Jan 14, 2022 | บทความยานยนต์
NISSAN KICKS e-POWER นิยามใหม่ของรถยนต์คอมแพค เอสยูวี ที่มาพร้อมเทคโนโลยี e-POWER จากนิสสัน ให้ความแรงเร้าใจในทุกการขับขี่ และมอบประสบการณ์การขับขี่ที่ยอดเยี่ยม ที่คุณจะโดนใจ ตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้ลองขับ และเซอร์ไพรส์กับความสนุกทุกครั้งที่เหยียบคันเร่ง โดยมีจุดเด่นของรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า 100% แต่ช่วยแก้ปัญหาข้อจำกัดเรื่องสถานีชาร์จไฟ ด้วยการใช้เครื่องยนต์น้ำมันเป็นตัวปั่นไฟในรถคันเดียวกัน เพื่อสร้างความสะดวกสบายในการใช้งานในชีวิตจริงของลูกค้า ไม่ต้องวางแผนการเดินทาง หรือปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้รถยนต์ที่คุ้นเคย
โดยการที่รถหนึ่งคันจะเป็นรถที่สมบูรณ์แบบได้ เครื่องยนต์ถือว่าเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญของรถ เปรียบเสมือนกับหัวใจ และกำลังของรถ การที่เรารู้จักเครื่องยนต์ของรถ ก็เหมือนกับการทำความรู้จักรถรุ่นนั้น ๆ ว่าลักษณะเป็นอย่างไร บุคลิกของรถเป็นอย่างไรนั่นเอง
โดย NISSAN KICKS e-POWER ถือว่าเป็นรถคันหนึ่งที่มีความน่าสนใจ เพราะนอกจากเทคโนโลยีที่ทันสมัยแล้ว หนึ่งในสิ่งที่เป็นจุดขายของรถรุ่นนี้ คือ เทคโนโลยี e-POWER ที่ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าเป็นตัวขับเคลื่อน 100% เช่นเดียวกับรถ EV แต่พิเศษกว่าตรงที่มีเครื่องยนต์น้ำมันเป็นตัวสร้างกระแสไฟ ไม่ต้องกังวลเรื่องแบตหมด ไฟไม่พอ ขอเพียงมีน้ำมันอยู่ในถัง ก็เดินทางไปได้ทุกที่ แถมให้อัตราเร่งแรง ตอบสนองได้ดั่งใจ ตอบโจทย์การใช้งานในชีวิตประจำวันได้อย่างครบครัน โดยคุณไม่ต้องเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้รถ ใช้งานได้ตามปกติเหมือนรถทั่วไป ไม่ต้องวางแผนการเดินทาง หรือหาสถานีชาร์จไฟให้ยุ่งยาก
และจากที่กล่าวมาข้างต้น หากอยากรู้ว่า เทคโนโลยี e-POWER ของรถคันนี้ทำงานอย่างไร และโดดเด่นกว่ารถคันอื่นอย่างไร เราจะมาเจาะลึกและทำความเข้าใจกันแบบในบทความนี้
เทคโนโลยี ‘e-POWER’ จากนิสสัน
ในส่วนที่เป็นเอกลักษณ์ของรถรุ่นนี้ที่ผู้อ่านหลาย ๆ คนสงสัยคือเรื่องเทคโนโลยี e-POWER จากนิสสัน ว่าทำงานอย่างไร วันนี้เราจะมาอธิบายการทำงานง่าย ๆ ดังนี้
ขุมพลังขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า 100% แต่มีจุดเด่นที่เหนือกว่า ด้วยการใช้เครื่องยนต์น้ำมันเป็นเครื่องกำเนิดไฟฟ้า ลดข้อจำกัดเรื่องสถานีชาร์จแบต และระยะเวลาในการชาร์จไฟ โดยเครื่องยนต์จะทำหน้าที่เปลี่ยนน้ำมันที่เติมเข้าไปเป็นกระแสไฟฟ้าไปเก็บไว้ที่แบตเตอรีลิเธียม-ไอออน และส่งไปยังมอเตอร์ไฟฟ้า เพื่อขับเคลื่อนรถยนต์ ทำให้นิสสัน คิกส์ มีอัตราเร่งที่ต่างจากรถยนต์อื่น ๆ โดยให้ความแรง เร้าใจ ตอบสนองได้ดั่งใจ ไม่ต้องรอรอบ อัตราเร่งจาก 0 ถึง 100 กม./ชม. โดยใช้เวลาต่ำกว่า 10 วินาที
และจุดสำคัญคือ นิสสัน คิกส์ ให้ความประหยัดกว่าทั้งค่าบำรุงรักษาในระยะยาว และค่าน้ำมัน ไม่ว่าจะขับไกลแค่ไหน ก็ไม่ต้องกังวล ขอให้มีน้ำมันในถังก็ไปถึงจุดหมายได้อย่างสบายใจ ไร้กังวล มีอัตราการกินน้ำมันเฉลี่ย 23.8 กม./ลิตร และ 27.0 กม./ลิตร สำหรับขับในเมืองรถติดๆ ตกกิโลละบาทกว่าๆ เท่านั้น โดยเติมเต็มถัง 41 ลิตร จะวิ่งได้ประมาณ 800-900 กม. แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็จะขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการขับรถของแต่ละคน
Drive Mode : ระบบการขับเคลื่อนของ NISSAN KICKS e-POWER
ระบบการทำงานของเครื่องยนต์จะถูกแบ่งออกตามรูปแบบการขับขี่ ได้แก่
ขณะขับเคลื่อนปกติ Normal Driving – ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า 100% โดยใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ ให้ความเงียบ และนุ่มนวลตลอดการขับขี่
ขณะเร่งความเร็ว Rapid Acceleration – มอเตอร์ไฟฟ้าจะทำงานเต็มที่ 100% โดยใช้ไฟจากแบตเตอรี่ ในขณะเดียวกันเครื่องยนต์น้ำมันก็จะช่วยสร้างกระแสไฟฟ้า ไปเสริมพลังขับเคลื่อนมอเตอร์ไฟฟ้า ให้ความแรงเร้าใจมีประสิทธิภาพสูงสุด
ขณะลดความเร็วจากการถอนคันเร่ง Deceleration – ทุกครั้งที่ถอนคันเร่ง ระบบรีเจเนอเรทีฟ จะช่วยชาร์จไฟไปเก็บไว้ที่แบตเตอรี่ตลอดเวลา ทำให้ประหยัดพลังงานมากยิ่งขึ้น
ขณะขับเคลื่อนด้วยความเร็วคงที่ Cruising – มอเตอร์จะขับเคลื่อนรถด้วยพลังงานไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ จนเมื่อความจุแบตเตอรี่ลดลงอยู่ในระดับต่ำ เครื่องยนต์น้ำมันจึงจะทำงานเพื่อปั่นไฟโดยอัตโนมัติ เครื่องยนต์จะทำงานเมื่อจำเป็นเท่านั้น ช่วยให้ประหยัดน้ำมันได้มากขึ้น และลดการปล่อย CO2
NISSAN KICKS e-POWER มาพร้อมโหมดการขับขี่ให้เลือกทั้งหมด 3 โหมด
เพื่อตอบสนองการขับขี่ในสถานการณ์ต่างๆ ทั้ง ด้านสมรรถนะและการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
NORMAL MODE – ให้อัตราเร่งที่ดีเยี่ยม โดย D Mode คือ การขับขี่แบบปกติ แต่ B Mode ให้ความนุ่มนวลในการขับขี่เมื่อลงทางชัน
SMART MODE – โหมดการขับขี่นี้เหมาะสำหรับขับในเมือง เพราะเน้นอัตราเร่งที่ดี แต่อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงที่มีประสิทธิภาพ เพื่อตอบสนองต่ออัตราเร่ง และการชะลอความเร็วที่ดีเยี่ยม ให้ความเร้าใจทุกครั้งที่คุณกดคันเร่ง
ECO MODE – โหมดประหยัด โดยลดการใช้พลังงานที่สิ้นเปลือง ซึ่งจะปรับการทำงานของระบบ e-POWER ให้ใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ให้ความคุ้มค่าในทุกการขับขี่ เหมาะสำหรับการจราจรที่เคลื่อนตัวช้า
เป็นเจ้าของ NISSAN KICKS e-POWER วันนี้ รับข้อเสนอ 3 ต่อ

ให้คุณพิเศษกว่าใครกับโปรโมชันเพื่อคุณโดยเฉพาะ เป็นเจ้าของ Nissan KICKS e-POWER วันนี้รับไปเลย 3 ต่อ ได้แก่
ต่อที่ 1 : รับดอกเบี้ย 0% นาน 60 เดือน พิเศษ ฟรี ประกันภัยชั้นหนึ่ง Nissan Premium Protection 1 ปี
ต่อที่ 2 : ฟรี แพ็กเกจขับสบายหายห่วง 5 ปี ประกอบไปด้วย
- รับประกันรถใหม่ 5 ปี/ e-POWER 5 ปี/แบตเตอรี่ 10 ปี
- ฟรี แพ็กเกจเช็กระยะ SAVE SAFE Platinum Package พร้อมส่วนลดอะไหล่ 10% นาน 5 ปี
- ฟรี บริการช่วยเหลือรถเสียฉุกเฉิน 24 ช.ม. 5 ปี
ต่อที่ 3 : ฟรีชุดแต่งพิเศษ Stylish Package
“เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด”
สรุปท้ายบทความ
จะเห็นได้ว่าเครื่องยนต์ของ NISSAN KICKS e-POWER มีความโดดเด่น และมีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร เร่งแรง ตอบสนองดั่งใจ ทั้งยังประหยัดค่าน้ำมัน และค่าบำรุงรักษาอีกต่างหาก ใครที่กำลังมองหารถที่ช่วยเซฟเงินในกระเป๋าในระยะยาว รถคันนี้จะตอบโจทย์เป็นที่สุด
สัมผัส NISSAN KICKS e-POWER โดนใจ…ตั้งแต่ครั้งแรกที่ลองขับ ได้แล้ววันนี้ที่โชว์รูมใกล้บ้านท่าน
Nov 30, 2020 | บทความยานยนต์
ในปัจจุบันรถยนต์รุ่นใหม่ ๆ ได้เปิดตัวรถยนต์ภายใต้แบรนด์ของตัวเองมาเยอะมาก บางคนซื้อเพื่อใช้งานยาวหลายปี แต่บางคนซื้อมาใช้เพื่อขายต่อแล้วเปลี่ยนเป็นรุ่นใหม่ไปเรื่อย ๆ ด้วยเหตุผลที่ว่าต้องการรุ่นปีที่ใหม่ล่าสุดและทันสมัยอยู่ตลอด จึงทำให้ตลาดรถยนต์มือสองนั้นมีรถยนต์ที่นำมาขายเต็นท์รถเยอะมาก มีหลากหลายรุ่น หลากหลายแบรนด์ หลากหลายราคา
ทำให้ตลาดรถยนต์มือสองคึกคัก เนื่องจากรถยนต์บางรุ่นห่างจากรุ่นใหม่เพียงแค่ 1 รุ่นก็มี บางรุ่นสภาพใหม่มาก ตัวเลขไมล์น้อย ซึ่งทำให้คนที่กำลังหารถยนต์มือสองอยู่มีตัวเลือกมากมาย แต่เพื่อน ๆ ทุกคนรู้หรือไม่ว่ารถยนต์มือสองบางคันอาจจะทำให้ดูใหม่ขึ้นมา เปลี่ยนชิ้นส่วนมาก็ได้ วันนี้เรามีวิธีการดูรถยนต์มือสอง ว่าก่อนซื้อควรดู ควรเช็กอะไรบ้าง จะได้ไม่ต้องเสียเวลา ไม่ต้องโดนหลอก มาดูกันเลย
1. ตัวถังรถ
สิ่งแรกที่จะต้องเห็นก่อนเป็นอันดับแรก คือ ตัวรถยนต์ ให้สังเกตและเดินดูด้วยตาว่ารถอยู่ในสภาพที่ไม่มีรอยบุบ รอยยุบจากการกระแทกใด ๆ สีมีถลอกหรือไม่ มีอะไรที่ผิดสังเกต ถ้ามีตั้งแต่ข้อแรกนี้ ให้เปลี่ยนคันหรือเปลี่ยนเต็นท์รถได้เลย เพราะถ้ามีรถลักษณะแบบนี้แล้ว ให้คิดว่ารถยนต์คันอื่น ๆ ในเต็นท์นี้คงจะมีอีกแน่ ไม่น่าไว้วางใจที่จะซื้อและดูต่อในข้อที่ต่อไปแล้วนะครับ
2. ชิ้นส่วนน็อต
น็อตคือสิ่งที่จะบ่งบอกได้เหมือนกันว่ารถได้ผ่านการปรับแต่ง ถอดชิ้นส่วนออกไปแล้วใส่กลับคืนมาบ้างหรือไม่ โดยจะสังเกตได้จากหลายจุด เช่น น็อตในฝากระโปรงรถ ข้างรถยนต์ เป็นต้น ถ้ามีการขันน็อต ตัวน็อตจะมีรอยของการถูกขันไว้ ให้ตีความได้เลยว่า รถยนต์คันนี้ผ่านการปรับเปลี่ยนมานั่นเองครับ
3. เลขไมล์
สิ่งที่สำคัญอีกหนึ่งอย่างเลย คือ ตัวเลขการวิ่งของรถยนต์คันนี้ว่าวิ่งไปกี่กิโลเมตรแล้ว ซึ่งถ้าเลขไมล์เยอะ แสดงว่ารถคันนี้อาจจะใช้งานมาหนัก เครื่องอาจจะเสื่อมสภาพได้ อีกข้อสังเกต คือ ถ้ารถสภาพสมบูรณ์มาก ๆ แล้วเลขไมล์น้อย เป็นสิ่งที่ดี แต่ถ้าหากรถหลายปีแล้ว เลขไมล์น้อยแบบผิดสังเกต ให้ตีความได้เลยว่า รถอาจจะผ่านการกรอเลขไมล์มาได้
4. เครื่องยนต์
เป็นอีกหนึ่งสิ่งและเป็นหัวใจสำคัญของรถยนต์ทุกรุ่น ทุกยี่ห้อที่ต้องมีในการขับเคลื่อน แนะนำให้ตรวจและเช็กเครื่องยนต์อย่างละเอียดโดยการสตาร์ทรถยนต์ ดูการทำงานของเครื่องยนต์ว่ามีจุดไหนผิดปกติหรือไม่ และดูส่วนประกอบอื่น ๆ เช่น แบตเตอรี่ น้ำมันเครื่อง หม้อพักน้ำว่าถูกเปลี่ยนหรืออยู่ในสภาพสมบูรณ์หรือไม่
5. ระบบช่วงล่าง
จุดนี้อาจจะต้องใช้เครื่องยกรถยนต์ขึ้นเพื่อดูใต้ท้องรถว่ามีจุดไหนที่ผิดปกติหรือไม่ เช่น มีจุดรั่วซึมของเหลวตรงจุดไหนบ้างหรือเปล่า มีจุดฉีกขาดหรือโดนขูดไหม ระบบโช๊คอัพ ยางรถมีรอยแตกหรือไม่ เป็นต้น
6. ทดลองขับ
ขั้นตอนที่สำคัญคงหนีไม่พ้นการได้ทดลองขับรถจริง ซึ่งจะทำให้ได้รู้ว่ามีสิ่งผิดปกติตรงจุดไหนบ้างจากการขับจริง มีเสียงตรงไหน ระบบช่วงล่างเป็นอย่างไร ระบบไฟฟ้าของรถยนต์เป็นอย่างไร อัตราเร่งเป็นอย่างไร หรือเครื่องยนต์กระตุกหรือไม่ ซึ่งขั้นตอนนี้เราจะสามารถตัดสินใจได้ทันทีที่เราได้ทดลองขับเสร็จ แนะนำให้ขับให้นานหน่อยนะครับ เพื่อที่จะได้ทดสอบรถยนต์จริง ๆ อาจจะมีอาการที่ผิดปกติแสดงออกมาตอนที่ได้ขับขี่อยู่นั่นเอง
เป็นอย่างไรกันบ้างครับเพื่อน ๆ กับวิธีเช็กรถยนต์มือสอง ถ้าเพื่อน ๆ คนไหนกำลังจะซื้อรถยนต์มือสอง แล้วอยากได้รถที่ดี มีคุณภาพ แถมราคาที่ถูกกว่า ลองมาดูที่ Kaidee Auto ก่อนได้นะครับ เรามีรถยนต์มือสองสภาพดี มีคุณภาพ และราคาที่ดีมาก ๆ นัดดูรถและนำวิธีดูรถยนต์มือสองไปใช้ดูได้เลยนะครับ
Nov 30, 2020 | บทความยานยนต์
ถ้าพูดถึงประเภทของรถยนต์ในปัจจุบันที่มีหลากหลายประเภทให้เลือก ไม่ว่าจะเป็นประเภทกระบะ รถเก๋ง รถ SUV และรถตู้ เป็นต้น รถยนต์แต่ละประเภทย่อมตอบโจทย์การใช้งานที่แตกต่างกัน บางประเภทอาจจะตอบโจทย์ในด้านจุคนได้เยอะ เหมาะสำหรับครอบครัวหรือบางประเภทเหมาะสำหรับใช้ขนของ
แต่หากว่าคุณกำลังจะเลือกซื้อรถยนต์สักคัน แต่ยังไม่รู้ว่าจะซื้อประเภทไหน ในบทความนี้จะบอกในสิ่งที่คุณอยากรู้และช่วยให้ตัดสินใจซื้อรถยนต์ได้แบบตอบโจทย์กับคุณแน่นอน
ปัจจัยในการเลือกประเภทรถยนต์ที่เหมาะกับคุณที่สุด
การเลือกประเภทรถยนต์ที่เหมาะกับตัวเองนั้นไม่ยากเลย แต่จะมีหลายปัจจัยในการเลือก เช่น การใช้งาน จำนวนสมาชิกในครอบครัว เน้นการขับขี่ไปที่ไหน เน้นเรื่องประหยัดน้ำมัน เน้นเรื่องความสะดวกสบายในการใช้ การรับประกันหลังการขาย หรือจะเป็นเรื่องราคาและค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษา เป็นต้น
หลาย ๆ ปัจจัยเหล่านี้จะทำให้เราตัดตัวเลือกและเลือกรถที่ตรงกับความต้องการของเราได้มากที่สุดครับ
รถยนต์แต่ละประเภทตอบโจทย์การใช้งานที่แตกต่างกัน
1. รถเก๋ง
รถเก๋ง หรือ Sedan รถที่เราได้เห็นเยอะที่สุดบนท้องถนน โดยรถเก๋งนั้นจะมีหลายขนาด หลายความจุ ให้เลือกหลากหลายแบรนด์ แล้วแต่ความชอบและกำลังซื้อของแต่ละคน
ซึ่งรถประเภทนี้ เหมาะสำหรับคนที่อยู่คนเดียวหรืออยู่เป็นครอบครัวก็ได้ ชอบความคล่องตัวในการเดินทาง สามารถจุของได้แบบพอดี แล้วแต่ขนาดของรถ ทุกอาชีพสามารถใช้ได้ โดยรถยนต์ประเภทรถเก๋ง หรือ Sedan ก็จะมีหลายประเภทย่อยให้เลือก ตั้งแต่ระดับ Eco Car ถึง ขนาดใหญ่หรูหรา
รถ Eco Car
ขนาดเครื่องยนต์ 1.0 – 1.4 ลิตร เหมาะกับใครบ้าง?
- เหมาะกับคนที่มีสมาชิกในครอบครัว 1 – 4 คน
- เหมาะกับการขับขี่ใช้งานในเมืองมากที่สุดหรือออกต่างจังหวัดบางครั้ง
- ประหยัดน้ำมัน คล่องตัวในการขับขี่
- ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาค่อนข้างเหมาะสม
- ช่วงราคาของรถเก๋ง ประเภท Eco car จะอยู่ในช่วง 450,000 ถึง 650,000 บาท
ตัวอย่างรถยนต์ Eco Car
- Toyota Yaris
- Mitsubishi Mirage
- Nissan Almera
รถยนต์นั่งขนาดเล็ก
- เหมาะกับคนที่มีสมาชิกในครอบครัว 1 – 5 คน
- เหมาะกับการขับขี่ใช้งานในเมืองและออกต่างจังหวัด
- ประหยัดน้ำมันและสะดวกสบาย
- ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาค่อนข้างเหมาะสม
- ช่วงราคาของรถเก๋งประเภทรถยนต์นั่งขนาดเล็กจะอยู่ในช่วง 650,000 ถึง 1,250,000 บาท
ตัวอย่างรถยนต์ขนาดเล็ก
- Toyota Vios
- Toyota Corolla Altis
- Honda Civic
รถยนต์นั่งขนาดกลาง
- เหมาะกับคนที่มีสมาชิกในครอบครัว 1 – 5 คน
- เหมาะกับการขับขี่ใช้งานในเมืองและออกต่างจังหวัด
- ค่อนข้างประหยัดน้ำมันและมีสะดวกสบายมาก เพราะห้องโดยสารที่ค่อนข้างใหญ่
- ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาเหมาะสมกับขนาดของรถ
- ช่วงราคาของรถเก๋งประเภทรถยนต์นั่งขนาดกลางจะอยู่ในช่วง 1,000,000 ถึง 1,900,000 บาท
ตัวอย่างรถยนต์นั่งขนาดกลาง
Honda Accord Toyota Camry และ Nissan Teana เป็นต้น
รถยนต์นั่งขนาดใหญ่
- เหมาะกับคนที่มีสมาชิกในครอบครัว 1 – 6 คน
- เหมาะกับการขับขี่ใช้งานในเมืองและออกต่างจังหวัด
- เน้นความสะดวกสบาย ด้วยห้องโดยสารขนาดใหญ่และหรูหรา
- ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาค่อนข้างสูง
- ช่วงราคาของรถเก๋งประเภทรถยนต์นั่งขนาดใหญ่จะอยู่ในช่วง 3,000,000 ถึง 9,000,000 บาท
ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับความชอบส่วนตัว กำลังทรัพย์ และปัจจัยอื่น ๆ ในการประกอบการตัดสินใจของแต่ละคนด้วย
ตัวอย่างรถยนต์นั่งขนาดใหญ่
- Mercedes Benz S-Class
- BMW 7 Series
- Audi A8
- Lexus LS
2. รถยนต์ประเภท Hot Hatch
รถยนต์ประเภทนี้มีความกะทัดรัด มีความคล่องตัวในการใช้งาน ขับง่าย โดยรถยนต์ประเภท Hot Hatch เหมาะสำหรับ
- ครอบครัวที่มีสมาชิก 1 – 5 คน
- เหมาะกับการขับขี่ใช้งานในเมืองและออกต่างจังหวัด
- เน้นความสะดวกสบาย คล่องตัวในการขับขี่
- ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาเหมาะสมกับประเภทของรถ
- ช่วงราคาของรถประเภท Hot Hatch จะอยู่ในช่วง 450,000 ถึง 3,000,000 บาท
โดยรถยนต์ประเภทนี้ก็มีหลากหลายรุ่นให้เลือกเช่น
- Honda Civic Hatchback
- Mercedes-AMG A45
- BMW M140i
- Audi S3 MK3
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ต้องขึ้นอยู่กับหลาย ๆ ปัจจัยในการตัดสินใจซื้อด้วยนะครับ
3. รถยนต์อเนกประสงค์ MPV
รถประเภทนี้ เป็นรถที่มีขนาดเล็กกว่ารถตู้ และคล่องตัวกว่า นั่งได้สบายกว่า สมรรถนะดี ใช้ขับขี่ทางไกลได้ดี โดยรถยนต์ประเภท MPV เหมาะสำหรับ
- ครอบครัวที่มีสมาชิก 1 – 8 คน
- เหมาะกับการขับขี่ใช้งานในเมืองและออกต่างจังหวัด
- เน้นความสะดวกสบาย
- ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาเหมาะสมกับประเภทของรถ
- ช่วงราคาของรถเอนกประสงค์ MPV จะอยู่ในช่วง 1,300,000 บาท ถึง 7,000,000 บาท
สำหรับรถประเภท MPV ก็มีหลากหลายแบรนด์ เช่น
- Honda Freed
- Hyundai-H1
- Toyota Alphard
- Toyota Vellfire
- Lexus LM300h
4. รถยนต์อเนกประสงค์ SUV
รถยนต์ประเภท SUV เป็นรถยนต์ที่มีความอเนกประสงค์ มีประโยชน์ใช้สอยมากกว่ารถยนต์ทั่วไป แต่ยังคงความเป็นรถยนต์ที่ดูสวยงาม ขับขี่ได้ทุกวัน แต่ความแตกต่างก็คือ สามารถขับลุยได้ในทุก ๆ ที่ที่มากกว่ารถยนต์ทั่วไป โดยรถยนต์อเนกประสงค์ประเภท SUV เหมาะสำหรับ
- ครอบครัวที่มีสมาชิก 1 – 7 คน
- เหมาะกับการขับขี่ใช้งานในเมืองและออกต่างจังหวัด
- เน้นความสะดวกสบาย คล่องตัวในการขับขี่ ช่วงล่างแข็งแรง ลุยได้ทุกที่
- ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาเหมาะสมกับประเภทของรถ
- ช่วงราคาของรถเอนกประสงค์ SUV จะอยู่ในช่วง 800,000 ถึง 2,000,000 บาท
สำหรับรถประเภท SUV ก็มีหลากหลายรุ่นในไทย เช่น
- Toyota Fortuner
- Mitsubishi Pajero Sport
- Ford Everest
- lsuzu Mu-X
5. รถกระบะ (Pick-UP)
รถกระบะ หรือ รถพิกอัป เป็นรถยนต์ที่มีข้างหน้าเป็นห้องโดยสาร ข้างหลังสามารถขนของและเปิดท้ายได้ จึงทำให้คนไทยนิยมเรียกรถนี้ว่า ‘รถพิกอัป’ ขึ้นชื่อว่าเป็นรถประเภท กระบะ แน่นอนว่าจะต้องสามารถขนของได้เยอะ และมีสมรรถนะช่วงล่างที่ดี สามารถขับลุยไปที่ไหนก็ได้ โดยรถประเภทกระบะเหมาะสำหรับ
- ครอบครัวที่มีสมาชิก 1 – 5 คน
- เหมาะกับการขับขี่ใช้งานในเมืองและออกต่างจังหวัด
- เน้นความสะดวกสบายในการขนของ สมรรถนะ
- ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาเหมาะสมกับประเภทของรถ
- ช่วงราคาของรถกระบะจะอยู่ในช่วง 750,000 ถึง 1,100,000 บาท
โดยรถประเภทนี้ก็มีหลายหลายแบรนด์ที่ทำตลาดในไทย เช่น
- Isuzu D-MAX
- Toyota Revo
- Chevrolet Colorado
- Mazda BT-50
6. รถตู้
รถประเภทนี้จะมีลักษณะโครงสร้างที่ใหญ่ขึ้นจากรถประเภท MPV สามารถจุคนได้เยอะกว่า สามารถใช้ขับขี่ทางไกลได้อย่างสะดวก โดยรถตู้เหมาะกับ
- ครอบครัวที่มีสมาชิก 1 – 12 คน
- เหมาะกับการขับขี่ใช้งานในเมืองและออกต่างจังหวัด
- เน้นความสะดวกสบายในการโดยสาร
- ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาเหมาะสมกับประเภทของรถ
- ช่วงราคาของรถตู้จะอยู่ในช่วง 900,000 ถึง 1,300,000 บาท
ส่วนใหญ่จะเห็นรถประเภทนี้อยู่ในรถเช่า รถโดยสารข้ามจังหวัดนั่นเอง
โดยรถตู้ที่คุ้นชินตากันมากในไทย คือ Toyota Commuter ยังมี Nissan Urvan และ MG V80 ที่ทำการตลาดในไทยด้วยเช่นกัน
7. รถยนต์สปอร์ต
ขึ้นชื่อว่าเป็นรถสปอร์ต ก็ต้องมากับรูปทรงที่ดูโฉบเฉี่ยว มีเครื่องยนต์ที่แรง สมรรถนะดีเยี่ยม แถมราคาก็สูงปรี๊ด แน่นอนครับว่า รถยนต์ประเภทสปอร์ตนั้นเป็นรถยนต์ที่ผู้คนต่างใฝ่ฝันที่จะได้ครอบครองกันมาก เพราะว่าตัวรถมีรูปทรงที่ดูเท่ ดูโฉบเฉี่ยว พร้อมกับเครื่องยนต์ที่แรง สมรรถนะยอดเยี่ยม ขับไปที่ไหน ผู้คนก็ต่างให้ความสนใจ แต่ก็มากับราคาที่สูงด้วยเช่นกัน โดยรถยนต์ประเภทสปอร์ตเหมาะกับ
- ครอบครัวที่มีสมาชิก 1 – 2 คน หรือมีมากกว่า (มีรถยนต์อยู่แล้วหลายคัน)
- เหมาะกับการขับขี่ใช้งานในเมืองและออกต่างจังหวัด
- เน้นความสะดวกสบาย ความเร็ว คล่องตัว
- ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาสูง
- ช่วงราคาของรถสปอร์ตจะอยู่ในช่วง 3,500,000 ถึง 10,000,000 บาท
โดยปกติแล้วรถยนต์ประเภทนี้คนที่มีกำลังทรัพย์ค่อนข้างเยอะ จะอยู่คนเดียวหรือจะมีรถครอบครัวหลายคันแล้ว แต่ก็พอใจที่จะซื้อมาเพื่อมาประดับบารมีของตัวเอง
ซึ่งรถยนต์ประเภทนี้ก็จะมีหลากหลายแบรนด์ที่ทำตลาดในประเทศไทย เช่น
- Toyota Supra
- BMW Z4
- Mazda MX-5
- Ford Mustang
สรุปท้ายบทความ
การเลือกประเภทรถยนต์ที่เหมาะกับคุณที่สุดนั้นไม่ยากเลย เพราะเลือกได้จากความชอบ แต่การที่จะซื้อรถยนต์คันหนึ่งเข้ามาใช้ในชีวิตประจำวันนั้นต้องขึ้นอยู่กับอีกหลาย ๆ ปัจจัยด้วย สุดท้ายรถยนต์ที่เหมาะกับคุณที่สุดจะถูกกรองจากปัจจัยต่าง ๆ และการตัดสินใจของตัวคุณเองครับ
เพื่อน ๆ คนไหนสนใจรถยนต์ประเภทไหนอยู่บ้าง? ทาง Kaidee Auto เรามีให้เพื่อน ๆ ได้เลือกชมเกือบจะทุกประเภทเลย แวะเข้ามาชมกันก่อนได้นะ การันตีว่าดีทั้งราคาและคุณภาพ
Nov 25, 2020 | ข่าวสาร และกิจกรรม
คงต้องมีกันบ้างเวลาที่ซื้อรถคันใหม่มาสักคัน แล้วรู้สึกว่ารถจะต้องให้สิริมงคลและโชคลาภให้กับผู้ขับขี่รถคันนี้ ไม่ว่าเป็นเรื่องงาน เรื่องเงินทอง หรือแม้กระทั่งแคล้วคลาดปลอดภัยจากการขับขี่บนท้องถนน ทำให้คนที่มีความเชื่อถึงกับต้องสรรหาพระอาจารย์ชื่อดังที่ได้รับความนิยมสูง เพื่อความสบายใจ
พระอาจารย์ประสิทธิ์ – วัดซับกองทอง จังหวัดเพชรบูรณ์
ขอบคุณภาพจาก Facebook : Pravit Thongsang
พระอาจารย์ที่เป็นที่รู้จักเป็นอย่างมากจากช่องทางโซเชียลมีเดียต่างๆในช่วงเวลาหนึ่ง ด้วยความที่คิวทอง หาตัวจับได้ยาก รวมไปถึงการเจิมยันต์ที่มีความสวยงามราวกับเขียนงานศิลปะที่มีผืนผ้าใบเป็นรถยนต์ ยันต์ที่พระอาจารย์จะเจิมนั้นเป็น “ยันต์มหามงคล” เสริมบารมี ปลอดภัยจากอันตรายทังปวง ซึ่งท่านจะเริ่มเจิมตั้งแต่ ฝากระโปรงหน้ารถ ไฟหน้า-ไฟท้าย หลังคารถ และพวงมาลัย ซึ่งหลังเสร็จพิธีเจิมเสร็จแล้ว ท่านจะให้เราเลื่อนรถและจอดไปทางทิศตะวันออก เพื่อรับแสงอาทิตย์ ซึ่งในการเจิมยันต์แต่ละครั้งจะใช้เวลา 4-5 ชั่วโมงกันเลยทีเดียว เรียกได้ว่าต้องเตรียมตัวและเวลาให้พร้อม ต้องมีเวลาให้ท่านถึงครึ่งวันกันเลยทีเดียว
พระอาจารย์อ๊อด – วัดสายไหม จังหวัดปทุมธานี
ขอบคุณภาพจาก Facebook : ศิษย์หลวงพ่ออ๊อด วัดสายไหม
น่าจะเคยผ่านตามาบ้างกับการที่พระอาจารย์อ๊อดนั้นไปเจิมเครื่องบินพาณิชย์ของ Nok Air ที่สร้างความแปลกใหม่ในวงการเจิมเป็นอย่างมาก ด้วยความศรัทธาที่ทุกคนมีให้ต่อท่านจึงทำให้ท่านถูกเหล่าผู้คนที่มีความเชื่อในเรื่องของการเจิมนั้น มานิมนต์ท่านเพื่อไปเจิมบ้าน รถยนต์ อยู่บ่อยครั้ง ซึ่งยันต์ที่พระอาจารย์อ๊อดเจิมให้นั้นจะเป็น “ยันต์ 5 ยอด” ที่ช่วยในเรื่องของความแคล้วคาดปลอดภัย มีพุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ ปกป้องรักษา ทำมาค้าขึ้น ค้าขายรุ่งเรือง
พระอาจารย์สมปนโน – วัดหน้าต่างนอก จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
ขอบคุณภาพจาก : watnatangnok.com
พระอาจารย์สัมปันโน หรือที่รู้จักกันในนาม หลวงพ่อแม้น ผู้ที่ได้รับฉายาว่า เทพเจ้าแห่งความเมตตาแห่งกรุงเก่า จึงทำให้ดาราตลกอย่างบอล เชิญยิ้ม รวมไปถึงศูนย์วิทยุรวมใจ ยังนิมนต์ท่านไปเจิมรถพยาบาล เพื่อเป็นสิริมงคลแก่ผู้ปฏิบัติงาน นั่นทำให้เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ผู้คนตามนิมนต์ท่านไปเพื่อเจิมรถให้ โดยที่คนที่นิมนต์ท่านไปนั้นต้องเตรียมของในการเจิมไว้ให้ท่านเลย ประกอบด้วย
- ดอกไม้ 5 คู่
- เทียน 5 คู่
- พวงมาลัย 1 พวง
- ผ้า 3 สี
พระอาจารย์แป๊ะ วัดสว่างอารมณ์ จังหวัดนครปฐม
ขอบคุณภาพจาก Facebook : Thanyalak Wongwaranon
ใครก็ตามที่ผ่านไปไหว้พระในช่วงเช้าที่วัดสว่างอารมณ์ จะสังเกตเห็นได้เลยว่า ทำไม?? คนถึงขับรถมาเรียงๆกัน เหมือนกับต่อคิวกับอะไรสักอย่าง!! คำตอบไม่ยากเลย ผู้คนต่างนำรถยนต์ของตัวเองมาเพื่อให้พระครูยติธรรมานุยุตหรืออาจารย์แป๊ะ มาเจิมรถยนต์กันนั่นเอง ท่านเจิมรถมามากมายจนกลายเป็นที่รู้จักทั่วทั้งประเทศ ไม่ว่าใครมาจากที่ไหนเป็นต้องยอมมา แต่หากใครที่สนใจให้ท่านเจิมรถต้องไปหาท่านก่อน 8 โมงเช้า โดยสิ่งของสำหรับทำพิธีที่ต้องเตรียมไปเองด้วย คือ
- พวงมาลัย 3 พวง
- ผ้า 3 สี
- ทองคำเปลว 9 แผ่น
พระอาจารย์กุ่ย วัดโปรยฝน จังหวัดปทุมธานี
ขอบคุณภาพจาก Facebook : Najanew
สุดท้ายแล้วกับเกจิท่านสุดท้าย เกจิอาจารย์ที่ดังในสายมูเตลู สายเรียกทรัพย์ ไม่ว่าจะเป็นการเจิมกระเป๋าเงิน เจิมหน้าผาก รวมไปถึงการเจิมรถยนต์ โดยเชื่อในความศักดิ์สิทธิ์ของวัดโปรยฝนที่ว่า “หลังจากเจิมไปแล้วประสบความสำเร็จกันแทบทุกราย” ทำให้ผู้คนต่างแห่กันไปวัดและให้ท่านเจิมรถให้นั่นเอง
ได้รู้ไปแล้วกับเกจิอาจารย์ที่รับเจิมรถยนต์มาแล้วทั่วทุกสารทิศ ให้รู้เป็นข้อมูลกันไว้ แต่ก่อนที่จะเตรียมนำรถยนต์ไปเจิมได้นั้น ต้องหารถดีๆสักคันที่แหมาะกับสไตล์และการใช้งานซะก่อน ลองเข้ามาดูรถดีๆได้เลยที่ Kaidee Auto ที่มีรถยนต์ให้คุณทุกแบบ ทุกความต้องการของคุณอย่างแน่นอน
Oct 16, 2020 | บทความยานยนต์
ไม่ว่าจะเป็นรถมือหนึ่งป้ายแดงหรือจะเป็นรถที่ใช้งานมานานแล้ว ล้วนแล้วต้องหมั่นดูแลรักษา เพื่อให้รถยนต์ใช้งานได้นาน ป้องกันการเกิดปัญหาขึ้นในอนาคต เพราะถ้าหากเกิดปัญหาขึ้นแล้ว ต้องเสียเวลา เสียเงินซ่อมบำรุงอีกบานปลายแน่อน
เพื่อน ๆ รู้แบบนี้แล้ว ก็ต้องหมั่นคอยเช็กและบำรุงรักษารถยนต์ของเพื่อน ๆ ให้ใหม่และใช้งานได้อีกยาว ๆ กันเถอะ กับ 5 วิธี การดูแลรถยนต์ขั้นพื้นฐานที่ควรรู้ มีอะไรบ้าง มาดูกันเลย
1. ลมยาง
อย่างแรกเลย คือ การหมั่นเช็กลมยางเป็นประจำ อย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง
เพื่อป้องกันไม่ให้ลมข้างใดข้างหนึ่งอ่อนเกินไปหรือบางครั้งอาจจะมีรอยรูรั่ว จะได้รีบหาวิธีการแก้ไข เพราะฉะนั้น อย่าลืม! เช็กก่อนสตาร์ทกันนะ
2. หม้อน้ำ
ต่อมาเป็นสิ่งสำคัญอีกหนึ่งสิ่งเลย นั่นคือ หม้อน้ำนั่นเอง ก่อนสตาร์ทรถควรตรวจดูหม้อน้ำก่อนอย่างน้อยที่สุดสัปดาห์ละ 1 ครั้งก็เพียงพอ เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำแห้ง เพราะถ้าเกิดขับรถยนต์ทั้งที่น้ำแห้ง เกิดปัญหาใหญ่แน่นอน เพราะฉะนั้น เพื่อน ๆ อย่าลืมเช็กกันนะ
3. น้ำมันเครื่อง
น้ำมันเครื่อง เป็นสิ่งสำคัญในการขับเคลื่อนของรถยนต์เช่นกัน เพราะฉะนั้นอย่างน้อย 2 ถึง 3 สัปดาห์ ควรตรวจสอบน้ำมันเครื่องให้อยู่ในปริมาณที่มาตรฐานและเหมาะสม เพื่อป้องกันการเกิดปัญหาขึ้นกับรถยนต์ของเพื่อน ๆ ด้วยนะครับ
4. แบตเตอรี่รถยนต์
เพื่อน ๆ หลายคนอาจจะเกิดเจอปัญญาแบตเตอรี่รถยนต์หมดกลางทาง แล้วทำให้ต้องเสียเวลา หรืออาจจะต้องเงินจ้างรถยกมาลากไปเลยก็ได้นะ เพราะฉะนั้นทุกครั้งก่อนออกเดินทาง ให้เพื่อน ๆ ดูไฟที่แบตเตอรี่ว่าสถานะของแบตเตอรี่เป็นอย่างไร หรือสตาร์ทรถยนต์แล้วมีการแจ้งเตือนแบตเตอรี่ตรงหน้าปัดให้รีบดับเครื่อง แล้วเปลี่ยนแบตเตอรี่ด่วนเลย ไม่อย่างงั้นมีเครื่องดับกลางทางแน่นอน
5. เบรก
มาถึงสิ่งสำคัญข้อสุดท้าย ให้เพื่อน ๆ สังเกตว่าเบรกทำงานปกติหรือไม่ เวลาเบรกมีเสียงไหม หรือมีน้ำมันเบรกรั่วซึมหรือไม่ ถ้ามีอาการเหล่านี้ให้รีบติดต่อช่างให้มาแก้ไขด่วนเลย เพราะถ้าขับรถออกไปแล้ว เสี่ยงมากในการเกิดอุบัติเหตุ
เป็นไงบ้างเพื่อน ๆ เป็นสิ่งสำคัญขั้นพื้นฐานที่คนมีรถยนต์ทุกคนควรรู้ไว้เลยนะครับ พอเกิดปัญหาขึ้น จะได้รับมือและแก้ไขในขั้นต้นได้ หรือเพื่อน ๆ คนไหนกำลังมองหารถยนต์พร้อมที่จะดูแลและไว้ใช้งานทาง RodKaidee เรามีรถยนต์ที่หลากหลายให้เพื่อน ๆ ได้เลือกเยอะเลยนะครับ