Sep 29, 2021 | ข่าวสาร และกิจกรรม
มือถือกล้องเทพยุคนี้เรียกว่ามีกันทุกแบรนด์ แต่ส่วนมากจะไปเทพกันอยู่แค่กล้องหลัง สาวกเซลฟี่ก็ต้องอดถ่ายเซลฟี่แบบภาพสวยๆกันไป แต่ตามจริงแล้วก็มีมือถือกล้องหน้าเทพหลายรุ่นที่ออกแบบมาให้ทั้งกล้องหน้าและกล้องหลังมีฟีเจอร์ที่ดีและความละเอียดที่สูง แถมราคายังเอื้อมถึงได้ไม่ยากอีกด้วย
กล้องหน้าแบบไหนถึงจะดี?
มือถือกล้องหน้าเทพ ดูยังไงว่ากล้องหน้าดี มีข้อสังเกตตามนี้
หากพูดถึงกล้อง เชื่อว่าทุกคนต้องดูค่าความละเอียดเป็นอย่างแรกเสมอ ปัจจุบันความละเอียดกล้องหน้าในมือถือส่วนมากจะเริ่มที่ 7MP บางรุ่นก็ความละเอียดสูงถึง 32MP เลยทีเดียว เรียกว่าชัดยันรูขุมขนจริงๆ
หลังจากค่าความละเอียดเราจะเห็นค่า F ตามหลังเสมอ ค่านี้คือค่าขนาดความกว้างของรูรับแสง ซึ่งจะส่งผลต่อความสว่างของภาพรวมถึงการละลายหลังของภาพด้วย ถ้าค่า F ยิ่งน้อยจะเท่ากับรูรับแสงยิ่งกว้าง ซึ่งกล้องหน้ามือถือส่วนมากจะมีค่า F เฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 2
ระบบกันสั่นในมือถือจะมีทั้ง OIS และ EIS
OIS จะเป็นระบบกันสั่นผ่านฮาร์ดแวร์ที่จะมีแกนยึดไว้ โดยระบบนี้จะตรวจจับการเคลื่อนไหวเวลาเราถือกล้อง ว่ามีการขยับหรือสั่นไปทิศทางใด จากนั้นตัวแกนจะทำการปรับองศาของเลนส์ให้ทบคืน ไม่ให้ภาพนั้นสั่นไหวมากเกินไป ซึ่งระบบกันสั่นประเภทนี้จะได้ภาพที่มีความคมชัดมากกว่า
EIS เป็นระบบกันสั่นผ่านซอฟแวร์ โดยซอฟแวร์นี้จะไปทำหน้าที่คอยตรวจจับการสั่นไหวและประมวลผลให้ภาพนั้นมีความนิ่งมากยิ่งขึ้น ซึ่งความละเอียดของภาพอาจลดลงไปบ้าง โดยจะเห็นได้ชัดเจนว่าภาพคมชัดน้อยลงในกล้องที่มีความละเอียดต่ำ แต่ถ้าความละเอียดค่อนข้างสูงก็อาจไม่ได้เห็นชัดมากนัก
นอกจากเรื่องความละเอียด ค่า F และระบบกันสั่นแล้ว แบรนด์ต่างๆ ก็ยังงัดฟีเจอร์ใหม่ๆ ยัดเข้ามาในกล้องหน้าของมือถือตัวเองด้วย อย่างเช่นโหมด Portrait ที่ช่วงแรกนั้นจะมีแค่กล้องหลังที่ทำได้ แต่ปัจจุบันกล้องหน้าก็สามารถใช้งานโหมดนี้ได้แล้ว หรือในมือถือแอนดรอยด์ส่วนมาก ก็จะมีฟีเจอร์ AI Beauty ที่ช่วยปรับใบหน้าของเราให้ดูดีมากยิ่งขึ้น ลดสิวผิวเนียนกันจนหลายคนติดใจ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ก็เป็นไม้เด็ดที่สร้างความน่าสนใจให้กล้องหน้าและดึงดูดลูกค้าให้อยากได้มากขึ้น
5 มือถือกล้องหน้าเทพ ราคาโดน
ยุคนี้เรื่องความละเอียดและฟีเจอร์ต่างๆแต่ละแบรนด์ก็จัดเต็มมาให้เลือกกันเยอะจนตาลาย เราลองมาดูมือถือกล้องหน้าเทพในราคาที่จับต้องได้แบบไม่แพงหูฉี่กัน
1.Vivo V21 5G
ความละเอียดกล้องหน้า : 44MP
จุดเด่น : OIS / Dual Selfie Spotlight / Super Night Selfie / 4K Selfie Video
ราคาประมาณ : หนึ่งหมื่นต้นๆ
ประเดิมกันที่ Vivo V21 5G ที่มีจุดเด่นเหมาะสมกับคำว่ามือถือกล้องหน้าเทพสุดๆ ในกล้องหน้าของรุ่นนี้มาในความละเอียดที่สูงถึง 44MP !! ใช่แล้ว คุณอ่านไม่ผิด ความละเอียด 44MP ที่เยอะจนพูดได้ว่าความละเอียดมากกว่ากล้องหลังของบางรุ่นเสียอีก ที่สำคัญไม่ต้องกลัวภาพเบลอหรือไม่ชัด เพราะมีระบบกันสั่นแบบ OIS และการโฟกัสอัตโนมัติมาให้ด้วย
facebook.com/vivothailand
ตามจริงแค่นี้ก็คุ้มมากแล้ว แต่ยังไม่หมดเพราะฟีเจอร์เด็ดยังมีอีกเพียบ อย่างแรกคือ Dual Selfie Spotlight เฟลชสองตัวที่อยู่มุมบนสองข้างของจอ ช่วยให้คุณถ่ายเซลฟี่ได้ภาพที่ดีมากยิ่งขึ้น และไม่ใช่แค่ภาพนิ่งเพียงอย่างเดียววิดีโอก็สามารถเปิดแฟลชนี้ได้เช่นกัน
ฟีเจอร์ Super Night Selfie ที่มีเทคโนโลยี ISOCell Plus 2G พร้อมเซ็นเซอร์ที่เพิ่มประสิทธิภาพการรับแสงทำให้ได้ภาพที่สว่างมากขึ้นแม้จะถ่ายในที่มืด
facebook.com/vivothailand
การถ่ายวิดีโอกล้องหน้าจะไม่ได้หยุดแค่ 1080p แบบเดิมอีกต่อไป เพราะรุ่นนี้สามารถถ่ายวิดีโอเซลฟี่ในความละเอียดที่สูงถึง 4K ได้ บวกกับระบบกันสั่น OIS + EIS ช่วยให้การถ่ายวิดีโอเซลฟี่ของคุณมีความนิ่ง ลื่นไหลเช่นเดียวกับมืออาชีพ
นอกจากนี้ยังมีโหมด Dual View Video ที่เก็บภาพทั้งกล้องหน้าและกล้องหลังพร้อมกัน โดยแบ่งเป็นอย่างละครึ่งจอแบบล้ำสุดๆ
ดูมือถือ Vivo ที่นี่
2.Realme X7 Pro
ความละเอียดกล้องหน้า : 32MP F/2.5
จุดเด่น : In-Display Selfie Camera / AI Beauty / Super Night Scape
ราคาประมาณ : หนึ่งหมื่นกลางๆ
แบรนด์มาแรงจากประเทศจีนที่ได้รับความนิยมและเติบโตอย่างรวดเร็วในในไทย สำหรับมือถือกล้องหน้าเทพของแบรนด์นี้ที่เรายกมาคือรุ่น X7 Pro รุ่นเรือธงราคางาม สเปคโดยรวมถือว่าคุ้มค่าและเหมาะสมกับความเป็นเรือธงมาก โดยเฉพาะกล้องหน้าที่ตอบโจทย์สายเซลฟี่อย่างเรา
กล้องหน้ารุ่นนี้จะเป็นแบบ In-Display ที่ฝังอยู่ใต้หน้าจอ Super AMOLED ดังนั้นจะไม่มีรอยบากใหญ่ๆ มาเกะกะหน้าจออีกต่อไป ที่สำคัญคือโหมด AI Beauty ที่ช่วยปรับผิวเนียนและโหมด Portrait พร้อมให้ภาพคุณดูเป็นมือโปรมากขึ้น ถ่ายเสร็จสามารถอัปลงโซเชียลได้เลยไม่ต้องแต่งเพิ่ม
การถ่ายเซลฟี่ในที่มืดก็ไม่ใช่เรื่องยากที่จะได้ภาพสวยๆ เพราะในรุ่นนี้มีโหมด Super Night Scape ที่จะปรับให้ภาพมีความสว่างใกล้เคียงกับภาพจริงมากที่สุด
จุดเด่นอีกอย่างคือเรื่องการระบายความร้อน เคยไหมเวลาถ่ายภาพหรือวิดีโอนานๆตัวเครื่องมือถือจะมีความร้อนเกิดขึ้น ยิ่งบวกความร้อนจากมือของเราเพิ่มไปอีกยิ่งทำให้ร้อนมากขึ้น แต่สำหรับรุ่นนี้มีระบบระบายความร้อนแบบ Vc Liquid Cooling ที่จะลดอุณหภูมิในแกนกลางตัวเครื่องได้ถึง 10 องศา ดังนั้นจะถ่ายรูปหรือเล่นเกมนานๆ ก็หายห่วงเรื่องความร้อน
ดูมือถือ Realme ที่นี่
3.Oppo A94
ความละเอียดกล้องหน้า : 32MP F/2.4
จุดเด่น : EIS / Dual-View Video / Panorama / Time-lapse / Selfie Beautification
ราคาประมาณ : เก้าพันถึงหนึ่งหมื่นบาท
แบรนด์ดังที่มีแต่มือถือราคาดีสเปคครบเครื่อง สำหรับมือถือกล้องหน้าเทพในราคาโดนใจแบรนด์ Oppo ที่เราหยิบมาแนะนำคือรุ่น A94 ที่กล้องหน้ามีความละเอียดสูงถึง 32MP พร้อม F/2.4
สำหรับจุดเด่นของรุ่นนี้อย่างแรกคือโหมดต่างๆ ที่ให้มาพร้อมใช้งานหลากหลายแบบ อย่างโหมด Selfie Beautification หรือโหมดหน้าเนียนเข้ารูป ให้คุณสวยหล่อดูดีตามสไตล์ หรือจะเป็นโหมด Portrait ให้คุณถ่ายเซลฟี่แบบละลายหลังสวยๆ หรืออยากได้ภาพกว้างๆ ก็มีโหมด Panorama ให้ได้เก็บวิวรอบตัว
ในด้านวิดีโอก็น่าสนใจเช่นกันเพราะมีโหมด Dual-View Video ให้คุณถ่ายทั้งกล้องหน้าและกล้องหลังได้พร้อมกัน หรือจะทำวิดีโอแบบ Time-lapse เป็นคอนเทนต์เก๋ๆ ลงก็โซเชียลก็ทำได้ อีกทั้งมีระบบกันสั่นแบบ EIS ช่วยให้ภาพนิ่งขึ้นอีกด้วย
ดูมือถือ Oppo ที่นี่
4.OnePlus Nord
ความละเอียดกล้องหน้า : 32MP F/2.45
จุดเด่น : Sensor Sony IMX 616 / Dual Selfie Camera / Ultra Wide Angle / 4K 60fps
ราคาประมาณ : หนึ่งหมื่นกลางๆ
แบรนด์คุณภาพที่อาจไม่คุ้นหูใครหลายคน แต่บอกเลยว่ามือถือค่ายนี้มีแต่สเปคโหดๆ ในราคาที่คุ้มค่าสุดๆ ยิ่งมือถือกล้องหน้าเทพอย่างรุ่น Nord ที่มี Dual Selfie Camera หรือกล้องหน้าสองตัว! โดยจะมีตัวหลักที่มีความละเอียด 32MP ที่มีเซนเซอร์ Sony IMX616 วางใจเรื่องประสิทธิภาพได้ ส่วนกล้องอีกตัวจะเป็นกล้องมุมกว้างความละเอียด 8MP ที่มุมกว้างถึง 105 องศา จุใจสายเซลฟี่เป็นกลุ่มจริงๆ
และแม้ว่าจะถ่ายในที่แสงน้อยรุ่นนี้ก็มีฟีเจอร์ Screen Flash ที่ใช้แสงจากหน้าจอเป็นแฟลชเพิ่มความสว่างตอนถ่ายรูป และยังมีโหมด Face Retouching แต่งสวยเติมหล่อให้ใบหน้าของคุณดูดีขึ้นเวลาเซลฟี่ พร้อมมี Filter ให้ใส่อีกด้วย
ด้านวิดีโอถือว่าไม่น้อยหน้าแบรนด์อื่น เพราะสามารถถ่ายวิดีโอกล้องหน้าในความละเอียดสูงถึง 4K 60fps ได้ เหมาะมากสำหรับสาย Vlog ที่ชอบภาพชัดแจ๋ว และยังมีโหมด Time-Lapse ให้ได้เพิ่มลูกเล่นการถ่ายวิดีโออีกด้วย เหมาะกับสายเซลฟี่ทำคอนเทนต์คนเดียว ก็ทำได้ครบจบที่กล้องหน้าเลย
ดูมือถือ OnePlus ที่นี่
5.Samsung Galaxy A52
ความละเอียดกล้องหน้า : 32MP f/2.2
จุดเด่น : HDR / 4K 30fps / Beauty Mode / Fun Mode / Filter
ราคาประมาณ : 13,000 บาท
มาถึงแบรนด์ชั้นนำชื่อดังอย่าง Samsung กับมือถือกล้องหน้าเทพในรุ่น Galaxy A52 ที่เหมาะสำหรับสายคอนเทนต์สุดๆ ทั้งสเปคโดยรวมและกล้องที่เทียบเท่ารุ่นเรือธง ทำให้รุ่นนี้เป็นอีกรุ่นที่น่าสนใจมากๆ
สำหรับกล้องหน้ามาในความละเอียด 32MP f/2.2 ในระยะ 26mm ให้ภาพที่กว้างพอสมควร ซึ่งแน่นอนว่าย่อมมี Beauty Mode ติดตั้งไว้พร้อมในกล้องให้เราได้ปรับความเนียนรวมถึงรูปหน้าต่างๆได้ ที่สำคัญคือมี Fun Mode ที่นำเอา Filter น่ารักและตลกๆจาก Snapchat ติดตั้งมาให้พร้อมใช้งานในแอปกล้องของตัวเครื่องเลย
ด้านวิดีโอก็สามารถถ่ายความละเอียดได้สูงสุดถึง 4K 30fp คมชัดสุดๆ แต่สำหรับกล้องหน้าในรุ่นนี้จะไม่ได้มีระบบกันสั่นติดตั้งมาให้ จะมีเฉพาะกล้องหลังที่มีกันสั่นเท่านั้น
ดูรวมๆอาจคิดว่ามีจุดเด่นน้อย แต่สำหรับรุ่นนี้มีการันตีจาก Samsung ว่าจะได้รับการอัปเดตยาวนานถึง 3 ปีนับจากปี 2021 นี้อย่างแน่นอน เรียกว่าซื้อไปใช้งานได้ยาวๆ คุ้มค่าคุ้มราคา
ดูมือถือ Samsung ที่นี่
สรุปมือถือกล้องหน้าเทพ
อย่างที่ได้ยกมาแนะนำกับ 5 รุ่นมือถือกล้องหน้าเทพ ตามจริงแต่ละตัวจะมีจุดเด่นที่แตกต่างกันบ้าง เช่นความละเอียดพิกเซล หรือความละเอียดเวลาถ่ายวิดีโอ ถ้าหากจะถามว่ารุ่นไหนดีที่สุด ก็ต้องให้คำตอบเลยว่า. . .
สายเซลฟี่ภาพนิ่ง ชอบถ่ายเซลฟี่ตัวเองหรือถ่ายกับเพื่อน เลือกรุ่นที่มีฟีเจอร์ในด้านภาพนิ่งเยอะ อย่าง OnePlus Nord ที่มีกล้องหน้า 2 ตัว แถมมีมุม Ultra Wide หรือจะเป็น Realme X7 Pro ที่มีโหมด Super Night Scape ไว้สำหรับเซลฟี่ในที่แสงน้อย เป็นต้น
สายวิดีโอเซลฟี่ อยากทำ Vlog ทำคอนเทนต์ลง Youtube, Tiktok หรือ Reels ในไอจี ให้เลือกรุ่นที่เน้นความละเอียดในการถ่ายวิดีโอสูงๆ อย่าง Vivo V21 5G ,Samsung Galaxy A52 5G ที่ถ่ายวิดีโอได้ถึง 4K เลยทีเดียว หรืออย่างเจ้า Oppo A94 ที่มีระบบกันสั่น EIS แถมถ่าย Time-lapse ได้อีกด้วย
ถ้าตัดสินใจได้แล้วลองเข้ามาหาเครื่องที่ใช่ใน Kaidee ได้เลย ช้อปง่าย แถมปลอดภัยด้วยระบบ KD Pay มั่นใจได้ทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย ไปลองดูกัน
Jun 17, 2021 | ข่าวสาร และกิจกรรม
โทรศัพท์พับได้เป็นนวัตกรรมสุดคลาสสิกที่มีมาตั้งแต่สมัยก่อน แต่ช่วงปีที่ผ่านมาหลายแบรนด์ก็เริ่มมีการเปิดตัวโทรศัพท์ที่สามารถพับหน้าจอได้ ซึ่งนี่ก็เป็นอีกหนึ่งนวัตกรรมใหม่ที่มาพลิกวงการสมาร์ทโฟนให้ได้ตื่นตาตื่นใจกัน ซึ่งนี่อาจเป็นการกลับมาอีกครั้งของโทรศัพท์พับได้ในยุคปัจจุบันก็เป็นได้
โทรศัพท์พับได้เริ่มต้นตอนไหนนะ?
นวัตกรรมการพับได้ของโทรศัพท์เริ่มต้นจากรุ่นฝาพับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1996 กับ Motorola รุ่น Startac ซึ่งเปิดตัวในราคา 1,000 ดอลลาห์สหรัฐเลยทีเดียว และด้วยสไตล์ที่แปลกใหม่บวกกับความสะดวกในการพกพา ทำให้คนในยุคนั้นชื่นชอบจนเกิดเป็นกระแสของโทรศัพท์พับได้ขึ้น
โทรศัพท์พับได้รุ่น “อดีตเคยแรง”
ตั้งแต่ที่เจ้า Motorola Startac ได้ออกมานั้น ก็มีโทรศัพท์พับได้อีกหลายแบรนด์หลายรุ่นทยอยตามกันออกมา ซึ่งบางรุ่นก็เป็นกระแสโด่งดังมีผู้ใช้งานทั่วโลก เช่น
1.Motorola RAZR V3
เรียกว่าเป็นโทรศัพท์แฟชั่นตัวหนึ่งเลยก็ว่าได้ในช่วงปี 2005 ถึง 2006 ด้วยดีไซน์ที่ดูทันสมัย ตัวเครื่องบางและเบา หยิบออกมาใช้ก็ดูดีสุดๆ จึงไม่แปลกใจเลยว่าทำไมรุ่นนี้ถึงเป็นกระแสที่นิยมไปทั่วโลกจนมียอดขายกว่า 50 ล้านเครื่องในปี 2006
2.LG Lollipop GD580
ภาพจาก mobiletor.com
สีสันที่น่ารักและฟีเจอร์สุดล้ำไม่เหมือนใคร ด้วย LED ที่อยู่บนฝาพับด้านหน้า ทำให้แสดงผลต่างๆได้ บวกกับซีรีส์ที่ออกมาพร้อมกับการเปิดตัวรุ่นนี้ ทำให้ LG lollipop ครองใจคนหนุ่มสาวไปได้มากมาย
3.Nokia 2760
รุ่นนี้อาจไม่ได้หวือหวาในด้านดีไซน์อะไร แต่ถือเป็นรุ่นยอดนิยมรุ่นหนึ่งของโนเกีย ด้วยความถึกทน ดีไซน์ที่ใช้งานง่าย แบตที่อยู่ได้นาน ทำให้ผู้ใหญ่หลายๆคนชอบใช้เจ้ารุ่นนี้กัน
โทรศัพท์พับได้ในปัจจุบัน
อย่างที่ได้เห็นกันตามโฆษณามากมาย ว่าการพับได้ของโทรศัพท์ในปัจจุบันนั้น จะไม่ใช่แค่ฝาพับธรรมดา แต่จะเป็นการพับที่รวมกับหน้าจอไปด้วยเลย ซึ่งนี่ถือเป็นช่วงเริ่มต้นของนวัตกรรมใหม่ที่เป็นอีกขั้นของโทรศัพท์สมาร์ทโฟนในปัจจุบันเลย เรามาดูกันว่าตอนนี้มีแบรนด์ไหนบ้างที่เปิดตัวกันไปแล้ว
1.Samsung Galaxy Z Fold2
รุ่นพัฒนาต่อจากรุ่น Z Fold ที่เป็น Game Changer ของวงการสมาร์ทโฟนเลยก็ว่าได้ ด้วยการเป็นผู้เริ่มทำโทรศัพท์พับได้ที่สามารถพับพร้อมจอได้เลย จากตอนปกติหน้าจอขนาด 6.2 นิ้ว เปิดมาอีกทีก็กลายเป็นจอขนาด 7.6 นิ้ว ทำให้ท่องเว็บ เล่นเกม เสพสื่อบันเทิงต่างๆได้ฟินจุใจเลยทีเดียว
2.Samsung Galaxy Z Flip
แต่ถ้าใครไม่ได้ต้องการหน้าจอใหญ่ขนาดแท็บเล็ต ซัมซุงก็มีรุ่น Z Flip แบบพกพาสะดวกสุดๆมาให้ ซึ่งรุ่นนี้สามารถพับหน้าจอ 6.7 นิ้ว ให้เหลือเพียงครึ่งเดียว ทำให้พกพาสะดวก แถมยังดูดีทันสมัยสุดๆ และเมื่อใช้งานก็ยังสามารถแบ่งสัดส่วนครึ่งหน้าจอบนเป็นแอปหนึ่งและอีกครึ่งด้านล่างเป็นอีกแอปหนึ่งก็ทำได้เช่นกัน
3.Huawei Mate Xs
ด้วยการพับแบบ Falcon Wing บวกกับหน้าจอแบบ Foldable OLED ทำให้รุ่นนี้เป็นโทรศัพท์พับได้อีกรุ่นที่มีดีไซน์สุดเท่ แถมยังสามารถใช้งานหน้าจอได้ 3 แบบ นั่นคือ 6.38 นิ้ว 6.6 นิ้ว และ 8 นิ้ว
เรื่องสเปคต่างๆรุ่นนี้ก็จัดให้แบบคุ้มค่าคุ้มราคาไม่ว่าจะเป็นชิป Kirin 990 5G Ram 8GB Rom 512GB กล้องหลัง 4 ตัว เป็นต้น
4.Motorola RAZR 5G
รุ่นในตำนานกลับมาอีกครั้งในยุค 5G โดยครั้งนี้บนฝาพับใส่หน้าจอ G-OLED มาให้ ทำให้สามารถดูการแจ้งเตือนต่างๆได้อย่างรวดเร็ว และเมื่อกางออกแล้วจะเจอกับหน้าจอ P-OLED ขนาด 6.2 นิ้ว
ในครั้งนี้ดีไซน์มีความใกล้เคียงกับรุ่นในตำนานอย่าง V3 อยู่บ้าง แต่สเปคต่างๆนั้นใส่มาให้พร้อมรองรับการใช้งานที่หลากหลาย เหมาะกับในยุคสมัยนี้จริงๆ
5.LG Velvet
สำหรับ LG Velvet รุ่นนี้อาจไม่ได้เป็นรุ่นที่สามารถพับได้ในตัว แต่สิ่งที่น่าสนใจนั่นคือ Accessories ที่จะมาเพิ่มฟีเจอร์การพับและเพิ่มอีกหนึ่งหน้าจอให้กับเจ้าตัวนี้นั่นคือ LG Dual Screen ที่มาในรูปแบบเคสฝาพับที่เพิ่มอีกหนึ่งหน้าจอทางซ้าย
ทำให้เพิ่มการมองเห็นและเพิ่มความสะดวกเวลาใช้งานหลายแอปได้ ไม่ว่าจะเล่นเกม แล้วใช้จอด้านล่างเป็นแผงควบคุม หรือจะดูหนังไปทำงานไปก็ทำได้เช่นกัน
โทรศัพท์พับได้แบบคลาสสิกไม่เน้นสเปค ปัจจุบันก็ยังมีนะ
เราได้เห็นโทรศัพท์พับได้ที่มีสเปคและฟีเจอร์ใหม่ๆกันไปด้านบนแล้ว แต่ถ้าใครอยากได้แบบเน้นใช้งานรับสายโทรออกแบบง่าย แน่นอนว่าความคลาสสิกแบบนี้ที่มีในสมัยก่อน ในปัจจุบันก็ยังมีหลายๆแบรนด์ที่ทำอยู่ เช่น
1.Nokia 2720
แบรนด์ที่ขึ้นชื่อเรื่องความถึกทน ใช้งานได้ยาวนานอย่าง Nokia ปัจจุบันก็ยังทำโทรศัพท์อยู่ อย่างเจ้า Nokia 2720 โทรศัพท์พับได้สไตล์คลาสสิค มีปุ่มกดที่ใหญ่สะดวก รุ่นนี้มีแอปพลิเคชัน Facebook ติดตั้งให้แล้ว ซึ่งเรายังสามารถไปดาวน์โหลดแอปอื่นๆอย่าง Youtube หรือ Google Maps เพิ่มได้ แถมยังมาพร้อม 4G ให้เราได้ใช้งานอินเทอร์เน็ตท่องเว็บได้อย่างรวดเร็ว เท่านี้ก็ถือว่าเพียงพอต่อการใช้งานแล้วจริงๆ
2.Samsung Galaxy Folder 2
โทรศัพท์พับได้ดีไซน์เรียบหรูที่มาพร้อมระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ หน้าจอรุ่นนี้มีขนาด 3.8 นิ้ว ส่วนเรื่องความละเอียดอาจไม่ Full HD แต่ก็ถือว่าเพียงพอต่อการใช้งานทั่วไป นอกจากนี้รุ่นนี้ยังสามารถใส่ซิมได้ 2 ซิมอีกด้วย
3.LG Wine Smart
อีกหนึ่งรุ่นที่มีดีไซน์เรียบแต่ดูทันสมัย รุ่นนี้มาพร้อมจอ 3.2 นิ้วที่ให้สีสันสวยงาม และยังมาพร้อมระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ ทำให้สามารถดาวน์โหลดและใช้งานแอปต่างๆได้ ที่สำคัญยังการรองรับ 4G LTE ที่ให้ใช้งานอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงด้วย
สรุปโทรศัพท์พับได้ในปี 2021
อย่างที่เห็นกันว่าเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆนั้นก็ถูกพัฒนาเรื่อยๆมาโดยตลอด ซึ่งนี่เป็นเพียงช่วงเริ่มต้นของยุคโทรศัพท์พับได้ ไม่แน่ในอนาคตอาจได้เห็นนวัตกรรมที่แปลกใหม่และสร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับเราได้อีก
ส่วนหากใครอยากได้โทรศัพท์พับได้สักเครื่องไว้ใช้งานเข้ามาดูใน Kaidee ได้เลย จะรุ่นไหนแบรนด์อะไรก็สามารถค้นหาได้อย่างสะดวกแถมยังมีระบบ KD Pay ที่เป็นตัวกลางในการรับและชำระเงิน เพิ่มความสะดวก ปลอดภัย ไว้ใจได้ทั้งผู้ขายและผู้ซื้อ ดีแบบนี้อย่ารอช้าเลยค่ะ ลองเข้ามาดูกันเลย
Jun 2, 2021 | ข่าวสาร และกิจกรรม
ภาพจาก rog.asus.com
หากพูดถึงเกมมิ่งสมาร์ทโฟนในยุคนี้ ROG Phone 5 ถือเป็นเกมมิ่งสมาร์ทโฟนที่มาแรงจนเรียกได้ว่าเป็นเกมมิ่งสมาร์ทโฟนของช่วงครึ่งแรกของปี 2021 ก็ว่าได้ ด้วยดีไซน์และสเปคที่ตอบโจทย์การเล่นเกมสุดๆ ซึ่งในไลน์นี้ก็มีให้เลือกถึง 3 รุ่นย่อย แถมเรื่องราคาก็สนนมาในระดับที่เหมาะสม ไม่สูงจนเกินไปอีกด้วย
Asus ROG Phone
Asus แบรนด์ที่โดดเด่นเรื่องนวัตกรรมทั้งฮาร์ดแวร์สำหรับคอมพิวเตอร์ แล็บท็อป อุปกรณ์เกมมิ่งและสมาร์ทโฟนอย่าง Zenfone และ ROG Phone ซึ่งในปัจจุบันคนนิยมเล่นเกมกันบนสมาร์ทโฟนมากขึ้น ทำให้ ROG Phone จาก Asus นั้นเป็นรุ่นที่น่าสนใจมากๆสำหรับเกมมิ่งสมาร์ทโฟน โดยเฉพาะรุ่นล่าสุดที่เปิดตัวไปเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมาอย่าง ROG Phone 5
ROG Phone 5
สำหรับ ROG Phone 5 นั้นจะแยกเป็นทั้งหมด 3 รุ่น ได้แก่ ROG Phone 5, ROG Phone 5 Ultimate และ ROG Phone 5 Pro ซึ่งอาจมีความแตกต่างกันอยู่บ้าง เรามาดูทีละรุ่นกันเลย
1.ROG Phone5
ROG Phone 5 รุ่นปกติ มาในดีไซน์ที่ดูเท่ห์ ล้ำหน้า ประกอบไปด้วยฟังก์ชันต่างๆมากมาย อยาก Pressure Sensitive Ultrasonic Air Triggers ที่ช่วยให้ทุกการกด แตะหรือปัดบนหน้าจอมีการตอบสนองที่ดี นอกจากนี้ยังมี Motion Control ช่วยให้เล่นเกมได้อย่างมีอรรถรสมากขึ้น รวมถึงหน่วยประมวลผล SnapDragon 888 ที่มีความเร็วสูงสุดถึง 2.84 GHz หายห่วงเรื่องเล่นเกมแล้วแลคหรือกระตุกได้เลย
VIDEO
ด้านหลังตัวเครื่องเป็นกระจก Gorilla Glass 3 ที่มีความเงา ด้านหน้าเป็นหน้าจอ AMOLED ความละเอียด 1080p ขนาด 6.78 นิ้ว พร้อมรองรับ HDR10 ที่สำคัญมีค่ารีเฟรชเรทที่สูงถึง 144Hz เลยทีเดียว ทำให้ได้ภาพที่ลื่นไหลสุดๆ
VIDEO
การใช้งานทั่วไปนั้น ROG Phone 5 สามารถปลดล็อคเครื่องผ่านการแสกนนิ้วมือบนหน้าจอได้โดยตรง แรมรุ่นนี้มีให้เลือกระหว่าง 8GB กับ 12GB ส่วนพอร์ทการเชื่อมต่อนั้นจะเป็น USB Type-C 3.1 ซึ่งพอร์ทจะอยู่ด้านข้างฝั่งซ้าย เพื่อความสะดวกเวลาต้องชาร์จหรือเชื่อมต่ออุปกรณ์เสริมระหว่างเล่นเกม
แถมรุ่นนี้ยังมีช่องเสียบหูฟัง 3.5mm อีกด้วย และยังสามารถใช้งานได้ยาวๆ ด้วยแบตเตอรี่ความจุ 6,000 mAh ที่รองรับชาร์จไว 65W หมดห่วงเรื่องแบตไม่พอหรือชาร์จช้าได้เลย
2. ROG Phone 5 Pro และ Ultimate
ROG Phone 5 Pro (ภาพจาก rog.asus.com)
อีกสองรุ่นในไลน์ของ ROG Phone 5 คือรุ่น Pro และ Ultimate ซึ่งเรื่องสเปคจะมีความแตกต่างอยู่บ้าง เริ่มต้นจากดีไซน์ที่ในรุ่น Pro จะเป็น Phantom Black คล้ายกับรุ่นปกติ แต่ด้านหลังนั้นจะมี Matrix Display ที่สามารถโชว์การแจ้งเตือนเมื่อชาร์จแบต มีสายเข้าหรือเริ่มเล่นเกมเป็นต้น
ROG Phone 5 Ultimate (ภาพจาก rog.asus.com)
ส่วนในรุ่น Ultimate นั้นจะมาในดีไซน์ Storm White ด้านหลังตัวเครื่องจะเป็นสีขาวมุก พร้อม Matrix Display ที่โชว์การแจ้งเตือนได้แบบรุ่น Pro
ความแตกต่างที่สำคัญอีกหนึ่งอย่างนั่นคือเรื่องของแรมและพื้นที่ความจุในการบันทึกข้อมูล โดยในรุ่น ROG 5 Pro นั้นจะมีแรมอยู่ที่ 16GB ส่วน ROG Phone 5 Ultimate จะมีแรมอยู่ที่ 18 GB เรื่องพื้นที่ความจุของทั้งสองรุ่นนี้จะอยู่ที่ 512GB เท่ากัน โดยรวมแล้วทั้งรุ่น Pro และ Ultimate สามารถทั้งเล่นเกมได้ทุกแบบรวมถึงสามารถทำงานต่างๆได้อย่างรวดเร็วทันใจ
สิ่งสุดท้ายที่แตกต่างนั่นคืออุปกรณ์เพิ่มเติมที่ให้มาในกล่องของรุ่น ROG Phone 5 Pro และ Ultimate นั่นคือ AeroActive Cooler 5 ที่เป็นอุปกรณ์สำหรับติดตั้งด้านหลังเครื่องเพื่อระบายความร้อน นอกจากนี้ยังมีปุ่มเพิ่มเติมสองพุ่มเพื่อเพิ่มความสะดวกในการควบคุมต่างๆอีกด้วย
อุปกรณ์เสริมน่าสนใจสำหรับ ROG Phone 5
AeroActive Cooler 5
ภาพจาก rog.asus.com
อุปกรณ์สำหรับระบายความร้อน ที่ติดตั้งด้านหลังตัวเครื่อง ซึ่งตัวนี้สามารถตั้งเป็นแสตนด์ไว้สำหรับดูหนังได้ โดยการติดตั้งนั้นจะมีการเชื่อมต่อระหว่างพินเหล็กของตัวอุปกรณ์และตัวสมาร์ทโฟนเพื่อส่งต่อพลังงาน ซึ่งตัวระบายความร้อนนี้สามารถลดอุณหภูมิด้านหลังตัวเครื่องได้สูงสุดถึง 15 องศาเลยทีเดียว แต่ก็จะขึ้นอยู่กับสิ่งแวดล้อมตอนนั้นด้วยว่าเป็นอย่างไร
ภาพจาก rog.asus.com
โดยตัวนี้จะมีมาให้ในกล่องสำหรับรุ่น ROG Phone 5 Pro และ Ultimate แต่สำหรับรุ่น ROG Phone 5 จะต้องซื้อเพิ่ม
ROG Kunai 3 Gamepad
ภาพจาก rog.asus.com
แน่นอนว่าสำหรับการเล่นเกมนั้นคอนโทรลเลอร์ก็เป็นตัวช่วยอย่างหนึ่งที่ทำให้เราเล่นเกมนั้นๆได้ง่ายขึ้น สำหรับ Kunai 3 นี้จะเชื่อมต่อผ่านพอร์ท USB-C และเรื่องการตอบสนองนั้นก็แม่นยำหายห่วง
ภาพจาก rog.asus.com
สามารถใช้งานได้หลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น Handheld Mode ที่ใช้งานแบบติดกับตัวเครื่อง หรือใช้เป็นคอนโทรลเลอร์แบบเต็มรูปแบบ และหากพกไปข้างนอกก็สามารถใช้เป็นมินิเกมแพด ที่ขนาดกำลังพอดี
ROG Clip
ภาพจาก rog.asus.com
หากใครที่มีคอนโทรลเลอร์คู่ใจอยู่แล้วก็สามารถใช้เจ้า ROG Clip นี้เชื่อมต่อกับ ROG Phone 5 ได้เลย
เทียบกับแบรนด์อื่นสู้ได้ไหม?
หากลองยกสมาร์ทโฟนแบรนด์อื่นมาเปรียบเทียบสักตัว ก็ขอยกเจ้า iPhone 12 Pro Max ที่หลายคนคงอยากทราบว่าเกมมิ่งสมาร์ทโฟนฝั่งแอนดรอยด์อย่างเจ้า ROG Phone 5 จะสู้ได้ไหม เราลองมาดูจากสเปคกัน
1.เล่นเกม
ด้านการเล่นเกมนั้นหากดูที่สเปคโดยรวมทั้งสองแบรนด์อาจสู้กันได้แบบไม่มีฝั่งไหนชนะขาด แต่ด้วย ROG Phone 5 ที่มีค่ารีเฟรชเรทของหน้าจอ 144Hz แบตเตอรี่ความจุ 6,000 mAh ที่ใช้งานได้ยาวนานกว่า ส่วน iPhone 12 Pro Max นั้นมีค่ารีเฟรชเรทที่ 60Hz และแบตเตอรี่เพียง 3,687 mAh ดังนั้น ROG Phone 5 จึงค่อนข้างโดดเด่นกว่าในด้านการเล่นเกม
2.ดูหนัง ฟังเพลง
การดูสื่อบันเทองต่างๆบนสมาร์ทโฟนทั้งสองรุ่นถือว่าทำได้ดีทั้งคู่ แต่ใน ROG Phone 5 นั้นมีพอร์ทสำหรับเสียบหูฟัง 3.5mm ที่หลายคนต่างต้องการ ซึ่งจะเหมาะสำหรับคนที่ชอบใช้หูฟังแบบมีสายมากๆ
3.ถ่ายรูปและวีดีโอ
เรื่องการถ่ายภาพและวีดีโอนั้น iPhone 12 Pro Max อาจดูโดดเด่นกว่าด้วยระบบกันภาพสั่นไหวแบบ OIS และกล้องหน้าที่รองรับการถ่ายวีดีโอความละเอียดสูงถึง 4K และการถ่ายภาพที่หากเปรียบเทียบแล้วเรื่องรายละเอียดต่างๆต้องยกให้ iPhone 12 Pro Max ทำได้ดีกว่า
4.ใช้งานทั่วไป
การใช้งานทั่วไปอย่างเล่นโซเชียลหรือเรื่องทำงานเอกสารเล็กๆน้อยๆถือว่าทำได้ดีทั้งคู่ แต่ก็จะมีบางอย่างที่ทั้งสองมีแตกต่างกัน อย่าง ROG Phone 5 ที่มีบลูทูธ 5.2 และใช้พอร์ทเชื่อมต่อแบบ USB-C ที่สะดวก รวมถึงการแสกนลายนิ้วมือบนหน้าจอที่สะดวกและรวดเร็ว
ส่วน iPhone 12 Pro Max นั้นก็มีการกันน้ำระดับมาตรฐาน IP68 หน้าจอที่มีจำนวนพิกเซลมากกว่า (458 PPI) และที่สำคัญคือในทุกครั้งที่แอปเปิ้ลปล่อยอัพเดท OS ใหม่ ก็จะรองรับรุ่นเก่าๆด้วย ทำให้ใช้งานได้ยาวนานกว่า
สรุป ROG Phone 5
เกมมิ่งสมาร์ทโฟนในยุคนี้ไม่ได้มีดีแค่การเล่นเกมเพียงอย่างเดียว อย่างเจ้า ROG Phone 5 ที่มีสเปคเร็วและแรง ทำให้ใช้งานได้หลากหลาย ไม่ว่าจะดูสื่อบันเทิง ถ่ายรูปภาพหรือวีดิโอสวยๆ เรียกว่าครอบคลุมทุกการใช้งาน
และหากใครกำลังมองหาเกมมิ่งสมาร์ทโฟนดีๆสักเครื่องมาดูกันที่ Kaidee ได้เลย ตอนนี้เรามีระบบใหม่ KD Pay ที่ช่วยให้คุณมั่นใจในการซื้อขายมากยิ่งขึ้น อย่ารอช้า เดี๋ยวจะไม่ทันของดีๆนะ !
May 24, 2021 | ข่าวสาร และกิจกรรม
ตลาดสมาร์ทโฟนที่ผ่านมายังคงมีรุ่นใหม่ๆเปิดตัวและวางขายอยู่เรื่อยๆ หนึ่งในนั้นคือซัมซุงที่มีทั้งสมาร์ทโฟนรุ่นเรือธงและรุ่นอื่นๆออกมา อย่างรุ่นยอดฮิตในตระกูล Galaxy Note และ Galaxy S ที่ออกมาหลายสิบรุ่น นวัตกรรมที่ถูกพัฒนาขึ้นก็ถูกนำมาใส่ในรุ่นนี้แบบแน่นเครื่อง จึงไม่เป็นเรื่องแปลกที่ซัมซุงยังคงเป็นแบรนด์ยอดฮิต ครองใจใครหลายคนอยู่
ซึ่งในช่วงต้นปี 2021 นี้ ซัมซุงก็มีรุ่นใหม่ที่เปิดตัวมาหลากหลายรุ่นทั้งสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตอย่าง Galaxy Tab S7 และ S7+ หรือตระกูล Galaxy A อย่างรุ่น A72 หรือจะเป็นรุ่นที่เปิดตัวมาตั้งแต่ช่วงปลายปีที่แล้วอย่าง Galaxy Note 20 ที่มีฟีเจอร์ใหม่ๆมากมายจนขายดีสุดๆ ซึ่งใครที่กำลังลังเลว่าจะซื้อรุ่นไหนดี บทความนี้เรารวมรุ่นน่าสนใจมาให้ได้ดูกัน
โทรศัพท์ซัมซุง รุ่นไหนดีในปี 2021
ซัมซุงรุ่นใหม่ๆที่เปิดตัวและวางขายในช่วงที่ผ่านมามีหลากหลายรุ่นในหลายตระกูลของสมาร์ทโฟน ซัมซุง เรามาดูกันข้อมูลของแต่ละรุ่นกัน
1.โทรศัพท์ซัมซุง Galaxy Note20 5G | Note20 Ultra 5G
ภาพจาก Samsung.com
หลังจากที่เปิดตัวและวางขายไปในช่วงเดือนสิงหาคมปีที่ผ่านมากับซัมซุง Galaxy Note 20 ตระกูล Note ที่มาพร้อมปากกาอัจฉริยะ S Pen โดยในรุ่นนี้จะมาพร้อมสีใหม่อย่าง Mystic Bronze และ Mystic Black
เรื่องของหน้าจอจะเป็นจอแบนขนาด 6.7 นิ้วความละเอียด FHD+ (1080×2400) ในรุ่น Note20 และจอโค้งขนาด 6.9 นิ้ว ความละเอียด QHD+ (1440×3088) ในรุ่น Note20 Ultra ซึ่งทั้งสองรุ่นจะเป็นจอแบบ Infinity-O ที่มีกล้องฝังอยู่บนหน้าจอและเป็นจอแสดงผล HDR 10+ เหมือนกัน
ภาพจาก Samsung.com
เรื่องกล้องนั้นถือว่าคมชัดและฟังก์ชันเยอะ สำหรับรุ่น Note20 นั้นจะเป็นกล้องหลัง 3 ตัว ความละเอียด 12MP (Wide) + 12MP (Ultra Wide) + 64MP (Tele) พร้อมซูมแบบ Hybrid Optical ได้ 3 เท่า และซูมแบบ Digital ได้ 30 เท่า ส่วนรุ่น Note20 Ultra จะเป็นกล้องหลัง 3 ตัวความละเอียด 12MP (Ultra Wide)+108MP (Wide) +12MP (Tele) กล้องหน้าความละเอียด 10MP พร้อมซูมแบบ Hybrid Optical ได้ 5 เท่า และซูมแบบ Digital ได้ 50 เท่า
*ทั้งสองรุ่นรองรับการถ่ายวิดีโอความละเอียด UHD 8K 24fps
เรื่องแบตเตอรีนั้นเรียกว่าเป็นอีกหนึ่งจุดเด่นที่สามารถใช้งานได้อย่างยาวนานด้วยความจุ 4300 mAh และ 4500 mAh ในรุ่น Note20 และ Note20 Ultra ตามลำดับ พร้อมทั้งสองรุ่นยังรองรับระบบชาร์จไว 25W ให้ชาร์จเพิ่มได้อย่างรวดเร็ว
การใช้งานนั้นถือว่าตอบโจทย์กับคนรุ่นใหม่ในยุคดิจิทัลมากๆ ด้วยความสามารถของ S Pen ที่สามารถจดและเปลี่ยนลายมือเป็นตัวพิมพ์ให้พร้อมแชร์ไปยังแอปต่างๆได้อย่างสะดวก รวมถึงสามารถเปลี่ยนลายมือที่เขียนไม่ตรงบรรทัดให้ตรงเป็นระเบียบได้อย่างง่ายดาย
ส่วนเรื่องการเล่นเกมนั้นในรุ่น Note 20 Ultra จะได้จอที่มีค่ารีเฟรซสูงถึง 120 Hz ทำให้ได้ภาพที่ลื่นไหล รวมกับสมรรถภาพของหน่วยประมวลผลแบบ 4 Core ที่ช่วยให้เครื่องทำงานและเล่นเกมได้อย่างเต็มอรรถรส
2.โทรศัพท์ซัมซุง Galaxy S21 | S21+ | S21 Ultra
ใหม่ล่าสุดในตระกูล Galaxy S กับ Galaxy S21, S21+ และ S21 Ultra ที่เปิดตัวไปในเดือนมกราคมที่ผ่านมา โดยในตระกูลนี้จะเป็นตระกูลเรือธงของสมาร์ทโฟนซัมซุงที่จัดเต็มทั้งเรื่องการถ่ายรูป วิดีโอ รวมถึงประสิทธิภาพของเครื่องที่สามารถเล่นเกมและแสดงผลสื่อบันเทิงต่างๆได้อย่างเต็มอรรถรส
ในรุ่นใหม่นี้จะแยกเป็น S21 กับ S21+ ที่มีความใกล้เคียงกัน และรุ่น S21 Ultra ที่ให้ความพรีเมียมยิ่งขึ้นไปอีก โดยในรุ่น S21 และ S21+ จะมีหน้าจอแบบจอแบนความละเอียด FHD+ ที่ขนาด 6.2 นิ้วและ 6.7 นิ้วตามลำดับ ส่วน S21 Ultra จะเป็นจอขอบบางขนาด 6.8 นิ้วความละเอียด 1440×3200 ซึ่งทั้งสามรุ่นนั้นมาพร้อมจอที่มีค่ารีเฟรชเรท 120Hz
เรื่องกล้องนั้นทำได้ดีตั้งแต่รุ่นเริ่มต้น โดยกล้องหลัง 3 ตัวมีความละเอียด 12MP (Ultra Wide) +12MP (Wide) + 64MP (Tele) ในรุ่น S21 และ 21+ ที่สามารถซูมได้ถึง 30 เท่า ส่วนรุ่น S21 Ultra จะเป็นกล้อง 4 ตัวความละเอียด 12MP (Ultra Wide) + 108MP (Wide) + 10MP (Tele) 2 ตัวที่สามารถซูมได้ถึง 100 เท่า และทั้งสามรุ่นสามารถบันทึกวิดีโอความละเอียด 8K 24fps ได้เหมือนกัน แต่ในรุ่น S21 Ultra จะบันทึกได้ถึง 30fps
เรื่องแบตเตอรีนั้นจะอยู่ที่ 4,000 4,500 และ 5,000 mAh ในรุ่น S21, S21+ และ S21 Ultra ตามลำดับ พร้อมรองรับการชาร์จเร็ว 25W ซึ่งนอกจากนี้ในรุ่น S21 Ultra นั้นรองรับการใช้งานร่วมกับ S Pen ด้วย (ไม่มีแถมมาให้ ต้องซื้อแยก)
ด้วยหน่วยประมวลผล Exynos 2100 แบบ 4 Core ทำให้ซัมซุงรุ่นนี้มีประสิทธิภาพในการใช้งานที่สูงมาก ไม่ว่าจะดูหนัง ฟังเพลง เล่นเกม ถ่ายรูปหรือวิดีโอก็ทำได้อย่างสบายๆ
3.โทรศัพท์ซัมซุง Galaxy Z Fold2 5G
เรียกว่าเป็นรุ่นหนึ่งที่พลิกวงการสมาร์ทโฟนก็ว่าได้สำหรับเจ้าซัมซุง Galaxy Z Fold2 สมาร์ทโฟนพับจอได้นี้ โดยรุ่นที่ 2 นี้เปิดตัวไปเมื่อเดือนกันยายนปี 2020 ที่ผ่านมา และเช่นเดิมราคายังคงอยู่ในระดับที่สูงมากเช่นเคย แต่ต้องยอมรับว่าสิ่งที่คุณจะได้รับจากเจ้าซัมซุงรุ่นนี้จะเป็นประสบการณ์ใหม่ของการใช้สมาร์ทโฟนจริงๆ
หน้าจอ Foldable Display ถือเป็นไฮไลท์ของรุ่นนี้เลย เมื่อกางออกแล้วจะมีขนาดอยู่ที่ 7.6 นิ้วความละเอียด 1768 x 2208 พิกเซล และเมื่อพับกลับจะอยู่ที่ 6.2 นิ้ว ความละเอียด 816 x 2260 พิกเซล ที่สำคัญยังมีค่ารีเฟรชเรทอยู่ที่ 120 Hz อีกด้วย
ด้วยหน้าจอขนาดใหญ่ที่เมื่อกางออกแล้วก็เป็นเหมือน Tablet ตัวหนึ่งเลยก็ว่าได้ ทำให้การใช้งานนั้นมีความสะดวกมากขึ้น ทั้งการเปิดแอปพลิเคชันต่างๆพร้อมกันบนหน้าจอโดยแบ่งได้มากถึง 3 หน้าจอเลยทีเดียว
ส่วนเรื่องกล้องก็ถือว่าดีทีเดียว กล้องหลังเป็นกล้อง 3 ตัว ที่มีมุมปกติ มุมกว้างและมุม Tele ความละเอียด 12MP ทั้งสามตัวพร้อมระบบกันภาพสั่นไหวทั้ง OIS และ EIS ส่วนกล้องหน้าจะมีความละเอียดอยู่ที่ 10MP
โดยรวมถือเป็นรุ่นหนึ่งที่น่าเป็นเจ้าของ หากคุณมีงบที่ไม่จำกัดล่ะก็ ต้องรุ่นนี้เลย
4.โทรศัพท์ซัมซุง Galaxy A72
มาที่รุ่นในตระกูล A กันบ้างกับรุ่น Galaxy A72 ที่เปิดตัวไปเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา โดยราคานั้นอยู่ในระดับหมื่นต้นๆ ที่มีสเปคมาให้แบบรองรับการใช้งานที่หลากหลาย
ภาพจาก gsmarena.com
หน้าจอ Super Amoled FHD+ ขนาด 6.7 นิ้ว ที่ช่วยให้เต็มอิ่มกับอรรถรสของความบันเทิงทุกรูปแบบ และยังมี Eye Comfort Shield ที่ช่วยลดแสงสีฟ้าได้อีกด้วย
ส่วนใครที่ชอบถ่ายรูปนั้น รุ่น A72 นี้ก็ไม่แพ้รุ่นพี่ตระกูลอื่นเลย ด้วยกล้องหลัง 3 ตัวที่มีทั้ง Ultra-Wide, Telephoto และ Macro ที่สำคัญในกล้องหลักความละเอียด 64MP ยังมีระบบกันสั้่นแบบ OIS อีกด้วย ยิ่งไปกว่านั้นกล้องหน้ายังมีความละเอียดสูงถึง 32MP
ภาพจาก samsung.com
ส่วนเรื่องระบบเสียงนั้นรุ่นนี้มีลำโพงคู่แบบสเตอริโอ ที่มาพร้อมระบบ Dolby Atmos เต็มอิ่มทั้งการดูหนัง ฟังเพลงและเล่นเกม แถมยังมีแบตเตอรีความจุ 5,000 mAh ที่รองรับชาร์จเร็วแบบ 25w อีกด้วย
5. โทรศัพท์ซัมซุง Galaxy A52
อีกหนึ่งรุ่นออกใหม่ในตระกูล A กับซัมซุง Galaxy A52 ที่จัดสเปคมาเหมาะกับสายถ่ายรูปทำคอนเทนต์สุดๆ
สำหรับกล้องรุ่นนี้มี AI ที่เพิ่มโหมด Beauty, AR Emoji, AR Sticker และยังสามารถโฟกัสแบบแตะเลือกจุดได้ นอกจากนี้การซูมของกล้องหลังยังสามารถซูมแบบดิจิทัลได้ถึง 10 เท่า
สเปคอื่นๆจะมีความคล้ายกับ A72 ยกเว้นเรื่องขนาดหน้าจอ 6.5 นิ้วที่มีค่ารีเฟรชเรท 120 Hz หน่วยประมวลผล Qualcomm Sanpdragon 750G Octa Core แบตเตอรี่ 4,500 mAh และการรองรับ 5G ในรุ่นนี้
โทรศัพท์ ซัมซุงรุ่นไหนเหมาะกับใคร
สมาร์ทโฟนซัมซุงถูกแบ่งเป็นหลายตระกูลและหลายระดับการใช้งาน ซึ่งหากเราอยากเลือกให้คุ้มค่ากับการใช้งานของเราสามารถอิงจากนี้ได้เลย
1.เน้นใช้งาน แต่งบประมาณจำกัด
สำหรับใครที่มีงบจำกัดในการซื้อสมาร์ทโฟน แต่ยังคงมองหาสเปคที่เน้นจอใหญ่ แบตเยอะ ใช้งานได้ ก็ต้องเป็นซัมซุงตระกูล Galaxy M ตระกูลใหม่ที่รวมเอาตระกูล J และ C มาไว้ด้วยกัน ระดับราคาจะอยู่ที่ประมาณสามพันเป็นต้นไป
2.เน้นฟังก์ชัน คุ้มค่าทุกสตางค์
ใครชอบฟังก์ชันเยอะๆในสมาร์ทโฟนที่ทำให้เรารู้สึกคุ้มค่ากับราคาที่จ่ายไป ซัมซุงก็มีหลากหลายตระกูลที่ตอบโจทย์เรื่องนี้ อย่างซัมซุงตระกูล Galaxy A ที่เหมาะกับคนที่มีงบประมาณหลักหมื่นต้นๆเน้นสเปคที่ใช้งานได้แบบคลอบคลุมทั่วไป
หรือจะเป็นซัมซุงตระกูล Galaxy S ที่อยู่ในระดับเรือธงและ Galaxy Note ที่เป็นตระกูลพรีเมียม ซึ่งทั้งสองตระกูลนี้จะมีราคาที่สูงกว่าตระกูล A และ M แต่ก็แลกกับการใช้งานที่หลากหลายและความพรีเมียมที่เพิ่มมากขึ้น อย่างตระกูล Note ที่มี S Pen ให้เราสามารถจดได้อย่างสะดวก หรือความเร็วแรงของเครื่องตระกูล S
3.เน้นกล้อง ต้องถ่ายรูปสวย
สายถ่ายรูปทำคอนเทนต์ เน้นภาพสวยต้องมาที่ซัมซุงตระกูล S และ Note เลย ความพรีเมียมของเครื่องและความสามารถของกล้องในสมาร์ทโฟนตระกูลนี้จะทำให้คุณได้สนุกไปกับการถ่ายรูปและวิดีโอ ซึ่งคุณภาพที่ได้นั้นก็สูงมากเช่นเดียวกัน
4.เน้นเทคโนโลยี ความล้ำหน้า
นวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ๆที่พัฒนาอย่างต่อเนื่องกับสมาร์ทโฟนซัมซุงนั้น ตระกูลที่มีความล้ำหน้าที่สุดจะเป็นตระกูล Galaxy Z อย่างรุ่น Galaxy Fold และ Galaxy Flip ที่สร้างความแปลกใหม่ให้กับวงการสมาร์ทโฟนเป็นอย่างมาก
สรุปโทรศัพท์ซัมซุงในปี 2021
ในปี 2021 นี้ รุ่นใหม่ๆที่เปิดตัวมามากมายทั้งตระกูลเรือธงและตระกูลอื่นๆก็มีรุ่นที่น่าสนใจมากมาย ทั้งเรื่องราคาและสเปคที่มีการพัฒนาให้เหมาะกับการใช้งานในยุคดิจิทัล ซึ่งซัมซุงเองก็พยายามทำสมาร์ทโฟนเพื่อตอบโจทย์กับผู้ใช้งานทุกระดับ ให้เราทุกคนสามารถเข้าถึงกับเทคโนโลยีใหม่ๆกันอย่างทั่วถึง
หากใครมองหาโทรศัพท์ซัมซุงสักเครื่องอยู่ล่ะก็มาดูที่ kaidee ของเราได้เลย ไม่ว่าจะรุ่นไหนตระกูลอะไรก็สามารถเข้ามาค้นหาและเลือกซื้อได้อย่างสบายใจ อย่ารอช้า มาดูกันเลย
Mar 9, 2021 | ข่าวสาร และกิจกรรม
เข้าสู่รัชสมัยเทคโนโลยี 5G ทั้งที จะเห็นได้ว่าเทรนด์และคอนเทนท์ต่างๆ หมุนเวียนเปลี่ยนไปไวด้วยปลายนิ้ว โทรศัพท์กลายมาเป็น 1 ในปัจจัย 5 ของเรามากขึ้น หลายๆ อย่างในชีวิตเรา ถูกขับเคลื่อนด้วยมือถือ ทั้ง Application และ Function ต่างๆ ที่เชื่อมโยงและช่วยให้ชีวิตเราง่ายขึ้นกว่าเดิม
ยิ่งโดยเฉพาะฟังก์ชัน “กล้องถ่ายภาพ” ที่ช่วงหลัง บริษัทมือถือแต่ละค่ายแข่งกันพัฒนากันสุดชีวิต ชูเรื่องประสิทธิภาพกล้องเป็นจุดขายสำคัญ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใช้งาน ให้สะดวกมากยิ่งขึ้น วันนี้เราเลยจะพาไปดู 5 มือถือสุดเทพ 5 ค่าย ที่ถ่ายรูปดีประจำปี 2021
5 มือถือถ่ายรูปสวย ราคาดี!
อย่างที่บอกไปว่าฟังก์ชันของโทรศัพท์สมัยนี้ไปไกลกว่าที่คุณคิด มือถือเดี๋ยวนี้ถ่ายรูปได้สวยไม่แพ้กล้องถ่ายภาพ แถมตัวเครื่องยังเบา ใส่กระเป๋าไปไหนสะดวก ง่ายต่อการพกพา ถ่ายได้ทั้งหน้าชัดหลังเบลอ ทั้งยังใช้ได้ดีในที่มืด จะมีรุ่นไหนดี รุ่นไหนดัง ไปดูกันค่ะ
1. Huawei Mate 40 Pro+
หากพูดถึงมือถือที่โดดเด่นด้วยกล้องถ่ายรูปประสิทธิภาพเยี่ยมแล้ว จะไม่พูดถึง “หัวเหว่ย” คงเหมือนขาดอะไรไป อย่างที่หลายคนทราบกันดีว่าค่ายนี้ ชูจุดขายเรื่องกล้องถ่ายรูปเสมอมา ด้วยการผสานความแข็งแกร่งทั้งตัวกล้องและเลนส์ให้เป็นแบบเดียวกับ Leica ยิ่งทำให้หลายคนจับตามอง
ความเจ๋งของ Huawei Mate 40 Pro+ รุ่นนี้ คือมาพร้อมกล้องหลักอันทรงพลัง ให้ความละเอียดมากถึง 50 MP อัดแน่นด้วยขนาดเซ็นเซอร์ 1/1.28 นิ้ว รูรับแสง f/1.9 รวมถึงระบบกันสั่นให้คุณได้ภาพคมชัดในทุกสถานการณ์ ทั้งยังให้คุณสนุกกับการบันทึกวิดีโอคุณภาพสูง 4K
จากสเปคขั้นเทพเหล่านั้น ทำให้ภาพถ่ายจากมือถือรุ่นนี้มีสีสันสดใส ให้สมดุลแสงได้ดี ทั้งในที่แสงมากและแสงน้อย ตลอดจนมุมกล้องกว้าง หรือจะซูมก็เข้าถึงใจ โฟกัสเฉียบคม ให้ Noise ที่ต่ำ และด้วยประสิทธิภาพอันยอดเยี่ยมทั้งหมด จึงไม่แปลกใจที่ Huawei รุ่นนี้จะครองตำแหน่งมือถือถ่ายรูปยอดเยี่ยมอันดับต้นๆ ของปี 2021
ราคาเริ่มต้น : 35,000 บาท
2. iPhone 12 Pro Max
พูดถึงฝั่งแอนดรอยด์ไปแล้ว ตัดสลับข้ามมาที่ฝั่ง IOS กันบ้าง ถึง Apple จะเปิดตัว iPhone 12 ไปเมื่อปลายปีที่แล้วก็ตาม แต่ในปีศักราช 2021 นี้ ไอโฟนก็ยังเป็นที่จับตามองและอยู่ในมือถือที่มียอดขายอันดับต้นๆ เสมอ โดยเฉพาะ “ระบบกล้องระดับโปร” ที่ทางแอปเปิ้ลภูมิใจเสนอในรุ่น iPhone 12 Pro Max
เริ่มด้วยระบบกล้องหลักที่ให้ความละเอียด 12 MP มาพร้อมกล้องอัลตร้าไวด์, ไวด์ และเทเลโฟโต้ ซูมได้มากถึง 12 เท่า (รูรับแสงขนาดต่ำสุด 1.6) ให้คุณสนุกได้ทุกระยะแบบไร้ขีดจำกัด ทั้งยังโดดเด่นด้วยภาพถ่ายบุคคลในตอนกลางคืนในระบบ LiDAR หน้าชัดหลังเบลอ ป้องกันภาพสั่นไหวคู่แบบออปติคอล
แม้โดยรวมสเปคกล้อง iPhone 12 Pro Max จะไม่ต่างจากรุ่นเดิม แต่ด้วยความที่กล้องของแอปเปิ้ลที่เทพแต่ไหนแต่ไรอยู่แล้ว จุดเด่นหลักๆ คงเป็นเรื่องการถ่ายหน้าชัดหลังเบลอที่ดีขึ้น ถ่ายภาพพรอดเทรตได้สนุกขึ้น ในสีสันที่ธรรมชาติ ให้คุณเอาภาพที่ได้ไปปรับแต่งได้ง่ายขึ้น
ราคาเริ่มต้น : 36,000 บาท
3. Samsung Galaxy S21 Ultra 5G
“เกินคาดในทุกๆ ด้าน” คือคอนเซปต์หลักของ Samsung Galaxy S21 Ultra มือถือตัวท็อปของค่ายซัมซุงประจำปี 2021 เรียกได้ว่าตีคู่สูสีมากับ iPhone 12 Pro Max ด้วยสเปคขั้นเทพที่ใกล้เคียงกัน ทั้งยังมาพร้อมปากกา S Pen ให้คุณใช้งานได้ทุกที่ ทุกเวลา ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ได้มากขึ้น
ส่วนคุณภาพกล้องไม่ต้องพูดถึง เพราะทางแบรนด์ให้มาแบบจัดเต็ม “คมชัดเหนือโรงภาพยนตร์” ให้ความละเอียดสูงสูดถึง 108 MP – Wide Angle นับเป็นความละเอียดสูงสุดที่สมาร์ตโฟนในยุคนี้มี ที่สำคัญยังถ่ายวิดีโอได้ถึง 8K และมีระบบป้องกันการสั่นไหวชั้นเลิศด้วย AI
ด้วยคุณสมบัติครอบจักรวาลและกล้องสุดปังแบบนี้ ทำให้ Reviewer หลายคน ต่างพากันยกให้ว่าเป็นมือถือที่ตอบโจทย์ “สายคอนเทนท์” ที่ดี มีทั้งปากกา S Pen ให้คุณใช้งานได้สะดวก ตัดต่อง่าย แต่งรูปได้ไว ไหนจะกล้องที่ให้คุณมาครบครันทุกระยะ ชัดทุกอณู ถ่ายคลิปก็สวย ทำให้รุ่นนี้เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจ
ราคาเริ่มต้น : 33,000 บาท
4. Xiaomi Mi 10 Ultra
มาที่อีกหนึ่งค่ายซึ่งน่าจับตามองไม่แพ้กัน หลังๆ จะเห็นได้ว่า Xiaomi เริ่มครองตลาดสมาร์ทโฟนในไทยมากขึ้น ด้วยราคาที่ไม่แรง จับต้องง่าย แต่อัดแน่นด้วยสเปคที่ครบครัน ที่สำคัญฟังก์ชันเรื่องกล้องก็ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ามือถือตัวท็อปของค่ายอื่นๆ เลยแม้แต่น้อย
ด้วยกล้อง 4 ตัวหลัก ซึ่งให้ความละเอียดสูงสูด 48 MP มาครบทั้งระยะ Ultrawide และ Portrait มีรูรับแสงขนาด ƒ/1.9 ทั้งยังมาพร้อมระบบกันสั่น Electronic Image Stabilization (EIS) และป้องกันภาพสั่นไหวแบบออปติคอล (OIS) ซูมได้มากถึง 120 เท่า อยู่ไกลแค่ไหนก็ใกล้กัน นอกจากนี้ยังบันทึกวิดีโอได้ถึงระดับ 8K, 24 เฟรมต่อวินาที
จะเห็นได้ว่า ผลลัพธ์ของภาพที่ได้จาก Xiaomi Mi 10 Ultra เทียบชั้นได้สบายๆ กับมือถือหลายค่ายดัง ทั้งความอิ่มสีที่สวยงาม ระยะ Wide ที่เก็บได้กว้างกว่า ไปจนถึงความหน้าชัดหลังเบลอที่ตัดขอบได้คมชัด สวยงามแบบไม่หลอกตา ไหนจะถ่ายได้ยอดเยี่ยมในที่แสงน้อย ให้ความสว่างที่สวยงาม แบบไม่ต้องกังวลว่า Noise จะขึ้น
ราคาเริ่มต้น : 26,000 บาท
5. Vivo X50 Pro+
ปิดท้ายด้วยค่าย Vivo น้องใหม่ในตลาด ที่หลังๆ ทำกระแสได้ดีอยู่ไม่น้อย ด้วยราคาที่เข้าถึงง่าย ในสเปคที่เข้าถึงได้ทุกคน โดยเฉพาะตัว Vivo X50 Pro+ ที่ออกมาล่าสุด ถือเป็นหนึ่งในเรือธงของวีโว่ที่ตั้งใจมาตีตลาดมือถือระดับบนเลยทีเดียว
ฟังก์ชันที่โดดเด่นของรุ่นนี้ คือกล้องหลักที่ให้มาถึง 4 ตัว พร้อมความละเอียดสูงสุด 50 MP ทั้งยังซูมได้มากถึง 60 เท่า ให้คุณเข้าถึงทุกมิติ ตลอดจนใช้เทคโนโลยีพิเศษ Gimbal ควบคู่กับ AI ช่วยลดการสั่นไหวของภาพได้ดีเยี่ยม ให้คุณหมดกังวล และมั่นใจได้ว่าภาพนิ่งและวิดีโอจะคมชัดอย่างเหนือระดับ
ที่สำคัญตัวนี้ยังมาพร้อมฟีเจอร์ Focus Tracking ช่วยให้คุณถ่ายภาพได้ดี ในที่แสงน้อย มั่นใจได้กับทุกจังหวะแบบไม่ต้องกังวลการสั่นไหว มาพร้อมตัวช่วยพิเศษ Super Night Mode และ Astro Mode ให้คุณสนุกและเพลิดเพลินกับการถ่ายรูปสไตล์ไนต์ไลฟ์มากยิ่งขึ้น
ราคาเริ่มต้น : 25,000 บาท
สรุปท้ายบทความ
มือถือทั้ง 5 รุ่นที่แนะนำไปนั้น ราคาค่อนข้างสูงอยู่พอสมควร อยู่ในระดับหลักสองหมื่นขึ้นไป แต่อย่างที่เราบอกเล่าไป แต่ละเครื่องเป็นโทรศัพท์รุ่นท็อปของแต่ละค่ายในปี 2021 ฉะนั้นฟังก์ชันโดยรวมทั้งหมด ก็การันตีได้ประมาณหนึ่งว่า มือถือเหล่านั้นถูกพัฒนาและทำให้ตรงกับความต้องการของผู้บริโภคมากขึ้น
โดยเฉพาะฟังก์ชันเรื่อง “กล้องถ่ายภาพ ” ที่แต่ละแบรนด์ทำได้ยอดเยี่ยม แตกต่างกันบ้างในรายละเอียด การหมุนเร็วของโลกและการเปลี่ยนผ่านของเทคโนโลยี ทำให้ทุกวันนี้คุณพกแค่มือถือเครื่องเดียว ก็สร้างคอนเทนท์ดีๆ ได้มากมาย ตอบโจทย์คนชอบถ่ายรูปที่รักความสะดวก
ใครมีกำลังทรัพย์แค่ไหน สนใจตัวไหนก็จับจองกันได้ตามสะดวกเลย!