วิธีเลือกประเภทของรถยนต์ ซื้อแบบไหนเหมาะกับคุณที่สุด?

วิธีเลือกประเภทของรถยนต์ ซื้อแบบไหนเหมาะกับคุณที่สุด?

ถ้าพูดถึงประเภทของรถยนต์ในปัจจุบันที่มีหลากหลายประเภทให้เลือก ไม่ว่าจะเป็นประเภทกระบะ รถเก๋ง รถ SUV และรถตู้ เป็นต้น รถยนต์แต่ละประเภทย่อมตอบโจทย์การใช้งานที่แตกต่างกัน บางประเภทอาจจะตอบโจทย์ในด้านจุคนได้เยอะ เหมาะสำหรับครอบครัวหรือบางประเภทเหมาะสำหรับใช้ขนของ 

แต่หากว่าคุณกำลังจะเลือกซื้อรถยนต์สักคัน แต่ยังไม่รู้ว่าจะซื้อประเภทไหน ในบทความนี้จะบอกในสิ่งที่คุณอยากรู้และช่วยให้ตัดสินใจซื้อรถยนต์ได้แบบตอบโจทย์กับคุณแน่นอน 

ปัจจัยในการเลือกประเภทรถยนต์ที่เหมาะกับคุณที่สุด

การเลือกประเภทรถยนต์ที่เหมาะกับตัวเองนั้นไม่ยากเลย แต่จะมีหลายปัจจัยในการเลือก เช่น การใช้งาน จำนวนสมาชิกในครอบครัว เน้นการขับขี่ไปที่ไหน เน้นเรื่องประหยัดน้ำมัน เน้นเรื่องความสะดวกสบายในการใช้ การรับประกันหลังการขาย หรือจะเป็นเรื่องราคาและค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษา เป็นต้น 

หลาย ๆ ปัจจัยเหล่านี้จะทำให้เราตัดตัวเลือกและเลือกรถที่ตรงกับความต้องการของเราได้มากที่สุดครับ

รถยนต์แต่ละประเภทตอบโจทย์การใช้งานที่แตกต่างกัน

1. รถเก๋ง

รถเก๋ง หรือ Sedan รถที่เราได้เห็นเยอะที่สุดบนท้องถนน โดยรถเก๋งนั้นจะมีหลายขนาด หลายความจุ ให้เลือกหลากหลายแบรนด์ แล้วแต่ความชอบและกำลังซื้อของแต่ละคน

ซึ่งรถประเภทนี้ เหมาะสำหรับคนที่อยู่คนเดียวหรืออยู่เป็นครอบครัวก็ได้ ชอบความคล่องตัวในการเดินทาง สามารถจุของได้แบบพอดี แล้วแต่ขนาดของรถ ทุกอาชีพสามารถใช้ได้ โดยรถยนต์ประเภทรถเก๋ง หรือ Sedan ก็จะมีหลายประเภทย่อยให้เลือก ตั้งแต่ระดับ Eco Car ถึง ขนาดใหญ่หรูหรา 

รถ Eco Car

ขนาดเครื่องยนต์ 1.0 – 1.4 ลิตร เหมาะกับใครบ้าง?  

  • เหมาะกับคนที่มีสมาชิกในครอบครัว 1 – 4 คน 
  • เหมาะกับการขับขี่ใช้งานในเมืองมากที่สุดหรือออกต่างจังหวัดบางครั้ง 
  • ประหยัดน้ำมัน คล่องตัวในการขับขี่ 
  • ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาค่อนข้างเหมาะสม 
  • ช่วงราคาของรถเก๋ง ประเภท Eco car จะอยู่ในช่วง 450,000 ถึง 650,000 บาท  

ตัวอย่างรถยนต์ Eco Car 

  • Toyota Yaris
  • Mitsubishi Mirage
  • Nissan Almera

รถยนต์นั่งขนาดเล็ก 

  • เหมาะกับคนที่มีสมาชิกในครอบครัว 1 – 5 คน 
  • เหมาะกับการขับขี่ใช้งานในเมืองและออกต่างจังหวัด 
  • ประหยัดน้ำมันและสะดวกสบาย 
  • ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาค่อนข้างเหมาะสม 
  • ช่วงราคาของรถเก๋งประเภทรถยนต์นั่งขนาดเล็กจะอยู่ในช่วง 650,000 ถึง 1,250,000 บาท 

ตัวอย่างรถยนต์ขนาดเล็ก 

  • Toyota Vios
  • Toyota Corolla Altis
  • Honda Civic

รถยนต์นั่งขนาดกลาง 

  • เหมาะกับคนที่มีสมาชิกในครอบครัว 1 – 5 คน 
  • เหมาะกับการขับขี่ใช้งานในเมืองและออกต่างจังหวัด 
  • ค่อนข้างประหยัดน้ำมันและมีสะดวกสบายมาก เพราะห้องโดยสารที่ค่อนข้างใหญ่  
  • ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาเหมาะสมกับขนาดของรถ 
  • ช่วงราคาของรถเก๋งประเภทรถยนต์นั่งขนาดกลางจะอยู่ในช่วง 1,000,000 ถึง 1,900,000 บาท

ตัวอย่างรถยนต์นั่งขนาดกลาง 

Honda Accord Toyota Camry และ Nissan Teana เป็นต้น   

รถยนต์นั่งขนาดใหญ่

  • เหมาะกับคนที่มีสมาชิกในครอบครัว 1 – 6 คน 
  • เหมาะกับการขับขี่ใช้งานในเมืองและออกต่างจังหวัด 
  • เน้นความสะดวกสบาย ด้วยห้องโดยสารขนาดใหญ่และหรูหรา
  • ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาค่อนข้างสูง
  • ช่วงราคาของรถเก๋งประเภทรถยนต์นั่งขนาดใหญ่จะอยู่ในช่วง 3,000,000 ถึง 9,000,000 บาท

ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับความชอบส่วนตัว กำลังทรัพย์ และปัจจัยอื่น ๆ ในการประกอบการตัดสินใจของแต่ละคนด้วย

ตัวอย่างรถยนต์นั่งขนาดใหญ่ 

  • Mercedes Benz S-Class
  • BMW 7 Series
  • Audi A8
  • Lexus LS

2. รถยนต์ประเภท Hot Hatch

รถยนต์ประเภทนี้มีความกะทัดรัด มีความคล่องตัวในการใช้งาน ขับง่าย โดยรถยนต์ประเภท Hot Hatch เหมาะสำหรับ

  • ครอบครัวที่มีสมาชิก 1 – 5 คน 
  • เหมาะกับการขับขี่ใช้งานในเมืองและออกต่างจังหวัด 
  • เน้นความสะดวกสบาย คล่องตัวในการขับขี่
  • ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาเหมาะสมกับประเภทของรถ
  • ช่วงราคาของรถประเภท Hot Hatch จะอยู่ในช่วง 450,000 ถึง 3,000,000 บาท

โดยรถยนต์ประเภทนี้ก็มีหลากหลายรุ่นให้เลือกเช่น 

  • Honda Civic Hatchback 
  • Mercedes-AMG A45 
  • BMW M140i 
  • Audi S3 MK3  

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ต้องขึ้นอยู่กับหลาย ๆ ปัจจัยในการตัดสินใจซื้อด้วยนะครับ 

3. รถยนต์อเนกประสงค์ MPV 

รถประเภทนี้ เป็นรถที่มีขนาดเล็กกว่ารถตู้ และคล่องตัวกว่า นั่งได้สบายกว่า สมรรถนะดี ใช้ขับขี่ทางไกลได้ดี โดยรถยนต์ประเภท MPV เหมาะสำหรับ

  • ครอบครัวที่มีสมาชิก 1 – 8 คน 
  • เหมาะกับการขับขี่ใช้งานในเมืองและออกต่างจังหวัด 
  • เน้นความสะดวกสบาย 
  • ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาเหมาะสมกับประเภทของรถ
  • ช่วงราคาของรถเอนกประสงค์ MPV จะอยู่ในช่วง 1,300,000 บาท ถึง  7,000,000 บาท

สำหรับรถประเภท MPV ก็มีหลากหลายแบรนด์ เช่น 

  • Honda Freed 
  • Hyundai-H1 
  • Toyota Alphard 
  • Toyota Vellfire 
  • Lexus LM300h

4. รถยนต์อเนกประสงค์ SUV

รถยนต์ประเภท SUV เป็นรถยนต์ที่มีความอเนกประสงค์ มีประโยชน์ใช้สอยมากกว่ารถยนต์ทั่วไป แต่ยังคงความเป็นรถยนต์ที่ดูสวยงาม ขับขี่ได้ทุกวัน แต่ความแตกต่างก็คือ สามารถขับลุยได้ในทุก ๆ ที่ที่มากกว่ารถยนต์ทั่วไป โดยรถยนต์อเนกประสงค์ประเภท SUV เหมาะสำหรับ

  • ครอบครัวที่มีสมาชิก 1 – 7 คน 
  • เหมาะกับการขับขี่ใช้งานในเมืองและออกต่างจังหวัด 
  • เน้นความสะดวกสบาย คล่องตัวในการขับขี่ ช่วงล่างแข็งแรง ลุยได้ทุกที่
  • ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาเหมาะสมกับประเภทของรถ
  • ช่วงราคาของรถเอนกประสงค์ SUV จะอยู่ในช่วง 800,000 ถึง 2,000,000 บาท

สำหรับรถประเภท SUV ก็มีหลากหลายรุ่นในไทย เช่น 

  • Toyota Fortuner 
  • Mitsubishi Pajero Sport 
  • Ford Everest 
  • lsuzu Mu-X     

5. รถกระบะ (Pick-UP)

รถกระบะ หรือ รถพิกอัป เป็นรถยนต์ที่มีข้างหน้าเป็นห้องโดยสาร ข้างหลังสามารถขนของและเปิดท้ายได้ จึงทำให้คนไทยนิยมเรียกรถนี้ว่า ‘รถพิกอัป’ ขึ้นชื่อว่าเป็นรถประเภท กระบะ แน่นอนว่าจะต้องสามารถขนของได้เยอะ และมีสมรรถนะช่วงล่างที่ดี สามารถขับลุยไปที่ไหนก็ได้ โดยรถประเภทกระบะเหมาะสำหรับ

  • ครอบครัวที่มีสมาชิก 1 – 5 คน 
  • เหมาะกับการขับขี่ใช้งานในเมืองและออกต่างจังหวัด 
  • เน้นความสะดวกสบายในการขนของ สมรรถนะ 
  • ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาเหมาะสมกับประเภทของรถ
  • ช่วงราคาของรถกระบะจะอยู่ในช่วง 750,000 ถึง 1,100,000 บาท

โดยรถประเภทนี้ก็มีหลายหลายแบรนด์ที่ทำตลาดในไทย เช่น 

  • Isuzu D-MAX 
  • Toyota Revo 
  • Chevrolet Colorado
  • Mazda BT-50 

6. รถตู้  

รถประเภทนี้จะมีลักษณะโครงสร้างที่ใหญ่ขึ้นจากรถประเภท MPV สามารถจุคนได้เยอะกว่า สามารถใช้ขับขี่ทางไกลได้อย่างสะดวก โดยรถตู้เหมาะกับ

  • ครอบครัวที่มีสมาชิก 1 – 12 คน 
  • เหมาะกับการขับขี่ใช้งานในเมืองและออกต่างจังหวัด 
  • เน้นความสะดวกสบายในการโดยสาร
  • ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาเหมาะสมกับประเภทของรถ
  • ช่วงราคาของรถตู้จะอยู่ในช่วง 900,000 ถึง 1,300,000 บาท

ส่วนใหญ่จะเห็นรถประเภทนี้อยู่ในรถเช่า รถโดยสารข้ามจังหวัดนั่นเอง 

โดยรถตู้ที่คุ้นชินตากันมากในไทย คือ Toyota Commuter ยังมี Nissan Urvan และ MG V80 ที่ทำการตลาดในไทยด้วยเช่นกัน  

7. รถยนต์สปอร์ต

ขึ้นชื่อว่าเป็นรถสปอร์ต ก็ต้องมากับรูปทรงที่ดูโฉบเฉี่ยว มีเครื่องยนต์ที่แรง สมรรถนะดีเยี่ยม แถมราคาก็สูงปรี๊ด แน่นอนครับว่า รถยนต์ประเภทสปอร์ตนั้นเป็นรถยนต์ที่ผู้คนต่างใฝ่ฝันที่จะได้ครอบครองกันมาก เพราะว่าตัวรถมีรูปทรงที่ดูเท่ ดูโฉบเฉี่ยว พร้อมกับเครื่องยนต์ที่แรง สมรรถนะยอดเยี่ยม ขับไปที่ไหน ผู้คนก็ต่างให้ความสนใจ แต่ก็มากับราคาที่สูงด้วยเช่นกัน โดยรถยนต์ประเภทสปอร์ตเหมาะกับ

  • ครอบครัวที่มีสมาชิก 1 – 2 คน หรือมีมากกว่า (มีรถยนต์อยู่แล้วหลายคัน) 
  • เหมาะกับการขับขี่ใช้งานในเมืองและออกต่างจังหวัด 
  • เน้นความสะดวกสบาย ความเร็ว คล่องตัว 
  • ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาสูง
  • ช่วงราคาของรถสปอร์ตจะอยู่ในช่วง 3,500,000 ถึง 10,000,000 บาท

โดยปกติแล้วรถยนต์ประเภทนี้คนที่มีกำลังทรัพย์ค่อนข้างเยอะ จะอยู่คนเดียวหรือจะมีรถครอบครัวหลายคันแล้ว แต่ก็พอใจที่จะซื้อมาเพื่อมาประดับบารมีของตัวเอง 

ซึ่งรถยนต์ประเภทนี้ก็จะมีหลากหลายแบรนด์ที่ทำตลาดในประเทศไทย เช่น 

  • Toyota Supra  
  • BMW Z4
  • Mazda MX-5
  • Ford Mustang  

สรุปท้ายบทความ

การเลือกประเภทรถยนต์ที่เหมาะกับคุณที่สุดนั้นไม่ยากเลย เพราะเลือกได้จากความชอบ แต่การที่จะซื้อรถยนต์คันหนึ่งเข้ามาใช้ในชีวิตประจำวันนั้นต้องขึ้นอยู่กับอีกหลาย ๆ ปัจจัยด้วย สุดท้ายรถยนต์ที่เหมาะกับคุณที่สุดจะถูกกรองจากปัจจัยต่าง ๆ และการตัดสินใจของตัวคุณเองครับ 
เพื่อน ๆ คนไหนสนใจรถยนต์ประเภทไหนอยู่บ้าง? ทาง Kaidee Auto เรามีให้เพื่อน ๆ ได้เลือกชมเกือบจะทุกประเภทเลย แวะเข้ามาชมกันก่อนได้นะ การันตีว่าดีทั้งราคาและคุณภาพ

รวมดอกเบี้ยไฟแนนซ์รถมือสอง ประจำปี 2563

รวมดอกเบี้ยไฟแนนซ์รถมือสอง ประจำปี 2563

การทุ่มเงินก้อนในการซื้อรถยนต์สักครั้ง คือหนึ่งในเหตุผลที่คนส่วนใหญ่ เลือกจะที่จะกู้ยืมเงินมาเพื่อซื้อและผ่อนจ่ายกับทางเจ้าหนี้มากกว่าการตั้งใจเก็บเงินให้ได้เต็มจำนวนก้อนแล้วจ่ายทีเดียว เพราะการเก็บเงินแต่ละก้อนนั้นใช้เวลานาน บางท่านอาจใช้เวลาถึง 10 ปี จึงจะได้รถสักคัน

นั่นจึงเป็นเหตุผลที่มีไฟแนนซ์และสินเชื่อธนาคารเกิดขึ้น เพื่อดำเนินการให้ผู้ที่ต้องการซื้อบ้านและรถ มากู้ยืมเงินโดยใช้หลักประกันที่ต่างกันออกไปแล้วแต่เงื่อนไขที่จะกำหนดมา 

แต่สำหรับมือใหม่ที่ต้องการจะซื้อรถยนต์ อาจมองเป็นรถยนต์มือสองมากกว่ามือหนึ่ง ด้วยเพราะราคาที่ถูกกว่า ทั้งยังสภาพใหม่เหมือนมือหนึ่ง 

ก่อนอื่นเรามาลองทำความเข้าใจเบื้องต้นระหว่าง สินเชื่อไฟแนนซ์แบบเช่าซื้อ สินเชื่อแบบลิสซิ่ง และการกู้ยืมเงิน ว่าแตกต่างกันอย่างไรบ้าง

การกู้สินเชื่อไฟแนนซ์แบบเช่าซื้อ/สินเชื่อลิสซิ่ง/ กู้ยืมเงิน

การกู้ไฟแนนซ์เช่าซื้อ 

การเช่าซื้อรถยนต์ อธิบายให้เข้าใจโดยง่ายก็คือ การที่คุณให้บริษัทไฟแนนซ์ หรือ ไฟแนนซ์ของทางธนาคารเป็นผู้ออกเงินซื้อรถยนต์ให้คุณก่อน แต่การออกเงินให้ก่อนแบบนี้ จะแลกมากับการที่ชื่อเจ้าของรถยนต์คันนั้น จะเป็นกรรมสิทธิ์ของบริษัทผู้ให้เช่าซื้อ 

เมื่อชำระเงินครบทุกงวด กรรมสิทธิ์ของรถยนต์จะโอนเป็นชื่อของคุณในทันทีที่จ่ายครบตามระบุสัญญา

หากเกิดกรณีที่คุณชำระเงินไม่ครบงวด ไม่จ่ายดอก หรือ ไม่มีเงินจ่ายแล้ว ทางบริษัทไฟแนนซ์จะทำการยึดคืนรถยนต์ที่ได้ออกเงินให้คุณก่อนไปในทันที 

การกู้สินเชื่อลิสซิ่ง 

ลิสซิ่งเป็นการเช่าซื้อแบบให้ทางบริษัทไฟแนนซ์เป็นคนจ่ายก่อนเช่นเดียวกันกับ การกู้สินเชื่อแบบเช่าซื้อ กรรมสิทธิ์จะตกเป็นของบริษัทที่ออกเงินให้ก่อนผู้ที่จะเช่า 

แต่การเช่าแบบนี้จะสามารถบอกยกเลิกได้ก็ต่อเมื่อทางบริษัทตกลงและยังไม่มีการคำนวณค่าเสื่อมสภาพของทรัพย์สิน ที่จะทำให้ดอกเบี้ยลดลงอีกด้วย ไม่เหมือนกับการเช่าซื้อที่เมื่อบอกยกเลิก ทางบริษัทไฟแนนซ์จะยึดรถกลับไปในทันที

การกู้สินเชื่อแบบลิสซิ่งมีข้อดีอยู่ที่ เมื่อคุณจ่ายค่างวดทั้งหมดครบแล้ว คุณสามารถที่จะเลือกซื้อ เช่าต่อ หรือโอนกรรมสิทธิ์สัญญานี้ให้แก่ผู้อื่นได้ 

การกู้ยืมเงินเพื่อซื้อรถ

การกู้ยืมเงินกับเช่าซื้อรถยนต์ แตกต่างกันที่หากเป็นการกู้ยืมเงิน เพื่อนำไปซื้อรถ หลักประกันทรัพย์สินในการกู้ยืมจะแตกต่างกับการเช่าซื้อ เพราะการเช่าซื้อชื่อของผู้ครองกรรมสิทธิ์จะเป็นบริษัทไฟแนนซ์หรือธนาคารผู้ให้เช่าซื้อ

การกู้แบบนี้ คือการนำหลักประกันอย่างอื่นไปกู้ยืม เช่น การนำทรัพย์สินบางอย่างไปเป็นหลักประกันเพื่อยื่นขอการกู้ ซึ่งแน่นอนว่า การกู้แบบนี้จะได้เงินมาเต็มก้อนและจ่ายเพื่อซื้อรถทันที กรรมสิทธิ์ของรถจะเป็นชื่อผู้ซื้อ ทว่าเมื่อคุณไม่สามารถดำเนินการจ่ายค่างวดได้ครบได้ ทางบริษัทจะยึดหลักประกันและทรัพย์สินต่าง ๆ จนกว่าจะได้ครบจำนวนเงินทั้งต้นและดอกที่คุณได้ทำการกู้ไป

ทั้งนี้ไม่ว่าจะเป็นการกู้สินเชื่อแบบเช่าซื้อหรือแบบลิสซิ่ง คุณจะต้องเป็นผู้ออกเงินดาวน์ไปก่อน จึงจะสามารถกู้เพื่อเช่าซื้อได้ส่วนที่เหลือได้ แตกต่างกันกับการกู้ยืมเงินที่จะได้รับมาทั้งก้อนรวมเงินดาวน์ 

อัตราดอกเบี้ยแบ่งเป็นกี่ประเภท

ในการดูสินเชื่อเพื่อซื้อรถยนต์มือสองนั้น นอกจากการดูสถาบันทางการเงินหรือบริษัทไฟแนนซ์ที่เชื่อถือได้แล้ว ยังต้องดูเรื่องของดอกเบี้ยอีก โดยอัตราของดอกเบี้ย โดยเฉพาะรถยนต์มือสองจะแบ่งออกเป็นตามปีที่รถยนต์คันนั้น ๆ จดทะเบียน จะไม่เหมือนกับการขอสินเชื่อรถยนต์มือหนึ่ง

โดยเรื่องของดอกเบี้ยที่น่าสนใจและควรรู้ก่อนยื่นขอสินเชื่อ ได้แก่ อัตราดอกเบี้ยคงที่ และ ดอกเบี้ยที่แท้จริงต่อปี

อัตราดอกเบี้ยคงที่ (Flat Rate)

อัตราดอกเบี้ยคงที่คืออัตราดอกเบี้ยที่คำนวนจากเงินต้นที่กู้ยืมไป ไม่ว่ายอดจะลดลงเหลือเท่าไร การจ่ายดอกเบี้ยก็ยังคงคำนวณมาจากยอดของเงินต้น 

ยกตัวอย่างเช่น คุณกู้ยืมเงินมา 400,000 บาท  ที่อัตราดอกเบี้ย 4.35% ผ่อนชำระทั้งหมด 36 งวด

คุณจะต้องจ่ายงวดละ 13,044 บาท ที่รวมดอกเบี้ย 4.35% ที่เป็นดอกเบี้ยของเงินต้น

อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงต่อปี / อัตราดอกเบี้ยลดต้นลดดอก (Effective Interest Rate)

ในขณะที่อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงต่อปี หรือ อัตราดอกเบี้ยลดต้นลดดอกนั้น จะมีความหมายที่ตรงตามชื่อคือ การลดดอกเมื่อเงินต้นที่ยืมถูกโปะคืนมา ทำให้เมื่อยิ่งจ่ายเงินที่กู้มา จะยิ่งทำให้อัตราดอกเบี้ยนั้นลดลงเรื่อย ๆ โดยสามารถคำนวณด้วยโปรแกรม excel หรือ มาตราฐานการบัญชี 

การจ่ายดอกเบี้ยที่แท้จริงต่อปี ถึงแม้ฟังดูแล้วจะเหมือนถูกกว่าอัตราดอกเบี้ยคงที่ ทว่าแท้จริงแล้วดอกเบี้ยประเภทนี้มักแพงกว่า ซึ่งสามารถดูได้ที่เอกสารการกู้ยืม ตั้งแต่ก่อนตกลงทำสัญญา จึงจำเป็นอย่างมากในการตัดสินใจเรื่องอัตราดอกเบี้ยให้ดีก่อนจะตกลงกู้ยืม

ดอกเบี้ยไฟแนนซ์และสินเชื่อแต่ละเจ้า

สำหรับใครที่กำลังลังเลอยู่ว่า สินเชื่อเจ้าไหนดีบ้าง อย่าแรกที่ควรทำคือการทำไฟแนนซ์และสินเชื่อของธนาคารแต่เจ้ามาเปรียบเทียบกันให้เห็นความต่าง โดยปัจจัยที่สำคัญที่ควรคำนึงเป็นหลักที่ เรื่องของอัตราดอกเบี้ย แนะนำให้ลองเทียบเรื่องค่าใช้จ่ายและระยการให้ผ่อนแต่ละงวดว่าเจ้าไหนถึงจะคุ้มที่สุด

Credit : Kasikorn

ธนาคารกสิกรไทย

จุดเด่นน่าสนใจ 

  • สามารถเลือกผ่อนดาวน์ได้ตามใจ และคิดยอดดอกเบี้ยคงที่ตลอดปี จากยอดหลังหักลบ  ค่าดาวน์รถไปแล้ว 
  • สามารถผ่อนยาวสูงสุดถึง 6 ปี หรือ 72 เดือน โดยระยะที่ธนาคารกำหนดให้คือตั้งแต่ 12-72 เดือน
  • หากชำระดอกเบี้ยเช่าซื้อที่ยังไม่ถึงกำหนด หลังจากนั้นหากคุณจะปิดบัญชี จะได้รับส่วนลดดอกเบี้ยถึง 50% และไม่มีการจ่ายค่าปรับด้วย

โดยทางธนาคารกสิกรไทยได้แบ่งวิธีการคำนวณดอกเบี้ยไว้ ตามการจดทะเบียนของแต่ละปีของรถ รายละเอียดมีดังต่อไปนี้

ประเภทรถเก๋ง

  • จดทะเบียนปี 2554 – 2555 

อัตราดอกเบี้ยคงที่ : 3.95% – 6.85%

อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงของปี : 7.78% – 13.49%

  • จดทะเบียนปี 2558 – 2559 

อัตราดอกเบี้ยคงที่ : 3.50% – 6.70%

อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงของปี : 6.90% – 13.20%

  • จดทะเบียนปี 2560 – 2561 

อัตราดอกเบี้ยคงที่ : 3.25% – 6.745%

อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงของปี : 6.40% – 12.71%

ประเภทรถกระบะ

  • จดทะเบียนปี 2554 – 2555 

อัตราดอกเบี้ยคงที่ : 4.20% – 7.60%

อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงของปี : 8.27% – 14.97%

  • จดทะเบียนปี 2558 – 2559 

อัตราดอกเบี้ยคงที่ : 3.95% – 7.45%

อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงของปี : 7.78% – 14.68%

  • จดทะเบียนปี 2560 – 2561 

อัตราดอกเบี้ยคงที่ : 3.70% – 7.20%

อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงของปี : 7.29% – 14.18%

Credit : Krungthai

ธนาคารกรุงไทย

จุดเด่นน่าสนใจ

  • ลูกค้ากลุ่มข้าราชการและพนักงานรัฐวิสาหกิจที่มีระบบเงินเดือนเข้าผ่านธนาคารกรุงไทย  สามารถเลือกหักค่างวดจากบัญชีโดยตรงได้
  • อัตราดอกเบี้ยที่เรียกเก็บเป็น อัตราดอกเบี้ยแบบคงที่ (Flat Rate)
  • เลือกผ่อนชำระค่าเช่าซื้อรถยนต์ ได้สูงสุดถึง 60 งวด

ประเภทรถเก๋ง

  • จดทะเบียนปี 2009 – 2014

อัตราดอกเบี้ย : 3.75% – 4.15%

  • จดทะเบียนปี 2007 – 2008

อัตราดอกเบี้ย : 3.80% – 4.50%

  • จดทะเบียนปี 2006

อัตราดอกเบี้ย: 4.75% – 5.25%

  • จดทะเบียนปี 2004 – 2005

อัตราดอกเบี้ย : 5.00% – 5.50%

  • จดทะเบียนปี 2002 – 2003

อัตราดอกเบี้ย : 5.50% – 6.00%

  • จดทะเบียนปี 2001

อัตราดอกเบี้ย : 5.75% – 6.25%

  • จดทะเบียนปี 2000

อัตราดอกเบี้ย: 6.25%

ประเภทรถกระบะ

  • จดทะเบียนปี 2009 – 2014

อัตราดอกเบี้ยคงที่ : 4.25% – 4.80%

  • จดทะเบียนปี 2007 – 2008

อัตราดอกเบี้ยคงที่ : 4.50% – 5.00%

  • จดทะเบียนปี 2005 – 2006

อัตราดอกเบี้ยคงที่ : 5.50% – 6.00%

  • จดทะเบียนปี 2004

อัตราดอกเบี้ยคงที่ : 5.75% – 6.25%

  • จดทะเบียนปี 2003

อัตราดอกเบี้ยคงที่ : 6.00% – 6.50%

  • จดทะเบียนปี 2002

อัตราดอกเบี้ยคงที่ : 6.25% – 6.75%

  • จดทะเบียนปี 2001

อัตราดอกเบี้ยคงที่ : 6.75% – 7.25%

  • จดทะเบียนปี 2000

อัตราดอกเบี้ยคงที่ : 7.25%

Credit : Kiatnakin Phatra

ธนาคารเกียรตินาคิน

จุดเด่นน่าสนใจ 

  • ให้วงเงินอนุมัติสูงสุดถึง 110% จากราคาประเมิน
  • สามารถผ่อนชำระค่างวดสูงสุดได้ถึง 84 งวด
  • เลือกวิธีการผ่อนชำระได้เป็น แบบค่างวดเท่ากันทุกเดือน, ผ่อนชำระแบบขั้นบันได (Step), ผ่อนชำรถค่างวดงวดสุดท้าย รวมกับเงินก้อนส่วนที่เหลือ (Balloon)
  • สัญญาแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ สัญญาเช่าซื้อ สำหรับนิติบุคคลที่เช่าซื้อรถยนต์ส่วนบุคคล และสัญญาเช่าซื้อเชิงพาณิชย์ สำหรับนิติบุคคลที่เช่าซื้อเพื่อการค้า
  • อัตราดอกเบี้ยของธนาคารเกียรตินาคิน

อัตราดอกเบี้ยคงที่ : 2.65%-9.50%

อัตราดอกเบี้ยลดต้นลดดอก : 4.77 – 17.10%

Credit : Tisco

ธนาคารทิสโก้

จุดเด่นน่าสนใจ

  • ให้วงเงินสินเชื่อถึง 95% สำหรับรถยนต์และรถกระบะ
  • สามารถชำระค่างวดได้สูงสุดถึง 72 เดือน
  • มีวิธีเลือกชำระถึง 9 วิธี ตั้งแต่หักผ่านธนาคารที่เข้าร่วม, จ่ายเป็นเช็ค, Moblie Banking, เคาน์เตอร์เซอร์วิส และที่ทำการไปรษณีย์ ฯลฯ

ประเภทรถเก๋ง

  • จดทะเบียนปี 2558 ขึ้นไป

อัตราดอกเบี้ยคงที่ : 6.00% 

อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงของปี : 10.97%

  • จดทะเบียนปี 2556 – 2557 

อัตราดอกเบี้ยคงที่ : 6.50% 

อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงของปี : 11.83%

  • จดทะเบียนปี 2554 – 2555

อัตราดอกเบี้ยคงที่ : 7.00% 

อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงของปี : 12.68%

ประเภทรถกระบะ

  • จดทะเบียนปี 2558 ขึ้นไป

อัตราดอกเบี้ยคงที่ : 6.50% 

อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงของปี : 11.83%

  • จดทะเบียนปี 2556 – 2557 

อัตราดอกเบี้ยคงที่ : 7.00% 

อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงของปี : 12.68%

  • จดทะเบียนปี 2554 – 2555

อัตราดอกเบี้ยคงที่ : 7.50% 

อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงของปี : 13.51%

Thanachart Logo
Credit : Thanachart

ธนาคารธนชาต

จุดเด่นน่าสนใจ

  • อนุมัติผลการขอสินเชื่อเช่าซื้อรวดเร็ว ภายใน 1 วันทำการ
  • สามารถเลือกผ่อนชำระสูงสุดได้ถึง 84 งวด หรือ 7 ปี
  • วงเงินอนุมัติสูงสุดถึง 100% จากราคาประเมิน

 ประเภทรถเก๋ง 

  • จดทะเบียนปี 2015 ขึ้นไป

อัตราดอกเบี้ยคงที่ : 3.90% – 9.45%

อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงของปี : 7.29% – 15.86%

  • จดทะเบียนปี 2013-2014 ขึ้นไป

อัตราดอกเบี้ยคงที่ : 4.35% – 9.85%

อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงของปี : 8.10% – 16.44%

  • จดทะเบียนปี 2011-2012 ขึ้นไป

อัตราดอกเบี้ยคงที่ : 4.65% – 10.20%

อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงของปี : 8.63% – 17.02%

  • จดทะเบียนปี 2006-2010 ขึ้นไป

อัตราดอกเบี้ยคงที่ : 4.95% – 11.00%

อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงของปี : 9.15% – 18.09%

ประเภทรถกระบะและรถตู้

  • จดทะเบียนปี 2015ขึ้นไป

อัตราดอกเบี้ยคงที่ : 4.40% – 10.15%

อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงของปี : 8.19% – 16.87%

  • จดทะเบียนปี 2013-2014 ขึ้นไป

อัตราดอกเบี้ยคงที่ : 4.75% – 10.45%

อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงของปี : 8.80% – 17.31%

  • จดทะเบียนปี 2011-2012 ขึ้นไป

อัตราดอกเบี้ยคงที่ : 5.25% – 10.75%

อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงของปี : 9.68% – 17.74%

  • จดทะเบียนปี 2006-2010 ขึ้นไป

อัตราดอกเบี้ยคงที่ : 5.65% – 11.50%

อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงของปี : 10.37% – 18.80%

Credit : SCB

ธนาคารไทยพาณิชย์

จุดเด่นน่าสนใจ

  • วงเงินอนุมัติสูงสุด 90% จากราคาประเมิน
  • ไม่จำเป็นต้องใช้ทรัพย์สินมาเป็นหลักประกันในการกู้เพื่อเช่าซื้อรถยนต์มือสอง
  • ผ่อนชำระค่างวดได้สูงสุดถึง 72 เดือน
  • สามารถโอนสิทธิ์เช่าซื้อให้บุคคลอื่นได้ในภายหลัง

อัตราดอกเบี้ยรถยนต์มือสอง จะแบ่งออกเป็น 2 แบบ ตามระยะเวลาการจดทะเบียน

  • รถยนต์มืองสองที่จดทะเบียนน้อยกว่า 9 ปี

อัตราดอกเบี้ยคงที่ : 13%

อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงของปี : 26%

  • รถยนต์มือสองที่จดทะเบียนมากกว่า 10 ปีขึ้นไป

อัตราดอกเบี้ยคงที่ต่อปี : 17%

อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง : 34%

Credit : Krungsri

ธนาคารกรุงศรีอยุธยา

จุดเด่นน่าสนใจ

  • อนุมัติวงเงินสูงสุดถึง 100% จากราคาประเมิน
  • ให้ระยะเวลาการผ่อนสูงสุดถึง 84 เดือน หรือ 7 ปี
  • ไม่จำเป็นต้องมีผู้ค้ำประกันในการกู้เพื่อเช่าซื้อรถยนต์มือสอง เฉพาะผู้สมัครสัญชาติไทย
  • มีบริการทำสัญญาถึงบ้าน และให้คำปรึกษาทุกขั้นตอน

อัตราดอกเบี้ยรถยนต์มืองสอง ของทางธนาคารกรุงศรีอยุธยาสามารถแบ่งเป็น 2 แบบ ได้แก่ รถยนต์ที่จดทะเบียนน้อยกว่า 15 ปี และมากกว่า 15 ปีขึ้นไป

  • รถยนต์มืองสองที่จดทะเบียนน้อยกว่า 15 ปี

อัตราดอกเบี้ยคงที่ : 4.00% – 15.00%

อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง : 7.00% – 27.69%

  • รถยนต์มือสองที่จดทะเบียนมากกว่า 15 ปี

อัตราดอกเบี้ยคงที่ต่อปี 10.00% – 19.00%

อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง 18.00% – 33.00%

การรีไฟแนนซ์คืออะไร

อีกหนึ่งประเด็นที่น่าสนใจสำหรับการกู้ยืมคือ การรีไฟแนนซ์ หลายคนคงสงสัยว่าการรีไฟแนนซ์คืออะไร หากอธิบายให้เข้าใจโดยง่าย คือการกู้ยืมจากบริษัทไฟแนนซ์อีกทีที่อาจจะมีดอกเบี้ยถูกกว่า เพื่อมาโปะเงินกู้ที่ค้างอยู่กับบริษัทแรกที่ได้ทำการกู้ยืมไป 

ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบระหว่างอัตราดอกเบี้ยที่ต้องเสียให้แก่บริษัทแรกสูงกว่า จึงทำการกู้เพื่อไปชดใช้เงินกู้ทั้งหมด และย้ายไปยังบริษัทที่คิดอัตราดอกเบี้ยที่ถูกกว่านั่นเอง จึงเป็นที่มาของชื่อ การรีไฟแนนซ์

สรุปท้ายบทความ

การกู้เพื่อซื้อรถยนต์แต่ละคันไม่ใช่เรื่องที่ตัดสินใจได้ง่ายนัก หากเป็นรถยนต์มือหนึ่ง ทางศูนย์บริการจะมีเครือข่ายกับสถาบันทางการเงินและบริษัทไฟแนนซ์ต่าง ๆ อยู่แล้ว ทางเซลส์จะช่วยแนะนำการขอสินเชื่อในแต่ละที่ให้คุณ

เช่นเดียวกันกับเต็นท์รถมือสอง โดยเฉพาะเต็นท์ใหญ่ ๆ ก็จะผูกกับไฟแนนซ์และสถาบันการเงินบางเจ้าไว้แล้ว ให้ผู้เช่าซื้อสามารถทำธุรกรรมได้รวดเร็วและสะดวกมากยิ่งขึ้น 

ขณะเดียวกันหากเป็นในกรณีที่ซื้อรถต่อจากนิติบุคคล มักจะนิยมทำสัญญาเป็นการกู้ยืมเงินมากกว่า การขอสินเชื่อไฟแนนซ์เพื่อซื้อรถ ทั้งนี้ควรสอบถามกับทางสถาบันทางการและบริษัทไฟแนนซ์ที่ให้บริการ เพื่อให้ทราบข้อมูลและเงื่อนไขที่เที่ยงตรงที่สุดจึงจะดีที่สุดค่ะ 

พอจะทราบเรื่องอัตราดอกเบี้ยรถยนต์มือสอง 2563 กันไปแล้ว ใครที่กำลังตัดสินใจว่าจะซื้อรถยนต์มือสองดีหรือไม่ สามารถเข้าไปดูได้ใน Kaidee Auto ประกอบการตัดสินใจไปพลาง ๆ ก่อนได้

รวม 5 เกจิเจิมรถในตำนาน เจิมแล้วมีแต่ปัง!!

รวม 5 เกจิเจิมรถในตำนาน เจิมแล้วมีแต่ปัง!!

คงต้องมีกันบ้างเวลาที่ซื้อรถคันใหม่มาสักคัน แล้วรู้สึกว่ารถจะต้องให้สิริมงคลและโชคลาภให้กับผู้ขับขี่รถคันนี้ ไม่ว่าเป็นเรื่องงาน เรื่องเงินทอง หรือแม้กระทั่งแคล้วคลาดปลอดภัยจากการขับขี่บนท้องถนน ทำให้คนที่มีความเชื่อถึงกับต้องสรรหาพระอาจารย์ชื่อดังที่ได้รับความนิยมสูง เพื่อความสบายใจ

พระอาจารย์ประสิทธิ์ – วัดซับกองทอง จังหวัดเพชรบูรณ์

ขอบคุณภาพจาก Facebook : Pravit Thongsang

พระอาจารย์ที่เป็นที่รู้จักเป็นอย่างมากจากช่องทางโซเชียลมีเดียต่างๆในช่วงเวลาหนึ่ง ด้วยความที่คิวทอง หาตัวจับได้ยาก รวมไปถึงการเจิมยันต์ที่มีความสวยงามราวกับเขียนงานศิลปะที่มีผืนผ้าใบเป็นรถยนต์ ยันต์ที่พระอาจารย์จะเจิมนั้นเป็น “ยันต์มหามงคล” เสริมบารมี ปลอดภัยจากอันตรายทังปวง ซึ่งท่านจะเริ่มเจิมตั้งแต่ ฝากระโปรงหน้ารถ ไฟหน้า-ไฟท้าย หลังคารถ และพวงมาลัย ซึ่งหลังเสร็จพิธีเจิมเสร็จแล้ว ท่านจะให้เราเลื่อนรถและจอดไปทางทิศตะวันออก เพื่อรับแสงอาทิตย์ ซึ่งในการเจิมยันต์แต่ละครั้งจะใช้เวลา 4-5 ชั่วโมงกันเลยทีเดียว เรียกได้ว่าต้องเตรียมตัวและเวลาให้พร้อม ต้องมีเวลาให้ท่านถึงครึ่งวันกันเลยทีเดียว

พระอาจารย์อ๊อด – วัดสายไหม จังหวัดปทุมธานี

ขอบคุณภาพจาก Facebook : ศิษย์หลวงพ่ออ๊อด วัดสายไหม

น่าจะเคยผ่านตามาบ้างกับการที่พระอาจารย์อ๊อดนั้นไปเจิมเครื่องบินพาณิชย์ของ Nok Air ที่สร้างความแปลกใหม่ในวงการเจิมเป็นอย่างมาก ด้วยความศรัทธาที่ทุกคนมีให้ต่อท่านจึงทำให้ท่านถูกเหล่าผู้คนที่มีความเชื่อในเรื่องของการเจิมนั้น มานิมนต์ท่านเพื่อไปเจิมบ้าน รถยนต์ อยู่บ่อยครั้ง ซึ่งยันต์ที่พระอาจารย์อ๊อดเจิมให้นั้นจะเป็น “ยันต์ 5 ยอด” ที่ช่วยในเรื่องของความแคล้วคาดปลอดภัย มีพุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ ปกป้องรักษา ทำมาค้าขึ้น ค้าขายรุ่งเรือง

พระอาจารย์สมปนโน – วัดหน้าต่างนอก จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

ขอบคุณภาพจาก : watnatangnok.com

พระอาจารย์สัมปันโน หรือที่รู้จักกันในนาม หลวงพ่อแม้น ผู้ที่ได้รับฉายาว่า เทพเจ้าแห่งความเมตตาแห่งกรุงเก่า จึงทำให้ดาราตลกอย่างบอล เชิญยิ้ม รวมไปถึงศูนย์วิทยุรวมใจ ยังนิมนต์ท่านไปเจิมรถพยาบาล เพื่อเป็นสิริมงคลแก่ผู้ปฏิบัติงาน นั่นทำให้เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ผู้คนตามนิมนต์ท่านไปเพื่อเจิมรถให้ โดยที่คนที่นิมนต์ท่านไปนั้นต้องเตรียมของในการเจิมไว้ให้ท่านเลย ประกอบด้วย

  • ดอกไม้ 5 คู่
  • เทียน 5 คู่ 
  • พวงมาลัย 1 พวง
  • ผ้า 3 สี

พระอาจารย์แป๊ะ วัดสว่างอารมณ์ จังหวัดนครปฐม

ขอบคุณภาพจาก Facebook : Thanyalak Wongwaranon

ใครก็ตามที่ผ่านไปไหว้พระในช่วงเช้าที่วัดสว่างอารมณ์ จะสังเกตเห็นได้เลยว่า ทำไม?? คนถึงขับรถมาเรียงๆกัน เหมือนกับต่อคิวกับอะไรสักอย่าง!! คำตอบไม่ยากเลย ผู้คนต่างนำรถยนต์ของตัวเองมาเพื่อให้พระครูยติธรรมานุยุตหรืออาจารย์แป๊ะ มาเจิมรถยนต์กันนั่นเอง ท่านเจิมรถมามากมายจนกลายเป็นที่รู้จักทั่วทั้งประเทศ ไม่ว่าใครมาจากที่ไหนเป็นต้องยอมมา แต่หากใครที่สนใจให้ท่านเจิมรถต้องไปหาท่านก่อน 8 โมงเช้า โดยสิ่งของสำหรับทำพิธีที่ต้องเตรียมไปเองด้วย คือ

  • พวงมาลัย 3 พวง
  • ผ้า 3 สี
  • ทองคำเปลว 9 แผ่น

พระอาจารย์กุ่ย วัดโปรยฝน จังหวัดปทุมธานี

ขอบคุณภาพจาก Facebook : Najanew

สุดท้ายแล้วกับเกจิท่านสุดท้าย เกจิอาจารย์ที่ดังในสายมูเตลู สายเรียกทรัพย์ ไม่ว่าจะเป็นการเจิมกระเป๋าเงิน เจิมหน้าผาก รวมไปถึงการเจิมรถยนต์ โดยเชื่อในความศักดิ์สิทธิ์ของวัดโปรยฝนที่ว่า “หลังจากเจิมไปแล้วประสบความสำเร็จกันแทบทุกราย” ทำให้ผู้คนต่างแห่กันไปวัดและให้ท่านเจิมรถให้นั่นเอง

ได้รู้ไปแล้วกับเกจิอาจารย์ที่รับเจิมรถยนต์มาแล้วทั่วทุกสารทิศ ให้รู้เป็นข้อมูลกันไว้ แต่ก่อนที่จะเตรียมนำรถยนต์ไปเจิมได้นั้น ต้องหารถดีๆสักคันที่แหมาะกับสไตล์และการใช้งานซะก่อน ลองเข้ามาดูรถดีๆได้เลยที่ Kaidee Auto ที่มีรถยนต์ให้คุณทุกแบบ ทุกความต้องการของคุณอย่างแน่นอน

เทคนิคถอยจอดไม่ว่าจะเข้าซองหรือจอดเทียบก็ไร้ปัญหา

เทคนิคถอยจอดไม่ว่าจะเข้าซองหรือจอดเทียบก็ไร้ปัญหา

ทั้งมือเก่าและมือใหม่ล้วนมีปัญหาคล้ายๆกัน คือกลัวการจอดรถ ยิ่งเวลาจอดใกล้กับรถของคนอื่นยิ่งกลัว ทำให้บางคนวนรอจนลานจอดโล่งจึงค่อยจอด ซึ่งเสียเวลามากๆใช่ไหมล่ะคะ? แถมถ้าไม่ได้ฝึกก็ไม่มีทางจอดได้สักที แต่หากรู้เทคนิคแล้วล่ะก็ การจอดรถจะไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไปค่ะ 

สองเทคนิคน่ารู้สำหรับการจอดได้แก่  

1.เทคนิคถอยจอดเข้าซอง  2.เทคนิคจอดเทียบขนาน

แต่ก่อนจะไปต่อ ขอให้ทุกคนลองเปิดใจและกล้าทำตามดูนะคะ ไม่ต้องกังวลว่าจะถอยรถแล้วชนเพราะคุณสามารถกะได้จากกระจกมองข้างว่าใกล้จะชนหรือยัง ยิ่งถ้ามีกล้องหลังและเซนเซอร์ยิ่งไม่ต้องกลัว มันจะทำหน้าที่เตือนเราได้ดีมากๆเลยค่ะ แม้เทคนิคที่จะบอกต่อไปนี้ เป็นเทคนิคที่จอดรถภายในการใส่เกียร์ R รอบเดียวไม่ได้ก็จริง แต่รับรองว่าไม่เบียดไม่ชนสบายใจหายห่วงแน่นอน งั้นมาเริ่มกันกับเทคนิคแรกเลยดีกว่าค่ะ

1.เทคนิคถอยจอดเข้าซอง 

Ver.1

เทคนิคนี้สามารถใช้กับการจอดเข้าซองได้เกือบทุกกรณี ทั้งจอดรถข้างเสาโดยฝั่งคนขับติดกับเสา และจอดระหว่างรถสองคัน มีเพียงแค่การจอดรถที่ฝั่งคนนั่งติดกับเสาที่จะต่างออกไปเล็กน้อย

ขั้นแรก ให้สัญญาณไฟโดยกดปุ่มไฟฉุกเฉินว่าคุณกำลังจะถอยจอดเข้าซอง หลังจากนั้นเดินหน้ารถของคุณไปทางซ้ายเล็กน้อยให้ใกล้กับรถที่จอดคันถัดไปจากซองที่คุณจะเข้า

ขั้นสอง เดินหน้ารถจนกว่ากระจกข้างรถของคุณพอดีกันกับไฟหน้าดวงแรกของรถคนที่จอดนำหน้าคุณ

ขั้นสาม หักพวงมาลัยขวาให้สุดพร้อมเดินหน้าไปในเวลาเดียวกัน จนกว่าจะเห็นไฟหน้าของรถที่จอดอยู่ซองด้านซ้ายของคุณ

ขั้นสี่ เข้าเกียร์ R พร้อมหักพวงมาลัยซ้ายสุด และค่อย ๆ ถอย ให้ท้ายรถของคุณอยู่ประมาณประตูหน้าของรถคันข้าง ๆ 

ขั้นห้า เปลี่ยนเป็นเกียร์ D เดินหน้าให้รถอยู่ระหว่างเส้นของซองที่จะเข้าโดยกะให้ระยะตรงกลางพอดีโดยสามารถมองผ่านกระมองข้างได้ การกะแบบนี้จะทำให้รถคุณไม่เบียดไปข้างใดข้างหนึ่งมากเกินไป

ขั้นหก เมื่อเห็นว่าตรงกลางพอดีแล้ว ให้ถอยตรง ๆ เลยค่ะจนกว่าจะชนกับที่กันล้อหรือดูแล้วรถไม่ยื่นเกินไป ก็เป็นอันเสร็จสิ้นของการจอดเข้าซองค่ะ

Ver. 2

เป็นเทคนิคใช้จอดสำหรับการจอดชิดเสาโดยที่ฝั่งคนนั่งเป็นฝั่งชิดเสา ซึ่งจะต่างกับเทคนิคแบบแรกเล็กน้อย

ความต่างจะอยู่ที่ขั้นตอนแรกก่อนจะเริ่มจอด เนื่องจากการกะระยะจะเปลี่ยนจากรถยนต์คันข้างๆ เป็นเสาแทนนั่นเอง

เมื่อคุณให้สัญญาณพร้อมจะจอดแล้ว ให้คุณเดินหน้ารถของคุณไปจนกระจกข้างรถคุณจะอยู่ประมาณกลางเสา และทำการหักเลี้ยวตามขั้นตอน 2-6 เลย แต่คุณต้องคอยดูกระจกหลังก่อนเข้าเกียร์ R ว่าคุณเห็นเสาเกือบเต็มไหม ถ้าเกือบเต็มแล้วให้เปลี่ยนเป็นเกียร์ R แล้วถอยได้เลยค่ะ

2.เทคนิคถอยจอดขนานเส้น

การจอดขนานเส้น หรือ ที่เรียกง่าย ๆ ว่า จอดเทียบระหว่างสองคันเป็นสิ่งที่นับว่าโหดหินมากโดยเฉพาะกับมือใหม่ แน่นอนว่าการที่จะจอดได้คล่องอย่างรวดเร็วต้องอาศัยการฝึก หากไม่เริ่มฝึกก็คงจอดไม่ได้สักทีใช่ไหมล่ะคะ 

ขั้นแรก เมื่อคุณหาจุดที่ต้องการจะจอดได้แล้ว แนะนำกดไฟเพื่อให้สัญญาณแล้วเดินหน้ารถของคุณ จนเทียบระยะรถกับคันข้างหน้าได้พอดี กะเอาจากการที่กระจกข้างรถเรานำหน้ากระจกข้างอีกคันที่เราจอดเทียบอยู่เล็กน้อย โดยเว้นระยะของรถทั้งสองคันไว้ประมาณ 2 ฟุต

ขั้นสอง หักพวงมาลัยซ้ายให้สุดแล้วเข้าเกียร์ R ค่อย ๆ ปล่อยเบรกให้รถคุณถอยไปจนขอบตรงกระจกบานข้างของคุณจอดเทียบพอดีกับไฟท้ายคันหน้า(มุมนี้จะเป็นมุมมองแบบทแยง) ประกอบกับการมองกระจกข้างแล้วเห็นป้ายทะเบียนรถคันหลัง 

ขั้นสาม ปล่อยพวงมาลัยตรง และถอยรถจนกว่ากระจกข้างจะบังไฟท้ายรถคันหน้าพอดี 

ขั้นสี่ เมื่อได้มุมแบบข้างต้นแล้ว ให้หมุนพวงลัยขวาสุดจนกว่ารถของคุณจะขนานเส้นหรือขนานกับคันด้านหลังเป็นแนวเดียวกันได้ 

ขั้นห้า ใส่เกียร์ D เดินหน้าเพื่อขยับรถเล็กน้อย ให้กะระยะเว้นเผื่อพื้นที่ให้รถของตนเองและรถคันหน้าขยับออกได้ เท่านี้ก็เป็นจบสิ้นกระบวนการการจอดแล้วค่ะ

การถอยจอดรถไม่ยาก แต่ต้องอาศัยการฝึกฝนและเทคนิคเล็ก ๆ น้อย ๆ ค่ะ หลายครั้งการเรียนเทคนิคแล้วยังไม่มั่นใจ ถอยไม่ได้ภายในคราเดียวก็ไม่เป็นไรนะคะ ขยับหลาย ๆ ครั้งเพื่อลองดูก็ได้ค่ะ

ทุกอย่างจะดีได้ด้วยการฝึกบ่อย ๆ ทั้งมีเซนเซอร์และกล้องหลังเป็นเทคโนโลยีที่คอยซัพพอร์ตเราอยู่แล้ว ยิ่งจะช่วยให้การถอยเป็นเรื่องที่ไม่ยากจนเกินไปค่ะ สำหรับมือใหม่ที่ต้องการถอยรถสักคัน แนะนำเป็นรถคันเล็กที่จอดง่าย ถอยได้ไวที่ Kaidee ไม่ต้องกังวลเรื่องสเปซในการจอดใด ๆ เลยค่ะ

5 เคล็ดลับดูแลรถสีขาวให้ใหม่ ไร้คราบเหลือง!

5 เคล็ดลับดูแลรถสีขาวให้ใหม่ ไร้คราบเหลือง!

สีขาวเป็นอีกหนึ่งสีรถยนต์ที่ฮอตฮิตตลอดกาล ถ้ามองหาความสวย คลาสสิก สะอาดตา สีขาวก็เป็นตัวเลือกอันดับต้น ๆ สำหรับเราเช่นกัน แต่หลายคนอาจจะรู้สึกว่าดูแลยาก ต้องบอกเลยว่ารถขาวไม่ได้ดูแลยากอย่างที่คิด แค่นำ 5 ทริคเด็ดเคล็ดลับที่เรารวบรวมมาให้วันนี้ไปใช้ รถสีขาวของคุณก็จะดูใหม่ ไร้คราบเหลืองแล้ว ใครอยากรู้ว่ามีทริคอะไรบ้าง เลื่อนลงไปดูได้เลย

หมั่นล้างรถบ่อย ๆ ช่วยชะลอคราบเหลือง

วิธีดูแลรถสีขาวให้ใหม่ไร้คราบเหลืองที่ง่ายและควรทำเป็นอันดับแรกเลยคือหมั่นล้างรถบ่อย ๆ เนื่องจากรถสีขาวค่อนข้างเสี่ยงเป็นรอยเปื้อนได้ง่าย ถ้าปล่อยรอยเปื้อนเหล่านั้นไว้นานเกินไป อาจจะทำให้เกิดเป็นรอยฝังลึก ล้างออกยาก 

ทางเราขอแนะนำให้หมั่นล้างรถอย่างน้อยอาทิตย์ละครั้ง เท่านี้ก็ช่วยให้รถสีขาวของคุณดูใหม่ ไร้คราบเหลืองเสมอแล้วค่ะ

เช็ดรถให้แห้งสะอาดหมดจด 

หลังล้างรถแล้ว สิ่งต่อไปที่ต้องทำคือเช็ดรถให้แห้ง เราไม่แนะนำให้ปล่อยรถแห้งเองนะคะ เพราะหยดน้ำที่เกาะอยู่ตามตัวรถอาจจะทำให้เกิดคราบด่างดวงรวมทั้งสนิมที่ตัวถังรถยนต์ได้ 

ผ้าที่ใช้ควรเป็นผ้าที่ดูดซับน้ำและเช็ดฝุ่นละอองได้สะอาดหมดจด อาทิ ผ้าชามัวร์ ผ้าไมโครไฟเบอร์

ใช้ดินน้ำมันสำหรับล้างรถช่วยขจัดคราบเหลือง

อีกหนึ่งตัวช่วยสุดว้าวที่จะทำให้งานลบรอยเปื้อนและคราบเหลืองต่าง ๆ ง่ายขึ้นในพริบตาคงหนีไม่พ้น ‘ดินน้ำมันสำหรับล้างรถ’ เนื่องจากเจ้าดินน้ำมันมีความหนืด จึงช่วยดูดซับสิ่งสกปรกได้ดี

 วิธีใช้ก็ง่าย ๆ แค่ซับตรงคราบเหลือง ไม่จำเป็นต้องทำบ่อย แค่ปีละสองครั้งก็เพียงพอแล้วค่ะ

หลีกเลี่ยงการจอดรถตากแดด 

รู้หรือไม่? แสงแดดก็ทำร้ายผิวรถยนต์เหมือนกัน การจอดรถตากแดดนาน ๆ อาจจะทำให้รถยนต์สีขาวสุดที่รักของคุณเหลืองไวขึ้น ขอแนะนำให้เลี่ยงการจอดรถกลางแดดเป็นเวลานาน หรือถ้าจำเป็น ลองพกผ้าคลุมป้องกันแสง UV ติดไว้คลุมตัวรถก็ดีนะคะ 

ขยันเคลือบสีรถอย่างสม่ำเสมอ 

การเคลือบสีถือเป็นอีกวิธีที่ช่วยให้สีรถของคุณเงางามทันตา การเคลือบสีก็มีให้เลือกหลายแบบ อาทิ เคลือบแก้วและเคลือบแว็กซ์ การเคลือบแก้วช่วยให้สีรถเงาสวย ติดทนนาน แถมป้องกันคราบเหลืองต่าง ๆ ได้นานกว่าเคลือบปกติ แต่ราคาจะก็สูงกว่าเคลือบแว็กซ์และต้องให้ช่างมืออาชีพทำให้

ส่วนเคลือบแว็กซ์นั้นจะไม่ยากเท่า เราสามารถใช้บริการช่างมืออาชีพ หรือถ้าอยากประหยัดเพิ่มขึ้นอีก ก็สามารถซื้อน้ำยามาทำเองได้นะคะ โดยเคลือบสักประมาณสองอาทิตย์ต่อครั้งก็ถือว่าโอเคแล้วค่ะ

ถึงการดูแลรถยนต์สีขาวอาจจะดูมีขั้นตอนเยอะแยะ แต่เชื่อเถอะค่ะว่าดูแลไม่ยุ่งยากอย่างที่คิด แค่ทำตาม 5 วิธีที่เราคัดมาให้วันนี้ คุณก็จะได้ใช้รถสีขาวกระจ่างใสไร้คาบเหลืองไปอีกนานแสนนาน! หรือถ้าใครกำลังเล็งอยากขายรถสีขาว จะเอาไปใช้ดูแลรถตัวเองให้สวยเช้งเหมือนมือหนึ่งก่อนขายก็เลิศนะคะ รับรองว่าได้ราคาดีไม่มีตกฮวบ

สำหรับคนที่สนใจอยากซื้อหรือขายรถสีขาวสวย ๆ แจ่ม ๆ สักคัน แวะเข้ามาที่ Kaidee Auto ได้เลยค่ะ เรามีรถสีขาวหลากรุ่นหลายยี่ห้อให้เลือกกันแบบไม่อั้น ส่วนคนที่อยากปล่อยเจ้ารถขาวที่บ้านสักคัน ก็มีคนรอซื้อเพียบ อย่ามัวรอช้า เข้าไปส่องตอนนี้เลยค่ะ