Nov 30, 2020 | บทความยานยนต์
ในปัจจุบันรถยนต์รุ่นใหม่ ๆ ได้เปิดตัวรถยนต์ภายใต้แบรนด์ของตัวเองมาเยอะมาก บางคนซื้อเพื่อใช้งานยาวหลายปี แต่บางคนซื้อมาใช้เพื่อขายต่อแล้วเปลี่ยนเป็นรุ่นใหม่ไปเรื่อย ๆ ด้วยเหตุผลที่ว่าต้องการรุ่นปีที่ใหม่ล่าสุดและทันสมัยอยู่ตลอด จึงทำให้ตลาดรถยนต์มือสองนั้นมีรถยนต์ที่นำมาขายเต็นท์รถเยอะมาก มีหลากหลายรุ่น หลากหลายแบรนด์ หลากหลายราคา
ทำให้ตลาดรถยนต์มือสองคึกคัก เนื่องจากรถยนต์บางรุ่นห่างจากรุ่นใหม่เพียงแค่ 1 รุ่นก็มี บางรุ่นสภาพใหม่มาก ตัวเลขไมล์น้อย ซึ่งทำให้คนที่กำลังหารถยนต์มือสองอยู่มีตัวเลือกมากมาย แต่เพื่อน ๆ ทุกคนรู้หรือไม่ว่ารถยนต์มือสองบางคันอาจจะทำให้ดูใหม่ขึ้นมา เปลี่ยนชิ้นส่วนมาก็ได้ วันนี้เรามีวิธีการดูรถยนต์มือสอง ว่าก่อนซื้อควรดู ควรเช็กอะไรบ้าง จะได้ไม่ต้องเสียเวลา ไม่ต้องโดนหลอก มาดูกันเลย
1. ตัวถังรถ
สิ่งแรกที่จะต้องเห็นก่อนเป็นอันดับแรก คือ ตัวรถยนต์ ให้สังเกตและเดินดูด้วยตาว่ารถอยู่ในสภาพที่ไม่มีรอยบุบ รอยยุบจากการกระแทกใด ๆ สีมีถลอกหรือไม่ มีอะไรที่ผิดสังเกต ถ้ามีตั้งแต่ข้อแรกนี้ ให้เปลี่ยนคันหรือเปลี่ยนเต็นท์รถได้เลย เพราะถ้ามีรถลักษณะแบบนี้แล้ว ให้คิดว่ารถยนต์คันอื่น ๆ ในเต็นท์นี้คงจะมีอีกแน่ ไม่น่าไว้วางใจที่จะซื้อและดูต่อในข้อที่ต่อไปแล้วนะครับ
2. ชิ้นส่วนน็อต
น็อตคือสิ่งที่จะบ่งบอกได้เหมือนกันว่ารถได้ผ่านการปรับแต่ง ถอดชิ้นส่วนออกไปแล้วใส่กลับคืนมาบ้างหรือไม่ โดยจะสังเกตได้จากหลายจุด เช่น น็อตในฝากระโปรงรถ ข้างรถยนต์ เป็นต้น ถ้ามีการขันน็อต ตัวน็อตจะมีรอยของการถูกขันไว้ ให้ตีความได้เลยว่า รถยนต์คันนี้ผ่านการปรับเปลี่ยนมานั่นเองครับ
3. เลขไมล์
สิ่งที่สำคัญอีกหนึ่งอย่างเลย คือ ตัวเลขการวิ่งของรถยนต์คันนี้ว่าวิ่งไปกี่กิโลเมตรแล้ว ซึ่งถ้าเลขไมล์เยอะ แสดงว่ารถคันนี้อาจจะใช้งานมาหนัก เครื่องอาจจะเสื่อมสภาพได้ อีกข้อสังเกต คือ ถ้ารถสภาพสมบูรณ์มาก ๆ แล้วเลขไมล์น้อย เป็นสิ่งที่ดี แต่ถ้าหากรถหลายปีแล้ว เลขไมล์น้อยแบบผิดสังเกต ให้ตีความได้เลยว่า รถอาจจะผ่านการกรอเลขไมล์มาได้
4. เครื่องยนต์
เป็นอีกหนึ่งสิ่งและเป็นหัวใจสำคัญของรถยนต์ทุกรุ่น ทุกยี่ห้อที่ต้องมีในการขับเคลื่อน แนะนำให้ตรวจและเช็กเครื่องยนต์อย่างละเอียดโดยการสตาร์ทรถยนต์ ดูการทำงานของเครื่องยนต์ว่ามีจุดไหนผิดปกติหรือไม่ และดูส่วนประกอบอื่น ๆ เช่น แบตเตอรี่ น้ำมันเครื่อง หม้อพักน้ำว่าถูกเปลี่ยนหรืออยู่ในสภาพสมบูรณ์หรือไม่
5. ระบบช่วงล่าง
จุดนี้อาจจะต้องใช้เครื่องยกรถยนต์ขึ้นเพื่อดูใต้ท้องรถว่ามีจุดไหนที่ผิดปกติหรือไม่ เช่น มีจุดรั่วซึมของเหลวตรงจุดไหนบ้างหรือเปล่า มีจุดฉีกขาดหรือโดนขูดไหม ระบบโช๊คอัพ ยางรถมีรอยแตกหรือไม่ เป็นต้น
6. ทดลองขับ
ขั้นตอนที่สำคัญคงหนีไม่พ้นการได้ทดลองขับรถจริง ซึ่งจะทำให้ได้รู้ว่ามีสิ่งผิดปกติตรงจุดไหนบ้างจากการขับจริง มีเสียงตรงไหน ระบบช่วงล่างเป็นอย่างไร ระบบไฟฟ้าของรถยนต์เป็นอย่างไร อัตราเร่งเป็นอย่างไร หรือเครื่องยนต์กระตุกหรือไม่ ซึ่งขั้นตอนนี้เราจะสามารถตัดสินใจได้ทันทีที่เราได้ทดลองขับเสร็จ แนะนำให้ขับให้นานหน่อยนะครับ เพื่อที่จะได้ทดสอบรถยนต์จริง ๆ อาจจะมีอาการที่ผิดปกติแสดงออกมาตอนที่ได้ขับขี่อยู่นั่นเอง
เป็นอย่างไรกันบ้างครับเพื่อน ๆ กับวิธีเช็กรถยนต์มือสอง ถ้าเพื่อน ๆ คนไหนกำลังจะซื้อรถยนต์มือสอง แล้วอยากได้รถที่ดี มีคุณภาพ แถมราคาที่ถูกกว่า ลองมาดูที่ Kaidee Auto ก่อนได้นะครับ เรามีรถยนต์มือสองสภาพดี มีคุณภาพ และราคาที่ดีมาก ๆ นัดดูรถและนำวิธีดูรถยนต์มือสองไปใช้ดูได้เลยนะครับ
Nov 30, 2020 | บทความยานยนต์
ถ้าพูดถึงประเภทของรถยนต์ในปัจจุบันที่มีหลากหลายประเภทให้เลือก ไม่ว่าจะเป็นประเภทกระบะ รถเก๋ง รถ SUV และรถตู้ เป็นต้น รถยนต์แต่ละประเภทย่อมตอบโจทย์การใช้งานที่แตกต่างกัน บางประเภทอาจจะตอบโจทย์ในด้านจุคนได้เยอะ เหมาะสำหรับครอบครัวหรือบางประเภทเหมาะสำหรับใช้ขนของ
แต่หากว่าคุณกำลังจะเลือกซื้อรถยนต์สักคัน แต่ยังไม่รู้ว่าจะซื้อประเภทไหน ในบทความนี้จะบอกในสิ่งที่คุณอยากรู้และช่วยให้ตัดสินใจซื้อรถยนต์ได้แบบตอบโจทย์กับคุณแน่นอน
ปัจจัยในการเลือกประเภทรถยนต์ที่เหมาะกับคุณที่สุด
การเลือกประเภทรถยนต์ที่เหมาะกับตัวเองนั้นไม่ยากเลย แต่จะมีหลายปัจจัยในการเลือก เช่น การใช้งาน จำนวนสมาชิกในครอบครัว เน้นการขับขี่ไปที่ไหน เน้นเรื่องประหยัดน้ำมัน เน้นเรื่องความสะดวกสบายในการใช้ การรับประกันหลังการขาย หรือจะเป็นเรื่องราคาและค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษา เป็นต้น
หลาย ๆ ปัจจัยเหล่านี้จะทำให้เราตัดตัวเลือกและเลือกรถที่ตรงกับความต้องการของเราได้มากที่สุดครับ
รถยนต์แต่ละประเภทตอบโจทย์การใช้งานที่แตกต่างกัน
1. รถเก๋ง
รถเก๋ง หรือ Sedan รถที่เราได้เห็นเยอะที่สุดบนท้องถนน โดยรถเก๋งนั้นจะมีหลายขนาด หลายความจุ ให้เลือกหลากหลายแบรนด์ แล้วแต่ความชอบและกำลังซื้อของแต่ละคน
ซึ่งรถประเภทนี้ เหมาะสำหรับคนที่อยู่คนเดียวหรืออยู่เป็นครอบครัวก็ได้ ชอบความคล่องตัวในการเดินทาง สามารถจุของได้แบบพอดี แล้วแต่ขนาดของรถ ทุกอาชีพสามารถใช้ได้ โดยรถยนต์ประเภทรถเก๋ง หรือ Sedan ก็จะมีหลายประเภทย่อยให้เลือก ตั้งแต่ระดับ Eco Car ถึง ขนาดใหญ่หรูหรา
รถ Eco Car
ขนาดเครื่องยนต์ 1.0 – 1.4 ลิตร เหมาะกับใครบ้าง?
- เหมาะกับคนที่มีสมาชิกในครอบครัว 1 – 4 คน
- เหมาะกับการขับขี่ใช้งานในเมืองมากที่สุดหรือออกต่างจังหวัดบางครั้ง
- ประหยัดน้ำมัน คล่องตัวในการขับขี่
- ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาค่อนข้างเหมาะสม
- ช่วงราคาของรถเก๋ง ประเภท Eco car จะอยู่ในช่วง 450,000 ถึง 650,000 บาท
ตัวอย่างรถยนต์ Eco Car
- Toyota Yaris
- Mitsubishi Mirage
- Nissan Almera
รถยนต์นั่งขนาดเล็ก
- เหมาะกับคนที่มีสมาชิกในครอบครัว 1 – 5 คน
- เหมาะกับการขับขี่ใช้งานในเมืองและออกต่างจังหวัด
- ประหยัดน้ำมันและสะดวกสบาย
- ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาค่อนข้างเหมาะสม
- ช่วงราคาของรถเก๋งประเภทรถยนต์นั่งขนาดเล็กจะอยู่ในช่วง 650,000 ถึง 1,250,000 บาท
ตัวอย่างรถยนต์ขนาดเล็ก
- Toyota Vios
- Toyota Corolla Altis
- Honda Civic
รถยนต์นั่งขนาดกลาง
- เหมาะกับคนที่มีสมาชิกในครอบครัว 1 – 5 คน
- เหมาะกับการขับขี่ใช้งานในเมืองและออกต่างจังหวัด
- ค่อนข้างประหยัดน้ำมันและมีสะดวกสบายมาก เพราะห้องโดยสารที่ค่อนข้างใหญ่
- ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาเหมาะสมกับขนาดของรถ
- ช่วงราคาของรถเก๋งประเภทรถยนต์นั่งขนาดกลางจะอยู่ในช่วง 1,000,000 ถึง 1,900,000 บาท
ตัวอย่างรถยนต์นั่งขนาดกลาง
Honda Accord Toyota Camry และ Nissan Teana เป็นต้น
รถยนต์นั่งขนาดใหญ่
- เหมาะกับคนที่มีสมาชิกในครอบครัว 1 – 6 คน
- เหมาะกับการขับขี่ใช้งานในเมืองและออกต่างจังหวัด
- เน้นความสะดวกสบาย ด้วยห้องโดยสารขนาดใหญ่และหรูหรา
- ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาค่อนข้างสูง
- ช่วงราคาของรถเก๋งประเภทรถยนต์นั่งขนาดใหญ่จะอยู่ในช่วง 3,000,000 ถึง 9,000,000 บาท
ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับความชอบส่วนตัว กำลังทรัพย์ และปัจจัยอื่น ๆ ในการประกอบการตัดสินใจของแต่ละคนด้วย
ตัวอย่างรถยนต์นั่งขนาดใหญ่
- Mercedes Benz S-Class
- BMW 7 Series
- Audi A8
- Lexus LS
2. รถยนต์ประเภท Hot Hatch
รถยนต์ประเภทนี้มีความกะทัดรัด มีความคล่องตัวในการใช้งาน ขับง่าย โดยรถยนต์ประเภท Hot Hatch เหมาะสำหรับ
- ครอบครัวที่มีสมาชิก 1 – 5 คน
- เหมาะกับการขับขี่ใช้งานในเมืองและออกต่างจังหวัด
- เน้นความสะดวกสบาย คล่องตัวในการขับขี่
- ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาเหมาะสมกับประเภทของรถ
- ช่วงราคาของรถประเภท Hot Hatch จะอยู่ในช่วง 450,000 ถึง 3,000,000 บาท
โดยรถยนต์ประเภทนี้ก็มีหลากหลายรุ่นให้เลือกเช่น
- Honda Civic Hatchback
- Mercedes-AMG A45
- BMW M140i
- Audi S3 MK3
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ต้องขึ้นอยู่กับหลาย ๆ ปัจจัยในการตัดสินใจซื้อด้วยนะครับ
3. รถยนต์อเนกประสงค์ MPV
รถประเภทนี้ เป็นรถที่มีขนาดเล็กกว่ารถตู้ และคล่องตัวกว่า นั่งได้สบายกว่า สมรรถนะดี ใช้ขับขี่ทางไกลได้ดี โดยรถยนต์ประเภท MPV เหมาะสำหรับ
- ครอบครัวที่มีสมาชิก 1 – 8 คน
- เหมาะกับการขับขี่ใช้งานในเมืองและออกต่างจังหวัด
- เน้นความสะดวกสบาย
- ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาเหมาะสมกับประเภทของรถ
- ช่วงราคาของรถเอนกประสงค์ MPV จะอยู่ในช่วง 1,300,000 บาท ถึง 7,000,000 บาท
สำหรับรถประเภท MPV ก็มีหลากหลายแบรนด์ เช่น
- Honda Freed
- Hyundai-H1
- Toyota Alphard
- Toyota Vellfire
- Lexus LM300h
4. รถยนต์อเนกประสงค์ SUV
รถยนต์ประเภท SUV เป็นรถยนต์ที่มีความอเนกประสงค์ มีประโยชน์ใช้สอยมากกว่ารถยนต์ทั่วไป แต่ยังคงความเป็นรถยนต์ที่ดูสวยงาม ขับขี่ได้ทุกวัน แต่ความแตกต่างก็คือ สามารถขับลุยได้ในทุก ๆ ที่ที่มากกว่ารถยนต์ทั่วไป โดยรถยนต์อเนกประสงค์ประเภท SUV เหมาะสำหรับ
- ครอบครัวที่มีสมาชิก 1 – 7 คน
- เหมาะกับการขับขี่ใช้งานในเมืองและออกต่างจังหวัด
- เน้นความสะดวกสบาย คล่องตัวในการขับขี่ ช่วงล่างแข็งแรง ลุยได้ทุกที่
- ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาเหมาะสมกับประเภทของรถ
- ช่วงราคาของรถเอนกประสงค์ SUV จะอยู่ในช่วง 800,000 ถึง 2,000,000 บาท
สำหรับรถประเภท SUV ก็มีหลากหลายรุ่นในไทย เช่น
- Toyota Fortuner
- Mitsubishi Pajero Sport
- Ford Everest
- lsuzu Mu-X
5. รถกระบะ (Pick-UP)
รถกระบะ หรือ รถพิกอัป เป็นรถยนต์ที่มีข้างหน้าเป็นห้องโดยสาร ข้างหลังสามารถขนของและเปิดท้ายได้ จึงทำให้คนไทยนิยมเรียกรถนี้ว่า ‘รถพิกอัป’ ขึ้นชื่อว่าเป็นรถประเภท กระบะ แน่นอนว่าจะต้องสามารถขนของได้เยอะ และมีสมรรถนะช่วงล่างที่ดี สามารถขับลุยไปที่ไหนก็ได้ โดยรถประเภทกระบะเหมาะสำหรับ
- ครอบครัวที่มีสมาชิก 1 – 5 คน
- เหมาะกับการขับขี่ใช้งานในเมืองและออกต่างจังหวัด
- เน้นความสะดวกสบายในการขนของ สมรรถนะ
- ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาเหมาะสมกับประเภทของรถ
- ช่วงราคาของรถกระบะจะอยู่ในช่วง 750,000 ถึง 1,100,000 บาท
โดยรถประเภทนี้ก็มีหลายหลายแบรนด์ที่ทำตลาดในไทย เช่น
- Isuzu D-MAX
- Toyota Revo
- Chevrolet Colorado
- Mazda BT-50
6. รถตู้
รถประเภทนี้จะมีลักษณะโครงสร้างที่ใหญ่ขึ้นจากรถประเภท MPV สามารถจุคนได้เยอะกว่า สามารถใช้ขับขี่ทางไกลได้อย่างสะดวก โดยรถตู้เหมาะกับ
- ครอบครัวที่มีสมาชิก 1 – 12 คน
- เหมาะกับการขับขี่ใช้งานในเมืองและออกต่างจังหวัด
- เน้นความสะดวกสบายในการโดยสาร
- ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาเหมาะสมกับประเภทของรถ
- ช่วงราคาของรถตู้จะอยู่ในช่วง 900,000 ถึง 1,300,000 บาท
ส่วนใหญ่จะเห็นรถประเภทนี้อยู่ในรถเช่า รถโดยสารข้ามจังหวัดนั่นเอง
โดยรถตู้ที่คุ้นชินตากันมากในไทย คือ Toyota Commuter ยังมี Nissan Urvan และ MG V80 ที่ทำการตลาดในไทยด้วยเช่นกัน
7. รถยนต์สปอร์ต
ขึ้นชื่อว่าเป็นรถสปอร์ต ก็ต้องมากับรูปทรงที่ดูโฉบเฉี่ยว มีเครื่องยนต์ที่แรง สมรรถนะดีเยี่ยม แถมราคาก็สูงปรี๊ด แน่นอนครับว่า รถยนต์ประเภทสปอร์ตนั้นเป็นรถยนต์ที่ผู้คนต่างใฝ่ฝันที่จะได้ครอบครองกันมาก เพราะว่าตัวรถมีรูปทรงที่ดูเท่ ดูโฉบเฉี่ยว พร้อมกับเครื่องยนต์ที่แรง สมรรถนะยอดเยี่ยม ขับไปที่ไหน ผู้คนก็ต่างให้ความสนใจ แต่ก็มากับราคาที่สูงด้วยเช่นกัน โดยรถยนต์ประเภทสปอร์ตเหมาะกับ
- ครอบครัวที่มีสมาชิก 1 – 2 คน หรือมีมากกว่า (มีรถยนต์อยู่แล้วหลายคัน)
- เหมาะกับการขับขี่ใช้งานในเมืองและออกต่างจังหวัด
- เน้นความสะดวกสบาย ความเร็ว คล่องตัว
- ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาสูง
- ช่วงราคาของรถสปอร์ตจะอยู่ในช่วง 3,500,000 ถึง 10,000,000 บาท
โดยปกติแล้วรถยนต์ประเภทนี้คนที่มีกำลังทรัพย์ค่อนข้างเยอะ จะอยู่คนเดียวหรือจะมีรถครอบครัวหลายคันแล้ว แต่ก็พอใจที่จะซื้อมาเพื่อมาประดับบารมีของตัวเอง
ซึ่งรถยนต์ประเภทนี้ก็จะมีหลากหลายแบรนด์ที่ทำตลาดในประเทศไทย เช่น
- Toyota Supra
- BMW Z4
- Mazda MX-5
- Ford Mustang
สรุปท้ายบทความ
การเลือกประเภทรถยนต์ที่เหมาะกับคุณที่สุดนั้นไม่ยากเลย เพราะเลือกได้จากความชอบ แต่การที่จะซื้อรถยนต์คันหนึ่งเข้ามาใช้ในชีวิตประจำวันนั้นต้องขึ้นอยู่กับอีกหลาย ๆ ปัจจัยด้วย สุดท้ายรถยนต์ที่เหมาะกับคุณที่สุดจะถูกกรองจากปัจจัยต่าง ๆ และการตัดสินใจของตัวคุณเองครับ
เพื่อน ๆ คนไหนสนใจรถยนต์ประเภทไหนอยู่บ้าง? ทาง Kaidee Auto เรามีให้เพื่อน ๆ ได้เลือกชมเกือบจะทุกประเภทเลย แวะเข้ามาชมกันก่อนได้นะ การันตีว่าดีทั้งราคาและคุณภาพ
Oct 19, 2020 | บทความยานยนต์
อย่างที่ทราบกันดีว่า ระบบคมนาคมสาธารณะบ้านเราไม่ค่อยเอื้อให้คนเดินทางสะดวกเท่าที่ควร ไหนจะค่าโดยสารที่แพงแสนแพง จนทำให้บางคนมองหาทางเลือกที่ดีขึ้น ด้วยการเก็บเงินสักก้อน เพื่อมีรถยนต์คันแรกเป็นของตัวเอง วันนี้เลยจะมาแนะนำรถอีโค่คาร์ราคาน่ารัก สไตล์ทันสมัย เน้นเอาใจสาวๆ และตอบโจทย์วิถีคนเมืองในราคาเอื้อมถึง
1.นิสสันอัลเมร่า Nissan Almera
รถยนต์อีโค่คาร์ 4 ประตูรุ่นแรกของไทยจาก นิสสัน ซึ่งทันทีที่ออกมาได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม จนถึงตอนนี้ยังรั้งตำแหน่งรถที่มียอดจำหน่ายสูงเบอร์ต้นๆ ของนิสสัน ด้วยรูปลักษณ์ภายนอกที่โดดเด่น ดีไซน์เฉียบคมกว่ารุ่นเดิม มีคาแรคเตอร์เด่นชัดขึ้น
ครั้งนี้มาพร้อมไฟหน้าที่ดูเก๋ไก๋และไฟตัดหมอกแบบใหม่ เครื่องยนต์ 1.0 ลิตร Turbo ให้กำลังสูงสุด 100 แรงม้า รองรับเชื้อเพลงแบบ E20 สบายใจเรื่องประหยัดน้ำมัน
ส่วนจุดเด่นเรื่องขนาดห้องโดยสารที่กว้างขวางนั้นยังคงดีงามเหมือนเดิม ที่สำคัญมีให้เลือกถึง 5 สี ไม่ว่าจะเป็นสีพื้นฐาน ขาว ดำ เทา ไปจนถึงสีแดงและส้ม ที่น่าจะถูกใจสาวๆ หลายอย่างคนแน่นอน
เริ่มต้นที่ 499,000 บาท
2.โตโยต้ายาริสเอทีฟ Toyota Yaris ATIV
อีโค่คาร์สุดคุ้มที่มาพร้อมความครบครัน ให้เรามากกว่าความสะดวกสบาย ด้วยดีไซน์ภายในที่ให้พื้นที่แบบกว้างขวาง ไม่อึดอัด เน้นการตกแต่งแนวสปอร์ตพรีเมียมหรูหรา มาพร้อมขุมพลังใหม่สุดเร้าใจ ใช้เครื่องยนต์เบนซิน Dual VVT-IE ขนาด 1.2 ลิตร กำลังแรงสูงถึง 92 แรงม้า
ทั้งยังมีฟังก์ชันพิเศษ S Mode ที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการขับขี่ แซงได้อย่างมั่นใจ เพิ่มความสนุกในการขับขี่บนท้องถนนมากยิ่งขึ้น ที่สำคัญมั่นใจได้เลยว่าระบบความปลอดภัยครบครัน ทั้งกล้องมองหลัง ระบบถุงลมนิรภัย ฯลฯ ทั้งยังมีรถให้เลือกมากถึง 6 สี ไม่ว่าจะเป็น แดง น้ำเงิน เทา เงิน ขาว และดำ
เริ่มต้นที่ 469,000 บาท
3.ซูซูกิสวิฟ Suzuki Swift
หนึ่งในรถเล็กที่ขายดีอีกรุ่นของซูซูกิ มีเป้าหมายเป็นคนรุ่นใหม่ที่กำลังมองหารถคันแรก เน้นการใช้งานเพียงคนเดียวหรือสองคนเป็นส่วนใหญ่ ขับขี่อยู่ในเมืองหลวงได้แบบคล่องตัวและสนุกสนาน ด้วยสโลแกน “ขับขี่เป็นเลิศประหยัดน้ำมันเป็นเยี่ยม” ประหยัดน้ำมันได้ถึง 20 กิโลเมตร/ลิตร เครื่องยนต์ 1.2 ลิตร กำลังสูงสุดอยู่ที่ 83 แรงม้า
ภายนอกตกแต่งฟีลดุดัน มีเอกลักษณ์และให้อารมณ์สปอร์ตที่มากขึ้น แตกต่างไปจากสวิฟรุ่นก่อนพอสมควร ส่วนขนาดห้องโดยสารภายในก็สวยเก๋ขึ้น ออกแบบใหม่ให้ฟีลกลิ่นอายสปอร์ต โฉบเฉี่ยวและกว้างขึ้นกว่าเดิม
เริ่มต้นที่ 499,000 บาท
4.ฮอนด้าบริโอ Honda Brio
ขับขี่สนุกทุกอารมณ์ไปกับฮอนด้าบริโอ ที่มาพร้อมความโฉบเฉี่ยวทุกมุมมองแบบฉบับอีโค่คาร์อเนกประสงค์ 5 ประตู ด้วยลุคสวยงามสะดุดตาแนวสปอร์ต รองรับกับไลฟ์สไตล์ทุกรูปแบบ ทั้งยังมั่นใจไปกับเครื่องยนต์ระบบ i-VTEC 1.2 ลิตร ให้กำลังสูงสุดถึง 90 แรงม้า
พัฒนาภายใต้ระบบ Earth Dreams Technology ที่ให้ทั้งความแรง เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และประหยัดน้ำมันได้ถึง 20 กิโลเมตร/ลิตร ให้เรามีความสุขและเต็มที่กับทุกเส้นทาง ส่วนสีมีให้เลือกแบบเรียบหรูเพียง 3 สีคือ สีเงินเมทัลลิค สีดำ และขาว เหมาะกับผู้หญิงที่ชอบความคลาสิคและเรียบง่าย
เริ่มต้นที่ 495,000 บาท
5.มาสด้าสองสปอร์ตสแตนดาร์ด Mazda 2 Sports Standard
หากคุณกำลังมองหารถยนต์ที่มีความ “Less is More” มาสด้าสองรุ่นนี้จะมอบประสบการณ์ที่มากกว่าคำว่าธรรมดาให้คุณอย่างแน่นอน ด้วยแนวคิดสุนทรียศาสตร์แบบญี่ปุ่นที่เน้นความเรียบง่ายแต่งดงาม สะท้อนเอกลักษณ์ที่ไม่ซ้ำใคร ผ่านดีไซน์ภายนอกและห้องโดยสารด้านใน
มาพร้อมเครื่องยนต์ 1.3 ลิตร กำลังสูงสุด 93 แรงม้า ได้ทั้งความแรงและประหยัดน้ำมันไปในตัว บ่งบอกไลฟ์สไตล์ความเป็นคุณที่โดดเด่นไม่ซ้ำใคร มาพร้อมสีให้เลือกกันแน่นๆ ถึง 8 สี ไม่ว่าจะเป็นสีพื้นฐานเทา ดำ ขาว ไปจนถึงแดงและน้ำเงิน
เริ่มต้นที่ 530,000 บาท
เป็นอย่างไรบ้างคะกับอีโค่คาร์ที่เราตั้งใจคัดสรรมาให้ ครั้งนี้เลือกสเปคและรูปลักษณ์ต่างๆ มาเพื่อเอาใจสาวๆ โดยเฉพาะ การมีรถสักคันคือความฝันของใครหลายคน แต่ด้วยสภาพเศรษฐกิจที่ทำให้เราต้องรัดเข็มขัดมากขึ้น อย่าปล่อยให้เรื่องเงินมาตีกรอบชีวิตเรา หากใครไม่ไหวลองลดสเปคเป็นรถอีโค่คาร์มือสอง ก็ช่วยประหยัดเงินในกระเป๋าของคุณได้เหมือนกันนะคะ
Oct 6, 2020 | บทความยานยนต์
ผู้หญิงอย่างเรา เวลาเลือกซื้อรถสักคัน ถือว่าเป็นอีกเรื่องที่คิดไม่ตกว่าจะเอายังไงดี ไม่ใช่อะไรหรอก เพราะรถกับผู้หญิงเป็นเรื่องไกลกันมาก วันนี้เราเลยมีรถสำหรับผู้หญิงมาฝาก ขอบอกว่าแต่ละรุ่นคัดมาแล้วว่าคุ้มค่า ราคาเป็นมิตร แถมประหยัดน้ำมันเป็นที่สุด
1. SUZUKI SWIFT
ประเดิมรถผู้หญิงคันแรกด้วยรถไซส์มินิ คันเล็กกระทัดรัด มาพร้อมเครื่องยนต์ DUALJET หัวฉีดคู่ เพิ่มประสิทธิภาพการฉีดเชื้อเพลิงให้ดียิ่งขึ้น ภายในตกแต่งแบบสปอร์ต จอแสดงผลมีทั้งแบบดิจิทัล และ LCD ขับขี่ได้อย่างมั่นใจ เพราะเขามากับถุงลมนิรภัยถึง 6 ตำแหน่ง และยังช่วยประหยัดน้ำมันมากกว่า 23 กม./ลิตร* เลยทีเดียว
*ขึ้นอยู่กับรุ่น
ราคาอยู่ที่ : 499,000 – 629,000 บาท (ขึ้นอยู่กับรุ่นและสี)
2. MITSUBISHI ATTRAGE
อีกรุ่นฮิตของสาวออฟฟิศ ดีไซน์โดดเด่น หน้าจอระบบสัมผัสขนาด 8 นิ้ว แต่ที่พิเศษคือตัวรถมีระบบตัดกำลังเครื่องยนต์ (เมื่อเหยียบคันเร่งอย่างรุนแรงและรวดเร็ว) ระบบเตือนการชนด้านหน้า และระบบช่วยชะลอความเร็ว นับว่าเป็นตัวช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้กับสาวๆได้อย่างดี
ประหยัดน้ำมันสูงสุดถึง 23.3 กม./ลิตร
ราคาอยู่ที่ : 494,000 – 624,000 บาท (ขึ้นอยู่กับรุ่นและสี)
3. MAZDA 2
รถที่พัฒนาจากแนวคิด Kodo : Soul of Motion ดูเรียบง่าย แต่แฝงไปด้วยความโฉบเฉี่ยวทุกมุมมอง ออกแบบโดยคิดถึงผู้ขับขี่เป็นหลัก จับคู่กับระบบแสดงภาพรอบทิศทาง 360 องศา และ ACTIVE DRIVING DISPLAY สกรีนใส แสดงข้อมูลสำคัญ ในการขับขี่แบบสี มาพร้อมเครื่องยนต์ 2 แบบด้วยกันคือ สกายแอคทีฟคลีนดีเซล 1500 cc และเครื่องยนต์สกายแอคทีฟเบนซิน 1300 cc
ประหยัดน้ำมันสูงสุดถึง 26.3 กม./ลิตร* มั่นใจได้ทุกระยะทาง
*ขึ้นอยู่กับรุ่น
ราคาอยู่ที่ : 546,000 – 799,000 บาท (ขึ้นอยู่กับรุ่นและสี)
4. HONDA CITY
รถสำหรับผู้หญิง ที่จะขับเดี่ยวๆ ก็สวย หรือจะแต่งเพิ่มก็เท่ไปอีกแบบ มีลูกเล่นคือปุ่ม Econ mode ที่ช่วยลดการใช้พลังงานสิ้นเปลืองขณะขับขี่ ตกแต่งภายในด้วยสีดำสุดคลาสสิก มาพร้อมกล้องหลังที่สามารถปรับมุมมองได้ถึง 3 รูปแบบ จะทางลาดทางชันก็พร้อมทุกการขับขี่
ประหยัดน้ำมันสูงสุดถึง 23.8 กม./ลิตร*
*ขึ้นอยู่กับรุ่น
ราคาอยู่ที่ : 579,000 – 739,000 บาท (ขึ้นอยู่กับรุ่นและสี)
5. Toyota Yaris
รถ Eco car สไตล์สปอร์ต ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ หน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่อย่างละเอียด พวงมาลัยหนังสีดำ พร้อมฟังก์ชั่นควบคุมเครื่องเสียงและโทรศัพท์ โดดเด่นด้วยระบบไฟส่องสว่างหลังจากดับเครื่องยนต์ ที่จะช่วยให้สาวๆ เดินเข้าบ้านอย่างปลอดภัย ขับขี่ปลอดภัย การันตีด้วยมาตรฐานระดับ 5 ดาว ประหยัดน้ำมันสูงสุดถึง 23.- กม./ลิตร*
*ขึ้นอยู่กับรุ่น
ราคาอยู่ที่ : 539,000 – 649,000 บาท (ขึ้นอยู่กับรุ่นและสี)
6. Nissan Note
รถสำหรับผู้หญิงที่ต้องการพื้นที่ในรถกว้างๆ เพราะเบาะของเขาปรับได้ถึง 3 แบบด้วยกัน จะช้อปปิ้งเยอะขนาดไหนก็มีพื้นที่ให้วางของ ที่นั่งด้านหลังเป็นแบบยกสูง ทำให้รู้สึกโปร่งโล่งสบายตา จะนั่งนอนท่าไหนก็ไม่อึดอัด แถมรถรุ่นนี้ยังมีกล้องอัจฉริยะมองได้รอบทิศทาง ขับขี่ได้อย่างมั่นใจ ยังไม่พอแค่นั้น ถ้าสาวๆคนไหนเริ่มขับขี่ออกนอกช่องทาง รถคันนี้มีระบบเตือนด้วยนะ เจ๋งสุดๆ เลย
ราคาอยู่ที่ : 529,000 – 589,000 บาท (ขึ้นอยู่กับรุ่นและสี)
เพราะเราใช้ชีวิตบนท้องถนนกันแทบทุกวัน ไม่ว่าจะไปทำงาน ไปซื้อของ หรือแม้แต่ไปเที่ยวต่างจังหวัด การคำนึงถึงความคุ้มค่าของรถ การใช้งาน และราคาจึงเป็นเรื่องสำคัญ ยิ่งกับผู้หญิงด้วยแล้ว ยิ่งต้องให้ความสำคัญคูณสอง
ทั้งนี้ก็เพื่อการใช้งานอย่างสมบูรณ์แบบยังไงล่ะ
ถ้าสาวๆคนไหนมีรถอยู่แล้ว แต่ต้องการขายเพื่อซื้อรถใหม่ RodKaidee พร้อมเป็นตัวช่วยให้สาวๆ ได้รถในฝันได้ไวยิ่งขึ้น นำรถเก่ามาลงขายได้ที่นี่เลย