ดีไซน์ออฟฟิศยุคหลังโควิด WFH : Work From Home, Heaven or Hell ?

ดีไซน์ออฟฟิศยุคหลังโควิด WFH : Work From Home, Heaven or Hell ?

การแพร่ระบาด COVID-19 ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาสร้างความเปลี่ยนแปลงต่อโลกและวิถีชีวิตของผู้คนโดยฉับพลัน หนึ่งในตัวอย่างที่เห็นได้ชัดจากภาคการทำงานคือการที่องค์กรประกาศให้พนักงาน Work From Home ซึ่งเป็นนโยบายที่หลายๆ บริษัทไม่เคยใช้และอาจไม่เคยคิดมาก่อนด้วยซ้ำ! 

แต่ด้วยสถานการณ์บังคับ ทุกคนจึงต้องปรับตัวและเรียนรู้ไปตามวิถี WFH เรา VDO Conference กันบ่อยขึ้น ใช้เอกสารออนไลน์แทนการพริ้นท์กระดาษ เลือกเทคโนโลยีเพื่อช่วยให้การทำงานสัมฤทธิ์ผล และอื่นๆ อีกมากมาย ที่พาลให้คนทำงานจำนวนไม่น้อยรู้สึกก่ำกึ่งว่าตัวเองกำลัง Work From Home หรือ Work From Heaven หรือ Work From Hell กันแน่

ความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวยังส่งผลกระทบต่อเนื่องถึงการออกแบบออฟฟิศในอนาคต ซึ่งใน Online Session ของงาน Creative Talk Conference หรือ CTC 2021 ได้หยิบยกประเด็นนี้มาพูดคุยผ่านหัวข้อ “WFH : Work From Heaven or Work From Hell” โดยมีคุณอุ้ม-สมบัติ งามเฉลิมศักดิ์ ผู้เชี่ยวชาญการออกแบบภายในสำนักงานและผู้ก่อตั้งพื้นที่ทำงาน Paperspace และคุณบี-อภิชาติ ขันธวิธี กรรมการผู้จัดการบริษัท คิว เจน คอนซัลแทนท์ จำกัด และเจ้าของเพจ HR – The Next Gen ร่วมแบ่งปัน

Online Session ของงาน Creative Talk Conference 2021
ในส่วนของหัวข้อ WFH : Work From Heaven or Work From Hell
โดยคุณบี-อภิชาติ ขันธวิธี และคุณอุ้ม-สมบัติ งามเฉลิมศักดิ์ (คนที่ 2 และ 3 นับจากด้านซ้ายไปขวาตามลำดับ)

เทรนด์ใหม่ของการทำงานกับ Hybrid Working 

รูปแบบการทำงานเป็นเรื่องที่มีวิวัฒนาการ ตั้งแต่ยุคอุตสาหกรรมที่แรงงานถูกย้ายสถานที่ทำงานจากไร่นาสู่โรงงานอุตสาหกรรม จากนั้นมีการแบ่งคนบางส่วนเข้ามาทำงานในตึกสำนักงาน และพัฒนาต่อมาจนเป็นรูปแบบออฟฟิศที่พนักงานนั่งอยู่ที่โต๊ะของตัวเองมีพาร์ติชันกั้นเพื่อความเป็นส่วนตัว ก่อนจะก้าวเข้าสู่ Activity Based Workplace ที่เน้นออกแบบพื้นที่ตามกิจกรรมการทำงานของพนักงาน

ทั้งหมดกำลังถูกทรานสฟอร์มอีกครั้งจากตัวเร่งปฏิกิริยาอย่าง COVID-19 โดยกูรูด้านออฟฟิศดีไซน์อย่างคุณอุ้ม-สมบัติ เล่าว่าปีที่ผ่านมาทุกองค์กรในโลกต้อง Set Zero ตัวเอง คนทำงานถูกบังคับให้ Work From Home กันนานนับเดือน พร้อมกับคำศัพท์เกิดใหม่อย่าง “Hybrid Working” หรือการให้ทางเลือกแก่พนักงานว่าเขาสามารถทำงานในสภาพแวดล้อมไหนได้ดีที่สุดนั่นเอง

“Hybrid Working คือการทำงานจากออฟฟิศผสมกับการทำงานที่ใดที่หนึ่งก็ได้ และอาจไม่ใช่แค่บ้านเพียงอย่างเดียว เพราะในความเป็นจริงบางคนทำงานจากที่บ้านไม่ได้ด้วยปัจจัยหลายอย่าง เช่น คอนโดเล็ก มีพ่อแม่ลูกเล็กอยู่ด้วย จึงเป็นสภาพแวดล้อมที่ทำให้นั่งทำงานที่บ้านไม่ได้ พวกเขาจึงต้องหาทางเลือกของการทำงานอาจเป็น Co-Working Space ที่ปลอดภัยหน่อย Serviced Office ที่มี Private Space หรือแม้แต่ Public Space” 

รูปแบบ Hybrid Working เปิดโอกาสให้ทุกคนได้ทำงานในสเปซของตัวเอง
ภาพจาก blog.prototypr.io

โลกเปลี่ยน การดีไซน์ออฟฟิศเปลี่ยน

Work From Home ช่วงเวลาดังกล่าวยังเป็นบทพิสูจน์ว่าคนสามารถทำงานที่ไหนก็ได้ และนั่นส่งผลให้การดีไซน์ออฟฟิศกำลังจะเปลี่ยนไป ซึ่งคุณอุ้มได้แจงให้เห็นภาพการออกแบบออฟฟิศต่อจากนี้ว่า

“ความหมายของออฟฟิศจะถูกตีความใหม่ ว่าวัตถุประสงค์ของออฟฟิศนั้นคืออะไร เช่น ออฟฟิศนี้ต้องการให้คนเข้ามาเพื่อทำ Town Hall, Team Building, Collaboration แปลว่าออฟฟิศนี้ไม่ต้องมีโต๊ะทำงานเลย โต๊ะทำงานคือคุณกลับไปทำที่บ้าน” 

โดยขั้นตอนการออกแบบพื้นที่สำนักงานนั้น พื้นฐานเดิมจะคำนวนจากพนักงาน 1 คน ต่อพื้นที่การทำงาน 10 ตารางเมตร นั่นหมายความว่า หากมีพนักงาน 100 คน เราควรมีพื้นที่ออฟฟิศ 1,000 ตารางเมตร อย่างไรก็ตาม ด้วยสถานการณ์ปัจจุบันที่สามารถ Remote Working ได้ ทำให้เราไม่สามารถใช้ตัวเลขพนักงานทั้งออฟฟิศมาคำนวนพื้นที่ใช้งานได้อีก 

“สมมติว่าบริษัทมีพนักงาน Remote Working จำนวน 50 เปอร์เซ็นต์ แสดงว่าเขาต้องการโต๊ะทำงานในออฟฟิศแค่ 50 เปอร์เซ็นต์ เราก็จะได้ 500 ตารางเมตร ไว้ตั้งหลักก่อน ต่อมาคืออยากได้อะไรอีก เช่น อยากได้ห้องประชุม เพราะประชุมเยอะมาก เราก็เพิ่มเข้าไปในเลย์เอ้าท์ สุดท้ายมันอาจจะจบที่ 700-800 ตารางเมตร ซึ่งไม่ใช่ 1,000 ตารางเมตร เหมือนเดิม”

คุณอุ้มยังเสริมด้วยว่างานดีไซน์ออฟฟิศต่อจากนี้ไปต้องทำให้ได้เหมือนการออกแบบบ้านที่ปรับฟังก์ชันตามผู้อยู่อาศัย กล่าวคือพนักงานมีลักษณะการทำงานอย่างไร การออกแบบพื้นที่ก็ต้องตอบโจทย์งานในลักษณะนั้น

เทรนด์การดีไซน์ออฟฟิศต่อจากนี้จะเน้นตอบโจทย์ลักษณะการทำงานของพนักงานมากขึ้น
ภาพจาก www.steelcase.com

ดีไซน์เพื่อประสบการณ์ที่ดีของคนทำงาน 

อีกจุดที่องค์กรไม่ควรมองข้ามคือการสร้างประสบการณ์ที่ดีในการทำงานเฉกเช่นการทำ Customer Experience ซึ่งสามารถต่อยอดไปถึง Performance ที่ดีขององค์กรได้ด้วย

คุณบี-อภิชาติ แชร์ให้ฟังว่า การออกแบบออฟฟิศใดๆ ก็ตามล้วนมีผลต่อประสบการณ์ของพนักงาน โดยงานวิจัยชิ้นหนึ่งพบว่ามี 6 ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับ Employee Experience ประกอบด้วย Human, Structure, Leadership, Technology, Workplace และ Community ซึ่งองค์กรควรเข้าไปแทรกแซงบางอย่างเพื่อให้ทั้ง 6 ตัวนี้สามารถตอบโจทย์ได้ว่า Vision, Mission และเป้าหมายขององค์กรคืออะไร 

“ถ้าเราบอกว่า วันนี้สิ่งที่จะทำให้องค์กรไปถึงเป้าหมายได้ ต้องเป็นการทำงานแบบที่พนักงานต้องมี Collaboration ที่ดี ต้องทำงานร่วมกันอย่างดี เราต้องย้อนกลับมาดูว่าแล้วการออกแบบออฟฟิศนั้น ส่งเสริม Collaboration จริงหรือเปล่า 

ยกอีกหนึ่งตัวอย่างว่า พนักงานจำเป็นต้องพูดคุยกับลูกค้าผ่าน Conference แต่ออฟฟิศเราไม่มีห้องที่เหมาะเลย สิ่งที่เกิดขึ้นคือพนักงานจำเป็นต้อง Conference โดยที่นั่งใกล้ๆ กัน เสียงมันก็ตีกันไปหมด เพราะฉะนั้นการคุยของเรามันไม่มีประสิทธิภาพ สิ่งที่เกิดขึ้นต่อมาพนักงานจะรู้สึกว่า Burnout และสุดท้ายเราก็ไม่สามารถนั่งทำงานที่ออฟฟิศของเราได้ เราจะโฟกัสไม่ได้ และจากสถานการณ์ปัจจุบันที่ทำให้วิธีการทำงานเปลี่ยนจาก A เป็น B ทำให้เป็นอุปสรรคได้ เพราะพนักงานจะรู้สึกว่ามีข้อจำกัดเยอะไปหมดเลยกว่าจะทำให้งานประสบความสำเร็จได้” 

เริ่มต้นออกแบบออฟฟิศยุคใหม่ให้อยู่หมัด

สิ่งสำคัญในการเริ่มต้นออกแบบออฟฟิศแห่งอนาคต คุณบีแนะนำว่า ควรดูที่ธรรมชาติของงานก่อนว่ามีลักษณะใด แบบไหนมีข้อจำกัดที่ไม่สามารถนำงานกลับไปทำที่บ้าน เช่น ข้อจำกัดด้านเทคโนโลยีที่ใช้อยู่ ข้อมูลผูกติดอยู่กับตัวออฟฟิศ เหล่านี้จะทำให้แยกได้ว่าคนกลุ่มไหนที่เราสามารถจัดให้เขาอยู่หรือไม่อยู่ในออฟฟิศได้   

จากนั้นจึงพิจารณาเรื่องธรรมชาติของคนทำงาน ทั้งในแง่เพศ วัย ความพร้อมที่จะเข้าถึงเทคโนโลยี ฯลฯ เพื่อนำไปสู่การพัฒนาพนักงานให้เขาสามารถทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ 

ในขณะเดียวกันต้องกลับไปดู Motivation ของพนักงานด้วย เพราะเวลาที่เราบอกว่า WFH หรือ Work From Anywhere ถ้าออกสตาร์ทโดยที่ไม่มองฝั่งพนักงานเลย ไม่ใช่พนักงานทุกคนที่พร้อม ไม่ใช่ทุกคนที่บ้านเขาจะมีห้องทำงาน เขาอาจจะใช้โต๊ะกินข้าวนั่งทำงานไปตลอด ซึ่งไม่สะดวกกับเขา รวมถึงปัญหาสุขภาพ ฉะนั้นสิ่งที่องค์กรทำได้คือทยอยให้ Benefit บางอย่าง Trade off บางอย่างเพื่อวัตถุประสงค์เดียวเลยคือ Performance ยังคงคุณภาพได้เหมือนเดิม” คุณบีกล่าว 

ในเรื่องนี้คุณอุ้มก็มีมุมมองคล้ายกัน นั่นคือการให้ความสำคัญกับพนักงานทุกระดับ โดยก่อนเริ่มดีไซน์ออฟฟิศ ควรจัดทำ Employee Survey เพื่อหาข้อจำกัด รวมถึง Motivation ของพนักงานทั้งในรูปแบบการทำงานที่บ้านและออฟฟิศ จากนั้นจึงเอาข้อมูลที่ได้จากผู้บริหาร (Top Down) มาแมทช์กับพนักงานปฏิบัติการ (Buttom Up) เพื่อค้นหาสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับองค์กรนั้นๆ 

คุณอุ้มแนะนำเพิ่มเติมว่า “โจทย์สำคัญในการบริหารตอนนี้เลยคือการดู Sizing ที่เหมาะสมขององค์กรควรเป็นอย่างไร พนักงานประจำที่ต้องอยู่ออฟฟิศเลยจริงๆ มีเท่าไร พนักงานที่สามารถ Move in Move out ได้มีกี่เปอร์เซ็นต์ แล้วพนักงานที่เราจะจ้างแบบฟรีแลนซ์ ทำงานข้างนอกแล้วส่งงานมาให้เราจะต้องมีพื้นที่ตรงนี้เท่าไหร่ ทั้งหมดนี้ต้องนำมาประเมินด้วย”

สร้างประสบการณ์การทำงานที่ดีให้พนักงานเพื่อลดสภาวะ Burnout
ภาพจาก www.steelcase.com

สรุปดีไซน์ออฟฟิศอย่างไร ให้ WFH คือ Heaven 

คีย์ในการดีไซน์ออฟฟิศให้เป็นสวรรค์สำหรับคนทำงานประกอบด้วย 2 ประเด็น กล่าวคือ

1.) องค์กรต้องดีไซน์ประสบการณ์ให้เหมาะสมกับลักษณะของคนทำงาน และทำให้พวกเขารู้สึกพึงพอใจ และ

2.) ต้องเป็นออฟฟิศที่ทำให้พนักงานรู้สึกว่าเมื่อพวกเขาเข้ามาทำงานแล้วสามารถทำงานที่ดีที่สุดของเขาได้ และมีทางเลือกที่จะนั่งทำงานที่ใดก็ได้เพื่อให้ผลงานออกมาดีที่สุด

หรือสรุปรวมง่ายๆ ว่า “Right Place For The Right Activity” นี่แหละที่จะเป็น Work From Heaven สำหรับคนทำงาน

ทำอย่างไรให้คุณมีความสุขกับ Work From Home มากขึ้น

ทำอย่างไรให้คุณมีความสุขกับ Work From Home มากขึ้น

ความฝันที่ว่าจะได้ทำงานที่บ้านเป็นจริงสักที

การทำงานที่บ้านหรือ Work From Home น่าจะเป็นสิ่งที่ใครหลายคนถามหามาทั้งชีวิต ด้วยการที่ได้ตื่นเกือบ 9 โมงของเช้าวันจันทร์ ลุกออกจากเตียงอย่างต๊ะต่อนยอนไปแปรงฟัน ล้างหน้า จะอาบน้ำหรือไม่ก็แล้วแต่คุณ เดินไปเปิดคอมพิวเตอร์พร้อมกับขนมปังปิ้ง 2 แผ่นและกาแฟร้อนๆ ที่ดริปเองกับมือ และคุณก็เริ่มงาน

ความฝันช่างหอมหวาน แตกต่างกับความเป็นจริงเหลือเกิน เพราะแค่เข้าเดือนที่ 4 หรือ 5 ของการ Work From Home คุณก็แทบกระอักเลือด หมดอาลัยตายอยากอยู่ในบ้าน ก็เพราะมันน่าเบื่อเกินไป เครียดและเหงาเกินไป มนุษย์ซึ่งเป็นสัตว์สังคมอยู่แล้วคงไม่สามารถทนต่ออะไรแบบนี้ได้นานเท่าไร

จะสร้างความสุขกับ Work from Home อย่างไร

แม้สถานการณ์ปัจจุบันจะถือว่าดีขึ้นมากแล้ว ถึงกระนั้นความเสี่ยงก็ยังคงมีอยู่ ซึ่งบริษัทห้างร้านบางแห่งก็ยังคงไว้ซึ่งมาตรการ Work from Home เพื่อความปลอดภัยของพนักงานเอง

แต่สำหรับใครหลายคน การต้องทำงานที่บ้านต่อไปอีกเดือนเป็นเรื่องเลวร้ายพอๆ กับความเจ็บช้ำทางการเงินที่ต้องเจอเดือนละ 2 ครั้ง

ถึงกระนั้น มันก็ยังพอมีวิธีที่จะทำให้การ Work from Home หรือการทำงานที่บ้านของคุณมีความสุขมากขึ้น และคุณอาจจะรู้สึก “สนุก” ไปกับมันอีกด้วย

แยกพื้นที่ทำงานออกจากส่วนอื่นๆ ของบ้าน

เมื่อถามถึงการทำงานที่บ้าน ใครหลายคนมักให้คำตอบว่า พวกเขาทำงานบนโซฟาในห้องนั่งเล่น หรือทำงานในห้องนอนของพวกเขาเอง ในกรณีที่หนักกว่าคือ การทำงานบนเตียงนอน ซึ่งการทำงานแบบนี้ส่งผลเสียต่อสมาธิของเรา เพราะการทำงานบนโซฟา อาจจะทำให้เราเผลอหยิบรีโมททีวีที่วางใกล้ๆ กันมาเปิดดูรายการตอนบ่าย ซึ่งรู้ตัวอีกทีก็ผ่านไปชั่วโมงกว่าแล้ว หรือการทำงานบนเตียงก็อาจทำให้เราผลอยหลับไปไม่รู้ตัว เสียงานเสียเวลาไปโดยใช่เหตุ

การไม่มีพื้นที่เพื่อการทำงานโดยเฉพาะ ทำให้เราไม่สามารถแบ่งแยกระหว่างการทำงานและกิจกรรมอื่นๆ ได้ 100 เปอร์เซ็นต์เต็ม สิ่งที่เราควรทำจึงเป็นการจัดสรรพื้นที่การทำงานที่บ้านให้กับตัวเองโดยเฉพาะ เพราะจะทำให้คุณอุทิศเวลาและสมาธิกับการทำงานได้ดีกว่า

จัดพื้นที่ให้การทำงานภายในบ้านของคุณโดยเฉพาะ

หากคุณมีห้องหับภายในบ้านที่ยังว่างโล่งอยู่ คุณอาจเลือกใช้เป็นห้องทำงานของคุณได้ หรืออย่างน้อย มองหาพื้นที่ภายในบ้านที่มีขนาดกว้างและปราศจากการรบกวนจากปัจจัย ทั้งภายในและภายนอกบ้าน 

สิ่งที่สำคัญที่สุดที่คุณควรพิจารณาคือ การที่คุณจะสามารถทำงานได้อย่างสงบ ไม่โดนรบกวนจากคนในบ้านหรือสภาพแวดล้อมรอบตัวคุณ

และไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด จงหลีกเลี่ยงการตั้งโต๊ะทำงานภายในห้องนอนโดยเด็ดขาด เพราะนั่นแทบไม่ต่างจากการเอาเนื้อไปวางบนปากสิงโต และบอกมันว่าอย่ากิน

ยังเหมือนเดิม ยังไงก็ยังอย่างนั้น

ไม่ใช่อาการอกหักของวงบอดี้แสลม แต่เป็นเรื่องของกิจวัตรประจำวันของเราที่ควรจะเป็น

เมื่อไม่ต้องไปทำงานที่ออฟฟิศ หลายคนมักตื่นสายขึ้น คุณอาจลุกขึ้นไปล้างหน้าและแปรงฟัน แต่ยังอยู่ในชุดนอนของตัวเองไปจนถึงบ่ายแก่ๆ การกระทำเช่นนี้จะส่งผลให้สมองไม่ตื่นตัว ไม่มีความกระตือรือร้นที่จะเริ่มทำงาน เพราะสภาพแวดล้อมและการกระทำของคุณแตกต่างออกไปจากวันที่ต้องตื่นไปทำงาน และสมองของคุณอาจกำลังกระซิบข้างหูคุณ ที่กำลังซึมเซาอยู่ในชุดนอนเบาๆ ว่า

“ไหนๆ ก็ใส่ชุดนอนอยู่แล้ว หลับต่ออีกหน่อยจะเป็นไร”

เพราะฉะนั้น สิ่งที่เราควรทำคือ ตื่นนอนในเวลาเดียวกันกับวันที่เราต้องเดินทางไปทำงานที่บริษัทหรือออฟฟิศ ลุกขึ้นมาอาบน้ำและจัดการตัวเองให้เรียบร้อย และใส่ชุดที่สามารถสวมใส่ออกไปข้างนอกได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นยูนิฟอร์มของที่ทำงาน แต่อาจเป็นชุดกึ่งทางการหรือชุดที่ให้ความรู้สึกกระฉับกระเฉงและกระตือรือร้น

มีกิจวัตรประจำวันให้เหมือนกับการไปทำงานที่บริษัท

ใจความสำคัญคือ เราต้องการกระตุ้นสมองของเรา ให้รู้สึกเหมือนกับว่าเรากำลังออกไปทำงานที่บริษัท ไม่ใช่ที่บ้าน นอกจากจะช่วยให้เรารู้สึกกระตือรือร้นกับการทำงานมากขึ้นอย่างน่าเหลือเชื่อแล้ว การมีกิจวัตรก่อนเริ่มงานเช่นนี้ยังช่วยให้เราพร้อมต่อสถานการณ์ที่ไม่ทันตั้งตัวอาทิ การประชุมด่วนหรือการวิดีโอคอลกับลูกค้ากะทันหันอีกด้วย

นอกจากนี้ ยังมีวิธีที่เรียกว่า “Fake Commute” หรือเรียกในภาษาท้องถิ่นว่า “แกล้งๆ เดินทาง” เป็นวิธีที่ใครหลายคนเลือกใช้ เพื่อให้เกิดความรู้สึกของการ “ไปทำงาน” จริงๆ โดยบางคนอาจออกไปเดินรอบละแวกบ้านเป็นเวลา 10-15 นาทีต่อวัน อาจเดินไปดื่มกาแฟกับร้านที่อยู่ไกลบ้านไปอีกหน่อย หรืออาจขับรถไปซื้อของก่อนกลับมาทำงาน  ซึ่งจะช่วยให้เราตื่นตัวต่อการทำงานได้ไม่แพ้กัน

มีตารางชีวิตที่แน่นอน

อีกหนึ่งความท้าทายของการ Work From Home คือการที่เราไม่ต้องทำตามตารางเวลาของบริษัท ส่งผลให้วันทั้งวันของเรา ถ้าไม่ดูยุ่งเหยิงไปเลย ก็จะกลายเป็นว่างเปล่าไปอย่างสิ้นเชิง  ซึ่งการที่เราไม่รู้จะเริ่มทำอะไรในแต่ละวันย่อมส่งผลให้การทำงานของเรายังย่ำอยู่กับที่ และไม่ได้ชิ้นงานที่สมควรจะได้ในแต่ละวัน

แม้ว่าการมีภาพลักษณ์ที่พร้อมต่อการทำงานจะช่วยเราเป็นอย่างมาก ดังที่ได้กล่าวไปในข้อที่แล้ว การมีตารางเวลาและการจัดการชีวิตที่แน่นอนก็จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเราเช่นกัน ลองวางตารางการตื่นนอน การรับประทานอาหาร ตารางการทำงานหรือส่งงานหัวหน้า รวมถึงตารางพักเบรคในแต่ละช่วงวัน จะทำให้เรารู้ว่าชั่วโมงนี้ของวันนี้ เราควรทำอะไร และมีงานอะไรบ้างที่ควรทำเสร็จก่อนวันพรุ่งนี้

นอกจากตารางการทำงาน คุณอาจลองวางตารางการออกกำลังกาย การนั่งสมาธิ หรืองานอดิเรกระหว่างวันของคุณด้วยก็ได้ เพราะการ Work From Home หมายถึงการไม่ต้องเดินทางไปที่อื่น ทำให้พอมีเวลาจากการเดินทางมาทำกิจกรรมดังกล่าวได้แน่นอน และกิจกรรมเหล่านี้จะช่วยให้คุณมีสภาพจิตใจที่พร้อมต่อการทำงานอย่างไม่น่าเชื่อเลยทีเดียว

มีปฏิสัมพันธ์กับโลกภายนอกให้บ่อยขึ้น

หากเป็น 3-4 เดือนก่อน การออกไปนอกบ้านยังคงเป็นเรื่องที่ไม่ควรทำเท่าไร จากสถานการณ์ในขณะนั้น แต่กับสถานการณ์ปัจจุบันที่แม้จะไม่ได้ใกล้เคียงสภาวะปกติเลย แต่ก็ถือว่าอยู่ในระดับที่ดีเพียงพอที่เราจะให้รางวัลตัวเอง ที่ต้องอยู่ภายในบ้านมาเป็นเวลาหลายเดือน

ลองหาเวลาสัก 1-2 วันในสัปดาห์ออกมานั่งทำงานในร้านกาแฟ หรือร้านขนมใกล้บ้านของคุณเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศการทำงานของตัวเอง เป็นการชาร์จพลังและลดความ “อุดอู้” จากการอยู่แต่ในบ้านได้เป็นอย่างดี

และในช่วงวันศุกร์หรือวันหยุดสุดสัปดาห์ ลองหาเวลาออกไปทำกิจกรรมกับเพื่อนฝูง ไม่ว่าจะเป็นการเดินเล่นหรือออกกำลังกายในสวนสาธารณะ หรือเลือกนัดกันมาพูดคุยหรือทำงานที่ร้านกาแฟสัก 1 วันในสัปดาห์ เมื่อเสร็จงาน อาจชวนกันไปเดินตลาดนัด ก็ดูเป็นไอเดียที่ดีในการลดความตึงเครียดจากการทำงาน

“เล่น Facebook ให้มากขึ้นซิ”

หากเป็นเมื่อก่อน คำพูดนี้คงฟังดูแปลกไม่เบา เพราะคงไม่มีใครอยากแนะนำให้คนอื่นติดโซเชียลมีเดียให้มากขึ้น แต่ไม่ใช่กับปีนี้แน่นอน หากเราไม่สามารถนัดเจอเพื่อนได้ตามปกติ การมีปฏิสัมพันธ์กับพวกเขาบนโลกออนไลน์ ทั้งคอมเมนต์ ไลก์หรือวิดีโอคอล จะช่วยสมานรอยแผลที่เกิดจากความเหงาและการต้องอยู่คนเดียวได้

ข้อสุดท้ายที่สำคัญที่สุด เลิกงานคือเลิกกัน!

“อะไรที่มากเกินไป ก็ไม่ใช่เรื่องดีทั้งนั้น”

การทำงานก็เช่นกัน แม้ว่าเราจะรักการทำงานมากแค่ไหน สุดท้ายเราก็ควรให้เวลากับตัวเองบ้างเหมือนกัน โดยเฉพาะการ Work from Home

ในขณะที่การทำงานในออฟฟิศยังมีเวลาให้ปรับตัว คือถึงบ้านเมื่อไร เวลาส่วนตัวของเราจึงเริ่มขึ้น แต่การทำงานที่ตัวเราอยู่ที่บ้านอยู่แล้ว มีเส้นแบ่งระหว่างการทำงานและเวลาส่วนตัวที่อยู่ห่างกันเพียงไม่กี่ก้าว หรือบางทีก็แทบไม่มีเลยด้วยซ้ำ จึงเป็นเรื่องสำคัญที่เราควรสร้างมันขึ้นมาด้วยตัวเอง

หากคุณเลิกงานปกติที่ 6 โมงเย็น อยากให้คุณเข้าใจว่าช่วงเวลา Work from Home ของคุณจะต้องหยุดที่ 6 โมงเย็นเช่นกัน เพื่อป้องกันการทำงานเกินขนาด (Overworking) ปล่อยตัวเองไปกับการพักผ่อนหรือกิจกรรมพึงปรารถนาของตัวเองเช่น การเล่นเกมนินเทนโด ซีรีย์ที่คุณยังดูไม่จบ หรืองานอดิเรกที่คุณอยากกลับไปทำ

การกระทำเช่นนี้จะทำให้คุณรู้จักการแบ่งขอบเขตของการทำงานและการพักผ่อนที่ชัดเจน เพราะส่วนใหญ่แล้ว ผู้คนที่ไม่มีความสุขกับการ Work from Home มักมีสาเหตุมาจากการที่พวกเขาแยกไม่ออกว่าเวลาใดคือเวลาทำงาน และเวลาใดคือการพักผ่อนของตัวเอง

Work from Home ก็เหมือนกับดาบสองคม

ในขณะที่เราไม่ต้องตื่นเช้าเพื่อเดินทางไปทำงาน ไม่ต้องแต่งยูนิฟอร์มของบริษัท และไม่ต้องทำตัวเคร่งครัดเหมือนกับอยู่ในที่ทำงาน การที่ไม่มีใครมาคอยดูแลการทำงานของเราย่อมหมายถึงการที่เราต้องสร้างกฎระเบียบให้กับตัวเอง และใช้วินัยของเราในการทำตามกฎเหล่านั้น เพื่อให้เรายังสามารถผลิตงานได้อย่างมีประสิทธิภาพดังเดิม แต่การทำงานมากเกินไป โดยเฉพาะเมื่ออยู่กับบ้าน ที่ไม่มีขอบเขตว่าคุณต้องเลิกทำงานเมื่อใด ก็อาจทำให้คุณอ่อนล้ากว่าปกติ และหากรุนแรงมากขึ้น อาจนำไปสู่สภาวะหมดไปในการทำงาน (Burnout Syndrome) ในที่สุด

เพราะฉะนั้น หากคุณจะได้รับอะไรอีกสักอย่างจากบทความนี้ ขอให้มันเป็น “ความพอดี” ในการทำงานของคุณก็แล้วกันครับ ผมและทุกๆ คนที่ Kaidee ขอเป็นกำลังใจให้กับการทำงานที่บ้านของทุกคน แม้จะไม่ใช่ปีที่ดีที่สุด แต่ก็ขอให้มันเป็นปีที่คุณได้เรียนรู้อะไรเพิ่มเติม และเป็นปีที่คุณมีประสิทธิภาพกับการทำงานมากที่สุดอีกปีหนึ่งครับ