Jun 10, 2021 | บทความยานยนต์
คำคุ้นหูที่ใครเคยมีประสบการณ์การซื้อรถและเคยผ่านการเช่าซื้อมาก่อน น่าจะเคยได้ยินคำว่า “รีไฟแนนซ์รถยนต์” อย่างแน่นอน แต่ก็ใช่ว่าทุกคนนั้นจะทราบว่ามันคืออะไร รวมไปถึงคนที่ยังไม่เคยผ่านการซื้อรถมาก่อน ยิ่งน่าจะไม่รู้เลยว่ามันเป็นอย่างไร ช่วยอะไรให้แก่คนที่ซื้อรถบ้าง และขั้นตอนที่รีไฟแนนซ์จะเป็นอย่างไร เดี๋ยวผมจะมาให้คำตอบเองในวันนี้ (ใครกำลังรู้สึกว่าทุกวันนี้จ่ายดอกเบี้ยในการกู้ซื้อรถสูงเกินไป ต้องอ่าน!!!)
การรีไฟแนนซ์รถยนต์ คืออะไร
หากพูดถึงการรีไฟแนนซ์ มีทั้งเรื่องของบ้านและรถยนต์ ซึ่งในวันนี้เราจะมาพูดกันในส่วนของการรีไฟแนนซ์รถยนต์กันก่อน ซึ่งการรีไฟแนนซ์ คือ การที่เริ่มจากคุณไปซื้อรถยนต์มาสักคันหนึ่งโดยผ่านการกู้เพื่อซื้อ และผ่อนจ่ายให้แก่ธนาคารโดยเสียดอกเบี้ยในแต่ละเดือน และการทำรีไฟแนนซ์ คือการนำรถยนต์ที่มีอยู่นั้น มาเป็นหลักทรัพย์ในการค้ำประกันเงินกู้แบบเดียวกับตอนกู้ซื้อตอนแรกเลย โดยธนาคารที่รีไฟแนนซ์จะประเมินราคากลางของรถยนต์ ซึ่งการรีไฟแนนซ์ถือว่าเป็นอีกทางหนึ่งที่ช่วยลดต้นทุนการเงิน ยิ่งผู้ที่ยังมีภาระหนี้เหลือไม่น้อยกว่า 3 – 5 ปี สามารถทำการปรับเปลี่ยนแหล่งเงินกู้ เพื่อให้ได้อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ต่ำกว่าเดิม
ข้อดีของการรีไฟแนนซ์รถยนต์
ถ้าหากการรีไฟแนนซ์รถยนต์ไม่มีข้อดี ทางธนาคารหรือสถาบันการเงิน คงไม่มีทางคิดการรีไฟแนนซ์นี้ขึ้นมาได้อย่างแน่นอน ซึ่งมันมีข้อดีค่อนข้างเยอะและเป็นประโยชน์ต่อเหล่าผู้ซื้อรถเป็นอย่างมาก
1. ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายต่อเดือน
เนื่องจากการรีไฟแนนซ์นั้นเหมือนเป็นการกู้เงินก้อนใหม่เพื่อไปปิดยอดอีกธนาคารหนึ่ง โดยมาผ่อนต่อกับธนาคารที่คุณรีไฟแนนซ์ด้วย เพื่อลดดอกเบี้ยลง ซึ่งทั้งนี้บางธนาคารสามารถเลือกให้ผ่อนจ่ายต่อเดือนน้อยลดจากเดิมได้อีกด้วย ซึ่งจะทำให้ลดภาระทางการเงินของคุณในแต่ละเดือนได้ค่อนข้างเยอะเลยทีเดียว
2. ยังใช้งานรถได้เหมือนเดิม
แน่นอนว่ารถจะต้องอยู่กับเราอยู่แล้ว เพราะนี่ไม่ใช่การยึดรถแต่อย่างใด เป็นเพียงแค่การเปลี่ยนธนาคารในการผ่อนเท่านั้น ดังนั้นรถยนต์ก็ยังสามารถใช้งานได้ในชีวิตประจำวันเหมือนเดิม (ไม่ต้องกลัวไปนะ)
3. ดอกเบี้ยถูกลง
ถือเป็นวัตถุประสงค์หลักเลยก็ว่าได้ของการรีไฟแนนซ์ เพื่อลดอัตราดอกเบี้ยจากธนาคารเดิม มาสู่ธนาคารใหม่ ให้มีอัตราดอกเบี้ยที่เบาลง และจ่ายต่องวดที่น้อยลงตามไปด้วย
ข้อเสียของการรีไฟแนนซ์รถยนต์
มีข้อดีไปแล้ว คราวนี้มาถึงตาข้อเสียกันบ้าง และเป็นข้อเสียที่ห้าม!! ละเลยหรือมองข้ามไปอย่างเด็ดขาด เพราะไม่แน่บางทีในความเป็นจริงแล้ว คุณอาจจะไม่ต้องรีไฟแนนซ์เสียด้วยซ้ำ
1. ใช้เวลาผ่อนนานขึ้น
เป็นสิ่งที่ธนาคารไม่ได้บอกกับเราอย่างแน่นอน จากที่คุณกำลังจะผ่อนรถยนต์หนึ่งคันที่ใกล้จะผ่อนหมดเต็มที อาจจะต้องมีเริ่มผ่อนหนี้ก้อนใหม่ที่มีระยะนานกว่าเดิม ซึ่งการที่นานกว่าเดิม นั่นหมายความว่าธนาคารจะได้ดอกเบี้ยที่มีระยะนานขึ้น ถึงแม้ว่าจะอัตราดอกเบี้ยจะลดลงก็ตาม (ธนาคารได้เงินจากตรงนี้นี่แหละ)
2. เตรียมเอกสารยุ่งยากไปหมด
เดี๋ยวเรามาดูกันว่าแค่ขั้นตอนการเตรียมเอกสารรีไฟแนนซ์มันยุ่งยากขนาดไหน เพราะแค่เห็นผ่าน ๆ ยังมองออกเลยว่าเยอะ มาดูกันเลย!!
เอกสารที่ต้องใช้
สำเนาบัตรประชาชน ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วสถาบันการเงินหรือธนาคารจะใช้ 5 ฉบับ พร้อมกับบัตรประชาชนตัวจริงสำเนาทะเบียนรถยนต์ ใช้สำหรับการ รีไฟแนนซ์รถ 2 ฉบับ (ไม่ต้องใช้ตัวจริง)สำเนาบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ ย้อนหลัง 6 เดือน (แต่กรณีที่ไม่มี ไม่จำเป็นต้องเอามาก็ได้)แผนที่ของที่อยู่อาศัยปัจจุบันและที่ทำงาน (อาจจะนำมาจาก Google Map หรือวาดด้วยลายมือก็ได้)หลักฐานแสดงที่มาของรายได้
หลักฐานที่มาของรายได้
จากเอกสารที่ต้องใช้เมื่อสักครู่นี้ ในส่วนของหลักฐานแสดงที่มาของรายได้นั้น สามารถแยกออกได้เป็น 2 ประเภท ได้แก่
บุคคลธรรมดาหรือข้าราชการที่ได้รับเงินเดือน ให้ใช้สลิปเงินเดือน และหนังสือรับรองเงินเดือนล่าสุด หรือย้อนหลัง 2 เดือน พร้อมสำเนาบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ ฝากประจำ หรือกระแสรายวัน ย้อนหลัง 6 เดือน (เลือกเพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง) ประเภทประกอบธุรกิจส่วนตัว ในกรณีมีหน้าร้าน ต้องถ่ายรูปหน้าร้าน สินค้า พร้อมสัญญาเช่า แต่ถ้าหากไม่มีหน้าร้าน ให้นำใบเสร็จซื้อขายสินค้า และถ่ายรูปสินค้าและสต๊อกสินค้าที่มีอยู่
“แค่เห็นเอกสารเหล่านี้ก็ปวดหัวแล้ว ไหนจะเสียค่าเดินทางไปทำเอกสาร ไหนจะเสียค่าดำเนินการอีก ยุ่งยากไปหมดเลย จริงไหมล่ะ
ใครบ้างที่จะสามารถรีไฟแนนซ์รถยนต์ได้
ต้องบอกก่อนเลยว่า จริง ๆ แล้วทุกคนที่ผ่อนซื้อรถอยู่ สามารถรีไฟแนนซ์ไปธนาคารใหม่ เพื่อดอกเบี้ยที่ถูกลงได้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับทางธนาคารหรือสถาบันการเงินนั้น ๆ ว่าจะอนุมัติหรือไม่ ทั้งนี้ผู้ที่มีความประสงค์จะรีไฟแนนซ์จะต้องเตรียมเอกสารมาให้อย่างครบถ้วนตามที่ธนาคารหรือสถาบันการเงินกำหนดเอาไว้ เพื่อให้ตรวจสอบที่มาที่ไปของทั้งตัวผู้ที่ต้องการรีไฟแนนซ์และตัวของรถยนต์ว่าถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่
อยากรีไฟแนนซ์รถยนต์ต้องทำอย่างไร
การรีไฟแนนซ์มีขั้นตอนไม่มากเท่าไรนัก เพียงแค่ 5 ตอนเท่านั้น
1. ศึกษารายละเอียด
ก่อนที่จะทำอะไร ควรศึกษารายละเอียดของแต่ละธนาคารหรือสถาบันการเงินต่าง ๆ ให้ดีเสียก่อน เพราะแต่ละที่ ต่างก็มีข้อตกลงในสัญญาการรีไฟแนนซ์ที่แตกต่างกันออกไป
TIPS : ควรดูประกอบกับสถานะทางการเงินที่เป็นอยู่ เพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุด
2. เตรียมเอกสารให้พร้อม
การเตรียมตัวให้ดีก่อนที่จะทำอะไรเกี่ยวกับเงิน แสดงถึงความรอบคอบ อีกทั้งยังไม่ต้องเสียเวลาวนไปวนมาเวลาที่ทางธนาคารหรือสถาบันการเงินขออะไร ก็พร้อมที่จะมีให้หมด ซึ่งได้บอกเอกสารที่ต้องเตรียมเอาไว้ก่อนหน้านี้แล้ว
3. ติดต่อธนาคารหรือสถาบันการเงินที่สนใจ
เป็นขั้นตอนที่ง่ายที่สุด เมื่อคุณศึกษารายละเอียดมาอย่างดีแล้ว ก็เดินมุ่งตรงเข้าไปยังธนาคารหรือสถาบันการเงินที่สนใจ และเริ่มพูดคุยเพื่อทำสัญญา
4. รอธนาคารหรือสถาบันการเงินประเมินรถยนต์
ขั้นตอนนี้เป็นหน้าที่ของทางธนาคาร ที่จะตรวจสอบเอกสารที่คุณแนบไปให้ พร้อม ๆ กับประเมินราคากลางของรถยนต์ประกอบกับคุณภาพ และพิจารณายอดจัดไฟแนนซ์ จากเงื่อนไขการผ่อนชำระ และเครดิตบูโร
5. รออนุมัติ
เมื่อทางธนาคารหรือสถาบันการเงินดำเนินการเรียบร้อย ก็จะติดต่อกลับมา โดยแจ้งรายละเอียดของสัญญา เงื่อไขการผ่อนชำระต่าง ๆ อย่างละเอียด
สรุปท้ายบทความ รีไฟแนนซ์รถยนต์ช่วยอะไร
เรียกได้ว่ารู้ละเอียดในเรื่องของการจัดทำรีไฟแนนซ์รถยนต์ ครบ จบในบทความเดียวเลยก็ว่าได้ เพราะภายในบทความนี้สรุปมาให้ทั้งข้อดี-ข้อเสีย เพื่อให้ทุก ๆ ท่านประกอบการตัดสินใจทุกครั้งก่อนที่จะทำธุรกรรมทางการเงิน ลองชั่งน้ำหนักดูว่ารีไฟแนนซ์แล้วคุ้มค่าจริงหรือไม่
ดังนั้นก่อนเลือกซื้อรถยนต์หนึ่งครั้ง ควรที่จะประเมินกำลังทรัพย์ และกำลังในการผ่อนแต่ละงวดให้ดี แต่ถ้าหากคุณมาซื้อรถยนต์ที่ Kaidee Auto แล้วล่ะก็ มีรถยนต์มากมายให้เลือกซื้อ ราคาถูก แถมดีมีที่นี่ครบ ตรงกับสภาพการเงินและไลฟ์สไตล์ของคุณได้ง่าย ๆ
May 31, 2021 | บทความยานยนต์
“รถเก๋งราคาไม่เกิน 35,000 บาท รถมือสองราคาถูกสุดเท่าที่พอจะหาซื้อได้ในท้องตลาด แต่ซื้อของถูกต้องทำใจยอมรับได้ในความไม่สมบูรณ์”
ตลาดรถยนต์มือสองก็เหมือนกับมหาสมุทร มีทั้งความกว้างใหญ่และวัฏจักรปลาใหญ่กินปลาเล็ก แต่ในมุมของคนซื้อ การค้นหารถมือสองราคาถูกที่สุด นับเป็นสูตรสำเร็จของการจับรถดีๆ สักคัน ทั้งเพื่อนำมาขับเอง หรือออกต่อแบบมีกำไรที่ปลายนวม ซึ่งรถมือสองมีอยู่หลายราคา และหลากเกรด ราคาแพงไม่ขอพูดถึง เพราะมีเยอะ แต่ขอโฟกัสไปที่รถเก๋งราคาไม่เกิน 35,000 บาท นับเป็นราคาขายถูกที่สุดเท่าที่เงินจะพอหาซื้อได้ !
แปลกแต่จริงที่มีขาย… รถเก๋งราคาไม่เกิน 35,000 บาท เชื่อว่าหลายคนคงเคย “คิด (แต่ไม่) ถึง” เพราะเป็นค่าตัวที่ถูกกว่าสมาร์ทโฟนรุ่นเรือธงเสียอีก แถมยังซื้อขายเปลี่ยนมือกันบ่อย มีให้เลือกหลายรุ่น ทว่าการซื้อรถถูก ต้องมีความรู้และประสบการณ์ชั้นเชิงที่เก๋าอยู่พอตัว รวมไปถึงรู้จักช่างและอู่ซ่อมรถ ด้วยคอนเน็คชันดีๆ ที่ขาดไม่ได้
คำโบราณที่ยังใช้ได้ดีในสถานการณ์ปัจจุบัน กล่าวไว้ถูกต้องมีอยู่ 2 เรื่อง คือ “ คนโกหกที่ไม่ทำชั่วไม่มี” รวมไปถึง “ของถูกไม่มีดี และของฟรีไม่มีในโลก” ดังนั้น รถมือสองราคาถูกก็มีทั้งข้อดีและข้อเสีย ไม่มีอะไรสมบูรณ์แบบเหมือนรถป้ายแดง ที่วิ่งออกจากศูนย์บริการอย่างแน่นอน
Kaidee Auto มีรถเก๋งราคาไม่เกิน 35,000 บาท ประกาศขายบนหน้าเว็บไซต์ kaidee อยู่หลายรุ่น ซึ่งวันนี้เราจะพาไปทำความรู้จักกับรถในรุ่นต่างๆ รวมไปถึงราคากลางที่ซื้อหาเล่นกันในวงการ ส่วนจะถูกขนาดไหนขึ้นอยู่ตามสภาพ แต่สิ่งที่คุณควรต้องรู้ก่อนซื้อ คือ จุดเด่น, จุดด้อย และสิ่งที่ตรวจสอบก่อนซื้อ ส่วนจะมีอะไรบ้างนั้น ตามไปอ่านกันในบรรทัดด้านล่างได้เลย
ตลาดซื้อขายรถยนต์มือสองมีขนาดใหญ่มาก ช่องว่างของราคาขึ้นอยู่กับสภาพรถ
จุดเด่นของรถเก๋งราคาไม่เกิน 35,000 บาท
1. ราคาถูกมาก
นับเป็นจุดเด่นที่สุดต้องยกให้ในเรื่องของราคา กับพาหนะที่มีค่าตัวถูกกว่าเครื่องใช้ไฟฟ้า เพียงจ่ายเงินไม่ถึงครึ่งแสน ก็เป็นเจ้าของรถได้ 1 คัน หลายคนตัดสินใจซื้อเพื่อความคุ้มค่า และยอมแบกรับความเสี่ยงในสิ่งที่ตนเองเลือก ถ้าเจอรถสภาพดีและวิ่งได้ นับว่าเป็นกำไรที่มหาศาลเลยทีเดียว ดังนั้น ราคาจึงเป็นข้อดีลำดับแรกที่ทุกคนเลือกซื้อ
2. ซื้อเก็บเป็นอะไหล่
นอกจากซื้อเพื่อใช้ขับเองแล้ว ยังมีอีกเป็นจำนวนไม่น้อยที่ซื้อรถมือสองราคาถูก เพื่อนำไปเป็น อะไหล่ ให้รถคันหลัก ทั้งในรูปแบบอะไหล่ตรงรุ่นหรือเทียบรุ่น เนื่องจากรถสภาพหลายปี อะไหล่หาซื้อยาก โดยเฉพาะแยกขายเป็นชิ้นเดี่ยวๆ ส่วนใหญ่ราคาแพงและหาแท้แทบไม่เจอ การซื้อทั้งคันแล้วมาแยกอะไหล่ไว้คอยเปลี่ยนจึงคุ้มค่ากว่า หากมีชิ้นไหนไม่ใช้ ค่อยแบ่งมาขายต่อ นับเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า
คนรักรถบางท่าน ขับรถใช้งานจริงก็มีแค่คันเดียว แต่มีอะไหล่ตรงรุ่นซื้อเก็บไว้อยู่หลายคัน ก็มีให้เห็นเป็นจำนวนมาก การซื้อรถทั้งคัน เพื่อเก็บอะไหล่แค่บางชิ้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะเอาเข้าจริง รถเก่ากับราคาอะไหล่แทบไม่ต่างกัน ระหว่างซื้อทั้งคันหรือแยกเป็นชิ้น
การซื้อรถมือสองที่ดี เจ้าของต้องสามารถใช้ประโยชน์จากการขับขี่ได้อย่างเต็มที่
จุดด้อยของรถเก๋งราคาไม่เกิน 35,000 บาท
1. รถเก่าผ่านการใช้งาน
รถที่ราคาถูกจัดในหลักหมื่น ส่วนใหญ่มีอายุการใช้งานมากกว่า 20 ขึ้นไป นับว่านานมากกว่าค่าเฉลี่ยในปัจจุบัน ที่นับอายุการเฉลี่ยแค่ 7 – 10 ปี ดังนั้นรถจึงผ่านการใช้งานไม่ตำกว่าหลักแสนกิโลเมตร บางคันอาจวิ่งจัดถึงหลักล้าน จนเข็มวัดระยะทางกรอกลับมาเริ่มนับจากศูนย์อีกครั้ง ก็มีให้เห็นอยู่ไม่น้อย
2. อะไหล่หายาก
ต่อให้เคยเป็นรถรุ่นยอดนิยมในอดีต แต่ถ้าผ่านการผลิตมานานหลายปี บริษัทต้นทางส่วนใหญ่มักปิดไลน์การผลิตอะไหล่ไปแล้ว เพื่อหลีกทางเปิดสายการผลิตให้รถรุ่นปัจจุบันและใหม่แทน อะไหล่แท้เบิกศูนย์จึงหายากมาก แต่หากหาได้ก็นับว่าโชคดี แต่อาจเป็นอะไหล่ตกค้าง จนเก่าเก็บหลายปี ต้องตรวจเช็กอายุการใช้งานกันอีกครั้ง ถ้าหาอะไหล่แท้ไม่มี ทางเลือกจึงอยู่ที่อะไหล่เทียบและเทียมในท้องตลาด ซึ่งยังพอหาได้บ้างที่ตลาด “เซียงกง”
3. รถต้องเก็บสภาพ
รถเก่าสภาพนางฟ้าหายากมาก ทว่ายังพอหาได้ แต่ไม่ขายถูกแค่ 35,000 บาทแน่นอน รถที่ขายราคานี้ ส่วนใหญ่ต้องซื้อไปเก็บสภาพ ไม่ว่าจะเป็นซ่อมสี ปะผุ เปลี่ยนเครื่อง ถ่ายของเหลว ทำช่วงล่าง หนักสุดอาจถึงขั้นต้องยกเครื่องใหม่ การเก็บสภาพนับเป็นปัญหาใหญ่สุดของรถเก่า ต่อให้มีเงินซ่อมแบบทุนหนา แต่ก็ใช่ว่าทุกอู่จะมีช่างมากฝีมือทำได้ เพราะรถบางคันมีอายุมากกว่าช่างหลายคนเสียอีก การจะซ่อมรถได้ ความรู้ในตำราอาจไม่เท่าเคยเห็นของจริง
4. ปัญหาจุกจิกเยอะ
รถเก่าอะไหล่และชิ้นส่วนต่างๆ ย่อมเสื่อมไปตามสภาพ ซ่อมตรงนี้เสร็จ ตรงนู้นเสีย นับเป็นเรื่องปกติ เกิดปัญหาตามมาเรื่อยๆ เปรียบเสมือนรถเก่าเป็นคนสูงอายุ บางครั้งอาจต้องจอดอู่มากกว่าวิ่งบนถนนเสียอีก โดยเฉพาะอย่างยิ่งรถที่ไม่ได้วิ่งนานๆ การใช้งานและชิ้นส่วนต่างๆ ก็จะหลวม กลายเป็นปัญหาจุกจิกตามมาไม่รู้จบ
5. ต่อประกันยาก
แม้ปัจจุบันบริษัทประกันวินาศภัยจะรับพิจารณารถเก่า แต่ก็มีเงื่อนไขหลายอย่าง หนึ่งในนั้นคือต้องผ่านตรวจสภาพ นอกจากนี้ยังพิจารณาในถึงเรื่องการหาอะไหล่ทดแทนด้วย ดังนั้น รถเก่าส่วนใหญ่จึงไม่ใช่ประกัน ชั้น 1 แต่ใช้ความคุ้มครองจากประกัน ชั้น 3 ที่สามารถทำได้ตลอดแทน แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขและรายละเอียดในกรมธรรม์เป็นสำคัญด้วย
การตรวจสภาพรถก่อนซื้อ เป็นสิ่งจำเป็นมากสำหรับรถมือสอง
สิ่งที่ต้องตรวจสอบก่อนซื้อรถเก๋งราคาไม่เกิน 35,000 บาท
ก่อนที่จะไปถึงเรื่องการเช็กลิสต์ “สิ่งที่ต้องตรวจสอบก่อนซื้อรถ” เราอยากให้คุณเข้าใจตรงกันก่อนว่า รถเก๋งราคาไม่เกิน 35,000 บาท ส่วนใหญ่มากกว่า 99.99% เป็นรถเก่า เพราะในความเป็นจริงราคานี้อย่าว่าแต่รถใหม่เลย ขนาดมือสองยังซื้อไม่ได้ ดังนั้น ผู้ที่ซื้อรถด้วย Range นี้ต้องทำใจและรับสภาพให้ได้ว่า รถที่ได้มาเป็นรถเก่าผ่านการใช้ (หนัก) ซื้อแล้วต้องมาเก็บสภาพ ทำสี ซ่อมปะผุ
ผู้ซื้อต้องตั้งงบประมาณ แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ ค่ารถ และ คำนวณค่าซ่อม ค่าเก็บรายละเอียด พูดตรงๆ แบบไม่โลกสวยและไม่ได้เดินบนทุ่งลาเวนเดอร์ รถราคาถูกเพียง 35,000 บาท ขอให้วิ่งได้… ก็นับเป็นกำไรแล้ว เพราะราคาถูกกว่าสมาร์ทโฟน และจ่ายน้อยกว่ามอเตอร์ไซค์ด้วยซ้ำ
ผู้ซื้อรถในราคานี้ไม่ถึงกับขนาดต้องทำใจ ขอแค่เข้าใจสภาพรถและความเป็นจริง เพื่อวางแผนการดูแลรักษาอย่างเป็นลำดับขั้นตอน อย่าหลอกตัวเอง “ราคานี้แต่สภาพนางฟ้าไม่มีอยู่จริง” เพราะหากคุณวางแผนอย่างเป็นขั้นตอน บวกกับการมีความรู้เรื่องการดูรถเป็นพื้นฐานอยู่บ้าง รับรองว่ารถคันนี้จะสร้างกำไรให้คุณได้อย่างแน่นอนครับ
สำหรับสิ่งที่ต้องตรวจสอบก่อนซื้อรถราคาถูก มีอยู่ด้วยกันทั้งหมด 5 เรื่อง
ตรวจสอบรอบคันให้แน่ใจ แล้วจึงตัดสินใจขั้นสุดท้ายในการซื้อ
1. เอกสารประจำรถต้องครบ
แม้จะเป็นรถเก่า แต่เอกสารประจำรถต้องครบ โดยเฉพาะสมุดคู่มือการจดทะเบียนต้องอยู่ในสภาพสมบูรณ์ สามารถสืบประวัติการครอบครองได้อย่างถูกต้อง พิสูจน์ได้ว่าผ่านมาแล้วกี่มือ เพื่อเป็นประโยชน์ในการครอบครองและจดทะเบียน เมื่อรถเปลี่ยนมือเป็นของคุณอย่างสมบูรณ์
2. สภาพรถโดยรอบคัน
ตรวจสอบสภาพรถโดยรอบคัน ว่ามีส่วนไหนต้องซ่อมบ้าง ไม่ว่าจะเป็นรอยบุบ ระบบไฟ กันชนหน้าและหลัง บนหลังคา รวมไปถึงภายในห้องโดยสาร สภาพของรถมีส่วนต่อราคา ซึ่งสามารถต่อให้ถูกลงได้ โดยระหว่างการตรวจสอบสภาพรถ คุณต้องสวมบทเป็นนักคณิตคิดไว เพื่อคำนวณราคาค่าซ่อมไปด้วย หาจุดคุ้มทุนก่อนการตัดสินใจซื้อ
เครื่องยนต์เป็นสิ่งสำคัญมากในการตรวจสภาพรถทือสอง
3. เครื่องยนต์
หัวใจสำคัญของรถอยู่ที่เครื่องยนต์ โดยมีรถเก่าเป็นจำนวนไม่น้อยที่เครื่องยนต์ไม่ตรงกับรุ่นรถ มีการยกเครื่องใหม่ ดังนั้นตรวจสอบอย่างละเอียดว่าเครื่องยนต์ตรงรุ่นกับรถหรือไม่ ถ้าไม่ตรงให้ตรวจสอบว่านำเครื่องยนต์ของรถรุ่นใดมาใส่ จากนั้นเช็กสภาพ ปีผลิต และเลขไมล์ พยายามสตาร์ทเครื่องให้ติดเพื่อตรวจสอบดูรอบเดินเบา สภาพสายพาน แหวน ลูกสูบ ของเหลวในเครื่อง ตรวจสอบให้ครบ ค่าซ่อมเครื่องนับว่าแพงเป็นอันดับต้นๆ ในกระบวนการดูแลบำรุงรักษารถเลยทีเดียว
4. สถานะพร้อมโอน
รถทุกคันต้องพร้อมโอนเพื่อเปลี่ยนเจ้าของได้ทันที พยายามหลีกเลี่ยงการซื้อรถด้วยวิธีการ “โอนลอย” เพราะอาจเกิดปัญหาตามมาทีหลัง รถที่ดีต้องพร้อมโอนเปลี่ยนเจ้าของ ถ้ารถไม่พร้อมโอน อาจมีปัญหาเรื่องการครอบครองอย่างถูกต้องตามกฎหมายตามมาในภายหลัง ไม่ว่าจะเป็นรถบ่อน รถขโมย รถจดประกอบ รถหนีภาษี ฯลฯ รถในกลุ่มนี้จะขายในราคาถูกกว่าปกติ ระมัดระวังไม่ตกเป็นเหยื่อโดยเด็ดขาด
5. ทดลองขับจริง รถต้องวิ่งได้
การซื้อรถจะสมบูรณ์แบบมากขึ้น ก็ต่อเมื่อรถคันนั้นสามารถวิ่งได้ ถ้าจ่ายเงินแล้วปรากฎว่าวิ่งไม่ได้ แบบนี้เราเรียกกันว่า “ซื้อซาก” หากสนใจเป็นเจ้าของรถคันไหน ไม่ว่าจะถูกหรือแพง ต้องขอทดลองขับจริง เพื่อให้รู้สมรรถนะ ฟีลลิ่งการขับบนถนน อัตตราเร่ง ช่วงล่าง ความเย็นของแอร์ในห้องโดยสาร ทั้งหมดนี้เป็นข้อมูลสำคัญที่คุณจะต้องรู้ เพื่อประกอบการตัดสินใจซื้อในขั้นตอนสุดท้าย
มีเป็นจำนวนไม่น้อยที่เห็นภายนอกแล้วชอบ ซื้อก่อน ขับทีหลัง พอได้รถมาเป็นเจ้าของ แล้วกลับไม่ชอบตอนขับจริง สุดท้ายก็ต้องขายทิ้งในราคากลืนเลือด
นอกจากนี้ สิ่งที่อยากเน้นย้ำในการทดลองขับ คือคุณต้องขับรถอย่างพอประมาณ อย่าอัดหนัก อย่ากดคันเร่งมิดข้อ เพราะรถเก่าสภาพก็พร้อมพังคาเท้าคุณอยู่แล้ว ซึ่งอาจทำให้คุณเป็นหนี้โดยที่ยังไม่ได้เป็นเจ้าของก็ได้ เรื่องนี้ควรต้องระวังไว้ให้ดี
รถมือสองที่มีราคาต่ำกว่า 35,000 มีขายเป็นจำนวนมากในปัจจุบัน
เปิดโผรุ่นเด็ด รถเก๋งราคาไม่เกิน 35,000 บาท
Kaidee Auto เปิดโผรถเก๋งราคาไม่เกิน 35,000 บาท โดยอ้างอิงจากราคาที่มีขายถูกที่สุดใน kaidee เท่านั้น สำหรับราคารถขึ้นอยู่ตามสภาพ ไม่สามารถใช้อ้างอิงเป็นราคากลางได้ เพราะสภาพรถแตกต่างกันออกไป
โดยรถทุกรุ่น เราใช้ภาพประกอบในช่วงที่รถออกมาใหม่ในอดีต ซึ่งรถที่เรานำเสนอทั้ง 8 รุ่น จะเป็นราคาขายต่ำสุด ส่วนจะมีรถรุ่นใดบ้าง ไปชมกันได้เลย
TOYOTA COROLLA รหัสตัวถัง AE92 คุ้นเคยกันดีในชื่อโฉมโดเรมอน
TOYOTA รุ่น COROLLA รหัสตัวถัง AE92 โฉมโดเรมอน
เริ่มต้นกันที่ Toyota รุ่น Corolla รหัสตัวถัง AE92 หรือในวงการเรียกกันว่าโฉม “โดเรมอน” ผลิตในปี 1991 นับเป็นรถเจเนอเรชันที่ 5 ของสายการผลิต Corolla ในอดีตขายดีมาก ด้วยฟังก์ชันการใช้งานที่ให้มาค่อนข้างครบ มีให้เลือกทั้งเกียร์อัตโนมัติและธรรมดา พร้อมกระจกไฟฟ้า ซึ่งนับว่าแปลกใหม่สำหรับรถเมื่อ 30 ปีก่อน เครื่องอึด ถึก ทนทาน
สำหรับ Toyota Corolla ราคาถูกสุดในสภาพพอสวยที่ขายอยู่ในเว็บ Kaidee เปิดราคาไว้ที่ 22,000 บาท โดยรุ่นนี้มีราคาขายตั้งแต่หลักหมื่นถึง 1 แสนบาทต้นๆ คลิกเลย
NISSAN รหัสตัวถัง B11 นับเป็น SUNNY รุ่นแรกที่เข้าทำตลาดในไทยอย่างเป็นทางการเมื่อ 20 ปีที่แล้ว
NISSAN รุ่น SUNNY รหัสตัวถัง B11
Nissan รุ่น Sunny รหัสตัวถัง B11 เครื่องคาบูเรเตอร์ เป็นรถที่ค่อนข้างประหยัดน้ำมัน มาพร้อมตัวถังขนาดเล็ก นับเป็นอีกหนึ่งรุ่นที่ได้รับความนิยมในอดีต ผลิตตั้งแต่ปี 1982 จัดเป็น Sunny เจเนอเรชันที่ 5 แห่งสายการผลิตจากญี่ปุ่น แต่ก็เป็น Sunny รุ่นแรกที่เข้าไทย
Sunny B11 มีขายเป็นมือสองเยอะมาก และถูกเป็นอันดับต้นๆ ของตลาดรถใช้แล้ว ราคาซื้อหาเริ่มต้นแต่ 20,000 บาท ถึง 100,000 บาท ส่วนรถที่เราคัดสภาพมาให้ค่อนข้างโอเค ขายในเว็บ Kaidee เพียง 25,000 บาทเท่านั้น สนใจเป็นเจ้าของ คลิกเลย
ตำนานของ E-CLASS หนึ่งในนั้นต้องยกให้รหัสตัวถัง W123
MERCEDES-BENZ รุ่น E250 รหัสตัวถัง W123
ไม่ต้องขยี้ตา เพราะนี่คือเรื่องจริง สำหรับ Mercedes-Benz รุ่น E250 รหัสตัวถัง W123 โฉมปี 1988 ผลิตและทำยอดขายได้ค่อนข้างเยอะ ราคาตลาดถ้าเป็นรถสภาพดี ไม่มีถูก เปลี่ยนมือด้วยค่าตัวหลายแสน ขึ้นอยู่กับสภาพรถ ถ้าสวยจริง มีออปชันครบ ราคาอาจไต่ถึงครึ่งล้าน
สำหรับ E250 ที่เราจัดมีราคาถูกมาก (ที่) สุดเท่าที่หาได้ในท้องตลาด ของค่ายดาวสามแฉก เริ่มต้นเพียง 28,500 บาท แต่สภาพต้องเก็บงานหลายจุดอยู่เหมือนกัน สนใจเป็นเจ้าของ คลิกเลย
NISSAN รุ่น SENTRA รหัสตัวถัง B13 เมื่อ่อนพบมากเป็นรถแท็กซี่มิเตอร์รุ่นแรก
NISSAN รุ่น SENTRA รหัสตัวถัง B13
NISSAN รุ่น SENTRA ยุครุ่งเรืองขับกันทั่วบ้านทั่วเมือง รถผลิตปี 1990 ถูกใช้เป็นรถแท็กซี่ยุคติดมิเตอร์รุ่นแรกๆ เครื่องคาบูเรเตอร์สุดทน ตัวถังซีดานทรงสี่เหลี่ยม มาพร้อมเบาะหนังกำมะหยี่ แม่จะเป็นรุ่นที่ประหยัดน้ำมัน แต่คนไทยนิยมนำรถไปติดแก๊ส LPG
SENTRA สภาพดีขายหลักแสน รถรุ่นนี้ต่อให้สภาพดีก็ขายไม่ค่อยแพง เพราะในอดีตถูกใช้เป็นแท็กซี่ค่อนข้างเยอะ ราคาจึงไม่ไปต่อ มีแต่ลดลงเรื่อยๆ ซื้อหาในราคาหลักหมื่น ท็อปสุดก็แสนต้น ส่วนคันที่เราคัดมาลงขายในเว็บ ด้วยราคา 29,000 บาทเท่านั้น รถพร้อมใช้งาน มาพร้อมเกียร์ธรรมดา เบาะกำมะหยี่ กระจกอัตโนมือ ทะเบียนครบ รถพร้อมโอน สนใจเป็นเจ้าของ คลิกเลย
PEUGEOT 306 รถสวยสภาพดียังมีขายเป็นมือสองอยู่ในปัจจุบัน ผ่านอายุการใช้งานเกิน 20 ปี
PEUGEOT รุ่น 306
PEUGEOT รถดีจากฝรั่งเศส แต่โชคไม่ดีที่ในอดีตถอนตัวจากตลาดเมืองไทย ในช่วงที่ยอดขายกำลังดี ก่อนกลับมาใหม่เมื่อ 2 – 3 ปีที่ผ่านมา คาดต้องปลุกปั้นแบรนด์อีกพักใหญ่ เพราะคนไทยเจ็บแล้วจำจากภาวะถอนสมอของ PEUGEOT
สำหรับเจ้า 306 เป็นรุ่นนำขบวนด้านยอดขายเมื่อหลายสิบปีที่แล้ว นับเป็นรถยุโรปที่ค่อนข้างสวย สมรรถนะดี คนไทยชอบ มีใช้กันถึงปัจจุบัน คิดดูว่าทนขนาดไหน เรื่องบำรุงรักษาไม่ต้องห่วง ช่างไทยเก่งๆ ซ่อมได้ มีหลายอู่ให้เลือกเข้า ราคาปรับลงมาเรื่อยๆ ขายอยู่ราวหลักหมื่น
ในส่วนของรุ่น 306 ที่เราคัดมา ขายเพียง 30,000 บาท เจ้าของปัจจุบันบอกเครื่องยนต์ยังดี แอร์เย็น หม้อน้ำล้างและเปลี่ยนฝาข้างใหม่ ปั๊มน้ำเพิ่งเปลี่ยน หน้าคลัทช์แอร์ใหม่ สายพานไทมิ่งเปลี่ยนใหม่ ทะเบียนขาด 2 ปี (ต่อได้) ภายในสะอาด กระจกไฟฟ้าคู่หน้า ม่านหลัง ขับใช้งานได้ปกติ แต่ถ้าคนไม่เคยใช้ PEUGEOT อาจจะงงกับระบบอยู่สักหน่อย สนใจเป็นเจ้าของ คลิกเลย
VOLVO รุ่น 940 GL ตัวถังขนาดใหญ่ หรูหรามากในยุคอดีต ปัจจุบันหลายคันขายหลักหมื่นบาท
VOLVO รุ่น 940 GL
ถ้าพูดถึงเรื่องความปลอดภัย หนึ่งในแบรนด์ดังต้องนึกถึง VOLVO โดยเฉพาะรุ่น 940 GL ผลิตปี 1993 ตัวถังเหล็กคุณภาพดี ห้องโดยสารโอ่อ่า ในอดีตค่อนข้างหรู ถูกใช้เป็นรถระดับผู้บริหาร นอกจากนี้ยังมีห้องเครื่องขนาดใหญ่ สามารถวางเครื่องใหม่ใส่ได้แทบทุกรุ่น
940 GL ขึ้นชื่อเรื่องความแข็งแกร่งของตัวถัง พบรถรุ่นนี้บนท้องถนนส่วนใหญ่สภาพดี ไม่ค่อยมีผุหรือสนิมกิน การันตีเรื่องความทรหด สำหรับราคาถูกสุดบนเว็บ Kaidee ขายราคาเบาๆ เพียง 32,500 บาท ติดตามรายละเอียด คลิกเลย
TOYOTA COROLLA รหัสตัวถัง KE30 ยิ่งนานวันก็ยิ่งได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ
TOYOTA รุ่น COROLLA รหัสตัวถัง KE30
บรรพบุรุษของ COROLLA ระดับตำนาน ยิ่งนาน รถยิ่งสวย สำหรับรหัสตัวถัง KE30 เปิดตัวและจำหน่ายตั้งแต่ยุคปี 1970 ซีดานตัวถังขนาดเล็ก ตามแบบฉบับรถญี่ปุ่นยุคอดีต รุ่นนี้นักสะสมเริ่มนิยม สภาพสวยจัดราคาแพงหลักแสน ถ้าเป็นสภาพผ่านใช้ราคาวิ่งวนอยู่ในหลักหมื่น
COROLLA รหัส KE30 สภาพพอสวยจริงไม่จกตา ในเว็บของเราเปิดราคาไว้ถูกมาก เพียง 33,000 บาท ซื้อราคานี้ได้ทั้งรถพร้อมใช้งาน แถมเครื่องดีไม่มีปัญหา เจ้าของปัจจุบันเปลี่ยนคาบูเรเตอร์ใหม่ให้แล้ว เอกสารครบ ภาษีเต็ม รถพร้อมโอน คลิกเลย
MITSUBISHI รุ่น LANCER GLXI ตัว E-CAR รถสภาพเดิมหายากมาก
MITSUBISHI รุ่น LANCER GLXI โฉม E-CAR
อีกหนึ่งรุ่นที่มีขายเยอะมาก ในตลาดรถมือสองราคาถูกสุด MITSUBISHI รุ่น LANCER GLXI หรือที่เรียกกันว่า E-CAR ผลิตและจำหน่ายปี 1991 คนไทยนิยมมาก รถทั้งแรงและมีความอึด ผ่านมาหลายสิบปีรูปทรงก็ยังดูทันสมัย แต่รถสภาพเดิมๆ หายาก ส่วนใหญ่คนไทยนิยมนำไปแต่ง ทั้งเน้นสวยซิ่งแบบทั่วไป หรือ แปลงโฉมให้ละม้ายคล้าย EVOLUTION
สภาพดีมีขายเยอะ ราคาเริ่มหลักหมื่นถึงหนึ่งแสนต้น ถูกและคุณภาพดีเราคัดมาตามโจทย์ได้คันนี้ ราคาเต็ม 35,000 บาท เป็นรถบ้านมือเดียว สภาพดี พอสวย รถเดิมทั้งคัน ไม่ติดแก๊ส ต่อภาษีทุกปีไม่เคยขาด เครื่องเงียบ แอร์เย็น ของเหลวเพิ่งถ่าย พูดคุยถูกใจคนขายอาจมีทอนให้ คลิกเลย
ทั้งหมดนี้ เป็นรถเก๋งราคาไม่เกิน 35,000 บาท ซึ่งนับเป็นรถที่มีราคาต่ำสุดแทบจะในท้องตลาด ทุกคันผ่านการใช้งาน มีอายุยาวนานร่วม 30 ปี สนใจอยากซื้อต้องพิจารณาดูหลายปัจจัย เพื่อความคุ้มค่าสูงสุด อยากซื้อใช้เอง ดีเพราะราคาจับต้องได้ แต่ต้องดูรถเป็นและเข้าใจสภาพเรื่องการบำรุงรักษา แต่ถ้าซื้อเก็บเพื่อเก็งราคาไม่แนะนำ เพราะคนละประเภทกับกลุ่มรถคลาสสิค
นอกจากนี้ ยังมีรถมือสองราคาถูกสุด ให้เลือกซื้ออีกเพียบ สนใจรถสภาพดี การันตีมีให้เลือกเยอะมาก เลือกซื้อได้ที่ Kaidee Auto เท่านั้น
May 11, 2021 | บทความยานยนต์
มาถึง “ปีวัวทอง” ทั้งที จะซื้อรถให้ดี ต้องเฮง ต้องปัง!! ด้วยฤกษ์ออกรถ 2564 กันเสียหน่อย ไหนใครอยากเงินไหลมาเทมา หรือสายคลั่งดวงอย่าช้า ต้องเข้ามาอ่านที่นี่เลย รวมมาให้ครบกับทุก ๆ ฤกษ์ที่ต้องการได้เพียงไม่กี่นาทีเท่านั้น!! วันนี้เทพพยากรณ์แห่ง Kaidee Auto จะมาขอบอกดวงให้ทุก ๆ คนเอง ปิ๊ง ๆ ⭐⭐⭐
[ ฤกษ์ออกรถ 2564 ประจำวันเกิด ]
พร้อมกันแล้วหรือยัง?? ที่จะมาดูว่าฤกษ์ออกรถ 2564 ของคนประจำวันเกิดตั้งแต่วันจันทร์ – วันอาทิตย์ จะซื้อรถทั้งทีจะต้องรู้ลึก รู้จริง วันไหนดี วันไหนไม่ดี ถ้าไม่ดีต้องห้ามออกรถ!!! ถ้ารู้แบบนี้ก็ไปอ่านกันเลยยยยย
ปล. วันออกรถที่ว่า คือวันแรกที่นำออกจากศูนย์ ไม่รวมวันที่ไปดูและทดลองขับ (ไม่งั้นดูกันตาแตกแน่จ้า~)
คนเกิดวันจันทร์
วันออกรถที่ดี : จันทร์ ศุกร์ เสาร์
วันออกรถที่ไม่ดี : พฤหัสบดี อาทิตย์
คนเกิดวันอังคาร
วันออกรถที่ดี : อังคาร พฤหัสบดี ศุกร์ เสาร์
วันออกรถที่ไม่ดี : จันทร์ อาทิตย์
คนเกิดวันพุธ (กลางวัน🌞)
วันออกรถที่ดี : จันทร์ ศุกร์
วันออกรถที่ไม่ดี : อังคาร
คนเกิดวันพุธ (กลางคืน🌜)
วันออกรถที่ดี : จันทร์ ศุกร์
วันออกรถที่ไม่ดี : อังคาร พุธ (กลางวัน)
คนเกิดวันพฤหัสบดี
วันออกรถที่ดี : จันทร์ ศุกร์
วันออกรถที่ไม่ดี : เสาร์
คนเกิดวันศุกร์
วันออกรถที่ดี : จันทร์ อังคาร ศุกร์ อาทิตย์
วันออกรถที่ไม่ดี : พุธ (กลางคืน🌜) เสาร์
คนเกิดวันเสาร์
วันออกรถที่ดี : จันทร์
วันออกรถที่ไม่ดี : พุธ (กลางวัน🌞)
คนเกิดวันอาทิตย์
วันออกรถที่ดี : จันทร์ พฤหัสบดี เสาร์ อาทิตย์
วันออกรถที่ไม่ดี : อังคาร ศุกร์
วันที่ไม่ควรออกรถเลย
ไม่ว่าจะเกิดวันไหนก็ตามวันที่ไม่ควรจะซื้อรถเลยคือ “วันพระ” เป็นอีกหนึ่งความเชื่อที่มีมาอย่างยาวนาน เพราะอาจจะทำให้ป่วยหรือไม่สบายได้ หรืออาจจะทำให้ศัตรูนั้นมีความอาฆาต (บรืออ น่ากลัว) ทางที่ดีก็ควรจะหลีกเลี่ยงวันพระเอาไว้เป็นดีที่สุด
[ ฤกษ์ออกรถ 2564 เมื่อไปรับรถออกจากโชว์รูม ]
ขอบอกก่อนเลยว่าแค่ฤกษ์ออกรถสำหรับวันเกิดนี้ยังไม่พอจริง ๆ มาลงถึงรายละเอียดอื่น ๆ กันต่อเลยดีกว่า เรื่องต่อไปนี้ยิ่งกว่าวันที่ควรออกรถเสียอีก แม้แต่เรื่องนำรถออกจากโชว์รูมเราก็มีมากให้ หากซื้อรถมาแล้วรู้ว่าไปรับรถวันไหน ก็ควรเช็คเวลาให้ดีว่าจะไปรับเวลาไหนที่จะดวงดีแบบ อื้ม~ ปัง!!!
วันจันทร์
ช่วงเวลานำรถออกในวันจันทร์ : ช่วงเวลาที่ควรนำรถออกจากโชว์รูมคือเวลา 08.25 น. – 10.48 น. และช่วงเวลา 15.37 น. – 18.00 น.
ตัวเลขยามอุบากอง : สี่ศูนย์ เป็นฤกษ์ดี และ สองศูนย์ จะให้โชคลาภและเสน่ห์
วันอังคาร
ช่วงเวลานำรถออกในวันอังคาร : ช่วงเวลาที่ควรนำรถออกจากโชว์รูมคือเวลา 10.49 น. – 13.12 น. และ ช่วงเวลา 06.01 น. – 08.24 น.
ตัวเลขยามอุบากอง : สี่ศูนย์ เป็นฤกษ์ดีพอใช้ สองศูนย์ ช่วงเวลาพอใช้ได้
วันพุธ
ช่วงเวลานำรถออกในวันพุธ : ช่วงเวลาที่ควรนำรถออกจากโชว์รูมคือเวลา 13.13 น. – 15.36 น. และ ช่วงเวลา 08.25 น. – 10.48 น.
ตัวเลขยามอุบากอง : สี่ศูนย์ เป็นฤกษ์ปานกลาง สองศูนย์ มีโอกาสให้ลาภ
วันพฤหัสบดี
ช่วงเวลานำรถออกในวันพฤหัสบดี : ช่วงเวลาที่ควรนำรถออกจากโชว์รูมคือเวลา 15.37 น. – 18.00 น. และช่วงเวลา 10.49 น. – 13.12 น.
ตัวเลขยามอุบากอง : สี่ศูนย์ มีโชคลาภดี สองศูนย์ ฤกษ์ยามปลอดภัย
วันศุกร์
ช่วงเวลานำรถออกในวันศุกร์ : ช่วงเวลาที่ควรนำรถออกจากโชว์รูมคือเวลา 06.01 น. – 08.24 น. และช่วงเวลา 13.13 น. – 15.36 น.
ตัวเลขยามอุบากอง : สี่ศูนย์ ฤกษ์ดีมาก สองศูนย์ ให้โชคลาภ
วันเสาร์
วันนี้เป็นวันหนึ่งที่พิเศษกว่าวันอื่น ๆ เพราะเป็นวันที่ ห้าม!! เอารถออกจากโชว์รูมอย่างเด็ดขาด เพราะตามหลักโหราศาสตร์เป็นวันแรงตามโบราณ ควรหลีกเลี่ยง
วันอาทิตย์
สำหรับคนเกิดวันอาทิตย์ : ช่วงเวลาที่ควรนำรถออกจากโชว์รูมคือเวลา 06.01 น. – 08.24 น. และช่วงเวลา 13.13 น. – 15.36 น.
ตัวเลขยามอุบากอง : ถ้าหากสามารถออกรถในช่วงเวลามี่มีตัวเลข 4 และ 0 จะเป็นฤกษ์ที่ดี ส่วนตัวเลข 2 และ 0 จะช่วยในเรื่องของโชคลาภ
[ พิธีการและสิ่งที่ต้องเตรียมในวันออกรถ ]
สิ่งที่ต้องเตรียม
พระพุทธรูปองค์เล็ก ๆ หรือเหรียญพระ ธูปจำนวน 9 ดอก พวงมาลัยดอกไม้ 3 พวง ของไหว้ (ผลไม้ต่าง ๆ) สายสิญจน์
ขั้นตอนการทำพิธี
นำพระพุทธรูปองค์เล็ก ๆ หรือเหรียญพระเตรียมเอาไว้ มาเก็บเอาไว้บนรถ นำพวงมาลัยพวงแรกมาไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์บริเวณโดยรอบ (โชว์รูม) ก่อน นำพวงมาลัยพวงที่สองมาพร้อม ๆ กับธูปจำนวน 9 ดอก และของไหว้ มาทำพิธีตามความเชื่อในเรื่องของแม่ย่านาง ที่เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำยานพาหนะ โดยมีบทสวดดังนี้
– บทถวายของไหว้แม่ย่านาง –
“ สุทินนัง วัตถุทานัง อาสะวะ ขะยาวะหัง โหตุ
ทุติยัมปิ สุทินนัง วัตถุทานัง อาสะวะ ขะยาวะหัง โหตุ
ตะติยัม สุทินนัง วัตถุทานัง อาสะวะ ขะยาวะหัง โหตุ ”
ลูกขอถวายสิ่งของเหล่านี้แก่แม่ย่านางรถ ขอท่านจงรับซึ่งสิ่งของเหล่านี้ เพื่อประโยชน์และความสุขแก่ลูกทั้งหลายด้วยเทอญ สาธุ (แล้วจึงอธิษฐาน)
– บทลาของถวายแม่ย่านาง –
ตั้งนะโม 3 จบ
“ พุทธังลา ธัมมังลา สังฆังลา ”
ข้าพเจ้าขอลาสิ่งของเหล่านี้ให้เป็นทานต่อไป เพื่อเป็นยารักษาโรค อย่าให้เกิดโทษเลย
“ นะ เสสัง มังคะลา ยาจามะ ”
สรุปฤกษ์ออกรถ 2564
เป็นยังไงล่ะ!! กับฤกษ์การออกรถในปีนี้ ใครกำลังจะซื้อรถลองมาอ่านบทความนี้เพื่อตรวจสอบว่าควรจะซื้อวันไหนดี เพื่อเพิ่มดวงดีและโชคลาภ รวมไปถึงเรื่องความปลอดภัยในการขับขี่ มาครบจบในบทความเดียว!!
เมื่อรู้ว่าฤกษ์ที่ดี ฤกษ์ที่ปัง!! คือวันไหนแล้ว ก็คงพร้อมแล้วใช่ไหมล่ะที่จะซื้อรถ หากคุณหาที่ซื้อรถคุณภาพดี ๆ ที่ไหนไม่ได้แล้วล่ะก็ เข้ามาหารถยนต์มือสองแจ่ม ๆ ได้เลยที่ Kaidee Auto แหล่งรวมรถยนต์มากมาย ที่รวมไลฟ์สไตล์ทุกการขับขี่
Mar 16, 2021 | บทความยานยนต์
เชื่อว่าหลายคนน่าจะเคยเห็นประเด็นเศรษฐกิจในประเทศไทย โดยเฉพาะในภาคของการส่งออกที่มีแนวโน้มรายได้จากการผลิตนี้มีตัวเลขที่ลดลงอย่างน่าตกใจ โดยเฉพาะในภาคส่วนของอุตสาหกรรมยานยนต์ที่ประเทศไทยเคยครองตลาดใหญ่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หรือ ASEAN มาตลอด
สมญานามที่ว่า “ดีทรอยต์แห่งเอเชีย” กำลังจะเลือนหายไป ?
นิยามประเทศไทยในสายตาประชาคมโลกคือเสือตัวที่ห้าของเอเชีย แต่ปัจจุบันตำแหน่งนั้นของไทยเริ่มสั่นคลอนขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ใช่เพียงแต่เรื่องของปัญหาทางการเมืองที่มีความคุกรุ่นมาตลอดหลายปีที่มีผลต่ออัตราการเจริญเติบโตของประเทศไทย
แต่ผลกระทบจากโรคระบาดอย่างโควิด-19 ก็เป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้อัตราการเติบโตและการตื่นตัวของผู้ลงทุนในไทยเริ่มถดถอยลงเรื่อย ๆ
แท้จริงแล้วประเทศไทยกำลังจะก้าวถอยหลังอยู่หรือเปล่า ?
ผลกระทบเช่นนี้จะส่งผลให้คนไทยมีเงินเดือนที่สวนทางกับค่าครองชีพมากขึ้นหรือเปล่า ?
ฐานการผลิตหายไปจะส่งผลให้ประเทศหยุดเจริญ ?
สิ่งเหล่านี้คือคำถามที่เราจะต้องมาหาคำตอบในบทความนี้กัน
สาเหตุที่ทำให้เกิดการย้ายฐานผลิต
ถ้าพูดตามหลักความจริงว่า การย้ายฐานผลิตออกจากประเทศไทยเป็นเรื่องที่ไม่น่าตกใจสักเท่าไร เนื่องด้วยสภาวะทางเศรษฐกิจและการเมืองของไทยค่อนข้างจะอยู่ในจุดที่ “ย่ำแย่” จนไม่ว่าจะมองจากมุมไหน นักลงทุนก็ไม่อาจวางใจกับสภาวะในตอนนี้ได้เลย
แม้ประเทศไทยนั้นจะเจอกับภัยพิบัติอย่างน้ำท่วมค่อนข้างบ่อย แต่รู้หรือไม่ว่าผลกระทบจากส่วนนั้นกลับเป็นปัจจัยที่น้อยมากกับการตัดสินใจลงทุนเพื่อสร้าง อุตสาหกรรม ของนักลงทุนต่างชาติ เหตุผลโดยส่วนใหญ่ที่ทำให้ย้ายฐานการลงทุน มาจากปัจจัยเรื่องของเงินและความคุ้มค่าในการลงทุน รวมถึงสนธิสัญญาต่าง ๆ ที่ทำมาเพื่อเอื้อประโยชน์ให้แก่ผู้ทำสัญญานั้น
ดังนั้นสาเหตุหลักที่ทำให้ผู้ลงทุนโดยเฉพาะผู้ลงทุนด้านอุตสาหกรรมยานยนต์ เริ่มเบนเข็มการลงทุนจากประเทศไทยไปสู่ประเทศเพื่อนบ้าน ยกตัวอย่างเช่น ประเทศเวียดนาม ประเทศอินโดนีเซีย หรือ ประเทศมาเลเซีย ก็มาจากความคุ้มค่าของเงินที่ต้องจ่ายออกไป
หลังจากที่หลายประเทศเริ่มมีนโยบายย้ายฐานผลิตจากจีน หลากหลายประเทศโดยเฉพาะประเทศญี่ปุ่นที่เป็นผู้ลงทุนหลักของประเทศกำลังพัฒนาในแถบตะวันออกเฉียงใต้ พอโอกาสมาถึงใครก็ต้องคว้าไว้ ดั่งสำนวนสุภาษิตไทยที่ว่า น้ำขึ้นให้รีบตัก เพราะถ้าคุณไม่ตัก โอกาสนั้นอาจหายไปในแทบจะทันที
เช่นเดียวกันกับผู้ลงทุนยักษ์ใหญ่ของเอเชียที่เมื่อทาง European Union (EU) หรือสหภาพยุโรปได้รุดหน้าการทำข้อตกลงการค้าเสรีกับหลาย ๆ ประเทศ เพื่อเป็นที่พึ่งพิงให้แก่ประเทศที่ต้องการย้ายฐานผลิตออกจากประเทศจีน
โดยหนึ่งในประเทศที่ถูกการรุดหน้าทำสัญญานี้คือ ประเทศ “เวียดนาม” ซึ่งแน่นอนว่าสนธิสัญญานี้ทำให้ฝ่ายเวียดนามค่อนข้างได้เปรียบกับกำแพงภาษีของการส่งออกที่ไม่มี ทำให้เวียดนามสามารถส่งออกผลิตภัณฑ์ได้มากยิ่งขึ้น
นี่จึงเป็นโอกาสสำหรับผู้ลงทุนที่กำลังมองหาสถานที่สร้าง “อาณาจักร” แห่งการผลิตที่ใหม่ สำหรับการหารือทางการค้นระหว่างสหภาพยุโรป (EU) และ ประเทศเวียดนาม ได้เริ่มขึ้นในปี 2012 และสิ้นสุดการให้คำสัตยาบันระหว่างกันในปลายปี 2015
เมื่อเข้าสู่ข้อตกลงการค้าเสรีหรือ EU Vietnam Free Trade Agreement (EVFTA) เวียดนามจึงกลายเป็นประเทศที่จัดอยู่ในกลุ่ม Rising Star สำหรับนักลงทุนอย่างมาก เพราะนอกจากจะมีแรงงานที่เพียงพอต่อการผลิตแล้ว ยังมีค่าแรงที่ถูกกว่าประเทศรอบข้างในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อีกด้วย
นอกจากนี้ตัวข้อตกลงเองก็มีหลักสำคัญอย่างการ “ส่งออกปลอดภาษี” ที่ทำให้เหล่าผู้ลงทุนสนใจมากกว่าเดิม เมื่อกำแพงภาษีหายไป การควบคุมราคาการผลิตและราคาสินค้าก็สามารถทำได้มากขึ้น ทั้งนี้ยังควบคุมไปถึงปัจจัยทางด้านกำไรที่เพิ่มขึ้นกว่าเดิมโดยใช้เงินทุนที่อาจจะต่ำกว่าเดิมเสียด้วยซ้ำ
“นี่คือบ่อเงินบ่อทองแห่งใหม่ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้”
ทรัพยากรที่เพียบพร้อมทั้งคนและทรัพยากรธรรมชาติช่วยสร้างความตื่นตัวให้แก่เหล่านายทุนเป็นอย่างมาก อย่างตัวอุตสาหกรรมยานยนต์ของประเทศญี่ปุ่น ที่ก่อนหน้านี้มีฐานผลิตอยู่ในประเทศไทยเป็นหลัก เรียกได้ว่าถ้าพูดถึง ชิ้นส่วนของยานยนต์ ต้องนึกถึงฐานผลิตที่ประเทศไทย
ถึงอย่างนั้นก็ตาม ข้อตกลงการค้าเสรีระหว่างสหภายุโรป-เวียดนาม (EVFTA) เลยทำให้ฐานะของ อันดับ 11 ของโลกในเรื่องการผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ของประเทศไทยเริ่มสั่นคลอน โดยเฉพาะในสภาวะการเมืองที่ระส่ำระสาย ไม่สามารถสร้างความมั่นใจให้แก่นักลงทุนได้ นักลงทุนหลักอย่างประเทศญี่ปุ่นก็เริ่มปิดตัวและย้ายฐานผลิตไปตาม ๆ กัน
ในไม่ช้า ผู้ลงทุนในไทยก็จะเริ่มมีตัวเลขที่ถดถอยลง ยิ่งกับอุตสาหกรรมยานยนต์ที่พูดได้เลยว่า ประเทศไทยก้าวมาสู่จุดที่เป็น “อุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์” จากจุดเดิมที่เป็น “การส่งออกเกษตรกรรม” ก็มาจากเหล่านักลงทุนรถยนต์สัญชาติญี่ปุ่นทั้งหลาย เมื่อตัวเลขของการลงทุนหายไป ไม่ต้องคาดเดาเลยว่า จะสร้างความเสียหายและผลกระทบขนาดไหนให้กับประเทศไทย
แต่นี่อาจเปลี่ยนไป หากประเทศไทยได้ลงนามกับข้อตกลงการค้าเสรีกับสหภาพยุโรป ?
ทว่าโอกาสนั้นกลับได้ผ่านประเทศเราไปแล้ว เพราะด้วยการรัฐประหารเมื่อ พ.ศ.2557 ที่ทำให้หลายประเทศทั่วโลกเลือกที่จะคว่ำบาตรทางการค้ากับไทย แม้จะมีกระแสที่ดีขึ้นในช่วงหลังการเลือกตั้ง ทว่าเมื่อนักลงทุนทั้งหลายเริ่มย้ายฐานไปปักหลักที่เวียดนามแล้ว การทำข้อตกลงอาจไม่ได้มีผลดีอีกต่อไปก็ได้
แนวโน้มที่จะเกิดขึ้นกับภาคเศรษฐกิจและประชาชน
การย้ายฐานผลิตย่อมต้องส่งผลกระทบต่อภาคเศรษฐกิจและภาคประชาชนอย่างไม่ต้องสงสัยเลยทีเดียว เพราะการลงทุนของนายทุนอัตราส่วนใหญ่ในประเทศไทย คือการลงทุนในภาคอุตสาหกรรมโดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์
เมื่อเกิดการย้ายฐานผลิตจากประเทศหนึ่งสู่อีกประเทศหนึ่ง รายได้ที่เคยรับเข้ามาในประเทศไทยก็ลดหายไปอย่างน่าตกใจ อัตราการจ้างงานแรงงานลูกจ้างที่ใช้ในวงการอุตสาหกรรมยานยนต์ก็จำต้องถูกเลย์ออฟ (เลิกจ้าง) อย่างช่วยไม่ได้
ยิ่งในสภาวะของโควิด-19 ที่การจ้างงานจะถูกฟรีซไว้ไม่ให้รับพนักงานเพิ่ม เพราะเป็นการสร้างภาระทางการเงินเพิ่มเติมให้แก่บริษัท ทั้งตัวบริษัทยังไม่สามารถสร้างกำไรเพิ่มเติมจากการส่งออกได้เท่าที่เคยเป็น นอกจากสภาวะเศรษฐกิจและการขนส่งที่หยุดชะงักแล้ว ปัจจัยทางสภาพสังคมอย่างการเมืองก็มีส่วนทำให้นักลงทุนตัดสินใจเบนเข็มไปยังประเทศที่มี “สถานะ” มั่นคงและสร้างความมั่นใจได้มากกว่าอยู่แล้ว
อย่างที่ทุกคนรู้กันกว่า สภาพเศรษฐกิจที่ย่ำแย่แบบนี้ ประเทศไทยไม่สามารถหาเงินได้จากภาคการส่งออก หรือ การท่องเที่ยวจากชาวต่างชาติได้อย่างเคย เม็ดเงินที่เคยหมุนเวียนได้ ก็ลดหายไป จนเข้าสู่สภาพฝืดเคือง ยิ่งภาคเอกชนที่เป็นนายทุนต่างชาติ ย้ายฐานผลิตออกไปที่ประเทศเวียดนาม
คงไม่ต้องเดาว่า ความเจริญที่ประเทศไทยเคยมีเพราะเงินทุนหมุนเวียนจะหายไปหรือไม่ เราอาจจะกลับมาเจริญได้ แต่นั่นต้องมาจากการ “กู้เงิน” ซึ่งปลายทางของไทยก็อาจเป็นเช่นเดียวกับประเทศกรีซและเวเนซุเอลาที่ล้มละลายไปในไม่กี่ปีที่ผ่านมา
ดังนั้นหากถามว่าคนไทยจะจนกว่าเดิมหรือไม่ ตรงนี้อาจมีผู้ที่ตกงานเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน แต่การปรับเปลี่ยนวิถึชีวิตของคนไทย เช่น การกลับมาให้ค่าการเกษตรกรรมมากขึ้นและเน้นการสร้างผลผลิตเพื่อสร้างรายได้หมุนเวียนในประเทศไทยให้มากขึ้น อาจเป็นหนึ่งในทางรอดของประเทศไทยในตอนนี้
การสร้างสภาพคล่องทางการเงินให้ตนเองตอนนี้คือหนึ่งในสิ่งที่หลายคนเริ่มหันมามองว่าควรทำอย่างไรให้ประกอบอาชีพได้อย่างมั่นคง และลงทุนครั้งเดียวแต่คุ้ม อย่างที่ทุกคนรู้กันว่าในยุคโควิด-19 แบบนี้มีธุรกิจประเภทหนึ่งที่กลับเติบโตจนเรียกได้ว่า “ทำแล้วมีงานมีเงิน” ก็คือธุรกิจขนส่งและเดลิเวอรี่ ขอแค่คุณมีรถยนต์หรือรถมอเตอร์ไซค์เป็นของตนเองก็สามารถหางานได้แล้ว บอกตรงนี้เลยว่า งานหายาก แต่งานเดลิเวอรี่และรับส่งผู้โดยสาร ไม่ได้หายากอย่างที่คิดแน่นอน ลองเปิดใจให้กับงานประเภทนี้ดูกันนะคะ
ค้นหารถยนต์และรถมอเตอร์ไซค์มือสองที่ช่วยลดต้นทุนของเครื่องมือประกอบอาชีพของคุณได้มากกว่าครึ่ง ได้ที่ Kaidee แล้ววันนี้ อย่ารอเลยค่ะ เพราะประเทศไทยตอนนี้ไม่มีความแน่นอนเท่าไรนัก หากทำงานอะไรได้ก็ควรคว้าไว้ก่อน
ดังนั้นการลงทุนครั้งนี้ย่อมไม่เสียเปล่า
Feb 22, 2021 | บทความยานยนต์
ปัจจุบันกระแสรถยนต์อย่างรถยนต์ไฟฟ้าและรถยนต์ไฮบริดนั้นกำลังมา ซึ่งเป็นที่พูดถึงกันอย่างมากในเรื่องประหยัดพลังงานน้ำมัน อีกทั้งยังช่วยลดมลพิษให้แก่โลกได้อีกด้วย แต่ด้วยเทคโนโลยีนี้เป็นสิ่งที่แปลกใหม่ ทำให้ใครหลาย ๆ คนอาจจะยังไม่กล้าที่จะตัดสินใจมาเลือกซื้อเท่าไรนัก
ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ดี ก่อนที่คุณจะเลือกซื้อ ผมขอแนะนำให้คุณมาลองอ่านบทความนี้เสียก่อนว่า รถยนต์ทั้งสองประเภทที่เรานั้นได้ยินกันมาตลอดในยุคสมัยนี้ ความเป็นจริงแล้วมันช่วยโลกจริงหรือเปล่า ถ้าจริงมันช่วยอย่างไร หรือถ้าไม่ มันจะส่งผลอย่างไรบ้าง??
มาทำความรู้จักรถ Hybrid และรถยนต์ไฟฟ้ากันก่อนดีกว่า
รถยนต์ไฮบริดคืออะไร รถยนต์ Hybrid Car หรือชื่อเต็ม ๆ ก็คือ Hybrid Electric Vehicle (HEV) นั้นเป็นเทคโนโลยีของรถยนต์ที่ผสมผสานการทำงานระหว่างน้ำมันและระบบไฟฟ้า ซึ่งภายในของรถจะมีมอเตอร์ไฟฟ้าและเครื่องยนต์ในการเสริมกำลังขับเคลื่อน ซึ่งรถยนต์ประเภทนี้ยังคงต้องเติมน้ำมันเพื่อเป็นเชื้อเพลิงอยู่ดี แต่จะนำพลังงานไฟฟ้ามาใช้ในบางจังวะ
รถยนต์ไฟฟ้าคืออะไร รถยนต์ไฟฟ้าหรือ EV คือรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าจากแบตเตอรี่เพียงอย่างเดียว ง่าย ๆ ก็คือใช้พลังงานไฟฟ้า 100% นั่นเอง ซึ่งจะเติมพลังงานไฟฟ้าด้วยการชาร์จไฟ ซึ่งใช้เวลาประมาณ 6-8 ชั่วโมง แต่ถ้าชาร์จกับปั้มน้ำมันที่มีแท่นชาร์จเร็วจะใช้เวลาเพียง 2-4 ชั่วโมงเท่านั้น
แล้วรถไฟฟ้ามันชาร์จยังไง?
การชาร์จรถยนต์ไฟฟ้านั้นมีให้เลือกเติมได้อยู่ 2 วิธี
Normal Charge (AC) เป็นการชาร์จแบบธรรมดา แบบที่ติดตั้งกันตามบ้าน หรือห้างสรรพสินค้า ซึ่งจะใช้เวลาชาร์จประมาณ 4-7 ชั่วโมงQuick Charger (DC) เครื่องชาร์จแบบเร็วที่จะทำให้รถยนต์พลังงานไฟฟ้าสามารถเติมได้เต็มได้ภายในระยะเวลาสั้น ๆ ประมาณ 40-60 นาที เท่านั้น
รถยนต์ไฟฟ้านั้นช่วยโลกจริงหรือ??
ถ้าพูดในเรื่องของความรักษ์โลกแล้ว มองดูผิวเผินรถยนต์ไฟฟ้านั้นดูเหมือนจะช่วยโลกได้อย่างมหาศาล เดี๋ยวเราจะมาดูกันว่าก่อนเลยว่าทั้งรถยนต์ไฮบริดและรถยนต์ไฟฟ้ามันช่วยโลกในด้านไหนกันบ้าง และช่วยได้อย่างไร
ความรักษ์โลก
มาเริ่มกันที่ความรักษ์โลกของรถยนต์ไฮบริดและไฟฟ้าก่อนเลย อย่างที่รู้ ๆ กันว่ารถยนต์ทั้งสองประเภทนี้มีความรักษ์โลกอยู่แล้ว ซึ่งจะมีด้านไหนบ้าง ไปดูกันเลย!!
ด้วยความที่รถยนต์ไฟฟ้านั้นไม่ได้ใช้พลังงานจากน้ำมัน ส่วนในรถยนต์ไฮบริดก็ใช้น้ำมันไม่มากเท่าไรนัก ทำให้ลดการเกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ปล่อยออกมาจากท่อไอเสีย หนึ่งในสาเหตุใหญ่ที่ก่อให้เกิดภาวะโลกร้อนอย่างในปัจจุบัน
เนื่องจากรถยนต์นั้นใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ในการขับเคลื่อนมอเตอร์ไฟฟ้า ทำให้ไม่มีการเผาไหม้ของเชื้อเพลิง จึงทำให้ลดการใช้ของเหลวที่ใช้งานร่วมกับเครื่องยนต์ลงไป ไม่ว่าจะเป็น น้ำมันเครื่อง น้ำมันเบรก หรือแม้กระทั่งน้ำมันที่ใช้เติมรถยนต์ ทำให้ปล่อยก๊าซที่ส่งผลมลพิษทางอากาศแทบจะเท่ากับศูนย์เลยก็ว่าได้
แต่ในความรักษ์โลก มันก็ทำลายโลกเช่นเดียวกัน
แน่นอนว่าด้วยระบบเครื่องยนต์และแบตเตอรี่ของทั้งรถยนต์ไฮบริดและรถยนต์ไฟฟ้านั้นจะช่วยในเรื่องของการลดมลพิษทางอากาศได้เป็นอย่างมาก แต่คุณรู้กันหรือไม่?? จริง ๆ แล้วเครื่องยนต์และแบตเตอรี่เหล่านี้ก็ทำลายโลกไปพร้อม ๆ กัน ซึ่งสาเหตุก็มีดังนี้
ทำลายโลกจากการผลิตแบตเตอรี่
ภัยร้ายที่แท้จริงของรถยนต์เหล่านี้นั้นมาจากตรงนี้เลย ด้วยกระบวนการของการผลิต เพราะแบตเตอรี่และมอเตอร์ไฟฟ้านั้น มีส่วนสำคัญที่ส่งผลให้เกิดมลพิษอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็น อลูมิเนียม ทองแดง นิคเคิล เป็นต้น
นอกจากนี้ส่วนประกอบสำคัญอย่างมากนั่นก็คือ “ลิเทียม” และ “คาร์บอเนต” ซึ่งการที่จะได้มาของสารทั้งสองชนิดนี้จะต้องสกัดจากน้ำเค็มและน้ำจืด และอาจส่งผลให้ใช้น้ำจืดมากเกินไปในการผลิต
ความจริงของไฟฟ้าที่นำมาเป็นพลังงาน
หากมองในมุมที่กลับกัน ไฟฟ้านั้นผลิตจากอะไรล่ะ?? อีกหนึ่งภัยร้ายที่คุณอาจไม่รู้ พลังงานไฟฟ้าบนโลกใบนี้ ไม่ได้มีที่มาเฉพาะแค่เขื่อนที่นำน้ำมาปั่นเป็นกระแสไฟฟ้า แต่ยังรวมไปถึงโรงไฟฟ้าถ่านหิน ที่เมื่อผลิตแล้วจะสร้างคาร์บอนไดออกไซด์ที่สูงกว่าการใช้รถแบบน้ำมันถึง 2 เท่า ปล่อยออกมาทางอากาศสูงมาก ดังนั้นยิ่งโลกเรามีรถยนต์พลังงานไฟฟ้ามากเท่าไร การผลิตไฟฟ้าก็ต้องยิ่งใช้ถ่านหินมากขึ้น ยิ่งสร้างมลพิษเพิ่มขึ้นไปอีก
อายุการใช้งานของแบตเตอรี่
ของทุกอย่างบนโลกนี้ ย่อมมีการเสื่อมสลายไปตามกาลและเวลา แบตเตอรี่ก็เช่นเดียวกัน เมื่อมีพังเกิดขึ้น ก็ย่อมต้องมีการผลิตมาเพื่อเปลี่ยนอย่างแน่นอน แสดงว่าต้องเพิ่มกำลังการผลิตแบตเตอรี่สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าตามไป
แต่รถยนต์ไฟฟ้านั้นก็มีข้อดีอย่างเห็นได้ชัดอยู่
ไม่ใช่ว่าการที่บอกเล่าถึงข้อมูลในเรื่องของความจริงในการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า คุณจะควรเลิกซื้อนะ เพราะอย่างไรก็ตาม หากคุณมองว่าท้ายที่สุดค่ายของรถยนต์ต่าง ๆ ยังไงก็ต้องผลิตเพื่อมาทำกำไรอยู่ดี ดังนั้นเราควรมองถึงประโยชน์ที่เราสามารถใช้ได้ในชีวิตประจำวันดีกว่า
ประหยัดค่าเชื้อเพลิง/พลังงาน
หากเทียบในระยะทางที่เท่า ๆ กันระหว่างรถยนต์ไฟฟ้ากับรถยนต์น้ำมันแล้ว การวิ่งของรถยนต์ไฟฟ้าต่อการชาร์จไฟหนึ่งครั้งนั้นจะวิ่งได้ประมาณ 300-400 กิโลเมตร (ขึ้นอยู่กับรุ่นและยี่ห้อ) ซึ่งการเติมหนึ่งครั้งนั้นใช้เงินเพียง 100-200 บาทเท่านั้น หากเทียบกับรถยนต์น้ำมันที่วิ่งในระยะทางที่เท่ากันแล้วจะต้องจ่ายสูงถึง 500-800 บาทเลยทีเดียว
ซึ่งรถยนต์ไฟฟ้ามีระบบตัดไฟให้อัตโนมัติเมื่อชาร์จแบตเต็มแล้ว รับรองได้ว่าไม่กินไฟแน่นอน
สมรรถนะ
ไม่พูดไม่ได้เลย สมรรถนะในเรื่องของการเร่งเครื่องนั้น ต้องบอกเลยว่าดีกว่ารถยนต์น้ำมันอย่างแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการทำรอบเครื่องให้ถึงแล้วจึงเปลี่ยนเกียร์เข้ามาเกี่ยว ทำให้คุณนั้นสามารถเร่งเครื่องได้ดั่งใจที่ต้องการ
ค่าบำรุงรักษา
ด้วยความที่รถยนต์ไฟฟ้านั้นไม่มีเครื่องยนต์ อย่างแรกที่เราไม่เสียค่าใช้จ่ายก็คือค่าน้ำมันที่ต้องเติมในส่วนต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น ค่าน้ำมันเครื่อง ค่าน้ำมันเบรก เป็นต้น ซึ่งแค่นี้ก็สามารถประหยัดไปได้มหาศาลแล้ว
หากใครที่มองหารถยนต์ที่ประหยัดน้ำมัน หรือมีความรักษ์โลกอยู่ในหัวใจแล้วล่ะก็ ผมขอแนะนำทางเลือกดี ๆ อย่าง Kaidee Auto ที่มีรถยนต์ทั้งไฟฟ้าและไม่ไฟฟ้า ให้คุณเลือกมากมาย ที่ตรงต่อความต้องการของคุณ
ปากกาขาว