5 ฟิล์มเอาใจแฟน ถ่ายรูปรับวาเลนไทน์ ต้องหาลอง!!

5 ฟิล์มเอาใจแฟน ถ่ายรูปรับวาเลนไทน์ ต้องหาลอง!!

เดือนแห่งความรักทั้งที ก็อยากจะงุ้งงิ้งกับแฟนป่ะ??😍 หนุ่ม ๆ สาว ๆ คนไหนที่กำลังคิดว่าจะพาแฟนสุดที่รักไปเดทอยู่แล้วล่ะก็ มินขอแนะนำเลย ให้ลองชวนกันออกไปถ่ายรูปสร้างความทรงจำด้วยกันดีกว่า ได้ฟิลน่ารักไปอีกแบบหนึ่ง

ใครที่เป็นสายถ่ายรูปฟิล์มมาทางนี้เลยจ้า มินจะมาแนะนำให้ว่าฟิล์มไหนเด็ด ฟิล์มไหนโดน ที่เหมาะกับการเอามาถ่ายรูปแฟน (ถึงแม้ว่าตัวมินเองนั้นจะไม่มีแฟนก็ตาม มุแงงงงง🤣) แต่ในฐานะที่เป็นหนึ่งคนที่บ้ากล้องฟิล์มอย่างหนัก ก็พอจะแนะนำอะไรดี ๆ ให้ได้อยู่บ้าง

มารู้กันก่อนดีกว่า ว่าฟิล์มมีกี่ชนิด

ต้องขอบอกก่อนว่าประเภทของฟิล์มเนี่ยแยกได้จาก 2 กรณี หนึ่งเลยคือแยกด้วยชนิดของฟิล์ม และอีกอย่างคือแยกด้วยขนาดของม้วนฟิล์ม แล้วมาดูกันว่าแต่ละอย่างมันจะแตกต่างกันอย่างไร

แยกด้วยชนิดของเนื้อฟิล์ม

ในกรณีนี้ก็จะสามารถแยกออกได้เป็น 2 ชนิด ที่แยกย่อยลงไปอีก

  • Negative Film

คงเคยเห็นกันมาอยู่บ้าง ที่เวลาเอาฟิล์มไปล้างที่ร้านฟิล์ม และเมื่อเอาม้วนฟิล์มกลับมาส่องดูด้วยแสงกลับเห็นว่า อ้าว!! ทำไมสีมันตรงกันข้ามกับสีจริงของรูปได้ล่ะ นี่แหละคือชนิดของ Negative Film ที่จะต้องไปผ่านกระบวนการสแกนเพื่อปรับให้สีกลับมาเป็นสีจริง

  • Slide Film

ส่วนในทางกลับกันฟิล์มแบบ Slide เมื่อล้างออกมาแล้ว จะให้สิ่งที่ตรงกันข้ามกับ Negative Film เพราะจะได้สีที่ตรงออกมาเลยในม้วนฟิล์มที่ได้มา และสีที่ได้จะตรงมากกว่า แต่จะไม่ค่อยได้รับความนิยมมากนักในปัจจุบันเนื่องจากมีน้อยร้านนักที่รับล้างฟิล์มประเภทนี้

แยกด้วยขนาดของฟิล์ม

เช่นเดียวกันกับขนาดของฟิล์ม ก็มีให้แยกด้วยกันถึง 2 ขนาดด้วยกัน

  • ขนาด 35 mm.

เป็นฟิล์มขนาดเล็กที่สุด ซึ่งจะมีขนาด 36×24 mm. รูปที่ได้จะเป็นสี่เหลี่ยนผืนผ้าแบบ 3:2 หรือ Full Frame นั่นเอง โดยปกติแล้วหนึ่งม้วนนั้นจะสามารถ่ายได้สูงสุดถึง 36 รูปเลยทีเดียว (แต่ถ้าเป็นกล้อง Half Frame จะถ่ายได้ถึง 72 รูป)

  • ขนาด 120 mm.

เป็นฟิล์มที่ขนาดใหญ่ขึ้นมากจาก 35 mm. ซึ่งจะเป็นขนาด 56×56 mm. ดังนั้นรูปที่ได้จะออกมาเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัส แถมยังให้ภาพที่มีมิติ ชัดตื้น ชัดลึก ซึ่งจะมีมากกว่าฟิล์มชนิดอื่น ๆ แต่ก็ต้องแลกมาด้วยราคาที่สูง เพราะหนึ่งม้วนสามารถถ่ายได้เพียง 12 รูปเท่านั้น

TIPS : เลือกใช้ขนาดฟิล์มให้ตรงกับชนิดของกล้องด้วยล่ะ!!

❤️5 ฟิล์มหวานกรุบช่วงแห่งความรัก❤️

มาถึงแล้วกับช่วงเวลาที่ลอยคอ แฮ่!! รอคอย แฮ่!! ถูกแล้ว กับ 5 ฟิล์มที่โทนดี สีโดนใจ ที่น่าหามาลองถ่ายคุณแฟนในช่วงนี้อย่างมาก เติมความหวานให้ทั้งคุณและหัวใจของคุณให้เต็มอิ่มในเดือนแห่งความรักนี้

Fuji Pro 400H

เปิดประเดิมที่ตัวแรกเลย กับฟิล์มจากค่าย Fuji นั่นคือซีรี่ย์ Pro 400H ที่เริ่มด้วยตัวนี้เพราะว่า หากใครเป็นคนที่ชอบเล่นกล้องอย่าง DSLR หรือ Mirrorless มาลองถ่ายด้วยฟิล์มตัวนี้ จะรู้สึกไม่ค่อยแตกต่างเท่าไรในเรื่องของความคมชัด เพราะเป็นฟิล์มระดับ Professional ภาพได้มานั้นจะมีโทนสีที่เรียกได้ว่าแทบจะตรงกับที่สายตาเห็นเลยทีเดียว (สวยมากจริง ๆ) รวมไปถึง Grain ของภาพที่ละเอียด ทำให้เก็บรายละเอียดของภาพได้ดี ดีจนแฟนต้องร้องว้าว!! นี่ถ่ายมาจากกล้องฟิล์มจริง ๆ เหรอเนี่ย

  • โทนสี : อมส้ม ๆ น้ำตาล ๆ เล็กน้อย โทนสีตรง
  • เหมาะกับการถ่าย : Portrait / Landscape / Advertising
  • ขนาดที่มีวางจำหน่าย : 135 mm. / 120 mm.
  • ISO ที่มีวางจำหน่าย : 400
  • ราคาโดยประมาณ : 395 – 590 บาท (ปัจจุบันเลิกผลิตไปแล้ว)

ตัวอย่างภาพ👇

Kodak Portra

อีกหนึ่งฟิล์มที่เป็นฟิล์ม Professional จากทางค่าย Kodak ให้ความละมุนอบอุ่นหัวใจเป็นอย่างมาก และได้รับความนิยมสูงในหมู่ช่างภาพ ด้วยความที่ฟิล์มตัวนี้มีค่าความไวแสงให้เลือกใช้ค่อนข้างเยอะ สามารถนำไปถ่ายได้ในทุก ๆ สถานการณ์ และด้วยโทนที่เป็นเอกลักษณ์อย่างมากของ Kodak ที่จะอมส้ม ทำให้ Skin Tone นั้นมีความอิ่มและโทนผิวที่โดดเด่นกว่าฟิล์มตัวอื่น ๆ แถม Grain น้อยทำให้ภาพมีความละเอียดสูง

  • โทนสี : น้ำตาลนวล ๆ
  • เหมาะกับการถ่าย : Portrait
  • ขนาดที่มีวางจำหน่าย : 135 mm. / 120 mm.
  • ISO ที่มีวางจำหน่าย : 160 / 400 / 800
  • ราคาโดยประมาณ : 450 – 1,800 บาท (ขึ้นอยู่กับค่า ISO ยิ่งสูงยิ่งแพง)

ตัวอย่างภาพ👇

AGFA Vista

เป็นหนึ่งฟิล์มในตำนานที่ควรหามาลองสักครั้ง อีกอย่างหนึ่งเลยคือต้องรีบ เพราะว่าฟิล์มนี้เลิกผลิตไปแล้ว แต่ล็อตสุดท้ายของฟิล์มนี้ยังไม่หมดอายุ แต่ด้วยโทนฟิล์มที่มีความอมชมพูตรงสีที่เป็น Shadow ถ่ายออกมาแล้วหวาน ๆ เหมาะเป็นอย่างมากในช่วงเวลาสีชมพูแบบนี้ แต่ฟิล์มตัวนี้จะต้องทำใจนิดหน่อยในเรื่องของ Grain ที่ค่อนข้างจะเห็นได้ชัด แต่ก็เป็นเสน่ห์ที่ฟิล์มตัวนี้ให้ได้

  • โทนสี : ชมพูหวาน ๆ
  • เหมาะกับการถ่าย : Portrait
  • ขนาดที่มีวางจำหน่าย : 135 mm.
  • ISO ที่มีวางจำหน่าย : 200 / 400 
  • ราคาโดยประมาณ : 350 – 600 บาท (ขึ้นอยู่กับค่า ISO)

ตัวอย่างภาพ👇

Fuji Japan

ฟิล์มที่มีชื่อเสียงเป็นอย่างมากสำหรับคนไทย เพราะฟิล์มม้วนนี้ไม่มีขายอย่างเป็นทางการในประเทศ แต่ต้องไปหิ้วไกลถึงประเทศญี่ปุ่นเลยทีเดียว ใครที่กำลังมองหาฟิล์มโทนญี่ปุ่น ๆ Shadow อมแดงเล็ก ๆ มีเขียวผสมหน่อย ๆ แล้วล่ะก็ ม้วนนี้ไม่มีผิดหวังอย่างแน่นอน (แต่ช่วงนี้อาจจะหายากนิดนึงนะ)

  • โทนสี : ชมพูหวาน ๆ
  • เหมาะกับการถ่าย : Portrait / Landscape
  • ขนาดที่มีวางจำหน่าย : 135 mm.
  • ISO ที่มีวางจำหน่าย : 100 / 400 (เลิกผลิตไปแล้ว)
  • ราคาโดยประมาณ : 240 – 350 บาท (ขึ้นอยู่กับค่า ISO)

ตัวอย่างภาพ👇

Fuji Superia X-TRA

มาส่งท้ายกันอีกหนึ่งฟิล์มจากทาง Fuji ที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ซึ่งสีจะมีความหวานใส ๆ สกิลโทนแบบเกาหลี ขาวอมชมพูเล็ก ๆ บวกกัน Grain ที่ไม่มากเท่าไรนัก ทำให้ภาพที่ได้ออกมานวลเนียน เหมาะกับการไปหาสถานที่แห่งความรักของสองคน เพิ่มความโรแมนติกและช่วงเวลาสุดพิเศษได้ง่าย ๆ ด้วยฟิล์มม้วนนี้เลย

  • โทนสี : แดงอมชมพู (สีอิ่มมาก)
  • เหมาะกับการถ่าย : Portrait
  • ขนาดที่มีวางจำหน่าย : 135 mm.
  • ISO ที่มีวางจำหน่าย : 400 
  • ราคาโดยประมาณ : 350 – 450 บาท

ตัวอย่างภาพ👇

แน่นอนว่าหากพูดถึงเรื่องฟิล์มกล้องแล้วล่ะก็ “Kaidee ก็พร้อมที่จะแถลงไข” เพื่อให้คุณได้ฟิล์มที่ถูกใจ ซื้อไปและสามารถไปถ่ายแฟนได้เลย โหลดแอปปุ๊ป!! หาซื้อได้ปั๊ป!! หรืออีกวิธีง่าย ๆ เพียงคลิกเข้าเว็บ Kaidee แหล่งรวมสินค้ามากมาย แถมติดต่อกับผู้ขายได้โดยตรงอีกด้วย

ส่องเทรนด์กล้องฟิล์ม ทำไมถึงกลับมา?

ส่องเทรนด์กล้องฟิล์ม ทำไมถึงกลับมา?

เดี๋ยวนี้เวลาไปฮอปปิ้งตามคาเฟ่ หรือเดินเที่ยวเล่นในเขตเมืองเก่า นอกจากมือถือและกล้องดิจิทัลที่พกกันไปหลายต่อหลายตัวแล้ว ยังมีอีกหนึ่งไอเท็มยอดฮิต ที่กลับมาเฉิดฉายอย่างสวยงามอีกครั้ง อย่าง “กล้องฟิล์ม”

เราเองเป็นคนหนึ่งที่สนุกสนานกับการถ่ายกล้องฟิล์ม ด้วยเสน่ห์หลายๆ อย่างที่กล้องดิจิทัลไม่มี ไม่ว่าจะเป็นเกรนสุดคลาสิค โทนสีภาพที่สวยงาม ต่างกันไปตามคุณภาพและยี่ห้อฟิล์ม ที่สำคัญคือเรื่อง “ความรู้สึก” และ “ความตั้งใจ” ลองมาดูกันว่า ทำไมกล้องฟิล์มถึงกลับมาได้รับความนิยมอีกครั้ง

7 เสน่ห์อันน่าหลงใหลของกล้องฟิล์ม

“Film is not dead” เป็นประโยคที่ยืนยันความรุ่งเรืองของกล้องฟิล์มในยุคนี้ได้เป็นอย่างดี แม้หลายๆ คนจะบอกว่าเป็นกระแสที่ผ่านมาแล้วผ่านไป แต่ถึงตอนนี้ กล้องชนิดนี้ก็ยังอยู่ในใจของใครหลายคนรวมถึงตัวเราเอง มาดูไปพร้อมๆ กันค่ะ ว่าอะไรในกล้องฟิล์มที่ทำให้ Come back กลับมาได้อย่างสวยงาม

1. กดหนึ่งครั้ง = หนึ่งความทรงจำ

สังเกตไหมคะ แทบทุกครั้งที่เราตัดสินใจลั่นชัตเตอร์กล้องฟิล์ม มักผ่านกระบวนการคิดแบบเล็งแล้วเล็งอีกอยู่หลายครั้ง ไหนจะรอเวลาให้แสงสวย (ช่วงสี่โมง) รวมถึงเดินหามุมและคิดท่าโพสต์อยู่นาน เรียกว่ากว่าจะได้จุดที่ถูกใจ เพื่อให้คุ้มค่ากับการถ่ายฟิล์มหนึ่งรูปนั้น ผ่านเรื่องราวและใช้เวลาไตร่ตรองพอควร

ความที่การถ่ายรูปด้วยกล้องฟิล์มมีข้อจำกัด เพราะมันมีวันหมด ทั้งจำนวนฟิล์มและปริมาณถ่าน ทำให้การถ่ายรูปด้วยกล้องประเภทนี้มีคุณค่าไปโดยปริยาย ทุกครั้งที่เรากดถ่าย สิ่งที่ได้ไม่ใช่รูปภาพเพียงหนึ่งใบ ทว่าเรื่องราวมากมายถูกบันทึกลงไปในหัวใจของผู้ถ่ายเป็นอย่างดี

2. ความดิบของเกรนและโทนสีอันน่าหลงใหล

เชื่อว่าข้อนี้เป็นเสน่ห์อันดับต้นๆ ที่ทำให้คนวัยหนุ่มสาวกลับมาหลงใหลกล้องฟิล์มกันเป็นจำนวนมาก เกรนเม็ดเล็กเม็ดใหญ่ที่ปรากฏในภาพถ่ายนั้น คือความคลาสสิคสวยงามแบบลงตัว ที่ฟิลเตอร์แต่งรูปในปัจจุบันเลียนแบบให้เหมือนยาก

ไหนจะโทนภาพของฟิล์มแต่ละม้วน ที่ต่างกันไปตามยี่ห้อ ISO และลูกเล่นต่างๆ รวมถึงโทนสีวอร์ม โทนสีคูล หรือสีอื่นๆ ทั้งยังมีฟิล์มบูด ฟิล์มหนัง แตกประเภทออกไปอีกมากมาย รับรองว่า “กล้องฟิล์ม” มีลูกเล่นและความสนุกให้คุณเผชิญอีกเพียบ

3. ลุ้นและรออย่างมีความหมาย

อย่างที่ทราบกันดีว่า กระบวนการของกล้องฟิล์มมีหลายขั้นตอน เริ่มตั้งแต่การเลือกฟิล์มสักตัวให้เหมาะกับสิ่งที่เราจะถ่าย เพราะฟิล์มหนึ่งตัวให้โทนสีภาพไม่เหมือนกัน หากถ่ายที่ๆ มีแสงมาก เลือก ISO น้อยไปก็ไม่มีปัญหา แต่ถ้าแสงน้อยก็เสี่ยงหน่อย แลกมากับเกรนที่เยอะขึ้น หรือรูปมืดเกินไป

ทั้งนี้กว่าจะบรรจงถ่ายทีละรูปให้ครบ 36 รูป (บางม้วน 72 รูป) ก็ต้องใช้เวลาและความตั้งใจเอามากๆ ฟิล์มบางม้วนใช้เวลาหลายเดือนกว่าจะถ่ายครบทุกรูป จากนั้นถึงนำไปล้างได้ และพอไปที่ร้านก็ใช้เวลาล้างและแสกนอีกประมาณหนึ่ง เรียกว่า ทุกกระบวนการผ่านการรอคอยและความคาดหวัง นั่นแหละถึงทำให้ “ภาพถ่ายฟิล์มมีความหมาย”

4. ได้ความสดใหม่ทุกครั้งที่ถ่าย

กล้องเดิม ฟิล์มเดิม แสงเดิมภายใต้สภาพแวดล้อมแบบเดิม ไม่ได้หมายความว่าภาพของคุณที่บันทึกผ่านกล้องฟิล์มจะออกมาเหมือนเดิม มุมอาจเหมือนเดิมก็จริง แต่มั่นใจได้ว่าแสง เกรนและฟีลของภาพที่ได้ต่างออกไปแน่นอน

เสน่ห์ตรงนี้ทำให้หลายคนสนุกและลุ้นทุกครั้งที่ถ่าย ว่ารูปจะออกมาเป็นอย่างไร ไหนจะมีปัจจัยอื่นๆ อย่างน้ำยาล้างฟิล์มและเครื่องสแกนภาพของแต่ละร้าน ทั้งแสง ความคมชัด การ Push Stop ก็ทำให้ภาพไม่เหมือนกัน เรียกได้ว่าล้าง 10 ร้านก็ได้รูปที่ต่างกันไป 10 ใบ

5. เรียนรู้กับถ่ายภาพได้ไม่มีที่สิ้นสุด

ข้อนี้วัดจากประสบการณ์ตัวเอง ซึ่งคลุกคลีกับกล้องฟิล์มมาเกือบ 3 ปี ถึงตอนนี้ก็ยังมี Passion และสนุกกับการถ่ายอยู่ทุกครั้ง ยังคงเพลินกับการเดินหาแสง หามุมไปเรื่อยๆ เพราะฟิล์มทุกม้วนให้สีและเกรนที่ต่างกันไป ตามสภาพแวดล้อม

สำหรับเราแล้วการถ่ายฟิล์มจึงเป็นอะไรที่คาดเดาได้ยาก รูปหนึ่งรูปมีหลายปัจจัยเป็นตัวกำหนด ไม่ใช่แค่วัดแสงดีแล้วจะได้รูปดังใจ แต่มีอะไรหลายๆ อย่างให้เรียนรู้และพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เรียกว่าชาเลนจ์ทุกทีที่กด

6. รูปทุกรูปมีคุณค่า

ความที่กล้องดิจิทัลถ่ายได้เรื่อยๆ เป็นพันรูป โดยไม่ต้องกังวลกับข้อจำกัด ทำให้บางทีเราอาจไม่ได้โฟกัสกับการถ่ายเท่าที่ควร ถ่ายไปไว้ก่อนให้สบายใจ เผลอๆ ไม่ได้ย้อนกลับมาดูรูปด้วยซ้ำ ปล่อยให้นอนนิ่งอยู่ในโฟลเดอร์อยู่อย่างนั้น

ในทางตรงกันข้าม หากเป็นรูปที่ถ่ายจากกล้องฟิล์ม เรานับวันรอที่จะดูรูปอย่างใจจดจ่อ ตั้งแต่วันที่ส่งให้ร้านล้าง ทุกครั้งที่เมลล์เด้งแจ้งเตือนมา เราจะเปิดดูทีละรูปช้าๆ พร้อมลุ้นไปด้วย บางรูปก็นานจนลืมไปแล้วว่าถ่ายเอาไว้ (กว่าจะครบม้วน) ได้ย้อนเวลา กลับไปดื่มด่ำกับความสุขที่ได้เห็นรอยยิ้มของคนที่เรารักผ่านภาพถ่ายอีกครั้ง

7. พกพาง่าย น้ำหนักเบา

ตากล้องสายสตรีทและแคนดิดน่าจะถูกใจกล้องฟิล์มได้ง่าย เพราะด้วยขนาดกะทัดรัด น้ำหนักเบา พกไปถ่ายที่ไหนก็ง่าย ให้คุณเก็บทุกจังหวะได้ทันท่วงที ไม่พลาดชอตสำคัญ ยิ่งถ้าเป็นกล้องแบบ Point of view shot ยกเล็งถ่าย สะดวกครบจบในตัวเดียว โดยเฉพาะกล้องฟิล์มแบบใช้แล้วทิ้ง เล็กขนาดใส่กระเป๋ากางเกงได้เลยด้วยซ้ำ

สรุปท้ายบทความ

จะเห็นได้ว่าตลาดกล้องฟิล์มที่ผ่านมา ค่อนข้างคึกคักและมีสีสันพอสมควร สังเกตได้จากราคาฟิล์มและตัวกล้องที่แพงขึ้นหลายเท่าตัว อย่างตัวเราเองซื้อกล้องฟิล์มตัวหนึ่งมา 1,500 บาท ปัจจุบันกล้องรุ่นนั้นปีนขึ้นไปเริ่มต้นที่ 3,000 บาทแล้ว

ส่วนราคาฟิล์มไม่ต้องพูดถึง มีแต่แพงขึ้นเรื่อยๆ ถือเป็นอีกหนึ่งไอเทมที่คุ้มค่าทั้งฟังก์ชันและครบเครื่องในเรื่องแฟชั่น ถือแล้วคูล คู่ควรกับคนที่อยากบันทึกความทรงจำผ่านรูปถ่าย

…เป็นกล้องที่เรียกว่า Beyond เหนือกาลเวลาที่แท้จริง

พาทัวร์ 10 ร้านล้างฟิล์มในกรุงเทพฯ ใกล้ BTS และ MRT

พาทัวร์ 10 ร้านล้างฟิล์มในกรุงเทพฯ ใกล้ BTS และ MRT

ปัจจุบันเทคโนโลยีใหม่ๆ ได้พัฒนาไปอย่างก้าวกระโดดเพื่ออำนวยความสะดวกสบายให้กับมนุษย์ แต่มีคนจำนวนไม่น้อยที่คิดถึงเสน่ห์ความเรียบง่ายของสิ่งต่างๆ ในอดีต อย่างเช่น กล้องฟิล์ม หรือเครื่องเล่นแผ่นเสียง ที่ตอนนี้ได้กลับมาเป็นกระแสและได้รับความนิยมอีกครั้งหนึ่ง

เช่นเดียวกับ “กล้องฟิล์ม” ที่ได้กลับมามีบทบาทในวงการภาพถ่ายอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งเป็นผลดีที่หลายแบรนด์ได้ทำการร่วมผลิตกล้องออกมาแข่งขันกัน รวมถึงฟิล์มที่ก็ได้ผลิตมาอย่างต่อเนื่องเพื่อตอบสนองให้กับผู้ที่ชื่นชอบในการถ่ายภาพได้เลือกช้อปปิ้งกันอย่างสนุกสนาน

ทุกวันนี้ร้านล้างฟิล์มก็ได้ถือกำเนิดและเปิดใหม่ขึ้นมาอย่างมากมาย สำหรับใครที่ดองฟิล์มไว้หรือกลับมาจากเที่ยวในฤดูหนาวแล้วกำลังมองหาร้านล้างฟิล์มที่สามารถเดินทางสะดวกตามแนวรถไฟฟ้า BTS และ MRT วันนี้ Kaidee ได้คัดเลือก 10 ร้านล้างฟิล์มมาเพื่อให้ทุกคนได้ลองเลือกเข้าไปใช้บริการกัน 

Credit: https://www.facebook.com/lerts.bkk/

LERT’s

เริ่มต้นกันที่ร้านแรกกับ “LERT’s” ที่เรียกว่าเป็นร้านขวัญใจวัยรุ่นและเหล่าดาราที่ต่างแวะเวียนกันไปล้างฟิล์ม ด้วยความสะดวกสบายในการเดินทางเพียงลง BTS สถานีสนามกีฬาหรือราชเทวีแล้วเดินต่อบนถนนเพียงนิดเดียวไปที่คอนโดบ้านเกษมสันต์ก็จะพบกับบรรยากาศของร้านล้างฟิล์มที่ให้กลิ่นอายของคาเฟ่เลยก็ว่า นอกจากจะได้รับการล้างฟิล์มในคุณภาพระดับดีเยี่ยมแล้ว ระหว่างที่รอล้างฟิล์มก็สามารถไปเดินเล่นที่สยาม และกลับมารับภาพฟิล์มสวยๆ กลับบ้านได้แบบสบายๆ

สถานี : BTS สนามกีฬาแห่งชาติ

ที่อยู่ : LERT’s 20/2 ถ.พระราม 1 

วันและเวลาทำการ : พุธ-อาทิตย์ 13:00-20:00 น. (หยุดวันจันทร์และอังคาร)

Credit: https://www.facebook.com/ABdigitallab/

A&B Digital Lab

ร้านนี้เรียกได้ว่าขาดไม่ได้อย่างเด็ดขาด และต้องบอกเลยว่าเป็นหนึ่งในร้านประจำของใครหลายคนอย่างแน่นอน ตัวร้านตั้งอยู่ตรงข้ามเซ็นทรัลลาดพร้าว ใกล้กับ MRT พหลโยธิน และ BTS ห้าแยกลาดพร้าว ด้วยราคาล้างฟิล์มเริ่มต้นเพียง 100 บาท ต่อม้วน แถมภายในร้านยังมีฟิล์มมากมายวางขายอยู่ จึงไม่แปลกใจที่ร้านจะมีผู้คนมาใช้บริการตลอดทั้งวัน

สถานี : MRT พหลโยธิน / BTS ห้าแยกลาดพร้าว

ที่อยู่ : A&B Digital Lab 1152/3 ถ.พหลโยธิน ตรงข้ามเซ็นทรัลลาดพร้าว

วันและเวลาทำการ : ทุกวัน 8:30-21:00 น.

Credit: https://www.facebook.com/ella.bkk/

Ella.BKK

เมื่อถึง BTS สถานีสนามกีฬาแห่งชาติและเดินอีกเพียงเล็กน้อยก็จะพบร้านขนาดอบอุ่นที่ตั้งอยู่ในโครงการสวนหลวงสแควร์ ซึ่งตกแต่งได้อย่างสวยงามและมีสไตล์ ไม่ว่าใครจะแวะเวียนมาล้างฟิล์มหรือซื้อฟิล์มต่างก็ต้องยกกล้องหรือสมาร์ทโฟนขึ้นมาถ่ายรูปพร้อมกับเช็คอินแน่นอน โดยตัวร้านจะแบ่งออกเป็น 2 ชั้น ชั้นแรกจะเป็นห้องล้างฟิล์มติดกระจกเหมือน Open-Kitchen ที่เราสามารถเข้าไปดูกระบวนการล้างฟิล์มได้ ในส่วนของชั้น 2 จะมีเคาท์เตอร์สำหรับขายฟิล์ม กล้องฟิล์มและอุปกรณ์เสริมต่างๆ คอยต้อนรับเหล่าคนรักกล้องฟิล์มทั้งหลายอย่างครบถ้วน

สถานี : BTS สนามกีฬาแห่งชาติ

ที่อยู่ : โครงการสวนหลวงสแควร์ ถ.บรรทัดทอง

วันและเวลาทำการ : จันทร์-ศุกร์ 13:00-21:00 น. เสาร์-อาทิตย์ 11:00-21:00 น.

Credit: https://www.facebook.com/xanap.filmlab/

XANAP

ร้านล้างฟิล์มใจกลางสยามตั้งอยู่ที่ Lido Connect ชั้น 2 โดยตัวร้านมาในธีมสีดำและเลือกใช้ปูนเปลือยเป็นหลัก อัดแน่นด้วยเครื่องล้างสแกนฟิล์ม ซึ่งก่อนหน้านี้ตัวร้านจะตั้งอยู่ที่สามย่านแต่ปัจจุบันก็ได้ย้ายเข้ามาอยู่ที่สยามเรียบร้อยแล้ว พร้อมกับเครื่องสแกนแบบใหม่ที่ไฉไลกว่าเดิม 

สถานี : BTS สยาม

ที่อยู่ :  Lido Connect ชั้น 2 ถ.พระราม 1

วันและเวลาทำการ : ทุกวัน 11:30-21:00 น.

Credit: https://www.facebook.com/Analoxfilmcafe/

Analox Film Cafe

ร้านนี้นับว่าตั้งอยู่ในย่านออฟฟิศของใครหลายๆ คน ที่เดินทางสะดวกสบายเพียงแค่ลง BTS สถานีช่องนนทรีและเดินต่อมาอีกนิดก็จะพบกับร้านสีดำดีไซน์สุดเท่ ที่นอกจากจะบริการล้างฟิล์มแล้ว ยังมีเมนูกาแฟ เครื่องดื่ม และขนมอีกมากมาย ที่เชื่อมโยงกับชนิดของฟิล์มไว้คอยบริการในระหว่างที่รอล้างฟิล์มอีกด้วย 

สถานี : BTS ช่องนนทรี

ที่อยู่ :  ถ.นราธิวาสราชนครินทร์

วันและเวลาทำการ : จันทร์-ศุกร์ 7:00-21:00 น. เสาร์-อาทิตย์ 9:00-21:00 น.

Credit: https://www.facebook.com/airlabbkk/

AIRLAB

ร้านล้างฟิล์มไซส์มินิที่ได้กลับมาเปิดให้บริการตามปกติแล้ว หลังจากที่ช่วงหนึ่งได้ปิดไปเพื่อปรับปรุงและค้นคว้าสิ่งใหม่ๆ ให้กับคนรักกล้องฟิล์ม โดยได้ขยายร้านให้กว้างขวางกว่าเดิม พร้อมตกแต่งด้วยไอเทมกล้องฟิล์มสุดหายาก และที่สำคัญยังเพิ่ม AIR Academy เข้ามาเพื่อเป็นหลักสูตรให้ผู้คนได้ลองค้นหาตัวเองในเรื่องของการถ่ายภาพ การล้างฟิล์ม และการอัดภาพด้วยตัวเอง สำหรับใครสนใจก็สามารถติดตามได้ในเพจ AIRLAB เลย

สถานี : BTS อ่อนนุช

ที่อยู่ :  95 ซ.สุขุมวิท 81

วันและเวลาทำการ : ทุกวัน 10:00-19:00 น.

Credit: https://www.facebook.com/filmnoie/

Film no ie

ร้านล้างฟิล์มขนาดน่ารักกำลังพอดีที่ตั้งอยู่ที่โครงการเอกมัยช้อปปิ้ง มอลล์ สามารถเดินทางลง BTS สถานีเอกมัยและต่อวินมอเตอร์ไซค์ได้ทันที ภายในร้านที่นอกจากจะมีบริการล้างฟิล์มแล้วยังมีฟิล์มขาย และยังมีโซนดริปกาแฟไว้คอยบริการให้เหล่าคนรักกล้องฟิล์มที่ชื่นชอบการดื่มกาแฟไว้อีกด้วย และที่สำคัญยังล้างฟิล์มรวดเร็วและมีคุณภาพระดับดีเยี่ยม

สถานี : BTS เอกมัย

ที่อยู่ :  โครงการเอกมัยช้อปปิ้ง มอลล์ เลขที่ 3 เอกมัย ซ.10 

วันและเวลาทำการ : 11:00-19:00 น. ปิดวันพฤหัสบดีและศุกร์

Credit: https://www.facebook.com/akirartminilab/

Akirart Minilab

หลังจากที่ก่อนหน้านี้หลายคนคงคุ้นเคยกับคาเฟ่ธีมย้อนยุคกันเป็นอย่างดี ล่าสุด Akirart ก็ได้เปิดรับล้างฟิล์มเพื่อต้อนรับลูกค้าสาย Analog ด้วยฝีมือการล้างที่สั่งสมประสบการณ์ด้วยตัวเองจากการเรียนรู้ จึงทำให้ได้รับฟิล์มที่มีคุณภาพและไฟล์ภาพดีคุ้มค่าคุ้มราคาอย่างแน่นอน

สถานี : MRT วัดมังกร

ที่อยู่ :  ซ. อนุสรณ์ 1 ถ.พลับพลาไชย

วันและเวลาทำการ : ทุกวัน 10:00-19:00 น.

Credit: https://www.facebook.com/Flashboxbkkfilmlab/

Flashbox

ร้านล้างฟิล์มที่ได้ทำการรวมตัวกับร้านกาแฟ Kaichong เพื่อออกมาเป็นคาเฟ่ฟิล์มที่สามารถนำฟิล์มไปล้างและยังสั่งกาแฟ และเครื่องดื่มนั่งทานต่อที่ร้านได้เลย ด้วยการบริการที่เป็นกันเอง คุยง่าย จึงทำให้ Flashbox ถูกเป็นที่พูดถึงกันอย่างกว้างขวาง สำหรับใครที่อยากล้างฟิล์มและทานกาแฟด้วยที่นี่ตอบโจทย์อย่างแน่นอน

สถานี : BTS อารีย์

ที่อยู่ :  ซ.อารีย์ 5

วันและเวลาทำการ : จันทร์-ศุกร์ 10:00-20:30 น. เสาร์-อาทิตย์ 10:00-21:00 น. (หยุดวันพุธ)

Credit: https://www.facebook.com/patanistudio/

Patani Studio

ปิดท้ายกันที่ร้านฟิล์มแถวสถานีรถไฟหัวลำโพง อีกหนึ่งโลเคชั่นยอดฮิตสำหรับชาวกล้องฟิล์มที่มักจะแวะเวียนไปถ่ายรูปเล่นบริเวณนั้นกันอยู่บ่อยๆ โดยตัวร้านตั้งอยู่ใกล้ MRT หัวลำโพง เรียกได้ว่าใกล้จนระดับที่เดินเท้าไม่ต้องขึ้นพี่วินกันเลยทีเดียว ความเชี่ยวชาญในการล้างรูปไม่ต้องพูดถึง เพราะตัวร้านเปิดมาแล้วเข้าปีที่ 5 เรียกได้ว่าอยู่ในระดับชั่วโมงบินสูง ถ้าหากใครเพิ่งกลับจากเที่ยวแล้วลงรถไฟที่หัวลำโพงก็สามารถตรงดิ่งเข้ามาล้างรูปกันได้เลย

สถานี : MRT หัวลำโพง

ที่อยู่ :  59 ซ.นานา

วันและเวลาทำการ : พุธ-อาทิตย์ 10:00-18:00 น. (หยุดวันจันทร์-อังคาร)

สรุปท้ายบทความ

ก็จบไปแล้วสำหรับการแนะนำ 10 ร้านล้างฟิล์มในกรุงเทพฯ ใกล้ BTS และ MRT เพื่อนๆ สามารถเช็คสถานที่ได้เลยว่าใครใกล้ที่ไหนก็ไปใช้บริการที่นั่น เพราะแต่ละร้านที่เราได้กล่าวไปนั้น ถูกคัดสรรมาเป็นอย่างดีเพื่อผู้อ่านทุกท่านที่เป็นสาย Analog 

สำหรับใครที่กำลังเริ่มต้นจะเล่นกล้องฟิล์ม สามารถเข้ามาหาซื้อกล้องฟิล์ม ฟิล์ม และอุปกรณ์เสริมต่างๆ ได้ที่ Kaidee แหล่งซื้อขายของออนไลน์ที่มีสินค้าสำหรับคุณทุกประเภท

7 ฟิล์มสีหาง่ายสำหรับมือใหม่ เลือกอย่างไรให้โดนใจ

7 ฟิล์มสีหาง่ายสำหรับมือใหม่ เลือกอย่างไรให้โดนใจ

ในปัจจุบันแม้ว่าเทคโนโลยีจะถูกพัฒนาไปไกลแค่ไหน แต่ความหลงใหลในกลิ่นอายของความคลาสสิกยังไม่เคยจางหายไปในทุกยุคสมัย ปรากฏการณ์การกลับมาฟื้นคืนชีพของ “กล้องฟิล์ม” และเสน่ห์ของการ “กดชัตเตอร์เพื่อ 36 รูป” เป็นหนึ่งในเทรนด์สุดฮิตในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา

ในขณะที่กล้องดิจิทัลและกล้อง DSLR ได้มีการพัฒนายกระดับฟังก์ชันให้ทันสมัย สามารถกดถ่ายซ้ำได้และเช็กดูรูปภาพ หรือรูปไหนไม่ถูกใจก็ลบได้ในทันที แต่หลายคนยังคงโหยหาการเฝ้ารอคอยภาพถ่ายและลุ้นภาพที่ออกมาจากกระบวนการล้างฟิล์ม บวกกับไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ที่ต้องการจะสร้างความแตกต่างและสะท้อนเอกลักษณ์ความเป็นตัวของตัวเองผ่านภาพถ่ายที่ลงในโลกโซเชียล 

กระแสของกล้องฟิล์มในปัจจุบันไม่ได้ถูกจำกัดอยู่เพียงแค่ในกลุ่มเล็กๆ เท่านั้น แต่ยังมีเหล่าดารา ศิลปินจำนวนมากที่เปรียบเสมือนเป็นผู้ขับเคลื่อนวงการกล้องฟิล์มอย่างเต็มตัว ไม่ว่าจะเป็น “ลิซ่า Blankpink” “เวียร์ ศุกลวัฒน์-เบลล่า ราณี” รวมถึง “นาย ณภัทร” ที่ได้มีผลงานภาพถ่ายออกมาให้พวกเราเห็นบ่อยๆ ผ่านทางโซเชียล และกลุ่มในเฟซบุ๊กอย่าง “คนรักกล้องฟิล์ม” ที่ปัจจุบันก็ได้มีสมาชิกถึง 2.3 แสนคน สิ่งนี้จึงการันตีได้ว่ากระแสของกล้องฟิล์มได้กลับมายิ่งใหญ่อย่างแท้จริง

และเชื่อได้ว่าในตอนนี้ทุกคนคงต้องมีกล้องฟิล์มเป็นของตัวเองกันบ้างแล้ว สำหรับมือใหม่ที่พึ่งหัดถ่ายกล้องฟิล์มก็อาจเกิดคำถามว่าเราควรจะเลือกใช้ฟิล์มแบบไหนดี และก่อนจะเลือกฟิล์มจะต้องรู้อะไรบ้าง ซึ่งการเลือกฟิล์มก็มีความสำคัญไม่แพ้ไปจากการเลือกกล้องเลย เพราะว่าโทนสีของฟิล์มที่ถูกใจไม่สามารถแก้ได้ทีหลัง ต้องถ่ายให้หมดม้วนและล้างออกมาก่อนถึงจะรู้ได้ว่าภาพของเราเป็นยังไง 

ก่อนซื้อฟิล์มต้องรู้อะไรบ้าง

ทุกวันนี้ฟิล์มก็มีให้เราเลือกได้มากมายหลายโทนหลายแบบกันออกไป ซึ่งก่อนอื่นเลยเราต้องตั้งคำถามกับตัวเองว่าอยากถ่ายอะไร และชอบโทนสีแบบไหน เมื่อเราได้คำตอบแล้วว่าอยากถ่ายอะไรก็จะทำให้เราสามารถเลือกโทนสีของฟิล์ม และความไวแสงได้อย่างเหมาะสม เพราะสภาพของแสงหรือสภาพอากาศมีผลต่อรูปถ่ายเป็นอย่างมาก ถ้าเลือกได้เหมาะสมก็จะทำให้ภาพถ่ายของไม่มืดเกินไปหรือสว่างจนเกินไป 

ที่สำคัญเราต้องรู้วันหมดอายุของฟิล์ม ซึ่งฟิล์มแต่ละกล่องจะระบุวันหมดอายุไว้ที่ข้างกล่องอย่างครบถ้วน แล้วถ้าฟิล์มหมดอายุเราสามารถเอามาถ่ายได้มั้ย ? คำตอบก็คือถ่ายได้ปกติ แต่สีขอองภาพที่ได้ออกมาจะดูผิดเพี้ยนไปจากปกติ ก็นับว่าเป็นความสวยงามอีกรูปแบบหนึ่งที่หลายคนก็ได้ให้ความสนใจเป็นอย่างมาก

ฟิล์มในท้องตลาดมีกี่ประเภทและแตกต่างกันอย่างไร

สีของฟิล์มมี 2 แบบ คือ ฟิล์มขาว-ดำ ที่ถ่ายออกมาแล้วจะได้รูปขาว-ดำ และฟิล์มสี ที่ถ่ายออกมาแล้วจะได้สีตามที่เห็น ซึ่งมีให้เลือกกันหลายแบบ และถ้าแบ่งตามขนาดที่ปัจจุบันนิยมใช้กันคือ 35MM เป็นขนาดที่นิยมใช้กันมากที่สุด สามารถถ่ายได้ 36 รูป มีขนาดรูปอยู่ที่ 36×34 mm ใช้ได้กับกล้องทั่วไป 

โดยข้อดีของฟิล์มขนาด 35MM คือสามารถหาซื้อได้ง่าย พกพาสะดวก และมีให้เลือกเยอะ ต่อมาคือขนาด 120MM เหมาะสำหรับกล้องที่มีขนาดใหญ่ เมื่อถ่ายแล้วได้รูปหลายขนาด ให้สัดส่วนของภาพเป็นขนาดสี่เหลี่ยมจัตุรัส ซึ่ง 1 ม้วน สามารถถ่ายได้ 12 รูป ข้อดีคือภาพมีความคมชัดกว่าขนาด 35MM แต่ข้อเสียคือฟิล์มจะมีขนาดใหญ่ ไม่สะดวกต่อการพกพาสักเท่าไหร่ และฟิล์ม 110MM ฟิล์มขนาดเล็กที่ผลิตมาใช้กับกล้องขนาดเล็กที่สามารถถ่ายได้ 12 และ 24 รูป ข้อเสียคือหายากและมีราคาที่สูงกว่าฟิล์มทั่วไป

ISO คืออะไร ?

เมื่อซื้อฟิล์มมาแล้วให้เราสังเกตตามกล่องฟิล์มที่จะระบุตัวเลข เช่น 100 หรือ 400 ซึ่งตัวเหล่านี้คือการบอกถึงความไวแสง หากตัวเลขน้อยหมายถึงความไวแสงต่ำ เกรนน้อย ภาพละเอียด และตัวเลขที่มากหมายถึงความไวแสงสูง เกรนชัด ดังนั้นเราควรเลือก ISO ของฟิล์มให้เหมาะสมกับสภาพแสงที่เราต้องการถ่าย หลักการในการเลือกง่ายๆ ถ้าเราต้องการถ่ายในที่มืแดด สามารถเลือก ISO ได้ตั้งแต่ 100-400 ได้เลย แต่ถ้าเราต้องการถ่ายในที่แสงน้อยหรือที่มืด ควรเลือก ISO ตั้งแต่ 800 ขึ้นไป ซึ่งสรุปได้ว่าถ้าต้องการถ่ายในที่มีแดดให้ใช้ตัวเลขน้อย แต่ถ้าต้องการถ่ายในที่มืดให้ใช้เลขสูง

1. Kodak Color Plus 200

มาที่ฟิล์มตัวแรกกับ Kodak Color Plus 200 ที่เมื่อคิดอะไรไม่ออกให้หยิบตัวนี้ไว้ก่อนเลย ซึ่งนับว่าเป็นฟิล์มที่มีจำหน่ายมาอย่างยาวนานและมีเกือบจะทุกร้าน และมีราคาที่ไม่แรงมากเช่นเดียวกัน สามารถใช้เป็นฟิล์มในยามแก้ขัดหรือจะใช้ถ่ายจริงจังก็ได้ ฟิล์มตัวนี้ใช้ได้ดีในที่แสงแดดจัด สีของฟิล์มมีความติดเหลือง แต่ถ้าเทียบกับราคาแล้วรับรองได้ว่าคุ้มค่าแน่นอน

ช่วงเวลา : ถ่ายตอนกลางวัน ในที่แสงเยอะ

แนวภาพในการถ่าย : Portrait, Landscape, Street

ราคา : 100-130 บาท 

2. Fuji Japan 100

เราเชื่อว่านี่คืออีกหนึ่งฟิล์มในดวงใจของใครหลายกับ Fuji Japan 100 ที่ให้โทนสีของภาพที่สวยเป็นเอกลักษณ์ที่ใครเห็นก็ต้องร้องอ๋อ ซึ่งไม่ว่าจะถ่ายภาพที่ไหนก็จะทำให้ภาพของเรามีกลิ่นอายของความเป็นญี่ปุ่น เหมาะกับการถ่ายในที่สภาพแสงจ้า แต่ถ้าแสงน้อยต้องระมัดระวังภาพเบลอ ซึ่งไม่ว่าจะถ่ายคนหรือถ่ายวิวรับรองได้ว่าสวยทุกรูป

ช่วงเวลา : ถ่ายตอนกลางวัน ให้โทนสีอมเขียวอารมณ์ญี่ปุ่น

แนวภาพในการถ่าย : Portrait, Landscape, Natural 

ราคา : 150-190 บาท 

3. Lomography 100

สำหรับใครที่มีความชอบภาพสีสดบอกเลยว่า Lomography 100 จะไม่ทำให้ผิดหวังอย่างแน่นอน ตัวฟิล์มตัวนี้ให้ ISO เหมาะกับถ่ายในวันที่แสงแดดจัด ให้สีสดที่สวยงาม แต่ไม่สีจัดจนเกินไป เพราะยังคงความนุ่มนวลและสบาย เหมาะสำหรับถ่ายคนหรือถ่ายแฟชั่น

ช่วงเวลา :  ภาพมีความสีสันจัดจ้าน เหมาะถ่ายในวันที่มีแดดจัด

แนวภาพในการถ่าย : Portrait, Street 

ราคา : 170-200 บาท 

4. Kodak Portra 160

สำหรับใครที่ชอบโทนสีจริงแบบที่ไม่ได้มีสีสันมากต้องบอกเลยว่าฟิล์มตัวนี้ตอบโจทย์ที่สุดกับ Kodak Portra 160 ที่ให้ความละเอียดของภาพไม่แพ้ตัวอื่นเลย โดย ISO 160 ที่แปลกกว่าปกติจะให้ถ่ายได้ในแสงทั่วไป ให้ความรู้สึกภาพที่นุ่มนวล และยังคงความสีจัดไว้อยู่ แต่แสงไม่แข็งจนเกินไป ซึ่งเป็นอีกหนึ่งฟิล์มที่ถ่ายอะไรก็รับรองว่าสวยถูกใจ

ช่วงเวลา : ให้ภาพ Contrast จัด เกรนละเอียด และโทนสีอมฟ้า

แนวภาพในการถ่าย : Portrait, Landscape, Street

ราคา : 240-270 บาท 

5. Lomography 800

ฟิล์มอีกหนึ่งตัวที่มีค่า ISO สูง จึงทำให้สามารถถ่ายภาพในเวลากลางคืนได้ และยังความสดของสีที่จัดจ้านตามแบบฉบับของ Lomo ซึ่งถ่ายตอนกลางวันก็สวย ถ่ายตอนกลางคืนก็ดี สำหรับใครที่กำลังมองหาฟิล์มไว้ถ่ายคอนเสิร์ต หรือถ่ายกลางคืน ต้องบอกเลยว่าตัวนี้ตอบโจทย์สุดๆ

ช่วงเวลา : เหมาะสำหรับถ่ายภาพในที่แสงน้อย โดยให้สีที่ออกมาตามสไตล์ Lomo

แนวภาพในการถ่าย : Portrait, Street 

ราคา : 240-260 บาท

6. Agfa Vista 400

เป็นอีกหนึ่งฟิล์มที่ได้ทำการเลิกผลิตไปแล้วเป็นที่เรียบร้อย ซึ่งต้องบอกเลยว่าฟิล์มตัวนี้เป็นฟิลืมที่หลายคนชอบโทนสีมากๆ เพราะให้โทนสีที่สด เหมาะถ่ายในวันที่แดดจัดและมี Contrast จัด สีสันสมจริง ผสมกับเกรนเล็กน้อยได้แบบพอดี ถ้าใครชอบตัวนี้ต้องใช้แต้มบุญพยายามตามหาซื้อกันหน่อยนะ

ช่วงเวลา : สีสันจัดให้ Contrast และเกรนเล็กน้อย

แนวภาพในการถ่าย : Portrait, Street

ราคา : 250-300 บาท 

7. Cine Still 800

ปิดท้ายด้วยฟิล์มระดับโปรที่ถ่ายในที่แสงน้อยได้อย่างดีเยี่ยม ด้วยความที่ ISO สูงมากๆ จึงไม่แปลกใจที่จะถ่ายในที่แสงน้อยได้ดี แต่หากถ่ายด้านนอกต้องอาจระวังเป็นพิเศษ เพราะมีความเสี่ยงที่จะทำให้รูปเสีย แต่ถ้าเอาไปถ่ายคนจะให้ภาพที่ผิวเนียนกริบ ถ่ายไฟในยามค่ำคืนหรือในสตูดิโอรับรองต้องชอบแน่นอน 

ช่วงเวลา : เหมาะสำหรับถ่ายในที่มืด หรือเล่นกับแสงไฟนีออนจะสวยมาก

แนวภาพในการถ่าย : Portrait, Lighting, Studio

ราคา : 450-480 บาท  

สรุป

จบไปแล้วกับ 7 ฟิล์มสีที่เราได้นำมาแชร์ให้ทุกคนได้อ่านกัน ต้องบอกเลยว่าฟิล์มแต่ละแบบนั้นมีความสวยและน่าลองนำมาถ่ายไปหมดทุกแบบ แต่กว่าจะได้ฟิล์มที่สวยถูกใจเราที่สุดก็ควรจะเลือกใช้งานให้เหมาะสมกับแนวทางในการถ่ายภาพ เพราะฟิล์มบางชนิดจะเหมาะกับการถ่ายคน แต่เมื่อเอามาถ่ายวิวอาจจะไม่สวยเท่าที่ควร และที่สำคัญอย่าลืมเลือก ISO ให้เหมาะสมกับสภาพของแสงที่เราต้องการถ่าย เพื่อให้ภาพออกมาสวยถูกใจและถ่ายภาพฟิล์มได้อย่างมีความสุข

สำหรับใคที่รกำลังตามหาซื้อฟิล์มที่ชอบกันอยู่ สามารถเข้ามาลองเลือกดูได้ที่ Kaidee ซึ่งเป็นเว็บไซต์ขายของออนไลน์ที่มีสินค้ามากมายหลายประเภทที่ไม่ได้มีเพียงแค่ฟิล์มเท่านั้น ยังไงอย่าลืมลองเข้ามาเลือกซื้อเลือกชมกันดูนะครับ

แนะนำ 5 รุ่นกล้องฟิล์มโพลารอยด์ประจำปี 2020

แนะนำ 5 รุ่นกล้องฟิล์มโพลารอยด์ประจำปี 2020

ปัจจุบันเทคโนโลยีใหม่ๆ ได้พัฒนาไปอย่างก้าวกระโดดเพื่ออำนวยความสะดวกสบายให้กับมนุษย์ แต่มีคนจำนวนไม่น้อยที่คิดถึงเสน่ห์ความเรียบง่ายของสิ่งต่างๆ ในอดีต อย่างเช่น กล้องฟิล์ม หรือเครื่องเล่นแผ่นเสียง ที่ตอนนี้ได้กลับมาเป็นกระแสและได้รับความนิยมอีกครั้งหนึ่ง

เช่นเดียวกับ “กล้อง Instant Camera” หรือที่หลายคนเรียกติดปากว่า “กล้องโพลารอยด์ (Polaroid)” ซึ่งมาจากชื่อบริษัทเจ้าแรกที่คิดค้นและผลิตกล้องแบบถ่ายปุ๊บได้รูปปั๊บ ก็ได้กลับมามีบทบาทในวงการภาพถ่ายอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งเป็นผลดีที่หลายแบรนด์ได้ทำการร่วมผลิตกล้องโพลารอยด์ออกมาแข่งขันกัน ทำให้มีตัวเลือกให้กับผู้ที่ชื่นชอบในการถ่ายภาพได้เลือกช้อปปิ้งกันอย่างสนุกสนาน

นอกจากความคลาสสิกแล้ว อีกหนึ่งเหตุผลที่กล้องชนิดนี้ยังครองใจหลายๆ คน เนื่องจากการใช้งานง่ายไม่จำเป็นต้องมีสกิลในการถ่ายภาพมากมายแบบช่างภาพมืออาชีพ ก็สามารถบันทึกเรื่องราวต่างๆ เพียงแค่กดถ่ายง่ายนิดเดียว รวมถึงยังเก็บภาพในการ์ดไว้อีกหนึ่งช่องทางได้อีกด้วย วันนี้เราจึงได้รวบรวมกล้องโพลารอยด์ 5 รุ่นมาแนะนำให้กับคนที่สนใจไว้เป็นตัวเลือกให้ได้ช้อปกัน

1. Polaroid Originals OneStep 2

แบรนด์ต้นตำรับกล้อง Instant Camera ที่ได้ทำการผลิตขึ้นมาใหม่ โดยได้รับแรงบันดาลใจมาจากกล้องรุ่นยอดฮิตจากปี 1977 อย่าง OneStep ผสมผสานการออกแบบระหว่างความคลาสสิกและร่วมสมัยได้อย่างลงตัว มีแบตเตอรี่ภายในตัวที่ชาร์จซ้ำด้วยสาย USB อยู่ได้นานถึง 60 วัน ต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง กล้องมาพรอมเลนส์ฟิกซ์สามารถถ่ายวัตถุได้ตั้งแต่ระยะ 2 ฟุตขึ้นไป มีแฟลชอัตโนมัติ และระบบตั้งเวลาถ่ายภาพ เริ่มต้นใช้งานง่ายเพื่อให้ทุกคน รวมถึงเด็กๆ สนุกสนานกับการถ่ายภาพเพียงแค่กดชัตเตอร์และรอดูผลงานภาพที่คุณถ่ายได้ทันที

2. Fujifilm instax mini 9

โดดเด่นกับสีสันที่บ่งบอกถึงความสนุกที่มีให้เลือกกันถึง 5 สี สามารถเขียนข้อความต่างๆ เพิ่มความพิเศษลงบนภาพได้ ถ่ายภาพได้ที่ระยะใกล้สุด 35 เซนติเมตร ด้วยเลนส์ Close-Up พร้อมตัววัดแสงอัตโนมัติที่ช่วยให้ค่ารูรับแสงและแฟลชทำงานกันได้อย่างสัมพันธ์ มีโหมด High-Key Mode สำหรับถ่ายในที่มืด มีกระจกเล็กๆ ข้างเลนส์สำหรับถ่ายเซลฟี่เพื่อไม่ให้หลุดเฟรม สามารถปรับโหมดการถ่ายภาพได้ถึง 5 แบบ เพื่อเพิ่มความสนุกในการถ่ายภาพได้มากกว่าที่เคย

3. KODAK SMILE Instant Print Digital Camera

กล้องรูปทรงสวยสะดุดตาด้วยการเลื่อนสไลด์เปิดเลนส์เพื่อเริ่มถ่ายภาพ สามารถดูเฟรมภาพแบบเต็มตาด้วยหน้าจอแบบ LCD เพื่อเช็กมุมภาพแบบไม่มีพลาด จุดเด่นของกล้องคือการใช้เทคโนโลยีการพิมพ์ภาพแบบ Zink Zero Ink Printing ที่ให้ความคมชัดและคุณภาพที่ดียิ่งขึ้น สัดส่วนขนาดภาพที่ได้ออกมาจะอยู่ที่ 2×3 นิ้ว (กว้างxยาว) สามารถเก็บไฟล์ภาพบนการ์ดหน่วยความจำในเครื่องได้

4. Polaroid Snap Touch

รุ่นนี้รูปทรงการออกแบบจะแตกต่างจากกล้องโพลารอยด์ทั่วไป เพื่อช่วยให้คุณ Snap, Print และ Share เป็นเรื่องที่ง่ายมากยิ่งขึ้น ด้วยเครื่องพิมพ์แบบ Built-in ที่ถูกติดตั้งมาภายในทำให้ถ่ายและพิมพ์ภาพได้ทันที หรือจะเลือกเก็บไว้พิมพ์ภายหลังก็ได้ เพิ่มลูกเล่นให้กับภาพด้วยการเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟน เพิ่มกรอบฟิลเตอร์ สติกเกอร์ หรือตกแต่งแก้ไขภาพเพิ่มเติมด้วยฟีเจอร์อื่นๆ ได้อีกด้วย

5. Leica Sofort

กล้อง Instant ตัวแรกจาก Leica แบรนด์กล้องไฮเอนด์สัญชาติเยอรมันที่คนเล่นกล้องทั้งหลายอยากได้มาครอบครอง ดีไซน์กล้องมีความโมเดิร์นคลาสสิกมาในรูปทรงสี่เหลี่มจัตุรัส อัดแน่นด้วยคุณสมบัติโหมดการถ่ายภาพที่ครอบคลุมทุกประเภทการใช้งาน ตั้งแต่ Automatic, Party & People, Sports & Action, Macro, Multiple Exposures, Time Exposures, Self-portraits และ Self-timer รวมถึงยังมาพร้อมระบบ Manual Focus 3 ระยะ ตั้งแต่ Macro ถ่ายภาพวัตถุใกล้ได้ถึง 30 ซม. ไปจนถึงระยะไกล 3 เมตร เป็นต้นไป มีแฟลชภายในตัว ปุ่มปรับความมืด-สว่างของภาพ ได้ตามที่ผู้ถ่ายต้องการ

จบไปแล้วกับการแนะนำกล้องโพลารอยด์ 5 รุ่น หวังว่าจะมีประโยชน์ให้กับผู้ที่สนใจไม่มากก็น้อยเลยทีเดียว สำหรับใครที่กำลังอยากช้อปอยากซื้อกล้องโพลารอยด์อยู่ ลองเข้ามาเลือกหาดูได้ที่ Kaidee กันเลย