เปลี่ยนแบตรถยนต์ ยี่ห้อไหนคุ้มที่สุด เช็กที่นี่ !

เปลี่ยนแบตรถยนต์ ยี่ห้อไหนคุ้มที่สุด เช็กที่นี่ !

เปลี่ยนแบตรถยนต์ ต้องเลือกประเภทแบตเตอรี่และกำลังไฟให้เหมาะสมกับรุ่นรถ เพื่อช่วยยืดอายุการใช้งานได้ยาวนาน”

เปลี่ยนแบตรถยนต์ ยี่ห้อไหนดี

เปลี่ยนแบตรถยนต์ นับเป็นเรื่องปกติของการใช้รถ เมื่อครบวงรอบการใช้งานก็ต้อง (ซื้อ) เปลี่ยนใหม่ ไม่ใช่เรื่องแปลก ! ปัจจุบันมีขายหลายยี่ห้อ ไม่ว่าจะเป็น FB, 3K, GS, PANASONIC, PUMA, BOSH, BOLIDEN, YUASA รวมไปถึง AMARON ฯลฯ ส่วนจะเลือกยี่ห้อไหน ขึ้นอยู่กับรุ่นรถและกำลังทรัพย์ของเจ้าของ และ Kaidee Auto รวมรวมข้อมูลที่น่าสนใจ และมัดรวมยี่ห้อน่าใช้มาฝากทุกคน

แบตเตอรี่รถยนต์เป็นเรื่องต้องขยันตรวจสอบเป็นประจำ เพื่อให้รู้สภาพและความพร้อมก่อนใช้รถ เปรียบเทียบให้เห็นภาพก็เหมือนกับน้ำมันเชื้อเพลิงนั่นแหละ คุณไม่สามารถรอให้หมดเกลี้ยงทั้งลูกก่อนแล้วจึงเปลี่ยน เพราะคงไม่ดีแน่หากเกิดแบตหมด สตาร์ทรถไม่ติดระหว่างทาง ชีวิตเปลี่ยน ! และต้องเจอกับปัญหาที่เป็นเรื่องวุ่นวายตามมาแน่นอน

แต่ก่อนที่จะไปเลือกช้อปจุใจ เพื่อเตรียม “เปลี่ยนแบตรถยนต์” ให้กับทุกคน ต้องเข้าใจข้อมูลเบื้องต้นให้ตรงกันก่อนว่า

ข้อที่ 1 แบตเตอรี่รถยนต์เป็นเรื่องของความพึงพอใจต่อการใช้งาน หากให้บอกว่ายี่ห้อไหนดีที่สุด ผู้เขียนไม่สามารถบอกได้ เพราะประสบการณ์และรถที่ใช้งานแตกต่างกัน 

ข้อที่ 2 แต่ผู้เขียนสามารถให้ข้อเท็จจริง วิธีการเลือกใช้ การสังเกตอาการเมื่อแบตเตอรี่รถยนต์มีปัญหา ซึ่งเป็นหลักการพื้นฐานที่วิทยาศาสตร์สามารถพิสูจน์ได้ และข้อที่ 3 คอนเทนต์นี้ไม่ใช่การรีวิว เพราะผู้เขียนไม่เคยใช้ครบทุกยี่ห้อ จึงไม่ใช่ Advertorial ขายของ หรือ โฆษณาใดๆ ทั้งสิ้น

แบตเตอรี่สิ่งสำคัญที่รถยนต์ทุกคันต้องมี
แบตเตอรี่สิ่งสำคัญที่รถทุกคันตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันจำเป็นต้องมี

ส่วนผู้อ่านจะเลือก เปลี่ยนแบตรถยนต์ ยี่ห้อใด ก็ขึ้นอยู่กับตัวคุณเองเป็นสำคัญ รถคุณ กระเป๋าสตางค์คุณ เลือกสิ่งที่ดีสุดให้กับตัวเอง มองทุกอย่างให้เป็นเหตุและผล บนความเหมาะสมด้วยผลประโยชน์ที่ได้รับเป็นหลัก โดยเริ่มกันที่ข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับแบตเตอรี่รถยนต์, ประเภทของแบตเตอรี่, วิธีการเลือกซื้อ และไฮไลท์สำคัญ คือ ยี่ห้อต่างๆ ที่มีขายอยู่ในปัจจุบัน รวมมาให้ (เกือบ) หมดแล้ว 

เปลี่ยนแบตรถยนต์ เพื่อแก้ไขปัญหาสตาร์ทไม่ติด
แบตเตอรี่เป็นอุปกรณ์สำคัญ มีหน้าที่เก็บพลังงานไฟฟ้าที่ใช้ในตัวรถเพื่อกระจายไปสู่ส่วนต่างๆ

ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับแบตเตอรี่รถยนต์

แบตเตอรี่เป็นอุปกรณ์เก็บพลังงานไฟฟ้าที่ใช้ในตัวรถ ได้รับการออกแบบให้ป้อนกระแสไฟฟ้ากลับเข้าสู่ส่วนต่างๆ เช่น ระบบไฟฟ้าภายในห้องโดยสาร, ไฟส่องสว่างและสัญญาณ, สิ่งอำนวยความสะดวก, เครื่องปรับอากาศ, วิทยุ, เครื่องยนต์ รวมไปถึงการสตาร์ทรถและระบบจุดระเบิด 

หากแบตเตอรี่หมด… ทำให้รถสตาร์ทไม่ติด เพราะรถต้องใช้ไฟฟ้าในการสตาร์ทเครื่องยนต์ก่อน เพื่อหมุนให้ไดร์ชาร์จทำงานและผลิตไฟฟ้าตามมา จึงต้องรีบ เปลี่ยนแบตรถยนต์ โดยทันที

ดังนั้น แบตเตอรี่จึงมีหน้าที่เก็บพลังงานไฟฟ้า ไม่ใช่กำเนิดไฟฟ้า ต้องแยกเรื่องนี้ออกจากกัน ขีดเส้นใต้ไว้ชัดๆ เลยว่า ใช้เก็บอย่างเดียว ไม่ได้เป็นตัวกำเนิดไฟฟ้า แบตเตอรี่แต่ละลูกเก็บกำลังไฟฟ้าด้วยการชาร์จมาแล้วส่วนหนึ่งจากโรงงาน เมื่ออยู่ในรถจึงทำหน้าที่เก็บสะสมพลังงานไฟฟ้าเพิ่มเติมจาก “ไดร์ชาร์จ” ซึ่งเป็นตัวกำเนิดพลังงานไฟฟ้าที่แท้จริงของรถยนต์

หากไดร์ชาร์จผลิตกระแสไฟฟ้าไม่ทัน ระบบของรถจะดึงเอากระแสไฟฟ้ามาจากแบตเตอรี่มาใช้ นอกจากนี้อุปกรณ์ในตัวรถตามที่กล่าวมาข้างต้น สามารถดึงเอากำลังไฟจากแบตเตอรี่ไปใช้ร่วมกันด้วย 

แต่เมื่อไดร์ชาร์จทำงานได้อย่างสมบูรณ์เต็มระบบ รถจะใช้กำลังไฟฟ้าจากไดร์ชาร์จเป็นหลัก และใช้จากแบตเตอรี่เป็นพลังสำรอง กำลังไฟฟ้าที่ผลิตได้เกินจากการใช้งาน จะถูกส่งไปเก็บในแบตเตอรี่ กระบวนการทำงานวนลูปไปแบบนี้ไม่มีที่สิ้นสุด ดังนั้น การเปิดแอร์ระหว่างที่รถติดเครื่องและดับเครื่อง จึงมีที่มาจากแหล่งพลังงานไฟฟ้าที่ต่างกัน 

เช็กราคา เปลี่ยนแบตรถยนต์
แบตเตอรีมีหน้าที่เก็บพลังงานไฟฟ้าไม่ใช่กำเนิดไฟฟ้า อย่าเข้าใจผิด !

สรุป หากรถติดเครื่องกำลังไฟฟ้ามาจากไดร์ชาร์จ แต่ถ้ารถดับเครื่องจอดอยู่นิ่งๆ ไฟฟ้าที่ใช้จะมาจากแบตเตอรี่ เคลียร์ชัดเจนเห็นภาพตรงกัน 

ภาษาไทยวันละคำ ท่องไว้ให้ขึ้นใจ คำว่า “แบตเตอรี่” ส่วนใหญ่บนโลกใบนี้ มีหน้าที่เก็บพลังงานไฟฟ้า ไม่ใช่กำเนิดไฟฟ้า อย่าเข้าใจสับสน

แบตเตอรี่รถยนต์ มี 4 ประเภท เปลี่ยนแบตรถยนต์ให้ตรงตามรุ่น
แบตเตอรี่รถยนต์มีทั้งหมด 4 ประเภท คือ น้ำ, แห้ง, กึ่งแห้ง และไฮบริด

แบตเตอรี่รถยนต์ มี 4 ประเภท

ปัจจุบันด้วยเทคโนโลยีของรถยนต์ที่ทันสมัยมากขึ้น ทำให้แบตเตอรี่รถยนต์มีการพัฒนาออกมาถึง 4 ประเภท โดยในรถยนต์แต่ละรุ่นใช้แบตเตอรี่ไม่เหมือนกัน จึงไม่สามารถใช้งานด้วยการ “เปลี่ยนแบตรถยนต์” ข้ามประเภทได้แบบตรงๆ แต่ใช้เทียบกันได้ โดยที่นิยมใช้ในปัจจุบันมี ดังนี้

เปลี่ยนแบตรถยนต์ แบบน้ำ (LEAD ACID) เป็นเทคโนโลยีพื้นฐานที่ใช้ในรถยุคแรก
แบตเตอรี่แบบน้ำมีช่องให้เติมน้ำกลั่น มีราคาถูกที่สุด อายุการใช้งานยาวนาน แต่ต้องหมั่นเช็กระดับน้ำเป็นประจำ
  • แบตเตอรี่แบบน้ำ (LEAD ACID)

เป็นแบตเตอรี่แบบดั้งเดิมที่ได้รับการผลิตมาก่อน และใช้ในรถหลายรุ่นยาวนานหลายสิบปี มีช่องให้เติมน้ำกลั่น และผู้ใช้รถต้องเช็กระดับน้ำกลั่นในแบตเตอรี่อยู่เป็นประจำ พอเริ่มลดระดับให้รีบเติม แบตเตอรี่ชนิดน้ำใช้ในรถที่วิ่งเป็นประจำด้วยระยะทางเยอะๆ ผู้ที่ใช้และกำลังจะ เปลี่ยนแบตรถยนต์ ชนิดนี้ ต้องพิจารณา ข้อดี คือ มีราคาถูกที่สุด และอายุการใช้งานนานกว่าแบบแห้ง ทนทานต่อการโหลดและคายประจุ ข้อเสีย คือ ต้องหมั่นเช็กระดับน้ำ ถ้าลืมมีโอกาสเสียและเสื่อมได้ง่าย และยังให้ค่าแอมป์ที่น้อยกว่าแบบแห้งอีกด้วย

เปลี่ยนแบตรถยนต์ แบบแห้ง (SMF) นับเป็นเจเนอเรชันที่ 2 นิยมใช้ในรถรุ่นปัจจุบัน
แบตเตอรี่แบบแห้ง ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ นิยมใช้ในรถรุ่นปัจจุบัน ไม่ต้องเติมน้ำกลั่นจึงไม่มีฝา เปิด – ปิด
  • แบตเตอรี่แบบแห้ง (SMF)

แบตเตอรี่แบบแห้ง มีลักษณะตรงข้ามกับแบบน้ำทุกประการ พัฒนาและผลิตตามหลังออกมา นิยมใช้ในรถรุ่นปัจจุบัน เพราะไม่ต้องเติมน้ำกลั่นจึงไม่มีฝา เปิด – ปิด แต่ในความเป็นจริงแล้วแบตเตอรี่แบบแห้งมีของเหลวอยู่ภายใน เช่น ตะกั่ว, กรดแคดเมี่ยม และ นิเกิล-แคด สามารถเช็กระดับของเหลวและอายุการใช้งานได้ โดยดูผ่านช่อง “ตาแมว”

เปลี่ยนแบตรถยนต์ ในชนิดแห้ง ข้อดี อยู่ตรงที่ดูและรักษาง่าย ไม่ยุ่งยากในการเติมน้ำกลั่น มีเทคโนโลยีและกำลังไฟที่สูงกว่าแบบน้ำ แต่ในส่วนของ ข้อเสีย มีราคาสูงกว่าแบบดั้งเดิม รูระบายอากาศทางเดียวจึงอุดตันง่าย และอาจะทำให้เกิดปัญหาความร้อนและแรงดัน โดยเฉพาะหากจุดปิดผนึกซีลชำรุดจะทำให้ความชื้นเข้าไปในตัวแบตเตอรี่ได้

เปลี่ยนแบตรถยนต์ แบบกึ่งแห้ง (SF) ดูแลง่ายกว่า เติมน้ำเฉลี่ยปีละแค่ 1 - 2 ครั้งเท่านั้น
แบตเตอรี่แบบกึ่งแห้งมีความคล้ายกับแบบแห้ง แต่มีช่องให้เติมน้ำกลั่นเ เฉลี่ยปีละแค่ 1 – 2 ครั้งเท่านั้น
  • แบตเตอรี่แบบกึ่งแห้ง (SF)

แบตเตอรี่แบบกึ่งแห้ง ทำออกมาให้อยู่ตรงกลางระหว่างแบบน้ำและแห้ง โดยมีความละม้ายคล้ายกับแบบแห้งมากกว่า เพียงแต่มีช่องให้เติมน้ำกลั่นเพิ่มเข้ามา ทว่าไม่ต้องเติมบ่อยเท่าแบบน้ำ เฉลี่ยปีละแค่ 1 – 2 ครั้งเท่านั้น ข้อดี มีราคาที่ถูกกว่าแบบแห้ง แต่แพงกว่าแบบน้ำ และมีความทนทานสูงมาก ข้อเสีย ยังคงต้องดูและระดับน้ำกลั่นไม่ให้แห้ง ความสะดวกสบายลดลงเล็กน้อย 

เปลี่ยนแบตรถยนต์ แบบไฮบริด (HYBRID) เป็นลูกผสมระหว่างแบตเตอรี่น้ำและกึ่งแห้ง
แบตเตอรี่แบบไฮบริดสามารถตรวจเช็กระดับน้ำกลั่นได้ มีกำลังไฟและให้ค่าการการสตาร์ทที่ค่อนข้างสูง
  • แบตเตอรี่แบบไฮบริด (HYBRID)

พัฒนาขึ้นมาเป็นเจเนอเรชันล่าสุด เป็นลูกผสมระหว่างแบตเตอรี่น้ำและกึ่งแห้ง สามารถตรวจเช็กระดับน้ำกลั่นได้ และมีค่าการสตาร์ทที่สูงกว่า ในขณะที่ตรวจเช็กน้ำกลั่นเพียงปีละ 1 – 2 ครั้ง และคาดว่าในอนาคตจะเข้ามาทดแทนแบตเตอรี่แบบน้ำทั้งหมด โดยมี ข้อดี ราคาถูกกว่าแบบแห้ง ดูแลรักษาง่าย ส่วนในเรื่อง ข้อเสีย ผู้ใช้รถยังคงต้องตรวจเช็กน้ำกลั่น และมีราคาแพงกว่าแบบน้ำ

เปลี่ยนแบตรถยนต์ ให้ใช้งานร่วมกับรถประเภทอื่นได้
แบตเตอรี่สามารถใช้งานร่วมกันระหว่างรถแต่ละประเภทได้

แบตเตอรี่ไม่ทำแยกย่อย รถเก๋ง หรือ กระบะ

ทำความรู้จักแบตเตอรี่ในแต่ละประเภทกันไปแล้ว ทีนี้เรื่องต่อไปที่คุณต้องรู้ ก็คือ “แบตเตอรี่ไม่ผลิตแยกตามประเภทรถ” แต่ผลิตตาม 2 ปัจจัยหลัก คือ ประเภทแบต และ ความจุของกำลังไฟฟ้า (มีหน่วยเป็นแอมป์) นิยมเลือกกำลังแอมป์ให้เหมาะสมตามรุ่นรถ หรือมากกว่าความต้องการได้เล็กน้อย 

ดังนั้น แบตเตอรี่จึงไม่ผลิตเจาะจงเพื่อมอเตอร์ไซค์ รถเก๋ง รถกระบะ รถบรรทุก ฯลฯ เพราะเอาเข้าจริงรถแต่ละประเภท ก็ใช้ขนาดที่แตกต่างกันอยู่แล้ว ทุกคนเข้าใจได้ เพราะรถเล็กใช้ไฟน้อยก็ต้องเลือกลูกเล็ก รถใหญ่ใช้พลังเยอะก็เป็นลูกใหญ่ โดยผู้ใช้สามารถเปลี่ยนแบตรถยนต์ข้ามขั้นไปใช้แบตลูกใหญ่ได้ ไม่ผิดและไม่พัง ! ในทางกลับกันก็วนย้อนกลับไปใช้ลูกเล็กกว่าค่า OEM ได้เช่นกัน แต่ไม่แนะนำ เพราะแบตหมดเร็ว

เปลี่ยนแบตรถยนต์ อีโคคาร์ใช้แบตเตอรีขนาด 35 - 42 แอมป์
อีโคคาร์ เครื่องยนต์ 1.2 ลิตร ใช้แบตเตอรี่ความจุดไฟ 35 – 45 แอมป์

อีโคคาร์ A – B Segment ใช้ขนาด 35 – 42 แอมป์ 

กลุ่มอีโคคาร์ เครื่องยนต์ 1.2 ลิตร นับเป็นรถเก๋งขนาดเล็กสุด ใช้ไฟน้อย ไม่ค่อยกินแบตเตอรี่ เช่น โตโยต้า ยาริส, ฮอนด้า แจ๊ส, มาสด้า2 ฯลฯ ส่วนใหญ่ติดตั้งแบตเตอรี่กึ่งแห้งจากโรงงาน ขนาด 35 แอมป์ หากเปลี่ยนลูกใหม่ มี 2 ทางเลือก ใช้ประเภทเดิม หรือ แบตเตอรี่แห้ง ขนาดที่แนะนำสามารถใช้ได้ตั้งแต่ 35 – 45 แอมป์ มากกว่านี้เป็นลูกใหญ่ อาจจะใส่ในห้องเครื่องไม่พอดี ราคาเริ่มต้น 1,500 บาท* 

เปลี่ยนแบตรถยนต์ รถเก๋งขนาดกลางใช้แบตเตอรีขนาด 45 - 52 แอมป์
รถเก๋งขนาดกลางเครื่องยนต์ความจุ 1.5 ลิตรขึ้นไป นิยมใช้แบตเตอรี่ 45 – 52 แอมป์

รถเก๋งขนาดกลาง C Segment ใช้ขนาด 45 – 52 แอมป์ 

สำหรับรถเก๋งขนาดกลาง ที่มีเครื่องยนต์ความจุ 1.5 ลิตรขึ้นไป เช่น โตโยต้า โคโรลา อัลติส, ฮอนด้า ซีวิค, มาสด้า3 ฯลฯ เดิมติดตั้งทั้งแบตเตอรี่แบบแห้งและกึ่งแห้งมาจากโรงงาน เปลี่ยนลูกใหม่สามารถเลือกใช้ได้ทั้ง 2 ประเภท ความจุกำลังไฟเลือกได้ ตั้งแต่ 45 – 52 แอมป์ สนนราคาเริ่มต้น 1,600 บาท*

เปลี่ยนแบตรถยนต์ รถเก๋งขนาดใหญ่ นิยมใช้กำลังไฟ 60 - 75 แอมป์
รถเก๋งขนาดใหญ่ใช้แบตเตอรี่ขนาดความจุไฟ 60 – 75 แอมป์

รถเก๋งขนาดใหญ่ D Segment ใช้ขนาด 60 – 75 แอมป์

ด้านรถเก๋งขนาดใหญ่ ขุมพลังเครื่องยนต์ 1.8 ขึ้นไป ของเดิมจากโรงงานจะเป็นแบตเตอรี่กึ่งแห้ง ลูกใหญ่ขนาด 65 แอมป์ หากเปลี่ยนแบตรถยนต์ใหม่ สามารถเลือกได้ทั้งแบบกึ่งแห้งและแห้ง 60 – 75 แอมป์ ราคาเริ่มต้น 1,900 บาท*  

เปลี่ยนแบตรถยนต์ รถกระบะ รถอเนกประสงค์ รถตู้ นิยมใช้แบตเตอรีขนาด 65 แอมป์ขึ้นไป
รถคันใหญ่ใช้ไฟฟ้าเยอะ จึงต้องเลือกใช้แบตเตอรี่ขนาด 65 แอมป์ขึ้นไป

รถกระบะ รถอเนกประสงค์ รถตู้ ใช้ขนาด 65 แอมป์ขึ้นไป

ในส่วนของรถกระบะ รถอเนกประสงค์กลุ่ม SUV และรถตู้ ต้องการแบตเตอรี่ลูกใหญ่ เพื่อใช้เก็บกักไฟค่อนข้างเยอะ โดยใช้วิธีเลือกแบตเตอรี่ตามความจุของเครื่องยนต์ เริ่มจากเครื่องยนต์ 1.9 – 2.2 ลิตร แบตเตอรี่สามารถใช้ได้ตั้งแต่ 65 – 85 แอมป์ 

หากเป็นเครื่องยนต์ 2.5 ลิตรขึ้นไป จะสามารถเลือกใส่แบตเตอรี่ได้ตั้งแต่ 80 – 100 แอมป์ ขึ้นอยู่กับการใช้งาน โดยสามารถเลือกใส่แอมป์ที่มากกว่าของเดิมได้

วิธีเลือกซื้อแบตเตอรี่รถยนต์
แบตเตอรี่มีหลายยี่ห้อ หลากราคา และต่างเกรด เลือกใช้ให้เหมาะสมกับรถที่สุด

เลือกซื้อแบตเตอรรี่อย่างไรให้เหมาะกับรถ

แล้วเราจะเลือกซื้อหรือเปลี่ยนแบตรถยนต์อย่างไรจึงจะเหมาะสม ? อ่านแล้วอาจดูซับซ้อน แต่ไม่ยาก ทำได้ใน 5 ขั้นตอน 

เริ่มจาก “สังเกตพฤติกรรมการใช้รถ” ของตัวคุณเองก่อน เมื่อรู้ความถี่ในการใช้รถแล้วจึง “เลือกประเภทแบตเตอรี่” ที่เหมาะสมได้ จากนั้นเลือก “ขนาดความจุแอมป์” ซึ่งในขั้นตอนนี้ดูขนาดแอมป์ที่สูงกว่าของเดิมจากโรงงานได้ และที่สำคัญต้องให้กำลังในการจุดสตาร์ทต้องเพียงพอ พร้อมตรวจสอบให้แน่ชัดว่า ขนาดของแบตเตอรี่ จะสามารถใส่กับรถได้อย่างพอดี

จากนั้นเป็นการ “เปรียบเทียบแบรนด์และราคา” ท่องไว้ให้ขึ้นใจ ของดีไม่จำเป็นต้องราคาแพง และของแพงใช่ว่าจะคุณภาพดี เลือกใช้ให้เหมาะสม และสุดท้าย… ตัดสินใจซื้อและรับบริการจาก “ร้านที่น่าเชื่อถือ” เพื่อให้ได้สินค้าคุณภาพดี โดยในร้านมีชื่อเสียงยอดนิยม มักมียอดจำหน่ายสูง ทำให้สินค้าไม่หลงค้างสต็อก คุณจึงมีโอกาสได้รับแบตเตอรี่รุ่นปีผลิตที่ใหม่อยู่เสมอ

แบตรถยนต์ควรเปลี่ยนเมื่อไหร่
สังเกตอาการของรถอย่างสม่ำเสมอ และคุณจะรู้ว่าเมื่อไหร่เป็นเวลาที่เหมาะสมในการเปลี่ยนแบตเตอรี่

ควรเปลี่ยนแบตรถยนต์เมื่อไร

อย่างที่บอกไปว่าแบตเตอรีมีอายุการใช้งานเป็นของตัวเอง เมื่อเสื่อมหรือหมดลงก็ต้องเปลี่ยนใหม่ Kaidee Auto มีทริคง่ายๆ ที่คุณสามารถทำได้เอง เพื่อสังเกตอายุขัยและเวลาที่ควรเปลี่ยนแบตรถยนต์ ส่วนจะมีอะไรบ้างนั้น ตามไปดูกัน

  1. สตาร์ทติดยาก

อาการที่หนักและสำคัญสุด ซึ่งส่งสัญญาณอย่างชัดเจนว่าคุณต้อง ก็คือ สตาร์ทรถไม่ติด หรือ สตาร์ทติดยาก เมื่อบิดกุญแจแล้วมีเสียงดัง แชะ แชะ แชะ เครื่องยนต์หมุนช้าจนสังเกตได้ ใช้เวลานานกว่าจะจุดระเบิด หากมีอาการนี้ควรหาเวลารีบเปลี่ยนแบตทันที 

  1. ไฟหน้าไม่สว่างและระบบไฟฟ้าทำงานผิดปกติ

เป็นอาการที่พบและเกิดก่อนสตาร์ทไม่ติด (ติดยาก) สังเกตดูที่ไฟหน้า หากลำแสงไม่สว่าง เปิดไฟสูงแล้วปลายแสงส่องไม่ถึงเท่ากับระยะเดิม ระบบไฟฟ้าในรถทำงานช้าลงหรือมีอาการติดๆ ดับๆ แสดงว่าแบตเตอรี่เริ่มอ่อนลง และใกล้จะมีอาการสตาร์ทไม่ติดตามในเร็ววัน ควรรีบเปลี่ยนเช่นกัน 

  1. เมื่อครบอายุการใช้งาน เฉลี่ย 2 ปี

แบตเตอรี่ในแบบแห้งและกึ่งแห้งที่นิยมใช้ในปัจจุบัน มีอายุการใช้งานเฉลี่ย 2 ปี ลากได้ยาวสุด 3 ปี ขึ้นอยู่กับความถี่ในการใช้รถ แต่ถ้าเป็นแบบน้ำเมื่อบำรุงรักษาดีๆ สามารถใช้งานได้ยาว 4 – 5 ปี คุณควรตรวจเช็กการใช้งานอยู่เป็นประจำ โดยบันทึกวันที่เปลี่ยนแบตครั้งล่าสุด แล้วนับเวลาการใช้งานจนถึงปัจจุบัน เมื่อใกล้ครบกำหนดตามวงรอบจึงเปลี่ยน 

ไม่ต้องรอให้แบตเตอรี่หมดทั้งลูก แล้วจึงค่อยเปลี่ยนแบตรถ เพราะถึงแม้จะไม่มีความเสียหายต่อตัวรถและเครื่องยนต์ ทว่าก็ต้องเสียเวลาหากต้องยืมรถคนอื่นมาช่วยพ่วงแบตสตาร์ทให้กับคุณ 

แบตเตอรีเสื่อม แบตเตอรีหมด ทำให้รถยนต์สตาร์ทไม่ติด
เสื่อมหรือหมดมีอาการใกล้เคียงกันมาก ผู้ใช้รถต้องมองปัญหาเรื่องนี้ให้ออก

เสื่อม หรือ หมด เช็กให้ชัวร์

อีกหนึ่งเรื่องที่หลายคนค่อนข้างสับสน ก็คือ “แบตเตอรี่เสื่อม” หรือ “แบตเตอรี่หมด” ทั้งคู่ดูคล้ายคลึงกัน แต่ในความเป็นจริงมีอาการแตกต่างกันชัดเจน และคุณต้องดูให้เป็นเพื่อแยกให้ออก พร้อมแก้ไขปัญหาได้อย่างถูกจุด

แบตเตอรี่เสื่อม เกิดจากแบตเตอรี่ไม่สามารถเก็บไฟไว้ได้ หรือ เก็บได้น้อยมาก เมื่อจอดทิ้งไว้สักพักกลับมาสตาร์ทอีกที… ไม่ติด ! โดยแบตเตอรี่สามารถปล่อยไฟเข้าทำงานในระบบต่างๆ ได้แบบอ่อนๆ เช่น แตรดัง, วิทยุยังทำงาน, แอร์มีลมออก แต่ไม่สามารถสตาร์ทให้รถติดได้

แบตเตอรี่หมด ความหมายชัดเจนและตรงตัว นั่นคือ ไม่เหลือไฟอยู่ในก้อนแบตเตอรี่เลย จึงไม่สามารถส่งไฟฟ้าเพื่อป้อนเข้าสู่ระบบในตัวรถได้ เช่น สตาร์ทไม่ติด, แตรไม่ดัง, วิทยุไม่ทำงาน ฯลฯ 

สรุปแล้ว… ไม่ว่าจะเป็นแบตเตอรี่เสื่อมหรือหมด ทั้งคู่มีวิธีแก้ไขดีที่สุดก็คือการ เปลี่ยนใหม่  

รวมยี่ห้อแบตเตอรี่รถยนต์น่าซื้อใช้ 

Kaidee Auto มัดรวมแบตเตอรี่รถยนต์ รวมจุดเด่นและรุ่นผลิตภัณฑ์ที่น่าสนใจจาก 9 แบรนด์ดัง อัปเดตข้อมูลล่าสุดปี 2021 ศึกษาเป็นข้อมูลเพื่อเลือกซื้อได้เลย 

FB BATTERY
FB BATTERY ผลิตภัณฑ์ของคนไทย ครองส่วนแบ่งทางการตลาดค่อนข้างสูง

1. เปลี่ยนแบตรถยนต์ FB BATTERY

เริ่มต้นกันที่แบตเตอรรี่ของคนไทย FB มีส่วนแบ่งทางการตลาดค่อนข้างเยอะ โดดเด่นด้วยความทนทาน ใช้งานดี ราคาไม่แพง คุณภาพเป็นที่ยอมรับจากทั่วโลก และมีให้เลือกหลายรุ่นย่อย ครอบคลุมรถทุกประเภท ใช้เทคโนโลยีการผลิตจากญี่ปุ่น สำหรับรุ่นฮิตที่เราเลือกมา คือ NS70R แบตเตอรี่แบบน้ำ ชนิดขั้วลอย สำหรับรถญี่ปุ่น ความจุ 65 แอมป์ เหมาะกับรถเก๋งขนาดกลาง และเป็นที่นิยมขวัญใจของรถตู้ ราคาเริ่มต้น 2,700 บาท รายละเอียดเพิ่มเติม คลิก FB BATTERY 

3K BATTERY
3K BATTERY มีจุดเด่นในเรื่องคุณภาพที่น่าเชื่อถือ อึด ถึก ทน

2. เปลี่ยนแบตรถยนต์ 3K BATTERY

แบรนด์ต่อมายังเป็นของคนไทย และผู้ชื่นชอบมวยไทยคุ้นเคยกับชื่อนี้เป็นอย่างดีกับ 3K ด้วยคุณสมบัติ อึด ถึก ทน ด้านคุณภาพวางใจได้ มีผู้จำหน่ายเยอะ คนใช้งานก็แยะ แถมมีโรงงานการผลิตเป็นของตัวเองตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ จึงเป็นหนึ่งในผู้นำตลาดแบตเตอรี่ของเมืองไทย 

รุ่นเด็ดจาก 3K เรายกให้ VS60R SMF นวัตกรรมใหม่ล่าสุดในตระกูล V Series เป็นแบตเตอรี่แบบแห้ง ชนิดขั้วลอย สำหรับรถญี่ปุ่นขนาดเล็ก สะดวกกว่าเพราะไม่ต้องดูแล จึงลดปัญหาจุกจิก ใช้งานดี สุดทน ขนาด 45 แอมป์ ในราคาเริ่มต้นเพียง 2,200 บาท รายละเอียดเพิ่มเติม คลิก 3K BATTERY

GS BATTERY
GS BATTERY ใช้เทคโนโลยีการผลิตที่ทันสมัยจากญี่ปุ่น

3. เปลี่ยนแบตรถยนต์ GS BATTERY

GS แบรนด์ผู้ผลิตของไทย ผ่านการพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยีจากญี่ปุ่น จุดเด่นอยู่ที่คุณภาพดี ทนทาน ราคาไม่แพง ทำตลาดในเมืองไทยมาอย่างยาวนาน โดยรุ่นเด่นที่เราคัดมา คือ GS N55 EFB เป็นแบตเตอรี่แบบกึ่งแห้ง มีขั้วลอย ใช้ในรถญี่ปุ่น C และ D Segment กำลังไฟ 55 แอมป์ ราคาเริ่มต้น 2,300 บาท 

นอกจากนี้ ที่โดดเด่นยังมี EXTRA150R แบตเตอรี่แบบไฮบริด ให้กำลังไฟ 85 แอมป์ นิยมใช้ในรถกระบะและอเนกประสงค์ ราคาเริ่มต้น 2,600 บาท รายละเอียดเพิ่มเติม คลิก GS BATTERY 

PANASONIC BATTERY
PANASONIC BATTERY ชื่อนี้การันตีคุณภาพมาอย่างยาวนาน

4. เปลี่ยนแบตรถยนต์ PANASONIC BATTERY

ข้ามมาที่แบรนด์ระดับโลกจากญี่ปุ่น ผู้ผลิตวิศวกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าหลายชนิดอย่าง PANASONIC จุดเด่นอยู่ที่มาตรฐานคุณภาพ ทนความร้อน และที่สำคัญราคาไม่แพง ปัจจุบันผลิตเพื่อตอบโจทย์รถปีลึกที่เป็นรุ่นเก่าได้ค่อนข้างดี โดยรุ่นที่เราแนะนำต้องยกให้ 50B24R MF แบตเตอรี่แบบกึ่งแห้ง ชนิดขั้วลอย เหมาะกับรถญี่ปุ่นคันเล็ก วิ่งในเมือง ที่ไม่ต้องการดูแลมาก กำลังไฟ 45 แอมป์ ในราคาเพียง 1,500 บาท นับว่าถูกที่สุดเมื่อเทียบกับชื่อที่เหนือชั้นอย่าง PANASONIC 

แต่ทั้งนี้ ทาง PANASONIC ไม่มีเว็บไซต์อย่างเป็นทางการในไทย ทำตลาดผ่านตัวแทนจำหน่าย ผู้สนใจสามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ในอินเทอร์เน็ต   

PUMA BATTERY
PUMA BATTERY แบรนด์น้องใหม่จากเกาหลีใต้ กำลังได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ

5. เปลี่ยนแบตรถยนต์ PUMA BATTERY

PUMA แบรนด์แบตเตอรี่คุณภาพดีจากเกาหลีใต้ จัดว่าเป็นน้องใหม่เพราะเพิ่งเข้ามาทำตลาดในเมืองไทย ผลิตเฉพาะแบตเตอรี่แบบแห้งเป็นหลัก ชูจุดเด่นในเรื่องของกำลังไฟที่แรงจัด เหมาะสำหรับรถซูเปอร์คาร์ หรือ รถที่มีชุดเครื่องเสียงและระบบเอ็นเตอร์เทนเมนต์ขนาดใหญ่

โดยรุ่นที่เรามองว่าโดดเด่นและน่าสนใจ คือ AMG LN5 แบตเตอรี่แบบแห้ง ชนิดขั้วจม เหมาะสำหรับรถยุโรป กำลังไฟ 95 แอมป์ การันตีใช้ได้ในรถยุโรปทุกรุ่น และใช้ดีในซูเปอร์คาร์ ราคาเบาๆ เพียง 8,500 บาท รายละเอียดเพิ่มเติม คลิก PUMA BATTERY

BOSCH BATTERY
BOSCH BATTERY จากเยอรมันให้กำลังไฟที่สูงมาก และใช้ได้กับรถยุโรปทุกรุ่นและทุกยี่ห้อ

6. เปลี่ยนแบตรถยนต์ BOSCH BATTERY

สำหรับแบรนด์ BOSCH ผู้ผลิตชิ้นส่วนชั้นนำของอุตสาหกรรมยานยนต์จากเยอรมัน ผลิตแบตเตอรี่ออกจำหน่ายเช่นกัน มีจุดเด่นอยู่ที่กำลังไฟที่สูงสุดในท้องตลาด มีให้เลือกหลายรุ่น ทั้งเพื่อรถญี่ปุ่นและยุโรป ราคาไม่จัดว่าถูก แต่ก็คุ้มค่าเมื่อเปรียบเทียบกับกำลังไฟ อายุการใช้งาน และการรับประกัน

AMG LN5-DIN95 นับเป็นรุ่นที่น่าสนใจ เพราะนอกจากจะเป็นแบตเตอรี่แบบแห้งแล้ว ยังเคลมว่าสามารถใช้ได้กับรถยุโรปทุกรุ่น มีกำลังไฟถึง 95 แอมป์ ราคาจัดว่าค่อนข้างสูง ลูกละ 11,000 บาทเลยทีเดียว รายละเอียดเพิ่มเติม คลิก BOSCH BATTERY

BOLIDEN BATTERY
BOLIDEN BATTERY นำเข้าและใช้เทคโนโลยีจากสวีเดน อายุการใช้งานยาวนาน คุ้มค่าต่อการเลือกซื้อ

7. เปลี่ยนแบตรถยนต์ BOLIDEN BATTERY

BOLIDEN นับเป็นอีกหนึ่งแบรนด์ที่มีความน่าสนใจ ด้วยชื่อชั้นที่น่าคบหา มีประวัติศาสตร์แห่งความสำเร็จที่ยาวนาน ใช้เทคโนโลยีในการพัฒนาจากสวีเดน แม้สินค้ามีรุ่นย่อยให้เลือกไม่ค่อยเยอะ แต่ก็ตอบโจทย์ความต้องการได้ค่อนข้างครอบคลุมทีเดียว นับว่าใช้งานดี คบหาได้

สำหรับแบตเตอรี่ที่น่าซื้อใช้เป็นรุ่น 12H70L แบตเตอรี่ชนิดแห้ง ให้กำลังไฟ 70 แอมป์ ใช้ในรถเก๋งขนาดกลาง และรถกระบะ ในรุ่นปีลึก ผลิตก่อนปี 2012 ซึ่งหาได้ค่อนข้างยากสำหรับแบตเตอรี่ที่ให้ไฟในรถรุ่นเก๋าได้มากขนาดนี้ โดยเฉพาะราคาเพียง 2,700 บาทเท่านั้น รายละเอียดเพิ่มเติม คลิก BOLIDEN BATTERY

YUASA BATTERY
YUASA BATTERY อีกหนึ่งแบรนด์ของคนไทย กำลังได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อย เหมาะกับรถในบ้านเรา

8. เปลี่ยนแบตรถยนต์ YUASA BATTERY

YUASA แบตเตอรี่รถยนต์ของคนไทย ซึ่งผู้ผลิตมีความสถานะความมั่นคงสูงมาก โดยบริษัทจดทะเบียนเข้าตลาดหลักทรัพย์เป็นที่เรียบร้อย จุดเด่นของ YUASA อยู่ที่ความสามารถในการให้กำลังไฟสูงตลอดอายุการใช้งาน พัฒนาภายใต้ภูมิอากาศเมืองไทย จึงทนทานต่อสภาพอากาศร้อนได้ดีมาก

รุ่นที่น่าสนใจ คือ Yuasa DIN100-MF แบตเตอรี่แบบกึ่งแห้ง กำลังไฟความจุ 100 แอมป์ เหมาะสำหรับรถยุโรป ที่ผลิตในปีลึกๆ แม้จะใช้กับรถยุโรปเป็นหลัก แต่ก็มาพร้อมด้วยราคาที่จับต้องได้ เริ่มต้น 3,600 บาท รายละเอียดเพิ่มเติม คลิก YUASA BATTERY 

AMARON BATTERY
AMARON BATTERY สูตรลับเฉพาะ Silver X ชูจุดเด่นเรื่องความทนทาน และอายุการใช้งาน

9. เปลี่ยนแบตรถยนต์ AMARON BATTERY

สำหรับ AMARON เป็นแบตเตอรี่ที่เน้นพัฒนาสูตรลับเฉพาะ Silver X ชูจุดเด่นเรื่องความทนทาน และอายุการใช้งานที่ยาวนานเป็นพิเศษ นอกจากนี้ยังให้การรับประกันนานถึง 24 เดือนเต็ม พร้อมราคาที่คุ้มค่า โดยราคาแบบเตอรี่แบบแห้งมีราคาเทียบเท่ากับแบบน้ำ เลือกใช้ยี่ห้อนี้ ไม่ผิดหวัง

95D31L SMF เป็นแบตเตอรี่ชนิดแห้ง ขั้วลอย รุ่นนี้น่าซื้อใช้ สามารถตอบโจทย์รถขนาดใหญ่ในกลุ่มกระบะ และอเนกประสงค์ได้เป็นอย่างดี กำลังไฟ 80 แอมป์ ราคาเริ่มต้น 2,800 บาท โดยทาง AMARON ไม่ได้มีเว็บไซต์อย่างเป็นทางการในไทย ผู้สนใจสามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ในอินเทอร์เน็ต

ทั้งหมดนี้ เป็นการเจาะลึกและรวมเรื่องสำคัญเกี่ยวกับการเปลี่ยนแบตรถยนต์ ติดตามคอนเทนต์รอบรู้เรื่องรถ บนเว็บ Blog ของ Kaidee Auto และพลาดไม่ได้ ! หากคุณกำลังมองหาแบตเตอรี่มือสอง สภาพดี ราคาน่าคบหา ไม่ต้องหาที่ไหนไกล คลิกเข้ามาที่เว็บของเราได้เลย

ตรวจเช็กรถ แบบง่าย ๆ ที่ทำได้ด้วยตัวเอง

ตรวจเช็กรถ แบบง่าย ๆ ที่ทำได้ด้วยตัวเอง

เชื่อได้เลยว่า รถคงเป็นสิ่งที่สำคัญมากสำหรับใครหลายคนในการเดินทางในชีวิตประจำวัน แต่ยิ่งใช้รถบ่อยแค่ไหนรถก็ยิ่งเสื่อมโทรมลงไป ดังนั้นเพื่อความปลอดภัยเราจึงควรจะตรวจเช็กสภาพรถเป็นประจำ และวันนี้เราจะมาแนะนำวิธีการ ตรวจเช็กรถ แบบง่าย ๆ ที่ทำได้ด้วยตัวเอง แบบไม่ต้องไปไกลถึงอู่ !

ต้อง ตรวจเช็กรถ ส่วนไหนบ้าง ?

น้ำมันเครื่อง

น้ำมันเครื่องถือเป็นส่วนประกอบสำคัญของรถยนต์ทุกชนิดเลยก็ว่าได้ น้ำมันเครื่องมีประโยชน์ในการช่วยลดแรงเสียดทานในตัวเครื่องยนต์รถ ดังนั้นเมื่อน้ำมันเครื่องของเราไม่เพียงพอก็จะทำให้เกิดการสกปรกของเครื่องยนต์จากการทำงานหนักเกินไป และส่งผลถึงน้ำมันที่สิ้นเปลืองอีกด้วย เราจึงควรตรวจเช็กระดับของน้ำมันเครื่องภายในรถยนต์ให้อยู่ในระดับที่พอดีเสมอ

โดยขั้นตอนในการเช็กน้ำมันเครื่องนั้นจำเป็นจะต้องจอดรถให้อยู่ในระดับที่แบนราบเพื่อความแม่นยำในการวัด ดึงก้านวัดน้ำมันเครื่องที่อยู่ในกระโปรงรถ เช็ด แล้วใส่กลับไปที่เดิมเพื่อวัดระดับน้ำมันเครื่องภายในรถ และดึงออกมาอีกครั้งเพื่ออ่านผล ถ้าน้ำมันอยู่ในระหว่างตัว F และ L หรือ Max และ Min แสดงว่าน้ำมันเครื่องอยู่ในระดับปกติ และให้สังเกตสีน้ำมันเครื่องว่ามีสีดำผิดปกติหรือไม่

ละรู้ไหมว่ารถแต่ละแบบก็น้ำมันกันคนละประเภท ซึ่งถ้าใครยังไม่รู้ก็สามารถเข้าไปอ่านบทความ ข้อควรรู้ ! รถแบบไหน ควรเติมน้ำมันอะไร เพิ่มเติมได้

ตรวจเช็กรถ น้ำมันเครื่อง
ตรวจเช็กรถนขอบคุณรูปจาก: StockSnap

น้ำมันเกียร์อัตโนมัติ

ด้วยการทำงานของรถยนต์ที่มีการเสียดสีกันภายในตัวเครื่อง ทำให้น้ำมันเกียร์เป็นน้ำมันที่ช่วยหล่อลื่นเกียร์ในรถยนต์ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นนั่นเอง ส่วนการวัดระดับน้ำมันเกียร์จะแบ่งออกเป็น 2 ระดับคือ ระดับ Cold ที่ใช้วัดในขณะที่ดับเครื่องมามากกว่า 2-3 ชั่วโมง และ ระดับ Hot ที่ใช้วัดขณะที่มีการสตาร์ตเครื่องยนต์มากกว่า 15 นาที ซึ่งการวัดระดับ Hot นั้นจะมีประสิทธิภาพในการวัดมากกว่า

ผู้วัดต้องมีการสตาร์ตรถในที่แบนราบ และเลื่อนเกียร์รถไปทุกตำแหน่ง ตำแหน่งละ 5 วินาที โดยเริ่มจาก P R N และอื่น ๆ ตามลำดับ แล้วจึงกลับมาที่ P จากนั้นทำการเปิดกระโปรงรถโดยไม่ต้องดับเครื่องยนต์ ปล่อยทิ้งไว้ 1-2 นาที แล้วดึงก้านวัดน้ำมันเกียร์ออกมาเช็ดทำความสะอาด ใส่กลับเข้าไป ดึงขึ้นมาอีกครั้งเพื่ออ่านค่า น้ำมันเกียร์ที่ดีควรอยู่ในระหว่าง E-F หรือ L-H ถึงจะถือว่าปกติ

ยางรถ

การตรวจเช็กยางรถยนต์ให้อยู่ในสภาพที่ดี มีลมยางและคุณภาพของยางในระดับที่ดีนั้นเป็นเรื่องที่สำคัญ เพราะที่การยางรถไม่มีลมมากพอและคุณภาพของยางที่เสื่อมสภาพลงนั้นจะทำให้เกิดผลกระทบต่อการเหยียบเบรกอย่างมีประสิทธิภาพได้ เพราะยางรถมีหน้าที่สำคัญในการลดแรงเสียดทานระหว่างพื้นถนนและรถยนต์นั่นเอง

วิธีการตรวจเช็กยางนั้นสามารถแบ่งออกเป็น 2 ส่วนได้แก่ ลมยาง และ ตัวยางรถยนต์ โดยการตรวจเช็กลมยางสามารถทำได้ง่าย ๆ ด้วยการสังเกตล้อทั้ง 4 ข้างว่ามีลักษณะปกติหรือไม่ ส่วนตัวยางให้สังเกตรอยฉีกขาด รั่ว หรือ สเปกยางรถยนต์ว่าตรงกับรถรุ่นนั้น ๆ หรือไม่

ระบบระบายความร้อน

เมื่อรถยนต์มีการทำงาน จะทำให้เครื่องยนต์เกิดการเผาไหม้ที่สูงมาก และถ้าหากไม่ได้มีการระบายความร้อนที่ดี ก็อาจเกิดผลเสียต่อระบบเครื่องยนต์ได้ จนอาจเกิดการแตกหัก กำลังเครื่องยนต์ลดลง หรือถึงขั้นเครื่องยนต์ดับได้ และส่วนประกอบที่สำคัญของการระบายความร้อนคงจะหนีไม่พ้น หม้อน้ำ ที่เป็นสาเหตุที่หลายคนพบเจอเมื่อเครื่องยนต์ดับ ซึ่งเราควรตรวจเช็กหม้อน้ำและส่วนอื่น ๆ ของการระบายความร้อนภายในรถยนต์ ดังนี้

ก่อนที่จะเริ่มทำการตรวจเช็กระบบระบายความร้อน เราต้องรอให้เครื่องยนต์เย็นลง แล้วเริ่มเช็กหม้อน้ำว่าน้ำยาในหม้ออยู่ในระดับที่พอดีและมีรอยแตกหรือไม่ แล้วจึงตรวจสอบสายพานต่าง ๆ ว่าอยู่ในสภาพดีหรือไม่ และทำการซ่อมแซมเบื้องต้นหากมีความผิดปกติใด ๆ

ระบบแอร์

การอยู่ในห้องโดยสารที่อากาศร้อนอบอ้าวคงจะไม่ใช่เรื่องที่ดีนัก เราจึงควรตรวจเช็กระบบแอร์ของรถยนต์แบบเบื้องต้นเพื่อให้รู้และแก้ไขทัน ไมว่าจะเป็น น้ำยาแอร์ ท่อ สายพาน และช่องแอร์ภายในรถโดยสาร

เริ่มจากการตรวจเช็กน้ำยาแอร์ว่ามีปริมาณน้อยเกินไปหรือไม่จากการสังเกตช่องใสว่ามีฟองอากาศหรือไม่ ถ้ามีหมายถึงน้ำยาแอร์เริ่มลดน้อยลงเกินไป ให้ทำการเติม พร้อมตรวจรอยรั่วของท่อแอร์ ความหย่อนยานสายพาน รวมถึงฝุ่นบริเวณช่องแอร์และแผ่นกรองเพื่อความสบายของคุณเอง

เบรก

เบรกเสีย ถือเป็นสาเหตุสำคัญในการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน เพราะอย่างที่เรารู้กันว่า เบรกทำหน้าที่ในการชะลอความเร็วของรถ เบรกจึงมีความสำคัญที่สุดสำหรับการขับขี่รถยนต์ ดังนั้นการตรวจเช็กเบรกรถจึงเป็นเรื่องที่สำคัญมากในการขับขี่เพื่อความปลอดภัยบนท้องถนน

โดยการสังเกตเบรกทำได้ง่าย ๆ จากความผิดปกติต่าง ๆ ได้แก่ เสียงดังอี๊ด เบรกสั่น เบรกแข็ง เบรกจม เบรกติด เบรกปัด เบรกเฟด หรือเบรกแตก นั่นแปลว่าจานหรือผ้าเบรกอาจชำรุด หาย และหมด

ระบบไฟ

ระบบไฟ ถือเป็นอุปกรณ์ที่ช่วยให้เราสามารถรู้สถานะต่าง ๆ ของเครื่องยนต์อื่น ๆ ได้ดี รวมถึงทำให้รถคันอื่นบนท้องถนนได้เข้าใจถึงสถานะของรถยนต์ของเราได้ว่าต้องการเลี้ยว หยุด หรือถอยหลัง รวมถึงช่วยในการส่องแสงยามที่มีหมอกควันหรือตอนกลางคืนอีกด้วย การที่มีระบบไฟปกติจึงถือว่าเป็นหนึ่งสิ่งสำคัญในการขับขี่

ในการตรวจระบบไฟเราสามารถตรวจได้ตามจุดต่าง ๆ ด้วยตาเปล่า ไม่ว่าจะเป็น ไฟหน้ารถ ไฟท้ายรถ ไฟเลี้ยว ไฟสูง และไฟรถสำหรับภายนอก ส่วนภายในควรตรวจเช็กไฟที่แสดงสถานะของเครื่องยนต์ว่าทำงานปกติหรือไม่

ตรวจเช็กรถ ไฟ
ขอบคุณรูปจาก: PublicDomainPictures

แบตเตอรี่

ถ้าหากว่าคุณสตาร์ตรถนานผิดปกติกว่ารถยนต์จะติด นั่นอาจหมายถึงแบตเตอรี่ได้เสื่อมสภาพลงแล้ว เพราะแบตเตอรี่มีหน้าที่ในการป้อนกระแสไฟฟ้าให้ส่วนต่าง ๆ ภายในรถยนต์ หรือที่เรียกว่าเป็นกระแสไฟฟ้าสำรองให้กับรถยนต์นั่นเอง

ซึ่งการตรวจเช็กแบตเตอรี่แบบง่าย ๆ คือสังเกตความผิดปกติของการสตาร์ตเครื่องยนต์ว่าใช้เวลานานหรือไม่ หรืออาจทำการเช็กที่ตัวก้อนแบตเตอรี่ว่าระดับน้ำกรดอยู่ในระดับที่พอดีหรือไม่ ตัวแบตเตอรี่มีรอยร้าวไหม รวมถึงเช็ดทำความสะอาดขั้วแบตเตอรี่เพื่อป้องกันการระเบิด

ตรวจเช็กรถ แต่รถไม่ไหวแล้ว

นี่คือวิธีการ ตรวจเช็กรถ เบื้องต้นที่ทำได้ด้วยตัวเองแบบง่าย ๆ ยังไม่ต้องรีบเข้าอู่รถ แต่ถ้ารถยนต์ของคุณเกิดความเสียหายหรือเสื่อมสภาพจนไม่สามารถซ่อมได้ ก็เข้ามาหารถคันใหม่ที่มีสภาพดี ๆ ได้ใน Kaidee Auto เพราะที่นี่มีรถยนต์สภาพดี ราคาคุ้มค่าให้คุณเลือกมากมายแน่นอน

วิธีดูแลรักษาแบตเตอรี่รถยนต์ให้อยู่กับเราไปนานๆ

วิธีดูแลรักษาแบตเตอรี่รถยนต์ให้อยู่กับเราไปนานๆ

แบตเตอรี่รถยนต์นั้นเรียกได้ว่าเป็นหัวใจหลักของรถยนต์เลยก็ว่าได้ เพราะทุกอย่างภายในรถนั้นทำงานได้ก็ต่อเมื่อมีกระแสไฟฟ้าจ่ายไปเพื่อให้เครื่องยนต์ทำงาน หรือแม้กระทั่งอุปกรณ์ต่างๆภายในรถนั้นก็ต้องอาศัยแหล่งพลังงานไฟฟ้าเช่นเดียวกัน

ดังนั้นการรักษาแบตเตอรี่ให้อยู่กับรถของเราไปให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้นั้น จึงดีกว่าการที่จะต้องเสียเงินเปลี่ยนอยู่บ่อยๆ เพราะอายุการใช้งานของแบตเตอรี่รถยนต์นั้นก็ไม่ได้มีอายุการใช้งานที่ยืนยาวอะไรมากนัก โดยเฉลี่ยจะอยู่ที่ 2-3 ปี หากใช้ได้น้อยกว่านั้น คงต้องมาดูกันแล้วว่ามีสาเหตุจากอะไรและมีทางแก้อย่างไรได้บ้าง บทความนี้หาคำตอบมาให้แล้ว

ประเภทของแบตเตอรี่รถยนต์

หลายๆคนที่เป็นมือใหม่ในเรื่องของรถยนต์ หรือสาวๆที่อาจไม่เก่งในด้านนี้มากนัก อาจจะยังไม่ทราบว่าแบตเตอรี่รถยนต์นั้นไม่ได้มีแค่แบบเดียว ซึ่งประเภทของแบตเตอรี่นั้นก็มีด้วยกันถึง 3 ประเภท และมีการใช้งานที่แตกต่างกัน ดังนี้

1. แบตเตอรี่แบบน้ำ

เป็นแบตเตอรี่ที่น่าจะคุ้นเคยกันมากที่สุด และเป็นแบตเตอรี่แบบดั้งเดิมที่ต้องหมั่นคอยเติมน้ำกลั่นอยู่เสมอๆ แต่ในปัจจุบันมักไม่ค่อยได้รับความนิยมเท่าไรนัก

2. แบตเตอรี่แบบกึ่งแห้ง

เป็นแบตเตอรี่ที่พัฒนามาจากแบบน้ำ แต่ยังคงต้องเติมน้ำกลั่นอยู่บ้าง บำรุงน้อยกว่าแบบแรก แถมยังให้แรงของประจุไฟฟ้าที่มาก

3. แบตเตอรี่แบบแห้ง

แบตเตอรี่ประเภทนี้ก็ตามชื่อเลยว่า “แบบแห้ง” ดังนั้นจะไม่ต้องกังวลเรื่องการที่มาคอยเติมน้ำกลั่น เพราะว่าแบตเตอรี่แบบนี้จะไม่มีช่องให้เติม มีอายุการใช้งานที่ยาวนานกว่าประเภทอื่นๆ ซึ่งปัจจุบันรถยนต์ส่วนใหญ่จะนิยมใช้แบตเตอรี่ประเภทนี้เป็นอย่างมาก

แบตเตอรี่รถยนต์หมดเกิดจาก?

แบตเตอรี่รถยนต์หมดนั้นเกิดได้จากหลากสาเหตุ ไม่ว่าจะเกิดจากการใช้งานของผู้ขับขี่หรือว่าจะเกิดจากความผิดพลาดของแบตเตอรี่เองก็ตาม ซึ่งสามารถสรุปออกมาได้ดังนี้

1. เปิดไฟหน้ารถทิ้งไว้

น่าจะเป็นสิ่งที่ใครหลายๆคนที่ขับรถในช่วงเวลากลางคืนน่าจะได้พบเจอปัญหานี้อยู่บ้าง พอขับรถมาจอดแล้วดันลืมไปเสียสนิทเลยที่จะต้องปิดไฟ นั่นทำให้มีการใช้งานไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ตลอดทั้งคืน เพราะแบตเตอรี่นั้นไม่สามารถชาร์จพลังงานได้ด้วยตัวเองได้หากไม่ได้สตาร์ทรถยนต์อยู่ ทำให้แบตเตอรี่นั้นหมดลงไปเรื่อยๆนั่นเอง

2. แบตเตอรี่เสื่อมสภาพ

สาเหตุหลักๆนั้นมีได้หลากหลายอย่างมาก ซึ่งมาจากการใช้งานที่อาจจะผิดหรือว่าความเสียหายของตัวแบตเตอรี่เองก็ตาม ซึ่งสามารถแบ่งได้ 4 สาเหตุ ดังนี้

Under Charging 

การที่ไดชาร์จทำงานผิดปกติ จึงทำให้ชาร์จไฟในขณะที่สตาร์ทรถ ได้น้อยกว่าปกติ หากปล่อยไว้นานๆจะทำให้เกิดคราบสีขาวบนแผ่นธาตุขึ้น ทำให้แบตเตอรี่นั้นเสื่อมและเก็บไฟได้น้อยลง

Over Charging

น้ำกลั่นที่มีอยู่ในแบตเตอรี่นั้นลดลงเหลือน้อยเกินไป ทำให้แบตเตอรี่ร้อนขึ้น แผ่นธาตุจึงเสื่อมสภาพลงและชาร์จไฟในขณะที่สตาร์ทรถ มากเกินกว่าปกติ เป็นสาเหตุที่แบตเตอรี่มีอายุการใช้งานที่ลดลง

Short Circuit

แบตเตอรี่เกิดการลัดวงจร ซึ่งอาจจะเกิดมาจากการที่แผ่นธาตุมีความเสียหาย ทำให้แบตเตอรี่นั้นไม่สามารถกักเก็บประจุไฟฟ้าเอาไว้ได้

3. ระบบไฟในรถยนต์มีปัญหา

เป็นอีกหนึ่งปัญหาที่น่าปวดหัว เพราะไม่มีใครอยากให้เกิดปัญหานี้อย่างแน่นอน โดยสาเหตุที่ทำให้ระบบไฟในรถยนต์มีปัญหานั้นเกิดมาจาก การที่เจ้าของรถไปติดตั้งอุปกรณ์อำนวยความสะดวกต่างๆ เช่น เครื่องเสียง กล้องติดรถยนต์ อุปกรณ์แปลงไฟเพื่อใช้ภายในรถ ส่งผลให้ไฟฟ้าในแบตเตอรี่ไม่เพียงพอต่อการใช้งาน จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้แบตเตอรี่เสื่อมลงได้

4. อายุการใช้งานของแบตเตอรี่

อย่างที่รู้ๆกันว่าแบตเตอรี่ของรถยนต์นั้นมีอายุการใช้งานเพียงแค่ 1-2 ปีเท่านั้น หากใช้งานมากไปกว่านั้น ก็ไม่แปลกที่แบตเตอรี่นั้นจะเสื่อมสภาพและแบตหมดลงในที่สุด หากรู้ว่าแบตเตอรี่ที่ติดรถมานานแล้ว ก็ควรเปลี่ยนให้เรียบร้อย

แบตเตอรี่ใกล้หมดจะมีอาการอย่างไร??

อาการเบื้องต้นที่ผู้ขับขี่รถยนต์นั้นสังเกตได้ง่ายๆ ว่าแบตเตอรี่ของคุณนั้นใกล้จะหมดแล้ว เพื่อที่จะแก้ไขปัญหาได้อย่างทันท่วงที ก่อนที่รถยนต์ของคุณจะสตาร์ทไม่ติด ซึ่งมีวิธีเบื้องต้นให้สังเกตได้ ดังนี้

1. สตาร์ทรถได้ยากขึ้น

เป็นอย่างแรกเลยที่ต้องทำก่อนจะใช้งานรถยนต์ หากตอนที่สตาร์ทแล้วนั้นรู้สึกว่ารถยนต์ของเราสตาร์ทติดได้ยากขึ้น บิดกุญแจอยู่นานกว่าจะติด นั่นเป็นสัญญาณเตือนแรกที่บ่งบอกได้ว่าแบตเตอรี่รถยนต์ของคุณใกล้จะหมดลง เพราะนั่นหมายถึงว่าไฟฟ้าไม่เพียงพอในการจุดระเบิดของไดสตาร์ท

2. ไฟหน้าสว่างน้อยลง

ระหว่างที่ขับรถช่วงกลางคืน หากเปิดไฟหน้าแล้วความสว่างที่ได้นั้นน้อยลงจากเดิม หรือว่าพอเปิดไฟแล้ว ไฟกะพริบและค่อยๆหรี่ลงเรื่อยๆ ใฟ้คิดไว้ได้เลยว่าแบตเตอรี่รถยนต์ของเรานั้นเริ่มมีปัญหา ไม่ก็แบตใกล้ที่จะหมด

3. อุปกรณ์ต่างๆที่ใช้ไฟฟ้าภายในรถเริ่มไม่ทำงาน

เนื่องจากอุปกรณ์อำนวยความสะดวกภายในรถยนต์นั้นใช้ไฟฟ้าในการทำงาน ไม่ว่าจะเป็น เครื่องเสียง วิทยุ รวมไปถึงกระจกไฟฟ้าก็ตาม หากเริ่มทำงานผิดปกติ เปิดไม่ติดบ้างหรือว่าทำงานได้ช้าลงบ้าง ในเวลาพร้อมๆกัน สังเกตได้เลยว่าแบตเตอรี่ใกล้จะหมดอย่างแน่นอน

How To ดูแลรักษาแบตเตอรี่

แล้วทีนี้การดูแลล่ะ ต้องทำอย่างไรบ้าง ถ้าอยากจะให้แบตเตอรี่ของรถเราอยู่ได้นานขึ้น ไม่ต้องเปลี่ยนอะไรบ่อยนัก ซึ่งวิธีที่จะมอบให้ต่อไปนี้ ก็ขึ้นอยู่กับวินัยของเจ้าของรถด้วยว่าจะหมั่นคอยดูแลรักษามาก-น้อยแค่ไหน ซึ่งมีวิธีง่ายๆ ตามนี้เลย

1. ตรวจเช็คระดับของน้ำกลั่น (เฉพาะแบตเตอรี่แบบน้ำและกึ่งแห้ง)

การตรวจสอบเรื่องระดับของน้ำกลั่นนั้นเป็นเรื่องที่สำคัญเป็นอย่างมาก ซึ่งอย่างน้อยควรจะตรวจอาทิตย์ละครั้ง เพราะแบตเตอรี่แบบน้ำนั้นมีความละเอียดอ่อนที่สุด หากน้ำกลั่นหมดแบตเตอรี่ก็จะไม่สามารถกักเก็บประจุไฟฟ้าได้อีกต่อไป และการเติมน้ำกลั่นนั้นควรเติมให้พอดี ไม่มากไปหรือน้อยไป เติมตามที่แบตเตอรี่กำหนดไว้ โดยสังเกตได้จากเส้นระดับที่อยู่ในช่องเติม 

2. ตรวจเช็คและทำความสะอาดขั้วของแบตเตอรี่

การที่ขั้วของแบตเตอรี่นั้นไม่สะอาด มีคราบของสนิมและขี้เกลือ ถือเป็นผลเสียอย่างมากทั้งกับแบตเตอรี่และรถยนต์ของเรา เพราะมันจะทำให้ประจุไฟฟ้านั้นไหลผ่านได้ไม่ดีเท่าที่ควร จึงควรหมั่นทำความสะอาดอยู่เสมอๆ โดยการเอาผ้าชุบน้ำร้อนและค่อยๆถูออก หลังจากนั้นให้นำน้ำยาเคลือบมาทาเพื่อป้องกันการเกิดคราบในอนาคต

3. ตรวจเช็คไดชาร์จแบตเตอรี่

ไดชาร์จแบตเตอรี่นั้นเป็นสิ่งที่ทำให้แบตเตอรี่มีไฟฟ้าในการสะสมอยู่ หากไดชาร์จเกิดการเสียหายแล้วล่ะก็ เท่ากับว่าก็จะไม่มีไฟฟ้าเข้าไปอยู่ในแบตเตอรี่ อาจจะทำให้เรานั้นคิดผิดก็เป็นไปได้ว่าแบตเตอรี่เสื่อมสภาพ แต่จริงๆนั้นไม่ใช่

4. ตรวจเช็คค่ากำลังไฟของแบตเตอรี่

โดยส่วนมากแล้วแบตเตอรี่รถยนต์นั้นจะต้องอ่านค่าไฟได้อยู่ที่ประมาณ 12.4-12.6 โวลด์ หากนำตัวอ่านค่าไฟมาจิ้มเข้ากับขั้วของแบตเตอรี่แล้วค่าออกมาน้อยกว่านี้ ควรนำแบตเตอรี่ยกไปให้ที่ร้านชาร์จหรือมีวิธีที่ง่ายกว่านั้น คือข้อถัดไปหลังจากนี้เลย

5. สตาร์ทรถยนต์

หลายๆคนคงงงว่า การสตาร์ทรถนั้นช่วยรักษาแบตเตอรี่ได้ยังไง ขอต่อจากข้อที่แล้วเลย การสตาร์ทรถยนต์นั้นจะทำหน้าที่ให้กับไดชาร์จนั้นทำงานและมีหน้าที่ชาร์จไฟฟ้าเข้าสู่แบตเตอรี่ของเรานั่นเอง ทำให้แบตมีค่าไฟฟ้าคงอยู่ตามที่กำหนดไว้นั่นเอง แค่นี้ก็ช่วยถนอมแบตเตอรี่ให้อยู่ได้นานขึ้นแล้ว

สรุปท้ายบทความ

แบตเตอรี่ของรถยนต์ก็เป็นเหมือนหัวใจของรถยนต์ที่คอยช่วยในการขับเคลื่อน และเริ่มการทำงานของระบบต่างๆภายในรถยนต์ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ดังนั้นการที่เราหมั่นตรวจสอบและบำรุงรักษาแบตเตอรี่รถยนต์ของเรา จะช่วยยืดอายุการใช้งานให้ได้มากยิ่งขึ้น รวมไปถึงไม่ต้องเสียเงินในการที่จะต้องเปลี่ยนแบตเตอรี่อย่างไม่จำเป็นอีกด้วย

บทความนี้จึงสรุปทุกอย่างที่จำเป็นมาให้แล้วกับการดูแลรักษาว่าจะทำอย่างไรให้แบตเตอรี่อยู่ได้นาน เมื่อรู้ทุกอย่างแล้วการดูแลแบตเตอรี่รถนั้นจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ หากว่าคุณรักรถของคุณเองแล้วล่ะก็ ห้ามลืมและอย่ามองข้ามจุดเล็กๆเรื่องนี้ไปเสียล่ะ

หากทราบแล้วว่ารถของคุณนั้นแบตใกล้จะหมดแล้วล่ะก็ ควรจำรีบเปลี่ยนก่อนที่รถยนต์ของคุณจะดับอยู่กลางทางและสตาร์ทไม่ติดเสียก่อน ลองเข้ามาดูแบตเตอรี่รถยนต์หรืออุปกรณ์พ่วงแบตเตอรี่ติดตัวไว้เผื่อฉุกเฉิน ได้ที่ Kaidee