Nov 30, 2020 | บทความยานยนต์
ในปัจจุบันรถยนต์รุ่นใหม่ ๆ ได้เปิดตัวรถยนต์ภายใต้แบรนด์ของตัวเองมาเยอะมาก บางคนซื้อเพื่อใช้งานยาวหลายปี แต่บางคนซื้อมาใช้เพื่อขายต่อแล้วเปลี่ยนเป็นรุ่นใหม่ไปเรื่อย ๆ ด้วยเหตุผลที่ว่าต้องการรุ่นปีที่ใหม่ล่าสุดและทันสมัยอยู่ตลอด จึงทำให้ตลาดรถยนต์มือสองนั้นมีรถยนต์ที่นำมาขายเต็นท์รถเยอะมาก มีหลากหลายรุ่น หลากหลายแบรนด์ หลากหลายราคา
ทำให้ตลาดรถยนต์มือสองคึกคัก เนื่องจากรถยนต์บางรุ่นห่างจากรุ่นใหม่เพียงแค่ 1 รุ่นก็มี บางรุ่นสภาพใหม่มาก ตัวเลขไมล์น้อย ซึ่งทำให้คนที่กำลังหารถยนต์มือสองอยู่มีตัวเลือกมากมาย แต่เพื่อน ๆ ทุกคนรู้หรือไม่ว่ารถยนต์มือสองบางคันอาจจะทำให้ดูใหม่ขึ้นมา เปลี่ยนชิ้นส่วนมาก็ได้ วันนี้เรามีวิธีการดูรถยนต์มือสอง ว่าก่อนซื้อควรดู ควรเช็กอะไรบ้าง จะได้ไม่ต้องเสียเวลา ไม่ต้องโดนหลอก มาดูกันเลย
1. ตัวถังรถ
สิ่งแรกที่จะต้องเห็นก่อนเป็นอันดับแรก คือ ตัวรถยนต์ ให้สังเกตและเดินดูด้วยตาว่ารถอยู่ในสภาพที่ไม่มีรอยบุบ รอยยุบจากการกระแทกใด ๆ สีมีถลอกหรือไม่ มีอะไรที่ผิดสังเกต ถ้ามีตั้งแต่ข้อแรกนี้ ให้เปลี่ยนคันหรือเปลี่ยนเต็นท์รถได้เลย เพราะถ้ามีรถลักษณะแบบนี้แล้ว ให้คิดว่ารถยนต์คันอื่น ๆ ในเต็นท์นี้คงจะมีอีกแน่ ไม่น่าไว้วางใจที่จะซื้อและดูต่อในข้อที่ต่อไปแล้วนะครับ
2. ชิ้นส่วนน็อต
น็อตคือสิ่งที่จะบ่งบอกได้เหมือนกันว่ารถได้ผ่านการปรับแต่ง ถอดชิ้นส่วนออกไปแล้วใส่กลับคืนมาบ้างหรือไม่ โดยจะสังเกตได้จากหลายจุด เช่น น็อตในฝากระโปรงรถ ข้างรถยนต์ เป็นต้น ถ้ามีการขันน็อต ตัวน็อตจะมีรอยของการถูกขันไว้ ให้ตีความได้เลยว่า รถยนต์คันนี้ผ่านการปรับเปลี่ยนมานั่นเองครับ
3. เลขไมล์
สิ่งที่สำคัญอีกหนึ่งอย่างเลย คือ ตัวเลขการวิ่งของรถยนต์คันนี้ว่าวิ่งไปกี่กิโลเมตรแล้ว ซึ่งถ้าเลขไมล์เยอะ แสดงว่ารถคันนี้อาจจะใช้งานมาหนัก เครื่องอาจจะเสื่อมสภาพได้ อีกข้อสังเกต คือ ถ้ารถสภาพสมบูรณ์มาก ๆ แล้วเลขไมล์น้อย เป็นสิ่งที่ดี แต่ถ้าหากรถหลายปีแล้ว เลขไมล์น้อยแบบผิดสังเกต ให้ตีความได้เลยว่า รถอาจจะผ่านการกรอเลขไมล์มาได้
4. เครื่องยนต์
เป็นอีกหนึ่งสิ่งและเป็นหัวใจสำคัญของรถยนต์ทุกรุ่น ทุกยี่ห้อที่ต้องมีในการขับเคลื่อน แนะนำให้ตรวจและเช็กเครื่องยนต์อย่างละเอียดโดยการสตาร์ทรถยนต์ ดูการทำงานของเครื่องยนต์ว่ามีจุดไหนผิดปกติหรือไม่ และดูส่วนประกอบอื่น ๆ เช่น แบตเตอรี่ น้ำมันเครื่อง หม้อพักน้ำว่าถูกเปลี่ยนหรืออยู่ในสภาพสมบูรณ์หรือไม่
5. ระบบช่วงล่าง
จุดนี้อาจจะต้องใช้เครื่องยกรถยนต์ขึ้นเพื่อดูใต้ท้องรถว่ามีจุดไหนที่ผิดปกติหรือไม่ เช่น มีจุดรั่วซึมของเหลวตรงจุดไหนบ้างหรือเปล่า มีจุดฉีกขาดหรือโดนขูดไหม ระบบโช๊คอัพ ยางรถมีรอยแตกหรือไม่ เป็นต้น
6. ทดลองขับ
ขั้นตอนที่สำคัญคงหนีไม่พ้นการได้ทดลองขับรถจริง ซึ่งจะทำให้ได้รู้ว่ามีสิ่งผิดปกติตรงจุดไหนบ้างจากการขับจริง มีเสียงตรงไหน ระบบช่วงล่างเป็นอย่างไร ระบบไฟฟ้าของรถยนต์เป็นอย่างไร อัตราเร่งเป็นอย่างไร หรือเครื่องยนต์กระตุกหรือไม่ ซึ่งขั้นตอนนี้เราจะสามารถตัดสินใจได้ทันทีที่เราได้ทดลองขับเสร็จ แนะนำให้ขับให้นานหน่อยนะครับ เพื่อที่จะได้ทดสอบรถยนต์จริง ๆ อาจจะมีอาการที่ผิดปกติแสดงออกมาตอนที่ได้ขับขี่อยู่นั่นเอง
เป็นอย่างไรกันบ้างครับเพื่อน ๆ กับวิธีเช็กรถยนต์มือสอง ถ้าเพื่อน ๆ คนไหนกำลังจะซื้อรถยนต์มือสอง แล้วอยากได้รถที่ดี มีคุณภาพ แถมราคาที่ถูกกว่า ลองมาดูที่ Kaidee Auto ก่อนได้นะครับ เรามีรถยนต์มือสองสภาพดี มีคุณภาพ และราคาที่ดีมาก ๆ นัดดูรถและนำวิธีดูรถยนต์มือสองไปใช้ดูได้เลยนะครับ
Nov 30, 2020 | บทความยานยนต์
ถ้าพูดถึงประเภทของรถยนต์ในปัจจุบันที่มีหลากหลายประเภทให้เลือก ไม่ว่าจะเป็นประเภทกระบะ รถเก๋ง รถ SUV และรถตู้ เป็นต้น รถยนต์แต่ละประเภทย่อมตอบโจทย์การใช้งานที่แตกต่างกัน บางประเภทอาจจะตอบโจทย์ในด้านจุคนได้เยอะ เหมาะสำหรับครอบครัวหรือบางประเภทเหมาะสำหรับใช้ขนของ
แต่หากว่าคุณกำลังจะเลือกซื้อรถยนต์สักคัน แต่ยังไม่รู้ว่าจะซื้อประเภทไหน ในบทความนี้จะบอกในสิ่งที่คุณอยากรู้และช่วยให้ตัดสินใจซื้อรถยนต์ได้แบบตอบโจทย์กับคุณแน่นอน
ปัจจัยในการเลือกประเภทรถยนต์ที่เหมาะกับคุณที่สุด
การเลือกประเภทรถยนต์ที่เหมาะกับตัวเองนั้นไม่ยากเลย แต่จะมีหลายปัจจัยในการเลือก เช่น การใช้งาน จำนวนสมาชิกในครอบครัว เน้นการขับขี่ไปที่ไหน เน้นเรื่องประหยัดน้ำมัน เน้นเรื่องความสะดวกสบายในการใช้ การรับประกันหลังการขาย หรือจะเป็นเรื่องราคาและค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษา เป็นต้น
หลาย ๆ ปัจจัยเหล่านี้จะทำให้เราตัดตัวเลือกและเลือกรถที่ตรงกับความต้องการของเราได้มากที่สุดครับ
รถยนต์แต่ละประเภทตอบโจทย์การใช้งานที่แตกต่างกัน
1. รถเก๋ง
รถเก๋ง หรือ Sedan รถที่เราได้เห็นเยอะที่สุดบนท้องถนน โดยรถเก๋งนั้นจะมีหลายขนาด หลายความจุ ให้เลือกหลากหลายแบรนด์ แล้วแต่ความชอบและกำลังซื้อของแต่ละคน
ซึ่งรถประเภทนี้ เหมาะสำหรับคนที่อยู่คนเดียวหรืออยู่เป็นครอบครัวก็ได้ ชอบความคล่องตัวในการเดินทาง สามารถจุของได้แบบพอดี แล้วแต่ขนาดของรถ ทุกอาชีพสามารถใช้ได้ โดยรถยนต์ประเภทรถเก๋ง หรือ Sedan ก็จะมีหลายประเภทย่อยให้เลือก ตั้งแต่ระดับ Eco Car ถึง ขนาดใหญ่หรูหรา
รถ Eco Car
ขนาดเครื่องยนต์ 1.0 – 1.4 ลิตร เหมาะกับใครบ้าง?
เหมาะกับคนที่มีสมาชิกในครอบครัว 1 – 4 คน เหมาะกับการขับขี่ใช้งานในเมืองมากที่สุดหรือออกต่างจังหวัดบางครั้ง ประหยัดน้ำมัน คล่องตัวในการขับขี่ ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาค่อนข้างเหมาะสม ช่วงราคาของรถเก๋ง ประเภท Eco car จะอยู่ในช่วง 450,000 ถึง 650,000 บาท
ตัวอย่างรถยนต์ Eco Car
Toyota Yaris Mitsubishi Mirage Nissan Almera
รถยนต์นั่งขนาดเล็ก
เหมาะกับคนที่มีสมาชิกในครอบครัว 1 – 5 คน เหมาะกับการขับขี่ใช้งานในเมืองและออกต่างจังหวัด ประหยัดน้ำมันและสะดวกสบาย ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาค่อนข้างเหมาะสม ช่วงราคาของรถเก๋งประเภทรถยนต์นั่งขนาดเล็กจะอยู่ในช่วง 650,000 ถึง 1,250,000 บาท
ตัวอย่างรถยนต์ขนาดเล็ก
Toyota Vios Toyota Corolla Altis Honda Civic
รถยนต์นั่งขนาดกลาง
เหมาะกับคนที่มีสมาชิกในครอบครัว 1 – 5 คน เหมาะกับการขับขี่ใช้งานในเมืองและออกต่างจังหวัด ค่อนข้างประหยัดน้ำมันและมีสะดวกสบายมาก เพราะห้องโดยสารที่ค่อนข้างใหญ่ ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาเหมาะสมกับขนาดของรถ ช่วงราคาของรถเก๋งประเภทรถยนต์นั่งขนาดกลางจะอยู่ในช่วง 1,000,000 ถึง 1,900,000 บาท
ตัวอย่างรถยนต์นั่งขนาดกลาง
Honda Accord Toyota Camry และ Nissan Teana เป็นต้น
รถยนต์นั่งขนาดใหญ่
เหมาะกับคนที่มีสมาชิกในครอบครัว 1 – 6 คน เหมาะกับการขับขี่ใช้งานในเมืองและออกต่างจังหวัด เน้นความสะดวกสบาย ด้วยห้องโดยสารขนาดใหญ่และหรูหรา ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาค่อนข้างสูง ช่วงราคาของรถเก๋งประเภทรถยนต์นั่งขนาดใหญ่จะอยู่ในช่วง 3,000,000 ถึง 9,000,000 บาท
ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับความชอบส่วนตัว กำลังทรัพย์ และปัจจัยอื่น ๆ ในการประกอบการตัดสินใจของแต่ละคนด้วย
ตัวอย่างรถยนต์นั่งขนาดใหญ่
Mercedes Benz S-Class BMW 7 Series Audi A8 Lexus LS
2. รถยนต์ประเภท Hot Hatch
รถยนต์ประเภทนี้มีความกะทัดรัด มีความคล่องตัวในการใช้งาน ขับง่าย โดยรถยนต์ประเภท Hot Hatch เหมาะสำหรับ
ครอบครัวที่มีสมาชิก 1 – 5 คน เหมาะกับการขับขี่ใช้งานในเมืองและออกต่างจังหวัด เน้นความสะดวกสบาย คล่องตัวในการขับขี่ ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาเหมาะสมกับประเภทของรถ ช่วงราคาของรถประเภท Hot Hatch จะอยู่ในช่วง 450,000 ถึง 3,000,000 บาท
โดยรถยนต์ประเภทนี้ก็มีหลากหลายรุ่นให้เลือกเช่น
Honda Civic Hatchback Mercedes-AMG A45 BMW M140i Audi S3 MK3
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ต้องขึ้นอยู่กับหลาย ๆ ปัจจัยในการตัดสินใจซื้อด้วยนะครับ
3. รถยนต์อเนกประสงค์ MPV
รถประเภทนี้ เป็นรถที่มีขนาดเล็กกว่ารถตู้ และคล่องตัวกว่า นั่งได้สบายกว่า สมรรถนะดี ใช้ขับขี่ทางไกลได้ดี โดยรถยนต์ประเภท MPV เหมาะสำหรับ
ครอบครัวที่มีสมาชิก 1 – 8 คน เหมาะกับการขับขี่ใช้งานในเมืองและออกต่างจังหวัด เน้นความสะดวกสบาย ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาเหมาะสมกับประเภทของรถ ช่วงราคาของรถเอนกประสงค์ MPV จะอยู่ในช่วง 1,300,000 บาท ถึง 7,000,000 บาท
สำหรับรถประเภท MPV ก็มีหลากหลายแบรนด์ เช่น
Honda Freed Hyundai-H1 Toyota Alphard Toyota Vellfire Lexus LM300h
4. รถยนต์อเนกประสงค์ SUV
รถยนต์ประเภท SUV เป็นรถยนต์ที่มีความอเนกประสงค์ มีประโยชน์ใช้สอยมากกว่ารถยนต์ทั่วไป แต่ยังคงความเป็นรถยนต์ที่ดูสวยงาม ขับขี่ได้ทุกวัน แต่ความแตกต่างก็คือ สามารถขับลุยได้ในทุก ๆ ที่ที่มากกว่ารถยนต์ทั่วไป โดยรถยนต์อเนกประสงค์ประเภท SUV เหมาะสำหรับ
ครอบครัวที่มีสมาชิก 1 – 7 คน เหมาะกับการขับขี่ใช้งานในเมืองและออกต่างจังหวัด เน้นความสะดวกสบาย คล่องตัวในการขับขี่ ช่วงล่างแข็งแรง ลุยได้ทุกที่ ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาเหมาะสมกับประเภทของรถ ช่วงราคาของรถเอนกประสงค์ SUV จะอยู่ในช่วง 800,000 ถึง 2,000,000 บาท
สำหรับรถประเภท SUV ก็มีหลากหลายรุ่นในไทย เช่น
Toyota Fortuner Mitsubishi Pajero Sport Ford Everest lsuzu Mu-X
5. รถกระบะ (Pick-UP)
รถกระบะ หรือ รถพิกอัป เป็นรถยนต์ที่มีข้างหน้าเป็นห้องโดยสาร ข้างหลังสามารถขนของและเปิดท้ายได้ จึงทำให้คนไทยนิยมเรียกรถนี้ว่า ‘รถพิกอัป’ ขึ้นชื่อว่าเป็นรถประเภท กระบะ แน่นอนว่าจะต้องสามารถขนของได้เยอะ และมีสมรรถนะช่วงล่างที่ดี สามารถขับลุยไปที่ไหนก็ได้ โดยรถประเภทกระบะเหมาะสำหรับ
ครอบครัวที่มีสมาชิก 1 – 5 คน เหมาะกับการขับขี่ใช้งานในเมืองและออกต่างจังหวัด เน้นความสะดวกสบายในการขนของ สมรรถนะ ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาเหมาะสมกับประเภทของรถ ช่วงราคาของรถกระบะจะอยู่ในช่วง 750,000 ถึง 1,100,000 บาท
โดยรถประเภทนี้ก็มีหลายหลายแบรนด์ที่ทำตลาดในไทย เช่น
Isuzu D-MAX Toyota Revo Chevrolet Colorado Mazda BT-50
6. รถตู้
รถประเภทนี้จะมีลักษณะโครงสร้างที่ใหญ่ขึ้นจากรถประเภท MPV สามารถจุคนได้เยอะกว่า สามารถใช้ขับขี่ทางไกลได้อย่างสะดวก โดยรถตู้เหมาะกับ
ครอบครัวที่มีสมาชิก 1 – 12 คน เหมาะกับการขับขี่ใช้งานในเมืองและออกต่างจังหวัด เน้นความสะดวกสบายในการโดยสาร ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาเหมาะสมกับประเภทของรถ ช่วงราคาของรถตู้จะอยู่ในช่วง 900,000 ถึง 1,300,000 บาท
ส่วนใหญ่จะเห็นรถประเภทนี้อยู่ในรถเช่า รถโดยสารข้ามจังหวัดนั่นเอง
โดยรถตู้ที่คุ้นชินตากันมากในไทย คือ Toyota Commuter ยังมี Nissan Urvan และ MG V80 ที่ทำการตลาดในไทยด้วยเช่นกัน
7. รถยนต์สปอร์ต
ขึ้นชื่อว่าเป็นรถสปอร์ต ก็ต้องมากับรูปทรงที่ดูโฉบเฉี่ยว มีเครื่องยนต์ที่แรง สมรรถนะดีเยี่ยม แถมราคาก็สูงปรี๊ด แน่นอนครับว่า รถยนต์ประเภทสปอร์ตนั้นเป็นรถยนต์ที่ผู้คนต่างใฝ่ฝันที่จะได้ครอบครองกันมาก เพราะว่าตัวรถมีรูปทรงที่ดูเท่ ดูโฉบเฉี่ยว พร้อมกับเครื่องยนต์ที่แรง สมรรถนะยอดเยี่ยม ขับไปที่ไหน ผู้คนก็ต่างให้ความสนใจ แต่ก็มากับราคาที่สูงด้วยเช่นกัน โดยรถยนต์ประเภทสปอร์ตเหมาะกับ
ครอบครัวที่มีสมาชิก 1 – 2 คน หรือมีมากกว่า (มีรถยนต์อยู่แล้วหลายคัน) เหมาะกับการขับขี่ใช้งานในเมืองและออกต่างจังหวัด เน้นความสะดวกสบาย ความเร็ว คล่องตัว ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาสูง ช่วงราคาของรถสปอร์ตจะอยู่ในช่วง 3,500,000 ถึง 10,000,000 บาท
โดยปกติแล้วรถยนต์ประเภทนี้คนที่มีกำลังทรัพย์ค่อนข้างเยอะ จะอยู่คนเดียวหรือจะมีรถครอบครัวหลายคันแล้ว แต่ก็พอใจที่จะซื้อมาเพื่อมาประดับบารมีของตัวเอง
ซึ่งรถยนต์ประเภทนี้ก็จะมีหลากหลายแบรนด์ที่ทำตลาดในประเทศไทย เช่น
Toyota Supra BMW Z4 Mazda MX-5 Ford Mustang
สรุปท้ายบทความ
การเลือกประเภทรถยนต์ที่เหมาะกับคุณที่สุดนั้นไม่ยากเลย เพราะเลือกได้จากความชอบ แต่การที่จะซื้อรถยนต์คันหนึ่งเข้ามาใช้ในชีวิตประจำวันนั้นต้องขึ้นอยู่กับอีกหลาย ๆ ปัจจัยด้วย สุดท้ายรถยนต์ที่เหมาะกับคุณที่สุดจะถูกกรองจากปัจจัยต่าง ๆ และการตัดสินใจของตัวคุณเองครับ เพื่อน ๆ คนไหนสนใจรถยนต์ประเภทไหนอยู่บ้าง? ทาง Kaidee Auto เรามีให้เพื่อน ๆ ได้เลือกชมเกือบจะทุกประเภทเลย แวะเข้ามาชมกันก่อนได้นะ การันตีว่าดีทั้งราคาและคุณภาพ
Nov 20, 2020 | บทความยานยนต์
หากเอ่ยถึงซูเปอร์คาร์ เชื่อว่าหลายคนคงจัดอันดับให้เป็นรถในฝันที่ไกลเกินเอื้อม ด้วยราคาอันแพงแสนแพง เริ่มต้นระดับหลักล้านปลายๆ ซึ่งเราเองเป็นคนที่ชอบดูเจ้ารถหรูดังกล่าว
ด้วยรูปลักษณ์ภายนอกอันโฉบเฉี่ยว เรียกว่าเห็นทีไรเป็นต้องมองแบบเหลียวหลัง ถึงเร็วๆ นี้จะยังไม่ได้ครอบครอง แต่ศึกษาไว้ก็ไม่ใช่เรื่องผิดแต่อย่างใด ใครจะรู้ว่าสักวันหนึ่งฝันนั้นอาจเป็นจริงก็ได้
1.Bugatti La Voiture Noire
ทันทีที่บูกัตติเปิดตัว “Bugatti La Voiture Noire” ไปเมื่อปี 2019 ก็สร้างปรากฏการณ์สำคัญ ด้วยการคว้าตำแหน่งรถราคาแพงสุดในโลก ในราคา 18.68 ล้านเหรียญสหรัฐฯ จัดเป็นยานยนต์ชั้นสูงสมรรถนะเยี่ยม
ภายใต้เครื่องยนต์ดับเบิลเทอร์โบ W-16 ความเร็วสูงสุด 261 ไมล์/ชั่วโมง กำลังสูงสุด 1,500 แรงม้า เปี่ยมด้วยดีไซน์ทันสมัยและสีสันสุดหรูหรา เป็นหนึ่งในรถคู่ใจของนักเตะชื่อดัง คริสเตียโน โรนัลโด (Cristiano Ronaldo) อีกด้วย
ราคา : ประมาณ 600 ล้านบาท
2.McLaren 720S
ก้าวผ่านทุกขีดจำกัดไปกับแมคลาเรน 720เอส ซูเปอร์คาร์สุดหรูที่จะพาเราสนุกกับทุกการเดินทาง โดยตัวรถได้รับแรงบันดาลใจมาจากนักล่าแห่งท้องทะเลลึก “ปลาฉลามขาว” ให้ฟีลผู้ล่าอันดุดันและน่าเกรงขาม
ขณะที่ห้องโดยสารทำมาจากคาร์บอนไฟเบอร์ (Carbon Fiber) แบบชิ้นเดียว ฉะนั้นมั่นใจได้กับระบบความปลอดภัยแบบจัดเต็ม ที่สำคัญรถรุ่นนี้ยังถูกปรับให้มีน้ำหนักเบากว่าเดิม วิ่งได้เร็วขึ้น ภายใต้เครื่องยนต์ M840T ขนาด 4.0 ลิตร กำลังสูงสุด 720 แรงม้า
ราคา : เริ่มต้นประมาณ 26.5 ล้านบาท
3.Koenigsegg Gemera
ไฮเปอร์คาร์ไฮบริดสัญชาติสวีเดน ที่เพิ่งเปิดตัว Koenigsegg Gemera ไปเมื่อต้นปี 2020 โดยครั้งนี้มาพร้อมจุดเด่น “ขุมพลัง 1,677 แรงม้า” สามารถเร่งจาก 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ได้เพียง 19 วินาที
ด้วยเครื่องยนต์เทอร์โบคู่ขนาด 2.0 ลิตร 3 สูบ พร้อมด้วยเทคโนโลยี Freevalve สุดพิเศษ ที่สำคัญยังโดดเด่นด้วยขนาดห้องโดยสารกว้างขวางขึ้น นั่งได้ 4 นั่ง ส่วนระบบประตูไฮดรอลิคเปิดหมุนขึ้นได้ 90 องศา อันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์นี้ยังอยู่เหมือนเดิม (ผลิตเพียง 300 เท่านั้น)
ราคา : เริ่มต้นประมาณ 31.5 ล้านบาท
4.Lamborghini Sian Roadster 2021
หนึ่งในรถ Limited Edition ของลัมโบร์กี ที่มีเงินเพียงอย่างเดียวก็อาจจะเป็นเจ้าของไม่ได้ เพราะเขาตั้งใจผลิตซูเปอร์คาร์ไฮบริดรุ่นนี้ ออกมาเพียง 19 คันทั่วโลก และแน่นอนว่าจำหน่ายหมดอย่างรวดเร็ว
ส่วนความพิเศษของรถรุ่นนี้ ไล่ไปตั้งแต่ระบบเกียร์อัตโนมัติ 7 สปีด เครื่องยนต์ V12 ขนาด 6.5 ลิตร ให้กำลังสูงสุดได้ถึง 819 แรงม้า ทำอัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตร ภายในเวลา 2.9 วินาที ส่วนความสง่างามของห้องโดยสารและตัวรถนั้นสวยสะดุดตาคุ้มราคาแน่นอน
ราคา : 120 ล้านบาท
5.Ferrari Monza SP
เฟอร์รารีตั้งใจให้นี่เป็นหนึ่งในรถยนต์ตัวท็อปแห่งประวัติศาสตร์ มีด้วยกันทั้งหมด 2 รุ่นคือ SP1 และ SP2 ซึ่ง Ferrari Monza SP ได้รับแรงบันดาลใจมาจากรถแข่งชื่อดังใน อดีต “Ferrari 625LM” โดยปรับเปลี่ยนรูปแบบให้ทันสมัยขึ้น ทว่าคงความโฉบเฉี่ยวไว้เหมือนเดิม
ทั้งยังโดดเด่นด้วยดีไซน์อันหรูหราสไตล์รถสปอร์ตไร้หลังคา มาพร้อมเครื่องยนต์เบนซิน V12/6.5 ลิตร ให้กำลังแรงสูงถึง 810 แรงม้า และความเร็วสูงสุดที่ 300 กิโลเมตร/ชั่วโมง
ราคา : เริ่มต้นประมาณ 63 ล้านบาท
ด้วยสมรรถนะสุดเทพและรูปลักษณ์ภายนอกอันโฉบเฉี่ยวสะดุดตา ไม่แปลกใจที่รถหรูซูเปอร์คาร์เหล่านี้
จะเป็นรถยนต์ในฝันของใครหลายๆ คน ถึงตอนนี้จะยังไม่ได้ครอบครอง แต่ของบางอย่าง "แค่ได้มอง
ก็เป็นสุขใจ" นะคะ
Oct 20, 2020 | บทความยานยนต์
ถ้าพูดถึงรถยนต์ SUV แล้ว ไม่ว่าจะเป็นรุ่นไหน ก็เป็นรถยนต์ที่ดูดีไม่น้อย ด้วยดีไซน์และรูปลักษณ์ที่ถูกออกแบบมาอย่างพิถีพิถันเพื่อให้ตัวรถยนต์ดูโดดเด่น ไม่ว่าจะขับไปที่ไหน ๆ ผู้คนก็ให้ความสนใจ อีกทั้งรถยนต์ SUV ยังเป็นรถอเนกประสงค์ที่ใช้เดินทางกับครอบครัวไม่ว่าจะเป็นการเดินทางในเมืองหรือเดินทางออกทริปเที่ยวทางไกลก็ตอบโจทย์ได้ดีเลยทีเดียว เพราะเป็นรถยนต์ที่มีสมรรถนะการขับขี่ที่ดี มีโครงสร้างและช่วงล่างที่แข็งแรง โดยเฉพาะเรื่องการขนของ เป็นอีกหนึ่งสิ่งสำคัญที่ทำให้รถยนต์ประเภทนี้ได้เปรียบรถยนต์ประเภทอื่น ๆ พอสมควร เนื่องจากสามารถจุของได้เยอะแบบสบาย ๆ เลย
โดยรถยนต์ SUV นั้น จะมีด้วยกันหลากหลายแบรนด์ หลายระดับราคา ซึ่งวันนี้ที่เราจะพูดถึง คือ รถยนต์ SUV สายหรู ที่มีราคาค่อนข้างสูง แต่ก็แลกมาด้วยสมรรถนะที่ดีเยี่ยม แถมยังใช้ขับลุยไปได้ทุกที่ มาดูกันเลยว่า SUV สำหรับสายหรูที่เราคัดมาให้เพื่อน ๆ ได้ชมกันจะสวย โดดเด่นแค่ไหน
1. New Mercedes Benz GLC 2020
แบรนด์ที่ต้องนึกถึงอันดับแรกเลย คือ Mercedes Benz นั่งเอง ซึ่ง SUV ที่น่าสนใจของแบรนด์ก็คือเจ้า New GLC 2020 ด้วยรูปทรงและรูปลักษณ์ที่สปอร์ต ทันสมัย โฉบเฉี่ยว ดุดัน แต่ก็ยังคงความเป็นเอกลักษณ์ของ Mercedes Benz ไว้เป็นอย่างดีกับปรัญชา Sensual Purity ของทางแบรนด์ไว้ได้อย่างลงตัว นอกจากนี้ภายในยังถูกดีไซน์ออกมาได้อย่างโดดเด่น หรูหรา มีเทคโนโนโลยีที่ทันสมัยอย่าง Mercedes-Benz User Experience ที่เปรียบเสมือนผู้ช่วยส่วนตัวที่คอยช่วยให้การขับขี่ง่ายขึ้น สมกับเป็นแบรนด์หรูที่ทุกคนอยากจะเป็นเจ้าของ
ซึ่งในประเทศไทยได้นำเจ้า New Mercedes Benz GLC 2020 ที่ติดตั้งเครื่องยนต์ดีเซลความจุ 1,950 ซีซี 194 แรงม้า เข้ามาจำหน่ายด้วยกัน 3 รุ่น คือ
GLC 220d ราคา 3,239,000 บาท GLC 220d AMG Dynamic ราคา 3,699,000 บาท GLC 220 d 4MATIC Coupé AMG Dynamic ราคา 4,040,000 บาท
2. BMW X3 2020
ต่อมาเป็นแบรนด์ที่สายหรูก็ต้องนึกถึงอย่าง BMW นั่นเอง ซึ่ง SUV ตัวที่โดดเด่นของ BMW ก็คงหนีไม่พ้นเจ้า BMW X3 เป็นรถ SUV สายหรูตระกูล X ของทางค่ายที่ได้รับความนิยมมาตลอด ที่มาพร้อมกับดีไซน์ที่หรูหรา ทันสมัย ที่คงเอกลักษณ์ของแบรนด์ BMW ไว้ได้อย่างดี นอกจากนี้ยังมาพร้อมกับเครื่องยนต์ที่ทรงพลัง มอบประสบการณ์การขับขี่ที่สนุกกับผู้ที่ได้เป็นเจ้าของผสมผสานกับภายในที่ถูกออกแบบมาอย่างดีและมีเทคโนโลยีที่ครบครัน ทำให้เจ้า BMW X3 คันนี้เป็นรถยนต์ SUV สุดหรูที่สมบูรณ์แบบ
ซึ่งในประเทศไทยได้นำเจ้า BMW X3 2020 ที่ติดตั้งเครื่องยนต์ดีเซลความจุ 2,000 ซีซี 190 แรงม้า เข้ามาจำหน่ายด้วยกัน 2 รุ่น คือ
BMW X3 Drive 20d XLine ราคา 3,359,000 บาท BMW X3 Drive 20d M Sport ราคา 3,659,000 บาท
3. Volvo XC90 T8 AWD Inscription
ถัดมาเป็นแบรนด์ยุโรปสายเรียบหรู ซึ่ง SUV ของแบรนด์ถูกออกแบบออกมาตามเอกลักษณ์ของ Volvo เลยทำให้ Volvo XC90 T8 AWD Inscription เป็น SUV ที่มีรูปลักษณ์ที่เรียบหรู โดดเด่น มีเสน่ห์ในแบบฉบับของ Volvo มาพร้อมกับเครื่องที่แรง และโดดเด่นเรื่องความปลอดภัยที่ดีเยี่ยม นอกจากนี้ยังมาพร้อมกับภายในที่หรูหรา เทคโนโลยีความบันเทิงครบครัน
ซึ่งในประเทศไทยได้นำเจ้า Volvo XC90 T8 AWD Inscription เข้ามาขายกับเครื่องยนต์ 2 แบบ ประกอบด้วย
D5 Diesel เครื่องยนต์ดีเซล 2.0 ลิตร 1,969 ซีซี 235 แรงม้า T8 Twin Engine Plug-in Hybrid เครื่องยนต์เบนซิน 2.0 ลิตร 1,969 ซีซี ผนวกกับ Turbocharged และ Supercharged ให้กำลังสูงสุด 320 แรงม้า พ่วงกับการทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า ให้พละกำลังสูงสุด 407 แรงม้า
โดยมี 3 รุ่น ดังนี้
Volvo XC90 D5 AWD Momentum ราคา 4,390,000 บาท Volvo XC90 T8 Plug-in Hybrid AWD R-Design ราคา 4,590,000 บาท Volvo XC90 T8 Plug-in Hybrid AWD Inscription ราคา 4,790,000 บาท
4. Land Rover Evoque (Plug-in Hybrid)
เป็นรถ SUV ที่มาพร้อมกับรูปลักษณ์ที่โดดเด่น หรูหราผสมผสานกับความเป็นสปอร์ตที่มากับระบบน้ำมันและระบบ Plug-in Hybrid ที่ทำงานร่วมกับได้อย่างดี ไม่ว่าจะขับขี่ไปในถนนแบบไหน ก็พร้อมที่จะลุยไปได้ทุกสถานที่ด้วยโครงสร้างที่แข็งแกร่งทำให้เจ้า Land Rover Evoque (Plug-in Hybrid) เป็นรถที่ลงตัวสุด ๆ นอกจากนี้ภายในยังออกแบบให้ออกมาเรียบหรูและมีเทคโนโลยีที่ทันสมัย ทำให้ผู้ใช้งานมีประสบการณ์ที่ดีที่สุดในการขับขี่บนท้องถนนนั่นเอง
ซึ่งในประเทศไทยได้นำเจ้า Land Rover Evoque เครื่องยนต์เบนซินความจุ 1.5 ลิตร ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า ให้กำลังสูงสุดด 300 แรงม้า เข้ามาขาย 2 รุ่น ประกอบด้วย
Land Rover Evoque Plug-in Hybrid SE ราคา 3,999,000 บาท Land Rover Evoque Plug-in Hybrid SE R-Dynamic ราคา 4,499,000 บาท
5. Audi Q5
ปิดท้ายด้วยแบรนด์ Audi ซึ่งถือได้ว่าเป็นแบรนด์หรูอีกหนึ่งแบรนด์ที่ทุกคนใฝ่ฝันจะได้มาครอบครอง โดยเจ้า Audi Q5 เป็นรถโครง SUV เอนกประสงค์ขนาดกลาง จึงทำให้เจ้า Audi Q5 มีความคล่องตัวในการขับขี่ เหมาะที่จะนำมาใช้ขับขี่ในเมือหรือจะขับขี่ทางไกลก็ได้ อีกทั้งสมรรถนะของรถยังสามารถใช้กับขี่ไปยังพื้นผิวถนนแบบไม่เรียบได้ เรียกง่าย ๆ ว่า จะเอาไปลุยที่ไหนก็ได้นั่นเอง นอกจากนี้ยังมีดีไซน์ภายในที่เรียบแต่หรู มีเทคโนโลยีที่ครบเครื่อง ทันสมัย ทำให้เจ้า Audi Q5 เป็นรถยนต์ SUV ที่น่าสนใจมากเลยละ
ซึ่งในประเทศไทยได้นำเจ้า Audi Q5 มาขาย 2 รุ่น ประกอบด้วย
Audi Q5 35 TDI quattro เครื่องยนต์ดีเซล 190 แรงม้า ราคา 3,399,000 บาท Audi Q5 45 TFSI quattro S line เครื่องยนต์เบนซิน 252 แรงม้า ราคา 3,899,000 บาท
ถ้าหากเพื่อน ๆ อยากเป็นเจ้าของรถยนต์ SUV ที่ทรงพลังและมีสมรรถนะที่สูงหรือเรียกสั้น ๆ ว่า SUV สายหรู สามารถเข้าไปดูได้ที่เว็บไซน์หรือช่องทางการจัดจำหน่ายของแบรนด์โดยตรงได้เลย
Oct 16, 2020 | บทความยานยนต์
ไม่ว่าจะเป็นรถมือหนึ่งป้ายแดงหรือจะเป็นรถที่ใช้งานมานานแล้ว ล้วนแล้วต้องหมั่นดูแลรักษา เพื่อให้รถยนต์ใช้งานได้นาน ป้องกันการเกิดปัญหาขึ้นในอนาคต เพราะถ้าหากเกิดปัญหาขึ้นแล้ว ต้องเสียเวลา เสียเงินซ่อมบำรุงอีกบานปลายแน่อน
เพื่อน ๆ รู้แบบนี้แล้ว ก็ต้องหมั่นคอยเช็กและบำรุงรักษารถยนต์ของเพื่อน ๆ ให้ใหม่และใช้งานได้อีกยาว ๆ กันเถอะ กับ 5 วิธี การดูแลรถยนต์ขั้นพื้นฐานที่ควรรู้ มีอะไรบ้าง มาดูกันเลย
1. ลมยาง
อย่างแรกเลย คือ การหมั่นเช็กลมยางเป็นประจำ อย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง เพื่อป้องกันไม่ให้ลมข้างใดข้างหนึ่งอ่อนเกินไปหรือบางครั้งอาจจะมีรอยรูรั่ว จะได้รีบหาวิธีการแก้ไข เพราะฉะนั้น อย่าลืม! เช็กก่อนสตาร์ทกันนะ
2. หม้อน้ำ
ต่อมาเป็นสิ่งสำคัญอีกหนึ่งสิ่งเลย นั่นคือ หม้อน้ำนั่นเอง ก่อนสตาร์ทรถควรตรวจดูหม้อน้ำก่อนอย่างน้อยที่สุดสัปดาห์ละ 1 ครั้งก็เพียงพอ เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำแห้ง เพราะถ้าเกิดขับรถยนต์ทั้งที่น้ำแห้ง เกิดปัญหาใหญ่แน่นอน เพราะฉะนั้น เพื่อน ๆ อย่าลืมเช็กกันนะ
3. น้ำมันเครื่อง
น้ำมันเครื่อง เป็นสิ่งสำคัญในการขับเคลื่อนของรถยนต์เช่นกัน เพราะฉะนั้นอย่างน้อย 2 ถึง 3 สัปดาห์ ควรตรวจสอบน้ำมันเครื่องให้อยู่ในปริมาณที่มาตรฐานและเหมาะสม เพื่อป้องกันการเกิดปัญหาขึ้นกับรถยนต์ของเพื่อน ๆ ด้วยนะครับ
4. แบตเตอรี่รถยนต์
เพื่อน ๆ หลายคนอาจจะเกิดเจอปัญญาแบตเตอรี่รถยนต์หมดกลางทาง แล้วทำให้ต้องเสียเวลา หรืออาจจะต้องเงินจ้างรถยกมาลากไปเลยก็ได้นะ เพราะฉะนั้นทุกครั้งก่อนออกเดินทาง ให้เพื่อน ๆ ดูไฟที่แบตเตอรี่ว่าสถานะของแบตเตอรี่เป็นอย่างไร หรือสตาร์ทรถยนต์แล้วมีการแจ้งเตือนแบตเตอรี่ตรงหน้าปัดให้รีบดับเครื่อง แล้วเปลี่ยนแบตเตอรี่ด่วนเลย ไม่อย่างงั้นมีเครื่องดับกลางทางแน่นอน
5. เบรก
มาถึงสิ่งสำคัญข้อสุดท้าย ให้เพื่อน ๆ สังเกตว่าเบรกทำงานปกติหรือไม่ เวลาเบรกมีเสียงไหม หรือมีน้ำมันเบรกรั่วซึมหรือไม่ ถ้ามีอาการเหล่านี้ให้รีบติดต่อช่างให้มาแก้ไขด่วนเลย เพราะถ้าขับรถออกไปแล้ว เสี่ยงมากในการเกิดอุบัติเหตุ
เป็นไงบ้างเพื่อน ๆ เป็นสิ่งสำคัญขั้นพื้นฐานที่คนมีรถยนต์ทุกคนควรรู้ไว้เลยนะครับ พอเกิดปัญหาขึ้น จะได้รับมือและแก้ไขในขั้นต้นได้ หรือเพื่อน ๆ คนไหนกำลังมองหารถยนต์พร้อมที่จะดูแลและไว้ใช้งานทาง RodKaidee เรามีรถยนต์ที่หลากหลายให้เพื่อน ๆ ได้เลือกเยอะเลยนะครับ