ข่าวลือเขาว่างี้!สรุปสเปคไอโฟน 13

ข่าวลือเขาว่างี้!สรุปสเปคไอโฟน 13

https://www.youtube.com/watch?v=U3fYSJzALec

ลือกันให้แซ่ด ! ไอโฟน 13 ปีนี้จะเป็นอย่างโน้นอย่างนี้เยอะแยะไปหมด วันนี้เรามาสรุปข่าวลือทั้งหลายของไอโฟนรุ่นใหม่ที่จะเปิดตัวในปีนี้กัน 

1.ดีไซน์คล้ายเดิม 

จากภาพหลุดล่าสุดที่ออกมาจากยูทูปช่อง “EverythingApplePro” จะเห็นได้ว่าภาพตัวเครื่องไอโฟนรุ่นใหม่นั้นมีดีไซน์ที่คล้ายเดิมอยู่พอสมควร ความหนาบางก็จะต่างกันอยู่เล็กน้อย สิ่งที่อาจสังเกตเห็นได้คือขนาดเลนส์กล้องหลังทั้ง 3 ตัวที่ใหญ่ขึ้น และขนาดของ “notch” ด้านหน้าก็ดูเล็กลง

ส่วนเรื่องขนาดหน้าจอนั้นตามข่าวลือจากเว็บไซต์ Macrumors ขนาดหน้าจอจะมีขนาดตามไอโฟน 12 ในปี 2020 

  • iPhone 13 Mini ~ 5.4 นิ้ว 
  • iPhone 13 ~ 6.1 นิ้ว 
  • iPhone 13 Pro ~ 6.1 นิ้ว
  • iPhone 13 Pro Max ~ 6.7 นิ้ว

2.ชิปใหม่พร้อมแบตเตอรี่ที่มากขึ้น 

ในไอโฟน 13 จะมาพร้อมชิปเซ็ต A15 และแบตเตอรี่ที่มีความจุเพิ่มมากขึ้น ทำให้ใช้งานไอโฟนรุ่นใหม่นี้ได้รวดเร็วและยาวนานยิ่งขึ้น ส่วนการคาดการณ์ความจุแบตเตอรี่นั้นจะตามนี้เลยค่ะ

  • iPhone 13 Pro Max ~ 4352mAh
  • iPhone 13 Pro ~ 3095mAh 
  • iPhone 13 mini ~ 2406mAh 

3.สีใหม่ 

ภาพนี้เป็นภาพเรนเดอร์จากทวิตเตอร์แอคเคาท์ @aliartist3d ไอโฟนสีชมพู Rose Pink ที่จะมากระฉากใจสาวๆกัน 

หรือจะเป็นภาพเรนเดอร์จาก Ian Zelbo ที่ไอโฟนจะมีสีส้มแบบสดใสเป็นสีใหม่ที่จะเพิ่มขึ้นในปีนี้ก็อาจเป็นได้ 

4.รอต่อไปสำหรับ USB-C 

ในไอโฟน 13 อาจยังไม่เปลี่ยนพอร์ทเชื่อมต่อเป็น USB-C แต่ไม่แน่ในเกรด Pro Max อาจมีเซอร์ไพร์สก็เป็นได้ ซึ่งในไอโฟน 12 ที่เปิดตัวปี 2020 ที่ผ่านมานั้น ไอโฟนเริ่มมีการใช้ Magsafe กับอุปกรณ์ต่างๆ ไม่แน่ว่า ในอนาคตพอร์ทต่างๆอาจเปลี่ยนมาใช้ Magsafe นี้แทนก็เป็นได้ 

5.วันเวลาเปิดตัวเช่นเดิม

แน่นอนว่าข่าวลือวันเปิดตัวนั้นจะเป็นเช่นเดิมในทุกปี นั่นคือช่วงปลายปีหรือประมาณเดือนกันยายน

ไม่แน่รุ่นจอพับได้และฟีเจอร์สแกนนิ้วใต้หน้าจออาจเปิดตัวในไม่กี่ปีนี้? 

ภาพจากเว็บไซต์ Macrumors.com

ใครที่รอไอโฟนรุ่นจอพับอยู่อาจต้องรอต่อกันอีกหน่อย โดยข้อมูลจาก Bloomberg ได้กล่าวว่าตอนนี้แอปเปิ้ลอยู่ระหว่างการทดลองหน้าจอพับได้ และในปีนี้ก็ยังคงอยู่กับไอโฟนที่คล้ายเดิมอยู่ 

ส่วนการสแกนนิ้วมือใต้หน้าจอนั้น ข้อมูลจาก Macrumors ก็กล่าวว่าแอปเปิ้ลกำลังพัฒนาการสแกนนิ้วมือใต้หน้าจอด้วยระบบ “large-area sensing ultrasonic” อยู่เช่นกัน 

สรุป

หากอิงจากข่าวลือทั้งหลายนั้นไอโฟนรุ่นใหม่ในปี 2021 นี้ อาจไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ แต่การปรับปรุงฟีเจอร์หรือระบบต่างๆที่มีอยู่ให้ดียิ่งขึ้นนั้นย่อมต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน และอีกเพียงไม่กี่เดือนเท่านั้นก็จะได้เห็นตัวจริงของเจ้าไอโฟน 13 กันแล้ว ข่าวลือพวกนี้ก็ถือซะว่าเป็นสีสันอย่างหนึ่งที่ช่วยให้เราได้คอยลุ้นคอยติดตามไปกับการเปิดตัว 

และถ้าใครพิจารณาดูแล้วรุ่นใหม่อาจยังไม่ถูกใจ ก็สามารถเข้ามาดูไอโฟนรุ่นต่างๆใน Kaidee ได้เลย ด้วยความสะดวกและมีสินค้าให้เลือกมากมาย แถมยังมีระบบ KD Pay ที่เป็นตัวกลางในการชำระเงิน สะดวก ปลอดภัย ไว้ใจได้กับการซื้อ-ขายของคุณ รีบเข้ามาดูกันเลย !

ศึกพี่น้องเรือธง !! รีวิวเปรียบเทียบ iPhone 12 Pro Max กับ iPhone Xs Max

ศึกพี่น้องเรือธง !! รีวิวเปรียบเทียบ iPhone 12 Pro Max กับ iPhone Xs Max

1.สเปคหลักๆต่างกันแค่ไหน

iPhone 12 Pro MaxiPhone Xs Max
Display6.7 Super Retina XDR OLED with Ceramic Shield6.5 Super Retina OLED
CPUA14 Bionic (5 nanometer)A12 Bionic (7 nanometer)
Camera1.Quad Camera with OIS    
– Primary 12mp 26mm f/1.6    
– Ultra Wide 12mp 13mm f/2.4   
 – Tele 12mp 65mm f/2.2
2.Video      
 – 4K Dolby Vision HDR video at 24/30/60 fps      
3.Lidar Depth
1.Dual Camera with OIS 
– Primary 12mp 26mm f/1.8 
– Secondary 12mp 2x Tele-camera 52mm f/2.42.
2.Video
– 4K video at 30/60 fps
– 1080p at up to 240 fps
5G SupportYesNo
SpeakerDolby Atmos– 
Battery3687 mAh3174 mAh
In Box AccessoriesOnly charging cableEarpods, Charging cable, Power adapter
ขอบคุณข้อมูลจาก Apple.com

2.การใช้งาน

ภาพและเสียง

การดูหนังหรือดูวีดีโอคอนเทนท์ ทั้งสองรุ่นก็สามารถแสดงภาพได้อย่างดี แตกต่างกันที่ความสว่างที่หน้าจอของ iPhone 12 Pro Max จะสว่างมากกว่า เพราะมีค่า nit ที่สูงถึง 800 nits โดยสามารถพีคได้ถึง 1200 nits ส่วน iPhone Xs Max จะมีเพียง 625 nits ดังนั้นเวลาใช้งานในพื้นที่ที่แสงจ้ามากๆตัวจอ iPhone 12 Pro Max จะสว่างกว่า

ส่วนเรื่องเสียงนั้นสบายใจได้ทั้งสองรุ่นเพราะ มีลำโพง 2 ตัวเท่ากัน แต่ 12 Pro Max จะมีระบบ Dolby Atmos ที่ให้เสียงที่มีมิติมากยิ่งขึ้นและช่วยเพิ่มอรรถรสการฟังของเราให้ดียิ่งขึ้น 

เล่นเกม

ถึงแม้ว่ารุ่น Xs Max จะออกมาสองปีแล้ว แต่การเล่นเกมนั้นยังทำได้ดีมากบน Chipset A12 Bionic เช่นเดียวกับ iPhone 12 Pro Max 

แบตเตอรี่

การใช้งานบน iPhone 12 Pro Max จะใช้งานได้นานมากกว่า ด้วยแบตเตอรี่ความจุที่มากขึ้นเป็น 3687 mAh บวกกับประสิทธิภาพของ Chipset A14 Bionic ทำให้ประหยัดพลังงานมากขึ้น ถ้าใช้งานเพียงแค่โซเชียลและฟังเพลงบ้างก็สามารถอยู่ได้ตลอดวัน  

3.กล้อง

เรื่องกล้องอาจมีความแตกต่างที่ค่อนข้างมาก เพราะกล้องบน Xs Max จะเป็นเพียงกล้องคู่ ความละเอียด 12MP แต่ 12 Pro Max จะเป็นกล้องสามตัวที่มีทั้งมุมปกติ มุมกว้าง และมุมเทเล ทำให้ได้มุมภาพที่หลากหลายและคุณภาพที่ดียิ่งขึ้น

สิ่งที่โดดเด่นในกล้องของ 12 Pro Max อีกหนึ่งอย่างคือการถ่ายภาพในเวลากลางคืน ที่หากคุณได้เห็นจะต้องร้องว้าว เพราะรุ่นใหม่นี้สามารถทำให้ภาพมีความสว่างมากขึ้น ซึ่งจะเห็นความแตกต่างชัดเจนเมื่อถ่ายคู่กับ Xs Max 

และล่าสุดใน iOS 14.3 นี้ Apple ได้เพิ่มโหมด Apple Pro Raw สำหรับ iPhone 12 Pro และ Pro Max ที่ทำให้ถ่ายภาพแบบไฟล์ Raw ได้ ซึ่งจะทำให้เราได้ภาพที่มีคุณภาพสูงมากยิ่งขึ้นและสามารถนำไปแต่งในแอพต่างๆต่อได้แบบสบายๆ แต่น่าเสียดายที่ Xs Max ไม่ได้ไปต่อกับโหมดนี้ 

4.ราคา

รุ่นเครื่องศูนย์Kaidee (ทั้งมือ1และมือ2)
iPhone 12 Pro Maxเริ่มต้นที่ 39,900 (128GB)เริ่มต้นที่ 39,000 (128GB)
iPhone Xs Maxเริ่มต้นที่ 24,500 (64GB)เริ่มต้นที่ 17,500 (64GB)
ราคาล่าสุด ณ วันที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2563

สำหรับรุ่น iPhone 12 Pro Max ณ ตอนนี้ราคาเริ่มต้นเครื่องศูนย์จะอยู่ที่ประมาณ 39,900 บาท ในความจุ 128GB โดยใน Kaidee เครื่องมือหนึ่งมีราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 39,000 บาท ในความจุ 128 GB 

ส่วน iPhone Xs Max นั้น ทาง Apple store ได้หยุดการขายรุ่นนี้แล้ว แต่ตัวแทนจำหน่ายต่างๆยังคงมีอยู่ โดยราคาจะอยู่ที่ประมาณ 24,500 บาท ในความจุ 64GB แต่ใน Kaidee เครื่องมือสองสภาพสวยจะราคาเฉลี่ยที่ 17,500 บาท ในความจุ 64 GB

5.สรุป

สำหรับ iPhone 12 Pro Max เรือธงรุ่นใหม่นี้ ถือว่าอัพเกรดขึ้นหลายด้านเมื่อเปรียบเทียบกับอดีตเรือธงอย่าง iPhone Xs Max แต่สำหรับใครที่่ใช้ iPhone 11 Pro Max อยู่อาจไม่เห็นความแตกต่างมากนัก ซึ่งหากใครมีไอโฟนรุ่นเก่าอยากวางขายหรือกำลังมองหาสมาร์ทโฟนดีๆ ใช้สักเครื่องล่ะก็ ลองมาดูที่ Kaidee กันเลย เรามีสมาร์ทโฟนมากมายหลายแบรนด์ให้คุณได้เลือกอย่างจุใจ

วิธีเช็กแบตเตอรี่ iPhone ของคุณว่าเสื่อมหรือยัง พร้อมวิธีดูแลรักษา

วิธีเช็กแบตเตอรี่ iPhone ของคุณว่าเสื่อมหรือยัง พร้อมวิธีดูแลรักษา

เมื่อใช้งาน iPhone ของตัวเองมาสักพักหนึ่งอาจสังเกตได้ว่าทำไมแบตเตอรี่ของเราถึงลดเร็วกว่าปกติ หลายคนอาจยังไม่ทราบว่าเราสามารถตรวจสอบสุขภาพแบตเตอรี่ว่าเสื่อมแล้วหรือไม่ ถึงเวลาที่ต้องเปลี่ยนแล้วหรือยัง สำหรับ iPhone มีวิธีตรวจสอบเช็กแบตเตอรี่ได้ในฟีเจอร์สุขภาพแบตเตอรี่ (Battery Health) ที่มาพร้อมกับ iOS 11.3 หรือตั้งแต่ iPhone 6 ขึ้นไป วันนี้เราจะมาบอกวิธีที่ง่ายแสนง่ายที่คุณอาจมองข้ามไป

โดยวิธีทำเริ่มต้นง่ายๆ เพียงแค่เข้าไปที่การตั้งค่า (Settings) > แบตเตอรี่ (Battery) > สุขภาพแบตเตอรี่ (Battery Health) จากนั้นเราจะเห็นได้ว่าระบบรายงานข้อมูลความจุสูงสุดของแบตเตอรี่อย่างละเอียดว่าสามารถเก็บแบตเตอรี่ได้กี่เปอร์เซ็นต์ ถ้าหากใครที่เช็กดูแล้วพบว่าความจุสูงสุดของแบตเตอรี่เหลือน้อยกว่า 80% แสดงว่าแบตเตอรี่เริ่มเสื่อมและมีปัญหา ต้องรีบนำ iPhone ไปเปลี่ยนทันที เพราะถ้าหากไม่เปลี่ยนก็จะยิ่งทำให้ความจุของแบตเตอรี่นั้นยิ่งลดน้อยลงไปอีก

ปัจจุบันแบตเตอรี่ของ iPhone ใช้เทคโนโลยีลิเธียมไอออน ซึ่งเมื่อเทียบกับเทคโนโลยีแบตเตอรี่รุ่นเก่าแล้ว แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนสามารถชาร์จได้เร็วกว่า ใช้งานได้นานกว่า และมีความหนาแน่นของกำลังไฟที่สูงกว่า จึงทำให้ระยะการใช้งานแบตเตอรี่ยาวนานกว่าและมาพร้อมน้ำหนักที่เบาลง โดยระยะเวลาการใช้งานแบตเตอรี่นั้นมีวิธีช่วยยืดอายุการใช้งานที่หลากหลายและวิธีการดูแลรักษาแบตเตอรี่เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้เต็มขีดความสามารถ และช่วยยืดอายุการใช้งานแบตเตอรี่ได้ยาวนานขึ้น

1. เก็บให้ห่างจากบริเวณที่มีอุณหภูมิสูงหรือต่ำผิดปกติ

แบตเตอรี่ของ iPhone ถูกออกแบบมาให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพในระดับอุณหภูมิโดยรอบที่หลากหลาย โดยจะต้องระวังไม่ให้อุปกรณ์ของคุณสัมผัสกับอุณหภูมิโดยรอบที่สูงกว่า 35 องศา เพราะจะทำให้เกิดความเสียหายให้กับความจุของแบตเตอรี่ที่ไม่สามารถจ่ายไฟให้อุปกรณ์ได้นานเท่าเดิมจากการชาร์จแต่ละครั้ง 

2. ควรถอดเคสออกระหว่างการชาร์จ

การชาร์จ iPhone ในขณะที่ใส่เคสอยู่อาจทำให้เครื่องเกิดความร้อนจนเกินไป ส่งผลเสียต่อความจุของแบตเตอรี่ได้ หากพบว่าอุปกรณ์ของคุณร้อนในขณะที่ชาร์จอยู่ ให้ถอดเคสออกทันที

3. ชาร์จไว้ครึ่งหนึ่งของความจุ

หากคุณต้องการเก็บแบตเตอรี่ให้ใช้งานได้ในระยะยาว มีปัจจัยหลักสองประการที่จะส่งผลต่อสภาพโดยรวมของแบตเตอรี่ นั่นคืออุณหภูมิของสภาพแวดล้อม และระดับการชาร์จของอุปกรณ์เมื่อปิดเครื่องเพื่อจัดเก็บ ดังนั้นห้ามชาร์จจนเต็มแต่ให้ชาร์จแบตเตอรี่ไว้ที่ประมาณ 50% เพราะหลังจากที่ใช้แบตเตอรี่จนหมดเกลี้ยงจะส่งผลให้แบตเตอรี่เข้าสถานะคายประจุหมด และอาจไม่สามารถเก็บไฟได้อีก แต่ในทางตรงกันข้ามหากคุณเก็บอุปกรณ์ที่ชาร์จไฟไว้เต็มเป็นระยะเวลานาน ความจุของแบตเตอรี่อาจลดลง ซึ่งจะส่งผลให้แบตเตอรี่มีระยะเวลาในการใช้งานลดลง, ปิดอุปกรณ์ระหว่างชาร์จเพื่อไม่ให้มีการใช้งานเพิ่มเติม และเก็บ iPhone ของคุณไว้ในที่ที่มีอากาศเย็นและปราศจากความชื้น 

หากเพื่อนๆ พบว่าแบตเตอรี่ iPhone ของตัวเองมีความจุที่เหลือน้อยกว่า 80% ก็ต้องรีบนำไปเปลี่ยนทันที หรือใครที่ยังเหลือความจุของแบตเตอรี่ที่มากกว่าแต่อยากจะใช้งานไปยาวๆ ก็สามารถลองทำตามวิธีที่เราได้แนะนำไป และสำหรับใครที่กำลังมองหา iPhone เครื่องใหม่อยู่ สามารถเข้ามาเลือกซื้อได้ที่ Kaidee กันได้เลย

ใครใช้ iPhone ต้องอ่าน!! วิธีง่ายๆไม่ให้เครื่องกระตุก

ใครใช้ iPhone ต้องอ่าน!! วิธีง่ายๆไม่ให้เครื่องกระตุก

หลายๆคนที่ใช้ iPhone ไปสามปีหรือสี่ปี จะต้องเจอปัญหาต่างๆอย่างแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นเครื่องที่เริ่มช้าลง เข้าแอปพลิเคชันและเด้งหลุด ทำให้หัวร้อนกันไปตามๆกัน!! ดังนั้นวิธีที่จะมาเล่าต่อจากนี้จะช่วยคุณให้เจอปัญหาเหล่านี้น้อยลง ไปดูกันเลย!!

1. เคลียร์แรมของ iPhone

อาจจะยังไม่รู้กันว่า iPhone ที่ถือๆกันอยู่ในมือนั้นสามารถเคลียร์แรม (หน่วยความจำที่เขียนและอ่านข้อมูล) ที่ใช้งานได้ วิธีก็ง่ายๆดังนี้

  • ก่อนอื่นเริ่มจากการเข้า App Store และโหลดแอป SYSMonitor สำหรับตรวจสอบว่าเรานั้นใช้แรมไปแล้วมาก-น้อยแค่ไหน
  • เมื่อรู้แล้วว่าเครื่องของเรานั้นใช้แรมเยอะ ให้เริ่มจากการกดปุ่มปิดเครื่องค้างไว้ จนหน้าจอแสดงว่า “Slide to power off”
  • จากนั้นให้กดปุ่ม Home ค้างไว้ (ในกรณีที่ใช้ iPhone รุ่นที่ต่ำกว่า iPhone X)
  • ถ้าหากเป็น iPhone X ขึ้นไปแล้วล่ะก็ ให้ไปตั้งค่า AssistiveTouch ออกมาก่อนและจึงค่อยกดปุ่ม Home ค้าง

2. จัดการข้อมูลใน iPhone

หาก iPhone ของคุณมีการแจ้งเตือนว่า พื้นที่ในเครื่องเหลือน้อยแล้ว ให้คุณลองเช็คดูได้เลย เพราะว่าการที่หน่วยความจำในเครื่องเยอะ เท่ากับว่าเครื่องจะทำงานหนักมากยิ่งขึ้น ที่ต้องอ่านหรือเขียนข้อมูลในแต่ละครั้งที่เราใช้งาน วิธีง่ายๆคือให้เริ่มจากไปเช็คก่อนว่าอะไรในเครื่องของเรานั้นมีเยอะและสามารถที่จะลบหรือย้ายข้อมูลได้ โดยเข้าไปที่ ตั้งค่า > General > iPhone Storage เท่านี้ก็จะได้รู้สิ่งที่ต้องจัดการแล้ว

3. ล้างเครื่อง (Restore)

หากรู้สึกว่าเกินเยียวยาในการที่จะจัดการข้อมูลหรือว่าลองเคลียร์แรมดูแล้วก็ยังไม่หาย การล้างเครื่องก็เป็นตัวเลือกหนึ่งที่จะทำให้ iPhone กลับมาลื่นไหลอีกครั้ง เพราะการล้างเครื่องนั้นจะทำให้เครื่องของคุณเหมือนกลับมามีชีวิตชีวาใหม่ได้อีกครั้งหนึ่ง

4. ซื้อใหม่!!

ทุกกิเลสดับได้ด้วยอำนาจแห่งเงินตรา หาก iPhone อืด ช้า ไม่ไหวจะเคลียร์ อ่อนเพลียไม่อยากจะSaid!! การใช้เงินซื้อคือทางแก้ปัญหาได้ดีที่สุด และซื้อ iPhone รุ่นใหม่ล่าสุดไปเลย!! ทีนี้เครื่องก็จะหายอืดแล้ว อีกทั้งคุณยังสามารถเอา iPhone ไปอวดเพื่อนได้อีกด้วย

ลองสังเกตและทำตามกันดูว่า iPhone นั้นหายกระตุก!! แล้วหรือยัง แต่ถ้าหากว่ายังแล้วล่ะก็ คงจะต้องทำตามข้อที่ 4 กันแล้วล่ะ!! เพราะว่าเร็วๆนี้ทาง Apple คาดว่าจะเปิดตัว iPhone 12 แล้ว ซึ่งใครที่ใจด่วนรอไม่ได้ อยากจะจัดเครื่องใหม่มาไว้ข้างกาย ต้องลองติดตามกันดูนะ