Nov 30, 2020 | บทความยานยนต์
ในปัจจุบันรถยนต์รุ่นใหม่ ๆ ได้เปิดตัวรถยนต์ภายใต้แบรนด์ของตัวเองมาเยอะมาก บางคนซื้อเพื่อใช้งานยาวหลายปี แต่บางคนซื้อมาใช้เพื่อขายต่อแล้วเปลี่ยนเป็นรุ่นใหม่ไปเรื่อย ๆ ด้วยเหตุผลที่ว่าต้องการรุ่นปีที่ใหม่ล่าสุดและทันสมัยอยู่ตลอด จึงทำให้ตลาดรถยนต์มือสองนั้นมีรถยนต์ที่นำมาขายเต็นท์รถเยอะมาก มีหลากหลายรุ่น หลากหลายแบรนด์ หลากหลายราคา
ทำให้ตลาดรถยนต์มือสองคึกคัก เนื่องจากรถยนต์บางรุ่นห่างจากรุ่นใหม่เพียงแค่ 1 รุ่นก็มี บางรุ่นสภาพใหม่มาก ตัวเลขไมล์น้อย ซึ่งทำให้คนที่กำลังหารถยนต์มือสองอยู่มีตัวเลือกมากมาย แต่เพื่อน ๆ ทุกคนรู้หรือไม่ว่ารถยนต์มือสองบางคันอาจจะทำให้ดูใหม่ขึ้นมา เปลี่ยนชิ้นส่วนมาก็ได้ วันนี้เรามีวิธีการดูรถยนต์มือสอง ว่าก่อนซื้อควรดู ควรเช็กอะไรบ้าง จะได้ไม่ต้องเสียเวลา ไม่ต้องโดนหลอก มาดูกันเลย
1. ตัวถังรถ
สิ่งแรกที่จะต้องเห็นก่อนเป็นอันดับแรก คือ ตัวรถยนต์ ให้สังเกตและเดินดูด้วยตาว่ารถอยู่ในสภาพที่ไม่มีรอยบุบ รอยยุบจากการกระแทกใด ๆ สีมีถลอกหรือไม่ มีอะไรที่ผิดสังเกต ถ้ามีตั้งแต่ข้อแรกนี้ ให้เปลี่ยนคันหรือเปลี่ยนเต็นท์รถได้เลย เพราะถ้ามีรถลักษณะแบบนี้แล้ว ให้คิดว่ารถยนต์คันอื่น ๆ ในเต็นท์นี้คงจะมีอีกแน่ ไม่น่าไว้วางใจที่จะซื้อและดูต่อในข้อที่ต่อไปแล้วนะครับ
2. ชิ้นส่วนน็อต
น็อตคือสิ่งที่จะบ่งบอกได้เหมือนกันว่ารถได้ผ่านการปรับแต่ง ถอดชิ้นส่วนออกไปแล้วใส่กลับคืนมาบ้างหรือไม่ โดยจะสังเกตได้จากหลายจุด เช่น น็อตในฝากระโปรงรถ ข้างรถยนต์ เป็นต้น ถ้ามีการขันน็อต ตัวน็อตจะมีรอยของการถูกขันไว้ ให้ตีความได้เลยว่า รถยนต์คันนี้ผ่านการปรับเปลี่ยนมานั่นเองครับ
3. เลขไมล์
สิ่งที่สำคัญอีกหนึ่งอย่างเลย คือ ตัวเลขการวิ่งของรถยนต์คันนี้ว่าวิ่งไปกี่กิโลเมตรแล้ว ซึ่งถ้าเลขไมล์เยอะ แสดงว่ารถคันนี้อาจจะใช้งานมาหนัก เครื่องอาจจะเสื่อมสภาพได้ อีกข้อสังเกต คือ ถ้ารถสภาพสมบูรณ์มาก ๆ แล้วเลขไมล์น้อย เป็นสิ่งที่ดี แต่ถ้าหากรถหลายปีแล้ว เลขไมล์น้อยแบบผิดสังเกต ให้ตีความได้เลยว่า รถอาจจะผ่านการกรอเลขไมล์มาได้
4. เครื่องยนต์
เป็นอีกหนึ่งสิ่งและเป็นหัวใจสำคัญของรถยนต์ทุกรุ่น ทุกยี่ห้อที่ต้องมีในการขับเคลื่อน แนะนำให้ตรวจและเช็กเครื่องยนต์อย่างละเอียดโดยการสตาร์ทรถยนต์ ดูการทำงานของเครื่องยนต์ว่ามีจุดไหนผิดปกติหรือไม่ และดูส่วนประกอบอื่น ๆ เช่น แบตเตอรี่ น้ำมันเครื่อง หม้อพักน้ำว่าถูกเปลี่ยนหรืออยู่ในสภาพสมบูรณ์หรือไม่
5. ระบบช่วงล่าง
จุดนี้อาจจะต้องใช้เครื่องยกรถยนต์ขึ้นเพื่อดูใต้ท้องรถว่ามีจุดไหนที่ผิดปกติหรือไม่ เช่น มีจุดรั่วซึมของเหลวตรงจุดไหนบ้างหรือเปล่า มีจุดฉีกขาดหรือโดนขูดไหม ระบบโช๊คอัพ ยางรถมีรอยแตกหรือไม่ เป็นต้น
6. ทดลองขับ
ขั้นตอนที่สำคัญคงหนีไม่พ้นการได้ทดลองขับรถจริง ซึ่งจะทำให้ได้รู้ว่ามีสิ่งผิดปกติตรงจุดไหนบ้างจากการขับจริง มีเสียงตรงไหน ระบบช่วงล่างเป็นอย่างไร ระบบไฟฟ้าของรถยนต์เป็นอย่างไร อัตราเร่งเป็นอย่างไร หรือเครื่องยนต์กระตุกหรือไม่ ซึ่งขั้นตอนนี้เราจะสามารถตัดสินใจได้ทันทีที่เราได้ทดลองขับเสร็จ แนะนำให้ขับให้นานหน่อยนะครับ เพื่อที่จะได้ทดสอบรถยนต์จริง ๆ อาจจะมีอาการที่ผิดปกติแสดงออกมาตอนที่ได้ขับขี่อยู่นั่นเอง
เป็นอย่างไรกันบ้างครับเพื่อน ๆ กับวิธีเช็กรถยนต์มือสอง ถ้าเพื่อน ๆ คนไหนกำลังจะซื้อรถยนต์มือสอง แล้วอยากได้รถที่ดี มีคุณภาพ แถมราคาที่ถูกกว่า ลองมาดูที่ Kaidee Auto ก่อนได้นะครับ เรามีรถยนต์มือสองสภาพดี มีคุณภาพ และราคาที่ดีมาก ๆ นัดดูรถและนำวิธีดูรถยนต์มือสองไปใช้ดูได้เลยนะครับ
Nov 30, 2020 | บทความยานยนต์
ถ้าพูดถึงประเภทของรถยนต์ในปัจจุบันที่มีหลากหลายประเภทให้เลือก ไม่ว่าจะเป็นประเภทกระบะ รถเก๋ง รถ SUV และรถตู้ เป็นต้น รถยนต์แต่ละประเภทย่อมตอบโจทย์การใช้งานที่แตกต่างกัน บางประเภทอาจจะตอบโจทย์ในด้านจุคนได้เยอะ เหมาะสำหรับครอบครัวหรือบางประเภทเหมาะสำหรับใช้ขนของ
แต่หากว่าคุณกำลังจะเลือกซื้อรถยนต์สักคัน แต่ยังไม่รู้ว่าจะซื้อประเภทไหน ในบทความนี้จะบอกในสิ่งที่คุณอยากรู้และช่วยให้ตัดสินใจซื้อรถยนต์ได้แบบตอบโจทย์กับคุณแน่นอน
ปัจจัยในการเลือกประเภทรถยนต์ที่เหมาะกับคุณที่สุด
การเลือกประเภทรถยนต์ที่เหมาะกับตัวเองนั้นไม่ยากเลย แต่จะมีหลายปัจจัยในการเลือก เช่น การใช้งาน จำนวนสมาชิกในครอบครัว เน้นการขับขี่ไปที่ไหน เน้นเรื่องประหยัดน้ำมัน เน้นเรื่องความสะดวกสบายในการใช้ การรับประกันหลังการขาย หรือจะเป็นเรื่องราคาและค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษา เป็นต้น
หลาย ๆ ปัจจัยเหล่านี้จะทำให้เราตัดตัวเลือกและเลือกรถที่ตรงกับความต้องการของเราได้มากที่สุดครับ
รถยนต์แต่ละประเภทตอบโจทย์การใช้งานที่แตกต่างกัน
1. รถเก๋ง
รถเก๋ง หรือ Sedan รถที่เราได้เห็นเยอะที่สุดบนท้องถนน โดยรถเก๋งนั้นจะมีหลายขนาด หลายความจุ ให้เลือกหลากหลายแบรนด์ แล้วแต่ความชอบและกำลังซื้อของแต่ละคน
ซึ่งรถประเภทนี้ เหมาะสำหรับคนที่อยู่คนเดียวหรืออยู่เป็นครอบครัวก็ได้ ชอบความคล่องตัวในการเดินทาง สามารถจุของได้แบบพอดี แล้วแต่ขนาดของรถ ทุกอาชีพสามารถใช้ได้ โดยรถยนต์ประเภทรถเก๋ง หรือ Sedan ก็จะมีหลายประเภทย่อยให้เลือก ตั้งแต่ระดับ Eco Car ถึง ขนาดใหญ่หรูหรา
รถ Eco Car
ขนาดเครื่องยนต์ 1.0 – 1.4 ลิตร เหมาะกับใครบ้าง?
เหมาะกับคนที่มีสมาชิกในครอบครัว 1 – 4 คน เหมาะกับการขับขี่ใช้งานในเมืองมากที่สุดหรือออกต่างจังหวัดบางครั้ง ประหยัดน้ำมัน คล่องตัวในการขับขี่ ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาค่อนข้างเหมาะสม ช่วงราคาของรถเก๋ง ประเภท Eco car จะอยู่ในช่วง 450,000 ถึง 650,000 บาท
ตัวอย่างรถยนต์ Eco Car
Toyota Yaris Mitsubishi Mirage Nissan Almera
รถยนต์นั่งขนาดเล็ก
เหมาะกับคนที่มีสมาชิกในครอบครัว 1 – 5 คน เหมาะกับการขับขี่ใช้งานในเมืองและออกต่างจังหวัด ประหยัดน้ำมันและสะดวกสบาย ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาค่อนข้างเหมาะสม ช่วงราคาของรถเก๋งประเภทรถยนต์นั่งขนาดเล็กจะอยู่ในช่วง 650,000 ถึง 1,250,000 บาท
ตัวอย่างรถยนต์ขนาดเล็ก
Toyota Vios Toyota Corolla Altis Honda Civic
รถยนต์นั่งขนาดกลาง
เหมาะกับคนที่มีสมาชิกในครอบครัว 1 – 5 คน เหมาะกับการขับขี่ใช้งานในเมืองและออกต่างจังหวัด ค่อนข้างประหยัดน้ำมันและมีสะดวกสบายมาก เพราะห้องโดยสารที่ค่อนข้างใหญ่ ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาเหมาะสมกับขนาดของรถ ช่วงราคาของรถเก๋งประเภทรถยนต์นั่งขนาดกลางจะอยู่ในช่วง 1,000,000 ถึง 1,900,000 บาท
ตัวอย่างรถยนต์นั่งขนาดกลาง
Honda Accord Toyota Camry และ Nissan Teana เป็นต้น
รถยนต์นั่งขนาดใหญ่
เหมาะกับคนที่มีสมาชิกในครอบครัว 1 – 6 คน เหมาะกับการขับขี่ใช้งานในเมืองและออกต่างจังหวัด เน้นความสะดวกสบาย ด้วยห้องโดยสารขนาดใหญ่และหรูหรา ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาค่อนข้างสูง ช่วงราคาของรถเก๋งประเภทรถยนต์นั่งขนาดใหญ่จะอยู่ในช่วง 3,000,000 ถึง 9,000,000 บาท
ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับความชอบส่วนตัว กำลังทรัพย์ และปัจจัยอื่น ๆ ในการประกอบการตัดสินใจของแต่ละคนด้วย
ตัวอย่างรถยนต์นั่งขนาดใหญ่
Mercedes Benz S-Class BMW 7 Series Audi A8 Lexus LS
2. รถยนต์ประเภท Hot Hatch
รถยนต์ประเภทนี้มีความกะทัดรัด มีความคล่องตัวในการใช้งาน ขับง่าย โดยรถยนต์ประเภท Hot Hatch เหมาะสำหรับ
ครอบครัวที่มีสมาชิก 1 – 5 คน เหมาะกับการขับขี่ใช้งานในเมืองและออกต่างจังหวัด เน้นความสะดวกสบาย คล่องตัวในการขับขี่ ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาเหมาะสมกับประเภทของรถ ช่วงราคาของรถประเภท Hot Hatch จะอยู่ในช่วง 450,000 ถึง 3,000,000 บาท
โดยรถยนต์ประเภทนี้ก็มีหลากหลายรุ่นให้เลือกเช่น
Honda Civic Hatchback Mercedes-AMG A45 BMW M140i Audi S3 MK3
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ต้องขึ้นอยู่กับหลาย ๆ ปัจจัยในการตัดสินใจซื้อด้วยนะครับ
3. รถยนต์อเนกประสงค์ MPV
รถประเภทนี้ เป็นรถที่มีขนาดเล็กกว่ารถตู้ และคล่องตัวกว่า นั่งได้สบายกว่า สมรรถนะดี ใช้ขับขี่ทางไกลได้ดี โดยรถยนต์ประเภท MPV เหมาะสำหรับ
ครอบครัวที่มีสมาชิก 1 – 8 คน เหมาะกับการขับขี่ใช้งานในเมืองและออกต่างจังหวัด เน้นความสะดวกสบาย ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาเหมาะสมกับประเภทของรถ ช่วงราคาของรถเอนกประสงค์ MPV จะอยู่ในช่วง 1,300,000 บาท ถึง 7,000,000 บาท
สำหรับรถประเภท MPV ก็มีหลากหลายแบรนด์ เช่น
Honda Freed Hyundai-H1 Toyota Alphard Toyota Vellfire Lexus LM300h
4. รถยนต์อเนกประสงค์ SUV
รถยนต์ประเภท SUV เป็นรถยนต์ที่มีความอเนกประสงค์ มีประโยชน์ใช้สอยมากกว่ารถยนต์ทั่วไป แต่ยังคงความเป็นรถยนต์ที่ดูสวยงาม ขับขี่ได้ทุกวัน แต่ความแตกต่างก็คือ สามารถขับลุยได้ในทุก ๆ ที่ที่มากกว่ารถยนต์ทั่วไป โดยรถยนต์อเนกประสงค์ประเภท SUV เหมาะสำหรับ
ครอบครัวที่มีสมาชิก 1 – 7 คน เหมาะกับการขับขี่ใช้งานในเมืองและออกต่างจังหวัด เน้นความสะดวกสบาย คล่องตัวในการขับขี่ ช่วงล่างแข็งแรง ลุยได้ทุกที่ ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาเหมาะสมกับประเภทของรถ ช่วงราคาของรถเอนกประสงค์ SUV จะอยู่ในช่วง 800,000 ถึง 2,000,000 บาท
สำหรับรถประเภท SUV ก็มีหลากหลายรุ่นในไทย เช่น
Toyota Fortuner Mitsubishi Pajero Sport Ford Everest lsuzu Mu-X
5. รถกระบะ (Pick-UP)
รถกระบะ หรือ รถพิกอัป เป็นรถยนต์ที่มีข้างหน้าเป็นห้องโดยสาร ข้างหลังสามารถขนของและเปิดท้ายได้ จึงทำให้คนไทยนิยมเรียกรถนี้ว่า ‘รถพิกอัป’ ขึ้นชื่อว่าเป็นรถประเภท กระบะ แน่นอนว่าจะต้องสามารถขนของได้เยอะ และมีสมรรถนะช่วงล่างที่ดี สามารถขับลุยไปที่ไหนก็ได้ โดยรถประเภทกระบะเหมาะสำหรับ
ครอบครัวที่มีสมาชิก 1 – 5 คน เหมาะกับการขับขี่ใช้งานในเมืองและออกต่างจังหวัด เน้นความสะดวกสบายในการขนของ สมรรถนะ ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาเหมาะสมกับประเภทของรถ ช่วงราคาของรถกระบะจะอยู่ในช่วง 750,000 ถึง 1,100,000 บาท
โดยรถประเภทนี้ก็มีหลายหลายแบรนด์ที่ทำตลาดในไทย เช่น
Isuzu D-MAX Toyota Revo Chevrolet Colorado Mazda BT-50
6. รถตู้
รถประเภทนี้จะมีลักษณะโครงสร้างที่ใหญ่ขึ้นจากรถประเภท MPV สามารถจุคนได้เยอะกว่า สามารถใช้ขับขี่ทางไกลได้อย่างสะดวก โดยรถตู้เหมาะกับ
ครอบครัวที่มีสมาชิก 1 – 12 คน เหมาะกับการขับขี่ใช้งานในเมืองและออกต่างจังหวัด เน้นความสะดวกสบายในการโดยสาร ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาเหมาะสมกับประเภทของรถ ช่วงราคาของรถตู้จะอยู่ในช่วง 900,000 ถึง 1,300,000 บาท
ส่วนใหญ่จะเห็นรถประเภทนี้อยู่ในรถเช่า รถโดยสารข้ามจังหวัดนั่นเอง
โดยรถตู้ที่คุ้นชินตากันมากในไทย คือ Toyota Commuter ยังมี Nissan Urvan และ MG V80 ที่ทำการตลาดในไทยด้วยเช่นกัน
7. รถยนต์สปอร์ต
ขึ้นชื่อว่าเป็นรถสปอร์ต ก็ต้องมากับรูปทรงที่ดูโฉบเฉี่ยว มีเครื่องยนต์ที่แรง สมรรถนะดีเยี่ยม แถมราคาก็สูงปรี๊ด แน่นอนครับว่า รถยนต์ประเภทสปอร์ตนั้นเป็นรถยนต์ที่ผู้คนต่างใฝ่ฝันที่จะได้ครอบครองกันมาก เพราะว่าตัวรถมีรูปทรงที่ดูเท่ ดูโฉบเฉี่ยว พร้อมกับเครื่องยนต์ที่แรง สมรรถนะยอดเยี่ยม ขับไปที่ไหน ผู้คนก็ต่างให้ความสนใจ แต่ก็มากับราคาที่สูงด้วยเช่นกัน โดยรถยนต์ประเภทสปอร์ตเหมาะกับ
ครอบครัวที่มีสมาชิก 1 – 2 คน หรือมีมากกว่า (มีรถยนต์อยู่แล้วหลายคัน) เหมาะกับการขับขี่ใช้งานในเมืองและออกต่างจังหวัด เน้นความสะดวกสบาย ความเร็ว คล่องตัว ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาสูง ช่วงราคาของรถสปอร์ตจะอยู่ในช่วง 3,500,000 ถึง 10,000,000 บาท
โดยปกติแล้วรถยนต์ประเภทนี้คนที่มีกำลังทรัพย์ค่อนข้างเยอะ จะอยู่คนเดียวหรือจะมีรถครอบครัวหลายคันแล้ว แต่ก็พอใจที่จะซื้อมาเพื่อมาประดับบารมีของตัวเอง
ซึ่งรถยนต์ประเภทนี้ก็จะมีหลากหลายแบรนด์ที่ทำตลาดในประเทศไทย เช่น
Toyota Supra BMW Z4 Mazda MX-5 Ford Mustang
สรุปท้ายบทความ
การเลือกประเภทรถยนต์ที่เหมาะกับคุณที่สุดนั้นไม่ยากเลย เพราะเลือกได้จากความชอบ แต่การที่จะซื้อรถยนต์คันหนึ่งเข้ามาใช้ในชีวิตประจำวันนั้นต้องขึ้นอยู่กับอีกหลาย ๆ ปัจจัยด้วย สุดท้ายรถยนต์ที่เหมาะกับคุณที่สุดจะถูกกรองจากปัจจัยต่าง ๆ และการตัดสินใจของตัวคุณเองครับ เพื่อน ๆ คนไหนสนใจรถยนต์ประเภทไหนอยู่บ้าง? ทาง Kaidee Auto เรามีให้เพื่อน ๆ ได้เลือกชมเกือบจะทุกประเภทเลย แวะเข้ามาชมกันก่อนได้นะ การันตีว่าดีทั้งราคาและคุณภาพ
Nov 29, 2020 | บทความยานยนต์
เมื่อพูดถึงการจราจรในประเทศไทย แน่นอนว่าชวนหัวสำหรับคนไทยหลายคนอย่างแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นปัญหาน้ำท่วม ซ่อมถนน ทำรถไฟฟ้า และอีกนานา เรียกได้ว่ามีปัญหาน่าปวดหัวให้น่าลุ้นได้ไม่เว้นวันเลยละค่ะ
ปัญหาดังกล่าว เลยนำมาสู่ปัญหารถติดในประเทศไทย จนทะยานติดโพลรถติดอันดับโลกเลยทีเดียว ปัญหารถติดเหล่านี้มักจะเกิดขึ้นในกรุงเทพมหานครเป็นหลักจนหลายคนขยาดกรุงเทพฯ กันเลย คนบางคนถึงขั้นกล่าวว่า หากไม่จำเป็น ก็ไม่อยากเข้ามากรุงเทพฯ ที่เทพสร้างแต่ไม่ได้อยู่เองนี่เลยจริง ๆ แต่สาเหตุอะไรที่ทำให้รถติดได้ขนาดนี้ ลองไปดูกันนะคะ
สาเหตุที่รถติดในประเทศไทย
สำหรับสาเหตุที่รถติดในประเทศนี้ โดยเฉพาะกรุงเทพมหานคร หลายคนคงพอมีคำตอบในใจอยู่บางแล้วว่าเพราอะไร มาลองดูดีกว่ากันค่ะ ว่ามันมีสาเหตุที่มาจากอะไรบ้าง เผื่อต้นเหตุเหล่านั้น เราจะพอมีทางแก้ได้บ้าง
1. ซ่อมถนน
มาถึงสาเหตุแรกที่ทำให้รถติด อย่างการซ่อมถนนที่มักไม่มีการแจ้งล่วงหน้า หรือวันดีคืนดีซ่อมเสร็จแล้ว อยู่ ๆ ก็เปิดโปรเจกต์ทำถนนใหม่เสียอย่างนั้น พอเกิดกั้นจราจรสักเลนไป ก็ทำให้รถยนต์ที่วิ่งมาต้องเบียดเข้าอีกเลน กลายเป็นการชะลอรถและทำให้การจราจรติดขัดได้แม้ไม่แยกไฟแดง
2. น้ำท่วม
อีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้รถติดมาก ๆ ในกรุงเทพมหานคร คือปัญหาน้ำท่วมขัง ที่มักเกิดขึ้นบ่อย เนื่องจากประเทศไทยนั้น เกินกว่าครึ่งปีแทบจะโดนฝนถล่มไปแล้ว แถมฝนยังตกหนักมากจนน้ำระบายไม่ทัน กลายเป็นกรุงเทพฯ เมืองบาดาล ที่รถแล่นไม่ได้แต่เรือวิ่งได้
อย่างที่บอกว่ารถยนต์วิ่งไม่ได้ ทำให้รถที่ต้องการจะสัญจรต้องค่อย ๆ ขับผ่านน้ำท่วมสูงไป และปกติตอนเช้าของกรุงเทพฯ ก็รถติดจนไม่รู้จะติดยังไง พอเจอรถที่ต้องชะลอ แถมมักเกิดอุบัติเหตุเยอะในเช้าวันฝนพร่ำแบบนี้ รถก็ยิ่งติดจนไม่มีคำจะกล่าวเลยล่ะ
3. ทำการก่อสร้าง เช่น รถไฟฟ้า นำเสาไฟลงดิน ฯลฯ
การจราจรที่ติดขัดเพิ่มขึ้นในปัจจุบัน มักจะเกิดจากสาเหตุ การก่อสร้างรถไฟฟ้า หรือทุบแล้วสร้างสะพานใหม่รอบกรุง จึงทำให้ถนนหลายสายมีความต่อเนื่องกัน เกิดรถติดสะสมเป็นอย่างมาก ยกตัวอย่างเช่น เส้นรามคำแหงเลี้ยวเข้าพัฒนาการ ที่มีการก่อสร้างแนวรถไฟฟ้าสายสีส้มทั้งเส้น จนเกิดปัญหารถติดยาวไปถึง เส้นรามคำแหงยาวเข้าเส้นเสรีไทยและร่มเกล้าในทุกเช้า
4. ทุกคนมีรถ
อย่าแปลกใจไปว่า ทำไมการที่ทุกคนเป็นเจ้าของรถ ถึงเป็นหนึ่งในสาเหตุของรถติด อยากให้ทุกคนลองจินตนาการจำนวนรถยนต์ที่ออกมาขับบนท้องถนน 1 คนต่อ 1 คัน ขณะที่กรุงเทพมหานครมีประชากรถึง 5.6 ล้านคน พูดได้ว่ากว่าครึ่งของประชากรทั้งหมด มีรถเป็นของตนเอง
นี่จึงไม่ใช่เรื่องที่แปลกใจว่าทำไมกรุงเทพฯ จึงพบปัญหาการจราจรติดขัดเป็นอย่างมากทั้งตอนเช้าและเย็น เพราะทุกคนต่างนำรถของตนเองออกมาขับขี่ ท่ามกลางเนื้อที่ถนนอันน้อยนิดของกรุงเทพมหานคร
5. ไม่ใช้ขนส่งสาธารณะ
อีกหนึ่งสาเหตุที่เป็นที่มาของการที่ทุกคนเป็นเจ้าของรถ เพราะขนสาธารณะในไทยค่อนข้างไม่ตอบโจทย์การเดินทางเพื่อไปทำงาน เช่น บ้านหรือที่พักไม่ใกล้กับคมนาคมที่เดินทางได้สะดวก อย่างพวกรถไฟฟ้า หรือจะเป็นการที่ขนส่งสาธารณะอย่างรถเมล์ที่นอกจากจะรถติดแล้วยังต้องมากังวลปัญหาเรื่องความปลอดภัยในชีวิตขณะนั่งอีก
ทำให้ทุกคนเลือกซื้อรถยนต์ส่วนบุคคล แทนการโดยสารขนส่งสาธารณะที่มักจะเกิดปัญหาจนเกินความไม่แน่นอนในชีวิตขึ้น นี่จึงเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้รถติดนั่นเอง
6. ผังเมือง
อย่างที่เคยกล่าวไปข้างต้นว่า กรุงเทพมหานครเมืองเทพสร้าง แต่เทพไม่ได้อยู่ การออกแบบที่เน้นการตัดถนนเพื่อเข้าถึงที่ดินเพื่อซื้อขายในอดีตของกลุ่มนายทุน โดยลืมคำนึงถึงการสัญจรที่ควรจะต้องมาบรรจบกัน กลายเป็นเน้นการสร้างถนนและซอยเพื่อเข้าถึงที่ดินก็จบเท่านั้น
หากคุณลองสังเกตหลาย ๆ ประเทศ ที่มีการวางผังเมืองที่ดี จะรู้ว่าถนนหลายเส้นมักจะย้อนมาบรรจบกัน มากกว่าเป็นซอยตัน แถมยังมีจำนวนถนนเส้นหลักยังมีเยอะ
ไม่เหมือนประเทศไทยที่เต็มไปด้วยซอยตันและถนนสัญจรที่มีเพียง 8% ภายในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ทำให้การระบายรถผ่านซอยหรือทางลัดต่าง ๆ ทำได้ยากมากขึ้น ต่อให้เป็นซอยที่ทะลุถึงอีกถนน ก็มักจะเป็นซอยแคบและมีอยู่เพียงซอยเดียว จะกลับก็ไม่ได้จะไปก็ไม่ถึง จึงเกิดการสะสมของการจราจรเกิดขึ้น
7. วิธีการจอดรถ
ขออนุญาตกล่าวว่า การจอดรถของหลายท่านก็เป็นหนึ่งในสิ่งที่กีดขวางการจราจรอย่างถึงที่สุด ยกตัวอย่างเช่น การจอดรถข้างถนนเรียงราย หรือสลับกันไปแบบมักง่าย ทำให้รถหลายคันเมื่อเข้าถึงจุดพีคของการจราจร ก็ต้องคอยเบี่ยงหลบและแทรกเข้าอีกเลน สร้างปัญหาให้รถคันด้านหลังต้องหยุดรอเพื่อให้คนที่เข้าเลนนั้นและไปไมไ่ด้ออกมา
ซึ่งบางครั้งปัญหาแบบนี้จะนำมาซึ่งการทะเลาะเบาะแว้งกันระหว่างบุคคล ที่ต้องการจะออกจากเลนและผู้ที่อยู่ในเลนหลัก ไม่ยอมกันและเกิดการชนกัน จนนำมาซึ่งอุบัติเหตุที่ต้องรอประกันและรถจากทางเจ้าหน้าที่มาเคลื่อนย้ายออกไป สร้างความติดขัดบนท้องถนนอีกเท่าเลยทีเดียว
8. การตั้งตลาด
สำหรับปัญหานี้สามารถเห็นได้จากการสั่งห้ามตั้งตลาดหรือร้านค้าบริเวณฟุตบาท เพราะนอกจากจะทำให้คนเดินบนฟุตบาทลำบากแล้ว ยังขัดขว้างการจราจรหนึ่งช่องทาง เนื่องจากพ่อค้าแม่ขายมักจะนำรถมาจอดเพื่อเอาของลงบ้าง บางครั้งก็คนเยอะเกินจนล้นมาลงบนถนนแทน
ช่วงหลังมานี้ทางพื้นที่อย่างกทม. จึงเริ่มจัดการปัญหาการตั้งตลาดบนฟุตบาท โดยมีข้อเสนอให้พ่อค้าแม่ค้าเหล่านั้นย้ายไปตั้งร้านขายสินค้าในบริเวณที่จัดให้แทน เพื่อลดปัญหาความหนาแน่นบนฟุตบาทและลดหนึ่งในสาเหตุจากปัญหารถติด
อันดับแยกหรือถนนที่รถติดที่สุดในประเทศไทย
ลองมาดูกันว่า มีแยกไหนบ้างที่รถติดมาก ๆ ในประเทศไทย ถามว่ารู้แล้วไปทำอะไร ทุกคนควรรู้เพื่อหลีกเลี่ยงรถติด ที่คุณอาจต้องพบเจอยามที่สัญจรผ่านเส้นทางนี้ และวางแผนการเดินทางของคุณให้คุ้มค่าเวลามากที่สุด
1. วงเวียนใหญ่
ฝั่งกรุงธนบุรีต้องวงเวียนใหญ่ เรียกได้ว่าติดมาก ติดจนไม่รู้จะติดขนาดไหน ยิ่งตรงบริเวญแยกบ้านแขก ที่แต่ละวันติดนานอย่างกับ รถจอด ทำใครหลายคนถอนหายใจจนเบื่อไปเลยล่ะ
2. แยกอุรุพงษ์-ประตูน้ำ
เมื่อพูดถึงอีกหนึ่งแยกที่หากเลี่ยงได้ควรเลี่ยง อย่างแยกอุรุพงษ์ ตรงประตูน้ำ ที่นอกจากตอนเย็นรถจะติดมาก แทบไม่เห็นการขยับจนบางคนท้อแล้วท้ออีก แต่อย่างว่า บางคนก็จำเป็นที่จะต้องสัญจรผ่านแยกนี้จริง ๆ
3. ถนนรัชดาภิเษก
แยกในเมืองที่หลายคนคงเลี่ยงการสัญจรผ่านไม่ได้ อย่างถนนรัชดาภิเษก ที่นอกจากจะเป็นถนนที่เชื่อมถนนอีกหลายเส้นในกรุงเทพฯ แล้ว ยังเป็นเส้นที่มีตึกออฟฟิศมากมายเรียงรายอยู่เต็มไปหมด แถมนอกจากออฟฟิศ ก็ยังมีคอนโด หอพัก เรียกได้ว่าเป็นเส้นทางกลับบ้านของใครหลายคนเลยล่ะค่ะ
4. แยกอโศก
คงไม่ต้องพูดสำหรับแยกนี้ ที่นอกจากรถจะเยอะทุกวัน ยังเป็นแยกที่ติดนานกว่า 1 ชั่วโมงก็มีมาแล้ว ยิ่งถ้าวันไหนติดยาวมาตั้งแต่แยกพระราม 9 ก็อย่าหวังเลยว่าจะได้ขยับไปไหนไกล บางครั้งก็ทำติดยาวตั้งแต่ทางลงทางด่วนก็มี
5. ห้าแยกลาดพร้าว
ปัจจุบันหลังจากมีการสร้างรถไฟฟ้าสถานีห้าแยกลาดพร้าว หวังคลี่คลายสถานการณ์รถติดได้บ้าง ทว่าถึงสถานีจะเสร็จ แต่ถนนที่มุ่งหน้าลาดพร้าวยังกำลังอยู่ในช่วงก่อสร้างรถไฟฟ้า ทำให้รถติดสะสมยิ่งกว่าเดิม ลองคิดดูว่าคุณหลับไปแล้ว 2 ตื่น รถก็ยังอยู่ที่เดิมไม่ไปไหน
6. ถนนวิภาวดีรังสิต
ถนนวิภาวดีรังสิต หลายคนคงได้ยินว่าตอนเช้าก็รถติดแล้ว แต่เย็นติดกว่าเดิม แดงเทือกทุกครั้งที่ดูเส้นทางในแมป เพราะเส้นนี้จะเป็นเส้นที่ใช้เดินทางเพื่อมุ่งหน้าออกไปทางดอนเมือง รังสิต และวิ่งกลับเข้ามาที่ลาดพร้าว เนื่องจากเป็นถนนที่ต่อกับถนนอีกหลายเส้น จึงเกิดการสะสมของการจราจรเป็นธรรมดา
7. แยกลำสาลี
เป็นหนึ่งในแยกที่สามารถไปต่อได้หลายที่ อย่างถนนพัฒนาการ ถนนรามคำแหง และถนนลาดพร้าว พอเจอแบบนี้เข้าไป จึงกลายเป็นเส้นที่นำรถจากหลายถนนมาสุมอยู่ในแยกเดียวกัน แถมแยกนี้พอจะปล่อยรถทีก็ปล่อยน้อย ควรเตรียมใจและเผื่อเวลาไว้จะดีที่สุดนะคะ
8. ถนนเจริญกรุง
อีกหนึ่งถนนที่มีความยาวตั้งแต่ฝั่งธนบุรี ตรงแยกท้ายวัง ยาวมาจบตรงเส้นพระราม 3 แม้ถนนเส้นนี้จะมีหลายจุดที่ติดอยู่เป็นประจำอย่าง ตรงบริเวณวัดมังกร เยาวราช เป็นต้น แต่จุดที่ติดที่สุดจะอยู่ที่ บริเวณแยกถนนตก มุ่งหน้าแยกเฉลิมพันธ์ ที่เรียกได้ว่าสะสมยาวตั้งแถวถนนสาธรยาวไปจนถึงพระราม 3
9. ถนนพระราม9
ถนนพระราม 9 เป็นถนนที่ขนานกับถนนรามคำแหง โดยสามารถใช้ซอยทะลุไปได้ ทว่าเส้นนี้แม้จะมีแยกไม่ค่อยเยอะ และมีทางด่วนศรีรัชให้ขึ้นมุ่งหน้าเข้าเมือง แต่ก็ยังคงเป็นเส้นที่ติด เพราะมีจุดเชื่อมกับถนนรามคำแหงอยู่หลายแยก เรียกได้ว่าติดกันไปตาม ๆ กันเลยล่ะ
11. แยกแคราย
เช่นเดียวกันกับห้าแยกลาดพร้าว ที่แม้จะสีรถไฟฟ้าสายสีม่วงวิ่งผ่านถนนตรงจุดนี้แล้ว แต่ก็ยังเป็นจุดที่ชาวนนทบุรี สามารถพูดได้ว่า เลี่ยงได้เลี่ยง! แต่ก็เลี่ยงไม่ได้อยู่ดี เพราะเป็นถนนที่ชาวนนท์ใช้สัญจรเพื่อไปยังจุดต่าง ๆ เช่น งามวงศ์วาน หรือขับข้ามแม่น้ำไปฝั่งบางใหญ่
แต่สาเหตุการติดที่นอกจากรถสะสมจำนวนมากแล้ว อาจเพราะบริเวณสี่แยกแครายมีทางขึ้นสะพานยกระดับเป็นคอขวดทำให้ยิ่งติดกันไปใหญ่
12. ถนนแจ้งวัฒนะ มุ่งหน้าปากเกร็ด
ถนนแจ้งวัฒนะมุ่งหน้าปากเกร็ด ที่ปกติไม่ทำการก่อสร้างรถไฟฟ้าก็ติดมากมายอยู่แล้ว ยิ่งในตอนนี้ที่มีการทำรถไฟฟ้าสายสีชมพู มุ่งหน้ามีนบุรี-ปากเกร็ด ทำให้รถสะสมมากกว่าเดิม ด้วยช่องสัญจรที่น้อยลงกว่าที่เคยมี
โดยถนนเส้นนี้ยังเป็นจุดเชื่อมกับถนนอีกหลายเส้น อย่างถนนวิภาวดี รังสิต และถนนรามอินทรา ที่สามารถมุ่งหน้าไปได้ทั้งเมืองทอง ปากเกร็ด ลาดพร้าว และรามอินทรา
ซึ่งก่อนหน้านี้เคยมีคนตั้งข้อสงสัยไว้ว่า สาเหตุที่แท้จริงที่ทำให้ถนนแจ้งวัฒนะติดจนไม่รู้จะเลิกติดยังไง มาจากการที่บริเวณศูนย์ราชการ กั้นให้รถทุกคันฝ่าทุกเลนเพื่อไปกลับรถยังยูเทิร์นที่ใกล้ที่สุด จึงเกิดปัญหารถที่มุ่งหน้าไปแยกหลักสี่ ไม่สามารถเคลื่อนไปได้และเกิดการติดสะสมยาวถึงท้ายแถวเลยล่ะ
วิธีแก้ปัญหารถติดให้กับตัวคุณเอง
การแก้ปัญหารถติดให้กับคุณเอง แม้จะฟังดูแล้วอะไรนะ ทำไมเราต้องแก้รถติดด้วยตนเอง แทนที่จะให้ภาครัฐเข้ามาดูแล แต่นี่คือทางแก้ที่ง่ายที่สุดที่เริ่มต้นได้ด้วยตัวคุณเอง ระหว่างรอภาครัฐแก้ปัญหารถติดให้แก่คุณ
1. ใช้ขนส่งสาธารณะ
เพราะการใช้ขนส่งสาธารณะ อย่างเช่น รถไฟฟ้า รถไฟฟ้าใต้ดิน และเรือ เป็นหนึ่งในทางเลือกที่คุณไม่ต้องลงไปเบียดเสียดบนท้องถนนกับคนอื่นเขา แถมยังช่วยประหยัดเวลา เนื่องจากขนส่งเหล่านี้มักจะให้บริการตามรอบเวลาที่ระบุเอาไว้ จึงช่วยให้คุณสามารถคุมเวลาการเดินทางได้ดีขึ้น
2. หาทำเลคอนโดที่ใกล้เคียง
อีกหนึ่งวิธีที่ช่วยคุณเลี่ยงปัญหารถติดได้ดีมาก ๆ คือการเช่าคอนโดหรือหอพักในทำเลที่ใกล้เคียง เพื่อประหยัดเวลาในการเดินทางทั้งยังไม่ต้องเอารถลงถนนให้เหนื่อยใจอีกด้วย การเลือกที่พักใกล้เคียงยังสามารถเดินไปทำงานโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายอย่างค่าเดินทางเพิ่มเติมได้ด้วย
3. เลี่ยงเส้นทางรถติดไปใช้ทางลัด
การใช้เส้นทางลัด อย่างการเลี่ยงเส้นทางหลักไปใช้ทางย่อย ตามซอยย่อย ๆ อาจช่วยในการระบายรถติดบนเส้นทางหลักได้บ้าง และอย่างน้อยเมื่อใช้ทางลัดอาจทำให้คุณเดินทางได้เร็วกว่าไปตามเส้นทางหลักอีกด้วย
4. หาอย่างอื่นทำบนรถ
การหาอย่างอื่นทำบนรถจะช่วยให้ปัญหารถติดน้อยลงไปได้ อันนี้เป็นเรื่องของความรู้สึกไม่ใช่สถานการณ์จริง ๆ เช่น เมื่อรถติดคุณอาจจะนำข้าวหรือขนมมากินรอระหว่างไปทำงาน
ทำให้คุณรู้สึกว่าเวลาเหล่านั้นผ่านไปไว อย่างบางคนก็ใช้เวลารถติดนี่แหละ ในการแต่งหน้าให้เป๊ะปัง ไม่ต้องแต่งออกจากบ้านให้เสียเวลา แล้วต้องไปสายอีกด้วย
5. ทำใจ
อีกหนึ่งวิธีการช่วยให้คุณรู้สึกว่ารถติดไม่เป็นปัญหา คือการทำใจยอมรับว่า กรุงเทพฯ ชีวิตดี ๆ ที่ลงตัวนั้นลงตัวที่รถติดแหง็กบนท้องถนนมากกว่า 1 ชั่วโมงคือสามัญ เมื่อคุณเริ่มทำใจให้เคยชินได้ ความรู้สึกมัวหมองในชีวิตอาจจะลดลงมาได้บ้างก็ได้นะคะ
รถแบบไหนที่คุ้มในการขับในเมือง
ถ้าคุณคือหนึ่งในคนที่จำเป็นหรือต้องการใช้รถท่ามกลางสภาวะรถติดของกรุงเทพฯ การเลือกรถให้เหมาะสมสำหรับการสัญจร ก็เป็นหนึ่งในทางเลือกเพื่อเพิ่มความง่ายและสะดวกสบายแก่ตัวคุณ ถึงแม้จะไม่สามารถลดปัญหารถติดได้ แต่ก็ยังสามารถประหยัดเวลาและน้ำเงินได้เล็กน้อยก็ยังดี
1. รถยนต์คันเล็ก
การใช้รถยนต์คันเล็กเหมาะกับพื้นที่คับแคบ อย่างซอยทั้งหลายภายในกรุงที่ทั้งแคบ ทั้งเล็ก สัญจรสวนกันก็ลำบาก แถมเวลาจะจอดรถทีก็ต้องมองซ้ายมองขวา ว่าจะจอดได้หรือเปล่านะ
เมื่อเลือกใช้รถคันเล็กปัญหานี้จะลดน้อยลง เพราะเมื่อคุณขับภายในซอยหรือต้องการจอดรถบริเวณที่จอดน้อยก็ทำได้ทันที เพราะรถของคุณเล็กจนมีเนื้อที่พอให้จอด
แถมยังไม่ต้องระแวงรถมาเฉี่ยวกระจกข้างให้ลุดอีกด้วย ยิ่งไปกว่านั้นอีกสิ่งที่น่าสนใจสำหรับรถยนต์คันเล็กคือ เมื่อรถติดก็สามารถซิกแซกเข้าเลนต่าง ๆ ได้ง่าย
2. รถยนต์ที่ประหยัดน้ำมัน
การออกรถเพื่อใช้ขับขี่ภายในเมือง ควรเป็นรถยนต์ที่ประหยัดน้ำมันอย่างรถยนต์ประเภท Eco Car ที่นอกจากราคารถยนต์ที่ประหยัดและถูกกว่ารถยนต์ประเภทอื่น ๆ แล้ว ยังคันเล็กและประหยัดน้ำมันมาก ๆ อีกด้วย
ขณะที่รถติดบนแยกไฟแดงใดแยกหนึ่งเป็นเวลานาน แม้รถจะไม่ขยับแต่ก็สิ้นเปลืองน้ำมันเป็นอย่างมาก เช่น การเปิดแอร์ ติดเครื่องยนต์ทิ้งไว้ ก็ยังคงผลาญน้ำมันจำนวนมาก
ประหนึ่งรถคุณได้ขับออกไปยังต่างจังหวัด 148 กิโลและกลับมเข้ากรุงอีกรอบ เรียกได้ว่าหากไม่ใช่รถประหยัดน้ำมันก็เปลืองสุด ๆ ไปเลย
3. มอเตอร์ไซค์
อย่าสงสัยว่าทำไมมอเตอร์ไซค์ถึงคุ้มค่าในการขับขี่ภายในเมือง นอกจากดีไซน์ของรถมอเตอร์ไซค์ที่เล็กและสามารถซิกแซกไปมาตามเส้นทางต่าง ๆ ได้แล้ว ยังสามารถประหยัดน้ำมันได้กว่ารถยนต์อีกด้วย
การเติมน้ำมันถังหนึ่งประมาณ 4.4 ลิตร ก็วิ่งได้ไกลประมาณ 130 กิโลเมตรเลยทีเดียว
รถมอเตอร์ไซค์จึงเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่สามารถช่วยคุณทำเวลาได้ดีและประหยัดน้ำมันอย่างมาก แถมค่าที่จอดรถมอเตอร์ไซค์รายเดือนยังถูกกว่าค่าที่จอดของรถยนต์หลายเท่าเลยค่ะ
สรุปท้ายบทความ
ปัญหารถติด ที่แก้ยาก อยากจะแก้ยังไงก็ไม่หาย ได้แต่ทำใจใช้ชีวิตแบบนี้ไปเรื่อย ๆ หากใครโชคดีหน่อยก็อาจมีทางเลือกที่นอกจากการเดินทางด้วยรถยนต์ ไปใช้ขนส่งสาธารณะที่เร็วขึ้นอย่าง รถไฟฟ้า หรือการเลือกเช่าที่พักตรงจุดใกล้ที่ทำงานมากขึ้น
ถ้าสำหรับใครที่เลี่ยงไม่ได้ในการใช้รถ อาจลองเปลี่ยนจากการใช้รถยนต์เป็นรถมอเตอร์ไซค์เพื่อความขับคล่องและไปได้เร็วขึ้นกว่ารถยนต์ ทว่าสำหรับใครที่ไม่สันทัดเรื่องการขี่รถมอเตอร์ไซค์
สามารถเลือกเป็นรถยนต์คันเล็กเพื่อประหยัดน้ำมัน และขับขี่ในเมืองกรุงได้ง่ายที่ Kaidee ก็เป็นหนึ่งในทางเลือกที่เวิร์ก ส่วนเรื่องสภาพจิตนั้นก็คงจะต้องหาวิธีเยียวยาด้วยการหาอะไรทำยามรถติดแก้เซ็งแทน
Nov 18, 2020 | บทความยานยนต์
วันหยุดทั้งทีก็อยากออกไปเที่ยวสักที่ แต่ก็คงไม่พ้นห้างใกล้บ้าน แน่นอนว่าสุดสัปดาห์แบบนี้ หลายคนก็คงคิดแบบเดียวกัน นอกจากนอนอยู่บ้านก็ต้องพากันออกไปห้าง แต่สิ่งที่ท็อกซิกกว่าการทำงานจนเหนื่อย ก็คือการที่ต้องวนหาที่จอดรถจนหมดแรง จุดนี้ต้องพึ่ง 6 เทคนิคหาที่จอดชนิดเดอะแฟลชยังต้องยอมแพ้
1.บัตรสมาชิกต่าง ๆ
สำรวจบัตรสมาชิกในมือว่าคุณมีบัตรอะไรที่สามารถใช้พรีวิเลจของที่จอดได้บ้าง ไม่ว่าจะเป็นบัตรฟิตเนส บัตรของบริษัทประกัน บัตรเครดิต หรือ บัตรของค่ายมือถือที่ให้สิทธิพิเศษแก่คุณ อย่าลังเลที่จะใช้มันเพราะที่จอดในห้างช่วงวันหยุดนั้นยิ่งกว่าการแก่งแย่งของลดราคาเสียอีก แถมเลี่ยงปัญหารถติดบนลานจอดที่ยาวเหยียดอย่างกับรถที่รอต่อขึ้นเขาคิชฌกูฏได้ด้วย
บัตรเครดิตที่ให้สิทธิพิเศษเรื่องที่จอดรถตามห้างสรรพสินค้าชั้นนำมีตามลิสต์ข้างล่างนี้เลยค่ะ
เครือเซ็นทรัล
Central The 1 BLACK KTC-KTB Precious Plus Visa Infinite Citi Premier Citi Ultima Prestige Scb Private Banking SCB First SCB Beyond Krungsri Exclusive (เฉพาะ เซ็นทรัล ชิดลม)
เครือ M
M Card Platinum SCB M VISA Citi M Visa Signature Citi Premier (เฉพาะ เอ็มควอเทียร์ และ พารากอน) ONE SIAM (เฉพาะ สยาม พารากอน) SCB First (เฉพาะ เอ็มควอเทียร์) UOB Infinite (เฉพาะ เอ็มควอเทียร์ และ เอ็มโพเรียม ) Krungsri Exclusive (เฉพาะ เอ็มควอเทียร์)
ห้างสรรพสินค้าอื่นๆ
Big C Platinum Paywave (สำหรับห้างสรรพสินค้า Big C) SCB First (เมกะบางนา) SCB Beyond (สยาม เซ็นเตอร์ และ เมกะบางนา) ONE SIAM (เฉพาะ สยาม เซ็นเตอร์) Krungsri Exclusive (เดอะ พรอมานาด)
สำหรับใครที่ไม่มีบัตรสมาชิกข้างต้น ก็ไม่เป็นไรนะคะ ยังมีวิธีอื่น ๆ ที่ทำให้หาที่จอดรถได้อีกเช่นเดียวกันค่ะ
2.Lady Parking
สาว ๆ ที่มักจะไปห้างสรรพสินค้าคนเดียว ห้ามพลาดที่จอดตรงชั้น Lady Parking เลยนะคะ เพราะเป็นชั้นที่จอดได้เฉพาะผู้หญิงเท่านั้น ผู้โดยสารที่มาด้วยกันก็ต้องเป็นผู้หญิงทั้งหมด สำหรับโซนนี้นั้นถูกจัดขึ้นมาเพื่ออำนวยความสะดวกในหลายด้านรวมถึงมาตรการในด้านความปลอดภัยให้แก่ผู้หญิงที่เดินทางมาห้างสรรพสินค้า
ดังนั้นสมาคมหญิงล้วนอย่างเรา ๆ พลาดไม่ได้ที่จะต้องเข้าไปใช้สิทธิ์นะคะ เพราะหลายคนมักจะไม่ทันสังเกตว่าในห้างมี Lady Parking ด้วย รู้แบบนี้แล้วต้องห้ามพลาดเลยล่ะค่ะ โซนของ Lady Parking มักจะตั้งอยู่ไม่เกิน ชั้นที่ 2 ของลานจอดรถ หากไม่แน่ใจว่าห้างนี้มีหรือไม่ แนะนำให้ถามรปภ. หรือ พนักงานตรงจุดรับบัตรดูนะคะ
3.ชั้นครึ่งที่ไม่ต่อกับตัวห้างโดยตรง
เมื่อสักครู่ได้กล่าวถึงวิธีใช้สิทธิพิเศษกับชั้นจอดรถพิเศษกันไปแล้ว ดังนั้นจะมาพูดถึงวิธีจอดรถโดยทั่วไปกันบ้าง หากคุณต้องการหาที่จอดสักที่แล้ว การที่เลือกวนหาที่จอดกับชั้นที่ต่อกับตัวห้างโดยตรง ย่อมเป็นความคิดที่พับเก็บไปได้เลย เพราะชั้นเหล่านี้มักจะไม่ว่างตั้งแต่ช่วงห้างเปิดแล้ว
ดังนั้นชั้นที่เป็นชั้นลอยคั่นกลางระหว่างชั้นเชื่อมเข้าอาคาร มักจะเป็นที่นิยมน้อยกว่า ทำให้โอกาสได้ที่จอดมีมากกว่า การมุ่งจุดหมายไปชั้นครึ่งมักจะทำให้เราได้เปรียบและได้ที่จอดเร็วกว่าคนอื่น แน่นอนว่ายิ่งโลเคชั่นไกลบันไดแค่ไหนโอกาสยิ่งมีมากเท่านั้น
4.จอดขวาง
หลายคนมักไม่กล้าจอดขวาง เพราะกลัวรถตนเองถูกเข็นไปชนรถคันอื่น หรือจอดไม่ได้เพราะไม่ชำนาญ แต่ถึงอย่างนั้น การจอดขวางเป็นสิ่งที่เรียกได้ว่าประหยัดเวลาในการหาที่จอดเกือบที่สุดแล้ว เพราะเมื่อที่จอดเต็ม รปภ.ห้างส่วนใหญ่มักจะโบกให้เราจอดขวาง ดังนั้นการเจอที่จอดขวางว่าง ก็ให้สัญญาณแล้วเข้าเลยค่ะ เพราะเราไม่รู้ว่าต้องวนรถรอไปถึงชาติไหนถึงจะได้ที่จอด
แต่มารยาทที่ดีในการจอดขวางนั้นห้ามมองข้ามโดยเด็ดขาด เมื่อจอดรถเสร็จแล้วอย่าลืมปลดเกียร์ว่างและตั้งล้อให้ตรงด้วยนะคะ เราต้องเห็นใจคนที่จอดต่อจากเราและคนที่เราไปจอดขวางทางเข้า-ออกเขาด้วย เพราะหากคุณไม่ใส่ใจในเรื่องนี้อาจกลายเป็นเรื่องราวใหญ่โตตามมาถึงขั้นกรีดรถกันก็ได้นะคะ
5.เวลาทองจำให้ขึ้นใจ 10, 3 และ 6
การระบุช่วงเวลาไปห้างตามหัวข้อข้างต้น จะทำให้คุณได้ที่จอดรถได้เกือบ 90% เนื่องจากเป็นช่วงเวลาที่ที่จอดรถจะว่างหรือมีคนออกจากห้างบ่อยที่สุด
เวลาแรก 10 โมงเช้า
10 โมงเป็นเวลาห้างเปิด หลายคนยังคงไม่ตื่นนอนหรือไม่ออกจากบ้านเพื่อมาถึงห้าง 10 โมงเป๊ะกันเท่าไรนัก ส่วนใหญ่คนจะเดินทางมาถึงห้างหลังห้างเปิดไปแล้วประมาณ 1 ชั่วโมง เหมือนคอนเซ็ปต์ เฟิร์สคัมเฟิร์สเสิร์ฟนั่นแหละค่ะ มาก่อนก็ได้ก่อน ยิ่งมาถึงตอนห้างเปิดพอดี ที่ว่างยังเหลือเพียบให้เลือกได้ตามใจกันเลยทีเดียวเชียว
เวลาที่สอง 3 โมงเย็น
ช่วงเวลาบ่าย 3 เป็นช่วงที่คนมักจะเริ่มทยอยเดินทางออกจากห้าง ส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มที่มาห้างในช่วงเช้าถึงช่วงเที่ยง เพื่อมาหาซื้อของและทานมื้อกลางวัน ดังนั้นเมื่อเข้าสู่ยามบ่ายแสงเริ่มคล้อยลงเรื่อย ๆ ช่วงเวลาอย่างบ่าย 3 ผู้คนมักทยอยออกจากห้างเพื่อกลับไปพักผ่อน ดังนั้นการมาห้างในช่วงเวลานี้ หากคุณช่างสังเกตจ้องมองผู้คนสัญจรเดินกลับไปที่รถสักหน่อย แค่นี้คุณก็จะได้ที่จอดง่าย ๆ ไม่ยากแล้ว
ขณะเดียวกัน ช่วงเวลาบ่าย 3 ก็เป็นช่วงมีคนเดินทางมาห้างน้อยมาก เนื่องจากคนที่จะมาเซ็ทช่วงเย็นจะเริ่มทยอยเข้าห้างสรรพสินค้ากันตอน 4 โมงเพื่อทานมื้อเย็นค่ะ
เวลาสุดท้าย 6 โมงเย็น
6 โมงเย็นเป็นช่วงเวลาที่คนจะทยอยกลับเยอะที่สุด หลังจากรับประทานอาหารและทำกิจกรรมต่าง ๆ ภายในห้าง คนส่วนใหญ่จะรีบกลับบ้านไปทำอย่างอื่นต่อ ซึ่งจะตรงกันข้ามกับวันทำงานที่ช่วง 6 โมงเย็นซึ่งมีผู้ใช้บริการห้างเยอะเกือบที่สุด แต่วันหยุดสุดสัปดาห์แบบนี้ ช่วง 6 โมงเย็นมักจะเป็นกลุ่มที่มาเพื่อทานมื้อเย็นและดูหนังรอบดึกมากกว่าค่ะ เลยมีที่ว่างพอสมควรให้คุณได้จอดรถ เหมาะสำหรับในกรณีที่คุณไม่รีบร้อนต้องมาใช้บริการห้างในยามบ่าย
6.คาถาที่จอดรถ จักรกฤษณ์
วิธีสุดท้ายในการหาที่จอดรถก็คือการใช้สายมู อย่างคาถาจอดรถอันแสนโด่งดัง อย่างพี่จักรกฤษณ์ ที่มาก็มาจากเน็ตไอดอลคนดังอย่างคุณพิมฐาที่เคยใช้คาถานี้ในการหาที่จอดรถ จนกลายเป็นที่ประจักษ์ไปทั่วตามโซเชียลเน็ตเวิร์ก
เรื่องเล่าของจักรกฤษณ์ถูกเล่าขานไปเป็นสองเรื่องแง่มุมด้วยกัน เรื่องแรกมีอยู่ว่า มีชายหนุ่มคนหนึ่งชื่อ จักรกฤษณ์ เขาได้จอดรถทิ้งเอาไว้ที่ห้างสรรพสินค้า เมื่อเขากลับมาเอารถเพื่อจะขับกลับบ้าน กลายเป็นว่าทางเข้า-ออกจากอาคารจอดรถถูกปิดอยู่ เขาจำต้องนอนบนรถแทน แต่นั่นก็กลายเป็นโศกนาฏกรรมอันน่าเศร้า เพราะเขาได้เสียชีวิตลงในวันถัดมาเพราะขาดอากาศหายใจ
เรื่องเล่าแบบที่สองอ้างอิงจากคุณพิมฐา ที่มาของจักรกฤษณ์คือ เขาเป็นเพื่อนของพ่อหรือคนรู้จักของพ่อคุณพิมฐา ซึ่งเป็นคนที่โชคดีเรื่องที่จอดรถมาก ๆ ไม่ว่าไปที่ไหนก็ได้ที่จอด จึงเป็นที่มาของการเรียกชื่อ จักรกฤษณ์ นั่นเอง
สองเรื่องเล่าดังกล่าวจึงกลายเป็นที่เล่าขานกันว่า หากใครต้องการที่จอดรถในห้างสรรพสินค้าให้ใช้คาถาเรียกชื่อ ‘จักรกฤษณ์’ ย้ำ ๆ ระหว่างวนหาที่จอดรถไม่ก็กล่าวขอที่จอดรถจาก ‘พี่จักรกฤษณ์’ แล้วคุณจะได้ที่จอดแทบจะทันที ไม่เชื่อก็ต้องลองเพราะว่ามันเวิร์คจริง ๆ ค่ะ
การหาที่จอดรถตอนวันหยุดแม้จะเป็นเรื่องแสนชวนหัว แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ากิจกรรมยามว่างของหลายคนในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ คือการไปห้างสรรพสินค้าราวกับเป็นตารางสิ่งที่ต้องทำในวันหยุด การหาที่จอดเป็นเรื่องยากก็จริง แต่หากรถของคุณเป็นรถไซส์เล็ก การหาที่จอดหรือการจอดขวางก็ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป หารถไซส์เล็กมือสองแสนน่ารักพร้อมพาคุณไปห้างในวันหยุดได้แล้ววันนี้ที่ Kaidee เลยค่ะ
Nov 18, 2020 | บทความยานยนต์
ทั้งมือเก่าและมือใหม่ล้วนมีปัญหาคล้ายๆกัน คือกลัวการจอดรถ ยิ่งเวลาจอดใกล้กับรถของคนอื่นยิ่งกลัว ทำให้บางคนวนรอจนลานจอดโล่งจึงค่อยจอด ซึ่งเสียเวลามากๆใช่ไหมล่ะคะ? แถมถ้าไม่ได้ฝึกก็ไม่มีทางจอดได้สักที แต่หากรู้เทคนิคแล้วล่ะก็ การจอดรถจะไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไปค่ะ
สองเทคนิคน่ารู้สำหรับการจอดได้แก่
1.เทคนิคถอยจอดเข้าซอง 2.เทคนิคจอดเทียบขนาน
แต่ก่อนจะไปต่อ ขอให้ทุกคนลองเปิดใจและกล้าทำตามดูนะคะ ไม่ต้องกังวลว่าจะถอยรถแล้วชนเพราะคุณสามารถกะได้จากกระจกมองข้างว่าใกล้จะชนหรือยัง ยิ่งถ้ามีกล้องหลังและเซนเซอร์ยิ่งไม่ต้องกลัว มันจะทำหน้าที่เตือนเราได้ดีมากๆเลยค่ะ แม้เทคนิคที่จะบอกต่อไปนี้ เป็นเทคนิคที่จอดรถภายในการใส่เกียร์ R รอบเดียวไม่ได้ก็จริง แต่รับรองว่าไม่เบียดไม่ชนสบายใจหายห่วงแน่นอน งั้นมาเริ่มกันกับเทคนิคแรกเลยดีกว่าค่ะ
1.เทคนิคถอยจอดเข้าซอง
Ver.1
เทคนิคนี้สามารถใช้กับการจอดเข้าซองได้เกือบทุกกรณี ทั้งจอดรถข้างเสาโดยฝั่งคนขับติดกับเสา และจอดระหว่างรถสองคัน มีเพียงแค่การจอดรถที่ฝั่งคนนั่งติดกับเสาที่จะต่างออกไปเล็กน้อย
ขั้นแรก ให้สัญญาณไฟโดยกดปุ่มไฟฉุกเฉินว่าคุณกำลังจะถอยจอดเข้าซอง หลังจากนั้นเดินหน้ารถของคุณไปทางซ้ายเล็กน้อยให้ใกล้กับรถที่จอดคันถัดไปจากซองที่คุณจะเข้า
ขั้นสอง เดินหน้ารถจนกว่ากระจกข้างรถของคุณพอดีกันกับไฟหน้าดวงแรกของรถคนที่จอดนำหน้าคุณ
ขั้นสาม หักพวงมาลัยขวาให้สุดพร้อมเดินหน้าไปในเวลาเดียวกัน จนกว่าจะเห็นไฟหน้าของรถที่จอดอยู่ซองด้านซ้ายของคุณ
ขั้นสี่ เข้าเกียร์ R พร้อมหักพวงมาลัยซ้ายสุด และค่อย ๆ ถอย ให้ท้ายรถของคุณอยู่ประมาณประตูหน้าของรถคันข้าง ๆ
ขั้นห้า เปลี่ยนเป็นเกียร์ D เดินหน้าให้รถอยู่ระหว่างเส้นของซองที่จะเข้าโดยกะให้ระยะตรงกลางพอดีโดยสามารถมองผ่านกระมองข้างได้ การกะแบบนี้จะทำให้รถคุณไม่เบียดไปข้างใดข้างหนึ่งมากเกินไป
ขั้นหก เมื่อเห็นว่าตรงกลางพอดีแล้ว ให้ถอยตรง ๆ เลยค่ะจนกว่าจะชนกับที่กันล้อหรือดูแล้วรถไม่ยื่นเกินไป ก็เป็นอันเสร็จสิ้นของการจอดเข้าซองค่ะ
Ver. 2
เป็นเทคนิคใช้จอดสำหรับการจอดชิดเสาโดยที่ฝั่งคนนั่งเป็นฝั่งชิดเสา ซึ่งจะต่างกับเทคนิคแบบแรกเล็กน้อย
ความต่างจะอยู่ที่ขั้นตอนแรกก่อนจะเริ่มจอด เนื่องจากการกะระยะจะเปลี่ยนจากรถยนต์คันข้างๆ เป็นเสาแทนนั่นเอง
เมื่อคุณให้สัญญาณพร้อมจะจอดแล้ว ให้คุณเดินหน้ารถของคุณไปจนกระจกข้างรถคุณจะอยู่ประมาณกลางเสา และทำการหักเลี้ยวตามขั้นตอน 2-6 เลย แต่คุณต้องคอยดูกระจกหลังก่อนเข้าเกียร์ R ว่าคุณเห็นเสาเกือบเต็มไหม ถ้าเกือบเต็มแล้วให้เปลี่ยนเป็นเกียร์ R แล้วถอยได้เลยค่ะ
2.เทคนิคถอยจอดขนานเส้น
การจอดขนานเส้น หรือ ที่เรียกง่าย ๆ ว่า จอดเทียบระหว่างสองคันเป็นสิ่งที่นับว่าโหดหินมากโดยเฉพาะกับมือใหม่ แน่นอนว่าการที่จะจอดได้คล่องอย่างรวดเร็วต้องอาศัยการฝึก หากไม่เริ่มฝึกก็คงจอดไม่ได้สักทีใช่ไหมล่ะคะ
ขั้นแรก เมื่อคุณหาจุดที่ต้องการจะจอดได้แล้ว แนะนำกดไฟเพื่อให้สัญญาณแล้วเดินหน้ารถของคุณ จนเทียบระยะรถกับคันข้างหน้าได้พอดี กะเอาจากการที่กระจกข้างรถเรานำหน้ากระจกข้างอีกคันที่เราจอดเทียบอยู่เล็กน้อย โดยเว้นระยะของรถทั้งสองคันไว้ประมาณ 2 ฟุต
ขั้นสอง หักพวงมาลัยซ้ายให้สุดแล้วเข้าเกียร์ R ค่อย ๆ ปล่อยเบรกให้รถคุณถอยไปจนขอบตรงกระจกบานข้างของคุณจอดเทียบพอดีกับไฟท้ายคันหน้า(มุมนี้จะเป็นมุมมองแบบทแยง) ประกอบกับการมองกระจกข้างแล้วเห็นป้ายทะเบียนรถคันหลัง
ขั้นสาม ปล่อยพวงมาลัยตรง และถอยรถจนกว่ากระจกข้างจะบังไฟท้ายรถคันหน้าพอดี
ขั้นสี่ เมื่อได้มุมแบบข้างต้นแล้ว ให้หมุนพวงลัยขวาสุดจนกว่ารถของคุณจะขนานเส้นหรือขนานกับคันด้านหลังเป็นแนวเดียวกันได้
ขั้นห้า ใส่เกียร์ D เดินหน้าเพื่อขยับรถเล็กน้อย ให้กะระยะเว้นเผื่อพื้นที่ให้รถของตนเองและรถคันหน้าขยับออกได้ เท่านี้ก็เป็นจบสิ้นกระบวนการการจอดแล้วค่ะ
การถอยจอดรถไม่ยาก แต่ต้องอาศัยการฝึกฝนและเทคนิคเล็ก ๆ น้อย ๆ ค่ะ หลายครั้งการเรียนเทคนิคแล้วยังไม่มั่นใจ ถอยไม่ได้ภายในคราเดียวก็ไม่เป็นไรนะคะ ขยับหลาย ๆ ครั้งเพื่อลองดูก็ได้ค่ะ
ทุกอย่างจะดีได้ด้วยการฝึกบ่อย ๆ ทั้งมีเซนเซอร์และกล้องหลังเป็นเทคโนโลยีที่คอยซัพพอร์ตเราอยู่แล้ว ยิ่งจะช่วยให้การถอยเป็นเรื่องที่ไม่ยากจนเกินไปค่ะ สำหรับมือใหม่ที่ต้องการถอยรถสักคัน แนะนำเป็นรถคันเล็กที่จอดง่าย ถอยได้ไวที่ Kaidee ไม่ต้องกังวลเรื่องสเปซในการจอดใด ๆ เลยค่ะ