Jan 25, 2021 | บทความยานยนต์
ผมว่าปัญหานี้น่าจะเป็นปัญหากับทุกคนที่จำเป็นต้องขับรถเพื่อการเดินทาง ผมก็เป็นคนหนึ่งที่รู้สึกเซ็งเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะขับรถไปไหนมาไหน รถมักจะชอบติดแบบไม่ขยับไปไหนเสียด้วย ยิ่งเวลาเข้า-ออกงานแล้วล่ะก็ ไม่ต้องพูดถึงเลย!! (หมดอารมณ์ขับต่อเลย) ไม่มีกระดิก
แต่ก็นั่นแหละครับ บทความนี้ผมจะมาแชร์วิธีที่ผมมักทำเป็นประจำเวลาที่เจอรถติดหนัก ๆ แต่ว่ามันก็ยังพอจะมีหนทางแก้เบื่อกันอยู่บ้าง เพื่อลดอาการหัวร้อนลงไปได้อยู่ (ได้อยู่ที่แปลว่า…??) ซึ่งจุดที่รถมักติดบ่อย ๆ ก็มีอยู่ไม่กี่ที่หรอก
แยกที่ไฟแดงชาตินี้ ไฟเขียวชาติหน้า
แน่นอนว่าย่อมมีอยู่แล้วสี่แยกไฟแดงที่ไฟแดงนานจนแทบจะหลับรอได้ แต่ไฟเขียวกลับเร็วยิ่งกว่า The Flash ที่ยังไม่ทันเปลี่ยนเกียร์ก็ไฟแดงอีกแล้ว!! (เศร้าสุด ๆ) ซึ่งแยกไฟแดงดัง ๆ ที่ติดจนไม่ขยับที่ผมพบเจอกับตัวเอง รวมไปถึงหลาย ๆ คนก็เจอเช่นกัน จนมีแท็กใน IG ฮา ๆ ขึ้น
แยกลาดพร้าว (ปวดร้าวทุกเช้าเย็น)
ด้วยความที่แยกขนาดใหญ่ ทำให้หลายคนที่ไม่เคยมาอาจจะมีความมึนงงว่าควรไปเส้นทางไหนกันแน่ รวมไปถึงแยกนี้อยู่ใกล้ห้างเป็นจำนวนมาก ทั้ง เซ็นทรัลลาดพร้าว ยูเนียนมอลล์ โลตัสลาดพร้าว ทำให้เป็นแหล่งรวมผู้คนและแน่นอนว่ารถก็จะติดไปด้วยเช่นเดียวกัน
แยกแคราย (สัมผัสใหม่แห่งการนอน)
แยกที่ข้ามผ่านระหว่างถนนงามวงศ์วานไปยังถนนรัตนาธิเบศร์ “เช้า สาย บ่าย เย็น ก็ติดหมด” ไม่แพ้แยกอื่น ๆ ใครที่รีบไปทำงานหรืออยากกลับบ้านเร็ว ถ้าขับผ่านแยกนี้ ลืมคำเหล่านี้ไปได้เลย!! เพราะคุณจะไม่มีทางผ่านแยกนี้ไปได้อย่างรวดเร็วแน่นอน
แยกมไหสวรรย์ (มหัศจรรย์อุโมงค์ข้ามชาติ)
แยกที่ใครต่างพูดกันเป็นเสียงเดียวกันว่า “นี่มันมไหสวรรย์ หรือ มไหนรกกันแน่🔥🔥” เพราะว่าแยกนี้ต้องยอมรับเลยว่าติดจริง แม้ว่าจะมีการสร้างอุโมงค์ข้ามแยกแล้วก็ตาม แต่ก็ดูเหมือนว่าจะไม่ช่วยอะไรเท่าไรนัก แยกนี้ตั้งอยู่ในพื้นที่ดาวคะนอง เขต ธนบุรี บริเวณใต้สะพานพระราม 3 ใครอยากลองรับประสบการณ์รถติดอย่างเหลือเชื่อต้องไปลองโดนกันดู
แยกพระรามเก้า (ที่เดินก้าวเร็วกว่า)
ขึ้นชื่อว่าเป็น “แยกที่ไฟแดงชาตินี้ ไฟเขียวชาติหน้า” มากที่สุดเลย เพราะไฟแดงนานจริง ๆ จนถึงขั้นนอนได้หนึ่งตื่นยังไม่ไฟเขียวเลย (อย่านอนจริง ๆ ล่ะ) นั่นแหละครับ ถ้าอยู่ที่แยกนี้ได้เบื่ออย่างแท้จริงแน่นอน
แยกเกษตร (สี่แยกนรกแตก)
“ผมรู้ เด็กม.เกษตรรู้ ว่าแยกนี้มันติดขนาดไหน” ถ้ายิ่งตอนที่ฝนตกแล้วล่ะก็ รถขับผ่านไม่ได้ ต้องเรือเท่านั้น!! แต่ถึงแม้ว่าจะไม่ฝนตก รถก็ยังคงติดอยู่ดี เพราะว่าเป็นแยกที่เป็นศูนย์กลางจากพื้นที่ต่าง ๆ มาไว้ในที่เดียว
วิธีแก้เซ็งที่ผมทำเป็นประจำ
เบื่อจริงอะไรจริง!! เวลาที่นั่งอยู่บนรถเป็นเวลานาน ๆ จะขับไปไหนก็ไม่ได้ ต้องมานั่งติดแหง็กอยู่ที่เดิม วิธีที่ที่ผมกำลังจะบอก ใครก็สามารถทำได้ง่าย ๆ แม้จะอยู่ในพื้นที่เล็ก ๆ อย่างในรถยนต์ก็ตาม อย่างน้อยก็ทำให้ความเซ็งนั้นบรรเทาลงไปบ้างไม่มากก็น้อย ลองทำตามผมกันเลยดีกว่า!!
1. หาเพลงฟัง
หนึ่งวิธีที่ทำได้ง่ายที่สุด คือฟังเพลงที่ตัวเองชอบหรือเพลงให้ฟิลสบาย ๆ ผ่อนคลาย อาจจะเป็นเพลงบรรเลงที่ไม่มีเนื้อร้อง เพื่อที่จะทำให้คุณนั้นไม่หัวเสีย ซึ่งวันนี้ผมจะมาแนะนำ Playlist ดี ๆ สไตล์คาเฟ่เบา ๆ ฟังได้ง่ายได้ทุกที่ทุกเวลา
เพลงสบาย ๆ
VIDEO
เพลงชิว ๆ สไตล์คาเฟ่
เพลงร็อค
VIDEO
เบื่อขนาดนี้ต้องแหกปาก
เพลงแร็พ
https://www.youtube.com/watch?v=9p45o6JDJGA
ต้องมีโยกหัว
2. หาอะไรดูฆ่าเวลา
เดี๋ยวนี้ Online Streaming กำลังเป็นที่นิยมอย่างมาก ซีรี่ย์จึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่จะทำให้แก้เซ็งได้เป็นอย่างดี ซึ่งอาจจะเป็นซีรี่ย์หรืออนิเมะที่มีความยาวของแต่ละตอนที่ใช้เวลาไม่มากนัก มีหลากหลายแนวให้ลองเลือกดู
TIPS : ทั้งนี้อย่าดูเพลินเกินไปจนรถคันข้างหลังบีบแตรไล่ล่ะ 🥰
Dramatic
ต้องเรื่องนี้เลย “The Queen’s Gambit” เรื่องราวชีวิตของนางเอกที่เติบโตมาในบ้านเด็กกำพร้า และมีความชื่นชอบในการเล่นหมากรุกเป็นชีวิตจิตใจ รวมไปถึงเล่าเนื้อหาชีวิตของนางเอก รวมไปถึงความน่ารักของนางเอกที่ทำให้ผมใจละลาย (งื้อ)
Romantic
ถ้าเป็นเรื่องของความรักแล้ว จะไม่พูดถึงเรื่องนี้คงเป็นไปไม่ได้ “Start-Up” เป็นเรื่องอาจจะสร้างแรงบันดาลใจให้ใครหลายคนเลยก็ว่าได้ รวมไปถึงความรักที่มั่งคงที่ให้ต่อใครสักคนอย่างสุดหัวใจ (น้ำตาไหลพราก~😂)
Comedy
ต้องเรื่องนี้เลย ตำนานความตลกโปกฮาอย่าง “Mr. Bean” ใครที่ได้ดูขำกลิ้งจนท้องแข็ง ถึงแม้ว่าจริง ๆ แล้วจะมีอยู่ไม่กี่ตอน แต่ด้วยความยาวในแต่ละตอนนั้นไม่ยาวมาก เหมาะที่สุดที่จะดูช่วงรถติด
Sci-Fi
ผมขอแนะนำเรื่องนี้เลย “Alice in Borderland” เป็นซีรี่ย์ญี่ปุ่น ที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในช่วงเวลานี้ ยิ่งใครที่เป็นสายเกมเมอร์แล้วล่ะก็ ยิ่งน่าจะถูกใจเป็นอย่างมาก ด้วยความสนุกและตื่นเต้นไปพร้อม ๆ กัน ลุ้นระทึกในทุกวินาทีของซีรี่ย์เลยทีเดียว ขอบอกเลยว่าสนุกมาก (ก.ไก่ ล้านตัว)
Horror
แนวสยองขวัญต้องเรื่องนี้เลย “Sweet Home” พูดตามตรงตอนแรกผมว่าจะไม่ดูเรื่องนี้ซะแล้ว เพราะผมไม่ชอบดูหนังหรือซีรี่ย์ที่เป็นอะไรน่ากลัว ๆ สักเท่าไร แต่ด้วยความที่เรื่องนี้สร้างมากจาการ์ตูน ให้อารมณ์สยองขวัญอย่างถึงที่สุด ตกใจในทุกจังหวะของซีรี่ย์ ทำให้ผมหยุดดูไม่ได้จริง ๆ
ขอขอบคุณรูปภาพทั้งหมดจาก Netfilx Thailand
3. เล่นโทรศัพท์
ทุกคนมีโทรศัพท์มือถือกันอยู่แล้ว ซึ่งแอปพลิเคชั่นต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเกม โซเชียลมีเดียมากมายทั้ง Facebook Twitter หรือ Instragram อาจจะถ่ายเหตุการณ์ที่พบเจออยู่ เพื่อแชร์ให้ทุกคนได้รู้ เป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยระบายได้
4. หาอะไรกิน
ถ้าหากว่าบนรถยังพอจะมีขนมติดเอาไว้บ้าง อย่ารีรอที่หยิบขนมที่มีออกมากิน เพราะการได้เคี้ยวอะไรสักอย่างนอกจากจะช่วยให้เลิกคิดเรื่องรถติดแล้ว ยังทำให้หายง่วงได้อีกด้วย (ตาสว่างกันเลยทีนี้!!)
5. โทรหาใครสักคน
อีกหนึ่งเวลาสุดเหงา ยิ่งถ้าหากนั่งขับรถอยู่คนเดียวในรถแล้วล่ะก็ เราคงต้องการใครสักคนที่มาคอยคุยแก้เหงา ระหว่างที่รถติดนี้อาจจะโทรหาใครสักคนเพื่อมาอยู่เป็นเพื่อนเราและคอยคุยกับเรายามรถติด
6. ออกกำลังกายเบา ๆ
ยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว นกตัวแรกแน่นอนว่าต้องได้เรื่องสุขภาพ นกอีกตัวคือคุณจะหายง่วงในทันที ซึ่งอาจจะเป็นการบริหารร่างกายง่าย ๆ เบา ๆ
พอขับรถนาน ๆ เข้า แขนขาก็เริ่มที่จะเหนื่อยล้า ด้วยความที่รถมันค่อย ๆ ขยับไปทีละนิด ทำให้ขานั้นต้องเกร็งเพื่อผ่อนคันเร่ง และเปลี่ยนไปเบรกบ้างในบางครั้ง การยืดเส้นระหว่างที่รถติดอยู่จึงเป็นทางเลือกที่ดีไม่ใช่น้อย
ใช้เวลาว่าง ๆ ให้เกิดประโยชน์สูงสุด หุ่นเป๊ะ หุ่นปังวนไป บิดเอววันละนิดก็ช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อ แถมยังช่วยลดน้ำหนักได้อีกด้วย (ทำน้อยแต่ทำนะ) แค่นี้ก็หุ่นดีขึ้นมาทีละนิดแล้ว
ปรับเบาะลงนิด และซิทอัพโลด!! ไม่จำเป็นต้องขึ้นสุด-ลงสุดก็ได้ แต่ตอนทำให้ลองเอานิ้วมากดบริเวณหน้าท้อง ดูว่าระหว่างตอนที่ซิทอัพนั้น ท้องแข็งรึเปล่า?? ถ้าท้องแข็งแสดงว่าได้ผลนั่นเอง
7. ช้อปปิ้งสิครับรออะไร
ไม่มีใครต้านทานการซื้อของได้จริง ๆ ยิ่งถ้าของที่ถูกใจแล้วล่ะก็ ไม่ว่าจะเวลาไหน ที่ไหน หรือจะตกอยู่ในสถานการณ์ไหน ก็สามารถเสียเงินได้อยู่ดี ผมแนะนำเลยว่าต้องเข้ามาที่แอปนี้เลย Kaidee มีทุกอย่างที่ต้องการจริง ๆ
ใครที่กำลังเบื่อรถติด ลองทำตามข้อที่ 7 ดูสิ เข้ามาช้อปปิ้งกับเราที่ Kaidee มีสินค้ามากมายทุกหมวดหมู่ความต้องการ ซื้อก็ง่าย ขายก็ดี ได้ทุกที่ทุกเวลา แถมคุยกับผู้ขายโดยตรงด้วยนะ ง่ายกว่านี้ไม่มีอีกแล้ว!! (ขอแอบขายนิดนึง อิอิ)
Dec 29, 2020 | ข่าวสาร และกิจกรรม
VIDEO
1.สเปคหลักๆต่างกันแค่ไหน
iPhone 12 Pro Max iPhone Xs Max Display 6.7 Super Retina XDR OLED with Ceramic Shield 6.5 Super Retina OLED CPU A14 Bionic (5 nanometer) A12 Bionic (7 nanometer) Camera 1.Quad Camera with OIS – Primary 12mp 26mm f/1.6 – Ultra Wide 12mp 13mm f/2.4 – Tele 12mp 65mm f/2.22.Video – 4K Dolby Vision HDR video at 24/30/60 fps 3.Lidar Depth 1.Dual Camera with OIS – Primary 12mp 26mm f/1.8 – Secondary 12mp 2x Tele-camera 52mm f/2.42.2.Video – 4K video at 30/60 fps – 1080p at up to 240 fps5G Support Yes No Speaker Dolby Atmos – Battery 3687 mAh 3174 mAh In Box Accessories Only charging cable Earpods, Charging cable, Power adapter
ขอบคุณข้อมูลจาก Apple.com
2.การใช้งาน
ภาพและเสียง
การดูหนังหรือดูวีดีโอคอนเทนท์ ทั้งสองรุ่นก็สามารถแสดงภาพได้อย่างดี แตกต่างกันที่ความสว่างที่หน้าจอของ iPhone 12 Pro Max จะสว่างมากกว่า เพราะมีค่า nit ที่สูงถึง 800 nits โดยสามารถพีคได้ถึง 1200 nits ส่วน iPhone Xs Max จะมีเพียง 625 nits ดังนั้นเวลาใช้งานในพื้นที่ที่แสงจ้ามากๆตัวจอ iPhone 12 Pro Max จะสว่างกว่า
ส่วนเรื่องเสียงนั้นสบายใจได้ทั้งสองรุ่นเพราะ มีลำโพง 2 ตัวเท่ากัน แต่ 12 Pro Max จะมีระบบ Dolby Atmos ที่ให้เสียงที่มีมิติมากยิ่งขึ้นและช่วยเพิ่มอรรถรสการฟังของเราให้ดียิ่งขึ้น
เล่นเกม
ถึงแม้ว่ารุ่น Xs Max จะออกมาสองปีแล้ว แต่การเล่นเกมนั้นยังทำได้ดีมากบน Chipset A12 Bionic เช่นเดียวกับ iPhone 12 Pro Max
แบตเตอรี่
การใช้งานบน iPhone 12 Pro Max จะใช้งานได้นานมากกว่า ด้วยแบตเตอรี่ความจุที่มากขึ้นเป็น 3687 mAh บวกกับประสิทธิภาพของ Chipset A14 Bionic ทำให้ประหยัดพลังงานมากขึ้น ถ้าใช้งานเพียงแค่โซเชียลและฟังเพลงบ้างก็สามารถอยู่ได้ตลอดวัน
3.กล้อง
เรื่องกล้องอาจมีความแตกต่างที่ค่อนข้างมาก เพราะกล้องบน Xs Max จะเป็นเพียงกล้องคู่ ความละเอียด 12MP แต่ 12 Pro Max จะเป็นกล้องสามตัวที่มีทั้งมุมปกติ มุมกว้าง และมุมเทเล ทำให้ได้มุมภาพที่หลากหลายและคุณภาพที่ดียิ่งขึ้น
สิ่งที่โดดเด่นในกล้องของ 12 Pro Max อีกหนึ่งอย่างคือการถ่ายภาพในเวลากลางคืน ที่หากคุณได้เห็นจะต้องร้องว้าว เพราะรุ่นใหม่นี้สามารถทำให้ภาพมีความสว่างมากขึ้น ซึ่งจะเห็นความแตกต่างชัดเจนเมื่อถ่ายคู่กับ Xs Max
และล่าสุดใน iOS 14.3 นี้ Apple ได้เพิ่มโหมด Apple Pro Raw สำหรับ iPhone 12 Pro และ Pro Max ที่ทำให้ถ่ายภาพแบบไฟล์ Raw ได้ ซึ่งจะทำให้เราได้ภาพที่มีคุณภาพสูงมากยิ่งขึ้นและสามารถนำไปแต่งในแอพต่างๆต่อได้แบบสบายๆ แต่น่าเสียดายที่ Xs Max ไม่ได้ไปต่อกับโหมดนี้
4.ราคา
รุ่น เครื่องศูนย์ Kaidee (ทั้งมือ1และมือ2) iPhone 12 Pro Max เริ่มต้นที่ 39,900 (128GB) เริ่มต้นที่ 39,000 (128GB) iPhone Xs Max เริ่มต้นที่ 24,500 (64GB) เริ่มต้นที่ 17,500 (64GB)
ราคาล่าสุด ณ วันที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2563
สำหรับรุ่น iPhone 12 Pro Max ณ ตอนนี้ราคาเริ่มต้นเครื่องศูนย์จะอยู่ที่ประมาณ 39,900 บาท ในความจุ 128GB โดยใน Kaidee เครื่องมือหนึ่งมีราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 39,000 บาท ในความจุ 128 GB
ส่วน iPhone Xs Max นั้น ทาง Apple store ได้หยุดการขายรุ่นนี้แล้ว แต่ตัวแทนจำหน่ายต่างๆยังคงมีอยู่ โดยราคาจะอยู่ที่ประมาณ 24,500 บาท ในความจุ 64GB แต่ใน Kaidee เครื่องมือสองสภาพสวยจะราคาเฉลี่ยที่ 17,500 บาท ในความจุ 64 GB
5.สรุป
สำหรับ iPhone 12 Pro Max เรือธงรุ่นใหม่นี้ ถือว่าอัพเกรดขึ้นหลายด้านเมื่อเปรียบเทียบกับอดีตเรือธงอย่าง iPhone Xs Max แต่สำหรับใครที่่ใช้ iPhone 11 Pro Max อยู่อาจไม่เห็นความแตกต่างมากนัก ซึ่งหากใครมีไอโฟนรุ่นเก่าอยากวางขายหรือกำลังมองหาสมาร์ทโฟนดีๆ ใช้สักเครื่องล่ะก็ ลองมาดูที่ Kaidee กันเลย เรามีสมาร์ทโฟนมากมายหลายแบรนด์ให้คุณได้เลือกอย่างจุใจ
Nov 30, 2020 | ข่าวสาร และกิจกรรม
ยุคนี้ซื้อสมาร์ทโฟนแบรนด์ไหนรุ่นอะไรดีนะ ในท้องตลาดก็มีแบรนด์มากมาย หนึ่งแบรนด์ที่โดดเด่นเลยนั้นคือ Realme แบรนด์ที่มีสมาร์ทโฟนฟีเจอร์สุดล้ำในราคาที่จับต้องได้ง่ายสุดๆ
Realme แบรนด์นี้มีที่มา
แบรนด์น้องใหม่ไฟแรงจากประเทศจีน ก่อตั้งเมื่อเดือนพฤษภาคมปี 2018 โดย Sky Li อดีตทีมบริหารของแบรนด์ Oppo ซึ่ง Realme มีบริษัทใหญ่ตั้งอยู่ที่เมืองปักกิ่ง โดยสมาร์ทโฟนรุ่นแรกที่ทำออกมานั้นคือรุ่น Realme 1 ที่ได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม และเริ่มทำรุ่นใหม่ๆที่มีฟีเจอร์ดีๆตามมาอีกมากมายจนถึงปัจจุบัน
จนในตอนนี้ Realme เป็นแบรนด์ที่เปิดขายทั่วโลกมากถึง 27 ประเทศ จุดเด่นที่ทำให้ Realme เป็นที่นิยมคือเรื่องราคาที่จับต้องได้ และคุณภาพด้านฟีเจอร์ต่างๆที่อัดแน่นในแต่ละรุ่น ทำให้ตีตลาดได้หลากหลายกลุ่ม โดยเฉพาะวัยรุ่นที่ต้องการสมาร์ทโฟนแรงๆในราคาประหยัด เช่น หนึ่งในรุ่นล่าสุดตอนนี้ที่ออกมานั่นคือ Realme C12
Realme C12
สมาร์ทโฟนราคาสุดคุ้มที่ Realme ทำออกมาได้อย่างดี มีหลากหลายจุดเด่นจนถือเป็นหนึ่งรุ่นที่น่าสนใจมากๆในตลาดสมาร์ทโฟนตอนนี้ เรามาดูสเปคคร่าวๆกันก่อน
เต็มอิ่มกับการดูหนังหรือดูยูทูปด้วยหน้าจอชนาดใหญ่จุใจ ไม่ต้องเพ่งตาดูอีกต่อไป
เพิ่มอรรถรสการรับชมด้านความบันเทิงด้วยความสดของสีสันต่างๆในจอแสดงผลด้วยจอแบบ IPS-LCD
หน่วยประมวลผล Octa Core Helio G35
สายเกมเมอร์ก็ไม่ต้องท้อใจ ในรุ่นนี้มีชิปเซ็ตที่เหมาะสำหรับเล่นเกมมาก แถมมาในรูปแบบ 4 Core อีกด้วย
กล้องหลัง 3 เลนส์ เก็บทุกมุมมองภาพ
กล้องหลักความละเอียด 13MP พร้อมด้วยเลนส์ B&W 2MP และเลนส์ Macro 2MP ที่สำคัญยังมีโหมด Super Nightscape ที่ทำให้ถ่ายภาพในที่แสงน้อยได้อย่างดีเยี่ยม
ใครชอบ Selfie ในรุ่น C12 นี้มีโหมดบิวตี้และโหมดถ่ายภาพบุคคลแบบหน้าชัดหลังเบลอ ให้คุณมีภาพสวยๆแม้จะถ่ายด้วยกล้องหน้า
แสกนลายนิ้วมือหลังเครื่อง
เพียงแค่สัมผัสส่วนวงกลมหลังเครื่องด้วยนิ้วที่ตั้งค่าไว้ ก็สามารถปลดล็อคสมาร์ทโฟนได้อย่างง่ายดาย
สมัยนี้เบอร์หนึ่งโทรเบอร์หนึ่งเล่นเน็ต หรือใครทำงานหลายอย่างต้องมีสองเบอร์ก็สามารถใส่ในเครื่อง Realme C12 เครื่องเดียวได้อย่างสะดวก
แบตเตอรี่ความจุ 6,000 mAh
หมดห่วงเรื่องแบตหมดระหว่างวัน เพราะรุ่นนี้ให้แบตมาแบบจุใจ อยู่ได้ตลอดวัน
จุดเด่น รุ่นนี้ดีอย่างไร ?
รู้สเปคกันแล้วมาดูจุดเด่นกันว่าทำไมรุ่นนี้ถึงน่าสนใจ มีจุดเด่นตรงไหน ทำไมต้องซื้อ
1.ราคาประหยัด
Realme C12 เปิดตัวมาด้วยราคาห้าพันมีทอน ถือว่าราคาโดนใจใครหลายๆคนมาก ในระดับราคานี้และสเปคที่จัดเต็ม ทำให้เรื่องนี้กลายเป็นจุดเด่นของรุ่นนี้เลยก็ว่าได้
2.แบตเตอรี่ความจุเยอะ
สมัยนี้แบตเตอรี่ก็กลายเป้นส่วนหนึ่งในการตัดสินใจซื้อสมาร์ทโฟนหนึ่งเครื่อง หากใครซื้อรุ่นนี้แล้วก็อาจพบเจอกับพาวเวอร์แบงค์น้อยลง เพราะด้วยความจุที่มากถึง 6000 mAh แถม Realme ยังเคลมอีกว่าสามารถเปิดเครื่องสแตนด์บายได้นานสูงสุดถึง 57 วัน แต่หากใช้งานตลอดทั้งวันก็ต้องมีหมดบ้างเป็นปกติล่ะนะ
3.หน้าจอใหญ่จุใจ
ด้านขนาดจอ 6.5 นิ้ว ทำให้หายห่วงเรื่องจอเล็กเกิน ซึ่งหากดูตามจริงแล้วขนาดจอเท่านี้ยังใหญ่กว่าบางรุ่นที่ราคาสูงกว่านี้ด้วยซ้ำ ทำให้เหมาะกับการเพลิดเพลินไปกันความบันเทิงบนหน้าจอสมาร์ทโฟนรุ่นนี้ได้อย่างดี
4.สเปคแน่นจัดเต็ม
ใครที่เคยคิดว่าสมาร์ทโฟนราคาประหยัดก็คงต้องกั๊กสเปค อาจต้องคิดใหม่ เพราะในรุ่นนี้ทั้งชิปเซ็ต Helio G35 แบบ 4 Core แถมยังมีแรม 3GB หายห่วงเรื่องเครื่องอืดเล่นเกมไม่ได้ หรือจะเป็นกล้อง 3 เลนส์ที่สามารถถ่ายได้หลากหลายมุม และยังถ่ายในที่แสงน้อยได้ดีด้วยโหมด Super Nightscape เรียกว่าคุ้มค่าเกินราคาจริงๆ
5.ช่องเสียบหูฟัง 3.5mm
ข้อนี้หลายคนอาจงงว่าเป็นจุดเด่นด้วยเหรอ แต่ในสมาร์ทโฟนหลายๆรุ่นยุคนี้ต่างตัดช่องเสียบหูฟัง 3.5mm ออก ทำให้ใช้หูฟังดีๆหลายตัวที่เป็น 3.5mm ไม่ได้ แต่รุ่นนี้ทำได้นะ และหากจะเชื่อมต่อหูฟังไร้สาย รุ่นนี้ก็มี Bluetooth 5.0 อีกด้วย
นอกจาก C12 มีรุ่นไหนน่าใช้อีกบ้าง
สมาร์ทโฟน Real me หากนอกจากรุ่น C12 นี้ยังมีอีกหลายรุ่นที่น่าสนใจ ตามนี้เลย
1.Realme 7 Pro
สำหรับใครที่ต้องการเครื่องที่แรงขึ้น แต่ราคายังไม่โดดไปไกล รุ่น 7 Pro นี้ตอบโจทย์มาก ด้วยหน่วยประมวลผล Qualcomm Snapdragon 720g Octa Core ที่ช่วยประมวลผลเครื่องให้ทำงานได้รวดเร็วมากยิ่งขึ้นรวมถึงกล้องหลัง 4 ตัวที่ได้ทั้งมุมกว้าง Macro หรือ Portrait ก็ทำได้ดี
2.Realme X3 SuperZoom
รุ่นนี้ออกมาในช่วงเดือนพฤษภาคม 2020 โดยทำออกมาตอบโจทย์คนชอบถ่ายรูปมากๆ เพราะมาพร้อมกล้อง 4 ตัว กล้องหลัก 64MP + 8MP Ultra Wide + 8MP Telephoto + 2MP Macro และยังซูมดิจิตอลได้ 60 เท่า และออฟติคอล 5 เท่า ถือว่าครบครันจริงๆสำหรับกล้องสมาร์ทโฟน ใครมีงบและชอบถ่ายรูป ตัวนี้ตอบโจทย์สุดๆ
3.Realme X50 Pro
รุ่นเรือธงสเปคจัดเต็มแบบไม่กั๊กกับ X50 Pro ที่เหมาะสำหรับคนที่มีงบประมาณมากหน่อย ทั้งหน่วยประมวลผล Qualcomm Snapdragon 865 Octa Core กล้องหลัง 4 ตัวที่ตัวกล้องหลักมีความละเอียดสูงถึง 64MP และสามารถบันทึกวีดีโอได้ในความละเอียดสูงถึงระดับ 4K นอกจากนี้ยังมีแบตเตอรี่ 4,200 mAh และรองรับการชาร์จไวแบบ 65W อีกด้วย ถือว่าคุ้มค่าในราคาเรือธงจริงๆ
สรุป
Realme C12 ถือเป็นสมาร์ทโฟนที่มีสเปคอัดแน่น คุ้มค่าเกินราคา หากใครมีงบไม่มากในการซื้อสมาร์ทโฟนล่ะก็ รุ่นนี้ก็เป็นรุ่นนึงที่น่าสนใจ แต่อย่างไรก็ตาม ควรไปลองเล่นด้วยตัวเองดูก่อนนะ
หากใครมองหาสมาร์ทโฟน Realme มือสองสภาพดีใช้งานได้อยู่ล่ะก็ Kaidee ของเรามีหมวดสมาร์ทโฟนให้คุณได้เข้าไปค้นหาและเลือกซื้อด้วยนะ ลองเข้ามาดูกันเลย
Nov 30, 2020 | ข่าวสาร และกิจกรรม
ปัจจุบันโทรศัพท์หรือสมาร์ทโฟนที่เราใชักันอยู่ทุกวันนี้เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญของชีวิตที่ขาดไม่ได้ไปแล้ว ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นที่ช่วยอำนวยความสะดวกในการทำงาน ติดต่อสื่อสารพูดคุย หรือผ่อนคลายความเครียดต่างๆ ด้วยการท่องโลกโซเชียลในเวลาว่าง แต่ถ้าหากใช้งานสมาร์ทโฟนทั้งวันย่อมทำให้พลังงานแบตเตอรี่นั้นลดลงและหมดเร็วอย่างแน่นอน วันนี้เราจึงมาแนะนำ 10 วิธีง่ายๆ ที่จะช่วยให้แบตเตอรี่สมาร์ทโฟนของคุณใช้งานได้ยาวนานมากกว่าเดิม
1. ปิดระบบสั่น
หลายคนมีความจำเป็นที่ต้องปิดเสียงเรียกเข้าแล้วเปิดระบบการใช้งานแบบสั่น เพื่อไม่ให้สร้างความรบกวนแก่ผู้อื่น แต่รู้หรือไม่ว่าการใช้งานแบบสั่นนั้นจะทำให้พลังงานของแบตเตอรี่ลดเร็วกว่าการใช้งานแบบเปิดเสียงเสียอีก เนื่องจากการใช้งานแบบระบบสั่นจะทำงานในส่วนของมอเตอร์ให้โทรศัพท์ทั้งเครื่องเกิดแรงสั่นสะเทือนและทำให้เปลืองพลังงาน แต่การใช้งานแบบเสียงเรียกเข้าจะทำงานด้วยการส่งสัญญาณมายังลำโพงเล็กเพื่อออกมาเป็นเสียงดนตรี
2. ลดความสว่างของหน้าจอและเลือกใช้ภาพพื้นหลังโทนสีมืด
การลดความสว่างของหน้าจอนั้นกินพลังงานของแบตเตอรี่ไม่น้อยเลยทีเดียว เราจึงต้องปรับความสว่างของหน้าจอให้เหมาะสมกับการใช้งานแต่ละช่วงของวัน และการเลือกใช้ภาพพื้นหลังและภาพพักหน้าจอเป็นโทนสีดำหรือโทนสีมืดจะช่วยประหยัดพลังงานแบตเตอรี่ เนื่องจากแผงหน้าจอใช้พลังงานแบตเตอรี่ในการแสดงผลเม็ดพิกเซลสีต่างๆ กว่าล้านเฉดสี ยิ่งหน้าจอมีสีสันมากเท่าไหร่ก็จะยิ่งใช้พลังงานมากขึ้น
3. ปิดทุกการเชื่อมต่อที่ไม่จำเป็น
สมาร์ทโฟนของเรามีการเชื่อมต่อและค้นหาสัญญาณต่างๆ อยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นการระบุตำแหน่ง (GPS) การค้นหาสัญญาณ Wi-Fi และการเชื่อมต่อบลูทูธ ยิ่งถ้าหากเราใช้งานแอปพลิเคชันที่ต้องเชื่อมต่อและระบุตำแหน่งอยู่เป็นประจำ เช่น การเดินทาง การใช้แผนที่ ซึ่งแอปเหล่านี้จะทำการดึงข้อมูลโลเคชั่นต่างๆ และใช้พลังงานแบตเตอรี่อยู่ตลอดเวลา ผู้ใช้งานจึงต้องเช็กและปิดการเข้าถึงข้อมูล และเปิดใช้งานเมื่อตอนที่จำเป็นเท่านั้น
4. ปรับเวลาการล็อคหน้าจออัตโนมัติให้เร็วขึ้น
หนึ่งในสาเหตุที่ทำให้แบตเตอรี่หมดเร็ว เพราะจะต้องใช้พลังงานไปกับการแสดงผลบนหน้าจอที่มีความคมชัด และความละเอียดสูง ซึ่งค่าเริ่มต้นของเวลาการล็อคหน้าจออัตโนมัติจะอยู่ที่ประมาณ 2 นาที แต่เราสามารถปรับตั้งค่าเวลาการล็อคหน้าจออัตโนมัติได้ตามต้องการ
5. เช็กการใช้งานแบตเตอรี่ และปิดการใช้งาน Background App
แอปพลิเคชันบางตัวจะทำการดึงข้อมูลการทำงานของอุปกรณ์จนทำให้เครื่องทำงานหนักและเกิดความร้อนง่าย เราสามารถเข้าไปเช็กการใช้งานแบตเตอรี่ของแต่ละแอปพลิเคชันได้ในเมนูตั้งค่า และลดการใช้งานแอปพลิเคชันนั้นหากไม่จำเป็น และบางแอปมีการทำงานแบบ Background App ที่ตัวแอปจะทำงานอยู่แม้จะปิดลงไปแล้วก็ตาม
6. ใช้งาน Wi-Fi แทน 4G และปิด 4G ในขณะที่ใช้ Wi-Fi
การใช้งานอินเตอร์เน็ตแบบ 4G ของเครือข่ายมือถือค่ายต่างๆ จะกินพลังงานแบตเตอรี่ได้มากกว่าการใช้งานอินเตอร์เน็ตแบบ Wi-Fi ดังนั้นหากอยู่ในที่ที่มีสัญญาณก็ควรใช้ Wi-Fi และปิดการใช้งาน 4G จะยิ่งช่วยให้ประหยัดการใช้งานที่เล่นได้นานขึ้นกว่าเดิม
7. เปิดใช้งานโหมดประหยัดแบตเตอรี่
ปัจจุบันสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่จะมาพร้อมโหมดประหยัดแบตเตอรี่ (Battery Saving Mode หรือ Power Saving Mode) ติดเครื่องมาให้อยู่แล้ว เมื่อเปิดใช้งานโหมดแล้วจะทำการลดแสงของหน้าจอลงและปรับความเร็วในการประมวลผลของ CPU ลงเล็กน้อยโดยที่เรายังสามารถใช้งานสมาร์ทโฟนได้ตามปกติ
8. ปิดการอัปเดตแอปพลิเคชันอัตโนมัติ
การอัปเดตแอปพลิเคชันอัตโนมัติจะช่วยเพิ่มความสะดวกสบายในการใช้งานให้กับเรา แต่การอัปเดตตลอดเวลานั้นจะทำให้เปลืองแบตเตอรี่ได้เหมือนกัน ดังนั้นควรปิด Auto Update และเลือกให้มีการอัปเดตเฉพาะแอปพลิเคชันที่เราต้องการ
9. ปิดการแจ้งเตือนด้วยเสียงและการสั่น
การแจ้งเตือน (Notification) มีส่วนในเรื่องของแบตเตอรี่เช่นเดียวกัน หากต้องการประหยัดพลังงานของแบตเตอรี่ให้กดปิดการแจ้งเตือนในระบบเสียงและการสั่น หรือหากเป็นแอปพลิเคชันที่ไม่ได้มีความจำเป็นในการใช้งานเท่าไหร่นักให้กดปิดการแจ้งเตือนจากแอปนั้นไปก่อน
10. ปิดเครื่อง
หากคุณไม่มีธุระสำคัญเร่งด่วนที่ต้องการติดต่อกับใคร แต่ใจก็อยากจะเก็บแบตเตอรี่ไว้ใช้งานอีกนานๆ การปิดเครื่องเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่การันตีได้ว่าจะช่วยเก็บพลังงานแบตเตอรี่ได้เป็นอย่างดี
จบไปแล้วกับ 10 เทคนิคการประหยัดพลังงานแบตเตอรี่สมาร์ทโฟนของคุณให้ใช้งานได้ยาวนานยิ่งขึ้น หวังว่าจะมีประโยชน์ให้กับผู้อ่านได้นำไปใช้และแชร์ส่งต่อเทคนิคดีๆ แบบนี้ให้เพื่อนๆ ได้รู้กัน
สำหรับใครที่กำลังมองหาสมาร์ทโฟนเครื่องใหม่อยู่ สามารถเข้ามาเลือกซื้อได้ที่ Kaidee แหล่งรวมมือถือ แท็บเล็ตและอุปกรณ์เสริมอีกมากมายที่รอคุณอยู่
Nov 24, 2020 | ข่าวสาร และกิจกรรม
สมาร์ทโฟนได้กลายเป็นอีกหนึ่งปัจจัยในการชีวิตของมนุษย์ในปัจจุบัน และด้วยเทคโนโลยีที่พัฒนาให้ดีขึ้นอยู่ตลอดเวลา ทำให้สมาร์ทโฟนถูกพัฒนาตามจนมีฟังก์ชันและฟีเจอร์ที่สร้างความสะดวกให้กับผู้ใช้มากมาย
และตลาดสมาร์ทโฟนตอนนี้มีแบรนด์ที่กลายมาเป็นที่นิยมเพิ่มขึ้นหลากหลายแบรนด์นอกจาก Apple และ Samsung ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือ Oppo นั่นเอง
Oppo สมาร์ทโฟนแบรนด์จีนน่าใช้
Oppo เริ่มก่อตั้งแบรนด์ที่ประเทศจีนตั้งแต่ปี 2001 และเริ่มเข้าสู่ตลาดมือถือในปี 2008 ด้วยวิสัยทัศน์ของบริษัทที่ตั้งมั่นว่าจะเป็นบริษัทที่ยั่งยืนและทำโลกให้ดีขึ้น ทำให้สมาร์ทโฟน Oppo มีนวัตกรรมที่โดดเด่นมากมาย
จุดเด่นของสมาร์ทโฟน Oppo
Oppo เป็นแบรนด์สมาร์ทโฟนแบรนด์แรกที่มีกล้องหน้าความละเอียดสูงถึง 5 ล้านพิกเซล และ 16 ล้านพิกเซล รวมถึงนวัตกรรมโหมดเซลฟี่หน้าเนียนยอดฮิตที่สาวๆชื่นชอบ และเทคโนโลยีชาร์จเร็วสุดล้ำ Super Vooc ซึ่งนวัตกรรมสุดล้ำต่างๆนี้ถูกใส่มาในสมาร์ทโฟนของ Oppo และด้วยราคาที่จับต้องได้ ไม่ต้องกัดฟันซื้อ ทำให้สมาร์ทโฟน Oppo เป็นที่นิยมและมีส่วนแบ่งการตลาดด้านสมาร์ทโฟนสูงขึ้นเรื่อยๆ
10 อันดับรุ่น Oppo
กว่า 10 ปีที่ Oppo อยู่ในตลาดสมาร์ทโฟน ทำให้มีนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ๆเกิดขึ้นมากมาย รวมถึงรุ่นของสมาร์ทโฟนที่หลากหลายตามด้วยเช่นกัน เราจัด 10 อันดับรุ่นน่าใช้มาแนะนำ ตามนี้เลย
1.Oppo A92
เริ่มด้วยสมาร์ทโฟนตระกูล A Series กับ Oppo A92 ที่มีดีไซน์สุดทันสมัย พร้อมมี 3 สีให้เลือก ตัวเครื่องมีน้ำหนักเบา (ประมาณ 170 กรัม) หน้าจอขนาดใหญ่ถึง 6.5 นิ้ว ซึ่งตัวจอยังมีความละเอียดแบบ 1080p Neo-Display ถือว่าใหญ่จุใจดูหนังหรือซีรีส์ได้แบบฟินๆ
กล้องหลังของรุ่นนี้เป็นแบบ Quad Camera หรือกล้อง 4 ตัว ประกอบด้วย กล้องหลัก กล้อง Ultra-Wide กล้อง Portrait และกล้อง Monochrome ซึ่งกล้องหลักจะมีความละเอียดที่ 48MP 8MP สำหรับกล้อง Ultra-Wide 2MPสำหรับกล้อง Portrait และ 2MP สำหรับกล้อง Monochrome
การถ่ายรูปยังมีโหมด Beauty ปรับหน้าเนียนสวย โหมด Portait สำหรับถ่ายภาพบุคคลแบบหน้าชัดหลังเบลอ และโหมดถ่ายภาพกลางคืน Ultra Night Mode 2.0 ส่วนการถ่ายวีดีโอยังสามารถถ่ายได้ในความละเอียดที่สูงถึงระดับ 4K 30fps และยังมีโหมดกันภาพสั่นอีกด้วย ดังนั้นเรื่องการถ่ายภาพและวีดีโอของรุ่นนี้ถือว่าทำได้ครบครันทีเดียว
Oppo A92 นี้มาพร้อมหน่วยประมวลผล Snapdragon 655 แรม 8 GB และรอม 128 GB ไม่ว่าจะเล่นเกมหรือดูหนังก็ทำได้แบบลื่นๆ และยิ่งมีแบตเตอรี่ 5,000 mAh ยิ่งทำให้ใช้งานได้ยาวๆ และหากแบตใกล้หมดละก็ยังมีระบบชาร์จไว 18w ทำให้ไม่ต้องรอชาร์จนานๆแล้ว
ดังนั้นรุ่นนี้ถือว่าคุ้มค่ามากๆในราคาหนึ่งหมื่นมีทอน แต่ได้สเปคแน่นประสิทธิภาพดี ใช้งานได้ยาวๆ
2.Oppo Find X2 Pro
สมาร์ทโฟนเรือธงของ Oppo ที่เคลมว่ามีหน้าจอที่ดีที่สุด ด้วยจอแบบ Amoled 6.7 นิ้ว ที่มีค่า Refresh Rate 120Hz ทำให้การแสดงภาพมีความสมูทมากขึ้น รวมถึงการเล่นเกมที่ต้องพึ่งความไวของการแสดงผลภาพก็จะเล่นได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และที่สำคัญยังมีระบบ AI Adaptive Eye Protection ที่ปรับการแสดงผลในหน้าจอทั้งโทนสีและความสว่างให้ดูได้อย่างสบายตามากยิ่งขึ้น
ด้านการรับชมความบันเทิง ตัวเครื่องยังมีลำโพงคู่บน-ล่างแบบ Stereo ในระบบ Dolby Atmos และยังมีระบบO1 Ultra Vision Engine ที่ช่วยประมวลผลให้ภาพในวีดีโอมีคุณภาพดีขึ้น ทำให้เต็มอิ่มกับการดูหนัง ฟังเพลงได้อย่างมีอรรถรสมากยิ่งขึ้น
เรื่องกล้องก็ยังถือว่าโดดเด่นด้วยกล้องสามตัว โดยกล้องหลักมีความละเอียด 48MP กล้อง Ultra-wide ความละเอียด 48MP และกล้อง Periscope Telephoto 13MP ทำให้ได้ภาพหลากหลายระยะ นอกจากนี้ยังมี Ultra Night Mode 3.0 ที่ช่วยให้ถ่ายภาพในที่แสงน้อยได้ดีขึ้น
Oppo Find X2 Pro มาพร้อมหน่วยประมวลผล Qualcomm Snapdragon 865 แบบ 4 Core มีแรม 12 GB และ รอม 512 GB เรียกได้ว่าสบายใจจากเรื่องเครื่องอืดเล่นเกมหน่วงได้เลย และตัวแบตเตอรี่ยังมีความจุ 4,260 mAh พร้อมรองรับชาร์จเร็ว 65W อีกด้วย ดังนั้นสรุปแล้วหากใครมีงบถึงอยากลงทุนกับสมาร์ทโฟน Oppo เราแนะนำรุ่นนี้เลย
3.Oppo Reno4 Z 5G
สมาร์ทโฟนระดับกลางที่รองรับ 5G พร้อมมี Refresh Rate 120Hz และยังมีกล้องหน้าคู่ ถือว่าสเปคจัดเต็มสไตล์ Oppo จริงๆ ซึ่งรุ่นนี้มาพร้อมหน่วยประมวลผล MediaTek Dimensity 800 แบบ 4 Core แรม 8GB รอม 128GB แบตเตอรี่ความจุ 4000 mAh
กล้องหลัง 4 ตัว ที่ให้คุณถ่ายภาพได้หลากหลายมุม ทั้งมุมปกติ มุมกว้าง หรือจะถ่าย Portrait โดยกล้องหลักมีความละเอียดสูงถึง 48MP ส่วนกล้องหน้าคู่ก็มีความละเอียด 16MP ในกล้องหลักและ 2MP ในกล้องรอง การถ่ายวีดีโอยังมีโหมด Beauty ปรับหน้าสวย ถ่ายแบบหน้าชัดหลังเบลอ และยังปรับในสไตล์การถ่ายแบบภาพยนต์ได้ถึง 10 แบบ เมื่อถ่ายเสร็จยังสามารถตัดต่อในเครื่องได้อีกด้วย
แบตเตอรี่ 4,000 mAh พร้อมรองรับชาร์จเร็ว 18W พร้อมพอร์ทเชื่อมต่อแบบ USB-C และยังมีช่องเสียบหูฟังอีกด้วย ตัวเครื่องมีให้เลือก 2 สีคือ ขาว Dew White และดำ Ink Black ซึ่งสเปคนี้มาในราคาหมื่นต้นๆถือว่าคุ้มค่าต่อการใช้งานมาก
4.Oppo Reno4 Pro 5G
สมาร์ทโฟนตระกูล Reno Series รุ่นใหม่ที่โดดเด่นเรื่องการถ่ายภาพและวีดีโอ เริ่มด้วยดีไซน์ที่บางทำให้จับง่ายและผิวสัมผัสหลังเครื่องยังเป็นแบบ Reno Glow ที่ป้องกันการขีดข่วนและยังมีความสวยงามระยิบระยับเบาๆ พร้อมหน้าจอ OLED ขนาด 6.5 นิ้ว ที่มี Refresh Rate 90Hz
จุดเด่นของรุ่นนี้คือเรื่องการถ่ายวีดีโอระดับมืออาชีพด้วยหนึ่งในกล้องสามตัวที่มีเซ็นเซอร์จาก Sony ความละเอียด 12MP และ Ultra Night Wide-angle Video ที่ทำให้ได้วีดีโอที่คมชัดในทุกสภาวะแสง Live HDR ที่ปรับแสงให้แม่นยำมากขึ้นเมื่อแสงน้อย ที่สำคัญคือมีโหมด Ultra Steady Video 3.0 ในกล้องหลัง และ Ultra Steady ในกล้องหน้า ทำให้ภาพวีดีโอของคุณนิ่งและสมูทมากขึ้น และยังสามารถใส่ฟิลเตอร์เวลาถ่ายวีดีโอ และตัดต่อผ่านแอป Soloop ได้อีกด้วย
Oppo Reno4 Pro 5G มาพร้อมหน่วยประมวลผล Qualcomm Snapdragon 765G ที่รองรับสัญญาณ 5G ความเร็วสูง ตัวเครื่องมีแบตเตอรี่ความจุ 4,000 mAh พร้อมระบบชาร์จไว 65W SuperVOOC 2.0 ดังนั้นหากใครสายวิดีโอ ตัวนี้ถือว่าตอบโจทย์
5.Oppo Find X2
หากใครที่อยากประหยัดเงินจากรุ่น X2 Pro แต่อยากได้สเปคที่อัดแน่นอยู่ละก็ รุ่น X2 ที่ออกมาคู่กันนี้ก็เป็นตัวเลือกที่เหมาะมากสำหรับคุณ ด้วยความที่เป็นรุ่นเดียวกันแต่ต่างกันที่ความ Pro เราจะพูดถึงเฉพาะสิ่งที่แตกต่างจากรุ่น X2 Pro ให้คุณได้เห็นภาพชัดเจน
สิ่งที่แตกต่างกันอย่างแรกคือกล้องหลังสามตัวที่มีเซ็นเซอร์ต่างกัน โดยกล้องหลักของรุ่น X2 จะเป็น Sony IMX586 ส่วนรุ่น Pro จะเป็น Sony IMX689 กล้อง Ultra Wide ของรุ่น X2 จะเป็นเซ็นเซอร์ Sony IMX 708 ส่วนรุ่น Pro จะเป็น Sony IMX586 ส่วนกล้องตัวสุดท้ายของ X2 จะเป็นกล้อง Telephoto ปกติ แต่รุ่น Pro จะเป็นแบบ Periscope
ต่อมาคือเรื่องของมาตรฐานการกันน้ำและฝุ่นที่รุ่น X2 จะอยู่ในมาตรฐาน IP54 ส่วนรุ่น Pro จะอยู่ที่มาตรฐาน IP68 โดย IP54 นั้นจะสามารถกันน้ำแบบละอองและฝุ่นได้บ้าง แต่ไม่สามารถกันน้ำเข้าแบบเอาโทรศัพท์จุ่มน้ำได้ และต่อมาคือแบตเตอรี่ที่น้อยกว่ารุ่น Pro เพียง 60 mAh ซึ่งอาจไม่มีความแตกต่างมากนัก
ความต่างที่เด่นๆสุดท้ายคือความจุในรุ่น X2 มีให้ 256GB ส่วนรุ่น Pro มีให้ถึง 512GB ดังนั้นหากใครต้องการความจุที่มากขึ้นก็แนะนำรุ่น Pro แต่หากไม่ได้ซีเรียสเรื่องกล้อง การกันน้ำกันฝุ่น ก็สามารถเลือกรุ่น X2 ได้เลย แถมยังประหยัดได้อีกหลายพันด้วย
6.Oppo Reno4
สมาร์ทโฟนจอ AMOLED ขนาด 6.4 นิ้ว มาพร้อมหน่วยประมวลผล Qualcomm Snapdragon 720G Octa Core และแบตเตอรี่ 4,015 mAh รองรับระบบชาร์จเร็ว 30W
จุดเด่นอย่างแรกของรุ่นนี้คือ AI Enhanced Smart Sensor ที่มี Smart AirControl ทำให้สามารถสไลด์หน้าจอหรือรับโทรศัพท์ด้วยการปัดมือแบบไม่ต้องสัมผัสหน้าจอ และ Smart Spying Prevention ที่สามารถปิดข้อข้อความแจ้งเตือนอัตโนมัติ เมื่อมีสายตาผู้อื่นจ้องมองมาที่จอ
ความอัจฉริยะของ AI ใน Reno4 นี้ยังเพิ่มความสามารถให้กับกล้อง ด้วย AI Color Portrait ทำให้ได้ภาพถ่ายบุคคลที่มีพื้นหลังเป็นขาวดำ และตัวบุคคลในภาพมีสีสันที่โดดเด่นชัดเจน และ 960fps AI Slow-motion ที่ทำให้ถ่ายวีดีโอแบบ Slowmotion ได้อีกด้วย
ด้วยความอัจฉริยะที่ AI มี ทำให้ Reno4 นี้เป็นอีกรุ่นที่น่าสนใจในราคาหมื่นต้นๆ ที่มาพร้อมสเปคที่ใช้งานก็ได้ เล่นเกมก็ดี
7.Oppo Reno3 Pro
สมาร์ทโฟนจอ AMOLED ขนาด 6.4 นิ้วที่สามารถแสดงผลแบบ HDR 10+ ได้ และมาพร้อมหน่วยประมวลผล Mediatek Helio P95 แบบ 4 Core แรม 8GB รอม 128GB หรือ 256GB และยังใส่ MicroSD Card เพิ่มได้สูงสุด 256GB ถือว่านำมาใช้งานด้านความบันเทิงโดยเฉพาะเล่นเกมหรือดูหนังได้สบายๆ
เช่นเดียวกับรุ่นที่กล่าวมาด้านบน เรื่องกล้องนั้น Oppo จัดเต็มให้ทุกรุ่นจริงๆ กล้องหลัง 4 ตัวที่เก็บได้ทั้งมุมกว้างหรือถ่ายแบบ Portrait และยังมีโหมดการถ่ายเวลากลางคืน หรือโหมด Pro ที่สามารถปรับตั้งค่าการถ่ายรูปต่างๆได้ ส่วนกล้องหน้านั้นมาเป็นกล้องคู่ที่กล้องหลักมีความละเอียดสูงถึง 44MP ชัดสุดๆ แต่ไม่ต้องกลัวเพราะยังมีโหมดบิวตี้ปรับหน้าสวยได้อีกด้วย
ในรุ่นนี้ให้แบตเตอรี่มาที่ความจุ 4,025 mAh ใช้งานได้ยาวนาน และที่สำคัญยังมีช่องเสียบหูฟัง 3.5mm และมีพอร์ทชาร์จแบบ USB-C ที่รองรับชาร์จเร็ว 30W ซึ่งโดยรวมแล้วถือเป็นอีกรุ่นหนึ่งที่แม้จะไม่ได้เป็นเรือธงของ Oppo แต่ก็มีความแรงและประสิทธิภาพดีคุ้มราคาจริงๆ
8.Oppo A53
สมาร์ทโฟนแบตอึดที่มาในราคาที่คุ้มสุดคุ้ม ด้วยหน้าจอ 6.5 นิ้ว Refresh Rate 90 Hz และมีหน่วยประมวลผล Qualcomm Snapdragon 460 แบบ 4 Core
จุดเด่นที่สำคัญของรุ่นนี้คือแบตเตอรี่ที่ให้ความจุมาถึง 5,000 mAh แล้วยังสามารถชาร์จเร็วได้แบบ 18W ซึ่งเมื่อใช้งานจนแบตเตอรี่ใกล้หมด ตัวเครื่องยังมีระบบ Super Power Saving Mode ที่ช่วยประหยัดพลังงานสุดๆ เพื่อยืดระยะเวลาการใช้งานให้ยาวนานขึ้น
อีกจุดหนึ่งที่โดดเด่นคือลำโพง Stereo คู่ที่ให้เสียงที่มีมิติมากยิ่งขึ้น รวมถึงกล้องหลังสามตัวที่ทำให้ได้ภาพมุมปกติ แบบ Macro และแบบ Portrait ซึ่งสเปคและฟีเจอร์ทั้งหมดนี้ใน Oppo A53 ถือว่าคุ้มค่ามากๆ ในราคาครึ่งหมื่น ใครที่งบจำกัดแต่ต้องการสเปคดีๆแนะนำรุ่นนี้เลย
9.Oppo A12
อีกหนึ่งรุ่นในตระกูล A Series น้องเล็กสเปคคุ้ม ด้วยตัวเครื่องที่เบา บาง และมีหน้าจอแบบ Waterdrop Display ขนาด 6.22 นิ้วที่มี Bluelight Shield ช่วยปกป้องสายตาคุณจากแสงสีฟ้าและอาการเมื่อยล้า แถมยังสามารถปลดล็อคเครื่องผ่านการสแกนลายนิ้วมือหรือสแกนใบหน้าได้อีกด้วย
เรื่องการใช้งานถือว่าใช้งานได้ปกติ ด้วยหน่วยประมวลแบบ Mediatek Helio P35 แบบ 4 Core ที่ทำความเร็วได้สูงถึง 2.3GHz ส่วนแรมจะมีทั้ง 3 และ 4GB รอมก็จะมี 32 และ 64GB เช่นกัน สามารถเพิ่มหน่วยความจำผ่าน Micro SD Card ได้สูงสุด 256GB ดังนั้นจะเล่นเกมหรือดูหนังฟังเพลงก็ใช้งานได้ดี
ส่วนกล้องนั้นมาเป็นกล้องคู่ที่มีความละเอียด 13MP และ 2MP กล้องหน้าความละเอียด 5MP ที่สามารถถ่ายแบบ HDR ได้ ซึ่งโดยรวมสำหรับรุ่นนี้นั้น ในราคา 5 พันมีทอน ถือว่าเป็นอีกรุ่นที่คุ้มค่าและใช้งานได้ดี
10.Oppo Reno 10x Zoom
สมาร์ทโฟนหน้าจอ 6.6 นิ้วแบบเต็มจอไร้รอยบาก ที่แม้จะออกมาเมื่อปี 2019 แต่สเปคยังแรงและใช้งานได้ดีอยู่ โดยมีจุดเด่นที่น่าสนใจมากมาย
เริ่มที่กล้องสามตัวที่มีทั้งเลนส์ Tele และ Wide Angle โดยในกล้องหลักจะใช้กล้องแบบ Ultra Clear Sony IMX 586 ความละเอียด 48MP ทำให้ได้ภาพที่คมชัด ซึ่งในกล้องหลังจะมีระบบป้องกันภาพสั่นไหวแบบคู่ (Dual OIS) และยังมีความยาวโฟกัส 16-160 มม. ทำให้ได้ภาพหลายระยะ และสามารถซูมใกล้ได้ถึง 10 เท่า
ส่วนกล้องหน้าจะถูกซ่อนไว้อย่างแนบเนียน เมื่อเปิดกล้อง ส่วนของกล้องหน้าจะยื่นออกมาบริเวณด้านบนเครื่อง และนอกจากกล้องแล้วหน่วยประมวลผลของรุ่นนี้ที่เป็น Qualcomm Snapdragon 855 แบบ 4 Core และยังมีแรม 6GB รอม 128GB ทำให้หายห่วงเรื่องเครื่องอืด เล่นเกมกระตุกได้เลย
แบตเตอรี่ในรุ่นนี้มีความจุ 4,065 mAh ยังรองรับระบบชาร์จเร็วแบบ VOOC 3.0 เล่นไปชาร์จไปได้อย่างไม่มีปัญหา ดังนั้นสรุปแแล้วในรุ่นนี้ถึงแม้ว่าจะออกมาได้สักระยะ แต่สเปคโดยรวมยังถือเป็นอีกรุ่นที่น่าใช้เช่นเดียวกัน
สรุป
ทั้ง 10 รุ่นที่ยกมาจัดอันดับนี้ มีทั้งรุ่นล่าสุดและรุ่นที่ออกมาก่อนหน้านี้ แต่ฟีเจอร์และการใช้งานยังถือว่าใช้ได้ดี แต่การเลือกรุ่นที่เหมาะกับเรานั้นก็ต้องดูจุดประสงค์การใช้งาน เพราะบางรุ่นก็เด่นที่กล้องและบางรุ่นก็เด่นที่ความเร็วของหน่วยประมวลผล ดังนั้นถามตัวเองให้ได้แล้วจึงไปลองเล่นที่ศูนย์บริการก่อนซื้อก็ได้
และหากใครมองหาสมาร์ทโฟน Oppo มือสองอยู่ล่ะก็ เราแนะนำที่ Kaidee ที่มีหมวดมือถือโดยเฉพาะที่ช่วยให้การเลือกชมสินค้าของคุณสะดวกมากยิ่งขึ้น ลองเข้าไปดูกันเลย