Sep 20, 2021 | บทความยานยนต์
ใช่ว่าในชีวิตประจำวันของคนเราส่วนใหญ่จะต้องการใช้รถตู้เท่าไร และรถตู้ที่มีอยู่ในท้องตลาดก็มีไม่ได้เยอะมาก แต่ต้องบอกเลยว่าไม่ใช่กับ Kaidee Auto เพราะว่าที่นี่เป็นแหล่งรวมรถยนต์ทุกประเภท ฉะนั้นวันนี้เดี๋ยวจะพามาดูกันดีกว่าถ้าคุณเป็นคนที่อยากจะได้รถตู้มือสองแล้วล่ะก็ ควรจะเลือกซื้อรุ่นไหนดี
เดี๋ยวนี้จะซื้อรถตู้เกิน 7 ที่นั่ง ต้องรู้ข้อกำหนดเหล่านี้
หากใครที่ต้องการใช้หรือซื้อรถตู้ที่มีที่นั่งเกิน 7 ที่นั่ง จำเป็นจะต้องรู้ข้อกำหนดเหล่านี้ ที่มีมาได้ไม่นานเท่าไร แต่บังคับใช้และต้องได้ความยินยอมจากกรมขนส่งทางบทเสียก่อน ในระเบียบว่าด้วย การขอจดทะเบียนรถยนต์ส่วนบุคคลตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์ พ.ศ. 2558 ซึ่งจะมีข้อกำหนดอะไรบ้างไปดูกันเลยดีกว่า
ข้อกำหนด
- จะต้องมีฐานะที่มั่นคงและมีความจำเป็นที่ใช้รถเพื่อการส่วนตัว
- ไม่มีประวัติการกระทำผิดเกี่ยวกับการนำรถยนต์ส่วนบุคคลไปใช้ทำการขนส่งเพื่อสินจ้าง
- ต้องมีที่จอดรถของตัวเองโดยมีขนาดไม่น้อยกว่า 35 ตารางเมตร ต่อ 1 คัน (ทั้งนี้จะต้องดูความเหมาะสมในการใช้งานจริง)
- ได้รับความเห็นชอบให้จดทะเบียนเป็นรถยนต์ส่วนบุคคล จากอธิบดี หรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมาย
เอกสารที่ต้องเตรียม
- หลักฐานแสดงการเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาย้อนหลัง 2 ปี
- หลักฐานฐานะทางการเงินที่มั่นคง เช่น บัญชีเงินฝากธนาคาร หรือ สถาบันการเงิน
- หนังสือชี้แจงความจำเป็นในการขอใช้งาน
- ภาพถ่ายตัวรถ พร้อมรายละเอียดทางเทคนิคเกี่ยวกับน้ำหนักและสัดส่วนตัวรถจากผู้ผลิต
- หลักฐานแสดงที่จอดรถ ได้แก่ ภาพสถานที่จอดรถ และ ทางเข้า-ออก ที่จอดรถ อย่างละ 2 รูป ตลอดจนแผนผังการเข้า-ออก และขนาดพื้นที่โดยละเอียด และท้ายสุดหลักฐานหรือการเป็นเจ้าของสถานที่ดังกล่าว
**หลักฐานทั้งหมดจะถูกตรวจสอบ โดยจะใช้เวลาไม่เกิน 30 วัน ในการตรวจสอบหลักฐาน ถ้าหากมีหลักฐานไม่ครบในระยะเวลาดังกล่าว จะถือว่าคำขอดังกล่าวตกไป โดยหากคำขอไม่ผ่านการอนุมัติ จะมีหนังสือไม่รับจดทะเบียนส่งถึงผู้ยื่นขอตามสิทธิดังกล่าว แต่หากผ่านการอนุมัติ จะอนุญาตให้ดำเนินการต่อ**
มัดรวมมาให้กับ 5 รถตู้มือสอง
รถตู้ที่จะมาเสนอในวันนี้ ต้องบอกเลยว่าเป็นรถตู้ที่น่าสนใจ และมีความใหญ่ของตัวรถที่เรียกได้ว่าคุ้มค่า เพราะเชื่อว่าใครก็ตามที่กำลังมองหารถตู้ จะต้องเน้นเรื่องความใหญ่และกว้าง ที่เหมาะกับการใช้งานไม่ว่าจะเป็นกับครอบครัวที่ใหญ่ หรือว่าจะเป็นเรื่องของการใช้เดินทางในการทำงานก็ตาม
1. Toyota Commuter

น่าจะเป็นที่คุ้นหน้าคุ้นตากันเป็นอย่างดีในประเทศไทยของเรา เพราะเรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งรุ่นที่นิยมเอามาทำเป็นรถตู้สาธารณะ ที่ใช้โดยสารไปมา ด้วยขนาดที่ใหญ่และมีที่นั่งได้สูงสุดถึง 12 ที่นั่ง จึงเป็นที่นิยมของคนที่ต้องการนำมาเพื่อประกอบอาชีพ แต่ไม่ใช่เพียงแค่นั้น มันยังเป็นรถตู้ที่คุ้มค่าสำหรับบุคคลทั่วไปที่ต้องการใช้งานเช่นเดียวกัน ซึ่งล่าสุดก็เพิ่งได้เปิดตัวรุ่นใหม่เมื่อปี 2019 ที่ผ่านมานี้เอง ทำให้ราคารถตู้มือสองอย่าง Toyota Commuter ราคาลดลงมามากเลยทีเดียว
สเปค
เครื่องยนต์ดีเซล 4 สูบ รหัส 1GD-FTV ที่มีความจุ 2.8 ลิตร ให้กำลังสูงสุดถึง 163 แรงม้า ที่ 3,600 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 420 นิวตัน-เมตร ที่ 1,600-2,200 รอบต่อนาที มาพร้อมเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด พร้อมระบบ Sequential Shift และเกียร์ธรรมดา 6 สปีด
ราคามือสองของ Toyota Commuter โดยประมาณ : 600,000 – 1,100,000 บาท
2. Toyota HI-Ace

เช่นเดียวกับรุ่น Toyota Commuter เพราะรุ่นนี้ใช้ตัวถังแบบเดียวกันเลย แต่ที่เปลี่ยนแปลงไปคือหน้าตาภายนอกและหลังคาที่มีความสูงขึ้น กว้างสบายกว่า รวมไปถึงที่นั่งที่มีมาให้ถึง 4 แถว รวมแล้วที่นั่งสูงสุดคือ 17 ที่นั่งกันเลยทีเดียว (ขนทีเดียวได้หลายครอบครัวเลย) ใครครอบครัวใหญ่ต้องโดนใจกับสิ่งนี้
สเปค
เครื่องยนต์ดีเซล (B20) รหัส GD-FTV ขนาด 2.8 ลิตร 2,755 cc. มาพร้อม Turbo Intercooler ที่ให้แรงม้าสูงสุดถึง 177 แรงม้า ที่ 3,400 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุดที่ 420 นิวตันเมตร ที่ 1,400 – 2,600 รอบต่อนาที
ราคามือสองของ Toyota Hi-Ace โดยประมาณ : 500,000 – 800,000 บาท
3. Hyundai H-1

เป็นอีกหนึ่งรถตู้ราคา ที่ต้องโดน ด้วยราคาของมือหนึ่งก็ไม่ได้แพงเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เจอราคามือสองเข้าไปยิ่งถูกเข้าไปอีก เหมาะมากหากใครอยากได้รถตู้แต่มีงบไม่สูงนัก เป็นตัวเลือกที่ยอดเยี่ยมเลยทีเดียว แต่ถึงแม้ว่าราคาจะเบา ๆ แต่ต้องบอกเลยว่าภายในหรูหราไม่แพ้รถตู้แพง ๆ เลย การตกแต่งที่สวยงามหรูหรา วัสดุหุ้มเบาะเป็นหนังทั้งหมด ฟังก์ชันก็มีให้ครบ คุ้มค่ากว่านี้หาที่ไหนได้อีก
สเปค
เครื่องยนต์ดีเซล รหัส D4CB 2.5 ลิตร 4 สูบ 16 วาล์ว CRDI พร้อมเทอร์โบแปรผัน VGT อินเตอร์คูลเลอร์ ให้แรงม้าสูงสุดอยู่ที่ 175 แรงม้า ที่ 3,600 รอบต่อนาที และมีแรงบิดสูงสุด 441 นิวตันเมตร ที่ 2,500 รอบต่อนาที
ราคามือสองของ Hyundai H1 โดยประมาณ : 450,000 – 850,000 บาท
4. Nissan Urvan NV350

รถตู้ที่ได้รับความนิยมไม่แพ้รุ่นอื่น ๆ ก่อนหน้าเลย ถึงแม้ว่าจะไม่ค่อยเห็นอยู่บทท้องถนนเท่าไร แต่ถ้าเป็นวงการอื่น ๆ รุ่นนี้ ถือว่าใช้กันเยอะพอสมควร ด้วยราคาที่แสนจะเบา แถมมีที่นั่งได้สูงสุดถึง 16 ที่นั่ง โปร่งสบายไม่แออัด มีความโดดเด่นเรื่องของความแข็งแกร่งและทนทาน บำรุงรักษาง่าย
สเปค
เครื่องยนต์ดีเซล รหัส YD255DDTi ขนาด 2.5 ลิตร 4 สูบ 16 วาล์ว มาพร้อม VGS Turbo ที่ให้แรงม้าได้สูงสุดถึง 129 แรงม้า อีกทั้งยังได้แรงแรงบิดสูงสุดถึง 356 นิวตันเมตร อีกทั้งยังมีระบบกันสะเทือนแบบอิสระ ทำให้ช่วยเพิ่มการทรงตัวได้ดี เหมาะกับการขับขี่ทุกสภาพถนน
ราคามือสองของ NIssan Urvan NV350 โดยประมาณ : 300,000 – 550,000 บาท
5. Volkswagen Caravelle

ย้ายจากรถยนต์แบรนด์ทางฝั่งเอเซียไปทางด้านของฝั่งยุโรปกันบ้าง อย่างแบรนด์อย่าง Volkswagen ที่ก็โดดเด่นเรื่องของการทำรถตู้เช่นเดียวกัน รุ่นนี้จึงเป็นอีกรุ่นที่ได้รับความนิยมไม่แพ้รุ่นอื่น ๆ ก่อนหน้าเลย เพราะแน่นอนว่าเป็นภาพจำของหลาย ๆ คนว่าแบรนด์นี้นั้นเน้นเรื่องของความหรูมาเป็นอันดับแรก ซึ่งตอบโจทย์การใช้งานแบบผู้บริหารเป็นอย่างมาก
สเปค
เครื่องยนต์ดีเซล 4 สูบ Common Rail เทอร์โบคู่ ความจุ 2.0 ลิตร ให้แรงม้าสูงสุดที่ 180 แรงม้า ที่ 4,000 รอบต่อนาที และมีแรงบิดสูงสุดอยู่ที่ 400 นิวตันเมตร ที่ 1,500 – 2,000 รอบต่อนาที มาพร้อมกับเกียร์อัตโนมัติ 7 สปีด DSG พร้อมระบบขับเคลื่อนล้อหน้า
ราคามือสองของ Volkswagen Caravelle โดยประมาณ : 500,000 – 1,200,000 บาท
สรุปบทความ รถตู้มือสองน่าเล่น
ได้อ่านบทความนี้ไปแล้วคงได้รู้กันแล้วสินะว่าควรจะเลือกซื้อรถตู้มือสองรุ่นไหนดี ซึ่งก็มีให้เลือกด้วยกันถึง 5 รุ่น คงถูกใจเหล่าผู้บริหารและเหล่าคนรักครอบครัวไม่ใช่น้อย แถมราคาก็แสนจะถูก บางรุ่นราคาไม่ถึงล้านด้วยซ้ำ เหมาะเป็นอย่างมากที่จะเอาไปขับขี่ใช้งาน อีกทั้งอย่าลืมด้วยล่ะว่าถ้าหากจะนำรถตู้ไปใช้เพื่อการส่วนตัวที่ต้องการที่นั่งมากกว่า 7 ที่นั่ง จะต้องทำตามข้อกำหนดของกฎหมายด้วยล่ะ
จะให้พูดถึงเรื่องของรถยนต์มือสองขนาดนี้แล้ว จะไม่พูดถึง Kaidee Auto ก็คงจะเป็นไปไม่ได้ เพราะที่นี่มีหมดไม่ว่าจะเป็น รถเก๋ง รถตู้ รถกระบะ หรือรถไหน ๆ มีหมด เข้ามาเลย ถ้าคุณเป็นหนึ่งคนที่กำลังมองรถยนต์มือสองคุณภาพ ในราคาที่คุณเองก็สามารถจับต้องได้
Nov 30, 2020 | บทความยานยนต์
ในปัจจุบันรถยนต์รุ่นใหม่ ๆ ได้เปิดตัวรถยนต์ภายใต้แบรนด์ของตัวเองมาเยอะมาก บางคนซื้อเพื่อใช้งานยาวหลายปี แต่บางคนซื้อมาใช้เพื่อขายต่อแล้วเปลี่ยนเป็นรุ่นใหม่ไปเรื่อย ๆ ด้วยเหตุผลที่ว่าต้องการรุ่นปีที่ใหม่ล่าสุดและทันสมัยอยู่ตลอด จึงทำให้ตลาดรถยนต์มือสองนั้นมีรถยนต์ที่นำมาขายเต็นท์รถเยอะมาก มีหลากหลายรุ่น หลากหลายแบรนด์ หลากหลายราคา
ทำให้ตลาดรถยนต์มือสองคึกคัก เนื่องจากรถยนต์บางรุ่นห่างจากรุ่นใหม่เพียงแค่ 1 รุ่นก็มี บางรุ่นสภาพใหม่มาก ตัวเลขไมล์น้อย ซึ่งทำให้คนที่กำลังหารถยนต์มือสองอยู่มีตัวเลือกมากมาย แต่เพื่อน ๆ ทุกคนรู้หรือไม่ว่ารถยนต์มือสองบางคันอาจจะทำให้ดูใหม่ขึ้นมา เปลี่ยนชิ้นส่วนมาก็ได้ วันนี้เรามีวิธีการดูรถยนต์มือสอง ว่าก่อนซื้อควรดู ควรเช็กอะไรบ้าง จะได้ไม่ต้องเสียเวลา ไม่ต้องโดนหลอก มาดูกันเลย
1. ตัวถังรถ
สิ่งแรกที่จะต้องเห็นก่อนเป็นอันดับแรก คือ ตัวรถยนต์ ให้สังเกตและเดินดูด้วยตาว่ารถอยู่ในสภาพที่ไม่มีรอยบุบ รอยยุบจากการกระแทกใด ๆ สีมีถลอกหรือไม่ มีอะไรที่ผิดสังเกต ถ้ามีตั้งแต่ข้อแรกนี้ ให้เปลี่ยนคันหรือเปลี่ยนเต็นท์รถได้เลย เพราะถ้ามีรถลักษณะแบบนี้แล้ว ให้คิดว่ารถยนต์คันอื่น ๆ ในเต็นท์นี้คงจะมีอีกแน่ ไม่น่าไว้วางใจที่จะซื้อและดูต่อในข้อที่ต่อไปแล้วนะครับ
2. ชิ้นส่วนน็อต
น็อตคือสิ่งที่จะบ่งบอกได้เหมือนกันว่ารถได้ผ่านการปรับแต่ง ถอดชิ้นส่วนออกไปแล้วใส่กลับคืนมาบ้างหรือไม่ โดยจะสังเกตได้จากหลายจุด เช่น น็อตในฝากระโปรงรถ ข้างรถยนต์ เป็นต้น ถ้ามีการขันน็อต ตัวน็อตจะมีรอยของการถูกขันไว้ ให้ตีความได้เลยว่า รถยนต์คันนี้ผ่านการปรับเปลี่ยนมานั่นเองครับ
3. เลขไมล์
สิ่งที่สำคัญอีกหนึ่งอย่างเลย คือ ตัวเลขการวิ่งของรถยนต์คันนี้ว่าวิ่งไปกี่กิโลเมตรแล้ว ซึ่งถ้าเลขไมล์เยอะ แสดงว่ารถคันนี้อาจจะใช้งานมาหนัก เครื่องอาจจะเสื่อมสภาพได้ อีกข้อสังเกต คือ ถ้ารถสภาพสมบูรณ์มาก ๆ แล้วเลขไมล์น้อย เป็นสิ่งที่ดี แต่ถ้าหากรถหลายปีแล้ว เลขไมล์น้อยแบบผิดสังเกต ให้ตีความได้เลยว่า รถอาจจะผ่านการกรอเลขไมล์มาได้
4. เครื่องยนต์
เป็นอีกหนึ่งสิ่งและเป็นหัวใจสำคัญของรถยนต์ทุกรุ่น ทุกยี่ห้อที่ต้องมีในการขับเคลื่อน แนะนำให้ตรวจและเช็กเครื่องยนต์อย่างละเอียดโดยการสตาร์ทรถยนต์ ดูการทำงานของเครื่องยนต์ว่ามีจุดไหนผิดปกติหรือไม่ และดูส่วนประกอบอื่น ๆ เช่น แบตเตอรี่ น้ำมันเครื่อง หม้อพักน้ำว่าถูกเปลี่ยนหรืออยู่ในสภาพสมบูรณ์หรือไม่
5. ระบบช่วงล่าง
จุดนี้อาจจะต้องใช้เครื่องยกรถยนต์ขึ้นเพื่อดูใต้ท้องรถว่ามีจุดไหนที่ผิดปกติหรือไม่ เช่น มีจุดรั่วซึมของเหลวตรงจุดไหนบ้างหรือเปล่า มีจุดฉีกขาดหรือโดนขูดไหม ระบบโช๊คอัพ ยางรถมีรอยแตกหรือไม่ เป็นต้น
6. ทดลองขับ
ขั้นตอนที่สำคัญคงหนีไม่พ้นการได้ทดลองขับรถจริง ซึ่งจะทำให้ได้รู้ว่ามีสิ่งผิดปกติตรงจุดไหนบ้างจากการขับจริง มีเสียงตรงไหน ระบบช่วงล่างเป็นอย่างไร ระบบไฟฟ้าของรถยนต์เป็นอย่างไร อัตราเร่งเป็นอย่างไร หรือเครื่องยนต์กระตุกหรือไม่ ซึ่งขั้นตอนนี้เราจะสามารถตัดสินใจได้ทันทีที่เราได้ทดลองขับเสร็จ แนะนำให้ขับให้นานหน่อยนะครับ เพื่อที่จะได้ทดสอบรถยนต์จริง ๆ อาจจะมีอาการที่ผิดปกติแสดงออกมาตอนที่ได้ขับขี่อยู่นั่นเอง
เป็นอย่างไรกันบ้างครับเพื่อน ๆ กับวิธีเช็กรถยนต์มือสอง ถ้าเพื่อน ๆ คนไหนกำลังจะซื้อรถยนต์มือสอง แล้วอยากได้รถที่ดี มีคุณภาพ แถมราคาที่ถูกกว่า ลองมาดูที่ Kaidee Auto ก่อนได้นะครับ เรามีรถยนต์มือสองสภาพดี มีคุณภาพ และราคาที่ดีมาก ๆ นัดดูรถและนำวิธีดูรถยนต์มือสองไปใช้ดูได้เลยนะครับ
Nov 30, 2020 | บทความยานยนต์
รถยนต์นั้นมีหลากหลายประเภท ทั้งรถเก๋ง รถ SUV รถกระบะ แต่ละประเภทก็ตอบโจทย์การใช้งานที่แตกต่างกันหรือบางประเภทก็คล้ายกัน โดยในประเทศไทยนั้นมีรถอีกประเภทหนึ่งที่คนไทยนิยมใช้ คือ รถประเภท MPV ที่ย่อมาจาก Multi Purpose Vehicle โดยรถยนต์ประเภทนี้จะมีความอเนกประสงค์มากกว่ารถประเภทอื่น เนื่องจากขนาดของรถที่ใหญ่ สามารถรองรับผู้โดยสารได้จำนวนมาก ซึ่งรถยนต์ประเภทนี้จะมีโครงสร้างของรถที่คล้ายคลึงกับรถตู้ แต่จะมีขนาดที่เล็กกว่าและให้ความสะดวกสบาย หรูหรา มีเทคโนโลยีที่ดีกว่ารถตู้นั่นเอง
ประโยชน์ของรถ MPV
โดยรถอเนกประสงค์ MPV นั้น ถูกออกแบบมาเพื่อรถของครอบครัว ตั้งแต่ครอบครัวเล็กจนถึงครอบครัวใหญ่ เนื่องจากขนาดของรถที่สามารถรองรับคนได้เยอะ บางรุ่นสามารถจุได้ถึง 11 คนเลยทีเดียว โดยภายในรถถูกออกแบบให้ที่นั่งสามารถรองรับสรีระของคนได้เป็นอย่างดี ทำให้ผู้โดยสารนั่งสบาย ไม่อึดอัด ไม่ปวดหลัง สามารถขยับตัวท่าไหนก็ได้ บางรุ่นเบาะนั่งสามารถนวดได้เลยนะ
ซึ่งรถประเภท MPV นั้น ถึงแม้จะมีทรงที่คล้ายกับรถตู้ แต่อยากจะบอกว่า รถ MPV นั้นเป็นรถคนละประเภทกับรถตู้เลยนะ เพราะรถตู้เป็นรถที่เน้นเรื่องการโดยสารเป็นหลัก ที่นั่งจะเยอะกว่าและไม่สะดวกสบายเท่ารถ MPV ที่มีความอเนกประสงค์มากกว่า เพราะมีพื้นที่ที่กว้างขวางกว่า มีเบาะที่สามารถปรับได้หรือมีระบบไฟฟ้าที่สามารถปรับและนวดได้ สามารถจุสัมภาระได้เยอะกว่า อีกทั้งยังมีเทคโนโลยีที่อำนวยความสะดวกที่ครบครันมากกว่าอีกด้วย
ตัวอย่างรถ MPV
ในปัจจุบันรถยนต์ประเภท MPV นั้น มีหลากรุ่นหลายแบรนด์ที่ทำตลาดในประเทศไทย เลยขอยกตัวอย่างรถ MPV ที่ทุกคนคุ้นตากัน เช่น
1. Hyundai H-1
ขึ้นชื่อว่าเป็นรถตู้เอนกประสงค์ยอดนิยมของคนไทยที่ยังทํายอดขายได้ดีมาโดยตลอด นั่นก็คือ Hyundai H1 นั่นเอง รถตู้อเนกประสงค์ชื่อดังจากค่ายเกาหลี ด้วยราคาที่สมเหตุสมผลกับ ความหรูหราที่มีมาให้ จึงทําให้เป็นรถรุ่นยอดนิยมอีกรุ่นของคนไทยเป็นจํานวนมาก Hyundai H1 ซึ่งได้ปรับโฉมใหม่ทั้งภายในและภายนอกให้มีความพรีเมียมและทันสมัยมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังใส่ใจถึง ควํามสะดวกและความบันเทิงภายในตัวรถอย่างครบครัน มาพร้อมกับเครื่องยนต์ที่แรงแต่ประหยัด ด้วยเครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบขนาด 2.5 ลิตร 175 แรงม้า เกียร์อัตโนมัติ 5 สปีด ตอบโจทย์การใช้งาน ของผู้บริหารและครอบครัวขนาดใหญ่ โดยจะมีราคาตั้งแต่ 1,329,000 – 2,399,000 บาท
2. Toyota Vellfire และ Alphard
รถรุ่นนี้จะได้รับ ความนิยมในกลุ่มผู้บริหารและครอบครัวขนาดใหญ่ มาพร้อมกับความสะดวกสบาย สิ่งอํานวยความสะดวกที่ครบครันด้วยเบาะนั่ง VIP แบบแยกพร้อมระบบนวดและปรับไฟฟ้า ประตูสไลด์ไฟฟ้า 2 ข้าง บวกกับช่วงล่างที่นุ่มเป็นพิเศษ แม้จะวิ่งด้วยความเร็วสูงก็ตาม ซึ่งมาพร้อมด้วยเครื่องยนต์ที่แตกต่าง กัน โดยจะแบ่งออกเป็น 3 รุ่นย่อย คือ
รุ่น Vellfire 2.5
- เครื่องยนต์เบนซิน Dual VVT-I 2.5 ลิตร 180 แรงม้า
- เกียร์ อัตโนมัติ CVT 7 สปีด พร้อมระบบ Sequential Shift
- ราคา 3,889,000 บาท
รุ่น Alphard 2.5 Hybrid
- เครื่องยนต์เบนซิน VVT-I Hybrid ขนาด 2.5 ลิตร 2AR-FXE 150 แรงม้าจับคู่กับมอเตอร์ไฟฟฟ้า 2JM 143 แรงม้าทํางานร่วมกันให้กําลังสูงสุด 197 แรงม้า
- เกียร์อัตโนมัติ ECVT และขับเคลื่อนด้วยระบบ ขับสี่แบบ E-Four
- ราคา 4,019,000 บาท
รุ่น Alphard 3.5 V IP V6
- เครื่องยนต์เบนซิน V6 296 แรงม้า
- เกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด ลูกใหม่แบบ Direct Shift
- ราคา 5,509,000 บาท
หากใครกำลังมองหารถ MPV อเนกประสงค์ไว้ใช้กับครอบครัว ที่ได้ทั้งความหรูหราและความสะดวกสบายในการเดินทาง ช่วงล่างที่แข็งแรง นุ่มนวลทุกการเดินทาง รถทั้ง 2 แบรนด์ที่แนะนำไปก็น่าสนใจไม่น้อยเลยนะครับ
แต่ว่าทาง Kaidee Auto ของเราก็มีรถประเภท MPV ขายเยอะเหมือนกันนะครับ มีหลากหลายรุ่น หลากหลายแบรนด์ให้เลือก รับรองคุณภาพและราคาที่ดีเลยครับ แวะมาชมกันเยอะ ๆ นะครับ
Nov 30, 2020 | บทความยานยนต์
ถ้าพูดถึงประเภทของรถยนต์ในปัจจุบันที่มีหลากหลายประเภทให้เลือก ไม่ว่าจะเป็นประเภทกระบะ รถเก๋ง รถ SUV และรถตู้ เป็นต้น รถยนต์แต่ละประเภทย่อมตอบโจทย์การใช้งานที่แตกต่างกัน บางประเภทอาจจะตอบโจทย์ในด้านจุคนได้เยอะ เหมาะสำหรับครอบครัวหรือบางประเภทเหมาะสำหรับใช้ขนของ
แต่หากว่าคุณกำลังจะเลือกซื้อรถยนต์สักคัน แต่ยังไม่รู้ว่าจะซื้อประเภทไหน ในบทความนี้จะบอกในสิ่งที่คุณอยากรู้และช่วยให้ตัดสินใจซื้อรถยนต์ได้แบบตอบโจทย์กับคุณแน่นอน
ปัจจัยในการเลือกประเภทรถยนต์ที่เหมาะกับคุณที่สุด
การเลือกประเภทรถยนต์ที่เหมาะกับตัวเองนั้นไม่ยากเลย แต่จะมีหลายปัจจัยในการเลือก เช่น การใช้งาน จำนวนสมาชิกในครอบครัว เน้นการขับขี่ไปที่ไหน เน้นเรื่องประหยัดน้ำมัน เน้นเรื่องความสะดวกสบายในการใช้ การรับประกันหลังการขาย หรือจะเป็นเรื่องราคาและค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษา เป็นต้น
หลาย ๆ ปัจจัยเหล่านี้จะทำให้เราตัดตัวเลือกและเลือกรถที่ตรงกับความต้องการของเราได้มากที่สุดครับ
รถยนต์แต่ละประเภทตอบโจทย์การใช้งานที่แตกต่างกัน
1. รถเก๋ง
รถเก๋ง หรือ Sedan รถที่เราได้เห็นเยอะที่สุดบนท้องถนน โดยรถเก๋งนั้นจะมีหลายขนาด หลายความจุ ให้เลือกหลากหลายแบรนด์ แล้วแต่ความชอบและกำลังซื้อของแต่ละคน
ซึ่งรถประเภทนี้ เหมาะสำหรับคนที่อยู่คนเดียวหรืออยู่เป็นครอบครัวก็ได้ ชอบความคล่องตัวในการเดินทาง สามารถจุของได้แบบพอดี แล้วแต่ขนาดของรถ ทุกอาชีพสามารถใช้ได้ โดยรถยนต์ประเภทรถเก๋ง หรือ Sedan ก็จะมีหลายประเภทย่อยให้เลือก ตั้งแต่ระดับ Eco Car ถึง ขนาดใหญ่หรูหรา
รถ Eco Car
ขนาดเครื่องยนต์ 1.0 – 1.4 ลิตร เหมาะกับใครบ้าง?
- เหมาะกับคนที่มีสมาชิกในครอบครัว 1 – 4 คน
- เหมาะกับการขับขี่ใช้งานในเมืองมากที่สุดหรือออกต่างจังหวัดบางครั้ง
- ประหยัดน้ำมัน คล่องตัวในการขับขี่
- ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาค่อนข้างเหมาะสม
- ช่วงราคาของรถเก๋ง ประเภท Eco car จะอยู่ในช่วง 450,000 ถึง 650,000 บาท
ตัวอย่างรถยนต์ Eco Car
- Toyota Yaris
- Mitsubishi Mirage
- Nissan Almera
รถยนต์นั่งขนาดเล็ก
- เหมาะกับคนที่มีสมาชิกในครอบครัว 1 – 5 คน
- เหมาะกับการขับขี่ใช้งานในเมืองและออกต่างจังหวัด
- ประหยัดน้ำมันและสะดวกสบาย
- ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาค่อนข้างเหมาะสม
- ช่วงราคาของรถเก๋งประเภทรถยนต์นั่งขนาดเล็กจะอยู่ในช่วง 650,000 ถึง 1,250,000 บาท
ตัวอย่างรถยนต์ขนาดเล็ก
- Toyota Vios
- Toyota Corolla Altis
- Honda Civic
รถยนต์นั่งขนาดกลาง
- เหมาะกับคนที่มีสมาชิกในครอบครัว 1 – 5 คน
- เหมาะกับการขับขี่ใช้งานในเมืองและออกต่างจังหวัด
- ค่อนข้างประหยัดน้ำมันและมีสะดวกสบายมาก เพราะห้องโดยสารที่ค่อนข้างใหญ่
- ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาเหมาะสมกับขนาดของรถ
- ช่วงราคาของรถเก๋งประเภทรถยนต์นั่งขนาดกลางจะอยู่ในช่วง 1,000,000 ถึง 1,900,000 บาท
ตัวอย่างรถยนต์นั่งขนาดกลาง
Honda Accord Toyota Camry และ Nissan Teana เป็นต้น
รถยนต์นั่งขนาดใหญ่
- เหมาะกับคนที่มีสมาชิกในครอบครัว 1 – 6 คน
- เหมาะกับการขับขี่ใช้งานในเมืองและออกต่างจังหวัด
- เน้นความสะดวกสบาย ด้วยห้องโดยสารขนาดใหญ่และหรูหรา
- ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาค่อนข้างสูง
- ช่วงราคาของรถเก๋งประเภทรถยนต์นั่งขนาดใหญ่จะอยู่ในช่วง 3,000,000 ถึง 9,000,000 บาท
ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับความชอบส่วนตัว กำลังทรัพย์ และปัจจัยอื่น ๆ ในการประกอบการตัดสินใจของแต่ละคนด้วย
ตัวอย่างรถยนต์นั่งขนาดใหญ่
- Mercedes Benz S-Class
- BMW 7 Series
- Audi A8
- Lexus LS
2. รถยนต์ประเภท Hot Hatch
รถยนต์ประเภทนี้มีความกะทัดรัด มีความคล่องตัวในการใช้งาน ขับง่าย โดยรถยนต์ประเภท Hot Hatch เหมาะสำหรับ
- ครอบครัวที่มีสมาชิก 1 – 5 คน
- เหมาะกับการขับขี่ใช้งานในเมืองและออกต่างจังหวัด
- เน้นความสะดวกสบาย คล่องตัวในการขับขี่
- ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาเหมาะสมกับประเภทของรถ
- ช่วงราคาของรถประเภท Hot Hatch จะอยู่ในช่วง 450,000 ถึง 3,000,000 บาท
โดยรถยนต์ประเภทนี้ก็มีหลากหลายรุ่นให้เลือกเช่น
- Honda Civic Hatchback
- Mercedes-AMG A45
- BMW M140i
- Audi S3 MK3
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ต้องขึ้นอยู่กับหลาย ๆ ปัจจัยในการตัดสินใจซื้อด้วยนะครับ
3. รถยนต์อเนกประสงค์ MPV
รถประเภทนี้ เป็นรถที่มีขนาดเล็กกว่ารถตู้ และคล่องตัวกว่า นั่งได้สบายกว่า สมรรถนะดี ใช้ขับขี่ทางไกลได้ดี โดยรถยนต์ประเภท MPV เหมาะสำหรับ
- ครอบครัวที่มีสมาชิก 1 – 8 คน
- เหมาะกับการขับขี่ใช้งานในเมืองและออกต่างจังหวัด
- เน้นความสะดวกสบาย
- ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาเหมาะสมกับประเภทของรถ
- ช่วงราคาของรถเอนกประสงค์ MPV จะอยู่ในช่วง 1,300,000 บาท ถึง 7,000,000 บาท
สำหรับรถประเภท MPV ก็มีหลากหลายแบรนด์ เช่น
- Honda Freed
- Hyundai-H1
- Toyota Alphard
- Toyota Vellfire
- Lexus LM300h
4. รถยนต์อเนกประสงค์ SUV
รถยนต์ประเภท SUV เป็นรถยนต์ที่มีความอเนกประสงค์ มีประโยชน์ใช้สอยมากกว่ารถยนต์ทั่วไป แต่ยังคงความเป็นรถยนต์ที่ดูสวยงาม ขับขี่ได้ทุกวัน แต่ความแตกต่างก็คือ สามารถขับลุยได้ในทุก ๆ ที่ที่มากกว่ารถยนต์ทั่วไป โดยรถยนต์อเนกประสงค์ประเภท SUV เหมาะสำหรับ
- ครอบครัวที่มีสมาชิก 1 – 7 คน
- เหมาะกับการขับขี่ใช้งานในเมืองและออกต่างจังหวัด
- เน้นความสะดวกสบาย คล่องตัวในการขับขี่ ช่วงล่างแข็งแรง ลุยได้ทุกที่
- ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาเหมาะสมกับประเภทของรถ
- ช่วงราคาของรถเอนกประสงค์ SUV จะอยู่ในช่วง 800,000 ถึง 2,000,000 บาท
สำหรับรถประเภท SUV ก็มีหลากหลายรุ่นในไทย เช่น
- Toyota Fortuner
- Mitsubishi Pajero Sport
- Ford Everest
- lsuzu Mu-X
5. รถกระบะ (Pick-UP)
รถกระบะ หรือ รถพิกอัป เป็นรถยนต์ที่มีข้างหน้าเป็นห้องโดยสาร ข้างหลังสามารถขนของและเปิดท้ายได้ จึงทำให้คนไทยนิยมเรียกรถนี้ว่า ‘รถพิกอัป’ ขึ้นชื่อว่าเป็นรถประเภท กระบะ แน่นอนว่าจะต้องสามารถขนของได้เยอะ และมีสมรรถนะช่วงล่างที่ดี สามารถขับลุยไปที่ไหนก็ได้ โดยรถประเภทกระบะเหมาะสำหรับ
- ครอบครัวที่มีสมาชิก 1 – 5 คน
- เหมาะกับการขับขี่ใช้งานในเมืองและออกต่างจังหวัด
- เน้นความสะดวกสบายในการขนของ สมรรถนะ
- ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาเหมาะสมกับประเภทของรถ
- ช่วงราคาของรถกระบะจะอยู่ในช่วง 750,000 ถึง 1,100,000 บาท
โดยรถประเภทนี้ก็มีหลายหลายแบรนด์ที่ทำตลาดในไทย เช่น
- Isuzu D-MAX
- Toyota Revo
- Chevrolet Colorado
- Mazda BT-50
6. รถตู้
รถประเภทนี้จะมีลักษณะโครงสร้างที่ใหญ่ขึ้นจากรถประเภท MPV สามารถจุคนได้เยอะกว่า สามารถใช้ขับขี่ทางไกลได้อย่างสะดวก โดยรถตู้เหมาะกับ
- ครอบครัวที่มีสมาชิก 1 – 12 คน
- เหมาะกับการขับขี่ใช้งานในเมืองและออกต่างจังหวัด
- เน้นความสะดวกสบายในการโดยสาร
- ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาเหมาะสมกับประเภทของรถ
- ช่วงราคาของรถตู้จะอยู่ในช่วง 900,000 ถึง 1,300,000 บาท
ส่วนใหญ่จะเห็นรถประเภทนี้อยู่ในรถเช่า รถโดยสารข้ามจังหวัดนั่นเอง
โดยรถตู้ที่คุ้นชินตากันมากในไทย คือ Toyota Commuter ยังมี Nissan Urvan และ MG V80 ที่ทำการตลาดในไทยด้วยเช่นกัน
7. รถยนต์สปอร์ต
ขึ้นชื่อว่าเป็นรถสปอร์ต ก็ต้องมากับรูปทรงที่ดูโฉบเฉี่ยว มีเครื่องยนต์ที่แรง สมรรถนะดีเยี่ยม แถมราคาก็สูงปรี๊ด แน่นอนครับว่า รถยนต์ประเภทสปอร์ตนั้นเป็นรถยนต์ที่ผู้คนต่างใฝ่ฝันที่จะได้ครอบครองกันมาก เพราะว่าตัวรถมีรูปทรงที่ดูเท่ ดูโฉบเฉี่ยว พร้อมกับเครื่องยนต์ที่แรง สมรรถนะยอดเยี่ยม ขับไปที่ไหน ผู้คนก็ต่างให้ความสนใจ แต่ก็มากับราคาที่สูงด้วยเช่นกัน โดยรถยนต์ประเภทสปอร์ตเหมาะกับ
- ครอบครัวที่มีสมาชิก 1 – 2 คน หรือมีมากกว่า (มีรถยนต์อยู่แล้วหลายคัน)
- เหมาะกับการขับขี่ใช้งานในเมืองและออกต่างจังหวัด
- เน้นความสะดวกสบาย ความเร็ว คล่องตัว
- ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาสูง
- ช่วงราคาของรถสปอร์ตจะอยู่ในช่วง 3,500,000 ถึง 10,000,000 บาท
โดยปกติแล้วรถยนต์ประเภทนี้คนที่มีกำลังทรัพย์ค่อนข้างเยอะ จะอยู่คนเดียวหรือจะมีรถครอบครัวหลายคันแล้ว แต่ก็พอใจที่จะซื้อมาเพื่อมาประดับบารมีของตัวเอง
ซึ่งรถยนต์ประเภทนี้ก็จะมีหลากหลายแบรนด์ที่ทำตลาดในประเทศไทย เช่น
- Toyota Supra
- BMW Z4
- Mazda MX-5
- Ford Mustang
สรุปท้ายบทความ
การเลือกประเภทรถยนต์ที่เหมาะกับคุณที่สุดนั้นไม่ยากเลย เพราะเลือกได้จากความชอบ แต่การที่จะซื้อรถยนต์คันหนึ่งเข้ามาใช้ในชีวิตประจำวันนั้นต้องขึ้นอยู่กับอีกหลาย ๆ ปัจจัยด้วย สุดท้ายรถยนต์ที่เหมาะกับคุณที่สุดจะถูกกรองจากปัจจัยต่าง ๆ และการตัดสินใจของตัวคุณเองครับ
เพื่อน ๆ คนไหนสนใจรถยนต์ประเภทไหนอยู่บ้าง? ทาง Kaidee Auto เรามีให้เพื่อน ๆ ได้เลือกชมเกือบจะทุกประเภทเลย แวะเข้ามาชมกันก่อนได้นะ การันตีว่าดีทั้งราคาและคุณภาพ
Nov 26, 2020 | บทความยานยนต์
‘ถุงลมนิรภัย’ ชื่อที่ใครหลายคนได้ยินอยู่เป็นประจำ และรับรู้ว่าเป็นระบบความปลอดภัยที่ถูกติดตั้งบนรถยนต์ทุกคัน เพื่อความปลอดภัยของผู้ขับขี่ แต่เชื่อได้เลยว่ายังมีคนอีกมากมายที่ยังไม่รู้ว่า จริง ๆ แล้วถุงลมนิรภัยนั้นทำงานกันตอนไหน ทุกครั้งเลยหรือไม่ แล้วทำงานอย่างไร วันนี้เราจะพาทุกท่านมาหาคำตอบกัน
ถุงลมนิรภัย คืออะไร ?
สำหรับการออกแบบรถยนต์ การคำนึงถึงเรื่องความปลอดภัยของผู้ขับขี่เป็นสิ่งสำคัญอันดับแรก ที่ต้องมีการพัฒนารถยนต์ให้เกิดความปลอดภัยมากที่สุด และนอกจากเข็มขัดนิรภัยแล้ว การติดตั้งถุงลมนิรภัย ก็เป็นสิ่งที่ช่วยอาการบาดเจ็บของผู้ขับขี่เมื่อเกิดอุบัติเหตุที่ร้ายแรงได้เช่นกัน
ถุงลมนิรภัย (Airbags) เป็นอุปกรณ์ความปลอดภัยภายในรถยนต์ โดยมีลักษณะภายนอกที่ทำมาถูกห่อหุ้มด้วยวัสดุที่มีความยืดหยุ่น ซึ่งเจ้าถุงลมนิรภัยนั้นทำหน้าที่เสมือนหมอนรองหัวให้กับผู้โดยสารภายในยานพาหนะ และขยายตัวอย่างรวดเร็วเมื่อเกิดอุบัติเหตุเพื่อป้องกันการกระแทกระหว่างผู้โดยสารและส่วนอื่น ๆ ของรถ
ถุงลมนิรภัยรถ อยู่ตรงไหนของรถยนต์ ?
ในรถยนต์แต่ละรุ่น จะมีตำแหน่งของถุงลมนิรภัยที่แตกต่างกันไป โดยมีขั้นต่ำอยู่ที่ 2 ตำแหน่งในรถที่มีราคาไม่แพงมากนัก และรถมีจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ ตามราคาหรือความหรูหราของรถสูงสุดถึง 8 ตำแหน่ง แบ่งออกเป็น 5 ส่วน ดังนี้
- ถุงลมนิรภัยด้านหน้า (Front Airbag) อยู่บริเวณด้านหน้าของรถทั้งซ้ายและขวา ทำหน้าที่ในการป้องกันผู้ขับและผู้โดยสารที่นั่งอยู่ด้านข้างผู้ขับ ทั้งหมด 2 ตำแหน่ง
- ถุงลมนิรภัยด้านข้าง (Side Airbag) อยู่บริเวณเบาะนั่งหรือแผงประตู ทำหน้าที่ป้องกันแรงกระแทกจากด้านข้าง
- ม่านถุงลมนิรภัย (Curtain Airbag) เป็นถุงลมที่มักจะถูกติดตั้งในรถที่มาราคาสูง จะพองขึ้นเมื่อเข็มขัดนิรภัยเกิดการดึงกลับ
- ถุงลมนิรภัยป้องกันเข่าและขา (Knee Airbag) อยู่บริเวณด้านล่างของคอนโซลรถ ทำหน้าที่ป้องกันสะโพก ขา และเข่า ไม่ให้กระแทกกับส่วนอื่น ๆ ในรถ
- ถุงลมที่พื้นใต้เท้า (Carpet Airbag) อยู่บริเวณใต้เบาะรถ ทำหน้าที่ช่วยผ่อนแรงกระแทกที่เท้าให้เบาลง แต่ปัจจุบันไม่ค่อยได้รับความนิยมมากนัก
ถุงลมนิรภัย ทำงานอย่างไร ?
ในการทำงานของถุงลมนิรภัยนั้น บริเวณด้านหน้าหรือด้านข้างของเครื่องยนต์รถ จะมีเซนเซอร์นิรภัยที่วัดการสั่นสะเทือนติดตั้งอยู่ และเมื่อเซนเซอร์เหล่านี้ถูกแรงกระแทก ก็จะทำให้เกิดการส่งสัญญาณให้ถุงลมนิรภัยพองตัวและหุบลงภายหลัง ซึ่งรถยนต์ในปัจจุบันบางรุ่นตัวถุงลมจะทำงานเมื่อมีการรัดเข็มขัดนิรภัยเท่านั้น เพราะบ่อยครั้งที่ผู้โดยสารถูกแรงกระแทกขณะที่ไม่รัดเข็มขัดนิรภัยและกระเด็นไปชนกับถุงนิรภัยจนเกิดการบาดเจ็บ
ภายในตัวถุงลมนิรภัยจะมีการใส่แก๊สไนโตรเจนไว้ประมาณ 60-70 ลิตร ซึ่งในจะถูกบรรจุไว้ในรูปแบบของของแข็งที่มีชื่อว่า โซเดียมเอไซด์ อยู่บริเวณ inflator ในตอนแรก ซึ่งเจ้าของแข็งชนิดนี้จะเกิดปฏิกิริยาการสลายตัวเมื่อได้รับความร้อน (ประมาณ 300 องศาเซลเซียส) จากการตรวจจับการชน จนกลายเป็นโลหะโซเดียมและแก๊สไนโตรเจน
หลังจากการเกิดสารทั้ง 2 ชนิดนี้แล้ว ตัวโลหะโซเดียมที่มีนั้น อาจเกิดการระเบิดได้เมื่อเจอกับความชื้น ดังนั้นทางผู้ผลิตรถยนต์จึงจำเป็นที่จะต้องใส่ โพแทสเซียมไนเตรท ซึ่งสามารถกลายเป็นโพแทสเซียมออกไซด์และโซเดียมออกไซด์ซึ่งมีความอันตรายน้อยกว่าโลหะโซเดียม และการทำงานทั้งหมดนี้เกิดขึ้นภายใน 0.04 วินาทีเท่านั้น
ถุงลมนิรภัยรถ ทำงานเมื่อไร ?
หลายคนเข้าใจว่าถุงลมนิรภัยจะมีการทำงานทุกครั้งที่เกิดอุบัติเหตุ แต่ในความเป็นจริงแล้ว มีหลากหลายเหตุผลที่ถุงลมนิรภัยจะไม่ทำงาน ซึ่งสาเหตุหลัก ๆ ส่วนใหญ่คือ การไม่คาดเข็มขัดนิรภัยและระบบการทำงานของเซนเซอร์เสีย โดยถุงลมนิรภัยจะพองตัวต่อเมื่อมีความเร็วที่มากพอ แบ่งออกเป็น 3 ส่วนดังนี้
- รถที่มีความเร็วมากกว่า 20 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ชนกับ รถบรรทุกหรือเสาไฟฟ้าจนเกิดการเสียรูป
- รถยนต์ ชนกับ เสารถยนต์ ความเร็วมากกว่า 30 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
- รถที่มีความเร็วมากกว่า 40 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ชนกับ รถที่จอดอยู่ กำแพง หรือคอนกรีต
ถึงแม้ว่าการติดตั้งถุงลมนิรภัยจะช่วยป้องกันการกระแทกเมื่อเกิดอุบัติเหตุได้ดี แต่การขับขี่อย่างระมัดระวัง และการมีรถที่มีประสิทธิภาพ ก็เป็นส่วนสำคัญในการป้องกันการบาดเจ็บหรืออุบัติเหตุได้ดีกว่า และถ้าอยากได้รถสวย ๆ คุณภาพดี ๆ ก็สามารถมาหาใน Kaidee Auto ได้เช่นกัน
อ่านบทความ เทคนิคยานยนต์ อื่น ๆ