คนซื้อรถมือสองควรรู้ เลือกซื้อยังไงให้ปัง ไม่ใช่พัง!

คนซื้อรถมือสองควรรู้ เลือกซื้อยังไงให้ปัง ไม่ใช่พัง!

ในปัจจุบันรถยนต์รุ่นใหม่ ๆ ได้เปิดตัวรถยนต์ภายใต้แบรนด์ของตัวเองมาเยอะมาก บางคนซื้อเพื่อใช้งานยาวหลายปี แต่บางคนซื้อมาใช้เพื่อขายต่อแล้วเปลี่ยนเป็นรุ่นใหม่ไปเรื่อย ๆ ด้วยเหตุผลที่ว่าต้องการรุ่นปีที่ใหม่ล่าสุดและทันสมัยอยู่ตลอด จึงทำให้ตลาดรถยนต์มือสองนั้นมีรถยนต์ที่นำมาขายเต็นท์รถเยอะมาก มีหลากหลายรุ่น หลากหลายแบรนด์ หลากหลายราคา 

ทำให้ตลาดรถยนต์มือสองคึกคัก เนื่องจากรถยนต์บางรุ่นห่างจากรุ่นใหม่เพียงแค่ 1 รุ่นก็มี บางรุ่นสภาพใหม่มาก ตัวเลขไมล์น้อย ซึ่งทำให้คนที่กำลังหารถยนต์มือสองอยู่มีตัวเลือกมากมาย แต่เพื่อน ๆ ทุกคนรู้หรือไม่ว่ารถยนต์มือสองบางคันอาจจะทำให้ดูใหม่ขึ้นมา เปลี่ยนชิ้นส่วนมาก็ได้ วันนี้เรามีวิธีการดูรถยนต์มือสอง ว่าก่อนซื้อควรดู ควรเช็กอะไรบ้าง จะได้ไม่ต้องเสียเวลา ไม่ต้องโดนหลอก มาดูกันเลย 

1. ตัวถังรถ

สิ่งแรกที่จะต้องเห็นก่อนเป็นอันดับแรก คือ ตัวรถยนต์ ให้สังเกตและเดินดูด้วยตาว่ารถอยู่ในสภาพที่ไม่มีรอยบุบ รอยยุบจากการกระแทกใด ๆ สีมีถลอกหรือไม่ มีอะไรที่ผิดสังเกต ถ้ามีตั้งแต่ข้อแรกนี้ ให้เปลี่ยนคันหรือเปลี่ยนเต็นท์รถได้เลย เพราะถ้ามีรถลักษณะแบบนี้แล้ว ให้คิดว่ารถยนต์คันอื่น ๆ ในเต็นท์นี้คงจะมีอีกแน่ ไม่น่าไว้วางใจที่จะซื้อและดูต่อในข้อที่ต่อไปแล้วนะครับ 

2. ชิ้นส่วนน็อต

น็อตคือสิ่งที่จะบ่งบอกได้เหมือนกันว่ารถได้ผ่านการปรับแต่ง ถอดชิ้นส่วนออกไปแล้วใส่กลับคืนมาบ้างหรือไม่ โดยจะสังเกตได้จากหลายจุด เช่น น็อตในฝากระโปรงรถ ข้างรถยนต์ เป็นต้น ถ้ามีการขันน็อต ตัวน็อตจะมีรอยของการถูกขันไว้ ให้ตีความได้เลยว่า รถยนต์คันนี้ผ่านการปรับเปลี่ยนมานั่นเองครับ 

3. เลขไมล์

สิ่งที่สำคัญอีกหนึ่งอย่างเลย คือ ตัวเลขการวิ่งของรถยนต์คันนี้ว่าวิ่งไปกี่กิโลเมตรแล้ว ซึ่งถ้าเลขไมล์เยอะ แสดงว่ารถคันนี้อาจจะใช้งานมาหนัก เครื่องอาจจะเสื่อมสภาพได้ อีกข้อสังเกต คือ ถ้ารถสภาพสมบูรณ์มาก ๆ แล้วเลขไมล์น้อย เป็นสิ่งที่ดี แต่ถ้าหากรถหลายปีแล้ว เลขไมล์น้อยแบบผิดสังเกต ให้ตีความได้เลยว่า รถอาจจะผ่านการกรอเลขไมล์มาได้ 

4. เครื่องยนต์ 

เป็นอีกหนึ่งสิ่งและเป็นหัวใจสำคัญของรถยนต์ทุกรุ่น ทุกยี่ห้อที่ต้องมีในการขับเคลื่อน แนะนำให้ตรวจและเช็กเครื่องยนต์อย่างละเอียดโดยการสตาร์ทรถยนต์ ดูการทำงานของเครื่องยนต์ว่ามีจุดไหนผิดปกติหรือไม่ และดูส่วนประกอบอื่น ๆ เช่น แบตเตอรี่ น้ำมันเครื่อง หม้อพักน้ำว่าถูกเปลี่ยนหรืออยู่ในสภาพสมบูรณ์หรือไม่ 

5. ระบบช่วงล่าง

จุดนี้อาจจะต้องใช้เครื่องยกรถยนต์ขึ้นเพื่อดูใต้ท้องรถว่ามีจุดไหนที่ผิดปกติหรือไม่ เช่น มีจุดรั่วซึมของเหลวตรงจุดไหนบ้างหรือเปล่า มีจุดฉีกขาดหรือโดนขูดไหม ระบบโช๊คอัพ ยางรถมีรอยแตกหรือไม่ เป็นต้น

6. ทดลองขับ 

ขั้นตอนที่สำคัญคงหนีไม่พ้นการได้ทดลองขับรถจริง ซึ่งจะทำให้ได้รู้ว่ามีสิ่งผิดปกติตรงจุดไหนบ้างจากการขับจริง มีเสียงตรงไหน ระบบช่วงล่างเป็นอย่างไร ระบบไฟฟ้าของรถยนต์เป็นอย่างไร อัตราเร่งเป็นอย่างไร หรือเครื่องยนต์กระตุกหรือไม่ ซึ่งขั้นตอนนี้เราจะสามารถตัดสินใจได้ทันทีที่เราได้ทดลองขับเสร็จ แนะนำให้ขับให้นานหน่อยนะครับ เพื่อที่จะได้ทดสอบรถยนต์จริง ๆ อาจจะมีอาการที่ผิดปกติแสดงออกมาตอนที่ได้ขับขี่อยู่นั่นเอง 

เป็นอย่างไรกันบ้างครับเพื่อน ๆ กับวิธีเช็กรถยนต์มือสอง ถ้าเพื่อน ๆ คนไหนกำลังจะซื้อรถยนต์มือสอง แล้วอยากได้รถที่ดี มีคุณภาพ แถมราคาที่ถูกกว่า ลองมาดูที่ Kaidee Auto ก่อนได้นะครับ เรามีรถยนต์มือสองสภาพดี มีคุณภาพ และราคาที่ดีมาก ๆ นัดดูรถและนำวิธีดูรถยนต์มือสองไปใช้ดูได้เลยนะครับ   

วิธีเลือกประเภทของรถยนต์ ซื้อแบบไหนเหมาะกับคุณที่สุด?

วิธีเลือกประเภทของรถยนต์ ซื้อแบบไหนเหมาะกับคุณที่สุด?

ถ้าพูดถึงประเภทของรถยนต์ในปัจจุบันที่มีหลากหลายประเภทให้เลือก ไม่ว่าจะเป็นประเภทกระบะ รถเก๋ง รถ SUV และรถตู้ เป็นต้น รถยนต์แต่ละประเภทย่อมตอบโจทย์การใช้งานที่แตกต่างกัน บางประเภทอาจจะตอบโจทย์ในด้านจุคนได้เยอะ เหมาะสำหรับครอบครัวหรือบางประเภทเหมาะสำหรับใช้ขนของ 

แต่หากว่าคุณกำลังจะเลือกซื้อรถยนต์สักคัน แต่ยังไม่รู้ว่าจะซื้อประเภทไหน ในบทความนี้จะบอกในสิ่งที่คุณอยากรู้และช่วยให้ตัดสินใจซื้อรถยนต์ได้แบบตอบโจทย์กับคุณแน่นอน 

ปัจจัยในการเลือกประเภทรถยนต์ที่เหมาะกับคุณที่สุด

การเลือกประเภทรถยนต์ที่เหมาะกับตัวเองนั้นไม่ยากเลย แต่จะมีหลายปัจจัยในการเลือก เช่น การใช้งาน จำนวนสมาชิกในครอบครัว เน้นการขับขี่ไปที่ไหน เน้นเรื่องประหยัดน้ำมัน เน้นเรื่องความสะดวกสบายในการใช้ การรับประกันหลังการขาย หรือจะเป็นเรื่องราคาและค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษา เป็นต้น 

หลาย ๆ ปัจจัยเหล่านี้จะทำให้เราตัดตัวเลือกและเลือกรถที่ตรงกับความต้องการของเราได้มากที่สุดครับ

รถยนต์แต่ละประเภทตอบโจทย์การใช้งานที่แตกต่างกัน

1. รถเก๋ง

รถเก๋ง หรือ Sedan รถที่เราได้เห็นเยอะที่สุดบนท้องถนน โดยรถเก๋งนั้นจะมีหลายขนาด หลายความจุ ให้เลือกหลากหลายแบรนด์ แล้วแต่ความชอบและกำลังซื้อของแต่ละคน

ซึ่งรถประเภทนี้ เหมาะสำหรับคนที่อยู่คนเดียวหรืออยู่เป็นครอบครัวก็ได้ ชอบความคล่องตัวในการเดินทาง สามารถจุของได้แบบพอดี แล้วแต่ขนาดของรถ ทุกอาชีพสามารถใช้ได้ โดยรถยนต์ประเภทรถเก๋ง หรือ Sedan ก็จะมีหลายประเภทย่อยให้เลือก ตั้งแต่ระดับ Eco Car ถึง ขนาดใหญ่หรูหรา 

รถ Eco Car

ขนาดเครื่องยนต์ 1.0 – 1.4 ลิตร เหมาะกับใครบ้าง?  

  • เหมาะกับคนที่มีสมาชิกในครอบครัว 1 – 4 คน 
  • เหมาะกับการขับขี่ใช้งานในเมืองมากที่สุดหรือออกต่างจังหวัดบางครั้ง 
  • ประหยัดน้ำมัน คล่องตัวในการขับขี่ 
  • ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาค่อนข้างเหมาะสม 
  • ช่วงราคาของรถเก๋ง ประเภท Eco car จะอยู่ในช่วง 450,000 ถึง 650,000 บาท  

ตัวอย่างรถยนต์ Eco Car 

  • Toyota Yaris
  • Mitsubishi Mirage
  • Nissan Almera

รถยนต์นั่งขนาดเล็ก 

  • เหมาะกับคนที่มีสมาชิกในครอบครัว 1 – 5 คน 
  • เหมาะกับการขับขี่ใช้งานในเมืองและออกต่างจังหวัด 
  • ประหยัดน้ำมันและสะดวกสบาย 
  • ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาค่อนข้างเหมาะสม 
  • ช่วงราคาของรถเก๋งประเภทรถยนต์นั่งขนาดเล็กจะอยู่ในช่วง 650,000 ถึง 1,250,000 บาท 

ตัวอย่างรถยนต์ขนาดเล็ก 

  • Toyota Vios
  • Toyota Corolla Altis
  • Honda Civic

รถยนต์นั่งขนาดกลาง 

  • เหมาะกับคนที่มีสมาชิกในครอบครัว 1 – 5 คน 
  • เหมาะกับการขับขี่ใช้งานในเมืองและออกต่างจังหวัด 
  • ค่อนข้างประหยัดน้ำมันและมีสะดวกสบายมาก เพราะห้องโดยสารที่ค่อนข้างใหญ่  
  • ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาเหมาะสมกับขนาดของรถ 
  • ช่วงราคาของรถเก๋งประเภทรถยนต์นั่งขนาดกลางจะอยู่ในช่วง 1,000,000 ถึง 1,900,000 บาท

ตัวอย่างรถยนต์นั่งขนาดกลาง 

Honda Accord Toyota Camry และ Nissan Teana เป็นต้น   

รถยนต์นั่งขนาดใหญ่

  • เหมาะกับคนที่มีสมาชิกในครอบครัว 1 – 6 คน 
  • เหมาะกับการขับขี่ใช้งานในเมืองและออกต่างจังหวัด 
  • เน้นความสะดวกสบาย ด้วยห้องโดยสารขนาดใหญ่และหรูหรา
  • ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาค่อนข้างสูง
  • ช่วงราคาของรถเก๋งประเภทรถยนต์นั่งขนาดใหญ่จะอยู่ในช่วง 3,000,000 ถึง 9,000,000 บาท

ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับความชอบส่วนตัว กำลังทรัพย์ และปัจจัยอื่น ๆ ในการประกอบการตัดสินใจของแต่ละคนด้วย

ตัวอย่างรถยนต์นั่งขนาดใหญ่ 

  • Mercedes Benz S-Class
  • BMW 7 Series
  • Audi A8
  • Lexus LS

2. รถยนต์ประเภท Hot Hatch

รถยนต์ประเภทนี้มีความกะทัดรัด มีความคล่องตัวในการใช้งาน ขับง่าย โดยรถยนต์ประเภท Hot Hatch เหมาะสำหรับ

  • ครอบครัวที่มีสมาชิก 1 – 5 คน 
  • เหมาะกับการขับขี่ใช้งานในเมืองและออกต่างจังหวัด 
  • เน้นความสะดวกสบาย คล่องตัวในการขับขี่
  • ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาเหมาะสมกับประเภทของรถ
  • ช่วงราคาของรถประเภท Hot Hatch จะอยู่ในช่วง 450,000 ถึง 3,000,000 บาท

โดยรถยนต์ประเภทนี้ก็มีหลากหลายรุ่นให้เลือกเช่น 

  • Honda Civic Hatchback 
  • Mercedes-AMG A45 
  • BMW M140i 
  • Audi S3 MK3  

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ต้องขึ้นอยู่กับหลาย ๆ ปัจจัยในการตัดสินใจซื้อด้วยนะครับ 

3. รถยนต์อเนกประสงค์ MPV 

รถประเภทนี้ เป็นรถที่มีขนาดเล็กกว่ารถตู้ และคล่องตัวกว่า นั่งได้สบายกว่า สมรรถนะดี ใช้ขับขี่ทางไกลได้ดี โดยรถยนต์ประเภท MPV เหมาะสำหรับ

  • ครอบครัวที่มีสมาชิก 1 – 8 คน 
  • เหมาะกับการขับขี่ใช้งานในเมืองและออกต่างจังหวัด 
  • เน้นความสะดวกสบาย 
  • ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาเหมาะสมกับประเภทของรถ
  • ช่วงราคาของรถเอนกประสงค์ MPV จะอยู่ในช่วง 1,300,000 บาท ถึง  7,000,000 บาท

สำหรับรถประเภท MPV ก็มีหลากหลายแบรนด์ เช่น 

  • Honda Freed 
  • Hyundai-H1 
  • Toyota Alphard 
  • Toyota Vellfire 
  • Lexus LM300h

4. รถยนต์อเนกประสงค์ SUV

รถยนต์ประเภท SUV เป็นรถยนต์ที่มีความอเนกประสงค์ มีประโยชน์ใช้สอยมากกว่ารถยนต์ทั่วไป แต่ยังคงความเป็นรถยนต์ที่ดูสวยงาม ขับขี่ได้ทุกวัน แต่ความแตกต่างก็คือ สามารถขับลุยได้ในทุก ๆ ที่ที่มากกว่ารถยนต์ทั่วไป โดยรถยนต์อเนกประสงค์ประเภท SUV เหมาะสำหรับ

  • ครอบครัวที่มีสมาชิก 1 – 7 คน 
  • เหมาะกับการขับขี่ใช้งานในเมืองและออกต่างจังหวัด 
  • เน้นความสะดวกสบาย คล่องตัวในการขับขี่ ช่วงล่างแข็งแรง ลุยได้ทุกที่
  • ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาเหมาะสมกับประเภทของรถ
  • ช่วงราคาของรถเอนกประสงค์ SUV จะอยู่ในช่วง 800,000 ถึง 2,000,000 บาท

สำหรับรถประเภท SUV ก็มีหลากหลายรุ่นในไทย เช่น 

  • Toyota Fortuner 
  • Mitsubishi Pajero Sport 
  • Ford Everest 
  • lsuzu Mu-X     

5. รถกระบะ (Pick-UP)

รถกระบะ หรือ รถพิกอัป เป็นรถยนต์ที่มีข้างหน้าเป็นห้องโดยสาร ข้างหลังสามารถขนของและเปิดท้ายได้ จึงทำให้คนไทยนิยมเรียกรถนี้ว่า ‘รถพิกอัป’ ขึ้นชื่อว่าเป็นรถประเภท กระบะ แน่นอนว่าจะต้องสามารถขนของได้เยอะ และมีสมรรถนะช่วงล่างที่ดี สามารถขับลุยไปที่ไหนก็ได้ โดยรถประเภทกระบะเหมาะสำหรับ

  • ครอบครัวที่มีสมาชิก 1 – 5 คน 
  • เหมาะกับการขับขี่ใช้งานในเมืองและออกต่างจังหวัด 
  • เน้นความสะดวกสบายในการขนของ สมรรถนะ 
  • ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาเหมาะสมกับประเภทของรถ
  • ช่วงราคาของรถกระบะจะอยู่ในช่วง 750,000 ถึง 1,100,000 บาท

โดยรถประเภทนี้ก็มีหลายหลายแบรนด์ที่ทำตลาดในไทย เช่น 

  • Isuzu D-MAX 
  • Toyota Revo 
  • Chevrolet Colorado
  • Mazda BT-50 

6. รถตู้  

รถประเภทนี้จะมีลักษณะโครงสร้างที่ใหญ่ขึ้นจากรถประเภท MPV สามารถจุคนได้เยอะกว่า สามารถใช้ขับขี่ทางไกลได้อย่างสะดวก โดยรถตู้เหมาะกับ

  • ครอบครัวที่มีสมาชิก 1 – 12 คน 
  • เหมาะกับการขับขี่ใช้งานในเมืองและออกต่างจังหวัด 
  • เน้นความสะดวกสบายในการโดยสาร
  • ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาเหมาะสมกับประเภทของรถ
  • ช่วงราคาของรถตู้จะอยู่ในช่วง 900,000 ถึง 1,300,000 บาท

ส่วนใหญ่จะเห็นรถประเภทนี้อยู่ในรถเช่า รถโดยสารข้ามจังหวัดนั่นเอง 

โดยรถตู้ที่คุ้นชินตากันมากในไทย คือ Toyota Commuter ยังมี Nissan Urvan และ MG V80 ที่ทำการตลาดในไทยด้วยเช่นกัน  

7. รถยนต์สปอร์ต

ขึ้นชื่อว่าเป็นรถสปอร์ต ก็ต้องมากับรูปทรงที่ดูโฉบเฉี่ยว มีเครื่องยนต์ที่แรง สมรรถนะดีเยี่ยม แถมราคาก็สูงปรี๊ด แน่นอนครับว่า รถยนต์ประเภทสปอร์ตนั้นเป็นรถยนต์ที่ผู้คนต่างใฝ่ฝันที่จะได้ครอบครองกันมาก เพราะว่าตัวรถมีรูปทรงที่ดูเท่ ดูโฉบเฉี่ยว พร้อมกับเครื่องยนต์ที่แรง สมรรถนะยอดเยี่ยม ขับไปที่ไหน ผู้คนก็ต่างให้ความสนใจ แต่ก็มากับราคาที่สูงด้วยเช่นกัน โดยรถยนต์ประเภทสปอร์ตเหมาะกับ

  • ครอบครัวที่มีสมาชิก 1 – 2 คน หรือมีมากกว่า (มีรถยนต์อยู่แล้วหลายคัน) 
  • เหมาะกับการขับขี่ใช้งานในเมืองและออกต่างจังหวัด 
  • เน้นความสะดวกสบาย ความเร็ว คล่องตัว 
  • ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาสูง
  • ช่วงราคาของรถสปอร์ตจะอยู่ในช่วง 3,500,000 ถึง 10,000,000 บาท

โดยปกติแล้วรถยนต์ประเภทนี้คนที่มีกำลังทรัพย์ค่อนข้างเยอะ จะอยู่คนเดียวหรือจะมีรถครอบครัวหลายคันแล้ว แต่ก็พอใจที่จะซื้อมาเพื่อมาประดับบารมีของตัวเอง 

ซึ่งรถยนต์ประเภทนี้ก็จะมีหลากหลายแบรนด์ที่ทำตลาดในประเทศไทย เช่น 

  • Toyota Supra  
  • BMW Z4
  • Mazda MX-5
  • Ford Mustang  

สรุปท้ายบทความ

การเลือกประเภทรถยนต์ที่เหมาะกับคุณที่สุดนั้นไม่ยากเลย เพราะเลือกได้จากความชอบ แต่การที่จะซื้อรถยนต์คันหนึ่งเข้ามาใช้ในชีวิตประจำวันนั้นต้องขึ้นอยู่กับอีกหลาย ๆ ปัจจัยด้วย สุดท้ายรถยนต์ที่เหมาะกับคุณที่สุดจะถูกกรองจากปัจจัยต่าง ๆ และการตัดสินใจของตัวคุณเองครับ 
เพื่อน ๆ คนไหนสนใจรถยนต์ประเภทไหนอยู่บ้าง? ทาง Kaidee Auto เรามีให้เพื่อน ๆ ได้เลือกชมเกือบจะทุกประเภทเลย แวะเข้ามาชมกันก่อนได้นะ การันตีว่าดีทั้งราคาและคุณภาพ

5 อีโค่คาร์ (ECO Car) มาแรงสำหรับสาวๆ

5 อีโค่คาร์ (ECO Car) มาแรงสำหรับสาวๆ

อย่างที่ทราบกันดีว่า ระบบคมนาคมสาธารณะบ้านเราไม่ค่อยเอื้อให้คนเดินทางสะดวกเท่าที่ควร ไหนจะค่าโดยสารที่แพงแสนแพง จนทำให้บางคนมองหาทางเลือกที่ดีขึ้น ด้วยการเก็บเงินสักก้อน เพื่อมีรถยนต์คันแรกเป็นของตัวเอง วันนี้เลยจะมาแนะนำรถอีโค่คาร์ราคาน่ารัก สไตล์ทันสมัย เน้นเอาใจสาวๆ และตอบโจทย์วิถีคนเมืองในราคาเอื้อมถึง

1.นิสสันอัลเมร่า Nissan Almera

รถยนต์อีโค่คาร์ 4 ประตูรุ่นแรกของไทยจาก นิสสัน ซึ่งทันทีที่ออกมาได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม จนถึงตอนนี้ยังรั้งตำแหน่งรถที่มียอดจำหน่ายสูงเบอร์ต้นๆ ของนิสสัน ด้วยรูปลักษณ์ภายนอกที่โดดเด่น ดีไซน์เฉียบคมกว่ารุ่นเดิม มีคาแรคเตอร์เด่นชัดขึ้น

ครั้งนี้มาพร้อมไฟหน้าที่ดูเก๋ไก๋และไฟตัดหมอกแบบใหม่ เครื่องยนต์ 1.0 ลิตร Turbo ให้กำลังสูงสุด 100 แรงม้า รองรับเชื้อเพลงแบบ E20 สบายใจเรื่องประหยัดน้ำมัน

ส่วนจุดเด่นเรื่องขนาดห้องโดยสารที่กว้างขวางนั้นยังคงดีงามเหมือนเดิม ที่สำคัญมีให้เลือกถึง 5 สี ไม่ว่าจะเป็นสีพื้นฐาน ขาว ดำ เทา ไปจนถึงสีแดงและส้ม ที่น่าจะถูกใจสาวๆ หลายอย่างคนแน่นอน

เริ่มต้นที่ 499,000 บาท

2.โตโยต้ายาริสเอทีฟ Toyota Yaris ATIV

Eco-car-Yaris

อีโค่คาร์สุดคุ้มที่มาพร้อมความครบครัน ให้เรามากกว่าความสะดวกสบาย ด้วยดีไซน์ภายในที่ให้พื้นที่แบบกว้างขวาง ไม่อึดอัด เน้นการตกแต่งแนวสปอร์ตพรีเมียมหรูหรา มาพร้อมขุมพลังใหม่สุดเร้าใจ ใช้เครื่องยนต์เบนซิน Dual VVT-IE ขนาด 1.2 ลิตร กำลังแรงสูงถึง 92 แรงม้า

ทั้งยังมีฟังก์ชันพิเศษ S Mode ที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการขับขี่ แซงได้อย่างมั่นใจ เพิ่มความสนุกในการขับขี่บนท้องถนนมากยิ่งขึ้น ที่สำคัญมั่นใจได้เลยว่าระบบความปลอดภัยครบครัน ทั้งกล้องมองหลัง ระบบถุงลมนิรภัย ฯลฯ ทั้งยังมีรถให้เลือกมากถึง 6 สี ไม่ว่าจะเป็น แดง น้ำเงิน เทา เงิน ขาว และดำ

เริ่มต้นที่ 469,000 บาท

3.ซูซูกิสวิฟ Suzuki Swift

Eco-car-Suzuki Swift

หนึ่งในรถเล็กที่ขายดีอีกรุ่นของซูซูกิ มีเป้าหมายเป็นคนรุ่นใหม่ที่กำลังมองหารถคันแรก เน้นการใช้งานเพียงคนเดียวหรือสองคนเป็นส่วนใหญ่ ขับขี่อยู่ในเมืองหลวงได้แบบคล่องตัวและสนุกสนาน ด้วยสโลแกน “ขับขี่เป็นเลิศประหยัดน้ำมันเป็นเยี่ยม” ประหยัดน้ำมันได้ถึง 20 กิโลเมตร/ลิตร เครื่องยนต์ 1.2 ลิตร กำลังสูงสุดอยู่ที่ 83 แรงม้า

ภายนอกตกแต่งฟีลดุดัน มีเอกลักษณ์และให้อารมณ์สปอร์ตที่มากขึ้น แตกต่างไปจากสวิฟรุ่นก่อนพอสมควร ส่วนขนาดห้องโดยสารภายในก็สวยเก๋ขึ้น ออกแบบใหม่ให้ฟีลกลิ่นอายสปอร์ต โฉบเฉี่ยวและกว้างขึ้นกว่าเดิม

เริ่มต้นที่ 499,000 บาท

4.ฮอนด้าบริโอ Honda Brio

Eco-car-Honda Brio

ขับขี่สนุกทุกอารมณ์ไปกับฮอนด้าบริโอ ที่มาพร้อมความโฉบเฉี่ยวทุกมุมมองแบบฉบับอีโค่คาร์อเนกประสงค์ 5 ประตู ด้วยลุคสวยงามสะดุดตาแนวสปอร์ต รองรับกับไลฟ์สไตล์ทุกรูปแบบ ทั้งยังมั่นใจไปกับเครื่องยนต์ระบบ i-VTEC 1.2 ลิตร ให้กำลังสูงสุดถึง 90 แรงม้า

พัฒนาภายใต้ระบบ Earth Dreams Technology ที่ให้ทั้งความแรง เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และประหยัดน้ำมันได้ถึง 20 กิโลเมตร/ลิตร ให้เรามีความสุขและเต็มที่กับทุกเส้นทาง ส่วนสีมีให้เลือกแบบเรียบหรูเพียง 3 สีคือ สีเงินเมทัลลิค สีดำ และขาว เหมาะกับผู้หญิงที่ชอบความคลาสิคและเรียบง่าย

เริ่มต้นที่ 495,000 บาท

5.มาสด้าสองสปอร์ตสแตนดาร์ด Mazda 2 Sports Standard

mazda 2 2020

หากคุณกำลังมองหารถยนต์ที่มีความ “Less is More” มาสด้าสองรุ่นนี้จะมอบประสบการณ์ที่มากกว่าคำว่าธรรมดาให้คุณอย่างแน่นอน ด้วยแนวคิดสุนทรียศาสตร์แบบญี่ปุ่นที่เน้นความเรียบง่ายแต่งดงาม สะท้อนเอกลักษณ์ที่ไม่ซ้ำใคร ผ่านดีไซน์ภายนอกและห้องโดยสารด้านใน

มาพร้อมเครื่องยนต์ 1.3 ลิตร กำลังสูงสุด 93 แรงม้า ได้ทั้งความแรงและประหยัดน้ำมันไปในตัว บ่งบอกไลฟ์สไตล์ความเป็นคุณที่โดดเด่นไม่ซ้ำใคร มาพร้อมสีให้เลือกกันแน่นๆ ถึง 8 สี ไม่ว่าจะเป็นสีพื้นฐานเทา ดำ ขาว ไปจนถึงแดงและน้ำเงิน

เริ่มต้นที่ 530,000 บาท

เป็นอย่างไรบ้างคะกับอีโค่คาร์ที่เราตั้งใจคัดสรรมาให้ ครั้งนี้เลือกสเปคและรูปลักษณ์ต่างๆ มาเพื่อเอาใจสาวๆ โดยเฉพาะ การมีรถสักคันคือความฝันของใครหลายคน แต่ด้วยสภาพเศรษฐกิจที่ทำให้เราต้องรัดเข็มขัดมากขึ้น อย่าปล่อยให้เรื่องเงินมาตีกรอบชีวิตเรา หากใครไม่ไหวลองลดสเปคเป็นรถอีโค่คาร์มือสอง ก็ช่วยประหยัดเงินในกระเป๋าของคุณได้เหมือนกันนะคะ

รวมรถผู้หญิง (Eco Car) ประหยัดน้ำมัน ราคาไม่แรง!

รวมรถผู้หญิง (Eco Car) ประหยัดน้ำมัน ราคาไม่แรง!

ผู้หญิงอย่างเรา เวลาเลือกซื้อรถสักคัน ถือว่าเป็นอีกเรื่องที่คิดไม่ตกว่าจะเอายังไงดี ไม่ใช่อะไรหรอก เพราะรถกับผู้หญิงเป็นเรื่องไกลกันมาก วันนี้เราเลยมีรถสำหรับผู้หญิงมาฝาก ขอบอกว่าแต่ละรุ่นคัดมาแล้วว่าคุ้มค่า ราคาเป็นมิตร แถมประหยัดน้ำมันเป็นที่สุด

1. SUZUKI SWIFT

ประเดิมรถผู้หญิงคันแรกด้วยรถไซส์มินิ คันเล็กกระทัดรัด มาพร้อมเครื่องยนต์ DUALJET หัวฉีดคู่ เพิ่มประสิทธิภาพการฉีดเชื้อเพลิงให้ดียิ่งขึ้น ภายในตกแต่งแบบสปอร์ต จอแสดงผลมีทั้งแบบดิจิทัล และ LCD ขับขี่ได้อย่างมั่นใจ เพราะเขามากับถุงลมนิรภัยถึง 6 ตำแหน่ง และยังช่วยประหยัดน้ำมันมากกว่า 23 กม./ลิตร* เลยทีเดียว

*ขึ้นอยู่กับรุ่น

ราคาอยู่ที่ : 499,000 – 629,000 บาท (ขึ้นอยู่กับรุ่นและสี)

2. MITSUBISHI ATTRAGE

อีกรุ่นฮิตของสาวออฟฟิศ ดีไซน์โดดเด่น หน้าจอระบบสัมผัสขนาด 8 นิ้ว แต่ที่พิเศษคือตัวรถมีระบบตัดกำลังเครื่องยนต์ (เมื่อเหยียบคันเร่งอย่างรุนแรงและรวดเร็ว) ระบบเตือนการชนด้านหน้า และระบบช่วยชะลอความเร็ว นับว่าเป็นตัวช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้กับสาวๆได้อย่างดี

ประหยัดน้ำมันสูงสุดถึง 23.3 กม./ลิตร

ราคาอยู่ที่ : 494,000 – 624,000 บาท (ขึ้นอยู่กับรุ่นและสี)

3. MAZDA 2

รถที่พัฒนาจากแนวคิด Kodo : Soul of Motion ดูเรียบง่าย แต่แฝงไปด้วยความโฉบเฉี่ยวทุกมุมมอง ออกแบบโดยคิดถึงผู้ขับขี่เป็นหลัก จับคู่กับระบบแสดงภาพรอบทิศทาง 360 องศา และ ACTIVE DRIVING DISPLAY สกรีนใส แสดงข้อมูลสำคัญ ในการขับขี่แบบสี มาพร้อมเครื่องยนต์ 2 แบบด้วยกันคือ สกายแอคทีฟคลีนดีเซล 1500 cc และเครื่องยนต์สกายแอคทีฟเบนซิน 1300 cc

ประหยัดน้ำมันสูงสุดถึง 26.3 กม./ลิตร* มั่นใจได้ทุกระยะทาง

*ขึ้นอยู่กับรุ่น

ราคาอยู่ที่ : 546,000 – 799,000 บาท (ขึ้นอยู่กับรุ่นและสี)

4. HONDA CITY

รถสำหรับผู้หญิง ที่จะขับเดี่ยวๆ ก็สวย หรือจะแต่งเพิ่มก็เท่ไปอีกแบบ มีลูกเล่นคือปุ่ม Econ mode ที่ช่วยลดการใช้พลังงานสิ้นเปลืองขณะขับขี่ ตกแต่งภายในด้วยสีดำสุดคลาสสิก มาพร้อมกล้องหลังที่สามารถปรับมุมมองได้ถึง 3 รูปแบบ จะทางลาดทางชันก็พร้อมทุกการขับขี่

ประหยัดน้ำมันสูงสุดถึง 23.8 กม./ลิตร*

*ขึ้นอยู่กับรุ่น

ราคาอยู่ที่ : 579,000 – 739,000 บาท (ขึ้นอยู่กับรุ่นและสี)

5. Toyota Yaris

รถ Eco car สไตล์สปอร์ต ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ หน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่อย่างละเอียด พวงมาลัยหนังสีดำ พร้อมฟังก์ชั่นควบคุมเครื่องเสียงและโทรศัพท์ โดดเด่นด้วยระบบไฟส่องสว่างหลังจากดับเครื่องยนต์ ที่จะช่วยให้สาวๆ เดินเข้าบ้านอย่างปลอดภัย ขับขี่ปลอดภัย การันตีด้วยมาตรฐานระดับ 5 ดาว ประหยัดน้ำมันสูงสุดถึง 23.- กม./ลิตร*

*ขึ้นอยู่กับรุ่น

ราคาอยู่ที่ : 539,000 – 649,000 บาท (ขึ้นอยู่กับรุ่นและสี)

6. Nissan Note

รถสำหรับผู้หญิงที่ต้องการพื้นที่ในรถกว้างๆ เพราะเบาะของเขาปรับได้ถึง 3 แบบด้วยกัน จะช้อปปิ้งเยอะขนาดไหนก็มีพื้นที่ให้วางของ ที่นั่งด้านหลังเป็นแบบยกสูง ทำให้รู้สึกโปร่งโล่งสบายตา จะนั่งนอนท่าไหนก็ไม่อึดอัด แถมรถรุ่นนี้ยังมีกล้องอัจฉริยะมองได้รอบทิศทาง ขับขี่ได้อย่างมั่นใจ ยังไม่พอแค่นั้น ถ้าสาวๆคนไหนเริ่มขับขี่ออกนอกช่องทาง รถคันนี้มีระบบเตือนด้วยนะ เจ๋งสุดๆ เลย

ราคาอยู่ที่ : 529,000 – 589,000 บาท (ขึ้นอยู่กับรุ่นและสี) 

เพราะเราใช้ชีวิตบนท้องถนนกันแทบทุกวัน ไม่ว่าจะไปทำงาน ไปซื้อของ หรือแม้แต่ไปเที่ยวต่างจังหวัด การคำนึงถึงความคุ้มค่าของรถ การใช้งาน และราคาจึงเป็นเรื่องสำคัญ ยิ่งกับผู้หญิงด้วยแล้ว ยิ่งต้องให้ความสำคัญคูณสอง
ทั้งนี้ก็เพื่อการใช้งานอย่างสมบูรณ์แบบยังไงล่ะ

ถ้าสาวๆคนไหนมีรถอยู่แล้ว แต่ต้องการขายเพื่อซื้อรถใหม่ RodKaidee พร้อมเป็นตัวช่วยให้สาวๆ ได้รถในฝันได้ไวยิ่งขึ้น นำรถเก่ามาลงขายได้ที่นี่เลย