Feb 23, 2021 | บทความยานยนต์
อีกหนึ่งปัญหาสุดคลาสสิกสำหรับการเดินทางนั่นก็คือ อาการง่วงนอนขณะขับรถ ถึงแม้ว่าเราจะนอนพักผ่อนมาเต็มที่ขนาดไหน แต่ถึงเวลาที่ต้องขับรถเป็นเวลานานก็อาจทำให้ร่างกายอ่อนเพลียจนเกิดอาการง่วงนอนเกิดขึ้นได้
ถ้าหากคุณรู้สึกว่ามีอาการหาวบ่อย หนังตาใกล้จะปิดเองแบบที่ไม่สามารถควบคุมได้ หรือรู้สึกวูบในระยะสั้นๆ นั่นหมายความว่าอาการง่วงเข้ามาครอบงำคุณแล้ว วันนี้ Kaidee จะมาแชร์ไอเดียใหม่ๆ เพื่อให้คุณได้กลับมาสดชื่นอีกครั้ง เพื่อขับรถเดินทางต่อไปให้ถึงเป้าหมายโดยสวัสดิภาพ
ล้างหน้าด้วยน้ำเย็น ผ้าเย็น และดมยาดม
ความง่วงในการขับรถระยะทางไกลเกิดจากการโฟกัสกับเส้นทางเดิมๆ เป็นเวลานาน ลองแวะปั๊มระหว่างทาง แล้วล้างหน้าล้างมือ ใช้ผ้าเย็นลูบศีรษะและท้ายทอยให้รู้สึกเย็น พร้อมสูดยาดมสมุนไพรเข้าปอดก็จะช่วยทำให้คุณกลับมาสดชื่นอีกครั้งได้
แวะยืดเส้นยืดสาย
ตลอดการขับรถจะต้องนั่งท่าเดิม พร้อมกับเท้าที่อยู่บนคันเร่ง และสองมือวางบนพวงมาลัย แน่นอนว่าจะต้องเกิดอาการเมื่อยล้าจนทำให้ง่วงอย่างแน่นอน การแวะจอดรถที่ปั๊มเพื่อลงมายืดเส้นยืดสาย ทำกายบริหารตามวิถีครูพละก็เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยไล่ความง่วงได้เป็นอย่างดีเหมือนกัน
ดื่มกาแฟหรือเครื่องดื่มชูกำลัง
มาที่เครื่องดื่มกันบ้างสำหรับใครที่ต้องการเครื่อมดื่มที่คึกคัก เราอยากแนะนำกาแฟเย็นแบบกดเองที่เซเว่น-อีเลฟเว่น รับรองว่าตื่นแน่นอน และถ้าคุณไม่ใช่สายกาแฟก็ลองเครื่องดื่มชูกำลังเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ดีเช่นกัน
เปิดเพลงที่ชอบหรือจัดเพลงแดนซ์สนุกๆ
สร้างอารมณ์ร่วมไปกับการขับรถที่แสนยาวนานด้วยการเปิดเพลงเพลย์ลิสต์โปรดของคุณแล้วร้องตาม หรือจะดึงตัวเองออกจากภวังค์แห่งความง่วงไปกับเพลงบีทหนักๆ โฟกัสกับเส้นทาง และโยกศีรษะไปตามจังหวะเพลง
ฟังเรื่องสยองขวัญ
เรารู้ว่าผู้อ่านหลายคนเป็นคนที่กลัวผีแต่ก็ชื่นชอบที่จะฟังเรื่องผี ลองเปิดรายการผีทางยูทูป หรือดาวน์โหลด Podcast เรื่องผีเก็บไว้ฟังระหว่างขับรถในตอนกลางคืน อย่างน้อยก็ทำให้เกิดสมาธิและขับรถได้อย่างเพลิดเพลิน แต่อย่าตระหนกตกใจเกินไปจนเกิดอุบัติเหตุนะ
ง่วงจนไม่ไหว ควรแวะงีบสัก 25-30 นาที
ถ้าคุณรู้ตัวว่าง่วงหนักจนไม่ไหวแล้ว วิธีที่ดีที่สุดคือการจอดที่ปั๊มน้ำมันที่มีคนพลุกพล่านเพื่อพักนอนหลับสัก 25-30 นาที ให้ร่างกายได้หลับลึกตามรูปแบบของ Power Nap ซึ่งจะสามารถทดแทนการนอนได้ประมาณ 2 ชั่วโมงต่อครั้งเลยทีเดียว หลังจากตื่นแล้วจะทำให้คุณสามารถขับรถต่อถึงที่หมายอย่างปลอดภัย
สรุปท้ายบทความ
ไอเดียทั้งหมดที่เราได้นำเสนอไปเป็นเพียงแค่วิธีเบื้องต้นเท่านั้น แต่วิธีการแก้ปัญหาอาการง่วงที่ดีที่สุดก็คือ ง่วงแล้วไม่ควรขับ ถ้ารู้ตัวว่าง่วงก็ต้องแวะนอนพัก หรือเปลี่ยนให้คนอื่นช่วยขับก็จะดีกว่า สิ่งสำคัญของท้องถนนไม่ได้มีเพียงแค่ตัวเรา แต่ยังมีผู้ใช้รถใช้ถนนคนอื่นๆ ที่ทุกคนก็ต่างรักชีวิตของตัวเอง เพราะความปลอดภัยต้องมาก่อนเป็นอันดับแรก
Feb 22, 2021 | ข่าวสาร และกิจกรรม
ปัจจุบันภัยร้ายที่ไม่ทันคาดคิดเกิดขึ้นรอบตัวเราได้เสมอ โดยเฉพาะกลุ่มมิจฉาชีพที่เราสังเกตจากข่าวได้ว่านับวันยิ่งเริ่มมีมากขึ้นเรื่อยๆ และก็มาพร้อมวิธีการชิงทรัพย์ที่หลากหลายรูปแบบ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วภัยร้ายต่างๆ มักเกิดขึ้นในบริเวณที่เปลี่ยว หรือที่ลับตาผู้คน
บริเวณที่จอดรถเราก็มักพบเจอข่าวเกี่ยวกับการจี้ปล้นอยู่บ่อยครั้ง และสำหรับบทความนี้เราจะมาพูดถึงวิธีป้องกันภัยร้ายที่แฝงมากับการจอดรถในที่เปลี่ยว เพื่อให้ผู้อ่านทุกท่านได้ระมัดระวังตัวกัน จะมีวิธีไหนบ้าง ตามไปหาคำตอบกับบทความนี้ได้เลย
ไม่จอดรถในที่เปลี่ยว
ควรหลีกเลี่ยงการจอดรถในที่เปลี่ยว โดยเฉพาะจุดที่เป็นซอกมุมที่ลับตา หรือที่ไม่มีผู้คนสัญจรผ่านไปมาจะยิ่งเสี่ยงต่อการถูกจี้ ปล้น หรือทำร้ายร่างกายได้ง่าย ดังนั้นจึงควรยอมเสียเวลาหาที่จอดรถในที่ที่มีผู้คนพลุกพล่าน หรือในบริเวณที่มีกล้องวงจรปิดจะดีที่สุด
สังเกตบริเวณรอบข้างก่อนขึ้น-ลงรถ
ก่อนที่จะขึ้นรถทุกครั้งควรจะสังเกตบริเวณโดยรอบให้ดีว่ามีใครที่ดูแล้วไม่น่าไว้วางใจตามเรามาหรือเปล่า ถ้าหากว่ามีควรจะรอจังหวะให้มีผู้คนเดินมาเยอะๆ แล้วรีบขึ้นรถในทันที และในกรณีที่จอดรถในที่เปลี่ยว หากจะลงจากรถควรสังเกตบริเวณโดยรอบให้ดีก่อน และถ้าจะหยิบสิ่งของก็ควรจะหยิบเตรียมไว้ให้พร้อมตอนอยู่บนรถ ไม่ควรยืนหันหลังก้มหยิบของอยู่นอกรถ เพราะส่วนใหญ่โจรหรือผู้ร้ายจะรอจังหวะที่เราเผลอเพื่อเข้ามาประชิดตัว
ล็อกรถทุกครั้งเมื่ออยู่ในรถ
ทุกครั้งที่ขึ้นรถมาแล้วควรจะล็อกรถก่อนเป็นอันดับแรกและทำให้เป็นนิสัย เพื่อป้องกันเหล่าโจรและมิจฉาชีพที่มักมาในหลายรูปแบบ ถ้าหากว่ามีคนเคาะกระจกก็ไม่ควรเปิดประตูรถหรือเปิดกระจกทั้งบาน
ตรวจเช็กประตูทุกบานให้มั่นใจว่าล็อกรถแล้ว
หลังจากที่ลงรถแล้วควรล็อกรถและทดลองเปิดประตู เพราะสมัยนี้มีเทคโนโลยีและวิธีต่างๆ ในการขโมย เช่น ตัดสัญญาณกุญแจรีโมทเพื่อไม่ให้เจ้าของรถล็อกรถได้ ดังนั้นเมื่อเราล็อกรถแล้วให้ลองเอามือเปิดประตูทุกครั้งเพื่อให้มั่นใจ
ไม่วางสิ่งของมีค่าไว้ในรถ
อีกหนึ่งสาเหตุหลักของการตกเป็นเหยื่อโจรทุบกระจก คือการที่เราวางสิ่งของที่มีค่าไว้ภายในรถ เช่น โทรศัพท์ สร้อยทอง โน้ตบุ๊ก เพราะสิ่งของมีค่าเหล่านี้จะสามารถล่อตาล่อใจพวกโจรที่เสี่ยงต่อการโดนงัดรถและทุบกระจกได้เป็นอย่างดี
สรุปท้ายบทความ
เคล็ดลับดังกล่าวที่เราแนะนำไปข้างต้นนั้นอาจจะไม่สามารถช่วยป้องกันมิจฉาชีพได้แบบร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ก็ยังสามารถช่วยลดความเสี่ยงลงได้ ซึ่งเป็นเพียงแค่คำแนะนำเพื่อป้องกันสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นกับเราโดยไม่ทันคาดคิด เพราะภัยร้ายสามารถเกิดขึ้นกับเราได้เสมอ
สำหรับใครที่กำลังหาซื้อรถยนต์มือสองอยู่ สามารถเข้ามาเลือกซื้อได้ที่ Kaidee แหล่งซื้อขายของออนไลน์ที่มีรถยนต์จำหน่ายกว่าสามหมื่นคัน
Feb 19, 2021 | บทความยานยนต์
ขอออกตัวก่อนว่าบทความนี้ไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียอะไรกับแบรนด์รถยนต์ MG แต่ที่หยิบยกเป็นประเด็นเพราะดันไปเจอ Insight ที่ว่าถึงแม้คนจะแซะ MG เยอะ แต่ในความแซะก็มีอีกหลายคนที่สนใจและต้องการหาคำตอบจริงๆ ว่า รถ MG ดีไหม?
เรื่องนี้เลยเข้าข่าย “สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น สิบตาเห็นไม่เท่ามือคลำ” แม้เสียงลือเสียงเล่าอ้างในโซเชียลจะเป็นข้อมูลได้บ้าง แต่แหล่งข้อมูลที่ไม่ควรพลาดอีกช่องทางหนึ่งคือ ถามตรงๆ กับคนที่ใช้รถ MG จริงๆ
เราเลยไปสัมภาษณ์ทั้งคนรู้จัก (พี่ฉอ) และไม่รู้จักเป็นการส่วนตัว (คุณหมุย และคุณบอล) เพื่อสอบถามประสบการณ์และความรู้สึกที่ได้ขับรถแบรนด์ MG และเหมือนบังเอิญนิดๆ เมื่อทั้งแขกรับเชิญทั้งสามคนของเราขับ MG ZS โมเดลเดียวกันเป๊ะ
เหตุผลที่ไปดูรถแบรนด์ MG
จะว่าไปแล้วรถแบรนด์ MG ไม่ใช่ตัวเลือกแรกๆ ของคนที่กำลังจะซื้อรถ แต่ MG ก็เป็นม้านอกสายตาที่หากใครได้ทดลองขับหรือเข้าไปคุยรายละเอียดกับโชว์รูมแล้ว มักได้ผลลัพธ์เป็นความลังเลหรือไม่ก็ใจเอนเอียงมาทาง MG เสมอ
“ตอนแรกตั้งใจซื้อ Jazz นะ แต่พอดีมีคนบอกว่าทำไมไม่ลองดู MG ด้วยล่ะในเมื่อราคาใกล้ๆ กัน พี่เลยลองไปดู ซึ่งจุดแรกที่ชอบมากคือรถทรงสวย ห้องโดยสารกว้าง ซึ่งตอบโจทย์มาก (เน้นเสียง) เพราะเป็นประเภทบ้าสมบัติไงเลยอยากได้รถที่จุของได้เยอะๆ และพอลองขับมันก็โอเคอยู่นะ” พี่ฉอบอกแบบนั้น
ในขณะที่ Export Sales อย่าง “คุณหมุย” เธอเล่าว่าตั้งใจไปซื้อรถในงาน Motor Show ระหว่างเดินดูเจ้าหลักๆ อยู่ดันหันไปเห็นป้าย MG เลยแวะดูและพบว่าราคาไม่แรงมาก เป็นราคาที่จับต้องได้ ฟังก์ชันที่ติดมากับรถครบทุกอย่าง ทั้งกล้องหลัง ล้อแม็ค เบาะหนัง และอื่นๆ สุดท้ายเธอจึงตัดสินใจจอง MG ที่งานนั้นเลย
ส่วน “คุณบอล” ให้เหตุผลว่าต้องการเปลี่ยนรถคันใหม่ให้ใหญ่ขึ้นเพื่อเป็นรถครอบครัว ก่อนหน้านั้นเขาเซอร์เวย์ค่ายรถญี่ปุ่นอย่าง Honda HR-V และ Toyota CH-R ด้วยเช่นกัน ซึ่งเขายอมรับว่าดีไซน์ทั้งสองแบรนด์นั้นสวยแต่พื้นที่ใช้สอยภายในรถยังไม่ตรงกับสเปคที่คิดไว้ จึงเปิดใจกับแบรนด์ใหม่อย่าง MG ซึ่งคุณบอลและแฟนต่างถูกใจในรูปลักษณ์ของรถและราคาที่ไม่แพงจนเกินไป
สภาพ MG ZS สีดำของพี่ฉอในวันรับรถจากโชว์รูม
ประสบการณ์ขับขี่ MG ZS เป็นอย่างไรบ้าง
แม้ไม่ใช่แฟนพันธ์ุแท้เรื่องรถยนต์หรือคนที่ขับรถมาอย่างช่ำชอง แต่ในฐานะคนซื้อรถเพื่อใช้งาน ทั้งสามคนแชร์ประสบการณ์ส่วนตัวในประเด็นคล้ายๆ กัน
คุณหมุย พูดถึง MG ZS วัย 2 ปี 8 เดือนของเธอว่า “ตั้งแต่ซื้อมายังไม่เคยเจออาการงอแงแบบใหญ่ๆ เลย เรื่องสมรรถนะการขับขี่พี่ว่าช่วงล่างแน่นดี เข้าโค้งโอเค แต่มีอืดๆ หน่อยตอนช่วงออกตัว แต่ถ้าได้รอบแล้วรถนี่ปลิวเลย ขับต่างจังหวัดดีมาก”
เรื่องการออกตัวอืด คุณบอลและพี่ฉอก็รู้สึกเช่นกัน แต่ทั้งสองคนไม่ได้มองเป็นปัญหา กลับรู้สึกปลอดภัยด้วยซ้ำ ว่ารถจะไม่พุ่งเร็วเกินไปจนอาจเกิดอันตรายได้
“ผมเคยขับ Civic มาก่อน เหยียบทีนี่พุ่งเลย แต่ MG ไม่เป็นอย่างนั้น มันจะหนืดๆ หน่อย ซึ่งทำให้เรารู้สึกปลอดภัยกว่า เพราะเราตั้งใจให้คันนี้เป็นรถครอบครัวไง ฉะนั้นเรื่องเหยียบคันเร่งแล้วรถออกตัวช้าจึงไม่ใช่เรื่องซีเรียสอะไร” คุณบอลอธิบายเพิ่ม
ยังมีประสบการณ์ขับขี่อีกอย่างที่ทั้งคู่เห็นตรงกัน นั่นคือเมื่อต้องขับรถที่ความเร็วมากกว่า 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง รถไม่มีอาการสั่นหรือส่ายเลยจึงขับได้อย่างมั่นคง เรื่องความสูงของรถก็ช่วยให้วิสัยทัศน์การมองที่ดี เห็นถนนหนทางได้ค่อนข้างกว้าง หรือเวลาต้องขับผ่านลูกระนาดก็ไม่ต้องกลัวว่าใต้ท้องรถจะขูดโดน
“พี่ชอบ MG อีกเรื่องคือแอป i-SMART ที่ลิงค์กับมือถือ (ในพาร์ทของ Remote Vehicle Control) มันเอาไว้เช็คสถานะของรถตอนไหนก็ได้ ซึ่งที่ผ่านมาเคยเผลอแบบว่าจำไม่ได้ว่าล็อครถแล้วหรือยัง แทนที่ต้องเดินกลับไปลานจอดรถ เราก็แค่เปิดแอปดู และกดคำสั่งล็อคให้เรียบร้อย แต่มีบางครั้งเหมือนกันที่แอปออกอาการเพี้ยนๆ ซึ่งเข้าใจว่าเราน่าจะไม่ได้อัปเดตเวอร์ชันมากกว่า” พี่ฉอกล่าว
คุณบอลเลือก MG ZS รุ่นท้อปเพื่อใช้เป็นรถครอบครัว
อะไรใน MG ZS ที่อยากให้ปรับปรุง
เป็นธรรมดาที่ว่าไม่มีรถคันไหนเพอร์เฟ็คเต็มร้อย MG ZS ก็เช่นกัน เราพบว่าปัญหาที่แขกรับเชิญเจอบ่อยที่สุดคือ i-SMART ระบบปฏิบัติการอัจฉริยะที่เป็นจุดขายใหญ่ของ MG แต่กลับรวนอยู่บ่อยๆ โดยเฉพาะระบบสั่งงานด้วยเสียงที่มักดังขึ้นเองโดยที่ยังไม่ได้สั่งการ หรือเริ่มต้นสั่งด้วยประโยคคลาสิก “Hello MG” แล้วแต่ไร้การตอบสนอง
พี่ฉอให้ข้อมูลเพิ่มเติมถึงปัญหาที่เจอว่า “เรื่องระบบไฟก็เป็นบ่อยนะ เช่น เปลี่ยนคลื่นวิทยุไม่ได้ ปิดแอร์ไม่ได้ หรือเวลาเปิดไฟเลี้ยวแล้วไม่มีเสียงเตือน ซึ่งถ้าเป็นปกติมันจะมีเสียงเตาะๆ ให้รู้ว่าเรากำลังเปิดไฟเลี้ยวอยู่ ถ้าเจอกรณีพวกนี้พี่ใช้วิธีดับเครื่องและสตาร์ทใหม่ บางครั้งรอบเดียวก็รีเซ็ทได้ บางครั้งก็ต้องทำสัก 2-3 รอบถึงจะกลับมาปกติ”
“พี่ว่าเขาควรปรับปรุงวัสดุตัวรถอีกหน่อย มันบอบบางไป ดูไม่แข็งแรงเท่าไร ให้ 6 เต็ม 10 พอ ส่วนเรื่องบริการหลังการขายอันนี้ยังไม่ประทับใจ สู้แบรนด์คู่แข่งไม่ได้ต้องปรับปรุงให้มืออาชีพกว่านี้ เวลาติดต่อก็ยาก มีข้อจำกัดเรื่องเวลาเข้าศูนย์ค่อนข้างจุกจิก” คุณหมุยเผยจุดบกพร่องที่พบเจอมา
หน้าตาโปรแกรม i-SMART ที่เป็นจุดขายของรถ MG ที่ผู้ใช้ตัวจริงลงความเห็นว่าควรปรับปรุงให้เสถียรกว่านี้
ถ้ามีคนมาถามว่า MG ดีไหม จะตอบหรือให้คำแนะนำเขาอย่างไร
มาถึงคำถามสุดท้ายที่เราเองก็อยากรู้ว่าคนมีประสบการณ์อย่างพวกเขาจะแนะนำคนอื่นอย่างไร คุณหมุยขอตอบคนแรกแบบเคลียร์ๆ ว่า “กับ MG ZS พี่ว่ามันเป็น SUV Car ที่โอเคนะ ได้ครบในราคาที่ไม่แรง ถ้าไม่ติดแบรนด์ MG ไม่ได้แย่เลย ที่สำคัญต้องลองไปขับและลองเปิดใจดู”
ส่วนคุณบอลที่บอกมาตั้งแต่แรกว่าใช้ MG แล้วแฮปปี้ให้คำแนะนำกับเราว่า “ผมพูดตามความเป็นจริง รถมันขับโอเค แล้วเราก็ไม่ได้เจอปัญหาหนักหน่วงเหมือนที่เห็นในโซเซียลด้วย แม้ตอนแรกจะกังวลว่าเป็นของจีน ของไม่น่าจะดี เพราะ perception มันเป็นแบบนั้น แต่พอมาขับจริงๆ แล้วรู้สึกคุ้มค่า ส่วนคุณจะซื้อตามหรือเปล่า อันนี้เป็นเรื่องเฉพาะตัวนะ ต้องไปลองเอง ชอบไม่ชอบคุณตัดสินใจ”
สุดท้ายเป็นเสียงจากพี่ฉอ “MG ดีไหม? ดี .. ถ้าไม่ยึดติดกับยี่ห้อมากนะ และเทียบกับยอดเงินที่ต้องจ่ายไปกับสเปครถที่ให้มาครบ อาจไม่ได้เทคโนโลยีจ้า แต่ก็มีให้ใช้งานในระดับที่น่าพอใจ เรียกว่าได้ครบในราคามิตรภาพล่ะกัน สรุปคือ แนะนำให้ลองใช้ดู”
สรุปท้ายบทความ
การซื้อรถสักคันเป็นเรื่องที่ต้องใช้ข้อมูลและเวลาในการพิจารณาอยู่เสมอ สำคัญคือการศึกษาอย่างรอบด้าน หาข้อมูลจากอินเทอร์เน็ตก็ส่วนหนึ่ง โบรชัวร์จากโชว์รูมรถก็ส่วนหนึ่ง การถามไถ่ประสบการณ์ของผู้ที่ใช้ก็ส่วนหนึ่ง แต่สุดท้ายคือการไปลอง ไปดูรถด้วยตัวเอง เปิดประตูเข้าไปนั่ง เข้าไปรู้สึก และลองขับด้วยประสบการณ์ของตัวเอง คุณเท่านั้นแหละที่จะตอบได้ว่า MG ดีไหม?
ส่วนใครที่อยากเปรียบเทียบราคา หรือค้นหา MG โมเดลที่ชอบ แวะมาเจอกันได้ที่ Kaidee Auto ได้เลย
—————————–
รู้จักกับรถยนต์แบรนด์ MG เพิ่มเติม
MG คือใคร? แบรนด์รถยนต์ MG (ย่อมาจาก Morris Garages) ถือกำเนิดขึ้นครั้งแรกในประเทศอังกฤษโดย William R Morris ภายใต้การดำเนินธุรกิจของ Morris Motors Limited ซึ่งต่อมามีการเปลี่ยนแปลงมือเจ้าของหลายครั้ง อาทิ British Motor Corporation, The MG Division of BMC, British Leyland Motor Corporation และ MG Rover Group กระทั่งในปี 2005 แบรนด์รถ MG ก็ถูกซื้อโดย Nanjing Automobile Group ซึ่งต่อมารวมเข้ากับ SAIC Motor Corporation ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ที่สุดในประเทศจีน ในปี 2013 SAIC จับมือเครื่อเจริญโภคภัณฑ์ (CP Group) ร่วมทุนตั้งบริษัท SAIC Motor-CP จำกัด เพื่อผลิตและจำหน่ายรถยนต์สัญชาติอังกฤษในประเทศไทยและอาเซียน โดยเริ่มจำหน่ายรถยนต์ MG6 เป็นรุ่นแรกในเดือนกรกฏาคม ปี 2014 และเติบโตอย่างต่อเนื่องโดยมียอดขายในปี 2020 สูงถึง 28,316 คัน หรือเพิ่มขึ้น 7% เมื่อเทียบกับปี 2019
ปัจจุบัน MG มีรถวางจำหน่ายกี่รุ่น? มีทั้งหมด 9 รุ่น ได้แก่ – All New MG3 : รถยนต์ 5 ประตู เครื่องยนต์ 1.5 ลิตร เกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด มี 5 รุ่นย่อย ราคา 519,000 – 629,000 บาท – MG HS : รถอเนกประสงค์ SUV เครื่องยนต์ 1.5 ลิตร DOHC 4 สูบ 16 วาล์ว Turbo TGI เกียร์อัตโนมัติ 7 สปีด มี 3 รุ่นย่อย ราคา 919,000 – 1,119,000 บาท – MG HS PHEV : รถอเนกประสงค์ SUV แบบ Plug-in Hybrid เครื่องยนต์เบนซินเทอโบขนาด 1.5 ลิตร 4 สูบ 16 วาล์ว Turbo TGI พร้อมมอเตอร์ไฟฟ้าแบบ Permanent Magnet Synchronous Motor แรงบิดสูงสุด 230 นิวตัน-เมตร แบตเตอรี่ Lithium-ion ความจุขนาด 16.6 กิโลวัตต์-ชั่วโมง ราคา 1,359,000 บาท – New MG ZS : รถยนต์ Compact SUV เครื่องยนต์ 1.5 ลิตร 15S4C DOHC 4 สูบ 16 วาล์ว VTi-TECH ระบบเกียร์อัตโนมัติ CVT 8 สปีด มี 3 รุ่นย่อย ราคา 689,000 – 799,000 บาท – MG ZS EV : รถยนต์ Compact SUV ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า 100% มอเตอร์ไฟฟ้า Permanent Magnet Synchronous Motor กำลัง 110 กิโลวัตต์ หรือเทียบเท่า 150 แรงม้า อัตราเร่งสูงสุด 350 นิวตัน-เมตร แบตเตอรี่ Lithium-ion ความจุขนาด 44.5 กิโลวัตต์-ชั่วโมง ราคา 1,190,000 บาท – MG EP : รถ Station Wagon ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า 100% มอเตอร์ไฟฟ้ากำลังสูบแบบ Permanent Magnet Synchronous Motor กำลัง 136 แรงม้า พร้อมแรงบิด 260 นิวตัน-เมตร แบตเตอรี่ Lithium-ion ความจุ 50.3 กิโลวัตต์-ชั่วโมง ราคา 988,000 บาท – MG Extender GC : รถกระบะ 2 ประตู (Cab) เครื่องยนต์ดีเซล 2.0 ลิตร 4 Cylinders DOHC 16 Valve Turbo Intercooler มี 5 รุ่นย่อย ราคา 549,000 – 729,000 บาท – MG Extender DC : รถกระบะ 4 ประตู เครื่องยนต์ดีเซล 2.0 ลิตร 4 Cylinders DOHC 16 Valve Turbo Intercooler มี 4 รุ่นย่อย ราคา 759,000 – 1,029,000 บาท – MG V80 : รถตู้ 11 ที่นั่ง เครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบ 2.5 ลิตร 136 แรงม้า เกียรอัตโนมัติ 6 สปีด Selematic มี 2 รุ่นย่อย ราคา 988,000 -1,038,000 บาท
Feb 17, 2021 | บทความยานยนต์
ตลอดช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมานี้ กระแสของรถยนต์ไฟฟ้าถูกเป็นที่พูดถึงกันอย่างทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทยเองที่ได้ให้ความสนใจไม่น้อยเลยทีเดียว โดยเฉพาะในเมืองหลวงอย่างกรุงเทพมหานครที่เราแอบสังเกตเห็นได้ว่ามีปั๊มสำหรับชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าตามอาคารสำนักงานหลายที่เช่นกัน
วันนี้ Kaidee จะพาทุกคนไปดูกันว่ามีรถยนต์ไฟฟ้าค่ายไหนบ้างที่พร้อมจำหน่ายแล้วในประเทศไทย และมีราคาเท่าไร รวมถึงสเปคโดดเด่นแค่ไหน ตามไปหาคำตอบกับบทความนี้กันได้เลย
MG ZS EV
มาเริ่มต้นกันที่คันแรกกับค่ายรถอังกฤษทุนจีน ที่ได้มีการพัฒนาตัวถังรถยนต์ในรุ่น MG ZS แล้วเปลี่ยนการขับเคลื่อนให้เป็นระบบมอเตอร์ไฟฟ้า ซึ่งให้กำลัง 150 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 350 นิวตัน-เมตร ความจุแบตเตอรี่ 44.5 กิโลวัตต์ชั่วโมง จากข้อมูลของผู้ผลิตได้บอกไว้ว่าการทดสอบในโหมด NEDC สามารถวิ่งได้ระยะทางสูงสุดถึง 337 กิโลเมตร ต่อการชาร์จหนึ่งครั้งเลยทีเดียว
ในเรื่องของการชาร์จไฟจะใช้หัวชาร์จแบบ Type2 ซึ่งทาง MG ได้ให้หัวชาร์จมาด้วยเผื่อไว้ในกรณีที่ต้องการชาร์จเร่งด่วนในสถานการณ์ที่ไม่คาดคิด ส่วนการชาร์จเร็วใช้เวลา 30 นาที จะชาร์จไฟได้ 80% ของแบตเตอรี่ รวมถึง MG ยังได้ติดตั้งหัวชาร์จไว้ที่โชว์รูม MG เพื่อให้บริการลูกค้าฟรีไม่มีค่าใช้จ่ายอีกด้วย
MG ZS EV ราคา 1,119,000 บาท
Nissan Leaf
นิสสัน นับว่าเป็นหนึ่งในค่ายรถยนต์ไฟฟ้าที่มียอดขายอันดับ 1 ทั่วโลก และ Nissan Leaf ก็เรียกว่าได้รับความไว้วางใจจากผู้ใช้รถไฟฟ้าทั่วโลก และมียอดขายสูงสุดในตระกูลนี้อีกด้วย ซึ่งเป็นรถเก๋งแบบ 5 ประตู ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า สามารถใช้งานได้ 311 กิโลเมตร ต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง ตามโหมด NEDC ใช้หัวชาร์จแบบ ChaDemo และ Type 1 ส่งไฟเข้าสู่แบตเตอรี่ขนาด 40 กิโลวัตต์ชั่วโมง
ในส่วนของสมรรถนะการขับขี่เป็นเครื่องมอเตอร์ไฟฟ้าให้กำลัง 150 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 320 นิวตัน-เมตร เรียกได้ว่ามากพอเมื่อเทียบเท่ากับเครื่องยนต์ของนิสสันแบบปกติ อีกหนึ่งจุดขายคือการขับขี่ที่สบาย โดยเฉพาะระบบ E-Pedal เทคโนโลยีที่ทำให้ผู้ขับขี่สามารถเร่งและเบรคโดยใช้คันเร่งเพียงแป้นเดียวในการขับขี่ ตลอดจนเทคโนโลยีเบรคฉุกเฉิน กล้องมองรอบทิศทาง ช่วยอำนวยความสะดวกในการขับขี่ และที่สำคัญยังเป็นรถค่ายญี่ปุ่นหนึ่งเดียวที่วางขายรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย
Nissan Leaf ราคา 1,990,000 บาท
Audi e-tron
รถยนต์ไฟฟ้ารูปทรงอเนกประสงค์ SUV จากค่ายสี่ห่วงผู้ผลิตประเทศเยอรมนี มาพร้อมแบตเตอรี่ขนาด 95 กิโลวัตต์ชั่วโมง มีระยะทาง 385 กิโลเมตร ต่อการชาร์จ NEDC ติดตั้งมอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตำแหน่ง ให้กำลังขับรวมปกติ 360 แรงม้า มอเตอร์ด้านหน้าให้กำลัง 170 แรงม้า และมอเตอร์ด้านหลังให้กำลัง 190 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 561 นิวตัน-เมตร
โดยมิติของตัวรถมีขนาดความยาว 4,901 มม. ความกว้างรวมกระจกมองข้าง 2,043 มม. และสูง 1,692 มม. มาพร้อมหลังคาพาโนรามิคเปิดด้วยไฟฟ้า มอบความบันเทิงภายในรถด้วยชุดเครื่องเสียง Bang & Olufsen และจอแสดงข้อมูลขนาด 12.3 นิ้ว นับว่าเป็นรถยนต์ไฟฟ้าสมรรถนะสูงจาก Audi
Audi e-tron ราคา 5,990,000 บาท
MINI Electric
ถือว่าเป็นค่ายรถหน้าใหม่ในตลาดรถยนต์ไฟฟ้า เพราะล่าสุดได้ทำการเปิดตัว MINI Electric รถยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็กสไตล์ MINI พัฒนาตัวถังรุ่น 3 ประตู พร้อมปรับปรุงสมรรถนะเปลี่ยนจากเครื่องยนต์ แล้วมาขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า มอเตอร์ให้กำลัง 184 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 270 นิวตัน-เมตร แบตเตอรี่ขนาด 93.2 แอมป์ฮาว อัตราเร่ง 0-100 ก.ม./ช.ม. ในเวลา 7.3 วินาทีเท่านั้น
MINI Electric ราคา 2,290,000 บาท
Hyundai IONIQ Electric
รถยนต์พลังงานไฟฟ้าแห่งอนาคตที่ผ่านการพัฒนาทั้งเครื่องยนต์ การดีไซน์ และเน้นการใช้วัสดุคุณภาพจากธรรมชาติเพื่อเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดดเด่นด้วยรูปลักษณ์ในแบบรถยนต์ซีดานที่ผสมผสานความสปอร์ตและความโฉบเฉี่ยวได้อย่างลงตัว ตั้งแต่การออกแบบในส่วนของตัวถัง ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าแม่เหล็กถาวรที่ให้พละกำลังสูงสุด 120 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 295 นิวตันเมตร เชื่อมต่อผ่านระบบเกียร์แบบ Single-Speed ที่สามารถเลือกตำแหน่งเกียร์ผ่านปุ่มกดบริเวณคอนโซลกลาง สามารถไปที่ความเร็วสูงสุดที่ 165 กิโลเมตร/ชั่วโมง
แหล่งเก็บพลังงานใช้แบตเตอรี่แบบลิเธียม-ไอออน โพลิเมอร์ ขนาด 28 kWh ใช้เวลาชาร์จไฟปกติที่ 4 ชั่วโมง 25 นาที สามารถวิ่งได้ระยะทางสูงสุดที่ 280 กิโลเมตร และมีระบบชาร์จเร็วที่เรียกว่า Quick Charge กำลังการชาร์จไฟขนาด 50 kW ใช้เวลา 30 นาทีโดยประมาณ โดยแบตเตอรี่ถูกติดตั้งบริเวณใต้ที่นั่งของผู้โดยสารด้านหลัง ซึ่งยังคงมีพื้นที่ให้สามารถบรรจุสัมภาระได้สูงสุดถึง 650 ลิตร
Hyundai IONIQ Electric ปี 2020 ราคา 1,749,000 บาท
สรุปท้ายบทความ
รถยนต์ไฟฟ้า นับว่าเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่สร้างการเปลี่ยนแปลงทางความคิดของผู้ใช้รถยนต์ในบ้านเราเป็นอย่างมาก จึงทำให้เกิดกระแสความนิยมรถยนต์ไฟฟ้าอย่างเป็นวงกว้าง และยังได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐและเอกชนในเรื่องของภาษี หรือเรื่องจุดบริการชาร์จไฟ จึงไม่แปลกใจที่จะทำให้ใครหลายคนอยากจะลองซื้อรถยนต์ไฟฟ้ามาใช้งานจริงในชีวิตประจำวัน
Feb 5, 2021 | บทความยานยนต์
(รถ) ตายแล้วไปไหน?
Kaidee พาดูขั้นตอนการรีไซเคิลรถยนต์ในอเมริกา
ทราบหรือไม่? รถยนต์ที่วิ่งอยู่ตามท้องถนนในประเทศไทย หรือจะเป็นที่ใดในโลกก็ตาม มีอายุการใช้งานทั่วไปโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 8-10 ปี
จากตัวเลขการสำรวจในปี 2562 ประเทศไทยมีรถยนต์เก่าเหี่ยวเฉารอวันสิ้นอายุขัยถึง 5 ล้านคัน และมีโอกาสเพิ่มสูงขึ้นเป็น 16 ล้านคันภายในระยะเวลา 20 ปี
แต่ ในจำนวนนี้ มีรถยนต์เพียงจำนวนหยิบมือเท่านั้น ที่ผ่านการรีไซเคิลอย่างถูกวิธี
อีกทั้งกระบวนการถอดชิ้นส่วนรถยนต์เพื่อนำไปรีไซเคิลอย่างผิดวิธียังสร้างผลเสียอีกหลายประการ
ทั้งความอันตรายต่อผู้ทำการรีไซเคิล จากการถอดชิ้นส่วน หากคนๆ นั้นไม่มีความเชี่ยวชาญมากพอ เช่นการถอดถุงลมนิรภัยแบบไม่ระมัดระวังจะอาจถึงขั้นระเบิดได้
รวมถึงปัญหาสภาพแวดล้อมที่เกิดจากการรีไซเคิล เช่นจากน้ำมัน หรือสารเคมีในห้องเครื่อง
ส่องขั้นตอนการณาปนกิจ รถยนต์เก่าในอเมริกา
อุตสาหกรรมการรีไซเคิลรถยนต์ในอเมริกาเจริญเติบโตอย่างก้าวกระโดด เป็นอุตสาหกรรมสูงสุดอันดับที่ 16 ของประเทศด้วยมูลค่า 750,000 ล้านบาทต่อปี
อเมริการีไซเคิลรถยนต์สูงถึง 95 เปอร์เซ็นต์ คือรถยนต์ 100 คันจะได้รับการรีไซเคิล 95 คันเลยทีเดียว