Apr 19, 2021 | บทความอสังหาฯ
การดูหนังกับห้องโฮมเธียเตอร์เรียกว่าเป็นของคู่กัน ยิ่งสำหรับสาวกคนรักการดูหนังต่างก็คงอยากมีห้องโฮมเธียเตอร์ที่บ้านแน่นอน แต่หลายคนอาจคิดว่าห้องโฮมเธียเตอร์นั้นยุ่งยากและขั้นตอนเยอะ แต่ตามจริงแล้วไม่ได้ยากอย่างที่คิด ดังนั้นคอหนังทั้งหลายต้องลองทำห้องโฮมเธียเตอร์กันเถอะ!
โฮมเธียเตอร์คือห้องแบบไหน?
ตามจริงแล้วโฮมเธียเตอร์ก็คือระบบภาพยนตร์อย่างหนึ่งที่ใช้ในบ้าน โดยจะมีทั้งระบบเสียงและระบบแสดงภาพ ซึ่งการจะเป็นห้องโฮมเธียเตอร์นั้นแม้ระบบอาจไม่ได้ยิ่งใหญ่อลังการ แต่หากเตรียมห้องให้พร้อมและเหมาะสมก็จะช่วยสร้างบรรยากาศการดูหนังของเราให้ดียิ่งขึ้นได้
1.สีห้องเรียบไว้ก่อน
ห้องโฮมเธียเตอร์นั้นไม่ควรใช้สีที่ฉูดฉาดและมีลวดลายเยอะ เพราะอาจรบกวนสายตาระหว่างการดูหนังได้ สีที่ใช้กันส่วนมากจะเป็นสีเรียบๆ ซึ่งจะเป็นโทนเข้มหรือสว่างก็ใช้ เช่น เทา ดำ น้ำเงิน ขาว หรือเบจ
2.ของน้อยเข้าไว้
ของที่ควรมีในห้องโฮมเธียเตอร์นั้นควรมีแค่อุปกรณ์ที่จำเป็นเช่น ที่นั่ง จอภาพ เครื่องเสียง เครื่องฉาย หรือเป็นตู้เก็บอุปกรณ์เล็กๆน้อยๆเท่านั้น ไม่ควรมีเฟอร์นิเจอร์ตกแต่งมาวางจนรก และที่สำคัญอีกอย่างคือลดเฟอร์นิเจอร์ที่สะท้อนแสงได้ เพราะอาจรบกวนสายตาเราได้เช่นกัน
3.ติดตั้งกำแพงกันเสียง
ห้องโฮมเธียเตอร์ต้องมาพร้อมเสียงที่ชัดและดังเสมอ ดังนั้นควรทำกำแพงให้สามารถกันเสียงและลดการสะท้อนได้ เพื่อความสบายใจไม่ต้องกลัวว่าเสียงจะดังรบกวนคนอื่นๆในบ้านหรือเพื่อนบ้าน
4.แสงที่เหมาะสม
แสงสำหรับห้องโฮมเธียเตอร์นั้นอาจไม่เหมือนกับห้องนั่งเล่นดูหนังทั่วไป การที่ห้องโฮมเธียเตอร์มีหน้าต่างก็อาจจะไม่เหมาะเท่าไร แต่หากอยากมีไว้เปิดระบายอากาศเวลาไม่ได้ใช้ก็สามารถติดตั้งม่านกันแสงได้ นอกจากนี้แสงที่แนะนำคือแสงแบบ Dimmable Light หรือแสงที่หรี่ได้ ซึ่งตรงนี้อาจต้องใช้อุปกรณ์ไฟที่หรี่ได้โดยเฉพาะ ซึ่งเราสามารถหาซื้อได้ในราคาที่ไม่แพงก็มีนะ
ของต้องมีในห้องโฮมเธียเตอร์
อย่างที่กล่าวไปด้านบนว่าในห้องโฮมเธียเตอร์นั้นไม่ควรมีของเยอะ เราจึงจัดลิสท์อุปกรณ์ต้องมีในห้องโฮมเธียเตอร์เผื่อใครนึกไม่ออกว่าต้องมีอะไรบ้าง
1.ทีวี/ โปรเจคเตอร์ความละเอียดสูงสักเครื่อง
มีห้องโฮมเธียเตอร์ทั้งทีก็ต้องจัดจอดีๆสักอันสิ ตลาดตอนนี้จอ 4K ดีๆราคาไม่แพงก็มีให้เลือกหลากรุ่นหลายแบรนด์ บางรุ่นก็มีระบบ HDR หรือรุ่นใหม่ๆส่วนมากก็มาพร้อมระบบแอนดรอยด์ที่สามารถเข้าแอปพลิเคชันต่างๆได้อย่างง่ายดาย ลงทุนกับจอดีๆ รับรองจะได้ฟินยาวๆในการดูหนังห้องโฮมเธียเตอร์แน่นอน
2.เครื่องเสียงคมชัด
เครื่องเสียงปัจจุบันจะมีทั้งแบบโฮมเธียเตอร์และ Soundbar ซึ่งใครที่มีพื้นที่หรือเป็นบ้านเดี่ยวไม่ต้องกังวลเรื่องความดังก็สามารถใช้ระบบโฮมเธียเตอร์ที่มีตั้งแต่ 3.1, 5.1 และ 7.1
ระบบที่นิยมกันในปัจจุบันนั้นจะเป็น 5.1 และ 7.1 ที่ให้เสียงแบบ Surround ที่เหมาะสมกับการดูหนังแบบได้อรรถรสสุดๆ โดยระบบ 7.1 นั้นจะเป็นระบบที่พัฒนาต่อจาก 5.1 โดยจะมีจุดให้เสียงเพิ่มขึ้นบริเวณด้านข้าง ให้เสียงมีมิติมากยิ่งขึ้น
3.โซฟานั่งดูหนังนุ่มๆ
ที่นั่งในห้องโฮมเธียเตอร์นี้แนะนำให้ใช้เป็นโซฟาที่สามารถปรับระดับ พร้อมมีพนักที่สามารถรองคอรองแขนและรองขาได้ โดยเราอาจวางที่นั่งไว้สัก 3 หรือ 4 ที่ให้คนในบ้านเข้ามาดูด้วยกัน แต่หากเป็นห้องเล็กๆก็เป็นโซฟาสักสองตัวก็เพียงพอ
บ้านต้องใหญ่ขนาดไหนถึงทำห้องโฮมเธียเตอร์ได้
ขนาดของห้องโฮมเธียเตอร์ไม่ได้มีกำหนดตายตัวว่าต้องขนาดเท่าไร แต่ขนาดที่เหมาะสมจะขึ้นอยู่กับขนาดของจอทีวีและระบบเครื่องเสียงของเรา ดังนั้นใครที่เคยคิดว่าห้องโฮมเธียเตอร์ต้องใหญ่ต้องกว้างก็สบายใจได้เลย
ระยะห่างระหว่างจอกับที่นั่ง
ขนาดของทีวี ระยะห่างโดยประมาณที่เหมาะสม 40” 2 เมตร 50” 2.5 เมตร 60” 3 เมตร 65 3.3 เมตร
ข้อมูลจาก Hometheateracademy.com
เรื่องระยะการวางจอกับที่นั่งนั้นถือเป็นเรื่องสำคัญ เพราะจะทำให้เราดูหนังได้อย่างเต็มอิ่มแบบไม่ปวดตา โดยระยะห่างนี้จะขึ้นอยู่กับขนาดจอทีวีของเราเช่นกัน
ยกตัวอย่างเช่น หากจอทีวีของเราขนาด 80 นิ้ว (วัดจากความยาวแบบแนวนอน) ระยะจากจอไปจนถึงที่นั่งแถวแรกนั้นจะอยู่ที่คูณสองของความยาวจอนั่นก็คือ 80*2 = 160 นิ้วนั่นเอง และสำหรับแถวสุดท้าย ถ้าจะให้เหมาะสมคือนำความยาวของจอมาคูณ 5 นั่นก็คือ 80*5 = 400 นิ้ว หรือประมาณ 10 เมตรนั่นเอง แต่หากอยากใกล้กว่านี้ก็ได้นะ แต่ถ้าไกลกว่านี้ก็จะดูยากแล้วล่ะ
สำหรับระยะห่างของแต่ละแถวนั้นจะอยู่ที่ประมาณ 15 – 20 นิ้ว เพื่อความสะดวกสบายในการเดินและการนั่งวางขาได้สบายๆ
สรุปการทำห้องโฮมเธียเตอร์
คำว่าห้องโฮมเธียเตอร์หลายคนคงอาจนึกไปถึงห้องใหญ่ๆที่มีที่นั่งหลายสิบที่ ซึ่งตามจริงเราสามารถทำห้องนี้ได้ในบ้านแบบง่ายๆ ตามสไตล์ของเราเอง เราอาจไม่ต้องใช้เครื่องเสียงที่ดีระดับ 7.1 แต่ขอเพียงเสียงที่ออกมานั้นเพียงพอกับขนาดห้องและทำให้เราได้อิ่มเอมกับความสนุกและบรรยากาศของหนังที่ส่งผ่านภาพและเสียงมา
และหากคุณยังหาอุปกรณ์แต่งห้องอย่างเครื่องเสียงหรือทีวีไม่ได้ล่ะก็ มาที่ Kaidee ของเราได้เลย เรามีสินค้ามากมายกว่า 32 หมวดหมู่ให้คุณได้เลือก ลองเข้าไปดูกันเลย!
Apr 9, 2021 | ข่าวสาร และกิจกรรม
เล่นเกมสมัยนี้ก็กลายเป็นอาชีพทำเงินได้นะ ทั้งแข่ง E-Sport เป็นนักเล่นมืออาชีพหรือจะเป็นที่ปรึกษาทาง E-Sport และยังมีโค้ชที่คอยกำกับการเล่นให้ชนะอีกด้วย เรียกว่ายกระดับการเล่นแบบผ่อนคลาย เป็นการเล่นเพื่อชัยชนะในแบบที่ยังคงความสนุกในการเล่นไว้อยู่
ต้องเล่นเกมขนาดไหนถึงจะเรียกว่าเกมเมอร์นะ?
ถ้าเราชอบเล่นเกม แต่เล่นแค่เกมมือถือหรือเกมคอมธรรมดา ถือว่าเราเป็นเกมเมอร์หรือเปล่า? ตามจริงไม่ว่าเราจะชอบเล่นเอง ดูคนอื่นเล่น จะเล่นเกมธรรมดา เกมโทรศัพท์หรือเกมคอม เราก็ถือเป็นเกมเมอร์คนนึงนะ แต่จะอยู่ในประเภทไหนต้องดูตามนี้เลย
ประเภทของเกมเมอร์
เว็บไซต์ Fortessofsolitude.co.za ได้อ้างอิงการวิเคราะห์ข้อมูลของ Newzoo.com ไว้ว่า เกมเมอร์ถูกแยกเป็น 8 ประเภท มาดูกันว่าคุณเป็นเกมเมอร์ประเภทไหน
1.The Ultimate Gamer
หากคุณเป็นผู้เล่นที่ทุ่มเทหรือยอมแลกทุกอย่างกับการเล่นเกม รวมถึงเป็นสายเปย์ให้เล่นเกมได้อย่างเทพ คุณคือผู้เล่นแบบ Ultimate
2.The All-Around Enthusiast
ถ้าคุณเป็นคนที่คอยระมัดระวังเรื่องเวลาการเล่นเกม การเสียเงินเพื่อเกมและการดูคลิปวีดีโอรีวิวหรือบทสรุปเกมต่างๆ คอยคุมไม่ให้กินเวลาชีวิตมากเกินไปและสร้างสมดุลที่ดีของการเล่นเกมกับชีวิตเรื่องอื่นๆ คุณคือผู้เล่นแบบ All-Around Enthusiast
3.The Cloud Gamer
ผู้เล่นกลุ่มนี้เป็นผู้เล่นที่เล่นเกมผ่านช่องทางบริการออนไลน์ต่างๆ รวมถึงการซื้อเกมแบบดิจิตอลด้วยนะ ซึ่งจะเสียเงินไปทางเครื่องเล่นเกมและอุปกรณ์เสริมต่างๆมากกว่า
4.The Conventional Player
สายสะสมเกม ซื้อของต่างๆเกี่ยวกับเกม และชอบการเล่นเองมากกว่าการดูคนอื่นเล่นจะจัดอยู่ในหมวดผู้เล่นนี้เลย
5.The Hardware Enthusiast
ผู้เล่นที่มีอุปกรณ์ครบครันและทันสมัยเสมอ ไม่ว่าจะรุ่นใหม่แค่ไหนก็คอยอัพเดทตลอดเวลา และบางครั้งอุปกรณ์ต่างๆก็จะเป็นสีแบบ RGB อีกด้วย
6.The Popcorn Gamer
ใช่คุณหรือเปล่า? เกมเมอร์แบบ Popcorn ที่เป็นนักดูชั้นยอด เปิดดูแคสเกมไปนั่งกินข้าวไปก็สนุกได้เหมือนเล่นเอง
7.The Backseat Viewer
ผู้เล่นที่เคยเล่นเกมมามากมาย เรียกว่าเป็นอดีตมือโปร จนปัจจุบันผันตัวมาเป็นคนดูแทน และจะชอบดูการแข่งเกมอยู่บ่อยๆ
8.The Time Filler
นักฆ่าเวลาตัวฉกาจ ผู้เล่นสายนี้ไม่ได้คิดว่าเกมเป็นเรื่องหลักอยู่แล้ว จะหยิบเกมขึ้นมาเล่นก็ต่อเมื่อมีเวลาว่างเท่านั้น
แต่งห้องสไตล์ เกมเมอร์
1.พื้นที่ต้องเพียงพอ
ไม่ว่าจะเป็นห้องเล่นเกมโดยเฉพาะหรือห้องนอนที่ไว้เล่นเกมด้วยก็ต้องมีพื้นที่ที่เพียงพอ ไม่เล็กเกินไป เพราะการมีห้องเล็กเกินไป จะส่งผลต่ออารมณ์ความรู้สึกของเราให้รู้สึกอึดอัดไม่สบายตัว แต่ถ้าใหญ่เกินไปก็อาจเป็นได้ทั้งข้อดีและข้อเสียคือได้ความโล่งไม่อึดอัด แต่ก็อาจให้ความว่างเปล่าในพื้นที่บางส่วนได้เช่นกัน
2.กำแพงกันเสียงต้องมา
หลายคนอาจไม่ชอบการใส่หูฟังเล่นเกม เลยใช้ลำโพงที่ให้เสียงที่ดังกระหึ่มถึงใจ แต่หากอยู่คอนโดหรือทาวน์โฮมก็อาจต้องทำกำแพงกันเสียงเพื่อป้องกันปัญหาเรื่องเพื่อนบ้านและเพื่อความสบายใจของเราเอง
3.แสงที่เพียงพอ
เราอาจเห็นห้องเล่นเกมมืดๆ มีไฟน้อยๆกันอยู่บ่อยๆตาม Pinterest หรือช่องยูทูปของเกมเมอร์ส่วนมาก แต่การมีห้องที่มีแสงเพียงพอ ก็ช่วยให้เราเล่นเกมได้สบายตามากยิ่งขึ้น
โดยการจัดวางแสงนั้น อาจต้องไม่ให้สะท้อนกับหน้าจอคอมหรือทีวีที่ใช้เล่นเกมโดยตรง หรือถ้าเป็นหลอดไฟก็ควรติดตั้งให้แสงแต่ละจุดในห้องมีความพอดีกัน ไม่ควรติดกลางห้องดวงเดียว
4.เพิ่มสีสันด้วยไฟ LED
ใครที่ไม่ชอบให้ห้องมีความสว่างมาก ก็สามารถใช้ไฟ LED ติดตามขอบเพดานห้อง หลังจอมอนิเตอร์ เพื่อให้ความสว่างแบบไม่มากเกินไป
5.อุปกรณ์ที่มีสีในโทนเดียวกัน
เพื่อความสุดของการแต่งห้องของเกมเมอร์ก็ควรจัดชุดอุปกรณ์ต่างๆในเข้าเซ็ตหรือคุมโทนกัน เพื่อความสวยงาม สบายตาเวลามองของเราเวลาเข้าห้องหรือเวลาเล่นเกม
อุปกรณ์ ติดห้องสำหรับเกมเมอร์
อยากเป็นเกมเมอร์ที่เล่นเกมได้เพลินๆยาวๆ อุปกรณ์ก็ต้องครบเพื่ออรรถรสที่ดี
1.Gaming PC / Laptop
ไม่ว่าจะเป็นคอมพิวเตอร์ โน๊ตบุ๊คหรือเครื่องเล่นเกมแบรนด์ต่างๆก็ควรเลือกให้ดี โดยเฉพาะคอมพิวเตอร์และโน๊ตบุ๊ค ควรเลือกการ์ดจอที่เหมาะสำหรับการเล่นเกม รวมถึงแรมที่มีเพียงพอ ให้เล่นเกมได้แบบลื่นๆ
2.Gaming Monitor
จอที่ดีอาจช่วยให้เราชนะในการเล่นเกมนั้นก็ได้ เช่นจอที่มี Refresh Rate สูงๆ ก็จะให้ภาพที่ไวและลื่นกว่า ใครที่เล่นเกมแนว Shooting บ่อยๆ ก็ต้องเลือกจอให้ดีเลย
3.Gaming Headset
เสียงเป็นอีกหนึ่งข้อหลักที่จะช่วยให้การเล่นเกมมีอรรถรสมากขึ้น ดังนั้นหูฟังเกมมิ่งที่ดีก็ต้องมีติดไว้ ส่วนการเลือกนั้นแนะนำให้ลองสวมดูว่าใส่แล้วสบายหรือไม่ กดทับหูเกินไปหรือเปล่า แน่นอนว่าเราคงไม่เล่นเกมแค่สิบหรือสิบห้านาที แต่เป็นชั่วโมงสองชั่วโมงแน่ๆ
4.Gaming Mouse
เมาส์สำหรับเล่นเกมมันต่างกับเมาส์ธรรมดานะ เพราะเกมมิ่งเมาส์จะมีค่า DPI ที่ละเอียดมาก จะสังเกตได้ว่าเวลาขยับเมาส์จะเห็นความเร็วและความลื่นที่ต่างกัน เมื่อค่า DPI มีมากขึ้น
5.Controller
บางเกมเล่นด้วยเมาส์คีย์บอร์ดก็จะบังคับยาก หากมี Controller ดีๆสักตัวก็จะให้เราเล่นเกมนั้นได้อย่างสนุกมากขึ้น แต่ถ้าเล่นจากเครื่องเล่นเกมอย่าง Playstation ก็อาจไม่ต้องซื้อแยกเพราะมีให้แล้ว หรือ Nintendo Switch ก็สามารถซื้อเพิ่มเป็นตัว Pro Controller ให้เล่นได้ง่ายขึ้น
6.Gaming Chair
อุปกรณ์อย่างแรกๆที่เมื่ออยากเป็นเกมเมอร์ก็ต้องมีเจ้านี้ก่อนเลย การนั่งเก้าอี้ที่ออกแบบมารองรับสรีระของเราอย่างพอดี จะให้เราเล่นได้อย่างสบายๆ และอาจช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเล่นเกมของเราได้นะ
สรุป
ไม่ว่าจะเป็นเกมเมอร์แบบไหนและไม่ว่าจะมีบ้าน คอนโดหรือทาวน์โฮมก็สามารถทำห้องเล่นเกมได้ทั้งนั้น สิ่งที่ต้องคำนึงคือเรื่องพื้นที่และงบประมาณของเราเท่านั้น บางทีอาจไม่ต้องแต่งห้องครบ แต่แค่มีเก้าอี้เกมมิ่งสักตัวพร้อมกับทำกำแพงกันเสียงดีๆก็สามารถเล่นเกมได้ยาวๆแล้ว
ส่วนใครมองหาบ้านหรือคอนโดห้องสวยๆสักที่มาที่ Kaidee ได้เลย เรามีอสังหาริมทรัพย์หลากหลายแบบให้คุณได้เลือกอย่างสะดวก เปิดดูเลย !
Mar 5, 2021 | บทความอสังหาฯ
เริ่มปีใหม่แล้วหลายยังคงทำงานที่บ้านกันอยู่ บางคนทำงานที่บ้านมาตั้งแต่ปีที่แล้ว นานจนลืมไปแล้วว่าออฟฟิศเป็นอย่างไร และสิ่งที่สำคัญบางคนก็รู้สึกว่าทำไมทำงานที่บ้านแล้วถึงทำงานได้ประสิทธิภาพมากกว่า แต่บางคนกลับกัน ทำงานที่บ้านจนรู้สึกว่าตัวเองทำงานได้น้อยลงบ้าง งานออกมาไม่ดีบ้าง ซึ่งความเป็นจริงแล้วสิ่งที่ส่งผลกับการทำงานของเรานั้นอาจเป็นบ้านที่เราใช้ชีวิตก็เป็นได้
บ้านมีผลต่อการทำงานแบบ Work From Home แค่ไหน
เรื่องการทำงานนั้นจะมีประสิทธิภาพหรือไม่ เรื่องสิ่งแวดล้อมก็มีส่วนเกี่ยวข้อง ซึ่งก็จะโยงไปเรื่องของจิตวิทยาที่หากพื้นที่การทำงานของเรามีการจัดวางที่เหมาะสม บรรยากาศจะช่วยส่งผลให้เรามีสมาธิในการทำงานมากขึ้น
1.สมาธิ อารมณ์และความรู้สึก
แน่นอนว่าการทำงาน เราต้องใช้ทั้งสมองในการคิด ใช้ร่างกายในการเคลื่อนไหว ดังนั้นเรื่องสมาธิและอารมณ์ต่างๆก็สามารถส่งผลต่อการทำงานของเราได้
ซึ่งสิ่งหนึ่งในบ้านที่ส่งผลเรื่องสมาธิและอารมณ์ของเรา นั่นคือสีของบ้าน สีโทนต่างๆสามารถส่งผลต่ออารมณ์ของเราได้หลายแบบ
2.ประสิทธิภาพการทำงาน
หากบ้านของเรามีมุมหรือห้องที่ให้เราทำงานได้แบบเงียบสงบ ไม่มีคนอื่นมาวุ่นวาย เราก็จะสามารถทำงานได้อย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
3.ลดการลาป่วยได้
การทำงานที่บ้านสามารถลดความเสี่ยงในการเจอโรคภัยต่างๆได้ค่อนข้างมาก ดังนั้นการลาป่วยก็จะลดลงตามไปด้วย
Home Office ต้องเป็นแบบไหน
การเปลี่ยนบ้านเป็น Home Office นั้นไม่จำเป็นต้องรีโนเวทแบบยิ่งใหญ่เสมอไป เพียงแค่ปรับพื้นที่บ้านบางจุดให้เหมาะสมต่อการทำงานมากยิ่งขึ้นก็เพียงพอแล้ว
1.Working Space ต้องมี
พื้นที่การทำงานคือจุดที่สำคัญที่สุด Working Space ของเราควรเป็นพื้นที่ที่สงบเพื่อการโฟกัสงานได้ดียิ่งขึ้น โดยสามารถเริ่มต้นจากการมุมเล็กๆที่ห้องนอนส่วนตัว วางโต๊ะและเก้าอี้พร้อมมีไฟที่เพียงพอ ก็สามารถนั่งทำงานได้แล้ว
แต่หากพื้นที่ทำงานที่เหมาะสมจริงๆ ควรเป็นห้องเงียบๆไร้ความวุ่นวายจากคนอื่นในบ้าน หากนึกการออกแบบและการวางเฟอรนิเจอร์ไม่ออก ให้ลองนึกถึงออฟฟิศที่เราทำงานแล้วลองจัดตามไปทีละชิ้น ส่วนเรื่องแสงนั้นก็สำคัญ เราสามารถใช้แสงจากธรรมชาติเพื่อช่วยเพิ่มสมาธิในการทำงานได้ หรือหากไม่มีแสงเข้าก็ต้องติดไฟให้เพียงพอ ไม่ให้มืดจนเกินไป เพราะไม่เช่นนั้นเมื่อทำงานไปสักพักสายตาจะทำงานหนักและปวดตาได้
อีกหนึ่งอย่างที่สำคัญคือเรื่องของสีในส่วนของ Working Space อย่างที่เรารู้กันว่าสีส่งผลต่อจิตใจและอารมณ์ของเราได้ โดยส่วนใหญ่จะนิยมใช้สีในโทนเดียวกันแบบไม่มีลวดลาย และหากเลือกสีเข้มก็จะช่วยส่งผลเรื่องสมาธิ ให้อารมณ์ความเงียบสงบ และหากเป็นสีอ่อนก็จะช่วยให้เรารู้สึกสบายตา สดใส และลดความตึงเครียดได้
ยกตัวอย่างเช่นห้องสีขาว ที่อาจดูเพลนๆไม่มีอะไร แต่สีขาวนี้จะช่วยให้เรารู้สึกว่าห้องมีความกว้างขวาง มีความสว่าง และที่สำคัญเป็นสีแห่งความบริสุทธิ์ที่ช่วยเพิ่มความสดชื่นในการทำงานของเราได้
2.จุดพักเบรคระหว่างวัน
การทำงานที่ดีนั้นควรให้เวลาพักประมาณ 15 นาที ในทุกๆ 3 – 4 ชั่วโมง และจุดพักก็ควรจะเป็นจุดที่ห่างจาก Working Space เพื่อเปลี่ยนบรรยากาศ ลดความเครียดและอาการเหนื่อยล้าของส่วนต่างๆในร่างกาย ซึ่งการพักแบบนี้จะช่วยส่งลให้การทำงานของเรามีประสิทธิภาพที่ดียิ่งขึ้น
ซึ่งจุดพักเบรคนั้นอาจจะเป็นห้องครัวหรือห้องนั่งเล่นก็ได้ แค่เราหามุมที่มีที่นั่งสบายๆหรือโซฟานุ่มๆสักตัว พร้อมทีวีหรือหนังสือดีๆสักเล่ม เพื่อนั่งผ่อนคลายสมองสักหน่อยก่อนกลับไปทำงานต่อ
3.อุปกรณ์ต้องพร้อม
การทำงานที่บ้านของหลายคนก็มีความแตกต่างไปตามรูปแบบงานของแต่ละคน บางคนก็ต้องอยู่กับคอมพิวเตอร์เป็นหลัก แต่บางคนก็อยู่กับโทรศัพท์หรือต้องออกไปหาลูกค้าบ้าง ดังนั้นการมีอุปกรณ์ที่พร้อมก็เป็นเรื่องสำคัญ หากออฟฟิศไหนสามารถยืมอุปกรณ์มาได้ก็ถือว่าดีไป แต่ถ้าใครอยากมีอุปกรณ์ที่พร้อมอยู่ในบ้านเป็นของเราเองเลย ก็สามารถหาซื้อมาเพื่อใช้งานได้แบบสบายใจ
อุปกรณ์สำหรับ Work From Home
แน่นอนว่าการทำงานที่บ้านอุปกรณ์ก็ต้องครบไว้ก่อน เพื่อการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด และบ้านของเราก็จะเป็น Home Office ที่พร้อมให้เราทำงานได้อยู่เสมอ
1.โต๊ะทำงาน
โต๊ะที่ดีควรจะมีขนาดความยาวตั้งแต่ 90-120 เซนติเมตรและความสูงที่ 72 เซนติเมตรขึ้นไป เพื่อพื้นที่การวางของที่เพียงพอและการวางขาได้อย่างไม่อึดอัด
2.เก้าอี้เพื่อสุขภาพ
เราทำงานกันอย่างน้อย 7 ชั่วโมงต่อวัน บางคนนั่งทำงานกันข้ามวันข้ามคืนก็มี ดังนั้นการมีเก้าอี้ที่รองรับสรีระของเราได้ดีก็เป็นเรื่องสำคัญ เพราะจะช่วยลดอาการปวดหลังและช่วยให้รู้สึกนั่งได้สบายมากขึ้น
3.โน๊ตบุ๊ค/ คอมพิวเตอร์
คงไม่มีบริษัทไหนที่ไม่ต้องใช้คอมพิวเตอร์หรือโน๊ตบุ๊คในการทำงาน ซึ่งการมีคอมหรือโน๊ตบุ๊คดีๆสักเครื่องก็ช่วยให้ทำงานอย่างลื่นไหลได้นะ/ๅๅๅๅๅๅ
4.แก้วน้ำเก็บความเย็น
หนึ่งวันต้องดื่มน้ำอย่างต่ำวันละ 8 แก้ว ดังนั้นการมีแก้วน้ำดีๆสักแก้วตั้งไว้ใกล้ตัวก็ช่วยให้เราดื่มน้ำได้บ่อยขึ้นได้นะ
5.หมอนรองคอ
ตามจริงเก้าอี้เพื่อสุขภาพส่วนมากก็จะมีหมอนรองคอมาด้วย เพื่อลดอาการปวดคอต่างๆ แต่หากใครไม่มีก็ซื้อมาสักชิ้น ใส่ตอนนั่งทำงานหรือเมื่อต้องการงีบสักพักเพื่อฟื้นพลัง
6.หูฟังพร้อมไมค์
เมื่อไหร่ที่ต้องประชุม การพูดคุยผ่านช่องทางออนไลน์ก็ต้องใช้หูฟังและไมค์ที่ดี เพื่อการสื่อสารที่ชัดเจน ดังนั้นหูฟังจึงเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้จริงๆในการ Work From Home
สรุป
การ Work From Home อาจกลายเป็นการทำงานรูปแบบใหม่หรือเป็นรูปแบบหลักของงานหลายๆประเภทที่ปรับตัวในยุคนี้ ดังนั้นการมีบ้านที่เป็น Home Office ไปในตัวก็ช่วยสร้างความสะดวกและยังช่วยให้การทำงานของเรามีประสิทธิภาพมากขึ้นได้อีกด้วย หากใครอยากหาบ้านมือสองสักหลังมาทำเป็น Home Office ส่วนตัวล่ะก็ลองมาดูที่ Kaidee ได้เลย เพราะนอกจากบ้านและคอนโดแล้ว เรายังมีสินค้าให้เลือกอีกมากมายกว่า 32 หมวดหมู่เลยทีเดียวเชียว
Feb 5, 2021 | บทความอสังหาฯ
พัฒนาการ คือการเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย อารมณ์ ทางสังคม และทางสติปัญญา ของบุคคลหนึ่งที่จะเกิดติดต่อกันไปเรื่อย ๆ จากระยะหนึ่งจนถึงอีกระยะหนึ่ง ตามความแตกต่างของช่วงอายุ ซึ่งการตกแต่งห้องนอนของเด็ก ๆ ก็จะช่วยเสริมพัฒนาการได้เช่นกัน และวันนี้เราจะมาบอกเคล็ดลับการ แต่งห้องเสริมพัฒนาการ ให้ลูกของคุณ
พัฒนาการเด็ก
ก่อนที่จะทำการตกแต่งห้องให้เข้ากับช่วงอายุของเด็ก ๆ เราก็จำเป็นที่จะต้องเข้าใจถึงพัฒนาการของแต่ละช่วงวัยว่าเป็นอย่างไร เพื่อส่งเสริมพัฒนาการได้อย่างเหมาะสม
เด็กแรกเกิด (Newborn)
เด็กแรกเกิด อายุตั้งแต่ 0-1 เดือน เป็นช่วงการเรียนรู้ระหว่าง ผู้ปกครอง และ บุตร เด็กในวัยนี้จะมีพัฒนาการในการกิน นอน ร้อง และ ขับถ่าย เป็นช่วงวัยที่สามารถเห็นหน้าของผู้ปกครองได้ในระยะใกล้ ๆ สามารถยิ้มหรือร้องไห้เมื่อมีความรู้สึก เด็กแรกเกิดจะมีพัฒนาการตอบสนองต่อปฏิสัมพันธ์ต่าง ๆ แบบอัตโนมัติ โดยผู้ปกครองต้องทำความเข้าใจกับเสียงร้องของบุตรเพื่อตอบสนองความต้องการ และพูดคุยด้วยการสบตาเพื่อส่งเสริมพัฒนาการด้านภาษา
เด็กทารก (Infant)
เด็กทารก อายุตั้งแต่ 1-12 เดือน เด็กในวัยนี้จะมีพัฒนาการด้านใหม่ ๆ แสดงให้เห็นอยู่เป็นประจำ โดยช่วง 3-6 เดือน เด็กจะเริ่มควบคุมการเคลื่อนไหวของศีรษะ พลิกคว่ำไปมา และจดจำใบหน้าของผู้ปกครองได้ อายุ 6-9 เดือน จะเริ่มมีพัฒนาการด้านการพูด สามารถส่งเสียงได้อ้อแอ้ จำชื่อและคำง่าย ๆ ได้ และเมื่อเด็กมีอายุ 7-12 เดือน ก็จะสามารถคลาน เกาะยืน และเดินได้ด้วยตัวเอง รวมถึงยังสามารถหยิบสิ่งของต่าง ๆ ด้วยนิ้วโป้งและชี้ได้ โดยในช่วงนี้เป็นช่วงของการสร้างความไว้ใจ โดยการตอบสนองความต้องการของบุตรอย่างเหมาะสม
เด็กวัยเตาะแตะ (Toddler)
เด็กวัยเตาะแตะ อายุตั้งแต่ 1-3 ขวบ ช่วงวัยที่เด็กจะเริ่มมีความเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น ไม่ชอบให้บังคับ นับว่าเป็นช่วงที่พัฒนาการทางสมองและร่างกายเป็นไปอย่างรวดเร็ว สามารถปีนป่าย โยน/รับลูกบอล และ กระโดดอยู่กับที่ ได้
โดยเฉพาะช่วง 2-3 ขวบ เป็นช่วงที่กล้ามเนื้อมัดเล็กมีการพัฒนาการทำให้ใช้นิ้วและแขนในการทำสิ่งต่าง ๆ สามารถกินข้าวด้วยช้อนส้อมและขีดเขียนได้ ส่วนพัฒนาการด้านสมองจะเติบโตอย่างรวดเร็ว ทำให้พวกเขาสามารถปฏิบัติตามคำสั่งง่าย ๆ ได้ ช่วงนี้จึงเป็นช่วงสำคัญที่ผู้ปกครองควรจะมีการส่งเสริมการเรียนรู้ในเรื่องต่าง ๆ มากกว่าวัยอื่น ๆ เช่น การให้พวกเขาตัดสินใจในบางเรื่องด้วยตัวเองเพื่อสร้างความมั่นใจตนเอง
เด็กก่อนวัยเรียน (Preschoolers)
เด็กวัยก่อนเรียน อายุตั้งแต่ 3-5 ปี เด็กจะสามารถควบคุมอารมณ์ของตัวเองได้ดีขึ้น มีพัฒนาการทางร่างกาย เช่น แต่งตัวเอง หรือ ยืนขาเดียวได้ มีพัฒนาการด้านภาษาและความคิด เด็กวัยนี้จึงมักจะพูดคุย ซักถาม และบอกความประสงค์ของตนเอง
ซึ่งเด็กในวัยนี้จะสนใจสิ่งต่าง ๆ รอบตัวและลองทำสิ่งใหม่ ๆ อยู่ตลอดเวลา เห็นได้จากการคบเพื่อนใหม่ เรียนรู้เพศของตนเอง อยากเป็นอิสระ และปฏิเสธสิ่งต่าง ๆ จนอาจเรียกว่าหัวดื้อเลยก็ว่าได้
เด็กวัยเรียน (Middle Childhood)
เด็กวัยเรียน อายุตั้งแต่ 5-12 ปี ถือเป็นช่วงที่เด็กมีพัฒนาการด้านสมองอย่างรวดเร็ว สามารถคิดวิเคราะห์สิ่งต่าง ๆ ได้ละเอียดมากยิ่งขึ้น จึงเหมาะแก่การเรียนรู้ทักษะการใช้กล้ามเนื้อและทักษะชีวิตต่าง ๆ โดยเฉพาะในเรื่องของแก้ไขปัญหาต่าง ๆ จะเห็นได้ว่าพวกเขาทำได้ดียิ่งขึ้น พ่อแม่จึงควรส่งเสริมพัฒนาการทั้งด้าน กีฬา ศิลปะ ความคิด และความสัมพันธ์
เทคนิคการ แต่งห้องนอนเสริมพัฒนาการ
มีแสงสว่างและอากาศที่เพียงพอ
วัยเด็กเป็นวัยแห่งความสดใส ดังนั้นสิ่งแรกที่ควรจะคิดถึงเมื่อเริ่ม แต่งห้องเสริมพัฒนาการ ของพวกเขาก็คงจะหนีไม่พ้น แสงสว่างและอากาศที่เพียงพอ เพราะนอกจากจะช่วยให้เด็ก ๆ แยกแยะสีได้และลดการทำงานของสายตาที่หนักจนเกินไปแล้ว การมีแสงและอากาศที่เพียงพอยังช่วยให้พวกเขาอารมณ์ดีและลดแบคทีเรียที่อยู่ในห้องได้อีกด้วย
ใช้จิตวิทยาสีในการตกแต่งผนังห้อง
รู้ไหมว่าการทาสีห้องที่แตกต่างกันจะส่งผลถึงอารมณ์ความรู้สึกของคนที่อาศัยอยู่ในห้อง เราจะควรที่จะมีการเลือกสีที่เข้ากับห้องต่าง ๆ เพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุด แล้วถ้ายิ่งเป็นห้องของเด็ก ๆ ละก็จะยิ่งมีผลต่อพัฒนาการด้านอารมณ์อย่างแน่นอน โดยการทาสีห้องก็สามารถจะเลือกใช้สี แต่งห้องเสริมพัฒนาการ ที่แตกต่างเพื่ออารมณ์ความรู้สึกที่หลากหลาย ดังนี้
สีเหลือง เป็นสีแห่งปัญญา ความรู้ ความคิดสร้างสรรค์ และการมองโลกในแง่ดี เป็นสีที่ทำให้รู้สึกสดชื่นแจ่มใส เบิกบาน และมีชีวิตชีวา การทาผนังสีเหลืองจึงช่วยกระตุ้นพลังงานของเด็ก ๆ ได้ดีทีเดียว
สีฟ้า ในทางจิตวิทยาสีหมายถึงความเป็นอิสระ ปลอดภัย และปลอดโปร่ง ช่วยเพิ่มความคิดที่สร้างสรรค์และลดความกระวนกระวายได้ หลาย ๆ คนจึงนิยมใช้เพื่อให้เด็ก ๆ อารมณ์เย็นมากขึ้น
สีชมพู หมายถึงการมีน้ำใจ ความอบอุ่น และความปลอดภัย ทำให้นักจิตวิทยานิยมใช้เพื่อบำบัดความไม่มั่นคงในอารมณ์และคนที่รู้สึกอ้างว้าง รวมถึงช่วยให้เด็ก ๆ มีอารมณ์ที่สดใสร่าเริง
สีเขียว เป็นสีที่ผลต่ออารมณ์ในเชิงบวก และการใช้สีเขียวในเฉดต่าง ๆ จะส่งผลต่ออารมณ์ที่แตกต่างกัน โดยเมื่อทาผนังห้องด้วยสีเขียวอ่อนจะช่วยให้เด็ก ๆ รู้สึกผ่อนคลาย ส่วนสีเขียวเข้มจะช่วยกระตุ้นพลังงานของเด็ก ๆ ได้เป็นอย่างดี
สีส้ม เป็นสีแห่งความอบอุ่น สดใส และร่าเริง ทำให้การทาสีห้องนอนเด็กด้วยสีนี้จะมีผลต่ออารมณ์และความรู้สึกในเชิงบวก เพราะช่วยให้เด็ก ๆ รู้สึกมีชีวิตชีวาและอยากเรียนรู้มากขึ้น
ดูบทความ เคล็ดลับเลือกสีห้องตามหลักจิตวิทยาสี
คำนึงถึงความปลอดภัย
สิ่งสำคัญที่สุดในการสร้างห้องนอนของบุตรหลานคือ ความปลอดภัย ภายในห้อง โดยผู้ปกครองควรเลือกใช้วัสดุต่าง ๆ ที่ไม่เป็นอันตรายต่อเด็ก เช่น กระเบื้องยางที่มีความนุ่มมากกว่าพื้นปกติ เฟอร์นิเจอร์ที่โค้งมน ไม่มีมุมแหลม สิ่งของต่าง ๆ ภายในห้องไม่ได้หนักจนเกินไปมิเช่นนั้นอาจทับจนเกิดอันตรายได้ เป็นต้น นอกจากนี้ การวางพรมปูพื้นน่ารัก ๆ ยังช่วยป้องกันอันตรายและกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ของเด็ก ๆ ได้อีกด้วย
มุมการเรียนรู้
มุมการเรียนรู้ ถือเป็นส่วนสำคัญในการช่วยกระตุ้นพัฒนาการของเด็ก ๆ ให้เข้ากับแต่ละช่วงวัย ทั้งการตั้งบอร์ดเพื่อส่งเสริมจินตนาการการวาดเขียนสิ่งต่าง ๆ โต๊ะและเก้าอี้เพื่อส่งเสริมสมาธิ หรือตู้เก็บของเพื่อส่งเสริมการอ่าน เป็นต้น หรือการตกแต่งมุมต่าง ๆ ภายในห้องอย่างการติดสติกเกอร์พยัญชนะภาษาไทยหรืออังกฤษก็สามารถทำให้เด็ก ๆ ได้เรียนรู้ภาษาต่าง ๆ เช่นเดียวกัน
ของเล่นเสริมพัฒนาการ
นอกจากมุมการเรียนรู้แล้วการมีของเล่นบางชิ้นที่สามารถส่งเสริมพัฒนาการของเด็ก ๆ ไม่ว่าจะเป็น ด้านร่างกาย หรือ สมอง ซึ่งของเล่นเสริมพัฒนาการที่ควรมี ได้แก่ เกมกระดาน แผ่นการ์ดคำศัพท์ ตัวต่อต่าง ๆ และ บ้านบอล สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นของเล่นที่ช่วยเสริมพัฒนาการเด็ก ๆ ให้เติบโตอย่างแข็งแรงแน่นอน
สรุปท้ายบทความ
ถ้าหากว่าเราตกแต่งห้องนอน ตามเทคนิคที่ได้บอกไป แต่ไม่ได้ใส่ใจเลี้ยงดูเด็ก ๆ มากเพียงพอ ก็อาจจะทำให้เด็ก ๆ ไม่ได้มีการเติบโตอย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้นพ่อแม่ทุกคนก็ควรที่จะเลี้ยงลูกด้วยความรัก รับฟัง และให้เวลากับลูกของคุณอย่างเพียงพอ Kaidee ขอเป็นกำลังใจให้พ่อแม่มือใหม่ทุกคน
Jan 4, 2021 | บทความอสังหาฯ
แน่นอนว่าสีสันของห้องนอน นอกจากจะช่วยสร้างบรรยากาศการพักผ่อนที่ดีแล้ว ยังช่วยสร้างอารมณ์ และเสริมสร้างพลังบวกแก่เราได้ แต่ใครจะรู้ว่าสีสันต่าง ๆ ที่เราเห็น ล้วนส่งผลต่อโชคชะตา และความเจริญรุ่งเรืองในชีวิตได้ แต่อีกมุมนึงเราเข้าใจดีว่าเรื่องแบบนี้ขึ้นอยู่กับความเชื่อส่วนบุคคลล้วน ๆ
ความหมายของแต่สีมงคลแต่ละสี
แม้แต่ละสีจะมีความหมาย แต่คุณก็สามารถเลือกสีสันให้ดูสวยงามมากขึ้นได้ แค่ลองอิงจากสีของเฉดต่าง ๆ จาก Pantone
ห้องนอนสีเทา
สีแห่งความหยั่งรู้ ความสมบูรณ์ และความสมดุล ซึ่งจะช่วยดึงดูดความฉลาดที่อยู่ในตัวคุณให้ปรากฎ
ห้องนอนสีเขียว
สีแห่งการเจริญเติบโต การมีสุขภาพที่ดี มีความเจริญรุ่งเรือง การเริ่มต้นสิ่งใหม่ ๆ อีกทั้งยังเป็นสีแห่งความมั่งคั่ง ผู้คนส่วนใหญ่มักจะใช้เป็นสีดึงดูดกระแสการเงินให้หมุนเวียนอย่างต่อเนื่อง มีเข้ามาไม่ขาด
ห้องนอนสีชมพู
สีที่ช่วยฟื้นฟูความสัมพันธ์ให้ดีขึ้น เป็นสีแห่งการเยียวยา โดยเฉพาะด้านการเงิน และยังเป็นสีที่ช่วยสร้างให้มีความมั่นใจและความสบายใจมากขึ้นอีกด้วย
ห้องนอนสีม่วงอ่อน
สีแห่งการปกป้องจิตวิญญาณ สีแห่งความสำเร็จ ความปรารถนาและหน้าที่การงานที่ดี
ห้องนอนสีครีม
สีที่ช่วยในการฟื้นตัว ส่งเสริมสุขภาพให้แข็งแรง มีความมั่นคงทางอารมณ์ เป็นสีที่เหมาะกับห้องนอนผู้สูงอายุ ผู้ป่วย และเด็กที่มีอารมณ์รุนแรง
ห้องนอนสีชมพูอมส้ม
สีที่ช่วยกระตุ้นเรื่องความรักความสัมพันธ์ ความมีเสน่ห์ เหมาะสำหรับคนโสดที่ต้องการหาแฟนดี ๆ สักคน
หลักเกณฑ์ในการใช้สีกับห้องนอน
ไม่ควรใช้สีขาวล้วนกับห้องนอน เพราะสีขาวสะท้อนสีอื่นทุกสี และเก็บพลังไม่อยู่ จึงทำให้เกิดการสะท้อนไปมาของพลัง จนเกิดภาวะสับสนวุ่นวายของพลังขึ้นภายในห้องนอน ทำให้เกิดอาการนอนไม่หลับ วิตกกังวล หลับไม่สนิท อาจทำให้มีภาวะเก็บกดรุนแรง และหายจากการเจ็บป่วยได้ช้า สีของห้องนอนควรมีความแตกต่างจากสีของห้องอื่น ๆ ภายในบ้าน เพราะถ้าเป็นสีเดียวกันหมดจะทำให้พลังนิ่ง ทำให้ชีวิตเป็นไปอย่างไร้จุดมุ่งหมายที่แน่นอน สีของห้องนอนควรเป็นสีอ่อน ๆ และเย็นตา เช่น สีเขียวอ่อน สีชมพู สีเหลือง สีส้มอ่อน หากห้องนอนตั้งอยู่ในทิศตะวันตกเฉียงใต้ก็ควรเป็นสีชมพู เพื่อช่วยเสริมความรักความสัมพันธ์ หลีกเลี่ยงการใช้สีเข้มทึบ เช่น สีน้ำตาลดำ สีเขียวเข้ม สีเทาเข้ม เพราะจะทำให้ขาดพลังชีวิต มีความเป็นหยินมากเกินไป และที่สำคัญที่สุดควรเป็นสีที่เจ้าของห้องนอนมีความชื่นชอบด้วย
เกิดวันนี้ ควรใช้สีห้องนอนแบบไหนกันนะ ?
คนเกิดวันจันทร์
ห้องนอนควรใช้สีครีม สีเขียวอ่อน สีเหลืองอ่อน หรือจะใช้สีขาวปนเข้าไปด้วยก็ได้ เพื่อช่วยเสริมดวงชะตา และเพิ่มความสวยงามให้กับห้องของคุณ
ข้อห้าม สำหรับผู้เกิดวันจันทร์ไม่ควรเลือก คือสีสด ๆ เพราะจะทำให้ผู้อยู่อาศัยไม่มีความสุข
คนเกิดวันอังคาร
วันอังคาร ห้องนอนควรเลือกสีอ่อน ๆ เช่น สีเขียวอ่อน สีฟ้าอ่อน เพื่อแสดงถึงความรู้สึกอ่อนโยน เนื่องจากสีประเภทนี้จะทำให้เกิดความสงบและมีสมาธิ ทำให้สมาชิก ในบ้านเกิดความรู้สึกสบายใจ และสามารถหลีกเลี่ยงความวุ่นวายต่าง ๆ ออกไปได้
คนเกิดวันพุธ
สำหรับผู้ที่เกิดพุธกลางวันควรเลือกสีฟ้า สีขาว สีดำ และสีแสด เพราะเชื่อว่าจะสีเหล่านี้จะช่วยเสริมความสิริมงคลและทำให้ผู้อยู่อาศัยมีแต่ความสุข
สำหรับคนที่เกิดวันพุธกลางคืน ควรเลือกสีชมพู สีเขียวอ่อน สีขาวนวล และสีเทา เพราะเป็นสีที่สามารถเสริมดวงชะตาของคนในบ้านได้
คนเกิดวันพฤหัสบดี
สีของห้องนอนควรเลือกสีส้มอ่อน สีพีช สีขาว สีฟ้าอ่อน และสีเหลืองครีม เนื่องจากสีเหล่านี้สามารถสร้างความสุขให้คนที่เกิดในวันนี้ได้เป็นอย่างดี หรือจะเป็นสีสีเอิร์ธโทนไปเลยก็ได้ เช่น สีน้ำตาล สีเปลือกไม้ แต่ถ้าเป็นบ้านไม้ไปเลยก็ยิ่งเสริมดวงชะตาได้มาก
คนเกิดวันศุกร์
คนที่เกิดวันศุกร์ ควรเลือกสีห้องนอนอย่างสีเขียวอ่อน สีพีช และสีขาว เพราะสีเหล่านี้จะช่วยสร้างความสุข
สำหรับสีของเฟอร์นิเจอร์หรือของตกแต่งภายในบ้าน ไม่ว่าจะเป็น แจกัน ผ้าม่าน หรือโคมไฟ ควรเลือกใช้เป็นสีเหลืองครีม สีฟ้าอ่อน หรือสีส้มอ่อน เพื่อเพิ่มความสง่าราศี เสริมดวงชะตา และความเป็นสิริมงคลให้กับผู้อยู่อาศัย
คนเกิดวันเสาร์
คนเกิดวันเสาร์ควรเลือกสีโทนสีอ่อน ๆ เช่น สีควันบุหรี่ สีเขียวอ่อน หรือสีขาว และไม่ควรเลือกบ้านสีฟ้าหรือสีน้ำเงิน เพราะจะทำให้คนภายในบ้านร้อนรุ่ม ไม่สงบสุข แต่ให้เลือกสีเขียวอ่อนจะดีที่สุด เพราะสีเหล่านี้สามารถใช้ได้ทั้งภายในและภายนอก รวมไปถึงห้องต่าง ๆ ในบ้าน อีกทั้งยังช่วยให้รู้สึกอบอุ่น และปลอดภัย
คนเกิดวันอาทิตย์
แม้ว่าสีแดงเป็นสีที่เหมาะกับคนเกิดวันอาทิตย์ แต่ในความจริงแล้วก็ไม่ควรนำสีนี้มาทาห้องหรือภายในบ้านด้วยเช่นกัน สำหรับการเลือกสีของห้องนอนของคนเกิดวันอาทิตย์นั้น ควรเลือกทาสีโทนสว่าง อย่างสีควันบุหรี่หรือสีขาว ซึ่งถ้าผนังของบ้านเป็นไม้หรืออิฐ ควรตกแต่งด้วยผ้าม่านสีขาว แค่นี้ก็จะช่วยเสริมดวงชะตาของคนที่เกิดวันอาทิตย์ได้แล้ว
การเลือกสีห้องนอนให้ตรงตามฮวงจุ้ยสีตามปีนักษัตรทั้ง 12 ปี
ปีชวด (ปีหนู) สีควรทาในห้องนอน ได้แก่ สีทอง สีเงิน สีดำ สีขาว สีเทา และสีฟ้าปีฉลู (ปีวัว) สีที่ควรทาในห้องนอน ได้แก่ สีแดง สีเหลือง สีม่วง สีส้ม และสีน้ำตาลปีขาล (ปีเสือ) สีที่ควรทาในห้องนอน ได้แก่ สีดำ สีเขียว สีฟ้า สีเหลืองอมเขียว และสีเทาปีเถาะ (ปีกระต่าย) สีที่ควรทาในห้องนอน ได้แก่ สีฟ้า สีเหลืองอมเขียว สีเทา สีดำ และสีเขียวปีมะโรง (ปีมังกร ) สีที่ควรทาในห้องนอน ได้แก่ สีเหลือง สีแดง สีม่วง สีน้ำตาล และสีส้มปีมะเส็ง (ปีงู) สีที่ควรทาในห้องนอน ได้แก่ สีเขียว สีเหลืองอมเขียว สีแดง สีม่วง และสีส้มปีมะเมีย (ปีม้า) สีที่ควรทาในห้องนอน ได้แก่ สีเขียว สีเหลืองอมเขียว สีแดง สีม่วง และสีส้มปีมะแม (ปีแพะ) สีที่ควรทาในห้องนอน ได้แก่ สีแดง สีม่วง สีส้ม สีเหลือง และสีน้ำตาลปีวอก (ปีลิง ) สีที่ถูกควรทาในห้องนอน ได้แก่ สีเหลือง สีน้ำตาล สีขาว สีทอง และสีเงินปีระกา (ปีไก่) สีที่ควรทาในห้องนอน ได้แก่ สีเหลือง สีน้ำตาล สีทอง สีเงิน และสีขาวปีจอ (ปีหมา) สีที่ควรทาในห้องนอน ได้แก่ สีแดง สีน้ำตาล สีม่วง สีส้ม และสีเหลืองปีกุน (ปีหมู) สีที่ควรทาในห้องนอน ได้แก่ สีทอง สีเงิน สีขาว สีฟ้า สีเทา และสีดำ
สรุปท้ายบทความ
เพราะสีสันส่งผลต่อความรู้สึกของคุณได้ ดังนั้นการเลือกสีที่เหมาะสมก็จะยิ่งช่วยให้สุขภาพจิตและการอยู่อาศัยของคุณดีขึ้น ลองเลือกสีที่ชอบ ความรู้สึกที่ใช่ และจะยิ่งดีถ้าเป็นสีที่ถูกโฉลกกับดวงชะตา หรือถ้าใครสนใจด้านจิตวิทยาก็อาจจะเลือกสีห้องนอนให้ตรงตามหลักจิตวิทยา ดูก็ได้