Jan 19, 2025 | ไลฟ์สไตล์
ใครอยากเป็นเศรษฐี?? “ฉันน่ะสิๆ!!” ปัจจุบันการจะทำมาหากินหรือค้าขายอะไรก็ตาม บอกเลยว่าสถานที่ในการวางขายเป็นสิ่งที่สำคัญเป็นอย่างมาก หากเรานั้นอยากได้เงินจากขายเยอะๆ นั้น การมองหาทำเลที่ตั้งของร้านจะต้องแม่น แน่น ดุ และตรงเป้าหมายให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เราจึงรวมมาให้แล้วถึง 5 วิธี การมองหามุมขาย เพื่อทำให้คุณ เลือกทำเลได้ดีที่สุด!!
1.เลือกทำเลจากกลุ่มเป้าหมาย
อาจจะดูเป็นเหมือนเรื่องง่ายๆ แต่จริงๆ แล้วเป็นเรื่องพื้นฐานที่สุดที่ต้องดูก่อน ลำดับแรกเลย ดูในเรื่องของ ประชากรศาสตร์ (Demographics) ว่าสินค้าของเราเหมาะกับคนกลุ่มไหน และเริ่มสำรวจว่าสถานที่ตรงไหนบ้างที่มีกลุ่มเป้าหมายของเราอยู่เยอะ เช่น หากสินค้าของเรานั้นมีกลุ่มเป้าหมาย คือ หนุ่ม-สาวออฟฟิศ วัยทำงาน ทำเลที่ตั้งที่จะดี เหมาะกับกลุ่มเป้าหมายเหล่านี้ อาจจะเป็นห้างสรรพสินค้าในตัวเมืองที่ตั้งอยู่ใกล้แหล่งออฟฟิศ เป็นต้น
2.เลือกทำเลจากการสำรวจการสัญจรของลูกค้า
หลังจากการที่เราได้รู้กลุ่มเป้าหมายแล้วการมองหาสถานที่ขายสักหนึ่งที่นั้น เราควรมองว่าพื้นที่ตรงนั้นคนผ่านไปผ่านมาเยอะหรือเปล่า? และร้านบริเวณที่ใกล้เคียงบริเวณนั้นมีลูกค้าเข้า – ออกมาก – น้อยแค่ไหน ซึ่งเป็นสิ่งหนึ่งที่เราจะต้องมาคำนวณถึงว่า ต่อเดือนจริงๆ แล้วเรานั้นต้องการลูกค้าจำนวนเท่าไร ที่จะไม่ทำให้แต่ละเดือนนั้นติดลบหรือไม่มีกำไรนั่นเอง
3.เลือกทำเลจากข้อดี – ข้อเสียของแต่ละที่
เมื่อเรารู้กลุ่มเป้าหมายที่ต้องการจะขาย และรู้อัตราการสัญจรผ่านไปมาของลูกค้าแล้ว ก็ต้องมามองต่อกับสถานที่ที่เลือกจะวางขาย ควรมองหาสถาที่ที่หลากหลายเพื่อนำแต่ละที่มาเปรียบเทียบถึงข้อดีข้อเสียต่างกันอย่างไร นำข้อดี – ข้อเสียเหล่านั้นมาชั่งน้ำหนักกันดูถึงรายได้ต่อเดือนที่คาดว่าจะได้รับ โดยเริ่มดูได้จากสิ่งที่ง่ายก่อนเลย คือ
ค่าเช่าที่ – เป็นสิ่งที่ต้องดูมากที่สุด เพราะแต่ละที่นั้นมีค่าเช่าที่แตกต่างกันออกไป ถ้าหากเราเลือกพื้นที่ที่มีราคาค่าเช่าต่อเดือนที่สูงแล้วนั้น รายได้ต่อเดือนก็จะได้รับน้อยลง อีกทั้งยังทำให้มี Fixed Cost (ต้นทุนคงที่) ต่อเดือนของเรานั้นเพิ่มขึ้นอย่างไม่จำเป็นอีกต่างหาก ถ้าหากว่าศึกษาข้อมูลของแต่ละที่ ดูแล้วว่าอัตราการสัญจรของลูกค้ามีพอๆ กัน เราควรเลือกที่จะประหยัดต้นทุนของเราให้ได้มากที่สุด
ความปลอดภัย – แน่นอนว่าการเปิดร้านๆหนึ่งย่อมมีค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่นอกเหนือจากค่าเช่าที่อย่างแน่นอน รวมไปถึงความเสี่ยงต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นกับร้านของเรา ดังนั้นเราจึงต้องคำนึงถึงความปลอดภัยทั้งของสินค้าภายในร้าน หรือบริเวณรอบๆ ร้านเช่นเดียวกัน หากบริเวณนั้นมีความเสี่ยงสูงในการตั้งร้าน เราก็ไม่ควรที่เลือกทำเลนั้นเป็นหน้าร้านของเรา
4.เลือกทำเลจากคู่แข่ง
แน่นอนว่าการค้าขาย เราย่อมอยากได้กำไรสูงสุด แต่ถ้าหากว่าที่ที่เราตั้งหน้าร้าน มีคู่แข่งที่ขายสินค้าหรือให้บริการแบบเดียวกันจำนวนมากๆ หากสินค้าของเรานั้นไม่มีความโดดเด่นแตกต่างจากคู่แข่งเจ้าอื่นๆ มากนัก การหาพื้นที่ที่มีคู่แข่งน้อยนั้น ย่อมทำให้เราได้เปรียบในการขายเป็นอย่างมาก เพราะคุณจะเป็นเจ้าเดียวที่ขายสิ่งๆ นั้น ทำให้เมื่อมีลูกค้าที่ต้องการสินค้าเหล่านั้น เขาจะต้องนึกถึงคุณอย่างแน่นอน
5.เลือกทำเลจากความง่ายในการเข้าถึงของลูกค้า
เป็นสิ่งหนึ่งเลยที่ห้ามมองข้ามไป เพราะต่อให้ทำเลของเราจะดีเลิศประเสริฐศรียังไง ถ้าหากหน้าร้านของเราเข้าถึงได้ยาก หรือว่าเข้าไปลึกเกินจนลูกค้ากลัว ก็เป็นเหตุผลที่ทำให้เกิดความอคติในสถานที่ตั้งได้ นั่นก็อาจจะทำให้เราเสียลูกค้าที่จริงๆ แล้วสนใจสินค้าของเราอยู่ก็เป็นได้
ดังนั้นการเลือกหน้าร้านที่จะค้าขายนั้นจะต้องดูและศึกษาให้มากๆ แต่ถ้าใครที่เลือกทำเลไม่ได้สักที หามานานเกิ๊น ก็มาหาทำเลต่อได้เลยที่ BaanKaidee และคุณจะได้เจอที่ดีๆ ที่คุณต้องการ
Jan 19, 2025 | บทความอสังหาฯ
ปัจจุบันเทรนด์ในการรีโนเวทบ้านกำลังได้รับความนิยมอย่างสูง เนื่องจากบ้านหรือคอนโดบางหลังนั้นอาจจะมีดีไซน์ที่ไม่ทันสมัยแล้ว รวมถึง Life Style ไม่ตอบสนองกับวิถีชีวิตในยุคนี้ ทำให้หลาย ๆ คนมองหาการรีโนเวทมากกว่าการซื้อที่อยู่ใหม่ เนื่องจากใช้งบที่ประหยัดกว่าและมีขั้นตอนต่าง ๆ น้อยกว่า แต่หากคุณกำลังที่จะรีโนเวทบ้านเรามีคำแนะนำมาฝาก
หาข้อมูลเยอะ ๆ
ขั้นตอนแรกสำหรับการรีโนโวทบ้านนั้น สิ่งแรกที่เราควรจะทำคือการหาข้อมูลเกี่ยวกับการรีโนเวทให้มากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นสไตล์ วัสดุ ขนาดพื้นที่ ตำแหน่งการวางหลอดไฟ ฯลฯ ยิ่งเรามีข้อมูลเยอะเท่าไหร่ เรายิ่งเห็นภาพรวมของการรีโนเวทมากขึ้น
ลองออกแบบด้วยตัวเอง
ปัจจุบันเรามีเครื่องมือในการออกแบบบ้านที่หลากหลายมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นในมือถือหรือคอมพิวเตอร์ ทำให้เราสามารถที่จะออกแบบบ้านด้วยตัวเราเอง ทำให้เราสามารถที่จะประหยัดเงินในการจ้างช่างมาออกแบบได้หลายบาท อีกทั้งเราจะเห็นภาพในบ้านของเราชัดเจนยิ่งขึ้นอีกด้วย ที่สำคัญการทำแบบนี้ยังสนุกอีกต่างหาก
กำหนดงบไว้อย่างชัดเจน คุยกับผู้รับเหมาให้เคลียร์
หนึ่งในปัญหาที่หลาย ๆ คนมักจะเจอคือการที่งบประมาณที่ตั้งไว้มักจะใช้คำว่าประมาณ ดังนั้นหากเป็นไปได้ให้เรากำหนดงบประมาณที่แน่ชัด ค่าวัสดุ ค่าจ้างคนงาน ค่าเฟอร์นิเจอร์ ค่ารื้อถอน ฯลฯ โดยเราควรคุยกับบรรดาเหล่าผู้รับเหมาให้จบในครั้งเดียวและได้ตัวเลขออกมาแน่นอน ซึ่งวิธีการที่ผู้เขียนอยากจะแนะนำคือการบอกงบที่เรามีให้ผู้รับเหมารับทราบไปเลย เอาให้ชัดเจนจะได้ไม่ต้องมาเพิ่มเงินกันในภายหลัง
เลือกวัสดุให้เหมาะสมกับราคา
สำหรับการรีโนเวทแม้ว่าเราจะมีธีมในใจ แต่เป็นไปได้ยากที่เราจะได้วัสดุตามที่เราต้องการและราคาที่ถูกใจ เนื่องจากหลาย ๆ ปัจจัย ทั้งที่ตั้งของร้านค้า ตำแหน่งของบ้าน และราคาที่แตกต่างกันตามแต่ละพื้นที่ ดังนั้นหากเป็นไปได้ เราควรที่จะหาวัสดุให้เหมาะสมกับราคา ไม่ควรจะแพงเกินไป อันไหนประหยัดได้ประหยัด ที่สำคัญอย่าลืมในเรื่องของการรับประกัน อันจะส่งผลต่อการใช้งานในระยะยาว
อะไรที่ทำได้เองทำไปเลย
ในงานรีโนเวทบางจุดนั้น เราอาจที่จะไม่จำเป็นต้องใช้บริการของผู้รับเหมาเสมอไป เช่นการทาสีภายใน การประกอบเฟอร์นิเจอร์บางชิ้น เป็นต้น ซึ่งวิธีการเหล่านี้อาจจะเสียเวลาสักหน่อย แต่ก็ทำให้เราประหยัดงบประมาณได้หลายบาท ที่สำคัญงานบางอย่างยิ่งทำยิ่งชำนาญ กลายเป็นทักษะติดตัวไปอีกต่างหาก
สุดท้ายนี้ขอให้ท่านผู้อ่านทุกท่านมีความสุขในรีโนเวทบ้านและงบไม่บานปลาย แต่หากว่าคุณอยากจะได้บ้านที่เหมาะกับคุณ หรือหาบ้านที่อยู่ในทำเลที่เหมาะสมเพื่อนำมารีโนเวท ก็ลองมาหาดูใน BaanKaidee ที่นี่เรามีบ้านมากมายให้ได้เลือกหา ครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศไทย สนใจก็ลองเข้ามาหาดูกันได้เลย
Jan 19, 2025 | บทความอสังหาฯ
แม้การทำงานหรือการเรียนในยุคโควิดจะเปลี่ยนผันเป็นการ Work from home และการเรียนก็กลายเป็นเรียนออนไลน์แทน ทว่าในระยะหลังมานี่หลายบริษัทและสถานศึกษาเริ่มกลับมาเปิดทำการ จึงนำมาสู่การไหลรวมของประชากรเข้าสู่ตัวเมืองหลวง อย่างกรุงเทพมหานคร จึงทำให้หลายคนต้องกลับมานั่งทบทวนหนักอีกครั้ง
‘เราควรจะนั่งรถไฟฟ้าจากบ้านไปทำงาน หรือ เช่าคอนโดกลางเมืองไปเลยดีนะ?’
แน่นอนว่าจะให้ตัดสินใจโดยไม่ดูองค์ประกอบความคุ้มค่าโดยรวมก็คงไม่ได้
เราลองมาดูปัจจัยสำคัญที่ช่วยคุณในเลือกช้อยส์ที่เหมาะสมกับคุณที่สุดกันดีกว่า!
1.ความสะดวกสบาย
เดินทางจากบ้าน : ในกรณีที่เราใช้รถไฟฟ้าในการเดินทางมาทำงานจากบ้าน แน่นอนว่าความสะดวกสบายในเรื่องของการเดินทางย่อม ‘น้อยกว่า’ การอยู่คอนโดใกล้ที่ทำงานหรือติดรถไฟฟ้า เพราะบางคนอาจต้องต่อรถออกจากบ้านเพื่อต่อรถไฟฟ้าอีกที
ไหนจะประเด็นความเบียดเสียดบนรถไฟฟ้ายามเช้าอีก แค่คิดก็ปวดหัวแทบจะทันที ทว่า การอยู่บ้านก็มีข้อดีในแง่ของการมีพื้นที่ใช้สอยและสามารถทำกิจกรรมหลายๆอย่างได้แบบอิสระกว่าอยู่บนคอนโด
เช่าคอนโด : การอยู่คอนโดติดรถไฟฟ้านอกจากจะเดินทางสะดวกมากแล้วบางคนอาจอยู่คอนโดที่สามารถเดินเท้าไปถึงที่ทำงานได้ในไม่กี่นาทีด้วย และถึงแม้จะมีประเด็นการเบียดเสียดบนรถไฟฟ้าก็อาจเกิดเพียงไม่กี่นาทีเพราะอยู่สถานีใกล้ที่ทำงาน แถมยังรอรถคันว่างๆได้อีกด้วย
แม้พื้นที่ใช้สอยจะน้อยกว่าบ้าน ทำอาหารได้เล็กน้อย ทว่าคอนโดก็มีพื้นที่ส่วนกลางต่างๆให้เราได้ใช้งาน เช่น ฟิตเนส ห้องอ่านหนังสือ สระว่ายน้ำ ฯลฯ
2.ค่าใช้จ่าย
เดินทางจากบ้าน : เราต้องนำค่าเดินทางทั้งหมดมาบวกรวมกัน การเดินทางเราอาจใช้รถยนต์ส่วนตัวมาจอดรถที่ลานจอดก่อนจะต่อรถไฟฟ้า บางคนหากมาเดินทางจากบ้านเป็นครอบครัวควรจะคำนวณความคุ้มกับจำนวนผู้เดินทางในแต่ละครั้ง ซึ่งหากเดินทางมาพร้อมกันหลายคนย่อมคุ้มกว่าการเช่าคอนโดอยู่แน่นอน ทว่าอาจมีข้อเสียในเรื่องของค่าใช้จ่ายในเรื่องของที่จอดรถบวกเพิ่มเข้ามารวมถึงค่าน้ำมันและค่าบำรุงรถจิปาถะต่างๆนานาเพิ่มขึ้นเข้ามาอีกและในกรณีที่บางคนบ้านอาจอยู่ติดรถไฟฟ้าอยู่แล้ว เรื่องค่าใช้จ่ายนี้น้อยกว่าการเช่าคอนโดอยู่หลายเท่า เนื่องจากคอนโดในเมืองล้วนแต่ราคาหลักหมื่นอัพกันเป็นส่วนมาก ถึงแม้ค่ารถไฟฟ้าจะยิ่งไกลราคายิ่งสูงมากแต่ก็ยังคงถูกกว่าการเช่าห้องเดือนละหมื่นอยู่หลายพันเช่าคอนโด : คอนโดกลางกรุงราคาส่วนใหญ่มักจะอยู่ที่หลักหมื่นบวกๆ ยิ่งทำเลดีแค่ไหนราคายิ่งเพิ่มเท่านั้น แน่นอนว่าถ้าคนมีงบ การเช่าคอนโดอาจเป็นปัจจัยดีที่สุด แต่คนไม่มีงบนั้น การเช่าคอนโดอาจต้องเลือกที่ห่างออกมาจากตัวเมืองหน่อย ซึ่งจะตามมาด้วยค่าเดินทางเพิ่มเติมขึ้นมา เมื่อนำมารวมกับค่าเช่าแล้วอาจทำให้ต้องซดมาม่าทั้งเดือนก็เป็นได้
3.เวลา
เดินทางจากบ้าน : ปัจจัยด้านเวลาขึ้นอยู่กับแต่ละคนว่า ระยะทางจากบ้านนั้นไกลจากสถานที่ทำงานหรือที่เรียนมากน้อยเพียงใด ทว่าแม้บ้านของคุณจะอยู่ใกล้กับที่ทำงานห่างกันไม่ถึง สิบกิโล แต่ก็อาจใช้เวลาเป็นชั่วโมงกว่าจะถึง อย่างที่รู้กันว่า ปัญหาของการจราจรของกรุงเทพมหานครนั้นติดอันดับ 11 ของโลกในการจัดอันดับของ TomTom Traffic Index ปี 2019 ถึงแม้จะสามารถใช้รถไฟฟ้าในการเดินทางได้ แต่เวลาในการเดินทางอาจไม่ได้น้อยไปกว่าการขับรถไปทำงานเลย เพราะยังไม่รวมเวลาที่ต้องรอรถไฟฟ้า หรือ เวลาที่รถไฟฟ้ามักจะเสียเป็นประจำให้คุณได้หงุดหงิดบ่อยๆเช่าคอนโด : หากคอนโดใกล้สถานที่ทำงานคุณ หรือ อยู่สถานีรถไฟฟ้าใกล้ที่ทำงาน นั่นถือว่าคุณโชคดีเป็นอย่างมาก เพราะแทบจะย่นระยะยเวลาในการเดินทางไปกลับบ้านได้เยอะ ทั้งยังมีเวลาเหลือเฟือในการทำอย่างอื่น เช่น นอนดึกตื่นสายขึ้น เข้าฟิตเนส ไปวิ่งตามสวนสาธารณะยามเช้า รวมถึงมีเวลาทำงานอดิเรกอื่นๆของคุณอีกมากมาย แน่นอนว่าหากใครสายปาร์ตี้ยามค่ำคืน การเช่าคอนโดน่าจะเป็นช้อยส์ที่เหมาะสมกับคุณมากที่สุด!
4.ความสบายใจ
เดินทางจากบ้าน : ปัจจัยความสบายใจ อาจเป็นปัจจัยหลักของคนหลายคนในการตัดสินใจ เนื่องจากบางคนรักในการอยู่แบบเป็นแฟมิลี่ การอยู่กับที่บ้านหรืออยู่กับน้องหมาน้องแมวหรือสัตว์เลี้ยงที่รักของคุณ ย่อมช่วยลดความเครียดสะสมจากการทำงานหรือการเรียนได้เป็นอย่างดี เพราะเมื่อคุณกลับบ้านมา คุณจะได้เจอคนหรือสิ่งที่คุณรักรอคอยคุณทุกวันในการกลับบ้าน มีอะไรสามารถพูดคุยแชร์กันได้
แต่ถึงอย่างนั้นสำหรับคนโลกส่วนตัวสูง ความเป็นส่วนตัวของคุณอาจถูกรบกวนได้ง่าย หรือ อาจต้องทำกิจกรรมครอบครัวร่วมกันภายในครอบครัวที่คุณไม่อยากทำ เป็นต้น
เช่าคอนโด : การเช่าคอนโดอาจต้องอยู่คนเดียวแถมยังเลี้ยงสัตว์ไม่ได้ แต่สำหรับคนที่มีความสบายใจในการอยู่คนเดียวถือเป็นทางเลือกที่ดีอย่างมาก เพราะคุณจะได้ใช้เวลาอยู่กับตัวเองมากขึ้น แถมมีเวลานั่งเงียบๆ ผ่อนคลายตัวเองได้ดีอีกด้วย ทั้งนี้ทั้งนั้นอาจมีเสียงรบกวนจากเพื่อนบ้านห้องข้างๆ แต่โดยรวมแล้วคุณจะได้ใช้เวลาอยู่คนเดียวอย่างเต็มที่แน่นอน
สำหรับปัจจัยในการเลือกสำหรับคนบ้านไกลอย่างเรานั้นนอกจากปัจจัยทั้ง 4 ข้อข้างต้นแล้ว ควรพิจารณาว่าแบบใดที่จะดีต่อ ‘สุขภาพกายและสุขภาพจิต’ ของเราได้มากที่สุด เพราะการทำงานมีความเครียดสะสมเยอะ การกลับมาบ้านหรือห้องเพื่อพักผ่อนควรเป็นที่ๆ เราได้พักผ่อนอย่างแท้จริง หากใครที่มีงบไม่เยอะ อยากซื้อคอนโดมือหนึ่งแต่ไม่ไหวก็สามารถลองดูเป็นคอนโดมือสองหรือเช่าคอนโดรายเดือนได้ เนื่องจากบางครั้งการเช่าคอนโดอาจจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่าหากคุณไม่ได้จะทำงานอยู่สถานที่นั้นในระยะยาว แต่การซื้อคอนโดมือสองก็ถือเป็นเรื่องดีเพราะคุณจะมีกรรมสิทธิ์ครอบครองเลยไม่ต้องเสียเงินในชื่อคนอื่น
ถ้าคุณไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นดูหรือหาที่ผู้ปล่อยเช่าคอนโดจากไหน ลองเข้ามาดูได้ที่ Baan Kaidee ที่ผู้ขายมีความน่าไว้วางใจและได้รับการตรวจสอบมาอย่างดีแล้ว ทั้งยังมีคอนโดหลายสถานที่ หลายแห่งมากมายให้คุณได้เลือกสรรตามใจคุณ
Jan 19, 2025 | บทความอสังหาฯ
ไม่ว่าจะเป็นใคร ก็คงอยากที่จะมีชีวิตเป็นของตัวเอง ได้ใช้ชีวิตแบบที่ตัวเองต้องการกันทั้งนั้น ไม่มีข้อยกเว้น แม้ว่าวันหนึ่งคุณจะกลายเป็นคนที่มีข้อจำกัดบางประการในการใช้ชีวิต แต่ทุกอย่างจะไม่เปลี่ยนไปเลย หากสภาพแวดล้อมในชีวิตของคุณถูกออกแบบมาให้ทุกคนสามารถเข้าถึงได้อย่างไม่มีข้อจำกัด
หนึ่งในสถานที่ที่ควรพร้อมมากที่สุดคือ “บ้าน” สถานที่ที่รวมคนทุกเพศ ทุกวัย ไม่ว่าจะเป็น พ่อแม่ ปู่ย่าตายาย หรือหลานตัวเล็กที่นอนอยู่ในรถเข็นเด็ก โดยที่ความต้องการของคนแต่ละกลุ่มมีความแตกต่างกันออกไป แล้วจะทำอย่างไรให้บ้านของเราเหมาะสำหรับการใช้ชีวิตของทุกคน ไปดูสิ่งที่ต้องคำนึงถึงในการวางแผนออกแบบบ้านสำหรับคนทุกกลุ่มกันดีกว่า
Universal Design คืออะไร และสำคัญอย่างไร
แนวคิดของการออกแบบองค์ประกอบของพื้นที่ สิ่งอำนวยความสะดวก การก่อสร้างบ้าน สถานที่ทำงาน หรือที่สถานที่ต่างๆ ให้เหมาะสมกับทุกคน และทุกคนสามารถใช้งานได้ เข้าถึงได้อย่างสะดวก โดยที่การออกแบบเหล่านี้ จะไม่มีการเจาะจงถึง เพศ อายุ ขนาดของร่างกาย หรือความสามารถในการเข้าถึงได้ จึงกล่าวได้ว่า Universal Design เป็นการออกแบบให้ผู้ใช้งานสามารถใช้ชีวิตของตัวเองได้อย่างเต็มความสามารถ ไม่ทำให้เกิดความรู้สึกว่าแตกต่าง และไม่จำกัดการเข้าถึงองค์ประกอบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ คนพิการ ให้สามารถเข้าถึงการใช้งานของพื้นได้อย่างสะดวก
และด้วยเหตุผลอีกหนึ่งประการ ที่ทำให้สังคมไทยเริ่มให้ความสำคัญเกี่ยวกับ Universal Design คือ การคาดการณ์ข้อมูลจำนวนผู้สูงอายุในปี พ.ศ. 2564 ประเทศไทยจะก้าวเข้าสู่สังคมของผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์แบบ หรือจำนวนสัดส่วนของประชากรผู้สูงอายุ จะมีถึง 20% จากประชากรทั้งประเทศ จึงทำให้การออกแบบบ้านแบบ Universal Design กลายเป็นประเด็นที่ถูกหยิบยกมาถกเถียงและแก้ไขสถานที่ต่างๆ รวมถึงสิ่งอำนวยความสะดวกทั้งหมด ให้เหมาะสมกับทุกคน
การออกแบบในแนวคิดนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่การออกแบบมาเพื่อตอบสนองกลุ่มคนพิการเท่านั้น แต่การออกแบบทั้งหมดนี้ จะส่งผลให้ทุกคนที่ไม่ว่าจะเป็นคนพิการ กลุ่มคนที่มีข้อจำกัดในการใช้ชีวิต ผู้สูงอายุในบ้านของเรา หรือตัวเราเองที่จะกลายเป็นผู้สูงอายุในอนาคต จะสามารถใช้ชีวิตด้วยตัวเองได้เป็นอย่างดี และสามารถเข้าถึงการใช้งานได้อย่างง่ายดาย
7 ข้อสำคัญในการออกแบบ Universal Design
Fairness ออกแบบให้เกิดความเสมอภาคในการใช้งาน
ไม่ว่าจะเป็นใคร ก็ควรมีชีวิตเป็นของตัวเองกันทั้งนั้น ไม่เว้นแม้แต่ เด็ก ผู้สูงอายุ คนพิการ ทุกคนควรได้รับความเสมอภาคในการใช้ชีวิตที่เท่าเทียมกัน การออกแบบบ้าน ข้าวของเครื่องใช้ หรืออุปกรณ์ต่างๆในบ้าน ในแบบของ Universal Design คือการทำให้ทุกคนสามารถใช้ชีวิตของตัวเองได้เหมือนกัน
Flexibility องค์ประกอบต่างๆจะต้องมีความยืดหยุ่นในการใช้งาน
การออกแบบบ้านที่มีความยืดหยุ่นต่อการใช้งาน เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ Universal Design ให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก การออกแบบให้เข้าถึงการใช้งานของทุกคน จะไม่ทำให้ใครรู้สึกว่าจะต้องคอยมีคนมาช่วยดูแล เพราะพวกเขาดูแลตัวเองได้
Simplicity สิ่งอำนวยความสะดวกควรมีความเรียบง่ายใช้งานง่าย
สิ่งอำนวยความสะดวกที่ออกแบบมาไม่ยุ่งยาก ซับซ้อน ใช้งานง่าย เป็นสิ่งที่ควรมีในทุกที่ โดยเฉพาะในบ้าน หากบ้านของเรา มีสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับคนในบ้านทุกคน ย่อมทำให้บ้านของเรา เป็นสถานที่ที่ปลอดภัย และทำให้คนในบ้านสามารถเป็นใช้ชีวิตของตัวเองได้อย่างเต็มที่
Understanding มีข้อมูลเพียงพอสำหรับการใช้งาน
การอธิบายให้ความรู้เกี่ยวกับการใช้งานสิ่งอำนวยความสะดวกตามสถานที่ต่างๆ เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่นักออกแบบต้องให้ความสำคัญ เนื่องจากการรับรู้ของคนแต่ละกลุ่มไม่เหมือนกัน การทำสัญลักษณ์ การออกแบบการสื่อสารเพื่อให้ทุกคนเข้าถึงได้ จะทำให้ผู้ใช้งานสามารถใช้งานได้อย่างถูกต้อง รวดเร็ว ปลอดภัย
Safety ยิ่งออกแบบให้มีความแข็งแรงมากเท่าไหร่ จะช่วยให้เกิดอุบัติเหตุได้น้อยลง
การออกแบบสิ่งอำนวยความสะดวก หรือแม้กระทั่งเครื่องมือที่ช่วยลดการเกิดอุบัติเหตุได้ อย่างเช่นราวจับ จะช่วยให้ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และเด็กเล็ก ปลอดภัยในการใช้ชีวิตมากขึ้น ลดอาการเจ็บป่วยซ้ำซ้อนจากการเกิดอันตรายได้
Energy Conservation การใช้งานง่าย ช่วยประหยัดพลังงานในการใช้ชีวิต
อุปกรณ์ต่างๆภายในบ้าน ควรออกแบบมาเพื่อการใช้งานที่ง่าย ไม่ต้องออกแรงมาก ไม่ต้องใช้ความพยายามในการรวบรวมแรง เช่น ประตูควรใช้ประตูบานเลื่อน เพื่อตอบโจทย์ให้กับคนที่ไม่มีแรงเปิดประตู หรือเปิดประตูยากอย่างเช่นคนที่นั่งวีลแชร์
Space ออกแบบพื้นที่ดี ใครๆก็มีชีวิตดีได้
พื้นที่ต่างๆภายในบ้าน ควรมีขนาดที่เหมาะสมกับทุกคนในบ้าน ทุกคนสามารถใช้งานได้แบบไม่ติดขัด ใครที่ใช้วีลแชร์ สามารถหมุนรถเข็นได้ 360 องศา หรือใครที่บกพร่องทางการมองเห็น ก็สามารถใช้งานได้แบบที่ไม่เกิดอันตราย มีการป้องกันและรักษาความปลอดภัยในการใช้ชีวิตประจำวันของคนในบ้านได้
การออกแบบให้ใครๆก็สามารถใช้งานได้
หลังจากที่เราทำความรู้จัก Universal Design กันมาพอสมควรแล้ว ถึงเวลาที่เราจะต้องนำ Universal Design มาออกแบบและดัดแปลงบ้านของเราให้เหมาะสมกับทุกคนภายในบ้านกันสักที ไปดูกันว่าแต่ละห้องเราควรออกแบบอย่างไร และในแต่ละห้องควรให้ความสำคัญกับอะไรบ้าง ไปดูกันทีละห้องเลยดีกว่า
หน้าบ้าน
เริ่มจากทางเข้าบ้าน หากเราต้องการออกแบบให้ทุกคนสามารถเข้าบ้านได้อย่างสะดวก ควรมีสเต็ปน้อยที่สุด หรือทำให้เป็นทางลาดเข้าบ้าน ที่ควรออกแบบมาให้มีความชันสูงสุดไม่เกิน 1:20 ความกว้างของการขึ้นลงรถแบบคันเดียว อยู่ที่ 0.90 เมตร ราวจับทางลาด สูง 0.90 เมตร สำหรับผู้ใหญ่ และ 0.70 เมตร สำหรับเด็กและรถวีลแชร์
หากต้องการให้ง่ายต่อการใช้งาน ประตูบ้านควรจะเป็นประตูบานเลื่อนที่มีความกว้างไม่น้อยกว่า 90 ซม. อุปกรณ์เปิดประตู ควรเป็นแบบก้านบิด แกนผลัก หรือมีจับบานเลื่อน สูงประมาณ 1-1.2 เมตร และควรมีกริ่งประตู หรือ Lighted doorbell ในระดับความสูงที่สามารถใช้งานได้ นอกจากจะช่วยให้เราทราบว่ามีคนมาหาเราแล้ว ยังช่วยในเรื่องของความปลอดภัยด้วย
ห้องนอน
เมื่อเข้าไปถึงห้องนอน สิ่งแรกที่ต้องให้ความสำคัญอย่างมากนั้นคือ เตียงนอน เฟอร์นิเจอร์ชิ้นนี้ควรถูกเลือกมาใช้งานโดยที่มีความสูงของเตียง ประมาณ 0.45 ถึง 0.50 เมตร เพื่อการลุกนั่งที่สะดวก หัวเตียง หรือโต๊ะข้างเตียง ควรมีสัญญาณเตือนภายในห้องนอน เพื่อขอความช่วยเหลือในขณะที่เกิดเหตุฉุกเฉิน หรือต้องการการช่วยเหลือ ควรเว้นระยะห่างของพื้นที่เตียงนอน ทั้งสามด้านสำหรับการใช้รถเข็น เพื่อการเคลื่อนที่รถวีลแชร์ ในแต่ละด้านประมาณ 90-120 ซม.
ตู้เสื้อผ้า ที่ใช้ควรมีราวแขวน 2 ระดับ คือ 1.80-1.90 เมตร และ 1.20 เมตร เพื่อให้ง่ายต่อการเก็บข้าวของเครื่องใช้ด้วยตัวเอง
โต๊ะแต่งตัว แต่งหน้า เพื่อให้ทุกคนสามารถใช้งานได้อย่างสะดวก หน้าโต๊ะสูงควรมีความสูงไม่เกิน 0.75 เมตร และที่วางของควรสูง 0.60 เมตร เพื่อให้วางของได้สะดวกและสามารถสอดรถวีลแชร์เข้าไปได้
ในส่วนของเฟอร์นิเจอร์ภายในห้องไม่ควรมีล้อเลื่อน หรือมุมแหลมที่จะก่อให้เกิดอันตรายกับผู้ใช้งานได้ ไม่มีควรมีทางต่างระดับภายในห้อง และความมีที่ว่าง 90 เซนติเมตร เพื่อให้วีลแชร์สามารถใช้งาน และเคลื่อนที่โดยรอบห้องได้อย่างสะดวก
อีกหนึ่งสิ่งที่ควรให้ความสำคัญ คือ ประตูห้องนอนควรมีความกว้าง 90 เซนติเมตร พร้อมลูกบิดแบบก้านโยก หรือให้เป็นแบบประตูเลื่อนจะสะดวกต่อการใช้งาน
ห้องครัว
ห้องครัวก็เหมือนอู่ข้าวอู่น้ำของบ้าน หากมีห้องครัวแต่ไม่สามารถใช้ห้องครัวได้ ก็ไม่ต่างอะไรกับห้องเก็บของห้องหนึ่ง แต่ถ้าเราออกแบบบ้านให้ทุกคนในบ้านสามารถใช้งานได้ ห้องครัวจะเป็นอีกหนึ่งที่ที่สร้างโมเมนต์ที่ดีงามให้กับบ้านของเรา เพราะอาหารคือการส่งผ่านความรักของคนทำอาหาร
การออกแบบครัวที่ดี จึงควรเริ่มจากอุปกรณ์ในครัว ที่เป็นองค์ประกอบสำคัญ อย่าง “เคาน์เตอร์ครัว” ควรมีการกำหนดระยะความสูงเคาน์เตอร์ครัวที่ 75 ซม. ออกแบบให้มีพื้นที่ใต้อ่างล้างจาน หรือโต๊ะ ที่ผู้ใช้วีลแชร์สามารถเข้าใช้งานได้โดยที่ไม่มีสิ่งกีดขวาง ด้านหน้าตู้ไปจนถึงผนัง ควรมีระยะห่าง 30×48 นิ้ว และระยะห่างของเคาน์เตอร์ถึงพื้น ควรมีความสูงมากกว่า 60 ซม. ส่งผลให้ผู้ที่ใช้วีลแชร์สามาถใช้งานได้อย่างพอดี รวมถึงทุกคนก็สามารถใช้งานได้ง่ายด้วย
ห้องน้ำ
เป็นห้องที่ใช้งานบ่อยที่สุด และเกิดอุบัติเหตุบ่อยมากที่สุดเช่นกัน ดังนั้น หากเราออกแบบห้องน้ำให้ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ ใช้งานง่ายและปลอดภัย จึงเป็นเรื่องที่ควรได้รับความใส่ใจเป็นอย่างมาก ห้องน้ำจึงไม่ควรมีธรณีประตู ควรเป็นระดับเดียวกัน พื้นกระเบื้องที่ใช้ไม่ใช่วัสดุที่ลื่นไหลได้ง่าย ควรมีการใช้สีวัสดุที่แตกต่างกัน มีพื้นที่สำหรับวีลแชร์เคลื่อนที่ได้ รัศมีความกว้าง 1.10×1.20 ตร.ม.
แผ่นยางกันลื่น ป้องกันอุบัติเหตุจากการลื่นไถล และมีช่องระบายอยู่มุมห้องของห้องน้ำ
ราวควรติดตั้งบริเวณชักโครก ความสูง 0.70 เมตร ความสูงของฝักบัวอยู่ที่ 1.20 เมตร ติดตั้งที่นั่งอาบน้ำแบบพับได้ เพื่อความสะดวกในการใช้งาน ความสูง 0.45 เมตร กระจกบริเวณอ่างล้างหน้าควรพับเอียงลงมาเพื่อให้เห็นผู้ใช้งาน
อ่างล้างมือ ควรมีความสูง 0.80 เมตร เพื่อให้รถเข็นสอดเข้าไปได้ พร้อมราวจับด้านข้างที่เปรียบเสมือนราวกั้นป้องกันตราย ของใช้ในห้องน้ำ อุปกรณ์อาบน้ำ ควรมีความสูงจากพื้นประมาณ 30 – 120 ซม.
ฝักบัวอาบน้ำ ควรเป็นแบบโค้ง เพื่อให้มีพื้นที่มากพอสำหรับการขยับตัว และประตูเข้าออกควรง่ายต่อการใช้งาน ดังนั้นจึงควรเป็นประตูบานเลื่อน ความกว้างประมาณ 90 เซนติเมตร
การออกแบบทั่วไปที่ควรคำนึงถึง
พื้นที่ สำหรับการเคลื่อนที่ของรถเข็ภายในบ้าน การหมุนขยับรถเข็น โดยมีพื้นที่ว่างประมาณ 30×48 นิ้ว เพื่อให้ง่ายต่อการเคลื่อนที่ของวีลแชร์
สวิตช์ไฟ หรืออุปกรณ์ควบคุมอื่นๆ ควรมีความสูงประมาณ 15 นิ้ว ถึง 48 นิ้ว ควรเป็นชนิดที่ง่ายต่อการใช้งาน อาจจะมีรีโมทคอนโทรลไว้ควบคุมการทำงาน และที่สำคัญแบตเตอรี่ควรใช้งานได้นาน
หน้าต่างบ้าน ควรมีความสูงที่ 36 นิ้ว เพราะสามารถมองวิวด้านนอกได้แม้ว่าจะนั่งอยู่บนเก้าอี้ และง่ายต่อการเปิด ปิด ล็อคหน้าต่าง สำหรับผู้ที่ไม่สูงมาก หรือนั่งอยู่บนวีลแชร์
พื้นผิวของกระเบื้องหรือพื้น ควรออกแบบไม่ให้ลื่น เพื่อป้องกันการเกิดอันตราย ควรมีที่ว่างระหว่างเฟอร์นิเจอร์ 30×48 นิ้ว
เตรียมราวจับสำหรับทางลาด เพื่อป้องกันการเกิดอันตรายจากการลื่นไหล และใช้เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้งาน ที่ต้องการช่วยทุ่นแรงขณะเดิน
เพราะบ้านคือแหล่งรวมความสุข หากเราออกแบบบ้านดี ชีวิตก็จะมีแต่ความสุข
การออกแบบสถานที่หรือสิ่งอำนวยความสะดวก ในอดีตมักจะคำนึงถึงความเป็นมาตรฐานทั่วไป ตามโครงสร้างปกติ แต่ยังขาดการคำนึงถึงความยืดหยุ่นในการใช้งานได้อย่างแท้จริง หลายๆอย่างไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อการใช้งานสำหรับทุกคน และไม่ใช่ทุกคนที่สามารถเข้าถึงสถานที่ ข้าวของเครื่องใช้ต่างๆได้ ดังนั้น แนวคิดของ Universal Design จึงกลายเป็นการออกแบบสถานที่ สิ่งอำนวยความสะดวก ให้ทุกคนเข้าถึงได้อย่างแท้จริง โดยเฉพาะการสร้างบ้านที่ในคอนเซปต์นี้ อาจจะยังไม่เป็นที่กว้างขวาง แต่ก็ได้รับการยอมรับและปรับปรุง แก้ไขแล้วในหลายๆประเทศ รวมถึงประเทศไทย ที่กำลังปรับโครงสร้างต่างๆรอบตัวให้เข้ากับความหลากหลายในสังคม เพื่อเตรียมพร้อมรับ สังคมผู้สูงอายุ หรือผู้ที่มีขีดกำจัดในการดำเนินชีวิต ที่มีอัตราขยายขึ้นเรื่อยๆในปัจจุบัน ให้เกิดความเท่าเทียมกันในการใช้ชีวิต