Jan 19, 2025 | บทความอสังหาฯ
ในการสร้างบ้านแต่ละครั้ง เชื่อว่าหลาย ๆ คนคงเสียเวลาและค่าใช้จ่ายเพื่อการปูพื้นกระเบื้องภายในบ้านเป็นอย่างมาก แต่ทราบไหมว่า ปัจจุบันมีเทคโนโลยีมากมายที่สามารถช่วยแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้ โดยเฉพาะการใช้ ‘กระเบื้องยาง’ ซึ่งเป็นหนึ่งในทางเลือกที่น่าสนใจเพราะทั้งปูพื้นง่าย มีค่าใช้จ่ายน้อย และยังมีความปลอดภัยมากกว่ากระเบื้องปกติอีกด้วย
กระเบื้องยาง เป็นวัสดุที่ใช้ในการปูพื้น ผลิตจากยางหรือโพลิเมอร์ทำให้มีความยืดหยุ่นมากกว่ากระเบื้องปกติ โดยเฉพาะกระเบื้องยางที่ทำมาจากโพลิเมอร์ ซึ่งความนุ่มและแรงหนืดของกระเบื้องยางนี้เอง ที่ส่งผลให้มีโอกาสเกิดอุบัติเหตุลื่นล้มน้อยกว่ากระเบื้องปกติ
วัสดุของ กระเบื้องยาง
สำหรับวัสดุที่นำมาผลิตกระเบื้องยางสามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก ๆ ได้แก่
- กระเบื้องยางที่ผลิตจากยางธรรมชาติ เป็นกระเบื้องยางที่สามารถหาได้ทั่วไปในประเทศไทย ผลิตจากยางพารา ทำให้มีความเหนียวแน่นและยืดหยุ่นสูง สามารถทนต่อการฉีกขาดและรอยขีดข่วนได้ดี
- กระเบื้องยางที่ผลิตจากโพลิเมอร์ แบ่งออกเป็นโพลียูรีเทนและพีวีซี โดยกระเบื้องยางโพลียูรีเทนค่อนข้างมีความทนทาน เหนียวแน่นและทนต่อความร้อนมากกว่ากระเบื้องยางพีวีซี
ประเภทของ กระเบื้องยาง
- กระเบื้องยางแบบแผ่น เป็นกระเบื้องยางที่มีขนาดไม่ใหญ่มากนัก แต่มีความแข็งแรงและหนาประมาณ 2-12 มิลลิเมตร สามารถรับแรงปะทะได้หลากหลายตามจุดประสงค์ของกระเบื้องยางชนิดต่าง ๆ
- กระเบื้องยางแบบม้วน กระเบื้องยางที่นิยมใช้ในโรงพยาบาล มีขนาดใหญ่กว่ากระเบื้องยางแบบแผ่น หน้ากว้าง 1-1.2 เมตร ยาว 10-15 เมตร ติดตั้งง่ายและรวดเร็ว โดยมีจุดเด่นอยู่ที่การใช้ความร้อนเชื่อมต่อกันทำให้ไม่เกิดการสะสมของเชื้อโรค
ส่วนประกอบของกระเบื้องยาง
กระเบื้องยางประกอบด้วยชั้นทั้งหมด 5 ชั้น ได้แก่
- UV Coating ชั้นบนสุดของกระเบื้องยาง มีการเคลือบสาร ยูวี เพื่อเสริมความคงทนและป้องกันสีซีดจากการโดนแสงแดด
- Wear Layer เป็นชั้นที่มีความสำคัญ เพราะป้องกันความเสียหายแก่สีและลวดลายต่าง ๆ ของกระเบื้องยาง
- Print Color Sheet ชั้นสีสันและลวดลายต่าง ๆ ทั้งสีพื้น ลายไม้ ลายหินอ่อน ฯลฯ
- Balance Layer ชั้นกลางของกระเบื้องยาง มีส่วนผสมของพีวีซี บริสุทธิ์ เป็นชั้นที่ช่วยให้กระเบื้องยางไม่ยืดหด ขยายตัว หรือแตกหัก
- Base Layer ชั้นล่างสุดของกระเบื้องยาง พื้นผิวของชั้นนี้มีลักษณะเป็นตารางหรือตาข่าย เพื่อให้สามารถยึดติดกับกาวและพื้นปูนได้แน่น
ข้อดี-ข้อด้อยของกระเบื้องยาง
ก่อนที่เราจะสามารถเลือกซื้อสิ่งของไหน ๆ ได้แน่นอนว่าเราก็จำเป็นที่จะต้องศึกษาทั้งข้อดีและข้อเสียของสิ่งนั้น เพราะทุกอย่างมีทั้งข้อดีและข้อเสียอยู่ด้านใน กระเบื้องยางก็เช่นกันซึ่งข้อดีและข้อเสียของกระเบื้องยางมีดังนี้
ข้อดี
- ทนทานต่อน้ำและรอยขีดข่วนต่าง ๆ ได้
- ไม่ลื่นและมีความหนืด ทำให้นิยมใช้ในโรงเรียนต่าง ๆ อย่างแพร่หลาย
- ทำความสะอาดง่าย สามารถเช็ดด้วยน้ำได้
- ราคาไม่แพงเมื่อเทียบกับวัสดุปูพื้นชนิดอื่น ๆ
- ลวดลายมีให้เลือกเยอะ
- แทบจะไม่มีรอยต่อระหว่างกระเบื้องยางทำให้มีโอกาสน้อยที่จะเกิดการสะสมของเชื้อโรค
ข้อด้อย
- ไม่มีความทนทานต่อความเป็นกรดและด่าง
- ถ้าหาดูแลไม่ดีพออาจจะเกิดรอยขีดข่วนได้มากกว่ากระเบื้องปกติ
เคล็ดลับการเลือก กระเบื้องยาง
- กระเบื้องยางแต่ละแบรนด์แต่ละรุ่นก็มีคุณภาพและราคาที่แตกต่างกัน และถ้าใครที่ไม่รู้ว่าจะเลือกซื้อกระเบื้องยางอย่างไร เรามีเคล็ดลับเล็ก ๆ น้อย ๆ มาฝาก
- คำนึงถึงสถานที่ที่จะทำการปูพื้นกระเบื้องยางว่ามีขนาด หรือจุดประสงค์เพื่ออะไร
- กระเบื้องยางที่อยู่ในระดับมาตรฐานคือกระเบื้องยางที่มีความหนาอย่างน้อย 5 มิลลิเมตร
- สังเกตคุณภาพกระเบื้องยางจาก ฟิล์มที่เคลือบอยู่บนผิวด้านหน้าของกระเบื้องยางว่าลอกหลุดง่ายหรือไม่
- ควรเลือกกระเบื้องยางที่มีคุณภาพเกรด A
- เลือกใช้กระเบื้องยางที่อยู่ในห้างสรรพสินค้าหรือบริษัทที่เป็นทางการเพื่อความแน่ใจในคุณภาพของกระเบื้องยาง
การปูกระเบื้องยาง
อุปกรณ์การปูกระเบื้องยาง
- กระเบื้องยาง
- กาว (ชนิดที่ใช้ในการติดกระเบื้องยาง)
- แปรงทาสี เบอร์ 3 และ 4
- ตลับเมตร คัตเตอร์ และไม้บรรทัด
- เกรียงปากแบน
- ผ้าทำความสะอาด
ขั้นตอนการปูกระเบื้องยาง
- (ในกรณีที่มีวัสดุปูพื้นเดิม) งัดกระเบื้องเก่าออกโดยใช้เกรียงปากแบน
- ปรับพื้นให้เรียบ
- หาทิศทางการปูกระเบื้องยาง ด้วยการลองวางกระเบื้องยางขนาดยาวและสั้นสลับกันไป
- ตัดกระเบื้องยางออกเป็นชิ้นยาวและสั้น
- ทำความสะอาดพื้น แล้วทากาวบนพื้นและด้านหลังกระเบื้องยาง โดยใช้แปรงที่มี
- วางกระเบื้องยางที่ตัดไว้บนพื้นให้ชิดกันในรูปแบบที่ทดลอง
- ใช้ผ้าชุบน้ำหมาด ๆ แล้วเช็ดรอยกาวที่เลอะขณะที่ทำการปูพื้นจนเสร็จ
การดูแลรักษากระเบื้องยาง
ถึงแม้ว่ากระเบื้องยางจะติดตั้งง่ายและค่อนข้างทนน้ำ แต่กระเบื้องยางก็สามารถเกิดรอยขีดข่วนได้ง่าย ดังนั้นจึงควรมีวิธีการดูและรักษาที่ถูกต้อง ดังนี้
- หลีกเลี่ยงการใช้น้ำยาที่เป็นกรดหรือด่าง
- ไม่เทน้ำสบู่ หรือ น้ำลงไปยังพื้นกระเบื้องยางที่เพิ่งปูเสร็จใหม่ ๆ โดยตรง
- ลบคราบสีน้ำมันด้วยน้ำยาขัดเงาแบบครีมแข็งโดยใช้แผ่นใยขัดโลหะเป็นตัวช่วย
- ลบรอยกาวด้วยผ้าชุบน้ำมันก๊าดและน้ำเปล่าทันที
- ลบรอยถลอกด้วยผ้าชุบน้ำมันสน น้ำยาขัดเงาแบบครีมเหลว หรือแอลกอฮอล์
- ลบรอยไหม้ด้วยกระดาษทรายเนื้อละเอียด
- หมั่นเคลือบผิวกระเบื้องยางโดยใช้ wax แบบน้ำ 1-2 ครั้งต่อเดือน
- หลีกเลี่ยงการใช้น้ำมันเบนซินและทินเนอร์ในการทำความสะอาด
เกร็ดความรู้เกี่ยวกับกระเบื้องยาง
นอกจากนี้แล้วยังมีเกร็ดความรู้เล็ก ๆ น้อย ๆ ที่จะช่วยให้กระเบื้องยางมีประสิทธิภาพและยาวนานมากขึ้น ดังนี้
- อายุการใช้งานของกระเบื้องยางนั้นยาวนานเฉลี่ยถึง 10-15 ปี ซึ่งไม่ต่างกับกระเบื้องปกติเท่าไรนัก
- นอกจากการติดกระเบื้องยางบนพื้นแล้ว กระเบื้องยางยังสามารถนำไปติดที่เพดานหรือผนังต่าง ๆ ได้เช่นกัน
- ถ้าจำเป็นจริง ๆ การติดตั้งกระเบื้องยางสามารถติดตั้งทับกระเบื้องปกติได้ เพียงแค่เป็นพื้นเรียบ
สรุปท้ายบทความ
เรียกได้ว่ากระเบื้องยางนั้นมีคุณสมบัติต่าง ๆ ไม่ต่างกับกระเบื้องปกติสักเท่าไร แต่มีช่วยในการติดตั้งและประหยัดค่าใช้จ่ายในการสร้างบ้านของคุณได้มาก และถ้าใครที่มีงบน้อยเกินไปในการสร้างบ้านใหม่ ลองเข้ามาหาบ้านสวย ๆ หลากหลายแบบได้ใน Kaidee Property แหล่งรวมอสังหาริมทรัพย์
อ่านบทความ เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับอสังหาฯ อื่น ๆ
Jan 31, 2021 | บทความอสังหาฯ
สีทาบ้าน ไอเท็มที่หลาย ๆ คนต้องการเมื่อรีโนเวทบ้าน เพราะการทาสีผนังห้องด้วยสีเฉดต่าง ๆ จะสร้างบรรยากาศให้กับบ้าน ซึ่งรู้ไหมว่าแท้จริงแล้ว สีทาบ้านสามารถแบ่งออกเป็นหลายประเภทนอกจากสีทาภายในและภายนอก โดยแต่ละประเภทก็เหมาะกับการใช้งานและการดูแลที่แตกต่างกันไป ดังนั้น ก่อนที่เริ่มทำการทาสีบ้านเราก็ควรที่จะศึกษาประเภทของสีทาบ้าน และวิธีการเลือกซื้อสีทาบ้าน ให้เหมาะกับห้องเพื่อความสวยงามและสีที่ติดทนนาน
ขอบคุณรูปจาก: Jacob Elliott
ประเภทของ สีทาบ้าน
สีทาบ้านสามารถแบ่งออกเป็นประเภทต่าง ๆ ได้ดังนี้
สีน้ำอะคริลิกหรือสีน้ำพลาสติก
สีทาบ้านที่ได้รับความนิยมมาก มีส่วนประกอบของน้ำในการทำละลาย ซึ่งเป็นสีประเภทที่เหมาะสำหรับการทาบนพื้นปูน พื้นซีเมนต์ หรือพื้นคอนกรีต สีทาบ้านประเภทนี้สามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่
สีภายนอก มีราคาที่มากกว่าสีทาภายใน เป็น สีทาบ้าน ที่ใช้ในการทาสีภายนอกบ้าน มีส่วนประกอบของอะคริลิก และสารอื่น ๆ ที่ช่วยป้องกันความร้อน ฝน และสิ่งสกปรกอื่น จากสภาพอากาศภายนอกได้ และถ้าหากเลือกสีทาบ้านประเภทนี้ไม่ดีพอก็อาจทำให้เกิดการหลุดลอกของสีได้ ซึ่งสีภายนอกสามารถใช้ได้ทั้งภายนอกและภายในเลยทีเดียว
สีทาภายใน โดยปกติแล้ว สีทาภายในเป็นสีทาบ้านที่มีส่วนผสมของเนื้อสีแทบจะ 100% โดยไม่มีสารอื่น ๆ ยกเว้นเสียว่าจะมีการเพิ่มสารที่มีคุณสมบัติพิเศษอื่น ๆ เช่น สารที่ช่วยให้ทำความสะอาดง่าย หรือสารที่ทำให้สีทาบ้านมีความแวววาวมากขึ้น โดยสีทาบ้านประเภทสีทาภายในนั้น ผลิตขึ้นเพื่อการทาภายในอาคาร ทำให้ถ้าหากนำสีเหล่านี้ไปทาภายนอกบ้าน สีอาจเกิดการหลุดลอกหรือซีดจางได้ ซึ่งข้อดีของสีทาภายในคือมีสารเคมีและกลิ่นที่น้อยกว่าสีทาภายนอก
ขอบคุณรูปจาก: Sean Litchfield
สีย้อมไม้
สีทาบ้านที่ใช้ทาเฟอร์นิเจอร์ไม้ สามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ สีรองพื้นและสีทาไม้จริง ซึ่งสีย้อมไม้เป็น สีทาบ้านที่นอกจากจะเพิ่มความสวยงามแล้ว ยังช่วยในการรักษาเนื้อไม้ให้มีสภาพดีอีกด้วย นอกจากนี้อาจใช้แชร็ค แลคเกอร์ หรือยูรีเทน ซึ่งเป็นสีย้อมไม้เพื่อเพิ่มความสวยงามให้กับไม้ต่าง ๆ
สีน้ำมัน
สีทาบ้านที่มีความเงาสวยจากส่วนผสมของน้ำมันหรือทินเนอร์ซึ่งเป็นตัวทำละลาย มักจะใช้ทาบนไม้หรือเหล็ก แต่สามารถทาบนพื้นคอนกรีตหรือปูนได้เช่นกัน และด้วยเหตุผลนี้เองที่ทำให้สีน้ำมันเป็นสีทาบ้านที่ทำความสะอาดได้ง่าย แต่ก็ต้องแลกมาด้วยราคาที่แพงและแห้งช้า
สีหลังคา
หรือที่นิยมเรียกว่าสีทากระเบื้องหลังคา ซึ่งสีทาบ้านประเภทนี้เป็นสีอะคริลิกพอลิเมอร์ ที่ผสมกับสารสะท้อนรังสียูวี หรือสารที่ป้องกันความร้อนไม่ให้เข้าสู่ตัวบ้าน แต่ก็มีข้อเสียคือสีทาบ้านประเภทนี้จะทำให้สีหลังคามีความซีดจางลง หรือหากต้องการป้องกันความร้อนเราก็สามารถใช้ฉนวนกันความร้อนได้เช่นกัน คลิกดูบทความ >> เปลี่ยนบ้านร้อนเป็นบ้านเย็นด้วยฉนวนกันความร้อนหลังคา
สีรองพื้นปูน
สีทาบ้านที่ช่วยลดความเป็นกรดของพื้นคอนกรีต ปูน ก่อนลงสีอื่น ๆ ทับลงไป นอกจากนี้การใช้สีทาบ้านประเภทนี้ยังเป็นการเพิ่มความเหนียวแน่นของสีในการยึดกับผนังให้แน่นขึ้น แบ่งเป็น 2 ชนิด ได้แก่ สีรองพื้นปูนใหม่ และสีรองพื้นปูนเก่า
สีกันสนิม
เป็นสีทาบ้านที่ใช้วัสดุที่เป็นเหล็กเพื่อกันสนิมก่อนทาสีน้ำมันทับลงไป เป็นสีทาบ้านที่มีคุณสมบัติให้สีเคลือบติดกับวัสดุแน่นยิ่งขึ้น กันสนิม หรือยืดเวลาการเกิดสนิมได้ ซึ่งสีทาบ้านประเภทนี้สามารถแบ่งเป็นสีรองพื้นกันสนิมเหล็กทั่วไป และ สีรองพื้นกันสนิมเหล็กอุตสาหกรรม
สีกัลวาไนซ์
สีทาบ้านที่ได้รับความนิยมในปัจจุบัน มีคุณสมบัติในการป้องกันการกัดกร่อนและเพิ่มความทนทานให้กับเหล็ก สามารถแห้งได้ภายใน 1-2 ชม. ซึ่งด้วยเหตุผลนี้เองที่สีกัลวาไนซ์เป็นสีทาบ้านที่มีความประหยัดคุ้มค่ามากกว่าสีน้ำมัน รวมถึงยังสามารถยึดเกาะวัสดุได้มากกว่าอีกด้วย
คัลเลอร์ซีเมนต์
นวัตกรรมการผสมสีทาบ้านกับเนื้อซีเมนต์ มีคุณสมบัติในการยึดเกาะผิวซีเมนต์ได้ดี ทำให้มีความทนทานมาก ช่วยปกปิดรอยแตกขนาดเล็ก ไม่มีปัญหาการหลุด ปลอดภัยกับธรรมชาติ และสามารถทาสีด้วยวิธีต่าง ๆ ที่แตกต่างกันได้โดยที่ไม่ต้องรองพื้นก่อน
การเลือก สีทาบ้าน
การทาสีบ้านที่ดีควรจะเลือกสีทาบ้านที่เหมาะสมและใส่ในรายละเอียดต่าง ๆ ในการเลือกเพื่อความคงทนของสีและพื้นผิวบ้านของเราโดยเฉพาะการเลือกเกรดสีที่มีคุณภาพดีหรือคำนึงถึงปัจจัยต่าง ๆ ดังนี้
พื้นผิวของวัสดุที่ต้องการจะทา และประเภทสีทาบ้านมีผลต่อความสามารถในการยึดเกาะพื้นผิว ดังนั้น การเลือกสีที่เหมาะสมกับพื้นผิวจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ
พื้นที่ที่ต้องการทา อยู่ที่บริเวณใด ถ้าหากว่าเป็นบริเวณภายนอกอาหาร การทาสีทาภายในอาจทำให้สีหลุดลอกได้ง่าย รวมถึงการทาสีภายในบ้านด้วยสีทาภายนอกอาจส่งผลต่อสุขภาพของคนที่อาศัยอยู่ในบ้านได้เช่นกัน
เฉดสีที่ต้องการ สามารถเลือกเฉดสีที่ต้องการทาโดยอาจอ้างอิงจาก สีมงคล จิตวิทยา หรือตามความชอบส่วนตัวของตนเอง
คลิกดูบทความ >> เคล็ดลับเลือกสีห้องตามหลักจิตวิทยาสี
คลิกดูบทความ >> เลือกสีห้องนอนตามวันเกิด ดวงปัง ชีวิตรุ่ง !
เกรดของ สีทาบ้าน ที่เราควรรู้
เกรดสีของสีทาบ้านสามารถแบ่งเป็น 4 เกรด ได้แก่ A, B, C และ D ซึ่งแต่ละเกรดก็มีคุณสมบัติที่ความแตกต่างกันดังนี้
เกรด A (เกรด Premium) มีส่วนผสมของอะคริลิก 100% ถือเป็นสีทาบ้านที่มีคุณภาพสูง มีอายุการใช้งานยาวถึง 5-10 ปี นำเข้าจากฝั่งทวีปยุโรป
เกรด B (เกรด Medium) มีส่วนผสมของอะคริลิก 100% เป็นสีทาบ้านที่มีคุณภาพกลาง มีอายุการใช้งานยาว 3-5 ปี นำเข้าจากฝั่งทวีปเอเชีย
เกรด (C เกรด Econom) มีส่วนผสมของอะคริลิก 70% เป็นสีทาบ้านที่มีคุณภาพพอใช้ มีอายุการใช้งานยาว 1-3 ปี
เกรด D เป็นสีทาบ้านที่มีคุณภาพต่ำที่สุด เพราะมีสารอื่น ๆ นอกเหนือจากอะคริลิกถึง 30% และจะน้อยลงตามราคาของสีนั้น ๆ
ขั้นตอนการทาสีบ้านให้เรียบเนียนสวยงาม
ใครว่าการทาสีบ้านเป็นเรื่องยาก วันนี้เรามาแนะนำวิธีการทาสีบ้านง่าย ๆ ให้บ้านของเรามีสีสันสวยงามคงทนเหมือนมืออาชีพ ที่ใคร ๆ ก็ทำได้ !
ขอบคุณรูปจาก: Dennis Oblander
เช็กสภาพและเตรียมพื้นผิว
การเช็กสภาพพื้นผิวบ้านก่อนทาสีบ้าน เป็นเรื่องที่สำคัญมากเพราะพื้นผิวที่แตกต่างกันจำเป็นจะต้องใช้สีทาบ้านที่ต่างกัน โดยสามารถแบ่งพื้นผิวเป็น 2 ชนิด ดังนี้
พื้นผิวปูนเก่า มีสิ่งสกปรกจากฝุ่นหรือคราบไขมันจึงต้องลอกสีเดิมออกให้หมดก่อนและทำความสะอาดให้เรียบร้อย ทิ้งไว้ 1 วัน ก่อนทาสีใหม่
พื้นผิวปูนใหม่ ตรวจสอบสิ่งสกปรกจากฝุ่น และตัวพื้นผิวชนิดนี้ ปูนฉาบจะมีการคายความชื้นออกมาจึงต้องมีการทิ้งให้แห้งอย่างน้อย 1 เดือน ก่อนการทาสีใหม่เพื่อป้องกันเชื้อราและคราบด่าง
เตรียมอุปกรณ์ทาสี
เลือกอุปกรณ์ทาสีบ้านให้มีคุณภาพดีและเหมาะสมกับพื้นผิวนั้น ๆ ทั้งสีทาบ้าน แปรงทาสี เกรียง ลูกกลิ้ง และเทปกาวในการกั้นสีให้ไม่ออกนอกพื้นที่
ทาสีรองพื้น
การทาสีรองพื้นจะช่วยให้สีทาทับมีความเรียบเนียน ไม่หลุดลอก เกิดเชื้อรา หรือมีความซีดจางได้ ซึ่งสามารถแบ่งเป็น 2 ประเภทคือ สีรองพื้นปูนใหม่ และสีรองพื้นปูนเก่า
เริ่มทา สีทาบ้าน
โดยคำนึงถึงเฉดสี สูตรสีทาบ้านประเภทต่าง ๆ คุณสมบัติพิเศษ และอายุในการใช้งานของสีทาบ้าน โดยการใช้ลูกกลิ้ง แปรง หรือเกรียงในการทาสี
เก็บงานและตรวจความเรียบร้อย
ลอกเทปกาวที่กั้นพื้นที่สีทาบ้านออกมาหลังจากที่ทาสีเสร็จอย่างน้อย 1 วัน หลังจากนั้นจึงเก็บงานให้เรียบร้อยที่สุดเพื่อความสวยงาม
สรุปการใช้ สีทาบ้าน
เห็นได้ว่า สีทาบ้าน แต่ละประเภทก็มีความแตกต่างกัน มีความเหมาะสมกับสภาพผิวที่ไม่เหมือนกัน ดังนั้น เราจึงควรเลือกสีทาบ้านให้ถูกประเภทและวิธีการดูแลที่ถูกต้องที่สุด เพื่อความสวยงามของบ้าน ซึ่งใน Kaidee ก็มีอุปกรณ์ทาสีบ้านให้คุณได้เลือก หรือจะมาซื้ออสังหาริมทรัพย์ที่คุณชื่นชอบใน Kaidee Property ก็ได้เช่นกัน 🙂