เดี๋ยวนี้เวลาไปฮอปปิ้งตามคาเฟ่ หรือเดินเที่ยวเล่นในเขตเมืองเก่า นอกจากมือถือและกล้องดิจิทัลที่พกกันไปหลายต่อหลายตัวแล้ว ยังมีอีกหนึ่งไอเท็มยอดฮิต ที่กลับมาเฉิดฉายอย่างสวยงามอีกครั้ง อย่าง “กล้องฟิล์ม”
เราเองเป็นคนหนึ่งที่สนุกสนานกับการถ่ายกล้องฟิล์ม ด้วยเสน่ห์หลายๆ อย่างที่กล้องดิจิทัลไม่มี ไม่ว่าจะเป็นเกรนสุดคลาสิค โทนสีภาพที่สวยงาม ต่างกันไปตามคุณภาพและยี่ห้อฟิล์ม ที่สำคัญคือเรื่อง “ความรู้สึก” และ “ความตั้งใจ” ลองมาดูกันว่า ทำไมกล้องฟิล์มถึงกลับมาได้รับความนิยมอีกครั้ง
7 เสน่ห์อันน่าหลงใหลของกล้องฟิล์ม
“Film is not dead” เป็นประโยคที่ยืนยันความรุ่งเรืองของกล้องฟิล์มในยุคนี้ได้เป็นอย่างดี แม้หลายๆ คนจะบอกว่าเป็นกระแสที่ผ่านมาแล้วผ่านไป แต่ถึงตอนนี้ กล้องชนิดนี้ก็ยังอยู่ในใจของใครหลายคนรวมถึงตัวเราเอง มาดูไปพร้อมๆ กันค่ะ ว่าอะไรในกล้องฟิล์มที่ทำให้ Come back กลับมาได้อย่างสวยงาม
1. กดหนึ่งครั้ง = หนึ่งความทรงจำ

สังเกตไหมคะ แทบทุกครั้งที่เราตัดสินใจลั่นชัตเตอร์กล้องฟิล์ม มักผ่านกระบวนการคิดแบบเล็งแล้วเล็งอีกอยู่หลายครั้ง ไหนจะรอเวลาให้แสงสวย (ช่วงสี่โมง) รวมถึงเดินหามุมและคิดท่าโพสต์อยู่นาน เรียกว่ากว่าจะได้จุดที่ถูกใจ เพื่อให้คุ้มค่ากับการถ่ายฟิล์มหนึ่งรูปนั้น ผ่านเรื่องราวและใช้เวลาไตร่ตรองพอควร
ความที่การถ่ายรูปด้วยกล้องฟิล์มมีข้อจำกัด เพราะมันมีวันหมด ทั้งจำนวนฟิล์มและปริมาณถ่าน ทำให้การถ่ายรูปด้วยกล้องประเภทนี้มีคุณค่าไปโดยปริยาย ทุกครั้งที่เรากดถ่าย สิ่งที่ได้ไม่ใช่รูปภาพเพียงหนึ่งใบ ทว่าเรื่องราวมากมายถูกบันทึกลงไปในหัวใจของผู้ถ่ายเป็นอย่างดี
2. ความดิบของเกรนและโทนสีอันน่าหลงใหล

เชื่อว่าข้อนี้เป็นเสน่ห์อันดับต้นๆ ที่ทำให้คนวัยหนุ่มสาวกลับมาหลงใหลกล้องฟิล์มกันเป็นจำนวนมาก เกรนเม็ดเล็กเม็ดใหญ่ที่ปรากฏในภาพถ่ายนั้น คือความคลาสสิคสวยงามแบบลงตัว ที่ฟิลเตอร์แต่งรูปในปัจจุบันเลียนแบบให้เหมือนยาก
ไหนจะโทนภาพของฟิล์มแต่ละม้วน ที่ต่างกันไปตามยี่ห้อ ISO และลูกเล่นต่างๆ รวมถึงโทนสีวอร์ม โทนสีคูล หรือสีอื่นๆ ทั้งยังมีฟิล์มบูด ฟิล์มหนัง แตกประเภทออกไปอีกมากมาย รับรองว่า “กล้องฟิล์ม” มีลูกเล่นและความสนุกให้คุณเผชิญอีกเพียบ
3. ลุ้นและรออย่างมีความหมาย

อย่างที่ทราบกันดีว่า กระบวนการของกล้องฟิล์มมีหลายขั้นตอน เริ่มตั้งแต่การเลือกฟิล์มสักตัวให้เหมาะกับสิ่งที่เราจะถ่าย เพราะฟิล์มหนึ่งตัวให้โทนสีภาพไม่เหมือนกัน หากถ่ายที่ๆ มีแสงมาก เลือก ISO น้อยไปก็ไม่มีปัญหา แต่ถ้าแสงน้อยก็เสี่ยงหน่อย แลกมากับเกรนที่เยอะขึ้น หรือรูปมืดเกินไป
ทั้งนี้กว่าจะบรรจงถ่ายทีละรูปให้ครบ 36 รูป (บางม้วน 72 รูป) ก็ต้องใช้เวลาและความตั้งใจเอามากๆ ฟิล์มบางม้วนใช้เวลาหลายเดือนกว่าจะถ่ายครบทุกรูป จากนั้นถึงนำไปล้างได้ และพอไปที่ร้านก็ใช้เวลาล้างและแสกนอีกประมาณหนึ่ง เรียกว่า ทุกกระบวนการผ่านการรอคอยและความคาดหวัง นั่นแหละถึงทำให้ “ภาพถ่ายฟิล์มมีความหมาย”
4. ได้ความสดใหม่ทุกครั้งที่ถ่าย


กล้องเดิม ฟิล์มเดิม แสงเดิมภายใต้สภาพแวดล้อมแบบเดิม ไม่ได้หมายความว่าภาพของคุณที่บันทึกผ่านกล้องฟิล์มจะออกมาเหมือนเดิม มุมอาจเหมือนเดิมก็จริง แต่มั่นใจได้ว่าแสง เกรนและฟีลของภาพที่ได้ต่างออกไปแน่นอน
เสน่ห์ตรงนี้ทำให้หลายคนสนุกและลุ้นทุกครั้งที่ถ่าย ว่ารูปจะออกมาเป็นอย่างไร ไหนจะมีปัจจัยอื่นๆ อย่างน้ำยาล้างฟิล์มและเครื่องสแกนภาพของแต่ละร้าน ทั้งแสง ความคมชัด การ Push Stop ก็ทำให้ภาพไม่เหมือนกัน เรียกได้ว่าล้าง 10 ร้านก็ได้รูปที่ต่างกันไป 10 ใบ
5. เรียนรู้กับถ่ายภาพได้ไม่มีที่สิ้นสุด

ข้อนี้วัดจากประสบการณ์ตัวเอง ซึ่งคลุกคลีกับกล้องฟิล์มมาเกือบ 3 ปี ถึงตอนนี้ก็ยังมี Passion และสนุกกับการถ่ายอยู่ทุกครั้ง ยังคงเพลินกับการเดินหาแสง หามุมไปเรื่อยๆ เพราะฟิล์มทุกม้วนให้สีและเกรนที่ต่างกันไป ตามสภาพแวดล้อม
สำหรับเราแล้วการถ่ายฟิล์มจึงเป็นอะไรที่คาดเดาได้ยาก รูปหนึ่งรูปมีหลายปัจจัยเป็นตัวกำหนด ไม่ใช่แค่วัดแสงดีแล้วจะได้รูปดังใจ แต่มีอะไรหลายๆ อย่างให้เรียนรู้และพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เรียกว่าชาเลนจ์ทุกทีที่กด
6. รูปทุกรูปมีคุณค่า


ความที่กล้องดิจิทัลถ่ายได้เรื่อยๆ เป็นพันรูป โดยไม่ต้องกังวลกับข้อจำกัด ทำให้บางทีเราอาจไม่ได้โฟกัสกับการถ่ายเท่าที่ควร ถ่ายไปไว้ก่อนให้สบายใจ เผลอๆ ไม่ได้ย้อนกลับมาดูรูปด้วยซ้ำ ปล่อยให้นอนนิ่งอยู่ในโฟลเดอร์อยู่อย่างนั้น
ในทางตรงกันข้าม หากเป็นรูปที่ถ่ายจากกล้องฟิล์ม เรานับวันรอที่จะดูรูปอย่างใจจดจ่อ ตั้งแต่วันที่ส่งให้ร้านล้าง ทุกครั้งที่เมลล์เด้งแจ้งเตือนมา เราจะเปิดดูทีละรูปช้าๆ พร้อมลุ้นไปด้วย บางรูปก็นานจนลืมไปแล้วว่าถ่ายเอาไว้ (กว่าจะครบม้วน) ได้ย้อนเวลา กลับไปดื่มด่ำกับความสุขที่ได้เห็นรอยยิ้มของคนที่เรารักผ่านภาพถ่ายอีกครั้ง
7. พกพาง่าย น้ำหนักเบา
ตากล้องสายสตรีทและแคนดิดน่าจะถูกใจกล้องฟิล์มได้ง่าย เพราะด้วยขนาดกะทัดรัด น้ำหนักเบา พกไปถ่ายที่ไหนก็ง่าย ให้คุณเก็บทุกจังหวะได้ทันท่วงที ไม่พลาดชอตสำคัญ ยิ่งถ้าเป็นกล้องแบบ Point of view shot ยกเล็งถ่าย สะดวกครบจบในตัวเดียว โดยเฉพาะกล้องฟิล์มแบบใช้แล้วทิ้ง เล็กขนาดใส่กระเป๋ากางเกงได้เลยด้วยซ้ำ
สรุปท้ายบทความ
จะเห็นได้ว่าตลาดกล้องฟิล์มที่ผ่านมา ค่อนข้างคึกคักและมีสีสันพอสมควร สังเกตได้จากราคาฟิล์มและตัวกล้องที่แพงขึ้นหลายเท่าตัว อย่างตัวเราเองซื้อกล้องฟิล์มตัวหนึ่งมา 1,500 บาท ปัจจุบันกล้องรุ่นนั้นปีนขึ้นไปเริ่มต้นที่ 3,000 บาทแล้ว
ส่วนราคาฟิล์มไม่ต้องพูดถึง มีแต่แพงขึ้นเรื่อยๆ ถือเป็นอีกหนึ่งไอเทมที่คุ้มค่าทั้งฟังก์ชันและครบเครื่องในเรื่องแฟชั่น ถือแล้วคูล คู่ควรกับคนที่อยากบันทึกความทรงจำผ่านรูปถ่าย
…เป็นกล้องที่เรียกว่า Beyond เหนือกาลเวลาที่แท้จริง

