Jan 11, 2021 | ข่าวสาร และกิจกรรม
“มีแต่งานเต็มไปหมดเลย แต่ไม่รู้จะเริ่มทำชิ้นไหนก่อนดี อยากให้ 1 วันมีสัก 28 ชั่วโมงได้ไหมเนี่ย”
ขึ้นชื่อว่าการทำงาน ก็ย่อมเต็มไปด้วยปริมาณ และความท้าทาย ไหนจะเป็นงานที่ต้องส่งภายในสัปดาห์นั้น หรืองานด่วนที่เจ้านายต้องการก่อนเย็นวันเดียวกัน ซึ่งบ่อยครั้ง ภาระงานเหล่านี้ถาโถมเข้ามาหาเราภายในคราวเดียว จนเราไม่อาจทันตั้งตัว และทำให้เราไม่สามารถทำงานให้เสร็จสิ้นได้
ยิ่งเมื่อไม่มีอะไรเสร็จอย่างเป็นชิ้นเป็นอันแบบนี้ คุณอาจหันมาโทษตัวคุณเอง ว่าเป็นต้นเหตุของงานที่คั่งค้างทั้งหลาย กลายเป็นผลร้ายต่อทั้งสุขภาพกายและสุขภาพจิตอย่างที่ไม่ควรจะเป็น หากไม่มีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการทำงาน วงจรอุบาทว์นี้ก็จะวนกลับมาหลอกหลอนคุณอยู่เรื่อยๆ ในทุกครั้งที่คุณจัดการตนเองไม่ได้
ลองหันมาวางแผนการทำงานไหม
ปัญหาที่กล่าวมาทั้งหมด ถ้าจะให้พูด ก็เปรียบเสมือนปัญหาของเส้นผมไม่กี่เส้นที่บังภูเขาจนมิด แต่เราสามารถแก้ไขปัญหานี้ได้ ด้วยสมุดหนาพอดี 1 เล่ม หรือหน้าจอขนาดเท่าฝามือ 1 จอ ทางแก้ที่ว่านี้ มาในชื่อของสิ่งที่เรียกว่า “แพลนเนอร์” หรือบันทึกการวางแผน
เราจะลองมาสำรวจประโยชน์ทั้งหมดของแพลนเนอร์ เพื่อที่คุณผู้อ่านจะสามารถนำไปปรับใช้ในการวางแผนการทำงานในปีที่จะถึงนี้ ถ้าพร้อมแล้ว เรามาดูกันเลยครับ
แพลนเนอร์ช่วยเรียงความสำคัญของงาน
หลายต่อหลายครั้ง ที่เราต้องเผชิญหน้ากับงานหลายชิ้นพร้อมๆ กัน อาจทำให้เราหลงลืมรายละเอียด หรือแม้แต่เวลากำหนดส่งงานบางชิ้นไปโดยไม่ตั้งใจ ซึ่งถือเป็นหายนะอย่างมาก หากมองในมุมของเจ้านายหรือผู้สั่งงาน ที่ต้องการงานคุณภาพดีภายในเวลาที่กำหนด
การบันทึกสิ่งที่ต้องทำลงในแพลนเนอร์ช่วยให้เรามองเห็นงานทั้งหมดเป็นภาพรวม และช่วยให้เห็นวันกำหนดส่งงานได้ชัดเจน ทำให้เราแยกแยะได้ว่า ควรทำงานไหนก่อน และงานไหนสามารถเก็บไว้ทำทีหลังได้ โดยดูจากความสำคัญและความด่วนของงานแต่ละชิ้น
จะเป็นแพลนเนอร์บนหน้ากระดาษหรือโทรศัพท์มือถือก็ได้ทั้งนั้น
กำหนดเป้าหมายในชีวิตของเราได้
หน้ากระดาษบนสมุดแพลนเนอร์ไม่ได้มีเอาไว้เพื่อจดสิ่งที่ต้องทำในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งเพียงเท่านั้น แต่เราสามารถวางแผนระยะยาวหรือเป้าหมายชีวิต (Lifetime goal) ของเรา ผ่านการเขียนขั้นตอน หรือวิธีการโดยละเอียดเพื่อไปสู่เป้าหมายดังกล่าวได้อีกด้วย
หากเป้าหมายของเราคือการเป็นเจ้าของบ้านก่อนอายุ 30 สิ่งที่เราเขียนลงไปในแพลนเนอร์อาจเป็นขั้นตอน หรือรายละเอียดสิ่งที่ต้องทำ เพื่อนำเราไปสู่การมีบ้านเป็นของตัวเองเช่นแผนการออมเงิน แผนการใช้จ่าย กองทุนที่น่าสนใจ หรือแม้แต่การวางแผนทำอาชีพเสริม ทั้งหมดนี้เพื่อขยับเข้าใกล้ความฝันของเรา
แพลนเนอร์ยังช่วยในการวางแผนเป้าหมายของเรา เพราะเราสามารถย้อนกลับมาเปิดดูสิ่งที่เราได้ทำไป เพื่อทบทวนหรือปรับเปลี่ยนแนวทางการเดินไปหาเป้าหมายของเราในอนาคต
แพลนเนอร์เป็นเครื่องสร้างเวลาของเรา
“ไม่ค่อยมีเวลาเลยช่วงนี้ ทำแต่งาน” เคยบอกใครต่อใครแบบนี้ไหมครับ แต่มันเป็นอย่างนั้นจริงหรือเปล่า เรามักคิดว่า เราไม่มีเวลาเหลือแล้วใน 1 วัน แต่ที่จริงแล้ว เราอาจกำลังวางแผนการ “ใช้เวลา” ของเราไม่ดีพอต่างหาก
แพลนเนอร์จะเป็นเสมือนโดรนที่ฉายภาพมุมสูงให้เราเห็น ว่าเรามีงานที่ต้องทำหรือต้องรับผิดชอบในเวลาใดบ้าง งานไหนที่ต้องทำให้เสร็จภายในวันนี้ สัปดาห์นี้ หรืองานไหนที่ไม่ได้รีบเร่งและสามารถเลื่อนออกไปก่อนได้
การมองเห็นงานในลักษณะนี้ นอกจากช่วยให้เราจัดสรรเวลาสำหรับการทำงานได้ดีขึ้นแล้ว ยังช่วยให้เรามองเห็นเวลาที่เหลือ เวลาที่เราสามารถนำไปทำอะไรต่อมิอะไรได้มากมาย ทั้งงานอดิเรกที่เรารับปากตัวเองว่าจะทำ งานสังสรรค์พบปะเพื่อนฝูงที่เราอยากไป หรือแม้กระทั่งการเปลี่ยนเวลาเหล่านั้นให้กลายเป็นเวลาพักผ่อนที่เราถวิลหามาเนิ่นนาน
ช่วยลดความเครียดจากการทำงาน
ความเครียดจากการทำงานเกิดจากหลายสาเหตุ แต่หนึ่งในนั้นคือการที่เราไม่สามารถจัดการงานของเราได้ตามที่เราคาดหวัง เพราะด้วยปริมาณงานที่มากเกินไป และเดดไลน์ที่กำลังคืบคลานเข้ามาหาเราเรื่อยๆ หากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไป ความเครียดจะกัดกินจนอาจทำให้เราหมดไฟในการทำงานได้
ความกังวลและความเครียดเหล่านี้ มาจากการที่เราไม่สามารถควบคุมการทำงานของเราได้ ไม่รู้ว่าต้องทำงานชิ้นไหนก่อน หรืองานชิ้นไหนควรเสร็จสิ้นแล้ว ซึ่งแพลนเนอร์จะช่วยให้เราควบคุมการทำงานตรงนี้ของเราได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และทำให้ความเครียดที่เป็นผลพวงมาจากการทำงานลดน้อยลงไปด้วย
ประสิทธิภาพในการทำงานของเราที่เพิ่มขึ้น
งานวิจัยชิ้นหนึ่งระบุว่า การทำงานพร้อมกันหลายอย่าง (Multitasking) ทำลายประสิทธิภาพการทำงานของเรามากถึง 64 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งหากเป็นเครื่องจักรตามโรงงาน ก็คงจะถูกโละทิ้งไปเรียบร้อยแล้ว
ในทางกลับกัน การใช้แพลนเนอร์ช่วยให้เราเรียงลำดับความสำคัญของงานได้ และรู้ว่าควรทำงานชิ้นใดก่อน ทำให้เราไม่ต้องทำหลายงานพร้อมกัน หรือทำสลับกันไปมา เพราะเราสามารถแบ่งสรรปันส่วนปริมาณงานที่เรามีได้อย่างลงตัว ทำให้เราทำงานเสร็จเร็วขึ้น และมีประสิทธิภาพมากขึ้น
แพลนเนอร์ช่วยส่งเสริมระบบความจำของเรา
“ถ้าอยากทำข้อสอบได้ ให้ทำเหมือนกับเราพยายามจะเอาโพยเข้าห้องสอบ คือเขียนทุกอย่างที่อยากจำได้ลงในกระดาษแผ่นเล็ก เขียนเสร็จเมื่อไร เราจะจำข้อมูลในนั้นได้เกือบทั้งหมดแน่นอน”
ก่อนอื่นเลย น้องๆ นักเรียนนักศึกษาที่เข้ามาอ่านบทความนี้ครับ การเอาโพยเข้าห้องข้อสอบเป็นสิ่งไม่ดีอย่างยิ่งนะครับ
ประเด็นคือ ทำไมเราถึงจำสิ่งที่เราจดได้แม่นยำกว่าการที่เราพยายามจำเฉยๆ มันเป็นไปได้อย่างไรกันนะ
เป็นไปได้ครับ การเขียนช่วยให้สมองทำงานหนักกว่าการท่องจำธรรมดา อีกทั้งยังต้องใช้สมองหลายส่วนในการเขียน ทำให้สมองมีการสั่งการที่ละเอียดกว่า จึงทำให้เราจดจำสิ่งที่เขียนได้มากขึ้น การเขียนแพลนเนอร์จึงเป็นเหมือนการย้ำเตือนให้เราจดจำสิ่งสำคัญที่เราต้องทำอีกทางหนึ่งนั่นเอง
เสมือนเพื่อนร่วมเดินทางในชีวิตของเรา
เพราะเราบันทึกแทบทุกอย่างลงในแพลนเนอร์ ทั้งชีวิตการทำงาน งานอดิเรก หรือเวลาส่วนตัว แพลนเนอร์จึงเปรียบเสมือนกล่องสมบัติที่เก็บความทรงจำของเราเอาไว้ เป็นที่ๆ เราสามารถทบทวน พิจารณาและเก็บบทเรียนในอดีตไปเป็นแรงผลักดันในอนาคตได้
หากเราบันทึกเป้าหมายชีวิตลงไป แพลนเนอร์จะเป็นเสมือนเพื่อนบอกทาง ทั้งเส้นทางที่เราเดินผ่านมา และหนทางที่เรายังต้องเดินต่อไป อีกทั้งยังค่อยเตือนเราถึงข้อผิดพลาดที่เราทำลงไป เป็นเหมือนการพยุงเราให้ยังอยู่ในเส้นทาง โดยมีแพลนเนอร์เป็นเหมือนป้ายบอกทางนั่นเอง
ก้าวแรกของนิสัยที่ดี ที่สร้างได้ด้วยตัวเอง
การหมั่นบันทึกเป้าหมายและสิ่งที่ต้องทำเป็นประจำจะช่วยสร้างทัศนคติใหม่ของการทำงานให้กับเรา ทำให้เราแยกแยะความสำคัญ ความเร่งด่วน รวมถึงเวลาส่วนตัวและเวลาทำงานได้ดีขึ้น
อีกทั้งการใช้แพลนเนอร์กับเรื่องชีวิตประจำวันจะช่วยให้เราเข้าใจรูปแบบชีวิตของตัวเอง และทำให้รู้วิธีปรับเปลี่ยนพฤติกรรม หรือลักษณะการใช้ชีวิตของเรา เพื่อนำไปสู่คุณภาพชีวิตที่ดีกว่าเดิม
การได้กาทับแพลนเนอร์เป็นความสู่ขิต
ข้อนี้ไม่ต้องอธิบายให้มากความ หลายคนย่อมเข้าใจความรู้สึกของการใช้ปากกาขีดทับงานที่เราทำเสร็จแล้ว เป็นความรู้สึกที่น่าพอใจอย่างบอกไม่ถูกเลยใช่ไหมล่ะครับ และหากเราทำอย่างนี้ได้ในวันนั้น เราก็ย่อมอยากทำมันอีกครั้ง ในวันต่อๆ ไป
งานเสร็จแล้ว ก็ไปเที่ยวต่อได้!
ชีวิตเปลี่ยนไป ด้วยกระดาษไม่กี่แผ่น
การจัดการที่ดีจะเสริมสร้างประสิทธิภาพในการทำงานและเวลาส่วนตัวที่มีคุณภาพของเรา เพราะหากเราจัดการงานต่างๆ ได้ เราจะมีเวลาและโอกาสในการทำกิจกรรมอื่นๆ มากขึ้น เป็นเสมือนภูมิคุ้มกันสภาวะหมดไฟในการทำงาน
เราไม่จำเป็นต้องทำงาน 3 งานพร้อมกัน เป็นผู้บริหารบริษัทดัง หรือแม้กระทั่งเป็นคนที่อยู่ในวัยทำงาน ทุกคนสามารถใช้แพลนเนอร์เพื่อจัดสรรเวลาของตัวเองได้ และเชื่อเถอะว่า เราจะได้ประโยชน์จากการวางแผนและจัดการชีวิตอย่างแน่นอน เหมือนที่นักเขียนชาวอเมริกันอย่าง เดล คาร์เนกี้เคยกล่าวไว้ว่า
“จงเสียเวลา 1 ชั่วโมงเพื่อวางแผน ดีกว่าเสีย 10 ชั่วโมงกับการลงมือทำอย่างไร้ทิศทาง”
หากคุณกำลังมองหาแพลนเนอร์ดีๆ สัก 1 เล่มสำหรับปีที่จะถึงนี้ ขอให้ Kaidee Marketplace ช่วยคุณวางแผนและจัดการเรื่องนี้เอง ลองแวะเข้ามาดูแพลนเนอร์ที่วางขายบนเว็บไซต์ของเราดู รับรองว่ามีมากมายจนคุณเลือกไม่ถูก จนไม่รู้จะซื้อเล่มไหนเลยครับ
Jan 5, 2021 | ข่าวสาร และกิจกรรม
ชีวิตวัยทำงานมักเป็นช่วงเวลาของรถไฟเหาะอย่างแท้จริง บ่อยครั้งที่เราตื่นเต้นไปกับความท้าทายของงาน แต่บางครั้งก็เผชิญกับความทุกข์ที่ชวนคลื่นเหียน เรื่องดังกล่าวเป็นสิ่งที่มนุษย์วัยทำงานทุกคนต้องพบเจออย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้อยู่แล้ว
แต่หากคุณกำลังอยู่ในช่วงรถไฟเหาะขาลง ที่นอกจากจะชวนอาเจียนแล้ว ยังทำให้คุณหมดเรี่ยวแรงในการทำงาน คุณจำเป็นต้องหาต้นตอของสาเหตุดังกล่าวโดยด่วน เพราะหากคุณไม่ทำเช่นนั้น รู้ตัวอีกที คุณอาจผลักตัวเองเข้าสู่วังวนแห่งสภาวะหมดไฟในการทำงานโดยที่คุณไม่รู้ตัวก็เป็นได้
ซึ่งหากคุณเป็นหนึ่งในคนที่สงสัยว่า ตัวเองกำลังดำดิ่งกับสภาวะหมดไฟในการทำงานอยู่ ผมอยากให้คุณลองใช้บทความนี้เป็นเครื่องมือสำรวจตัวเองอย่างถี่ถ้วน เพื่อที่คุณจะได้เข้าใจสิ่งที่คุณกำลังเผชิญมากขึ้นและหาวิธีแก้ได้อย่างทันท่วงที ผมเชื่อเหลือเกินว่าคุณจะได้รับมุมมอง รวมถึงทางออกที่เป็นประโยชน์ ไม่มากก็น้อยอย่างแน่นอน
สภาวะหมดไฟในการทำงานคืออะไร
สภาวะหมดไฟในการทำงาน (Burnout Syndrome) เป็นอาการที่ก่อให้เกิดความอ่อนล้าทั้งทางกายและจิตใจ อันส่งผลมาจากความเครียดเรื้อรังที่สั่งสมจากการทำงานมาเป็นเวลานาน ซึ่งหากปล่อยไว้โดยไม่รับการบำบัดหรือเยียวยา อาจนำไปสู่เส้นทางอันตรายของการเป็นโรคซึมเศร้าได้
ผู้ที่เผชิญกับสภาวะดังกล่าวอาจไม่รู้สึกอยากมาทำงาน หมดเรี่ยวแรงหรือไม่มีกระจิตกระใจจะทำอะไร รู้สึกหนืดเนือยเหมือนคนที่ต้องย่ำเท้าผ่านโคลน เบื่อหน่ายกับการต้องทำงาน มองงานที่ตัวเองทำในแง่ลบ แม้จะเป็นงานที่ตัวเองเคยรักขนาดไหนก็ตาม และอาจลามไปสู่การมองเพื่อนร่วมงาน ลูกน้องหรือเจ้านายในแง่ลบด้วยเช่นกัน บางรายอาจรู้สึกว่างเปล่าขึ้นมาโดยไร้สาเหตุ หรือบางรายอาจมีอารมณ์หุนหันพลันแล่นตลอดเวลาเมื่ออยู่ที่ทำงาน ทั้งหมดที่กล่าวมาส่งผลเสียอย่างร้ายแรงต่อประสิทธิภาพการทำงานทั้งสิ้น
สาเหตุของสภาะวะหมดไฟในการทำงานมีทั้งทำงานหนักเกิน หรือทำงานที่ไม่มีความท้าทาย ไม่มีคุณค่าต่อตัวเราเองและผู้อื่นมากพอ ทั้งความรู้สึกไม่เป็นที่ต้องการของคนในแผนกหรือบริษัท หรือทำงานไปแล้ว บริษัทหรือเพื่อนร่วมงานไม่เห็นค่า ไม่ให้ความสำคัญ แม้กระทั่งปัญหากับเพื่อนร่วมงานก็เป็นบ่อเกิดของสภาวะดังกล่าวเช่นกัน
หากคุณมีอาการเข้าข่ายดังกล่าว ก็ไม่ต้องวิตกไป ไม่ใช่ความผิดปกติและไม่ใช่อะไรที่คุณต้องรู้สึกผิดแม้แต่นิดเดียว งานวิจัยในอเมริการะบุว่า พนักงานบริษัทส่วนใหญ่กว่า 80 เปอร์เซ็นต์เผชิญกับความเครียดจากการทำงานแทบทั้งสิ้น โดยมีมากถึง 40 เปอร์เซ็นต์ที่เรียกได้ว่า เข้าขั้นหมดอาลัยตายอยากเลยทีเดียว
แล้วจะแก้ไขเรื่องนี้ได้อย่างไร
อย่างที่กล่าวไป หากปล่อยสภาวะหมดไฟในการทำงานไปโดยไม่มีการเยียวยา บำบัดหรือแม้แต่ยอมรับว่าตัวเองกำลังเผชิญกับสภาวะนี้อยู่ ก็อาจทำให้อาการเล็กน้อยลุกลามกลายเป็นโรคซึมเศร้าได้ สิ่งที่คุณควรคำนึงถึงจึงเป็นทางแก้เบื้องต้นที่ถูกต้องและสามารถเริ่มได้จากตัวเอง
การพักผ่อนให้เพียงพอเป็นการรักษาที่ดี
เริ่มต้นวันใหม่กับการทำสิ่งใหม่
เมื่อตกอยู่ในสภาวะหมดไฟในการทำงาน หรือสภาวะที่เต็มไปด้วยความเครียด เรามักหลงลืมความจำเป็นในการดูแลสุขภาพของเราไปด้วย ซึ่งก่อให้เกิดนิสัยที่ไม่ดีตามมา อาทิ การรับประทานของไม่มีประโยชน์ นอนน้อยเพราะนอนไม่หลับ หรือนอนขลุกอยู่กับบ้านโดยไม่ทำอะไร ซึ่งลักษณะนิสัยเช่นนี้ยิ่งส่งผลต่อความเครียดของเรามากขึ้นไปอีก และจะกลายเป็นวงจรอุบาทว์แบบไม่จบไม่สิ้น
ลองลุกขึ้นมาปรับเปลี่ยนแผนการใช้ชีวิตของตัวเองดูสักครั้ง เริ่มจากการพักผ่อนให้เพียงพอ รับประทานที่มีประโยชน์และในปริมาณที่พอเหมาะ และเพิ่มการออกกำลังกายลงในตารางชีวิตประจำวัน แม้ฟังดูเป็นเรื่องยาก แต่นิสัยเหล่านี้ให้ผลดีกับเราในระยะยาว มากกว่าการดื่มแอลกอฮอล์ หรือทานของหวานเพื่อลดความเครียด
หน้าจอโทรศัพท์และคอมพิวเตอร์ก็เป็นหนึ่งสาเหตุของความเครียดดังกล่าวได้เช่นกัน แสงจากหน้าจอทำให้เรานอนหลับยากขึ้น และทำให้อ่อนเพลียในเช้าวันถัดมา รวมถึงยังก่อให้เกิดอาการปวดตา ลามไปสู่อาการปวดหัวเเละเมื่อยล้า หากเป็นไปได้ ควรลดเวลาการอยู่บนหน้าจอในแต่ละวัน
ปรับเปลี่ยนวิธีการทำงานให้ดีขึ้น
มีบ่อยครั้งที่การทำงานมีสาเหตุมาจากลักษณะการทำงานที่ไม่ตรงตามวิสัยของเรา หรือเพิ่มภาระให้กับเราโดยใช่เหตุ และหากเราต้องฝืนทนอยู่ในสภาพแวดล้อมเช่นนั้นต่อไป ก็อาจนำมาซึ่งสภาวะหมดไฟในการทำงานได้ในที่สุด ทางที่ดีคือ ลองใช้เวลาสำรวจการทำงานที่อาจก่อให้เกิดความเครียด หรือความไม่ลงตัว และหาวิธีแก้ไขหรือขอความช่วยเหลือจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง
หากคุณเป็นพนักงานภายใต้การนำของหัวหน้า และพบว่ามีงานนับร้อยที่คุณต้องรับผิดชอบจนทำให้ท้อใจกับการทำงาน ลองรวบรวมความกล้าและเดินเข้าไปเปิดอกพูดคุยกับหัวหน้างาน เพื่อให้เขารับทราบถึงปัญหาที่กำลังเกิด และหาทางออกที่ดีร่วมกัน เช่นเลื่อนวันส่งงานให้เหมาะสม หรือช่วยจัดสรรภาระงานของคุณให้กับเพื่อนร่วมงานคนอื่น เพื่อที่คุณจะได้ไม่ต้องรับผิดชอบเพียงคนเดียว
และหากคุณเป็นหัวหน้าหรือผู้จัดการที่ต้องรับผิดชอบงานมากเกินไป ลองไว้ใจลูกทีมของคุณ และกล้าที่จะแบ่งสรรงานเหล่านั้นออกไปให้มากขึ้น รวมถึงหาวิธีการทำงานรูปแบบใหม่ที่จะช่วยเสริมประสิทธิภาพการทำงานของคนในทีมได้
สิ่งสำคัญคือ คุณจำเป็นที่จะต้องซื่อสัตย์กับเพื่อนร่วมทีมและกับตัวเองให้มากที่สุด หากเป็นปัญหาที่ต้องใช้มากกว่าตัวคุณเองในการแก้ไข ก็อย่ารีรอที่จะขอความช่วยเหลือนั้น
จงใช้เวลาหลังเลิกงานของคุณให้เป็นประโยชน์
เป็นความจริงที่ว่า มนุษย์เราไม่ได้เกิดมาเพื่อทำงานเพียงอย่างเดียว การใช้ชีวิตก็เป็นสิ่งสำคัญไม่แพ้กัน และบ่อยครั้งยังเป็นเสมือนยาบรรเทาความเหนื่อยหน่ายจากการทำงานอีกด้วย
การหันมาหยิบจับงานอดิเรกที่อยากทำมานาน หรือไม่ได้ทำมาเป็นเวลานานแล้วอย่างเช่นการวาดรูป เขียนบล๊อก เล่นดนตรีหรือปลูกต้นไม้ ล้วนเเต่เป็นเรื่องที่ดีที่จะช่วยรักษาสภาวะหมดไฟในการทำงานได้ เพราะคุณได้กลับมาทำในสิ่งที่ตัวเองรักและเห็นคุณค่าอย่างแท้จริง
นอกจากนี้ การได้ลองออกไปเปิดประสบการณ์ใหม่ๆ ให้ตัวเองก็ดูเป็นอะไรที่น่าตื่นเต้นไม่น้อย คุณอาจใช้เวลาหลังเลิกงานในการพบปะสังสรรค์กับเพื่อนฝูง ร้องคาราโอเกะ ชวนกันไปดูหนัง หรือแม้แต่มื้อเย็นธรรมดาๆ กับพวกเขา ไม่ว่าอะไรก็ตาม ขอแค่เป็นสิ่งมี่คุณอยากทำจริงๆ ก็พอ
หาสิ่งที่ตัวเองชอบและเริ่มต้นทำมัน
ฉันว่าเรา “หยุด” ก่อนดีไหม
มีอะไรหลายอย่างบนโลกใบนี้ที่ต่อให้พยายามสักเท่าไร เราก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงสิ่งเหล่านั้นได้ ซึ่งทางเดียวที่เหลือให้ทำ อาจเป็นการหยุดและเดินถอยหลังออกมาจากจุดนั้น
เช่นเดียวกับการทำงานที่ทำให้เกิดสภาวะหมดไฟในการทำงาน ที่เราอาจต้องถอยออกมา หากทำทุกอย่างแล้ว แต่ยังไม่สามารถแก้ไขอะไรได้ ลองใช้วันลาพักร้อนที่เรามีเพื่อหยุดพักและออกไปผ่อนคลาย ใช้เวลากับครอบครัวให้มากขึ้น หรือทำกิจกรรมที่คุณชอบและอยากทำมาตั้งนาน นอกจากจะเป็นการชาร์จแบตให้กับตัวเองแล้ว ยังเป็นการเปิดพื้นที่ให้คุณทบทวนตัวเอง และทางแก้ที่คุณควรกระทำอีกด้วย
(คำเตือน: โปรดใช้วิจารณญาณในการตัดสินใจให้มากกับเรื่องต่อไปนี้) หากสิ่งที่กล่าวมาไม่สามารถเยียวยาจิตใจของคุณได้ สุขภาพจิตยังย่ำแย่ และคุณยังเหนื่อยหน่ายกับการทำงาน บางทีการเดินออกมาอย่างถาวร (ลาออกจากงาน) อาจเป็นทางออกที่ดีที่สุด เพราะเป็นไปได้ว่า ปัญหาที่เกิดขึ้น มาจากสภาพแวดล้อมที่ทำงาน เพื่อนร่วมงาน ซึ่งไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยตัวคุณเอง การถอยออกมาเพื่อเริ่มต้นใหม่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของสิ่งที่ดีกว่าเดิมก็เป็นได้
สภาวะนี้รักษาได้ แต่ต้องเข้าใจตัวเอง
ไม่ใช่เรื่องยากที่เราจะเยียวยาสภาวะหมดไฟในการทำงานที่เกิดขึ้นกับเรา แต่สิ่งที่เป็นเรื่องท้าทายไม่น้อยในเวลาเดียวกัน คือความเข้าใจในตัวเอง เข้าใจว่าเรากำลังเผชิญกับอะไร และเราจะต้องแก้ไขสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างไร ความเข้าใจนี้เองที่จะนำมาซึ่งทางแก้ที่ถูกต้อง
อีกทั้งหากเราจำเป็นที่จะต้องขอความช่วยเหลือจากผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็นคำปรึกษาจากเพื่อนที่ไว้ใจ จากครอบครัว หรือความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญ ก็อย่ารีรอที่จะทำเช่นนั้นนะครับ
The Good Life ขอเป็นอีกหนึ่งกำลังใจที่จะทำให้คุณก้าวผ่านสภาวะหมดไฟในการทำงานครั้งนี้ไปได้ แล้วพบกันใหม่กับบทความชิ้นต่อๆ ไปของผมใน The Good Life นะครับ