Nov 30, 2020 | บทความยานยนต์
ในปัจจุบันรถยนต์รุ่นใหม่ ๆ ได้เปิดตัวรถยนต์ภายใต้แบรนด์ของตัวเองมาเยอะมาก บางคนซื้อเพื่อใช้งานยาวหลายปี แต่บางคนซื้อมาใช้เพื่อขายต่อแล้วเปลี่ยนเป็นรุ่นใหม่ไปเรื่อย ๆ ด้วยเหตุผลที่ว่าต้องการรุ่นปีที่ใหม่ล่าสุดและทันสมัยอยู่ตลอด จึงทำให้ตลาดรถยนต์มือสองนั้นมีรถยนต์ที่นำมาขายเต็นท์รถเยอะมาก มีหลากหลายรุ่น หลากหลายแบรนด์ หลากหลายราคา
ทำให้ตลาดรถยนต์มือสองคึกคัก เนื่องจากรถยนต์บางรุ่นห่างจากรุ่นใหม่เพียงแค่ 1 รุ่นก็มี บางรุ่นสภาพใหม่มาก ตัวเลขไมล์น้อย ซึ่งทำให้คนที่กำลังหารถยนต์มือสองอยู่มีตัวเลือกมากมาย แต่เพื่อน ๆ ทุกคนรู้หรือไม่ว่ารถยนต์มือสองบางคันอาจจะทำให้ดูใหม่ขึ้นมา เปลี่ยนชิ้นส่วนมาก็ได้ วันนี้เรามีวิธีการดูรถยนต์มือสอง ว่าก่อนซื้อควรดู ควรเช็กอะไรบ้าง จะได้ไม่ต้องเสียเวลา ไม่ต้องโดนหลอก มาดูกันเลย
1. ตัวถังรถ
สิ่งแรกที่จะต้องเห็นก่อนเป็นอันดับแรก คือ ตัวรถยนต์ ให้สังเกตและเดินดูด้วยตาว่ารถอยู่ในสภาพที่ไม่มีรอยบุบ รอยยุบจากการกระแทกใด ๆ สีมีถลอกหรือไม่ มีอะไรที่ผิดสังเกต ถ้ามีตั้งแต่ข้อแรกนี้ ให้เปลี่ยนคันหรือเปลี่ยนเต็นท์รถได้เลย เพราะถ้ามีรถลักษณะแบบนี้แล้ว ให้คิดว่ารถยนต์คันอื่น ๆ ในเต็นท์นี้คงจะมีอีกแน่ ไม่น่าไว้วางใจที่จะซื้อและดูต่อในข้อที่ต่อไปแล้วนะครับ
2. ชิ้นส่วนน็อต
น็อตคือสิ่งที่จะบ่งบอกได้เหมือนกันว่ารถได้ผ่านการปรับแต่ง ถอดชิ้นส่วนออกไปแล้วใส่กลับคืนมาบ้างหรือไม่ โดยจะสังเกตได้จากหลายจุด เช่น น็อตในฝากระโปรงรถ ข้างรถยนต์ เป็นต้น ถ้ามีการขันน็อต ตัวน็อตจะมีรอยของการถูกขันไว้ ให้ตีความได้เลยว่า รถยนต์คันนี้ผ่านการปรับเปลี่ยนมานั่นเองครับ
3. เลขไมล์
สิ่งที่สำคัญอีกหนึ่งอย่างเลย คือ ตัวเลขการวิ่งของรถยนต์คันนี้ว่าวิ่งไปกี่กิโลเมตรแล้ว ซึ่งถ้าเลขไมล์เยอะ แสดงว่ารถคันนี้อาจจะใช้งานมาหนัก เครื่องอาจจะเสื่อมสภาพได้ อีกข้อสังเกต คือ ถ้ารถสภาพสมบูรณ์มาก ๆ แล้วเลขไมล์น้อย เป็นสิ่งที่ดี แต่ถ้าหากรถหลายปีแล้ว เลขไมล์น้อยแบบผิดสังเกต ให้ตีความได้เลยว่า รถอาจจะผ่านการกรอเลขไมล์มาได้
4. เครื่องยนต์
เป็นอีกหนึ่งสิ่งและเป็นหัวใจสำคัญของรถยนต์ทุกรุ่น ทุกยี่ห้อที่ต้องมีในการขับเคลื่อน แนะนำให้ตรวจและเช็กเครื่องยนต์อย่างละเอียดโดยการสตาร์ทรถยนต์ ดูการทำงานของเครื่องยนต์ว่ามีจุดไหนผิดปกติหรือไม่ และดูส่วนประกอบอื่น ๆ เช่น แบตเตอรี่ น้ำมันเครื่อง หม้อพักน้ำว่าถูกเปลี่ยนหรืออยู่ในสภาพสมบูรณ์หรือไม่
5. ระบบช่วงล่าง
จุดนี้อาจจะต้องใช้เครื่องยกรถยนต์ขึ้นเพื่อดูใต้ท้องรถว่ามีจุดไหนที่ผิดปกติหรือไม่ เช่น มีจุดรั่วซึมของเหลวตรงจุดไหนบ้างหรือเปล่า มีจุดฉีกขาดหรือโดนขูดไหม ระบบโช๊คอัพ ยางรถมีรอยแตกหรือไม่ เป็นต้น
6. ทดลองขับ
ขั้นตอนที่สำคัญคงหนีไม่พ้นการได้ทดลองขับรถจริง ซึ่งจะทำให้ได้รู้ว่ามีสิ่งผิดปกติตรงจุดไหนบ้างจากการขับจริง มีเสียงตรงไหน ระบบช่วงล่างเป็นอย่างไร ระบบไฟฟ้าของรถยนต์เป็นอย่างไร อัตราเร่งเป็นอย่างไร หรือเครื่องยนต์กระตุกหรือไม่ ซึ่งขั้นตอนนี้เราจะสามารถตัดสินใจได้ทันทีที่เราได้ทดลองขับเสร็จ แนะนำให้ขับให้นานหน่อยนะครับ เพื่อที่จะได้ทดสอบรถยนต์จริง ๆ อาจจะมีอาการที่ผิดปกติแสดงออกมาตอนที่ได้ขับขี่อยู่นั่นเอง
เป็นอย่างไรกันบ้างครับเพื่อน ๆ กับวิธีเช็กรถยนต์มือสอง ถ้าเพื่อน ๆ คนไหนกำลังจะซื้อรถยนต์มือสอง แล้วอยากได้รถที่ดี มีคุณภาพ แถมราคาที่ถูกกว่า ลองมาดูที่ Kaidee Auto ก่อนได้นะครับ เรามีรถยนต์มือสองสภาพดี มีคุณภาพ และราคาที่ดีมาก ๆ นัดดูรถและนำวิธีดูรถยนต์มือสองไปใช้ดูได้เลยนะครับ
Nov 30, 2020 | บทความยานยนต์
ถ้าพูดถึงประเภทของรถยนต์ในปัจจุบันที่มีหลากหลายประเภทให้เลือก ไม่ว่าจะเป็นประเภทกระบะ รถเก๋ง รถ SUV และรถตู้ เป็นต้น รถยนต์แต่ละประเภทย่อมตอบโจทย์การใช้งานที่แตกต่างกัน บางประเภทอาจจะตอบโจทย์ในด้านจุคนได้เยอะ เหมาะสำหรับครอบครัวหรือบางประเภทเหมาะสำหรับใช้ขนของ
แต่หากว่าคุณกำลังจะเลือกซื้อรถยนต์สักคัน แต่ยังไม่รู้ว่าจะซื้อประเภทไหน ในบทความนี้จะบอกในสิ่งที่คุณอยากรู้และช่วยให้ตัดสินใจซื้อรถยนต์ได้แบบตอบโจทย์กับคุณแน่นอน
ปัจจัยในการเลือกประเภทรถยนต์ที่เหมาะกับคุณที่สุด
การเลือกประเภทรถยนต์ที่เหมาะกับตัวเองนั้นไม่ยากเลย แต่จะมีหลายปัจจัยในการเลือก เช่น การใช้งาน จำนวนสมาชิกในครอบครัว เน้นการขับขี่ไปที่ไหน เน้นเรื่องประหยัดน้ำมัน เน้นเรื่องความสะดวกสบายในการใช้ การรับประกันหลังการขาย หรือจะเป็นเรื่องราคาและค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษา เป็นต้น
หลาย ๆ ปัจจัยเหล่านี้จะทำให้เราตัดตัวเลือกและเลือกรถที่ตรงกับความต้องการของเราได้มากที่สุดครับ
รถยนต์แต่ละประเภทตอบโจทย์การใช้งานที่แตกต่างกัน
1. รถเก๋ง
รถเก๋ง หรือ Sedan รถที่เราได้เห็นเยอะที่สุดบนท้องถนน โดยรถเก๋งนั้นจะมีหลายขนาด หลายความจุ ให้เลือกหลากหลายแบรนด์ แล้วแต่ความชอบและกำลังซื้อของแต่ละคน
ซึ่งรถประเภทนี้ เหมาะสำหรับคนที่อยู่คนเดียวหรืออยู่เป็นครอบครัวก็ได้ ชอบความคล่องตัวในการเดินทาง สามารถจุของได้แบบพอดี แล้วแต่ขนาดของรถ ทุกอาชีพสามารถใช้ได้ โดยรถยนต์ประเภทรถเก๋ง หรือ Sedan ก็จะมีหลายประเภทย่อยให้เลือก ตั้งแต่ระดับ Eco Car ถึง ขนาดใหญ่หรูหรา
รถ Eco Car
ขนาดเครื่องยนต์ 1.0 – 1.4 ลิตร เหมาะกับใครบ้าง?
เหมาะกับคนที่มีสมาชิกในครอบครัว 1 – 4 คน เหมาะกับการขับขี่ใช้งานในเมืองมากที่สุดหรือออกต่างจังหวัดบางครั้ง ประหยัดน้ำมัน คล่องตัวในการขับขี่ ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาค่อนข้างเหมาะสม ช่วงราคาของรถเก๋ง ประเภท Eco car จะอยู่ในช่วง 450,000 ถึง 650,000 บาท
ตัวอย่างรถยนต์ Eco Car
Toyota Yaris Mitsubishi Mirage Nissan Almera
รถยนต์นั่งขนาดเล็ก
เหมาะกับคนที่มีสมาชิกในครอบครัว 1 – 5 คน เหมาะกับการขับขี่ใช้งานในเมืองและออกต่างจังหวัด ประหยัดน้ำมันและสะดวกสบาย ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาค่อนข้างเหมาะสม ช่วงราคาของรถเก๋งประเภทรถยนต์นั่งขนาดเล็กจะอยู่ในช่วง 650,000 ถึง 1,250,000 บาท
ตัวอย่างรถยนต์ขนาดเล็ก
Toyota Vios Toyota Corolla Altis Honda Civic
รถยนต์นั่งขนาดกลาง
เหมาะกับคนที่มีสมาชิกในครอบครัว 1 – 5 คน เหมาะกับการขับขี่ใช้งานในเมืองและออกต่างจังหวัด ค่อนข้างประหยัดน้ำมันและมีสะดวกสบายมาก เพราะห้องโดยสารที่ค่อนข้างใหญ่ ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาเหมาะสมกับขนาดของรถ ช่วงราคาของรถเก๋งประเภทรถยนต์นั่งขนาดกลางจะอยู่ในช่วง 1,000,000 ถึง 1,900,000 บาท
ตัวอย่างรถยนต์นั่งขนาดกลาง
Honda Accord Toyota Camry และ Nissan Teana เป็นต้น
รถยนต์นั่งขนาดใหญ่
เหมาะกับคนที่มีสมาชิกในครอบครัว 1 – 6 คน เหมาะกับการขับขี่ใช้งานในเมืองและออกต่างจังหวัด เน้นความสะดวกสบาย ด้วยห้องโดยสารขนาดใหญ่และหรูหรา ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาค่อนข้างสูง ช่วงราคาของรถเก๋งประเภทรถยนต์นั่งขนาดใหญ่จะอยู่ในช่วง 3,000,000 ถึง 9,000,000 บาท
ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับความชอบส่วนตัว กำลังทรัพย์ และปัจจัยอื่น ๆ ในการประกอบการตัดสินใจของแต่ละคนด้วย
ตัวอย่างรถยนต์นั่งขนาดใหญ่
Mercedes Benz S-Class BMW 7 Series Audi A8 Lexus LS
2. รถยนต์ประเภท Hot Hatch
รถยนต์ประเภทนี้มีความกะทัดรัด มีความคล่องตัวในการใช้งาน ขับง่าย โดยรถยนต์ประเภท Hot Hatch เหมาะสำหรับ
ครอบครัวที่มีสมาชิก 1 – 5 คน เหมาะกับการขับขี่ใช้งานในเมืองและออกต่างจังหวัด เน้นความสะดวกสบาย คล่องตัวในการขับขี่ ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาเหมาะสมกับประเภทของรถ ช่วงราคาของรถประเภท Hot Hatch จะอยู่ในช่วง 450,000 ถึง 3,000,000 บาท
โดยรถยนต์ประเภทนี้ก็มีหลากหลายรุ่นให้เลือกเช่น
Honda Civic Hatchback Mercedes-AMG A45 BMW M140i Audi S3 MK3
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ต้องขึ้นอยู่กับหลาย ๆ ปัจจัยในการตัดสินใจซื้อด้วยนะครับ
3. รถยนต์อเนกประสงค์ MPV
รถประเภทนี้ เป็นรถที่มีขนาดเล็กกว่ารถตู้ และคล่องตัวกว่า นั่งได้สบายกว่า สมรรถนะดี ใช้ขับขี่ทางไกลได้ดี โดยรถยนต์ประเภท MPV เหมาะสำหรับ
ครอบครัวที่มีสมาชิก 1 – 8 คน เหมาะกับการขับขี่ใช้งานในเมืองและออกต่างจังหวัด เน้นความสะดวกสบาย ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาเหมาะสมกับประเภทของรถ ช่วงราคาของรถเอนกประสงค์ MPV จะอยู่ในช่วง 1,300,000 บาท ถึง 7,000,000 บาท
สำหรับรถประเภท MPV ก็มีหลากหลายแบรนด์ เช่น
Honda Freed Hyundai-H1 Toyota Alphard Toyota Vellfire Lexus LM300h
4. รถยนต์อเนกประสงค์ SUV
รถยนต์ประเภท SUV เป็นรถยนต์ที่มีความอเนกประสงค์ มีประโยชน์ใช้สอยมากกว่ารถยนต์ทั่วไป แต่ยังคงความเป็นรถยนต์ที่ดูสวยงาม ขับขี่ได้ทุกวัน แต่ความแตกต่างก็คือ สามารถขับลุยได้ในทุก ๆ ที่ที่มากกว่ารถยนต์ทั่วไป โดยรถยนต์อเนกประสงค์ประเภท SUV เหมาะสำหรับ
ครอบครัวที่มีสมาชิก 1 – 7 คน เหมาะกับการขับขี่ใช้งานในเมืองและออกต่างจังหวัด เน้นความสะดวกสบาย คล่องตัวในการขับขี่ ช่วงล่างแข็งแรง ลุยได้ทุกที่ ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาเหมาะสมกับประเภทของรถ ช่วงราคาของรถเอนกประสงค์ SUV จะอยู่ในช่วง 800,000 ถึง 2,000,000 บาท
สำหรับรถประเภท SUV ก็มีหลากหลายรุ่นในไทย เช่น
Toyota Fortuner Mitsubishi Pajero Sport Ford Everest lsuzu Mu-X
5. รถกระบะ (Pick-UP)
รถกระบะ หรือ รถพิกอัป เป็นรถยนต์ที่มีข้างหน้าเป็นห้องโดยสาร ข้างหลังสามารถขนของและเปิดท้ายได้ จึงทำให้คนไทยนิยมเรียกรถนี้ว่า ‘รถพิกอัป’ ขึ้นชื่อว่าเป็นรถประเภท กระบะ แน่นอนว่าจะต้องสามารถขนของได้เยอะ และมีสมรรถนะช่วงล่างที่ดี สามารถขับลุยไปที่ไหนก็ได้ โดยรถประเภทกระบะเหมาะสำหรับ
ครอบครัวที่มีสมาชิก 1 – 5 คน เหมาะกับการขับขี่ใช้งานในเมืองและออกต่างจังหวัด เน้นความสะดวกสบายในการขนของ สมรรถนะ ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาเหมาะสมกับประเภทของรถ ช่วงราคาของรถกระบะจะอยู่ในช่วง 750,000 ถึง 1,100,000 บาท
โดยรถประเภทนี้ก็มีหลายหลายแบรนด์ที่ทำตลาดในไทย เช่น
Isuzu D-MAX Toyota Revo Chevrolet Colorado Mazda BT-50
6. รถตู้
รถประเภทนี้จะมีลักษณะโครงสร้างที่ใหญ่ขึ้นจากรถประเภท MPV สามารถจุคนได้เยอะกว่า สามารถใช้ขับขี่ทางไกลได้อย่างสะดวก โดยรถตู้เหมาะกับ
ครอบครัวที่มีสมาชิก 1 – 12 คน เหมาะกับการขับขี่ใช้งานในเมืองและออกต่างจังหวัด เน้นความสะดวกสบายในการโดยสาร ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาเหมาะสมกับประเภทของรถ ช่วงราคาของรถตู้จะอยู่ในช่วง 900,000 ถึง 1,300,000 บาท
ส่วนใหญ่จะเห็นรถประเภทนี้อยู่ในรถเช่า รถโดยสารข้ามจังหวัดนั่นเอง
โดยรถตู้ที่คุ้นชินตากันมากในไทย คือ Toyota Commuter ยังมี Nissan Urvan และ MG V80 ที่ทำการตลาดในไทยด้วยเช่นกัน
7. รถยนต์สปอร์ต
ขึ้นชื่อว่าเป็นรถสปอร์ต ก็ต้องมากับรูปทรงที่ดูโฉบเฉี่ยว มีเครื่องยนต์ที่แรง สมรรถนะดีเยี่ยม แถมราคาก็สูงปรี๊ด แน่นอนครับว่า รถยนต์ประเภทสปอร์ตนั้นเป็นรถยนต์ที่ผู้คนต่างใฝ่ฝันที่จะได้ครอบครองกันมาก เพราะว่าตัวรถมีรูปทรงที่ดูเท่ ดูโฉบเฉี่ยว พร้อมกับเครื่องยนต์ที่แรง สมรรถนะยอดเยี่ยม ขับไปที่ไหน ผู้คนก็ต่างให้ความสนใจ แต่ก็มากับราคาที่สูงด้วยเช่นกัน โดยรถยนต์ประเภทสปอร์ตเหมาะกับ
ครอบครัวที่มีสมาชิก 1 – 2 คน หรือมีมากกว่า (มีรถยนต์อยู่แล้วหลายคัน) เหมาะกับการขับขี่ใช้งานในเมืองและออกต่างจังหวัด เน้นความสะดวกสบาย ความเร็ว คล่องตัว ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาสูง ช่วงราคาของรถสปอร์ตจะอยู่ในช่วง 3,500,000 ถึง 10,000,000 บาท
โดยปกติแล้วรถยนต์ประเภทนี้คนที่มีกำลังทรัพย์ค่อนข้างเยอะ จะอยู่คนเดียวหรือจะมีรถครอบครัวหลายคันแล้ว แต่ก็พอใจที่จะซื้อมาเพื่อมาประดับบารมีของตัวเอง
ซึ่งรถยนต์ประเภทนี้ก็จะมีหลากหลายแบรนด์ที่ทำตลาดในประเทศไทย เช่น
Toyota Supra BMW Z4 Mazda MX-5 Ford Mustang
สรุปท้ายบทความ
การเลือกประเภทรถยนต์ที่เหมาะกับคุณที่สุดนั้นไม่ยากเลย เพราะเลือกได้จากความชอบ แต่การที่จะซื้อรถยนต์คันหนึ่งเข้ามาใช้ในชีวิตประจำวันนั้นต้องขึ้นอยู่กับอีกหลาย ๆ ปัจจัยด้วย สุดท้ายรถยนต์ที่เหมาะกับคุณที่สุดจะถูกกรองจากปัจจัยต่าง ๆ และการตัดสินใจของตัวคุณเองครับ เพื่อน ๆ คนไหนสนใจรถยนต์ประเภทไหนอยู่บ้าง? ทาง Kaidee Auto เรามีให้เพื่อน ๆ ได้เลือกชมเกือบจะทุกประเภทเลย แวะเข้ามาชมกันก่อนได้นะ การันตีว่าดีทั้งราคาและคุณภาพ
Nov 28, 2020 | บทความยานยนต์
คาดว่าหลายคนน่าจะคุ้นเคยกับรถประเภท SUV (Sport Utility Vehicle) หรือในภาษาไทยคือ รถอเนกประสงค์แบบสปอร์ตยกสูง นอกจากจะเป็นที่คุ้นเคยแล้ว ยังเป็นยอดนิยมที่คนไทยมักหาซื้อมาใช้
โดยเฉพาะกับบ้านไหนที่มีครอบครัวอยู่กันมากกว่า 3 คน ทางเลือกจึงมักเป็นรถ SUV ที่สามารถไปไหนมาไหนได้ แถมสมรรถนะยังแรงคล่องตัวอีกด้วย
ถึงอย่างนั้นรถประเภท MPV (Multiple Purpose Vehicle) และ PPV (Pick up Passenger Vehicle) ที่แม้จะได้รับความนิยมไม่เท่า SUV แต่ก็มองข้ามความสำคัญในพื้นที่ตลาดรถยนต์ไทยไปไม่ได้เลย
เพราะมีลักษณะคล้ายคลึงเกือบเหมือนกันกับ SUV และมีบางรุ่นที่ราคาถูกกว่า SUV อยู่หลายบาท บางคนจึงตัดสินใจมาซื้อรถเหล่านี้แทน
ความแตกต่างมีผลต่อการเลือกซื้อรถยนต์อย่างไร
นอกจากรูปลักษณ์ดีไซน์ภายนอกของรถยนต์ ที่มีผลต่อการเลือกซื้อรถแล้ว ประเภทของรถก็เป็นอีกหนึ่งที่ผู้ซื้อจะให้ความสนใจ เพราะเมื่อเกิดการแบ่งประเภทรถ ผู้ซื้อจะตัดสินใจจากการแบ่งประเภทของรถ ที่มีความหมายเชิงลึกในแง่ของศักยภาพ สมรรถนะของรถประเภทนั้น ๆ
หากผู้ให้เข้าใจง่าย คือเมื่อคุณเลือกที่จะซื้อรถสักคัน และในใจคุณยังไม่มีว่าชอบรุ่นไหนเป็นพิเศษ อย่างแรกคุณจะทำการค้นหารถเหล่านั้นจาก ประเภทของรถ เช่น รถซีดาน รถ SUV หรือ รถ MPV เป็นต้น
จึงเป็นที่มาว่าความแตกต่างของรถยนต์แต่ละประเภทมีความแตกต่างในการซื้อ ตั้งแต่อัตราการค้นหา และชื่อประเภทของรถที่อาจหมายถึงสมรรถนะของรถด้วยก็เป็นได้
ความแตกต่างของรถ MPV, PPV และSUV
ลองมาเปรียบเทียบดูกันว่ารถยนต์ทั้ง 3 ประเภท มีความแตกต่างกันอย่างไรบ้าง เพื่อเป็นเหตุผลในการประกอบการตัดสินใจเพื่อซื้อรถยนต์ ที่ไม่ใช่รถยนต์ประเภทซีดาน โดยรถทั้งสามแบบนี้ แม้จะมีความใกล้เคียงกันทั้งชื่อ ทั้งรูปลักษณ์ แต่ทว่าจุดเด่นของรถยนต์ทั้ง 3 ประเภทนี้กับมีความต่างที่ชัดมาก
1. MPV
รถ MPV (Multiple Purpose Vehicle) หรือที่เรียกในภาษาไทยว่า รถแวน 5 ประตู อเนกประสงค์ 6-11 ที่นั่ง โดยความสูงของรถยนต์ประเภทนี้จะมีความใกล้เคียงรถเก๋งมาก
จุดเด่นของรถยนต์ประเภทนี้คือ สามารถจุคนได้เยอะมาก ใกล้เคียงกับรถแวนเลยทีเดียว ที่นั่งจะสามารถนั่งได้สบายไม่เบียดกันแม้ไปกันหลายคน รูปลักษณ์ภายนอกที่แตกต่างกับรถแวนก็จะมีเพียง ด้านหน้าของรถยนต์ที่ยื่นออกไปคล้ายรถเก๋งซีดาน 4 ประตู
รถยนต์ประเภทนี้จะมีตั้งแต่ 6-11 ที่นั่ง และมีชื่อเรียกที่แตกต่างกันไปตามขนาดของรถ ถ้าขนาดเล็กจะถูกเรียกว่า Mini MPV ขนาดกลางเรียกว่า Compact MPV และขนาดใหญ่จะถูกเรียกว่า Large MPV ซึ่งรถประเภทนี้จะให้ความนุ่มนวลในการขับขี่มากกว่า SUV ด้วยระบบขับเคลื่อน 4 ล้ออิสระทำให้ทรงตัวดี ทั้งนี้ความสูงของรถยนต์ประเภทนี้ จะอยู่ที่ประมาณรถเก๋งทั่วไป
ยกตัวอย่าง เช่น รถ Toyota Sienta, Honda Mobilio, KIA Grand Carnival, Suzuki Ertiga, Toyota Wish, Toyota Alphard, Hyundai H1, Toyota Avanza, Volksawgen Multivan และอื่น ๆ
2. PPV
รถยนต์ที่ดั้งเดิมถูกออกแบบมาให้เป็นรถกระบะ และนำมาดัดแปลงในภายหลัง หรือที่เราเรียกกันจนติดปากอย่าง รถพิกอัป คำว่า PPV ย่อมาจาก Pick up Passenger Vehicle ก็คือเป็น รถกระบะดัดแปลงเพิ่มที่นั่งเพื่อรองรับผู้โดยสารภายในรถนั่นเอง
คุณรู้หรือไม่ว่า รถยนต์ประเภท PPV นั่นเป็นชื่อเรียกการแบ่งประเภทรถที่มีเพียงในไทยเท่านั้น โดยรถกระบะดัดแปลงเหล่านั้จะมีทั้งแบบขับเคลื่อนอิสระ 2 ล้อ และขับเคลื่อนอิสระ 4ล้อแตกต่างกันไป
โดยสาเหตุที่มีการดัดแปลงรถยนต์ประเภทนี้ให้กลายเป็นรถนั่ง เพราะการปรับเปลี่ยนโครงสร้างในการเรียกเก็บเงินของภาษีสรรพสามิตอนุญาตให้รถยนต์ประเภทนี้ สามารถจดทะเบียนในฐานะ รถนั่ง ได้นั่นเอง
ยกตัวอย่าง เช่น รถ Pajero 1990, รถ Isuzu Cameo, รถ Toyota Sport Rider, รถ Mitsubishi G-wagon, รถ Ford Everest และอื่น ๆ
3. SUV
SUV ย่อมาจาก Sport Utility Vehicle หรือชื่อภาษาไทยที่ว่าเป็น รถอเนกประสงค์แบบสปอร์ตยกสูง แค่ชื่อก็สามารถอธิบายคุณสมบัติรถยนต์ประเภทนี้ได้เป็นอย่างดีว่า ต้องเป็นรถที่มีสมรรถนะและความเป็นสปอร์ตแบบเหนือขั้น
รถยนต์อเนกประสงค์ที่มีประโยชน์สารพัดคือคำตอบของรถ SUV ที่มอบให้แก่ผู้ขับขี่ โดยรถยนต์ประเภทนี้จะเน้นไปในด้านภาพลักษณ์ของความแข็งแกร่งและสปอร์ต พร้อมสมรรถนะที่ดีเยี่ยม พร้อมพาคุณและครอบครัวไปในทุกเส้นทาง
ส่วนใหญ่แล้วผู้ที่เลือกรถ SUV คือต้องการบุกป่าฝ่าเขา ต้องการรถยนต์ที่พร้อมบุกลุยทุกเส้นทางไปพร้อม ๆ กัน ไม่ว่าจะเป็นบุกน้ำ ลุยโคลน หรือออฟโรดก็ต้องมาแบบจัดหนักจัดเต็ม เดินทางไปได้ทุกเส้นทางแบบไร้อุปสรรค
ยกตัวอย่าง เช่น รถ Porshce Cayenne, รถ Volvo X-90, รถ Nissan X-Trail, รถ Honda CR-V, รถ Toyota Land Cruiser, รถ Mercedes-Benz GLC, รถ Mitsubishi Pajero Sport และอื่น ๆ
รถแบบไหนตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์แบบไหน
อย่างแรกเลย หากคุณเป็นคนในกลุ่มที่ชอบความสปอร์ต ขับขี่คล่องทั้งในเมืองและต่างจังหวัด รวมถึงยังมีสมาชิกครอบครัวไม่เกิน 5 คน รถ SUV จะตอบโจทย์การขับขี่ของคุณที่สุดใน
แต่หากคุณมองว่าคุณไม่ได้ต้องการความสปอร์ตและขับขี่คล่องตัวขนาดนั้นบนท้องถนน และบ้านคุณก็มีสมาชิกจำนวนหนึ่ง หรือประมาณ 6-11 คน ก็ควรเลือกเป็นรถประเภท MPV ที่มีลักษณะเป็นรถแวนหรือคล้ายรถแวน จะทำให้คุณกับครอบครัวไปไหนไปกันได้สบายและครบครันกว่าเดิม
ส่วนรถ PPV นั้นคือเหมาะกับการขนของ แต่ก็ต้องการบรรทุกผู้โดยสารไปด้วย รถประเภทนี้จะสมรรถนะที่แรงกว่าทุกแบบ เพียงแต่รูปลักษณ์อาจไม่โฉบเฉี่ยวเท่าอีกสองแบบข้างบน และความนิ่มนวลในการขับอาจน้อยกว่านั่นเอง
รถ Cross Over แตกต่างกับ MPV, PPV และSUVอย่างไร
พอรู้กันไปบ้างแล้ว สำหรับรถยนต์ประเภท MPV, PPV และSUV แต่รถยนต์อีกหนึ่งประเภทที่มีความน่าสนใจไม่แพ้กันอย่าง รถยนต์ Cross Over หรือ ที่เราคุ้นเคยกันในชื่อ รถแฮตช์แบ็ค 5 ประตู ที่มีความคล้ายคลึงกับ SUV อย่างมาก
ถึงอย่างนั้น รถ Cross Over ก็ไม่ใช่รถแบบเดียวกับ SUV เพราะรถ Cross Over นั้นถูกปรับมาจากรถเก๋งซีดาน 4 ประตู โดยมีอาจมีการยกตัวรถให้สูงขึ้น และเติมประตูท้ายแทนที่ฝากระโปรงหลังแทน สร้างความโฉบเฉี่ยวแบบสปอร์ตให้กับรถมากขึ้น ทั้งยังสามารถขับขี่ได้คล่องกว่ารถเก๋งโดยทั่วไปนั่นเอง
สรุปท้ายบทความ
การเลือกซื้อรถยนต์สักคัน นอกจากจะดูถึงความเหมาะสมของไลฟ์สไตล์ในการขับแล้ว ยังต้องคำนึงถึงเรื่องของราคาและความคุ้มค่าในการใช้รถเป็นส่วนประกอบอีกเดียว ดังนั้น เพื่อที่จะตอบโจทย์และได้ทดลองความคุ้มค่าของรถยนต์นั้น ๆ ผู้ที่จะซื้อรถควรทดลองขับและขอรายละเอียดให้ชัดเจนเพื่อประกอบการตัดสินใจก่อนจึงจะดีที่สุด
แต่สำหรับใครที่คิดว่าการซื้อรถยนต์มือหนึ่ง เป็นเรื่องที่เกินตัวจนเกินไป โดยเฉพาะสำหรับเหล่ากลุ่มคนที่เพิ่งเริ่มทำงาน หากมองถึงความคุ้มค่าในรถยนต์มือสองโดยเฉพาะรถยนต์ประเภท SUV, MPV และPPV ที่มีสมรรถนะและอายุการใช้งานที่สูงกว่ารถซีดานแล้ว
การซื้อรถมือสองของรถประเภทนี้ นับได้ว่าเป็นการลงทุนที่ค่อนข้างคุ้มในระดับหนึ่งเลยล่ะ เพราะนอกจากอะไหล่จะหาได้ง่ายแล้ว ยังสามารถซื้อมาขายไปได้คล่องอีกด้วยล่ะ หากคุณคือหนึ่งในคนที่สนใจซื้อ-ขายรถยนต์มือสองแล้วละก็ Kaidee Auto คือคำตอบ!!