน

ช่วยลดการสะสมความร้อนตั้งแต่ต้นทาง


เพิ่มต้นไม้รอบบ้าน

ต้นไม้ไม่ได้แค่ให้ความสวยงาม แต่ช่วยลดอุณหภูมิได้จริง

ข้อดี:

  • สร้างร่มเงา
  • ลดความร้อนสะท้อน
  • เพิ่มความชื้นในอากาศ

แนะนำให้ปลูกทางทิศตะวันตกของบ้าน


ปรับทิศทางลมและการระบายอากาศ

การมีลมไหลผ่าน จะช่วยลดความร้อนสะสมในบ้าน

วิธีง่ายๆ:

  • เปิดหน้าต่างให้ลมเข้า-ออก
  • ติดพัดลมระบายอากาศ
  • ใช้ช่องลมเหนือประตู

บ้านที่ “ลมเดินดี” จะเย็นขึ้นโดยไม่ต้องพึ่งแอร์มาก


วิธีลดบ้านร้อนแบบประหยัด ทำเองได้

ถ้าไม่อยากลงทุนเยอะ ลองวิธีเหล่านี้:

  • ใช้ผ้าม่านกัน UV
  • ติดฟิล์มกรองแสงที่หน้าต่าง
  • ปิดม่านช่วงแดดจัด
  • ใช้พัดลมช่วยหมุนเวียนอากาศ

วิธีเหล่านี้ช่วยลดความร้อนได้ในระดับหนึ่ง และทำได้ทันที


เครื่องใช้ไฟฟ้าช่วยลดความร้อนในบ้าน

เครื่องใช้ไฟฟ้าบางชนิดช่วยให้บ้านเย็นขึ้น เช่น:

  • แอร์ (Air Conditioner)
  • พัดลมไอเย็น
  • เครื่องฟอกอากาศ (ช่วยให้รู้สึกสบายขึ้น)

แต่ควรใช้อย่างเหมาะสม เพื่อไม่ให้ค่าไฟพุ่งเกินไป


ข้อควรรู้ก่อนแก้ปัญหาบ้านร้อน

ก่อนลงมือแก้ ควรพิจารณา:

  • งบประมาณ
  • ระยะเวลาใช้งานบ้าน
  • โครงสร้างบ้านเดิม
  • ความคุ้มค่าในระยะยาว

การเลือกวิธีที่เหมาะสม จะช่วยให้แก้ปัญหาได้ตรงจุด


สรุป บ้านร้อนแก้ได้ ถ้าเลือกวิธีให้เหมาะ

ปัญหา บ้านร้อน ไม่ใช่เรื่องที่ต้องทนอีกต่อไป

ไม่ว่าจะเป็นการติดฉนวน ปรับบ้าน หรือใช้วิธีง่ายๆ
ทุกวิธีสามารถช่วยให้บ้านเย็นขึ้นได้

สิ่งสำคัญคือ “เลือกวิธีให้เหมาะกับบ้านและงบประมาณของคุณ”

เพราะบ้านที่เย็นสบาย ไม่ใช่แค่เรื่องของอุณหภูมิ
แต่คือคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นในทุกวัน

ขายบ้านมือสองยังไงให้เร็วและได้ราคา

ขายบ้านมือสองยังไงให้เร็วและได้ราคา


ปัจจุบันการซื้อบ้านหลังหนึ่งๆ ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เนื่องจากเป็นทรัพย์สินที่มีมูลค่าสูง ทำให้ผู้ซื้อต้องคิดแล้วคิดอีกในการซื้อ เพราะเหตุนี้การขายบ้านมือสองก็เลยอาจดูเป็นเรื่องยากสำหรับผู้ที่ต้องการขายบ้าน วันนี้เรามีเทคนิคและทริคดีๆมาเสนอ เพื่อให้การขายบ้านมือสองของคุณเป็นไปได้อย่างราบรื่น ขายได้ไว และได้ราคาที่สูงตามมาด้วย พร้อมแล้ว ไปชมกันเลย


1.ตั้งราคาให้เหมาะสม


หนึ่งในตัวแปรสำคัญในการที่จะขายบ้านได้ไวนั้นก็คือเรื่องของราคา โดยทางผู้ขายต้องคำนวณราคาตั้งขายให้เหมาะสม ไม่ให้ถูกหรือแพงจนเกินไป ต้องคำนวณทั้งในเรื่องของ สภาพบ้าน ทำเลที่ตั้ง ราคาตลาด ราคาประเมิน รวมถึงค่าใช้จ่ายต่างๆที่ใช้ในการตกแต่งซ่อมแซม เพื่อไม่ให้ขายขาดทุน แต่อย่างไรก็ตาม การตั้งราคาบ้านนั้นไม่ควรตั้งให้สูงกว่าราคาตลาดมากไป เพราะฉะนั้นก่อนจะตั้งราคา ผู้ขายควรจะศึกษาข้อมูลและราคาตลาดให้ถี่ถ้วนก่อนตัดสินใจตั้งราคา


2.ขายในหลายๆช่องทาง


ปัจจุบันนี้มีช่องทางมากมาย ทั้งใน Online และ Offline ที่จะเป็นกระบอกเสียงให้เราบอกต่อถึงสินค้าและบริการที่เรา
ต้องการขาย โดยอาจจะติดประกาศไว้หน้าบ้าน ฝากโบรชัวร์ไว้ตามร้านกาแฟในละแวกใกล้เคียง หรือมุ่งเน้นมาทางช่องทางออนไลน์โดยประกาศขายผ่าน Platform ต่างๆเช่นที่ BannKaidee เนื่องจาก Platform Online เป็น Platform ที่มีประสิทธิภาพ สามารถเข้าถึงคนจำนวนมากได้ในทุกที่ทุกเวลา ทำให้โอกาสที่เราจะเจอคนที่สนใจที่จะซื้อบ้านในทำเลที่เราต้องการขายมีมากขึ้น

3.เลือกใช้บริการนายหน้ามืออาชีพ


อีกวิธียอดนิยมที่สะดวกสบายและไม่ยุ่งยากก็คือการฝากนายหน้าขายบ้านนั่นเอง โดยวิธีนี้ถือเป็นวิธียอดนิยมในปัจจุบันที่ทำให้การขายสำเร็จและลุล่วงได้อย่างง่ายดายและรวดเร็ว โดยเสียค่าใช้จ่ายเล็กๆน้อยๆแลกกับความสะดวกสบาย เพราะนายหน้าจะเป็นคนจัดการทุกอย่างให้ผู้ขาย ไม่ว่าจะเป็นเอกสารที่ยุ่งยาก ตลอดจนปิดการขาย ดังนั้นวิธีนี้จึงเป็นวิธีที่นิยมมากๆในปัจจุบัน


4.ทำบ้านให้เหมือนใหม่


คงไม่มีใครอยากซื้อบ้านที่มีสภาพเก่า ทรุดโทรม ดังนั้นสิ่งแรกที่คนขายบ้านโดยเฉพาะบ้านมือสองควรทำ ก็คือการทำความสะอาด ตกแต่ง ซ่อมแซมบ้านหลังเก่า ให้ดูเหมือนบ้านหลังใหม่ เพื่อที่คนซื้อจะได้สนใจมากขึ้น โดยอาจลงทุนในการรีโนเวทบ้าน ซ่อมแซมส่วนที่พัง ทาสีใหม่ และตกแต่งบ้านให้สวยงามขึ้น โดยไม่ต้องกังวลว่าค่าใช้จ่ายส่วนนี้จะเป็นต้นทุนที่เยอะเกินไป เพราะเมื่อคุณตกแต่งบ้านให้เหมือนใหม่ นอกจากจะทำให้ขายบ้านได้ไวขึ้นแล้ว ยังทำให้บ้านของคุณเพิ่มมูลค่าได้อีกด้วย


5.ใจเขาใจเรา


มาถึงข้อสุดท้ายซึ่งเป็นหลักการพื้นฐานในการซื้อ-ขาย คือใจเขาใจเรา คุณอยากได้บ้านแบบไหน อยากได้ราคาประมาณเท่าไหร่ ให้สมมุติตัวเองเป็นผู้ซื้อบ้านเอง แล้วลองคิดดูว่าถ้าเราเป็นผู้ซื้อเราต้องการเจอคนขายบ้านแบบไหนนะ เราต้องการผู้ขายที่พูดจาดี ดูแลบ้านให้สะอาดและสวยงามอยู่เสมอ ตั้งราคาได้เหมาะสม ไม่โก่งราคาเกินไป ใช่มั้ยนะ ถ้าเราต้องการแบบนั้นก็ให้ทำตัวแบบนั้นเลย เพื่อที่ผู้ซื้อจะได้เกิดความประทับใจและตัดสินใจซื้อบ้านได้ง่ายขึ้น แถมยังได้มิตรภาพดีๆเป็นของแถมอีกด้วย

เป็นยังไงกันบ้างคะ กับเทคนิคการขายบ้านมือสองได้เร็วและได้ราคาดี ไม่ใช่เรื่องยากเลยใช่มั้ย ใครที่สนใจลงประกาศซื้อ-ขายบ้านมือสองสามารถลงประกาศได้ที่ BaanKaidee ซึ่งเป็นอีกช่องทางที่จะทำให้คุณขายบ้านได้เร็วยิ่งขึ้น รีบๆลงกันน้า

รีโนเวทบ้านเก่าในราคาประหยัด ต้องคุมงบอย่างไรบ้าง?

รีโนเวทบ้านเก่าในราคาประหยัด ต้องคุมงบอย่างไรบ้าง?

บ้านเมื่อวันเวลาผ่านไป บางทีอาจจะมีส่วนที่ต้องชำรุด ทรุดโทรมตามกาลเวลา เราก็ต้องหมั่นที่จะเช็ก ตรวจตรา และดูแลบ้านทุกครั้ง เพราะบ้านคือสถานที่ที่เราต้องพักพิง อยู่อาศัย ต้องให้ความสำคัญเช่นกัน โดยบ้านนั้นก็เปรียบเสมือนร่างกายของมนุษย์ สร้างขึ้นมา แรก ๆ ก็แข็งแรงดี แต่นานวันไปอายุมากขึ้น ร่างกายเริ่มเสื่อมโทรม ก็ต้องหมั่นบำรุงดูแลรักษาสุขภาพเพื่อที่จะได้แข็งแรงขึ้น ถ้าเปรียบกับบ้าน คือ บ้านก็จะดูใหม่ขึ้น น่าอยู่ขึ้นนั้นเอง   

แต่ถ้าหากว่าบ้านนั้นเก่ามาก ๆ ตรงนั้นชำรุด ตรงนี้ต้องแก้ ก็กลายเป็นปัญหาจุกจิกที่ซ่อมไม่เสร็จจริง ๆ สักที วิธีที่ดีที่สุดคือ การรีโนเวทบ้านให้กลับมาใหม่เหมือนตอนแรก เพิ่มเติมอาจจะดูทันสมัยกว่า เพื่อให้บ้านอยู่ไปนาน ๆ ให้ถึงรุ่นลูก รุ่นหลาน และที่สำคัญเพื่อให้เข้ากับไลฟ์สไตล์ในการใช้ชีวิตในปัจจุบันของเรามากขึ้นด้วย 

อยากรีโนเวทบ้านแต่…กลัวงบเกิน

การรีโนเวทบ้านใหม่นั้น มีหลายส่วนที่ต้องจัดเตรียม ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดอย่างการวางแผนให้รอบคอบและตามมาด้วยสิ่งอื่น ๆ และปัจจัยต่าง ๆ ที่ทำให้เราสามารถควบคุมได้ วันนี้มีคำแนะนำดี ๆ มาบอก ถ้าหากทำตามวิธีการต่อไปนี้ อาจจะช่วยให้เพื่อน ๆ ควบคุมงบประมาณได้ดีเลยนะ  

1. วางแผนให้ดีที่สุด

การวางแผน คือ การกำหนดแพลนทุกอย่าง สิ่งที่เราจะทำกับบ้าน มีส่วนไหนบ้าง จุดไหนบ้างที่ต้องรีโนเวท อยากแนะนำว่าให้กำหนดมาครั้งเดียวเลย และแพลนต่อว่าจะจ้างช่างจากที่ไหน ให้ช่างทำส่วนไหนบ้าง โดยการเขียนลงไว้ในสมุดโน๊ตก่อน เพราะว่าจำอย่างเดียวไม่ได้ อาจจะลืมได้  

2. กำหนดงบประมาณ 

ในส่วนนี้ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่จะทำให้สามารถควบคุมงบประมาณของเราได้ เพื่อที่จะไม่ให้งบประมาณเกินจากที่เรากำหนดไว้ คือ การตั้งงบประมาณมาเลยและต้องมั่นใจว่าจะจัดสรรให้อยู่ในงบประมาณเท่านี้ได้ เช่น

  • จ้างช่างเท่าไร โดยจะต้องโทรไปตกลง คุยรายละเอียดของงานที่จะให้ช่างทำให้เรียบร้อย  
  • ซื้ออะไรบ้าง งบซื้อของเท่าไร จะได้รู้ว่าเราควรลด ควรเพิ่มสเปกของสินค้าชิ้นไหนบ้าง ควรเปลี่ยนหรือว่าควรตัดออกไหม  

3. เผื่อไว้สักหน่อย 

ข้อนี้ คือ การเผื่องบประมาณไว้อีกสักประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์จากงบที่ตั้งไว้ เพราะว่าเราไม่รู้ว่าเวลารีโนเวทบ้านไปแล้ว เราอาจอยากจะเปลี่ยนในส่วนอื่น ๆ ที่ไม่ได้อยู่ในแผนตั้งแต่ตอนแรก เพื่อให้เข้ากันกับพื้นที่อื่น ๆ ที่ได้รีโนเวทไปแล้ว หรืออาจจะมีการซื้อของตกแต่งเพิ่ม เพื่อให้บ้านสวยงามและมีรูปแบบที่เข้ากันนั่นเอง 

4. เลือกซื้อของ 

หลังจากที่ได้ตั้งงบประมาณไปแล้ว เราก็ต้องหาซื้อของในการรีโนเวทบ้านเองด้วยนะ เพราะจะได้ดูเรื่องราคาของสินค้าได้ ชิ้นไหนแพงไปก็อาจจะดูของที่คล้ายกัน แต่ราคาถูกกว่าก็เป็นตัวเลือกที่จะทำให้ไม่เกินงบประมาณที่ตั้งไว้นั่นเอง 

5. ทำเองบางส่วนก็ดีไม่น้อย 

บางจุดหรือว่าบางที่ที่เราสามารถซ่อมเองได้ ติดตั้งเองได้ อยากแนะนำให้ลงมือทำเองเลยดีกว่า เพราะว่าจ้างช่างมาทำแต่ละส่วน ก็ต้องมีค่าแรง ค่าอะไรต่าง ๆ ที่ตามมาทีหลังก็เป็นได้ ถ้าเกิดว่าเรามั่นใจว่าตรงนี้ทำเองได้ ทำเลย แต่ถ้าตรงไหนไม่มั่นใจว่าจะทำได้ ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของช่างฝีมือดีกว่านะ 

6. ดำเนินการรีโนเวททุกอย่างตามแผน 

จัดการทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยตามที่เขียนในสมุดไว้แล้ว ขั้นตอนนี้ก็สามารถดำเนินการทุกอย่างตามแผนที่เราเขียนไว้ในสมุดเช่นกัน เพื่อที่งานรีโนเวทจะได้เสร็จตามแผนและตามงบประมาณที่ตั้งไว้นั่นเอง เพราะฉะนั้นอย่าทำอะไรให้นอกเหนือจากแผนที่ตั้งไว้ ไม่เช่นนั้นอาจจะเป็นการเพิ่มค่าใช้จ่ายให้กับเราก็เป็นได้ แต่แผนที่เตรียมไว้ก็ต้องมีความละเอียดรอบคอบเช่นกัน

7. ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญดีกว่าตัดสินใจเอง

แน่นอนว่าการรีโนเวทบ้านต้องระเอียดรอบคอบ บางสิ่งบางอย่างเราอาจจะมั่นใจว่าจะทำเองได้ แต่ถ้าหากว่าไม่ได้รู้วิธีการอย่างแท้จริง อาจจะตัดสินใจผิดพลาดในการทำ ผลที่ตามมา คือ ทำให้เสียค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นและทำให้ต้องเสียเวลาไปอีก ส่งผลให้การรีโนเวทนั้นเสร็จไม่ตามแผนที่ได้วางไว้ ซึ่งในกรณีนี้ แนะนำให้ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญโดยตรงเลยดีกว่าที่จะมานั่งเดาเองหรือนั่งทำเอง อย่างเช่นงานที่เฉพาะมาก ๆ อย่าง ทางเดินน้ำ วงจรไฟฟ้า เป็นต้น ทั้งนี้เพื่อควบคุมค่าใช้จ่ายไม่ให้บานปลายนั่นเอง 

สรุปท้ายบทความ 

สิ่งสำคัญในการซ่อมแซมหรือรีโนเวทบ้านใหม่ที่จะทำให้งบไม่บานปลาย คือ ต้องวางแผนอย่างละเอียดรอบคอบและครอบคลุมที่สุด อีกทั้งการตั้งงบประมาณก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้ควบคุมงบประมาณและกำหนดกรอบอย่างชัดเจนอย่างเช่น การเลือกซื้อของสำหรับรีโนเวท การจ้างผู้รับเหมา เป็นต้น 

ถ้าหากเพื่อน ๆ ต้องการดูของตกแต่งบ้านสามารถมาหาได้ที่ Kaidee ได้เลย เรามีให้เพื่อน ๆ ได้เลือกเยอะเลย แต่ถ้าหากใครที่อยากได้บ้านใหม่ก็สามารถหาได้ที่ Kaidee Property เช่นกัน  

แชร์เทคนิคตรวจรับบ้าน ต้องดูอะไรบ้าง?

แชร์เทคนิคตรวจรับบ้าน ต้องดูอะไรบ้าง?

หลาย ๆ ท่านซื้อมาบ้าน ก็อยากอยู่บ้านที่ไม่มีปัญหาจุกจิกที่ต้องมาค่อยซ่อมตลอด อยากเสียเงินแค่ครั้งเดียว ก็อยู่ยาว ๆ เลย ขั้นตอนสุดท้ายที่สำคัญก่อนโอนบ้าน นั่นคือ การตรวจบ้านให้ละเอียดถี่ถ้วน

เพื่อเป็นประโยชน์กับเพื่อน ๆ วันนี้จะแชร์เทคนิคการไปตรวจรับบ้านด้วยตัวเอง ต้องดูอะไรบ้าง จะได้ไม่ต้องมาเสียเวลากันทีหลัง

ก่อนตรวจ เตรียมอะไรบ้าง?

สิ่งสำคัญที่ไม่ควรลืม 

  • ตรวจสัญญาต่าง ๆ และเงื่อนไขต่าง ๆ ให้ดี
  • ดูข้อมูลหรือรายละเอียดในบ้าน เช่น เฟอร์นิเจอร์มีอะไรบ้าง มีติดตั้งอะไรตรงไหน
  • ควรนัดเจ้าหน้าที่โครงการในเวลาที่มีแสงเพียงพอ เพราะว่า เราจะได้เห็นทุกซอก ทุกมุมของตัวบ้าน

อุปกรณ์ต้องพร้อม  

  • สมุดจดบันทึก เพราะว่า เอาไว้จดเวลาเจอจุดที่เราต้องให้โครงการแก้ไข
  • เทปกาวแบบลอกออกง่าย หรือจะเป็นกระดาษจุดสีเล็ก ๆ แบบลอกออกง่าย ไม่ติดแน่น เพราะว่า เอาไว้มาร์กจุดที่จะให้ช่างไปแก้ไขได้นั่นเอง
  • เครื่องมือต่าง ๆ ในการใช้ตรวจพื้นที่บ้าน ตรวจความแข็งแรงทนทานของบ้าน เช่น ตลับเมตร ไขขวง ค้อน แต่อาจจะขอยืมจากโครงการได้นะครับ

จุดที่ต้องเช็ค มีอะไรบ้าง?

ภายนอก

  • บริเวณรอบ ๆ บ้าน ให้เช็คบริเวณที่จอดรถว่ามีพื้นยุบตัวหรือเปล่า กระเบื้องแตกหรือยุบหรือเปล่า 
  • รั้วและประตูรั้ว มีตรงไหนชำรุดหรือเลื่อนปกติดีไหม วัสดุทนทานหรือไม่
  • ประตู หน้าต่างภายนอก เวลาปิดสนิท แล้วให้ใช้น้ำจากสายยางฉีดจากด้านบนให้น้ำไหลลงมาเปรียบเสมือนฝน ให้ดูว่ามีจุดที่รั่วซึมหรือเปล่า
  • โครงสร้างนอกบ้านมีรอยรั้วหรือเปล่า? ให้เดินตรวจให้ละเอียด เพราะถ้ามีรอยร้าวให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่โครงการแก้ไขด่วน เพราะในอนาคตจะเกิดปัญญาน้ำซึมหรือโครงสร้างบ้านอาจจะไม่แข็งแรงก็ได้นะ 

ภายใน 

  • ผนังภายในเช่นกัน ตรวจสอบว่ามีรอยร้าวหรือไม่
  • ประตู หน้าต่าง ที่โดนฉีดน้ำแล้ว มีน้ำรั่วซึมหรือไม่
  • ฝ้าเพดาน มีการรั่วซึมของน้ำที่ทดลองฉีดมาหรือไม่ ฝ้ามีผิดรูปหรือไม่
  • กระเบื้อง ทดสอบโดยการเคาะกระเบื้องทุกแผ่น ถ้ามีกระเบื้องที่ปูนกาวไม่เต็มแผ่น เสียงจะแตกต่างจากกระเบื้องอื่น ๆ
  • บันได แข็งแรงหรือไม่ ให้เหยียบดูหลาย ๆ รอบ มีการยุบตัวหรือไม่ แต่ละขั้นมีขนาดเท่ากันหรือไม่ 

ระบบน้ำ 

  • ให้ดูการรั่วซึมของการใช้น้ำ ไม่ว่าจะเป็นในห้องน้ำ ซิงค์ล้างจาน ให้ลองใช้อะไรก็ได้อุดการไหลทิ้งของน้ำแล้วปล่อยให้น้ำขัง แล้วดูว่าน้ำรั่วซึมไปจุดไหนหรือไม่
  • การกดน้ำเสียที่ชักโครก ให้ดูการการระบายน้ำปกติหรือไม่ มีน้ำรั่วซึมหลังจากการกดชักโครกหรือไม่ 

ระบบไฟฟ้า

  • ดูการทำงานของไฟฟ้าทุกจุด ไม่ว่าจะเป็น สวิตซ์ไฟ เครื่องสับเบรกเกอร์ การเดินสายไฟ เพื่อความปลอดภัยในการอยู่อาศัย 

เป็นไงบ้างเพื่อน ๆ ไม่ยากเลยใช่ไหมครับกับการตรวจรับบ้านด้วยตัวเอง ขอแนะนำอีกอย่างหนึ่ง เพื่อที่จะให้ได้ที่บ้านที่สมบูรณ์และมีคุณภาพที่สุด ถ้าจะตรวจรับบ้าน อยากให้ชวนเพื่อนหรือแฟนไปด้วยนะ จะได้ช่วยกันดูได้ หรือใครไม่มั่นใจในการตรวจเองก็สามารถจ้างคนที่สามารถตรวจงานรับบ้านแทนเราก็ได้ แต่ก็ควรไปดูด้วยตาเราด้วยนะครับ  

แต่ก่อนตรวจรับบ้านก็ต้องมีบ้านให้ตรวจก่อน ลองมาหาบ้านก่อนได้ที่ Kaidee Property มีบ้านหลากหลายแบบให้เพื่อน ๆ ได้เลือกสรรเลย

จะกู้เงินซื้อบ้านทั้งที แบบนี้ต้องเตรียมอะไรบ้าง

จะกู้เงินซื้อบ้านทั้งที แบบนี้ต้องเตรียมอะไรบ้าง

หากคุณกำลังมีแผนที่กำลังจะกู้ซื้อบ้าน ไม่ว่าจะเป็นบ้านหลังแรก บ้านหลังที่ 2 หรือบ้านหลังที่ 3 ก็ตาม ล้วนแล้วแต่ต้องมีการกู้ซื้อแล้วผ่อน แต่ถ้าใครซื้อเงินสดก็จะไม่เกี่ยวกับการกู้ แต่ถ้าหากใครที่กำลังจะกู้ซื้อบ้าน มีหลายสิ่งหลายอย่างที่ต้องเตรียมและต้องดำเนินการให้เสร็จเรียบร้อย เพื่อที่จะได้ยื่นกู้กับธนาคารและได้อนุมัติผ่านแบบรวดเร็ว ดังนั้น บทความนี้เราขอแนะนำการเตรียมการเรื่องการกู้ซื้อบ้าน ว่าควรเตรียมอะไรบ้าง ควรดูอะไรบ้าง มีปัจจัยอย่างไรในการเลือกซื้อบ้าน มาอ่านกันเลย    

เอกสารสำคัญที่ต้องเตรียมพร้อม

เอกสารทั่วไป

  • สำเนาบัตรประชาชน สำเนาบัตรข้าราชการ สำเนาบัตรรัฐวิสาหกิจหรือสำเนาหนังสือเดินทาง (Passsport) 
  • สำเนาทะเบียนบ้าน 
  • สำเนาทะเบียนสมรส
  • สำเนาใบเปลี่ยนชื่อและนามสกุล (ถ้ามี)
  • สำเนาบัตรประชาชนคู่สมรส

เอกสารแสดงรายได้

ผู้ที่ทำงานประจำ

  • หนังสือรับรองเงินเดือน 
  • สลิปเงินเดือนย้อนหลัง 6 เดือน 
  • สมุดบัญชีเงินเดือนย้อนหลัง 6 เดือน

เจ้าของธุรกิจ

  • สำเนาทะเบียนการค้า
  • หนังสือรับรองการจดทะเบียนบริษัท
  • รายการเดินบัญชีเงินฝากย้อนหลัง 12 เดือน 
  • สำเนาบัตรประจำตัวผู้เสียภาษี 
  • หลักฐานการเสียภาษี
  • รูปถ่ายของกิจการและแผนที่ตั้งของบริษัท 

ผู้ที่ประกอบอาชีพอิสระ 

  • รายการเดินบัญชีย้อนหลัง 6 เดือน 
  • สำเนาใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ
  • หลักฐานการเสียภาษีเงินได้

เอกสารหลักประกัน

  • สำเนาโฉนดที่ดินหรือสำเนาเอกสารแสดงกรรมสิทธิ์ 
  • สำเนาซื้อขาย 
  • แผนที่แสดงทำเลที่ตั้งของที่อยู่   

ก่อนกู้เงินซื้อบ้านควรเตรียมพร้อมอย่างไร?

1. ความพร้อมเรื่องการเงิน  

ก่อนที่เราจะตัดสินใจซื้ออสังหาริมทรัพย์อย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งมูลค่าก็ไม่ใช่น้อย ๆ เราควรเช็กความสามารถในการซื้อและผ่อน นี่เป็นสิ่งสำคัญมากในการซื้อ อีกทั้งยังต้องดูว่ากำลังทรัพย์ของเราเป็นอย่างไรในขณะนั้น จะซื้อสดหรือผ่อน? ถ้าผ่อนจะผ่อนไหวไหมในอนาคต ทิศทางธุรกิจของเราจะไปในทางไหน ถ้าหากว่าในอนาคตเราไม่มีกำลังที่จะผ่อนต่อ ธนาคารต้องยึดไปแบบไม่มีข้อแม้เลยล่ะ

2. หลักฐานและเครดิตของคนกู้

หลักฐานทางด้านการเงินก็สำคัญไม่น้อยเพราะไม่ว่าจะทำธุรกรรมอะไรเกี่ยวกับการเงิน คนที่ยื่นกู้ต้องมีหลักฐานทางบัญชีธนาคาร คือ รายการเดินบัญชี (Statement) ย้อนหลังต่ำสุด 6 เดือน ซึ่งเป็นสิ่งที่เราสามารถยืนยันความน่าเชื่อถือในตัวเราได้ว่ามีวินัยในการชำระหนี้ตรงเวลานั่นเอง โดยคุณสามารถตรวจสอบได้ดังนี้

  • เครดิตบูโร ก่อนจะกู้ซื้อบ้าน ควรเช็กให้ดีว่าควรติดค้างชำระหนี้อะไรอยู่หรือไม่ ถ้าหากว่าคุณมีประวัติการชำระหนี้ไม่ตรงเวลา อาจจะมีปัญหาในการยื่นกู้ก็เป็นได้ 
  • เคลียร์สินเชื่ออื่นๆ หากใครที่กำลังจะกู้ซื้อบ้าน ซึ่งราคากู้ก็ไม่ใช่น้อย ๆ หากคุณยังมีภาระหนี้สินอื่น ๆ อยู่อีกเยอะ เช่น สินเชื่อผ่อนรถ ก็ควรเคลียร์ให้หมดก่อนนะ เพื่อที่จะกู้ผ่านได้ง่ายสุด ๆ 
  • จ่ายหนี้ตรงเวลา ใครที่มีบัตรเครดิตหรือมีสินค้าที่ต้องผ่อนกับธนาคารทั้งเมื่อก่อนหรือในตอนนี้ ถ้าหากคุณชำระหนี้ตามกำหนด ตรงเวลา ประวัติของคุณก็จะดี มีวินัยในการชำระหนี้ โอกาสที่ธนาคารอนุมัติสินเชื่อก็มีสูงขึ้น  

3. เงินงวดแรก

สำหรับการซื้ออสังหาฯ ต่าง ๆ การเตรียมเงินจ่ายงวดแรก เนื่องจากว่าจะมีค่าใช้จ่ายที่นอกเหนือจากนี้อีก คือ ค่าจอง ค่าทำสัญญาซื้อขาย ค่าส่วนกลาง (ซื้อในโครงการ) เงินดาวน์ และค่าจดจำนอง

4. ขอสินเชื่อ 

ขั้นตอนสุดท้ายของการซื้อบ้านรวมไปถึงอสังหาฯ อื่น ๆ ด้วยนั่นคือ การขอสินเชื่อนั่นเอง โดยจะต้องเลือกธนาคารที่จะยื่นกู้พร้อมกับเตรียมเอกสารสำคัญให้พร้อม อาทิ เอกสารสำคัญส่วนบุคคล เอกสารทางการเงิน เอกสารหลักประกัน เป็นต้น โดยการเลือกธนาคารในการยื่นกู้สินเชื่อนั้นควรพิจารณาให้ดี เช่น การเลือกธนาคารที่มีดอกเบี้ยต่ำสุด วงเงินกู้ของแต่ละธนาคารเป็นอย่างไร เพื่อที่จะวางแผนการใช้จ่ายทั้งตอนนี้และธนาคารให้ราบรื่นด้วยนั่นเองครับ

สิ่งที่ควรพิจารณาในการซื้อบ้าน

การซื้อบ้าน ไม่ว่าจะหลังที่เท่าไร ต้องมีการพิจารณาจากปัจจัยต่าง ๆ ในการประกอบการซื้อทุกครั้ง เพื่อให้เป็นประโยชน์และสะดวกสบายกับตัวเรามากที่สุด มาดูกันเลยว่า มีปัจจัยพื้นฐานอะไรบ้างที่ควรนำมาประกอบพิจารณาในการตัดสินใจเพื่อซื้อบ้าน

1. ทำเลที่ตั้ง 

แน่นอนว่าทำเลที่ตั้งเป็นสิ่งสำคัญที่ควรพิจารณาในการซื้อ โดยจะต้องเลือกทำเลที่สามารถจะเติบโตได้ในอนาคตและส่งผลต่อการใช้ชีวิต สามารถเดินทางได้สะดวกสบาย ที่สำคัญสิ่งอำนวยความสะดวกโดยรอบก็สำคัญไม่แพ้กันเลย โดยหลักการพิจารณาเบื้องต้นสามารถดูได้จากการเปิดของห้างสรรพสินค้า สิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ เช่น ขนส่งสาธารณะ โรงเรียน โรงพยาบาล เป็นต้น

2. การเดินทาง

การเดินทางก็เป็นสิ่งสำคัญที่เป็นแรงจูงใจที่ทุกคนนำมาเป็นปัจจัยในการตัดสินใจซื้อเช่นกัน ถ้ามีขนส่งสาธารณะที่ดีหรือมีถนนที่เชื่อมต่อไปยังสถานที่ต่าง ๆ ได้สะดวกสบาย อย่างเช่น สามารถเดินทางไปทำงานได้สะดวกหรือสามารถเดินทางเชื่อมต่อไปยังสถานที่ต่าง ๆ ได้อย่างสะดวกสบาย 

3. พื้นที่ใช้สอย 

ควรพิจารณาด้วยว่าพื้นที่ใช้สอยเพียงพอต่อการใช้งานของจำนวนสมาชิกครอบครัวหรือไม่ เพราะจะต้องแบ่งพื้นที่อยู่อาศัยการใช้งานภายในอีก อีกทั้งยังต้องพิจารณาเผื่ออนาคตด้วยว่าจะมีสมาชิกครอบครัวที่เพิ่มขึ้นไหม เช่น พ่อแม่หรือจะเป็นลูก ๆ นั่นเอง 

4. ที่จอดรถ

แน่นอนว่ารถยนต์ต้องมีพื้นที่ที่เพียงพอต่อการจอดด้วยนั่นเอง ทั้งนี้ต้องขึ้นอยู่กับจำนวนสมาชิกครอบครัวด้วยว่ามีรถยนต์กี่คัน เพราะถ้านำรถยนต์ออกมาจอดหน้าบ้านอาจจะดูไม่เหมาะสม เนื่องจากจะทำให้มีปัญหาเรื่องการจอดอยู่พื้นที่ส่วนกลางได้

5. สิ่งอำนวยความสะดวก 

สิ่งอำนวยความสะดวกภายในโครงการหมู่บ้านก็เป็นสิ่งที่ต้องดูด้วย เพราะเป็นสิ่งที่เราต้องเสียค่าส่วนกลางให้กับทางหมู่บ้าน เชื่อว่าทุกโครงการต้องมีสิ่งอำนวยความสะดวกอย่าง ฟิตเนส สระว่ายน้ำ และอื่น ๆ ที่อยู่ภายในโครงการ และสิ่งสำคัญที่ไม่แพ้สิ่งอำนวยความสะดวกภายใน คือ สิ่งอำนวยความสะดวกภายนอกนั่นเอง ถ้าหากโครงการหมู่บ้านตั้งอยู่ในทำเลที่เป็นแหล่ง Lifestyle ของคนเมือง เช่น มีขนส่งสาธารณะที่ครอบคลุม มีห้างสรรพสินค้าหรือแหล่งช้อปปิ้ง แหล่งกิน และสถานที่ต่าง ๆ ก็สามารถดึงดูดผู้ซื้อได้มากเลยล่ะ

6. ระบบรักษาความปลอดภัย 

โครงการที่ดีควรมีระบบรักษาความปลอดภัยที่ดี เช่น การเข้า-ออกโครงการด้วย Key Card มีกล้องวงจรปิดทุกที่ มีระบบรักษาความปลอดภัย 24 ชม. เป็นต้น จึงจะทำให้คนซื้อรู้สึกสบายใจและรู้สึกปลอดภัยในการอยู่อาศัยนั่นเอง 

สรุปท้ายบทความ 

การซื้อบ้านหนึ่งหลังนั้น มีวิธีการดำเนินการที่หลายขั้นตอนมาก ๆ ดังนั้นเราจึงควรศึกษาวิธีการเตรียมตัวซื้อบ้านให้เข้าใจ จะได้ไม่มีอะไรตกหล่นทีหลัง ที่สำคัญการยื่นกู้บ้าน การเตรียมเอกสารสำคัญ การเคลียร์ภาระส่วนตัว การมีวินัยในการชำระหนี้ การใช้เงินอย่างเป็นระบบ จะส่งผลต่อการกู้ซื้อบ้านในอนาคตของเราด้วยนะครับ 

ใครที่กำลังมองหาบ้านหลังแรกหรือบ้านหลังที่ 2 อยู่ ไม่ว่าจะซื้อเพื่ออยู่อาศัยหรือซื้อเพื่อลงทุน ทาง Kaidee Property เรามีบ้านให้เพื่อน ๆ ได้เลือกอย่างหลากหลาย เข้ามาชมก่อนได้นะ