Jun 9, 2021 | บทความยานยนต์
หลายๆคนพอเริ่มมีความคิดอยากซื้อรถมาใช้สักคัน แน่นอนว่าจะต้องเกิดคำถามในหัวอย่าง “ออกตัวท็อปเลยดีไหมนะ?” หรือ “ตัวธรรมดาจะดีหรือเปล่า?” ซึ่งคำตอบที่ได้ก็จะแตกต่างกันไป ด้วยเหตุผลส่วนบุคคลต่างๆ บางคนก็อาจได้คำตอบว่าตัวท็อปเท่านั้นหรือบางคนก็เอาตัวธรรมดาแล้วไปแต่งอีกที แต่ในบทความนี้เราจะมาช่วยคุณวิเคราะห์กันว่ารถตัวท็อปจำเป็นสำหรับคุณไหม?
ทำไมรถหนึ่งรุ่นถึงต้องมีหลายระดับ
ไม่ว่าจะรถประเภทใดเวลาเปิดตัวและเริ่มวางจำหน่าย ในแต่ละรุ่นก็จะมีหลายเกรด ส่วนมากจะเป็นตัวท็อป ตัวกลาง และตัวปกติ ซึ่งแต่ละแบรนด์ก็จะใช้ชื่อเรียกไม่เหมือนกันอย่างฮอนด้าซิตี้ แฮทช์แบ็ก ก็จะแบ่งเป็น S+ เป็นตัวธรรมดา SV เป็นตัวกลางและ RS เป็นตัวท็อป แต่บางแบรนด์อย่างมาสด้า ก็มีระดับให้เลือกมากถึง 7 ระดับในรุ่น Mazda2 2021
การที่รุ่นหนึ่งจะต้องมีหลายระดับนั้นเหตุผลหลักๆคือเรื่องความต้องการของแต่ละบุคคลที่ต่างกัน บางคนต้องการฟังก์ชันครบเลยไปตัวท็อป บางคนไม่ต้องการฟังก์ชันเยอะ เน้นขับอย่างเดียว ก็สามารถเลือกตัวธรรมดา และถ้าหากแบรนด์รถไม่ทำให้หนึ่งรุ่นมีหลายระดับก็เหมือนการลดกลุ่มตลาดลูกค้าลง ลูกค้าก็จะไปมองหารุ่นที่ถูกใจแบรนด์อื่นต่อไป ดังนั้นยิ่งมีระดับให้เลือกเยอะก็วิน-วินกันทั้งฝ่ายแบรนด์และฝ่ายลูกค้า
ตัวท็อปกับตัวธรรมดาต่างกันเยอะไหมนะ?
มาเทียบความแตกต่างทีละข้อของแต่ละระดับในรถหนึ่งรุ่น ทั้งเรื่องราคา เทคโนโลยี และวัสดุภายใน ซึ่งข้อมูลความแตกต่างตรงนี้จะเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยให้คุณตัดสินใจได้ว่ารถตัวท็อปหรือตัวรองที่เหมาะกับคุณ
ราคา
ราคาเป็นความแตกต่างแรกที่เราสามารถเห็นได้จากใบโบรชัวร์ ราคาของแต่ละเกรดจะต่างกันประมาณ 50,000-90,000 บาท ขึ้นอยู่กับประเภทของรถ ยกตัวอย่าง โตโยต้าC-HR ในเกรด Mid จะอยู่ที่ 1,069,000 บาท ส่วนเกรด Hi จะอยู่ที่ 1,159,000 บาท หรือรถยอดนิยมอย่าง Mazda2 2021 ในเกรด S Sports Leather อยู่ที่ 648,000 บาทและเกรด SP Sport อยู่ที่ 690,000 บาท
เทคโนโลยีและนวัตกรรม
ภาพจาก toyota.co.th
แน่นอนว่าในเกรดที่สูงขึ้น เราก็จะได้ความสะดวกด้านนวัตกรรมหรือเทคโนโลยีที่เพิ่มมากยิ่งขึ้น อย่างโตโยต้ายาริสแฮทช์แบ็กในเกรด Sport Premium จะได้ระบบ Smart Entry และ Push Start ไฟตัดหมอกหน้า LED กล้องบันทึกภาพหน้ารถและหลังรถ หรือระบบเตือนเมื่อออกนอกเลน LDA เป็นต้น เหล่านี้จะเป็นสิ่งที่มีเฉพาะในเกรด Sport Premium
ซึ่งเราต้องดูการใช้งานของตัวเราเองว่าเราเหมาะกับเกรดไหน ถ้ายกตัวอย่างต่อว่า หากคุณต้องการซื้อยาริสแฮทช์แบ็ก ระบบความปลอดภัยที่เพิ่มขึ้นอย่างการปัดน้ำฝนอัตโนมัติ รวมถึงความสะดวกที่พวงมาลัยอย่างสวิทช์ควบคุมเครื่องเสียงและโทรศัพท์ ทำให้เราปรับเปลี่ยนเพลงหรือรับสายได้แบบไม่ต้องหยิบโทรศัพท์ ถ้าคุณชอบในความสะดวกแบบนี้ตัวท็อปของยาริสในเกรด Sport Premium นั้นตอบโจทย์เลย
สีและวัสดุภายใน
ภาพจาก mazda.co.th
หากใครไม่ได้สนใจเรื่องระบบหรือเทคโนโลยีต่างๆแต่เน้นความสวยงามและวัสดุภายใน แต่ละเกรดของรถก็มีความแตกต่างเช่นเดียวกัน ยกตัวอย่าง Mazda2 2021 แฮทช์แบ็ก ในเกรด S Sport Leather ขึ้นไปจะได้วัสดุหุ้มเบาะเป็นหนังสีเทาและผ้า Grand Luxe Suede สีดำ รวมถึงแผงคอนโซลหน้าที่เป็นหนังสีเทา
ส่วนเรื่องสีภายนอกนั้นหากยกตัวอย่างต่อกับ Mazda2 2021 จะมีบางสีที่ต้องจ่ายเพิ่ม เช่น สี Snowflake White Pearl เพิ่ม 7,000 บาท หรือสี Soul Red Crystal เพิ่ม 12,000 บาท ซึ่งสามารถเลือกสีได้ในทุกเกรด ดังนั้นหากใครเน้นเรื่องสีและวัสดุมากกว่าก็สามารถดูเกรดตัวกลางขึ้นไปจนถึงตัวท็อปเลยก็ได้
ตัดสินใจอย่างไรดีล่ะ?
รู้ความแตกต่างของรถตัวท็อปและตัวธรรมดาแล้ว แต่ยังตัดสินใจไม่ได้ ลองมาดูสามเหตุผลในตัวของคุณกับการซื้อรถครั้งนี้กัน
1.การใช้งาน
แน่นอนว่าการซื้อรถของแต่ละคนย่อมมีเหตุผลจากการใช้งานเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งการใช้งานของแต่ละคนก็แตกต่างกัน บางคนใช้งานรถทุกวันแต่อาจไม่ได้ขับไปไหนไกล แค่จากบ้านไปออฟฟิศ หรือบางคนไม่ได้ขับทุกวันแต่ขับแต่ละครั้งก็ขับทางไกลบ่อยๆ ข้อนี้จะช่วยให้คุณเลือกได้ทั้งประเภทของรถ รุ่นของรถและเกรดของรถที่เหมาะกับคุณได้เลยทีเดียว
เช่น หากคุณใช้รถบ่อยไม่ว่าจะขับใกล้หรือไกลแล้วคุณเองชอบความสะดวกในการใช้งานระบบต่างๆ ไม่ว่าจะด้านความปลอดภัยหรือด้านความบันเทิง ตัวท็อปก็สามารถตอบโจทย์ให้คุณได้ โดยไม่จำเป็นต้องไปแต่งอะไรเพิ่มเติม แต่หากคุณเน้นขับอย่างเดียว อย่างอื่นไว้ค่อยแต่งเพิ่มตอนจำเป็น ตัวธรรมดาก็ถือว่าเหมาะสมและเพียงพอ
2.งบประมาณ
งบประมาณก็เป็นเรื่องสำคัญ หาก ณ ช่วงเวลาที่คุณต้องการซื้อรถมีงบประมาณที่จำกัดให้เลือกตามงบประมาณที่วางไว้ หรือหากต้องการตัวท็อปจริงๆให้วางแผนด้านการเงินให้เรียบร้อย คำนวนการผ่อนต่างๆให้ดี จะได้ไม่ลำบากทีหลัง
3.ความต้องการส่วนตัว
ถ้างบไม่ใช่ปัญหาหรือการใช้งานไม่ซ้ำเดิม เน้นความต้องการส่วนตัว อยากได้ ต้องได้ ก็ต้องออกตัวท็อป สเปคจัดเต็ม ใช้งานไปยาวๆ
แล้วถ้าเป็นรถมือสองล่ะ?
หากใครที่ไม่ได้เน้นรถมือหนึ่ง การออกรถมือสองก็ช่วยประหยัดได้มากยิ่งขึ้นและยิ่งตัวท็อปในรุ่นก่อนหน้าก็ถือว่าคุ้มค่ามากๆ ส่วนเรื่องการตัดสินใจก็เช่นเดียวกับการซื้อรถใหม่แต่เพียงแค่คุณอาจมีงบเหลือมากขึ้นและสามารถออกตัวท็อปได้แบบที่ประหยัดและคุ้มค่าสุดๆ
สรุปแล้วออกรถใหม่จำเป็นต้องตัวท็อปไหม?
คำตอบของคำถามนี้คือ “ใช่ ” ถ้าหากการใช้งานของคุณเน้นขับรถไปพร้อมกับความสะดวกสบายของระบบต่างๆ งบประมาณไม่ใช่ปัญหาใหญ่และความต้องการส่วนตัวของคุณนั้นแรงกล้า
แต่คำตอบของคำถามนี้จะเป็น “ไม่ ” เมื่อคุณเน้นขับรถอย่างเดียว ระบบต่างๆอาจไม่จำเป็น หรือยังไม่รู้สึกว่าจำเป็นในช่วงเวลาที่คุณซื้อ ก็ออกตัวเกรดกลางหรือเกรดธรรมดา เพื่อประหยัดงบและคุ้มค่ากับความต้องการ
หากใครได้คำตอบแล้วว่าจะตัวท็อปหรือตัวธรรมดา ก็สามารถเข้ามาเลือกดูรถยนต์หรือพาหนะหลากประเภทหลายแบรนด์ได้ที่ Kaidee Auto ที่ช่วยให้คุณค้นหารถที่ต้องการได้อย่างสะดวกพร้อมมีข้อมูลต่างๆครบครัน ไปดูกันเลย !
Jun 7, 2021 | บทความยานยนต์
เดี๋ยวนี้การที่จะเรียนขับรถนั้นก็ไม่ได้ยากเท่าไรนัก เพราะสมัยนี้มีโรงเรียนสอนขับรถพร้อมใบขับขี่อยู่ทุกที่เต็มไปหมด อีกทั้งรถยนต์ในตอนนี้ก็ขับง่ายแถมมีระบบที่เข้ามาช่วยให้ผู้ขับขี่ ขับรถได้อย่างปลอดภัยมากยิ่งขึ้น รวมไปถึงรถยนต์เกียร์ธรรมดาที่ค่อย ๆ หายไปตามกาลและเวลา โรงเรียนสอนขับรถจึงเป็นทางเลือกหนึ่ง ถ้าหากคุณอยากขับรถเป็น
ในโรงเรียนสอนขับรถพร้อมใบขับขี่มีอะไรบ้าง
ตามที่กฎหมายได้กำหนดเอาไว้ ผู้ที่จะสอบใบขับขี่จะต้องผ่านการอบรมทฤษฏีและกฎจราจรเป็นเวลา 5 ชั่วโมง ก่อนที่จะสามารถสอบใบขับขี่ได้ โรงเรียนสอนขับรถจึงเริ่มต้นตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำให้ โดยสอนตังแต่การขับรถ อบรมกฎจราจร สอบภาคทฤษฎี และสอบภาคปฏิบัติของใบขับขี่ มาครบจบในที่เดียว
จำเป็นจริงหรือ?? ที่จะไปเรียนในโรงเรียนสอนขับรถ
ใช่ว่าการไปเรียนในโรงเรียนจะเหมาะกับทุกคน เพราะถ้าหากสามารถฝึกได้ด้วยตัวเอง บวกเข้ากับมีคนช่วยสอน ก็อาจจะไม่จำเป็นเท่าไรนัก แต่มันก็มีปัจจัยอื่น ๆ ประกอบด้วย จะดูแค่นี้ไม่ได้ ถ้าหากเป็นอย่างนั้น ใครบ้างล่ะที่จะเหมาะสมกับการเรียนในโรงเรียนสอนขับรถพร้อมใบขับขี่
โรงเรียนสอนขับรถเหมาะกับใคร
1. เหมาะกับผู้ที่ไม่มีคนรู้จักที่ขับรถเป็นคนช่วยสอน
เพราะผู้จะสอนขับรถได้ จะต้องเป็นผู้ที่มีใบขับขี่มาแล้วอย่างน้อย 3 ปี และนั่งข้างผู้เรียนอีกด้วย ทำให้เป็นข้อกำหนดที่ค่อนข้างจะหาได้ยากสักหน่อย (ถ้าหากไม่ตรงตามนี้ก็จะผิดกฎหมายด้วยนะ)
2. ไม่ค่อยมีเวลาเท่าไรนัก
โรงเรียนสอนขับรถพร้อมใบขับขี่นั้นเหมาะเป็นอย่างมากสำหรับคนที่ไม่ค่อยมีเวลาว่างเท่าไร เพียงใช้เวลาแค่ 2 ชั่วโมง ในช่วงเย็น หรือว่าจะเรียนยาว ๆ (ทั้งนี้อยู่ที่คอร์สที่ลง) สามารถปรับเปลี่ยนเวลาให้ตรงกับความว่างของตัวคุณเองได้
3. ไม่ชอบการรอนาน ๆ ที่ขนส่ง
เป็นอีกทางที่ใช้เงินแก้ปัญหาเรื่องเวลา เพราะการไปขนส่งแต่ละที นอกจากจะรอนานทั้งรออบรม รอสอบทฤษฎี รอสอบปฏิบัติ บางทีใช้เวลาหลายวันมาก (ไหนจะต้องเผื่อว่าจะไม่ผ่านอีก) ทำให้เสียเวลาเข้าไปใหญ่ การที่โรงเรียนมีให้ครบ นั่นหมายความว่าสามารถ สอบซ่อมภายในวันเดียวได้เลย ไม่ต้องไปรอต่อคิว
4. กลัวทะเลาะกับคนรู้จักที่มาช่วยสอน
บอกเลยว่าข้อนี้เป็นกันเกือบทุกคน เวลาให้คนที่รู้จักช่วยสอน มักจะทะเลาะกัน จนทำให้การเรียนไม่ประสบความสำเร็จเท่าไรนัก อาจจะเป็นเพราะว่าคนที่ขับเป็นเมื่อสอนให้ผู้เรียน ผู้เรียนทำไม่ได้ ก็อาจจะอารมณ์ร้อน และถ้ามองมุมกลับกันผู้เรียนก็ขับรถไม่เป็น อาจจะทำให้หงุดหงิดขึ้นได้เช่นเดียวกัน (ทางที่ดีมองใจเขาใจเรา สอนกันดี ๆ ด้วยความเข้าใจกันด้วยล่ะ)
5. คนที่ยังไม่มีรถเป็นของตัวเอง
เป็นเรื่องลำบากไม่ใช่น้อย หากไม่มีรถยนต์เป็นของตัวเอง หรือคนในครอบครัวต่างก็ไม่มีรถ เพราะการยืมรถของใครมาเพื่อฝึกขับก็คงจะไม่ดีเท่าไรนัก ดังนั้นการไปเรียนที่โรงเรียนสอนขับรถ จะมีอุปกรณ์ให้ครบ รวมไปถึงรถยนต์สำหรับฝึกที่มีเบรกอยู่ทั้งฝั่งคนขับและฝั่งผู้สอน
ข้อเสียของการไปเรียนที่โรงเรียนสอนขับรถ
การไปเรียนถึงแม้จะได้ความสะดวกสบาย รวดเร็วทันใจ แต่ว่าก็มีข้อที่ต้องนำมาคิดก่อนตัดสินใจว่าควรไปเรียนดีไหมอยู่
1. ค่าใช้จ่ายสูง
จะบอกว่าค่าเรียนแพงขนาดรับไม่ได้ก็คงจะไม่ใช่ เพราะคอร์สเรียนส่วนใหญ่จะเริ่มอยู่ที่ 5,500 บาท เรียนทั้งหมด 10 ชั่วโมงเท่านั้น ไม่รวมการสอบ (ซึ่งหากว่าเรียนแล้ว ยังไม่ได้ขับรถจริง อาจจะยังไม่คุ้มค่าเท่าไรนัก เพราะว่าการขับรถต้องใช้ความกล้าในการออกถนนใหญ่ด้วย (ซึ่งเป็นปัญหาของหลาย ๆ คน ที่เรียนมาแล้วขับจริงไม่ได้)
2. คิวของแต่ละช่วงเวลาที่ต้องจอง
แน่นอนว่าการเรียนวันละ 2 ชั่วโมง ทุกวัน ๆ มันจะมีอยู่ไม่กี่ช่วงเวลาที่เหล่าวัยทำงานจะว่างมาเรียน นั่นก็คือช่วงเวลาหลังเลิกงาน นั่นหมายความว่าเป็นช่วงเวลาที่ทุกคนต้องการเรียน ทำให้เกิดการจองเวลาเรียนที่ยาก บางครั้งอาจจะต้องรอ 2 – 3 เดือนกันเลยทีเดียวกว่าได้จะได้เริ่มเรียนจริง ๆ
3. คนสอนที่เลือกไม่ได้
เป็นอีกหนึ่งความเสี่ยงที่ไม่อาจจะรู้ได้เลยก่อนเรียนว่า ตัวคุณนั้นจะต้องไปเจอกับใครที่จะมาสอน หากสอนได้ดีก็ดีไป แต่ถ้าหากไม่ดี ก็ถือว่าซวย อาจจะเป็นการเสียเงินฟรี ๆ เลยก็เป็นไปได้ ถึงแม้ว่าคุณจะดูรีวิวมาจากหลาย ๆ แหล่งแล้วก็ตาม
หลังจากเรียนเสร็จต้องทำอะไรบ้าง
เมื่อผ่านกระบวนการทั้งหมดในการเรียนทั้งหมด 10 ชั่วโมงเป็นที่เรียบร้อย ซึ่งการสอนนั้นจะมีทั้งการขับอยู่ภายในโรงเรียนและการสอนขับออกไปบนถนนจริง เมื่อจบหลักสูตรภาคปฎิบัติแล้ว ก็ยังมีขั้นตอนต่อจากนี้อีก ไม่ใช่น้อย
เรียนกฎหมายจราจรอีก 5 ชั่วโมง
เป็นข้อกำหนดทางกฎหมาย ก่อนที่จะสอบใบขับขี่ได้จะต้องผ่านการอบรม 5 ชั่วโมงก่อน ซึ่งทางโรงเรียนสอนขับรถพร้อมใบขับขี่ก็จัดให้กับการอบรบจนครบเวลา เพื่อที่จะสามารถไปสอบในขั้นถัด ๆ ไป รวมไปถึงการนำไปใช้จริงบนท้องถนนในประเทศไทยได้อีกด้วย (เพราะเรื่องกฎจราจรนั้นสำคัญเป็นอย่างมาก)
สอบภาคทฤษฏี
ทีนี้ก็มาถึงขั้นตอนของการสอบแล้ว เหมือนกับการไปสอบที่กรมขนส่งทุกประการ ต่างกันแค่ว่าไม่ต้องไปที่กรมขนส่ง แต่สอบที่โรงเรียนได้เลย ซึ่งเกณฑ์ในการผ่านก็คือต้องได้ 45 ข้อ จากทั้งหมด 50 ข้อ นั่นหมายความว่าผิดได้แค่ 5 ข้อเท่านั้น (ข้อสอบไม่ยากเพราะเป็นสิ่งที่เราเห็น ๆ กันในชีวิตประจำวันกันอยู่แล้ว)
สอบภาคปฏิบัติ
ต่อกันที่สอบภาคปฎิบัติ หลังจากสอบภาคทฤษฎีจบไปและผ่านเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็ต้องลงมาสอบกันต่อที่สนามขับขี่ โดยก็สอบเหมือนที่กรมขนส่งกำหนด คือ 3 ท่าบังคับ (ซึ่งจะต้องผ่านทั้งหมด)
ทดสอบเดินหน้า – ถอยหลัง ทดสอบถอยจอดเข้าซอง ทดสอบจอดเทียบทางเท้า
เตรียมเอกสารเพื่อไปยื่นรับใบขับขี่
ขั้นตอนนี้คือทุกอย่างเสร็จสิ้น ทางโรงเรียนสอนขับรถพร้อมใบขับขี่จะให้ “เอกสารรับรอง” ทีนี้ก็เหลือแค่เตรียมเอกสารให้พร้อมและเดินทางไปทำใบขับขี่ที่กรมขนส่งประจำจังหวัด
เอกสารที่ต้องเตรียมไปด้วย
เอกสารรับรองจากทางโรงเรียน ใบรับรองแพทย์ (สามารถใช้ใบรับรองจากคลินิกก็ได้) ค่าธรรมเนียม 205 บาท
ไปรับใบขับขี่ที่กรมขนส่ง
ท้ายที่สุดคือการไปที่กรมขนส่ง กำเอกสารทั้งหมดไป รอเรียกเพื่อถ่ายรูปและรอรับใบขับขี่ และสามารถกลับบ้านได้เลย (ทีนี้ก็จะสามารถขับรถได้อย่างถูกกฎหมายแล้ว)
สรุปท้ายบทความ โรงเรียนสอนขับรถพร้อมใบขับขี่ดีจริงหรือ??
เป็นอย่างไรกันบ้าง เมื่ออ่านข้อมูลทั้งหมดดูแล้ว ลองนำมาชั่งน้ำหนักกันดูว่า คุณนั้นมีคนที่สามารถช่วยสอนคุณขับรถได้ โดยที่จะไม่ทะเลาะกันหรือไม่ หรือถ้าหากคุณรู้แล้วว่าเป็นคนที่เหมาะกับการไปเรียนที่โรงเรียนสอนขับรถพร้อมใบขับขี่ ก็ลุยโลด!! เพราะสามารถประหยัดเวลาได้หลายชัวโมงเลยทีเดียว
หลังจากที่ไปเรียนขับรถมาแล้ว ทำเรื่องจนได้ใบขับขี่มาเรียบร้อย หากคุณยังไม่มีรถยนต์สักคันแล้วล่ะก็ ลองเข้ามาดูเลยที่ Kaidee Auto ที่ ๆ รวมรถยนต์ราคาดี แถมมีตัวเลือกมากมายที่เหมาะสมกับไลฟ์สไตล์ และเหมาะกับรถยนต์คันแรกของคุณ
May 18, 2021 | ข่าวสาร และกิจกรรม
“กล้องติดรถยนต์” นับเป็นไอเทมของคนมีรถยนต์ ซึ่งหลายๆ คนอยากจะมีไว้ครอบครองให้อุ่นใจ โดยเฉพาะเวลาเกิดเหตุไม่คาดคิดบนท้องถนน ภาพที่ถูกบันทึกไว้ในกล้องจะใช้เป็นหลักฐานยืนยันความจริงได้ทั้งหมด
ยิ่งถ้าคุณเป็นฝ่ายถูกแล้วล่ะก็ กล้องติดรถยนต์ก็ไม่ต่างจากพยานชั้นดีเลยทีเดียว ทั้งนี้ยังช่วยเรื่องปกป้องคุณจากมิจฉาชีพต่างๆ ที่คอยก่อกวนบนท้องถนน พวกที่สร้างรอยขีดข่วน แกล้งล้มใส่รถคุณเพื่อเรียกเงิน อย่างที่เห็นเป็นข่าวอยู่บ่อยๆ
ถึงเจ้ากล้องติดรถยนต์จะตัวจิ๋ว แต่ก็เต็มไปด้วยประโยชน์หลายด้าน ทั้งความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ความคล่องตัวในการขับขี่ สำหรับเราแล้วกล้องตัวนี้ถือเป็นของที่คู่ควรกับการเสียเงิน แต่จะเสียอย่างไรให้คุ้มค่าในราคา 2,000 บาท บทความนี้มีคำตอบให้คุณแน่นอน
กล้องติดรถยนต์แบบไหน? ที่น่าซื้อ
จะซื้อกล้องติดรถยนต์ทั้งที ก็ต้องทราบกันหน่อย ว่าคุณสมบัติที่ดีที่กล้องเจ๋งๆ จำเป็นต้องมีนั้น คือเรื่องไหนบ้าง จ่ายเงินแล้วก็ต้องให้ครอบคลุมทุกการใช้งานให้ได้มากที่สุด ส่วนจะมีเรื่องไหนต้องใส่ใจเป็นพิเศษบ้างนั้น ไปดูกันเลย
1. มุมกล้องของกล้องติดรถยนต์ต้องกว้าง
ปัจจัยหลักของการซื้อกล้องติดรถยนต์ ก็เพื่อบันทึกภาพเหตุการณ์ต่างๆ ไว้ใช้เป็นหลักฐานในยามคับขัน ฉะนั้น มุมกล้องจึงเป็นปัจจัยแรกๆ ที่ควรคำนึงถึง แนะนำให้เลือกกล้องที่มีเลนส์เก็บภาพได้มุมกว้าง ครอบคลุมทุกระยะ เพื่อความสบายใจและความปลอดภัยบนท้องถนน
2. กล้องติดรถยนต์ที่ดีต้องถ่ายชัดในที่แสงน้อย
เลือกกล้องติดรถยนต์ที่ให้ภาพมุมกว้างไปแล้ว สิ่งหนึ่งที่จำเป็นไม่แพ้กัน คือคุณภาพของไฟล์ต้องคมชัดเสมอในยามแสงน้อย อย่าลืมว่าหลายๆ ครั้งเราเองต้องขับรถไปในพื้นที่ที่มีแสงน้อย ยิ่งช่วงกลางคืน ไฟถนนในประเทศเราไม่ได้มีให้สม่ำเสมอตลอดเส้นทาง
3. ภาพในกล้องติดรถยนต์ต้องมีความละเอียดและค่า FPS สูง
คุณภาพความละเอียดของกล้องติดรถยนต์ และค่า FPS ที่สูง จะช่วยให้มูฟเมนต์ของคลิปลื่นไหล ไม่มีกระตุก นับเป็นสองเรื่องที่คุณไม่ควรมองข้าม ต่อให้กล้องของคุณจะเจ๋ง ถ่ายได้ครอบคลุม เก็บภาพได้ดีในที่แสงน้อย แต่ถ้าภาพแตก ก็ไม่คุ้มที่จะเสียเงิน (เลือกเป็น Full HD ได้ยิ่งดี)
4. กล้องติดรถยนต์ที่ต้องมีระบบตรวจจับความเคลื่อนไหว
อย่าลืมกล้องติดรถยนต์ของเราไม่ได้ทำงานตลอด 24 ชั่วโมง การมีฟังก์ชันตรวจจับความเคลื่อนไหว จะช่วยให้เราสบายใจเรื่องความปลอดภัยได้ขึ้นเยอะ เพราะทุกครั้งที่มีอะไรเคลื่อนไหวรอบรถคุณ ระบบนี้จะทำให้กล้องบันทึกอัตโนมัติทันที
5. มีระบบ G Sensor ในกล้องติดรถยนต์
ระบบ G Sensor ในกล้องติดรถยนต์ จะคอยบันทึกภาพและคลิปเอาไว้ แยกจากตัวกล้อง ฉะนั้น เมื่อเกิดเหตุที่ไม่คาดคิดมีเหตุให้กล้องเสียหาย ไฟล์ต่างๆ จะยังคงอยู่ ไม่เสียหายไปแน่นอน รวมถึงกรณีหน่วยความจำเต็ม G Sensor จะช่วยเตือนไม่ให้กล้องบันทึกภาพทับอีกด้วย
5 กล้องติดรถยนต์ราคาไม่เกิน 2,000 บาท
เป็นไงคะ ซึมซับกับวิธีการเลือกกล้องอย่างไรให้คุ้มค่าไปแล้ว ทีนี้ก็ถึงเวลาของ 5 กล้องติดรถยนต์ตัวดังแห่งปี 2021 โดยครั้งนี้เราคัดสรรมาในงบไม่เกิน 2,000 บาท เนื่องด้วยเป็นราคาที่หลายคนจับต้องได้ง่าย รวมทั้งยังพอมีกล้องระดับกลางๆ ที่ควรค่าน่าใช้
1. กล้องติดรถยนต์ G90A
กล้องติดรถยนต์ G90A เป็นอีกหนึ่งรุ่นฮอตฮิตของช่วงราคาไม่เกิน 2,000 บาท ด้วยคุณสมบัติคุ้มค่า คุ้มราคา เก็บภาพมุมกว้างได้มากถึง 170 องศา มาพร้อมความคมชัดขนาด 2304 x 1296P Full HD ให้ภาพที่คมชัดในระดับที่น่าพอใจ ไร้กังวลเรื่องภาพแตกหรือซูมไม่เห็น
ทั้งยังมาพร้อมเทคโนโลยี HDR และรูรับแสงกว้าง F/1.8 ปรับภาพให้สว่างขึ้นทันที เมื่ออยู่ในพื้นที่แสงน้อย และหายห่วงด้วยระบบ G Sensor ไปจนถึงระบบเตือนทันทีเมื่อรถอยู่ในระยะใกล้รถคันหน้ามากเกินไป (FCWS) รวมถึงการขับที่ล้นออกนอกเลนส์ (LDWS) ให้คุณสบายใจทุกครั้ง เมื่อต้องออกเดินทาง
ราคา : 1,990 บาท
2. กล้องติดรถยนต์ Xiaomi 70Mai Dash Cam Pro
ถึงตรงนี้ต้องยอมรับเลยว่า แบรนด์ Xiaomi เขารันอยู่ทุกวงการจริงๆ รวมถึงกล้องติดรถยนต์ก็ไม่เว้นเช่นกัน ส่วนเจ้า Xiaomi 70 Mai Dash Cam Pro ตัวนี้ เป็นตัวที่พัฒนามาจากรุ่น 70Mai Pro ซึ่งเคยตีตลาดกล้องติดรถยนต์เอาไว้ได้อย่างยอดเยี่ยม และแน่นอนว่าดีไซน์สวยงามและเรียบง่ายสไตล์เสี่ยวมี่เหมือนเดิม
ระบบต่างๆ ของกล้องติดรถยนต์ตัวนี้ ครบครันทีเดียว ทั้งขนาดหน้าจอ 2 นิ้ว บันทึกวิดีโอด้วยความละเอียดสูงสุด 2592 x 1944p และเก็บภาพมุมกว้าง 140 องศา (รูรับแสง F/1.8 ) รวมถึงระบบ G Sensor ไปจนถึงเทคโนโลยี ADAS คอยแจ้งเตือนเมื่อออกนอกเลน และก่อนชนคันหน้า ที่สำคัญยังเก๋ไก๋ด้วย Wi-Fi ที่เชื่อมต่อกับมือถือ ให้คุณตั้งค่าและโหลดคลิปเข้าโทรศัพท์ได้ง่ายดาย
ราคา : 1,900 บาท
3. กล้องติดรถยนต์ HC-3
ใครอยากได้กล้องติดรถยนต์เล็กๆ มินิมอลๆ ไม่บดบังวิสัยทัศน์ในการขับรถขอให้ข้ามมาที่กล้องติดรถยนต์ HC-3 ได้เลย เพราะขนาดหน้าจอสุดแสนกะทัดรัดเพียง 1.5 นิ้ว รวมถึงขนาดบอดี้ที่แสนพอดี ทั้งยังครบเครื่องด้วยความละเอียดภาพสูงสุด 1920X1080P@30FPS ให้ทุกจังหวะบนท้องถนนของคุณไม่คลาดสายตา
ส่วนคุณสมบัติอื่นๆ ก็ปังไม่แพ้กัน อย่างระบบเซ็นเซอร์ของ SONY IMX323 ที่ช่วยให้วิดีโอของคุณชัดใสในยามแสงน้อย และเก็บทุกรายละเอียดได้ถึง 145 องศา ทั้งยังมาพร้อมเทคโนโลยี Parking Mode บันทึกวิดีโอทันที เมื่อมีอุบัติเหตุเกิดขึ้นขณะจอดรถ และมี GPS คอยบันทึกพิกัดและความเร็วขณะขับรถ รวมถึงระบบ Wi-Fi ให้คุณเชื่อมต่อกับมือถือได้อีกด้วย
ราคา : 1,950 บาท
4. กล้องติดรถยนต์ AZDome Dab211
AZDome Dab211 เป็นกล้องติดรถยนต์อีกหนึ่งที่ตัวที่ราคาเบาลงมานิด ทว่าฟูลออปชันไม่แพ้ตัวอื่นๆ ทั้งความคมชัดของภาพที่ให้ความละเอียดมาสูงสุดถึง 2K เรียกว่าคม ชัด ครบทุกความเคลื่อนไหว และยังมาพร้อมกับระบบ HDR สปอตไลต์ปรับแสงให้ทันที เมื่อเจอกับพื้นที่มืด
ความพิเศษของกล้องติดรถยนต์ตัวนี้ คือคุณสามารถปรับมุมกล้องขึ้นลงได้ถึง 39 องศา เรียกว่าขยับได้ตรงใจคุณมากกว่าเดิม ทั้งยังเก็บภาพได้ถึง 150 องศา ครบถ้วนทุกรายละเอียด มาพร้อมระบบ G-Sensor ช่วยปกป้องไฟล์วิดีโอ ขณะเกิดอุบัติเหตุ รวมถึงเทคโนโลยี Parking mode คอยบันทึกภาพอัตโนมัติ หากมีเหตุเกิดขึ้นขณะจอดรถ
ราคา : 1,500 บาท
5. กล้องติดรถยนต์ Viofo รุ่น WR1
จุดเด่นของกล้องติดรถยนต์แบรนด์ Viofo คือความจิ๋วแต่เจ๋ง อัดแน่นไปด้วยฟังก์ชันแน่นๆ อย่างตัวเลนส์กล้อง ที่มาพร้อมกับเซ็นเซอร์ตัวท็อป Sony IMX 323 ซึ่งให้ภาพที่คมชัด และปรับความสว่างได้ดีในเวลากลางคืน ว่ากันว่าเป็นกล้องที่ปรับภาพได้ดี ในที่แสงน้อย เป็นอันดับต้นๆ นับเป็นจุดแข็งของกล้องติดรถยนต์รุ่นนี้เลยทีเดียว
นอกจากนี้ตัว WR1 ยังให้ความละเอียดของคลิปได้ถึง Full HD 1080P และครบถ้วนทุกมุมภาพ 160 องศา รองรับ G-Sensor รวมถึงเชื่อมต่อ Smart Phone ผ่านระบบ Wi-Fi ได้อย่างไหลลื่น ที่สำคัญตัวนี้ใช้แบตเตอรี่ประเภท Super Capacitor ที่มีประสิทธิภาพมากกว่ารุ่นอื่น ยืดอายุแบต ลดอาการบวมและทนความร้อนได้ดีขึ้น
ราคา : 1,990 บาท
ซื้อกล้องติดรถยนต์คุ้มค่าแน่นอน!
ครบถ้วนทั้งวิธีการเลือกกล้องติดรถยนต์และแนะนำกล้องที่ควรค่า ราคาสบายกระเป๋าไปแล้ว ใครที่ยังลังเล งบ 2,000 บาท เป็นอะไรที่ครอบคลุมได้ทุกฟังก์ชัน ของ “กล้องติดรถยนต์” ดีๆ แน่นอน
อย่าคิดว่างบน้อยแล้วจะสอยไม่ได้ ของราคาดียังมีอยู่จริง!! Kaidee เรามีกล้องรถยนต์คุณภาพดี ให้คุณเลือกมากมาย ลองคลิกดู ไม่ผิดหวังแน่นอน!
May 14, 2021 | บทความยานยนต์
ผม “เอโดงาวะ โคนัน ถึงแม้ตัวจะเป็นเด็ก แต่สมองเป็นผู้ใหญ่” เป็นยอดนักสืบ ประโยคติดหูที่ใครเป็นสาวกการ์ตูนเรื่องนี้จะต้องได้ยินจนเบื่อ ซึ่งวันนี้เราจะไม่ได้มาพูดกันถึงเรื่องเนื้อหา หรือคดีฆาตกรรมสุดแปลก ที่มาให้ชมในทุก ๆ ตอน (นี่มันเด็กตัวซวยชัด ๆ ไปที่ไหนก็มีคนต้องตาย) แต่ว่าเราจะพามาดูรถยนต์ในการ์ตูนเรื่องนี้กัน ว่ามีรถอะไรบ้างที่มีอยู่ในชีวิตจริง บอกเลยว่าเป็นรถที่เท่เสียด้วย
ท้าวความการ์ตูน โคนัน กันเสียหน่อย
สำหรับน้อง ๆ ที่มีอายุไม่มากนัก อาจจะยังไม่รู้จักว่า “โคนัน ” เป็นการ์ตูนแบบไหน เรียกได้ว่าเป็นชุดการ์ตูนสืบสวนสอบสวนที่ได้รับความนิยมกันมาอย่างยาวนาน โดยเรื่องนั้นเริ่มมาจาก หนุ่มมัธยมปลาย อายุ 17 ปี ชื่อว่า คุโด ชินอิจิ ที่ได้รับฉายาว่าเป็น สุดยอดนักสืบตะวันออก แต่ในวันหนึ่งเขาได้ไปเที่ยวสวนสนุกกับเพื่อที่ชื่อ โมริ รัน จนกระทั่งพบความไม่ชอบมาพากลของกลุ่มชายชุดดำเข้า ท้ายที่สุดเขาโดนทำร้ายและนำยาพิษให้กิน พอรู้สึกตัวอีกที ร่างกายก็หดเล็กลงเสียแล้ว จึงต้องปลอมตัวและชื่อมาใช้ เอโดงาวะ โคนัน เพื่อสืบเรื่องของชายชุดดำ และกลายมาเป็นจุดเรื่มต้นของคดีมากมายที่เกิดขึ้นภายในเรื่อง
รถประตำแหน่งของตัวละครภายในการ์ตูนโคนัน
หากทุกคนที่เข้ามาอ่านแล้วรู้สึกว่า การ์ตูนสืบสวนสอบสวนนั้นจะมีฉากที่ขับรถน้อยแล้วล่ะก็ “คุณคิดผิดครับ!!” ต้องขอบอกเลยว่าในเรื่องนี้ ตัวละครเอกเกือบทุกตัว ขับรถนะครับ และแต่ละคันก็คือสวยและเท่ แถมยังมีอยู่จริง ๆ ในโลกนี้อีกด้วย ไปดูพร้อมกันเลยว่าตัวละครไหน ขับรถอะไรกันบ้าง
ดร. อากาสะ – Volkswagen Beetle
Twitter : หมูมะนาว
เรียกได้ว่าแทบจะเป็นรถยนต์คันแรก ๆ ที่โผล่ออกมาให้เห็นในการ์ตูนเรื่องนี้เลยก็ว่าได้กับรถเต่าคันสีเหลือง ที่เป็นรถยนต์คู่ในของดร.อากาสะเลยก็ว่าได้ ไม่ว่าจะเป็นการขับพาโคนันไปสืบคดีต่าง ๆ แล้ว ยังรวมไปถึงการพาแก๊งค์นักสืบเยาวชนไปเที่ยวก็ใช้เจ้า Volkswagen Beetle คันนี้อีกด้วย
คุโด้ ยูกิโกะ – Jaguar E-Type
Credit : baankluayonline
คุโด้ ยูกิโกะ ซึ่งเป็นตัวละครแม่ของพระเอกในเรื่องอย่างคุโด้ ชินอิจิ (ที่ตอนนี้กลายเป็น โคนัน ไปแล้ว) ถึงแม้ว่าในเรื่องจะโผล่มาให้เห็นเพียงไม่กี่ครั้ง แต่ก็มาพร้อมรถยนต์สุดเท่อย่าง Jaguar E-Type ที่ในเรื่องใช้ป้ายทะเบียน YUK-910 ซึ่งเอามาจากชื่อของตัวละครเองอีกด้วย
คิซากิ เอริ – Mini Cooper 1.3i mark VII
Twitter : MINIMUS
ทนายสาวอดีตภรรยาของตัวเอกอย่างคุณลุง โมริ โคโกโร่ ที่มาพร้อมกับ Mini Cooper 1.3i mark Vii คันสีฟ้าสะดุดตา ซึ่งจากในรูป จะเห็นได้ว่าเป็นรถพวงมาลัยซ้าย แสดงว่าเป็นรถที่นำเข้ามาอย่างแน่นอน เพราะประเทศญี่ปุ่นนั้นรถจะเป็นพวงมาลัยขวา
ผู้หมวดทาคางิ – Nissan GTR R34
Twitter : Takagibot
อีกหนึ่งตัวละครหลัก ที่เด่นไม่แพ้โคนันเลย อย่างผู้หมวดทาคางิ ที่นอกจากจะเป็นตำรวจที่ทำคดีต่าง ๆ (เห็นแทบทุกตอน) ในบางครั้งยังเป็นคนที่ต้องขับรถไล่จับคนร้ายในการ์ตูนอีกด้วย แน่นอนว่าการไล่จับจะต้องใช้รถที่เร็วแรงไม่แพ้ตัวร้าย จัดมาให้เลยกับ Nissan GTR R34 ก็อตซิล่าทางเรียบกันเลยทีเดียว
ผู้หมวดซาโต้ – Mazda RX7
Credit : loveinterest
ถ้าพูดถึงหมวดทาคางิแล้ว จะไม่พูดถึงหมวดซาโต้ ก็คงจะเป็นไปไม่ได้ เพราะว่าทั้งคู่นั้นเป็นคู่รักแห่งกรมตำรวจ ซึ่งหมวดซาโต้ก็ขับรถที่แรง ไม่น้อยหน้ากันเลย อย่าง Mazda RX7 คันสีแดงแป๊ด เรียกได้ว่าถ้าเจอหมวดซาโต้ขับรถเมื่อไร ฉากบู๊ไล่ล่าสุดมันจะเกิดขึ้นในทันที
อามุโร่ โทโอรุ – Mazda RX7
Twitter : ppinkoo
เมื่อพูดถึง Mazda RX7 แล้ว นอกจากผู้หมวดซาโต้แล้ว ยังมีอีกคนหนึ่งที่ใช้รถยนต์รุ่นนี้ ซึ่งเป็นตัวละครที่โผล่มาได้ไม่ไม่นานนัก แต่กลับกลายมาเป็นตัวดำเนินเรื่องที่คอยสร้างปมให้แก่เรื่องโคนันอย่างมหาศาล เพราะชายคนนี้เป็นหนึ่งในตำรวจที่แฝงตัวเข้าไปอยู่ในกลุ่มชายชุดดำ ทำให้เกิดฉากที่ตื่นเต้นเร้าใจด้วยรถยนต์คันนี้เสมอ เมื่อในฉากมี อามุโร่และคู่ปรับของเค้า อย่างอากาอิ ชูอิจิ
อากาอิ ชูอิจิ Ford Mustang
Twitter : akam_th
มากันที่คู่ปรับอย่าง อากาอิ ชูอิจิกันบ้าง เขาเพิ่งเผยรถ Ford Mustang ในการ์ตูนโคนัน The Movie 20 ปริศนารัตติกาลทมิฬ ที่ฉายในโรงไปเมื่อปี 2016 ซึ่งเป็นอีกหนึ่งฉากที่สร้างความประทับใจให้แก่เหล่าแฟน ๆ โคนันเป็นอย่าง เพราะเป็นภาคที่มีการขับเคี่ยวกันอย่างดุเดือดของสามตัวละครหลักด้วยกัน ทั้งตัวเอกของเรื่องอย่าง โคนัน อากาอิ และอามุโร่ นั่นเอง
ยีน – Porsche 356A
พูดกันมายืดยาว จะไม่พูดถึงตัวร้ายตัวนี้ก็คงจะไม่ได้ นอกจากเป็นตัวจุดฉนวนของเรื่องทั้งหมดแล้ว ยังเป็นตัวละครที่คอยมาเติมสีสันให้แก่เรื่อง ให้พบเจอกับปริศนามากมายของกลุ่มชายชุดดำ เรามักจะเห็นรถยนต์ Porsche คันนี้ไปที่ไหน จะต้องมียีนไปด้วย พร้อมกับในตอนนั้นจะต้องมีใครสักคนถูกกำจัดทิ้งอย่างแน่นอน (เป็นตัวละครที่ลึกลับตั้งแต่ต้น จนมาถึงปัจจุบันเลยก็ว่าได้)
สรุปท้ายบทความ รถยนต์สุดเท่ในการ์ตูนโคนัน
คาดไม่ถึงกันเลยใช่ไหมล่ะว่าในการ์ตูน ยอดนักสืบจิ๋วโคนัน จะมีรถยนต์มากมายขนาดนี้ นี่ยังเป็นแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้นที่มีอยู่ภายในเรื่องนี้ เพราะถ้าเอามาทั้งหมดเกรงว่าบทความนึงจะไม่พอเอา แต่เอาเป็นว่า เรารวมรถทุกคันที่ตัวละครหลักใช้มาให้แล้ว มีแต่รถเท่ ๆ เจ๋ง ๆ ทั้งนั้นเลย
ใครถูกใจหรือสนใจที่จะเลือกซื้อรถอยู่แล้วล่ะก็ ขอบอกเลยว่า Kaidee Auto ที่นี่ไม่ทำให้ผิดหวังแน่นอน เพราะว่ามีรถยนต์มากมายให้เลือก อีกทั้งยังสามารถติดซื้อได้กับเจ้าของรถโดยตรงได้ง่าย ๆ แถมนัดดูรถก่อนการซื้อได้อีกด้วย
Apr 20, 2021 | บทความยานยนต์
กลับมาอีกครั้งกับการสอบใบขับขี่รถยนต์ปี 2564 ปีนี้เราจะมาพร้อมกับโพยข้อสอบใบขับขี่รถยนต์ 2564 ที่จัดหนักจัดเต็ม เอาแบบเน้น ๆ ว่าจุดไหนต้องอ่าน จุดไหนต้องห้ามพลาด คัดเฉพาะเนื้อ ๆ มาให้คุณ หากคุณกังวลว่าปีนี้ข้อสอบจะเปลี่ยนไป เราก็มาเตรียมเก็งข้อสอบให้เป๊ะ ไม่มีพลาดดีกว่า
เพราะส่วนใหญ่แล้วข้อสอบใบขับขี่รถยนต์ แม้จะมีการเปลี่ยนข้อสอบอยู่บ้าง แต่โดยพื้นฐานแล้วตัวโจทย์จะไม่ได้แตกต่างไปจากเดิมเสียเท่าไรนัก อาจมีการนำข้อสอบจากปีที่แล้วมาปนบ้าง แต่เชื่อเถอะว่า ที่นี่เราเก็งข้อสอบไว้แล้วไม่พลาดแน่นอน
มาอ่านกันเลย จุดไหนต้องห้ามข้าม!
โพยข้อสอบใบขับขี่รถยนต์ที่ต้องจำ
ก่อนจะไปดูว่าข้อสอบใบขับขี่รถยนต์ข้อไหนบ้างที่ต้องจำ เราต้องรู้ก่อนว่าโพยข้อสอบใบขับขี่รถยนต์ในครั้งนี้นั้น เรียกว่าเป็นการเปิดโพยแบบเน้น ๆ ที่มักจะเห็นได้บ่อยในข้อสอบใบขับขี่รถยนต์
ในบทข้อสอบนี้เราจะแยกออกกันเป็นหมวด ๆ ที่จะเห็นได้ว่าหมวดใดบ้างจะมีข้อสอบอะไรที่ควรเน้น หรือข้อไหน แบบไหน ที่มักจะเห็นและออกได้บ่อยบ้าง ดังนั้นเรามาดูและจำให้แม่นเป๊ะ ให้ขึ้นใจว่าข้อสอบดังต่อไปนี้ออกในข้อสอบใบขับขี่รถยนต์ 2564 อย่างแน่นอน
หมวดกฎหมายว่าด้วยรถยนต์
ใบอนุญาตในการขับรถ เป็นเรื่องที่เรียกว่าสำหรับผู้ขับขี่รถยนต์แล้วเป็นเรื่องปกติที่ควรจะต้องทราบอยู่แล้ว ดังนั้นหนึ่งในข้อสอบย่อมต้องมีคำถามเกี่ยวกับเรื่องใบอนุญาตในการขับขี่รถยนต์เป็นที่แน่นอน โดยเรื่องส่วนมากที่จะถามเกี่ยวกับเรื่องของอายุใบขับขี่เป็นหลัก เช่น
1.ใบอนุญาตขับรถส่วนบุคคลชั่วคราวมีอายุกี่ปี
คำตอบ = 1 ปี
2.ใบอนุญาตขับรถส่วนบุคคลชนิด 5 ปีต่ออายุล่วงหน้ากี่เดือน
คำตอบ = 3 เดือน
3.บุคคลแบบไหนถึงจะสามารถขอรับใบอนุญาตขับรถได้
คำตอบ = ผู้ไม่เป็นผู้มีร่างกายพิการจนเป็นที่เห็นว่าไม่สามารถขับได้
4.ผู้ขอรับใบอนุญาตขับรถชั่วคราวต้องมีอายุกี่ปี
คำตอบ = ไม่ต่ำกว่า 18 ปี บริบูรณ์
5.รถยนต์ไว้เพื่อขายหรือซ่อม (ป้ายแดง) สามารถขับได้ในช่วงเวลาใดบ้าง
คำตอบ = ขับได้ระหว่างพระอาทิตย์ขึ้นถึงพระอาทิตย์ตก
หมวดกฎหมายว่าด้วยการจราจรทางบก
นอกจากเรื่องของกฎหมายรถยนต์ที่เกี่ยวกับผู้ขับขี่โดยตรงแล้ว อีกหนึ่งกฎหมายที่จำเป็นต้องรู้ สำหรับคนที่ต้องการจะสอบใบขับขี่รถยนต์ รวมถึงต้องการที่จะนำมาใช้ในการขับขี่จริง ก็จำเป็นต้องรู้เกี่ยวกับข้อสอบใบขับขี่รถยนต์ว่าด้วยเรื่องกฎหมายการจราจรทางบก ดังต่อไปนี้
1.การหยุดรถบริเวณทางแยกต้องทำอย่างไร
คำตอบ = หยุดหลังเส้นแนวหยุด
2.ผู้ขับขี่ต้องรับรถให้ห่างจากคันหน้าเท่าไร
คำตอบ = ในระยะที่จะสามารถหยุดรถได้ปลอดภัยเมื่อจำเป็น
3.เมื่อจะเปลี่ยนช่องทางหรือแซงทุกครั้งต้องปฏิบัติอย่างไร
คำตอบ = ต้องให้สัญญาณไฟหรือสัญญาณแตร
หมวดเครื่องหมายพื้นทาง
คาดว่าหลายคนน่าจะเคยเห็นสัญลักษณ์บนพื้นถนน แต่ก่อนจะได้สอบกับข้อสอบใบขับขี่รถยนต์ เรามาดูเครื่องหมายที่จำเป็นต้องใช้หรือควรต้องรู้ในการขับรถยนต์จริงและเป็นเครื่องหมายที่คุณสามารถพบได้บ่อยในำการขับขี่รถยนต์
เครื่องหมายนี้มีความหมายว่าอย่างไร
คำตอบ = ห้ามหยุดรถยนต์ทุกชนิดภายในเครื่องหมาย ยกเว้นหยุดเพื่อรอเลี้ยวขวา
เมื่อผู้ขับขี่พบเครื่องหมายนี้ ควรปฏิบัติอย่างไร
คำตอบ = ห้ามขับรถแซงภายในช่องแบ่งรถนี้
เครื่องหมายนี้มีความอย่างไร
คำตอบ = เส้นแบ่งทิศทางจราจร คู่
หมวดป้ายบังคับ
อีกหนึ่งหมวดที่ออกข้อสอบใบขับขี่รถยนต์ค่อนข้างบ่อย คือหมวดป้ายบังคับ ที่ใครเห็นต่างก็ต้องรู้ว่าป้ายเหล่านี้มีไว้เพื่อบอกอะไรกับเรา และเราควรปฏิบัติตัวอย่างไรหลังจากเห็นป้ายสัญลักษณ์ดังกล่าว
เมื่อพบเครื่องหมายนี้ ควรปฏิบัติอย่างไร
คำตอบ = ห้ามขับรถทุกชนิดเข้าไปในทิศทางที่ติดตั้งป้าย
เครื่องหมายนี้หมายความว่าอย่างไร
คำตอบ = ห้ามกลับรถไปทางซ้าย
เมื่อพบเครื่องหมายนี้ ควรปฏิบัติอย่างไร
คำตอบ = ให้รถหรือคนที่ขวางทางด้านหน้าไปก่อน
หมวดป้ายเตือน
หากคุณขับรถโดยปราศจากการรับรู้เกี่ยวกับหมวดป้ายเตือน ก็อาจะทำให้เกิดปัญหาในเรื่องของการขับขี่ขึ้นได้ การขับขี่จึงจำเป็นต้องรู้เกี่ยวกับหมวดป้ายเตือนเป็นอย่างมาก นั่นจึงเป็นที่มาของข้อสอบใบขับขี่รถยนต์ที่ถามเกี่ยวกับเครื่องหมายดังต่อไปนี้
เมื่อพบเครื่องหมายนี้ ควรปฏิบัติอย่างไร
คำตอบ = ควรขับรถให้ช้าลง
เครื่องหมายนี้หมายความว่าอย่างไร
คำตอบ = ทางข้างหน้าเป็นวงเวียน
เมื่อพบเครื่องหมายนี้ ควรปฏิบัติอย่างไร
คำตอบ = ช่องการจราจรด้านขวาปิด
หมวดป้ายแนะนำ
ป้ายในลักษณะนี้มักมีสีเป็นสีน้ำเงินให้สังเกตได้ง่าย และเห็นได้ค่อนข้างชัด ส่วนใหญ่มักเป็นป้ายแนะนำ ไม่ใช่ป้ายเตือน เพื่อแจ้งกับคนขับขี่ว่าข้างหน้าจะมีจุดกลับรถหรือเป็นทางด่วน ให้คนขับขี่มีความระมัดระวังและเลือกใช้เส้นทางให้ถูกต้องมากขึ้น
เครื่องหมายนี้หมายความว่าอย่างไร
คำตอบ = เริ่มต้นทางด่วน
เมื่อพบเครื่องหมายนี้ ผู้ขับขี่ควรปฏิบัติอย่างไร
คำตอบ = ทางข้างหน้ามี “จุดกลับรถ”
เมื่อพบเครื่องหมายนี้ควรปฏิบัติอย่างไร
คำตอบ = ขับรถให้ช้าลงและระมัดระวัง คนข้ามถนน
หมวดเทคนิคการขับรถอย่างปลอดภัย
อีกหมวดสำคัญที่มักพบได้บ่อยในข้อสอบใบขับขี่รถยนต์ แน่นอนว่าหมวดนี้ยังจำเป็นต้องออกและมักจะออกในข้อสอบใบขับขี่รถยนต์แน่นอน นับว่าเป็นหมวดที่สำคัญเพื่อสร้างท้องถนนที่ดีและปลอดภัยให้กับผู้ขับขี่ทุกคน แนะนำว่าหมวดนี้ควรศึกษาไว้ให้มากที่สุด
1.ขณะขับรถบนทางลาดชัน แล้วเครื่องยนต์ดับ ควรปฏิบัติอย่างไร
คำตอบ = ให้เหยียบเบรก พร้อมถึงเบรกมือ เข้าเกียร์ว่าง พร้อมกับสตาร์ทรถใหม่
2.การขับรถผ่านที่ชุมชน ผู้ขับขี่ควรปฏิบัติอย่างไร
คำตอบ = ให้ชะลอความเร็ว หรือใช้ความเร็วต่ำ พร้อมระมัดระวังในการขับขี่
3.การขับรถบนทางด่วนหรือทางหลวงพิเศษ ควรขับขี่อย่างไรให้ถูกต้อง
คำตอบ = ขับรถตามความเร็วที่กฎหมายกำหนด
สรุปโพยข้อสอบใบขับขี่รถยนต์
โพยข้อสอบที่ได้เขียนไปในข้างต้น เป็นหนึ่งในข้อสอบอย่างแท้จริง ซึ่งนับเป็นจุดสำคัญและข้อที่สำคัญ มักจะออกบ่อย ๆ ในข้อสอบใบขับขี่รถยนต์ หากใครที่ต้องการอ่านข้อสอบหรือโพยข้อไหนที่ต้องเด่น บทความนี้ได้คัดมาให้คุณแล้ว
ใครที่กำลังสงสัยว่าควรต้องอ่านอะไรอย่างไรบ้าง ก็ลองศึกษาตามหมวดข้างต้นดู โดยส่วนใหญ่แล้วข้อสอบมักจะออกคล้าย ๆ ของปีก่อน สามารถนำข้อสอบของปีก่อนมาศึกษาดูเป็นแนวทางและโพยไว้ได้ เมื่อคุณสอบใบขับขี่รถยนต์ 2564 ผ่านแล้ว ก็จัดไปเลยสำหรับ
รถยนต์คันใหม่ โดยเฉพาะสำหรับคนที่เพิ่งเริ่มขับรถ รถยนต์มือสองที่มีราคาถูก สภาพเยี่ยมอาจลดความกังวลใจในการขับลงท้องถนนครั้งแรกของคุณได้ดีมากขึ้น เพราะการขับรถใหม่เอี่ยมป้ายแดง ในฐานะมือใหม่อาจทำให้คุณกังวลใจเป็นอย่างมาก ดังนั้นไปตำรถยนต์คันใหม่ที่เป็นมือสองกันเลย!