รอบรู้เรื่องการต่อพรบ มอเตอร์ไซค์  อ่านที่นี่มีครบ

รอบรู้เรื่องการต่อพรบ มอเตอร์ไซค์ อ่านที่นี่มีครบ

การต่อพรบ มอเตอร์ไซค์เป็นเรื่องที่คนขับขี่จักรยานยนต์หรือมอเตอร์ไซค์ทุกคนต้องรู้ พรบมอเตอร์ไซค์เป็นประกันภัยรถยนต์ภาคบังคับเนื่องจากสามารถนำไปคุ้มครองค่าเสียหายและค่ารักษาพยาบาลในกรณีประสบอุบัติเหตุ อีกทั้งยังใช้ต่อภาษีรถมอเตอร์ไซค์ได้ด้วย 

วันนี้เราจึงพาไปทำความรู้จักกับพรบ มอเตอร์ไซค์และขั้นตอนการต่อพรบ ว่าต้องทำยังไงบ้าง ยากหรือง่ายแค่ไหน ไปดูกันเลยค่ะ

ต่อพรบ มอเตอร์ไซค์ต้องเริ่มจากอะไรบ้าง 

แม้ว่าจะเป็นมือใหม่ แต่การต่อพรบ มอเตอร์ไซค์หรือรถจักรยานยนต์ก็ไม่ยากอย่างที่คิด เราได้รวบรวมความหมายของพรบ มอเตอร์ไซค์ รายละเอียดการคุ้มครอง และขั้นตอนการยื่นพรบ.มอเตอร์ไซค์มาไว้ให้ที่นี่แล้ว 

พรบ มอเตอร์ไซค์คืออะไร

พรบ มอเตอร์ไซค์หรือรถจักรยานยนต์เป็นประกันรถจักรยานยนต์ภาคบังคับที่ผู้ขับขี่ทุกคนต้องทำตามกฎหมาย เพื่อให้มีประกันค่ารักษาพยาบาลและความเสียหายในกรณีที่ประสบอุบัติเหตุ ทั้งนี้กฎหมายเองก็บังคับให้ต้องซื้อพรบ อยู่แล้ว เพราะหากไม่มีพรบ ก็จะไม่สามารถต่อภาษีรถจักรยานยนต์หรือมอเตอร์ไซค์ได้ อีกทั้งยังมีโทษปรับด้วย 

สำหรับโทษตามกฎหมายของผู้ขับขี่ที่ไม่ต่อพรบ มอเตอร์ไซค์จะมีโทษปรับไม่เกิน 10,000 บาท ระยะเวลาในการต่อพรบ สามารถทำได้ล่วงหน้าก่อนพรบ เก่าหมดอายุ 90 วัน ถือว่ามีเวลาให้เตรียมต่อล่วงหน้าค่อนข้างนานเลยทีเดียว 

พรบ มอเตอร์ไซค์คุ้มครองอะไรและใครบ้าง

พรบ มอเตอร์ไซค์จะคุ้มครองค่ารักษาพยาบาลและค่าเสียหายให้แก่ทั้งเราและคู่กรณี รวมทั้งคนเดินเท้าที่โดนลูกหลง สำหรับค่ารักษาพยาบาลและค่าเสียหายเบื้องต้นสามารถเบิกได้โดยไม่ต้องตัดสินว่าฝ่ายไหนถูกหรือผิด ในขณะที่ค่ารักษาพยายามและค่าชดเชยความเสียหายเพิ่มเติมจะได้รับก็ต่อได้พิสูจน์แล้วว่าใครเป็นฝ่ายถูกหรือผิด 

รายละเอียดของค่ารักษาพยาบาลและค่าเสียหายระดับเบื้องต้นและเพิ่มเติม สามารถดูได้ตามตารางนี้เลยค่ะ

ค่ารักษาพยาบาลและค่าเสียหายเบื้องต้น

ค่ารักษาพยาบาลและค่าเสียหายเบื้องต้นวงเงิน/คน
ค่ารักษาพยาบาล (จ่ายตามจริง)30,000
ทุพพลภาพถาวร35,000
เสียชีวิตทันที35,000
บาดเจ็บและเสียชีวิตภายหลัง35,000
ทำศพ35,000
กะโหลกศีรษะเทียม35,000

*เบิกได้สูงสุดไม่เกิน 65,000 บาท

ค่ารักษาพยาบาลและค่าเสียหายเพิ่มเติม (กรณีถูกตัดสินว่าไม่ผิด)วงเงิน
เงินชดเชยรายวัน (ไม่เกิน 20 วัน) 200/วัน
ค่ารักษาพยาบาล (จ่ายตามจริง)80,000 บาท 
ทุพพลภาพถาวร300,000 บาท
เสียชีวิต หรือทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิง500,000 บาท
เสียนิ้วมือหรือเท้า หนึ่งข้อขึ้นไป200,000 บาท
เสียอวัยวะหนึ่งส่วนหรือใส่กระดูกศีรษะเทียม250,000 บาท

*เบิกได้สูงสุดไม่เกินคนละ 504,000 บาท

การคุ้มครองดังกล่าวจะครอบคลุมผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ ผู้ซ้อนท้าย และผู้ที่ถูกลูกหลง 

ต้องการยื่นเอาเบี้ยประกันพรบ ต้องทำยังไงบ้าง

เมื่อเกิดเหตุ สามารถยื่นเรื่องเอาเบี้ยประกันพรบ ได้ทุกโรงพยาบาลที่เข้ารับการรักษา หลังจากนั้นก็แจ้งความกับตำรวจเพื่อนำใบบันทึกประจำวันใช้เป็นหลักฐานเพิ่มเติม

เอกสารที่ใช้ในการยื่นเรื่องเอาประกันมีดังนี้

  • ใบเสร็จค่ารักษาพยาบาล
  • ใบรับรองแพทย์
  • สำเนาบัตรประชาชน รับรองสำเนาถูกต้อง (สำเนาบัตรประชาชนบุตรในกรณีผู้ประสบภัยเสียชีวิต)
  • สำเนาใบขับขี่ รับรองสำเนาถูกต้อง
  • สำเนาทะเบียนบ้านของทั้งสองฝ่าย 
  • หน้า พ.ร.บ.
  • สำเนาทะเบียนรถ
  • บันทึกประจำวันจากตำรวจ

ขั้นตอนการต่อพรบ รถมอเตอร์ไซค์ต้องทำยังไง ใช้อะไรบ้าง

การต่อพรบ รถมอเตอร์ไซค์ต้องใช้หลักฐานอะไรบ้าง

  • บัตรประชาชน
  • สำเนาเล่มทะเบียนรถหรือตัวจริง
  • เงินค่าพรบ

เงินค่าพรบ จะแตกต่างกันไปตามขนาดเครื่องยนต์ดังนี้

น้อยกว่า 75 cc  

161.57 บาท/ปี

 75 – 125 cc 

323.14 บาท/ปี

125 – 150 cc

430.14 บาท/ปี

150 cc ขึ้นไป

645.21 บาท/ปี

ต่อพรบ มอเตอร์ไซค์ได้ที่ไหนบ้าง

ปัจจุบันการต่อพรบ นั้นสามารถทำได้หลายทางมาก ๆ สามารถเลือกต่อได้กับช่องทางที่ต้องการดังต่อไปนี้ 

  • ตัวแทนประกันภัย 

ช่องทางแรกเลยก็คือการต่อกับตัวแทนประกันภัยที่สมัครเป็นตัวแทนจำหน่ายพรบ มอเตอร์ไซค์

  • เว็บไซต์ขายพรบมอเตอร์ไซค์ออนไลน์  

สำหรับยุคนี้ ช่องทางออนไลน์ถือว่าเป็นสิ่งสำคัญมาก ใครที่ไม่อยากเดินทางออกไปต่อข้างนอกเอง ก็สามารถหาซื้อผ่านเว็บไซต์ขายพรบมอเตอร์ไซค์ออนไลน์ได้เลย

  • เคาน์เตอร์เซอร์วิส  

หรืออีกช่องทางที่สะดวกไม่แพ้กันก็คือเคาเตอร์เซอร์วิสในร้านสะดวกซื้อ 7-11 ที่สามารถยื่นซื้อพรบ มอเตอร์ไซค์ได้แล้ว 

  • สถานตรวจสภาพรถเอกชน (ตรอ.) บางแห่ง  

สถานตรวจสภาพรถเอกชนหรือ ตรอ. เป็นหน่วยงานของกรมการขนส่งทางบกที่มีหน้าที่ในการตรวจสภาพรถว่าพร้อมใช้งานบนท้องถนนอย่างปลอดภัยหรือไม่ ถือว่าช้อยส์มาซื้อที่นี่เหมาะกับคนที่ต้องมาตรวจสภารถตามรอบอยู่แล้ว 

  • สำนักงานบริษัทกลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ 

หรือที่เรียกกันสั้น ๆ ว่าบริษัทกลาง ก็เปิดจำหน่ายพรบ.มอเตอร์ไซค์เช่นเดียวกัน เหมาะกับคนที่อยากจะซื้อกับหน่วยงานที่ดูแลรับผิดชอบเกี่ยวกับเรื่องพรบ โดยตรง

  • ธนาคารเพื่อการเกษตร (ธ.ก.ส.)

ปิดท้ายกันด้วยธนาคารเพื่อการเกษตรหรือธนาคารธ.ก.ส. ที่เปิดให้ต่อพรบ มอเตอร์ไซค์เช่นกัน สามารถเข้าไปติดต่อขอซื้อประกันภัยภาคบังคับนี้ได้ทุกสาขา

สรุปรวมต่อพรบ มอเตอร์ไซค์ต้องทำยังไงบ้าง

การต่อพรบ มอเตอร์ไซค์หรือรถจักรยานยนต์เป็นสิ่งที่ผู้ขับขี่ทุกคนต้องทำเนื่องจากเป็นกฎหมายบังคับและเป็นการคุ้มครองในกรณีเกิดอุบัติเหตุ หากรถของคุณไม่ได้ต่อพรบ มอเตอร์ไซค์ ก็จะไม่สามารถยื่นต่อภาษีรถมอเตอร์ไซค์ได้และยังผิดกฎหมายอีกด้วย 

สำหรับการต่อพรบ นั้น สามารถทำได้ง่าย ๆ แค่เตรียมเอกสารซึ่งก็คือ บัตรประชาชน

สำเนาเล่มทะเบียนรถหรือตัวจริง และเงินค่าพรบ ซึ่งจะแตกต่างกันไปตามขนาดของมอเตอร์ไซค์ และสามารถต่อได้หลายที่ อาทิ เว็บไซต์ขายพรบ มอเตอร์ไซค์ออนไลน์ เคาน์เตอร์เซอร์วิส ที่ตรวจสภาพรถบางแห่ง และอื่นๆ 

หวังว่าบทความที่เรานำมาใช้จะมีประโยชน์กับผู้ขับขี่มอเตอร์ไซค์มือใหม่ทุกคนนะคะ ส่วนใครที่กำลังอยู่ในช่วงเก็บข้อมูลเกี่ยวกับการขับขี่มอเตอร์ไซค์และกำลังมองหามอเตอร์ไซค์มือสองสภาพใหม่สักคัน สามารถแวะไปเลือกดูกันได้ที่ Kaidee auto มีมอเตอร์ไซค์หลากยี่ห้อ หลายสเปกความแรงให้เลือกกันแบบจัดเต็มมาก ๆ รับรองว่าไม่มีผิดหวังแน่นอน

5 เหตุผลที่คนขับรถยนต์ไม่เข้าใจคนขับมอเตอร์ไซค์

5 เหตุผลที่คนขับรถยนต์ไม่เข้าใจคนขับมอเตอร์ไซค์

น่าจะเคยเห็นกันอยู่บ่อยครั้งที่รถมอเตอร์ไซค์ทะเลาะวิวาทกันกับคนขับรถมอเตอร์ไซค์ สาเหตุหลักก็มาจากการที่ทั้งสองฝ่าย “ไม่เข้าใจ” มุมมองของกันและกัน และก็มาจากการที่กฎหมายการจราจรในประเทศไทยถูกบังคับใช้แบบ ไม่จริงจัง ใคร ๆ ก็คิดว่าแค่เสียค่าปรับก็จบ

เสียค่าปรับก็จบ

แต่บางครั้งสิ่งที่จบ ก็หมายถึง จบชีวิตเราเองหรือเปล่า ?

ในมุมมองของคนขับมอเตอร์ไซค์และรถยนต์ยังคงมีภาพและความรู้สึกต่อการกระทำของอีกฝ่ายที่แตกต่างกัน ขณะที่คนที่ขับทั้งสองอย่าง จะมีความเข้าใจที่กว้างกว่าและมักจะเป็นกลุ่มที่มักจะให้ทางได้มากกว่ากลุ่มอื่น

สังเกตจากคลิปด้านบน ที่ ชายเสื้อเหลืองขับรถมอเตอร์ไซค์ออกมาโดยไม่ชะลอก่อนเลี้ยวออกจากซอย โดยมองว่า คนขับรถยนต์น่าจะเบรกทันเพราะยังอยู่อีกไกล

แต่ทันใดนั้นชายชุดดำผู้หวังดีก็ได้บีบแตรเตือนและเข้าไปพูดคุยเพื่อสร้างความเข้าใจที่ดีร่วมกัน ถึงอย่างนั้นชายชุดเหลืองก็ปฏิเสธและเลือกที่จะเชื่อว่า “กรุงเทพฯ ขับแบบนี้ไม่ผิดอะไร ทั้งที่ความจริงแล้ว ในมุมมองของคนขับรถยนต์ การที่มอเตอร์ไซค์ปาดออกจากซอยมาในระยะที “คิดว่า” ห่าง 

แท้จริงแล้วนั่นเป็นระยะที่ค่อนข้างอันตรายสำหรับรถยนต์เลยทีเดียว เพราะคนขับรถยนต์อาจจะไม่ทันได้สังเกต หรือต่อให้สังเกตทันก็อาจเบรกไม่อยู่ก็ได้

การขับรถไม่ว่าจะรถเล็กหรือรถใหญ่สิ่งที่สำคัญคือเรื่องของการทำตามกฎจราจรให้ถูกต้อง เพื่อลดอัตราความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุ 

อย่างที่รู้กันว่า ประเทศไทยแม้จะมีกฎหมายรองรับก็จริง แต่การบังคับใช้และความเกรงกลัวต่อกฎหมายค่อนข้างต่ำกว่าที่ควรจะเป็น

ดังนั้นสิ่งที่จะช่วยเพิ่มความ “เห็นใจ” กันบนท้องถนนควรเป็น “ความเข้าใจ” ระหว่างทั้งสองฝ่ายอย่างคนขับรถยนต์และคนขับมอเตอร์ไซค์

5 เหตุผลที่คนขับรถยนต์ไม่มีทางเข้าใจคนขับมอเตอร์ไซค์

สังเกตกันไหมว่า ปัญหาที่เราได้ยินมักมาจากคนขับรถยนต์ที่มักจะพูดว่า

“ทำไมมอเตอร์ไซค์ถึงชอบขับแบบxxx” และอีกสารพัดจะกล่าว

ทว่าเราไม่เคยมองกลับมาถึงเรื่องที่ว่า “ทำไมคนขับรถยนต์ถึงxxx” จากมุมมองของคนขับมอเตอร์ไซค์เลยสักนิดเดียว วันนี้เราจะมาเปิดมุมมองให้คนขับรถยนต์เข้าใจคนขับมอเตอร์ไซค์ได้มากขึ้น! 

เริ่มจาก 5 ข้อแรกที่ยังไงยังไง๊ คนขับรถยนต์ก็ไม่มีทางเก็ตฟีลได้!

car's-driver-view-point

1. รถใหญ่ ทัศนวิสัยแคบกว่ามอเตอร์ไซค์

มุมมองคนขับรถมอเตอร์ไซค์จะค่อนข้างกว้างกว่าคนขับรถยนต์ โดยที่บางทีทัศนวิสัยที่กว้างกว่านี้ทำให้มอเตอร์ไซค์ขับเปลี่ยนเลนได้อย่างรวดเร็วและซิกแซกได้มากกว่า 

รวมถึงมุมมองต่อการกะระยทาง ที่เมื่อมองด้วยมุมมองของตัวบุคคลแล้ว ระยะที่ห่างสำหรับรถมอเตอร์ไซค์ อาจกระชันสำหรับรถยนต์ก็เป็นได้ 

รถยนต์ที่มีขนาดใหญ่จะเข้าใจตรงกันว่า ขณะขับรถจะมีจุดอับสายตาอยู่ค่อนข้างเยอะ เวลาขับจึงไม่สามารถเห็นรถได้อยากชัดเจน แต่นั่นไม่ใช่กับทัศนวิสัยของรถมอเตอร์ไซค์ ทำให้เวลารถมอเตอร์ไซค์ทำการเปลี่ยนเลนสามารถได้ทำค่อนข้างรวดเร็วและแม่นยำกว่ารถยนต์

เพียงแต่ว่า แม้จะสามารถกะระยได้ง่ายและมีทัศนวิสัยที่กว้างกว่ารถใหญ่ แต่สิ่งที่คนขับมอเตอร์ไซค์หลายคนลืมคำนึงถือ ตัวรถมอเตอร์ไซค์ค่อนข้างเล็ก และรถยนต์ที่มาด้วยความเร็วสูงนั้นมีโอกาสที่เบรกไม่ทันทำให้เสี่ยงเกิดอุบัติเหตุตามมา

ดังนั้นไม่ใช่แค่เพียงคนขับมอเตอร์ไซค์อย่างเดียวที่ควรรู้จักกะความเร็วรถให้ดี แต่รถใหญ่เองก็ต้องรู้ “ธรรมชาติ” ของรถมอเตอร์ไซค์และคอยระวังเช่นเดียวกัน จึงจะปลอดภัยทั้งคู่

2. มอเตอร์ไซค์ไปได้เร็วกว่า ทำไมต้องชะลอ

ถ้าคนขับรถยนต์ตั้งข้อสงสัยว่าทำไม รถมอเตอร์ไซค์ต้องขับแทรกอยู่บ่อย ๆ ทั้งที่ความจริงสามารถรอและขับอยู่ในเลนซ้ายตามกฎหมายกำหนดก็ได้ 

ใช่ นั่นคือมุมมองของคนขับรถยนต์

ในมุมมองของคนขับรถมอเตอร์ไซต์ กลับมองเรื่องนี้ต่างออกไป ในเมื่อมีโอกาสให้ไปได้เร็วกว่า การหยุดรอ ทำไมต้องรอกันล่ะ ?

โดยเฉพาะบนท้องถนนที่รถติดจนได้โล่อย่าง กรุงเทพมหานคร ใครเล่าจะมานั่งรอติดต่อแถวไปเรื่อย ๆ เชื่อเถอะว่า บางครั้งคนขับรถยนต์เองก็มีความคิดอยากเปลี่ยนรถตนเองให้กลายเป็นรถมอเตอร์ไซค์เพื่อจะได้ซิกแซกไป WFH เช่นเดียวกัน

3. เสียภาษีเหมือนกัน ต้องใช้ถนนได้อย่างเท่าเทียม

ถ้ายังจำกันได้ถึงกฎหมายเรื่องการใช้ถนน ในระยะหลังเริ่มมีการห้ามรถมอเตอร์ไซค์ขึ้นสะพานและลงอุโมงค์อย่างจริงจัง ทว่าเมื่อมีการห้ามเช่นนี้เกิดขึ้น กลับสร้างกระแสตอบรับในทางลบจากเหล่าคนขับมอเตอร์ไซค์อย่างมาก เรียกไดว่าเป็นเสียงโอดครวญเลยล่ะ

เหตุผลมาจากว่า ถนนทุกคนเสียภาษีเท่านั้น แต่ทำไมรถมอเตอร์ไซค์จึงใช้ถนนไม่ได้เท่าเทียมกับคนใช้รถยนต์ ทั้ง ๆ ที่การสร้างสะพานและอุโมงค์นั้นก็มาจากภาษีตนเช่นเดียวกัน

คำตอบจากฝั่งผู้ใช้รถยนต์คือ สะพานค่อนข้างมีเลนถนนที่คับแคบและเสี่ยงต่อการชนท้ายได้ง่าย เพราะสะพานมีความชันและจำเป็นในการใช้ความเร็วเพิ้อขับขึ้นและคอยเหยียบเบรกเมื่อต้องขับลงจากสะพาน

ทว่ารู้หรือไม่ การที่รถยนต์ต้องคอยเหยียบเบรกให้มอเตอร์ไซค์ที่มีความที่ช้ากว่า นั่นคือปัจจัยที่เสี่ยงจะทำให้รถยนต์เกิดอุบัตเหตุ และมีสิทธิ์ที่จะเบรกไม่ทันจนเกิดอุบัติเหตุขึ้นก็เป็นได้

4. คนขี่มอเตอร์ไซค์กลัวตายมากกว่าคนขับรถยนต์

สำหรับคนขับรถยนต์ไม่ได้หมายความว่าไม่กลัวตาย แต่คนขับรถมอเตอร์ไซค์ต้องระมัดระวังและกลัวตายมากกว่า เพราะคนขับมอเตอร์ไซค์ต้องระวังการโดนชนให้มากที่สุด 

อย่างที่ทุกคนรู้กันว่ามอเตอร์ไซค์คือ “หนังหุ้มเหล็ก” หากเกิดอุบัติเหตุขึ้นครั้งหนึ่ง ร่างกายก็จะได้รับผลกระทบเต็ม ๆ ไม่เหมือนรถยนต์ที่หากเกิดการเฉี่ยวชนก็ยังมีโครงเหล็กที่รองรับอยู่ ทั้งยังมีถุงลมด้านหน้าเสริมความปลอดภัยอีกด้วย

5. ไม่เปิดไฟเลี้ยวแล้วจะรู้ได้อย่างไร

อีกหนึ่งสิ่งที่คนขับมอเตอร์ไซค์ต้องระแวง คือเรื่องของการเปิดไฟเลี้ยว เพราะรถมอเตอร์ไซค์เวลาขับอยู่ตรงเส้นระหว่างเลน จู่ ๆ ก็มีรถยนต์คันหนึ่งเปลี่ยนเลนโดยขับเบียดที่ไม่ให้สัญญาณไฟ จึงทำให้รถมอเตอร์ไซค์เปลี่ยนเลนหรือหลบหลีกไม่ทัน เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุเป็นอย่างมาก 

สำหรับรถยนต์การเปลี่ยนเลน หากมองในมุมของรถยนต์ด้วยกันเองจะค่อนข้างสังเกตได้ง่าย แต่ขณะที่เป็นมุมมองของรถมอเตอร์ไซค์ การเปลี่ยนเลนของรถยนต์โดยไม่เปิดไฟเลี้ยว ย่อมสังเกตได้ยากและทำให้เกิดการชนอยู่บ่อยครั้ง

สรุปมุมมองที่ต่างกันของคนขับรถยนต์และคนขี่มอเตอร์ไซค์

นี่จึงเป็นหนึ่งในมุมมองสำหรับคนขับรถมอเตอร์ไซค์ที่มีต่อคนขับรถยนต์หรือรถยนต์บนท้องถนน ดังนั้นการเรียนรู้ความคิดเห็นและเหตุผลของการกระทำแต่ละฝ่าย จะช่วยให้คุณเข้าใจและมีน้ำใจกับเพื่อนร่วมท้องถนนได้มากขึ้นกว่าเดิม หากใครที่กำลังคิดว่าจะหารถมือสองหรือรถมอเตอร์ไซค์ ก็เข้ามาดูได้ที่ Kaidee เลย

5 มอเตอร์ไซค์ประหยัดน้ำมันสุดคุ้มปี 2021

5 มอเตอร์ไซค์ประหยัดน้ำมันสุดคุ้มปี 2021

อย่างที่ทราบกันดีว่าการจราจรในกรุงเทพช่วงไพร์มไทม์ “ทรมานหัวใจ” มากแค่ไหน เรียกว่าเสียทั้งเวลาและสุขภาพจิตเอามากๆ แต่บางครั้งชีวิตคนเราก็ไม่ได้มีตัวเลือกมากขนาดนั้น มนุษย์ออฟฟิศทั้งหลายที่มีเวลาเข้า-ออกงานชัดเจน จะให้เลี่ยงเดินทางชั่วโมงดังกล่าวก็คงยาก

ด้วยเหตุผลดังกล่าว “มอเตอร์ไซค์” จึงเป็นอีกทางเลือกที่หลายคนนิยมใช้ เพราะได้ทั้งความคล่องตัว ประหยัดเวลาเดินทางและราคาย่อมเยากว่ารถใหญ่ ไหนจะตรงกับไลฟ์สไตล์เฉพาะคน ซึ่งรู้สึกว่าการขี่มอเตอร์ไซค์ให้อิสระและฟีลดีกว่ารถยนต์ บวกกับธุรกิจ Delivery ที่บูมขึ้นในช่วงนี้ เทรนด์มอเตอร์ไซค์จึงค่อนข้างคึกคักและน่าจับตามองเป็นพิเศษ

5 มอเตอร์ไซค์ประหยัดน้ำมันปี 2021

นอกจากเครื่องยนต์ที่เร็วและแรง รูปโฉมอันโฉบเฉี่ยวถูกใจคุณแล้ว ฟังก์ชันหนึ่งของมอเตอร์ไซค์ที่มั่นใจว่าหลายคนมองหาคือ เรื่องประหยัดน้ำมัน เข้าใจว่า ยุคนี้ พ.ศ.นี้ ตัวเลือกไหนคุ้มทุนสุดก็มักจะถูกเลือกเป็นอันดับต้นๆ ส่วนจะมีรุ่นไหนน่าสนใจในปีนี้บ้าง เรารวมมาให้แล้ว ลุยไปด้วยกันค่ะ!

1. All New Honda Wave 125i 2021

Honda Wave 125i

สุดยอดเรือธงแห่งค่ายฮอนด้าที่หลายคนรู้จักดี โดยครั้งนี้ “All New Honda Wave 125i” มาพร้อมคอนเซปต์อันเป็นเอกลักษณ์ “โดดเด่นสมค่าแห่งผู้นำ The Superior of All Time” ที่สำคัญยังจัดแน่นจัดเต็มด้วยเครื่องยนต์ 125 ซีซีเหมือนเคย

หลังจากการเข้ามาของฮอนด้าเวฟในปี พ.ศ.2540 ถึงตอนนี้ รถรุ่นดังกล่าวยังได้รับความนิยมจนปัจจุบัน แทบทุกครั้งที่รถรุ่นนี้เปิดตัว มักเรียกเสียงฮือฮาในหมู่คนรักมอเตอร์ไซค์แทบทุกครั้ง ด้วยเครื่องยนต์ทรงพลัง รูปลักษณ์ภายนอกโฉบเฉี่ยวสวยงาม คลาสิคเสมอเหนือกาลเวลา แถมยังขายต่อง่ายได้ราคา

แน่นอนว่า Honda Wave 125i 2021 รุ่นล่าสุดของปี 2021 นี้เก็บรายละเอียดจุดแข็งต่างๆ เอาไว้ครบถ้วน เพิ่มเติมด้วยเทคโนโลยีจ่ายน้ำมันแบบหัวฉีด PGM-Fi ทำให้ประหยัดน้ำมันกว่าเดิม ในระยะทาง 64 กิโลเมตร/ลิตร ให้คุณคุ้มค่าทุกการเดินทาง ทั้งยังมาพร้อมไฟหน้าอัจริยะ คมชัดทุกมุมมอง

ราคาเริ่มต้น : 53,400 บาท

2. Honda Wave110i 2021

Honda Wave110i 2021

ต่อกันอีกหนึ่งเรือธงประจำค่ายฮอนด้า ซึ่งอยู่ในตระกูล Honda Wave เช่นเดียวกัน ทว่ามาในราคาเริ่มต้นที่ย่อมเยากว่า ทำให้รถรุ่นนี้กลายเป็นอีกทางเลือกที่ครองใจใครหลายคน โดยครั้งนี้ปี Honda Wave110i 2021 มาในโฉมใหม่ สดใสกว่าที่เคย

ว่ากันว่ารถรุ่นนี้ครองแชมป์รถมอเตอร์ไซค์อันดับหนึ่งของครอบครัว ภายใต้สโลแกน “เพื่อนร่วมทางที่ใช่ เชื่อใจเป็นที่หนึ่ง” ด้วยเทคโนโลยีเครื่องยนต์ใหม่ล่าสุด Honda Smart Engine 4 จังหวะ ขนาด 110 ซีซีตอบสนองทุกการเดินทางอย่างคุ้มค่า ด้วยจุดเด่นอย่างถังน้ำมันขนาดใหญ่ขึ้น จุได้ 5 ลิตร ให้อัตราประหยัดน้ำมันสูงสุด 76.9 กม./ลิตร วิ่งได้ไกลขึ้นโดยไม่ต้องเติมน้ำมันบ่อย

ทั้งยังมาพร้อมไฟหน้า LED แบบใหม่ ส่องสว่างทุกการเดินทางอย่างคมชัด ให้คุณสบายใจทุกการเดินทาง ตลอดจนหน้าปัดเรือนไมล์ Digital LCD ที่ช่วยให้คุณใช้งานง่าย บอกทุกรายละเอียด ไหนจะช่องเก็บสัมภาระที่กว้างถึง 10 ลิตร จุทุกของสำคัญได้อย่างจุใจ

ราคาเริ่มต้น : 36,900 บาท

3. Yamaha-finn 2020

ข้ามฟากมาที่ Yamaha กันบ้าง ถึงรถรุ่นนี้จะออกมาตั้งแต่ปีที่แล้วก็ตาม แต่เชื่อว่าหากจะเอ่ยถึงมอเตอร์ไซค์ประหยัดน้ำมันตัวท็อปของใครหลายคนๆ น่าจะมี Yamaha-finn 2020 เป็นคำตอบในใจแน่นอน

ด้วยรูปลักษณ์อันโฉบเฉี่ยว สีสันสะดุดตาโดนใจทุกสี ขับขี่ง่ายสไตล์ฟินน์ ที่สำคัญยังโดดเด่นด้วยบริการหลังการขาย รับประกันตัวรถนานถึง 5 ปี หรือ 50,000 กิโลเมตร มาพร้อมเครื่องยนต์ 115 ซีซี 4 จังหวะ ให้คุณเร่งได้ทุกจังหวะ สนุกกับการขับขี่

นอกจากนี้ยังควบคุมหัวฉีดสุดประหยัด สั่งจ่ายน้ำมันด้วยระบบพิเศษ ประหยัดน้ำมันสูงสุด 96.16 กิโลเมตร/ลิตร (จุน้ำมันได้ 4 ลิตร) ทั้งยังเพิ่มระบบเบรค UBS ให้คุณปลอดภัยมากกว่าที่เคย เกาะถนนได้แน่นและหนึบ ทันทีที่เบรคกะทันหันระบบจะช่วยเพิ่มแรงเบรคแบบอัตโนมัติ

ราคาเริ่มต้น : 47,000 บาท

4. New Yamaha QBIX 2021

Yamaha QBIX

มอเตอร์ไซค์ประหยัดน้ำมันตัวล่าสุดของยามาฮ่า ที่แตกต่างจากรุ่นอื่นๆ ที่เราแนะนำไปก่อนหน้า โดย New Yamaha QBIX 2021 รุ่นนี้ ทำงานด้วยระบบออโตเมติก จัดเต็มด้วยเครื่องยนต์ 4 จังหวะ สูบเดี่ยว 2 วาล์ว SOHC ในคลาส 125 ซีซี.

ใครเป็นสายเน้นขับขี่ง่าย สบายๆ บอกเลยว่ารถรุ่นนี้เป็นอีกตัวที่น่าสนใจ ทั้งรูปลักษณ์ภายนอกที่สีสันสะดุดตา หรือใครมีใจรักด้านดีไซน์ จะเอาไปแต่งเพิ่มเติมก็สะดวก มิกซ์แอนด์แมทช์ง่าย ทั้งยังมาพร้อมระบบ MoblieCharger Socker ช่องต่อชาร์จไฟแบบรถยนต์ ไว้เป็นทางเลือกในยุคนี้

ส่วนเรื่องประหยัดน้ำมันไม่ต้องพูดถึง ตัว QBIX 2021 มีระบบประหยัดน้ำมันอันยอดเยี่ยมไม่แพ้มอเตอร์ไซค์รุ่นไหน ด้วยเทคโนโลยี Stop and Start System ที่ช่วยลดอัตราการเผาผลาญน้ำมันได้เป็นอย่างดี ทั้งยังมีระบบตัดเครื่องยนต์ตัดอัตโนมัติภายใน 5 วินาที และเมื่อคุณเร่งเครื่องอีกครั้ง ระบบจะพร้อมทำงานทันที

ราคาเริ่มต้น : 53,500 บาท

5. Suzuki Burgman 400 ABS

Suzuki Burgman

ปิดท้ายด้วยมอเตอร์ไซค์ระดับไฮคลาส “ประหยัดน้ำมันแต่ไม่ประหยัดเงิน” เพราะตัว Suzuki Burgman 400 ABS รุ่นนี้ เป็นสกูตเตอร์บิ๊กไบค์สไตล์พรีเมียมหรูหรา ภายใต้คอนเซ็ปต์ The Elegant Athlete โฉบเฉี่ยวสวยงาม ให้ความแพงในทุกมิติ พร้อมใช้งานทุกรูปแบบ

ส่วนฟังก์ชันต่างๆ ก็ครบครันสมราคา ด้วยเครื่องยนต์สมรรถนะเยี่ยม 1 สูบ 399.9 ซีซี 4 จังหวะ 1 สูบ ระบายความร้อนด้วย DOHC มาพร้อมระบบประหยัดน้ำมันอันแข็งแกร่ง ให้คุณเดินทางได้อย่างสบายใจ สบายกระเป๋า

ขณะที่ช่องเก็บสัมภาระก็ให้มาจุใจถึง 42 ลิตรเลยทีเดียว ใส่หมวกกันน็อคได้ 2 ใบ ทั้งยังมีเบรกมือให้คุณอุ่นใจ ปลอดภัยเมื่อเจอทางที่ลาดเอียง ตลอดจนโช๊คอัพแบบ Link Type กันสั่นได้ยอดเยี่ยม ช่วยให้การขับขี่ของนุ่มนวล

ราคาเริ่มต้น : 214,200 บาท

สรุปท้ายบทความ

อ่านมาถึงตรงนี้ พอมีตัวเลือกในใจบ้างหรือยังคะ ว่ามอเตอร์ไซค์ประหยัดน้ำมันรุ่นไหน พอจะเข้าไปอยู่ในใจได้บ้าง รถ 5 รุ่นต่างยี่ห้อที่เราแนะนำไปนั้น มีสไตล์และรูปแบบค่อนข้างหลากหลาย ทั้งเรื่องราคาหลักหมื่นไปจนถึงหลักแสน เลือกกันได้ตามกำลังทรัพย์และความพอใจ

อยากได้รุ่นไหน คลิก Kaidee สิ มีคำตอบให้คุณแน่นอน

เราจะจนกว่าเดิม ? เพราะย้ายฐานผลิตรถไปเวียดนาม

เราจะจนกว่าเดิม ? เพราะย้ายฐานผลิตรถไปเวียดนาม

เชื่อว่าหลายคนน่าจะเคยเห็นประเด็นเศรษฐกิจในประเทศไทย โดยเฉพาะในภาคของการส่งออกที่มีแนวโน้มรายได้จากการผลิตนี้มีตัวเลขที่ลดลงอย่างน่าตกใจ โดยเฉพาะในภาคส่วนของอุตสาหกรรมยานยนต์ที่ประเทศไทยเคยครองตลาดใหญ่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หรือ ASEAN มาตลอด

สมญานามที่ว่า “ดีทรอยต์แห่งเอเชีย” กำลังจะเลือนหายไป ?

นิยามประเทศไทยในสายตาประชาคมโลกคือเสือตัวที่ห้าของเอเชีย แต่ปัจจุบันตำแหน่งนั้นของไทยเริ่มสั่นคลอนขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ใช่เพียงแต่เรื่องของปัญหาทางการเมืองที่มีความคุกรุ่นมาตลอดหลายปีที่มีผลต่ออัตราการเจริญเติบโตของประเทศไทย 

แต่ผลกระทบจากโรคระบาดอย่างโควิด-19 ก็เป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้อัตราการเติบโตและการตื่นตัวของผู้ลงทุนในไทยเริ่มถดถอยลงเรื่อย ๆ 

แท้จริงแล้วประเทศไทยกำลังจะก้าวถอยหลังอยู่หรือเปล่า ? 

ผลกระทบเช่นนี้จะส่งผลให้คนไทยมีเงินเดือนที่สวนทางกับค่าครองชีพมากขึ้นหรือเปล่า ?

ฐานการผลิตหายไปจะส่งผลให้ประเทศหยุดเจริญ ?

 สิ่งเหล่านี้คือคำถามที่เราจะต้องมาหาคำตอบในบทความนี้กัน

สาเหตุที่ทำให้เกิดการย้ายฐานผลิต

ถ้าพูดตามหลักความจริงว่า การย้ายฐานผลิตออกจากประเทศไทยเป็นเรื่องที่ไม่น่าตกใจสักเท่าไร เนื่องด้วยสภาวะทางเศรษฐกิจและการเมืองของไทยค่อนข้างจะอยู่ในจุดที่ “ย่ำแย่” จนไม่ว่าจะมองจากมุมไหน นักลงทุนก็ไม่อาจวางใจกับสภาวะในตอนนี้ได้เลย

แม้ประเทศไทยนั้นจะเจอกับภัยพิบัติอย่างน้ำท่วมค่อนข้างบ่อย แต่รู้หรือไม่ว่าผลกระทบจากส่วนนั้นกลับเป็นปัจจัยที่น้อยมากกับการตัดสินใจลงทุนเพื่อสร้าง อุตสาหกรรม ของนักลงทุนต่างชาติ เหตุผลโดยส่วนใหญ่ที่ทำให้ย้ายฐานการลงทุน มาจากปัจจัยเรื่องของเงินและความคุ้มค่าในการลงทุน รวมถึงสนธิสัญญาต่าง ๆ ที่ทำมาเพื่อเอื้อประโยชน์ให้แก่ผู้ทำสัญญานั้น 

ดังนั้นสาเหตุหลักที่ทำให้ผู้ลงทุนโดยเฉพาะผู้ลงทุนด้านอุตสาหกรรมยานยนต์ เริ่มเบนเข็มการลงทุนจากประเทศไทยไปสู่ประเทศเพื่อนบ้าน ยกตัวอย่างเช่น ประเทศเวียดนาม ประเทศอินโดนีเซีย หรือ ประเทศมาเลเซีย  ก็มาจากความคุ้มค่าของเงินที่ต้องจ่ายออกไป

หลังจากที่หลายประเทศเริ่มมีนโยบายย้ายฐานผลิตจากจีน หลากหลายประเทศโดยเฉพาะประเทศญี่ปุ่นที่เป็นผู้ลงทุนหลักของประเทศกำลังพัฒนาในแถบตะวันออกเฉียงใต้ พอโอกาสมาถึงใครก็ต้องคว้าไว้ ดั่งสำนวนสุภาษิตไทยที่ว่า น้ำขึ้นให้รีบตัก เพราะถ้าคุณไม่ตัก โอกาสนั้นอาจหายไปในแทบจะทันที

เช่นเดียวกันกับผู้ลงทุนยักษ์ใหญ่ของเอเชียที่เมื่อทาง European Union (EU) หรือสหภาพยุโรปได้รุดหน้าการทำข้อตกลงการค้าเสรีกับหลาย ๆ ประเทศ เพื่อเป็นที่พึ่งพิงให้แก่ประเทศที่ต้องการย้ายฐานผลิตออกจากประเทศจีน  

โดยหนึ่งในประเทศที่ถูกการรุดหน้าทำสัญญานี้คือ ประเทศ “เวียดนาม”  ซึ่งแน่นอนว่าสนธิสัญญานี้ทำให้ฝ่ายเวียดนามค่อนข้างได้เปรียบกับกำแพงภาษีของการส่งออกที่ไม่มี ทำให้เวียดนามสามารถส่งออกผลิตภัณฑ์ได้มากยิ่งขึ้น 

นี่จึงเป็นโอกาสสำหรับผู้ลงทุนที่กำลังมองหาสถานที่สร้าง “อาณาจักร” แห่งการผลิตที่ใหม่ สำหรับการหารือทางการค้นระหว่างสหภาพยุโรป (EU) และ ประเทศเวียดนาม ได้เริ่มขึ้นในปี 2012 และสิ้นสุดการให้คำสัตยาบันระหว่างกันในปลายปี 2015 

เมื่อเข้าสู่ข้อตกลงการค้าเสรีหรือ EU Vietnam Free Trade Agreement (EVFTA) เวียดนามจึงกลายเป็นประเทศที่จัดอยู่ในกลุ่ม Rising Star สำหรับนักลงทุนอย่างมาก เพราะนอกจากจะมีแรงงานที่เพียงพอต่อการผลิตแล้ว ยังมีค่าแรงที่ถูกกว่าประเทศรอบข้างในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อีกด้วย

นอกจากนี้ตัวข้อตกลงเองก็มีหลักสำคัญอย่างการ “ส่งออกปลอดภาษี” ที่ทำให้เหล่าผู้ลงทุนสนใจมากกว่าเดิม เมื่อกำแพงภาษีหายไป การควบคุมราคาการผลิตและราคาสินค้าก็สามารถทำได้มากขึ้น ทั้งนี้ยังควบคุมไปถึงปัจจัยทางด้านกำไรที่เพิ่มขึ้นกว่าเดิมโดยใช้เงินทุนที่อาจจะต่ำกว่าเดิมเสียด้วยซ้ำ

“นี่คือบ่อเงินบ่อทองแห่งใหม่ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้”

ทรัพยากรที่เพียบพร้อมทั้งคนและทรัพยากรธรรมชาติช่วยสร้างความตื่นตัวให้แก่เหล่านายทุนเป็นอย่างมาก อย่างตัวอุตสาหกรรมยานยนต์ของประเทศญี่ปุ่น ที่ก่อนหน้านี้มีฐานผลิตอยู่ในประเทศไทยเป็นหลัก เรียกได้ว่าถ้าพูดถึง ชิ้นส่วนของยานยนต์ ต้องนึกถึงฐานผลิตที่ประเทศไทย

ถึงอย่างนั้นก็ตาม ข้อตกลงการค้าเสรีระหว่างสหภายุโรป-เวียดนาม (EVFTA) เลยทำให้ฐานะของ อันดับ 11 ของโลกในเรื่องการผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ของประเทศไทยเริ่มสั่นคลอน โดยเฉพาะในสภาวะการเมืองที่ระส่ำระสาย ไม่สามารถสร้างความมั่นใจให้แก่นักลงทุนได้ นักลงทุนหลักอย่างประเทศญี่ปุ่นก็เริ่มปิดตัวและย้ายฐานผลิตไปตาม ๆ กัน 

ในไม่ช้า ผู้ลงทุนในไทยก็จะเริ่มมีตัวเลขที่ถดถอยลง ยิ่งกับอุตสาหกรรมยานยนต์ที่พูดได้เลยว่า ประเทศไทยก้าวมาสู่จุดที่เป็น “อุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์” จากจุดเดิมที่เป็น “การส่งออกเกษตรกรรม” ก็มาจากเหล่านักลงทุนรถยนต์สัญชาติญี่ปุ่นทั้งหลาย เมื่อตัวเลขของการลงทุนหายไป ไม่ต้องคาดเดาเลยว่า จะสร้างความเสียหายและผลกระทบขนาดไหนให้กับประเทศไทย

แต่นี่อาจเปลี่ยนไป หากประเทศไทยได้ลงนามกับข้อตกลงการค้าเสรีกับสหภาพยุโรป ?

ทว่าโอกาสนั้นกลับได้ผ่านประเทศเราไปแล้ว เพราะด้วยการรัฐประหารเมื่อ พ.ศ.2557 ที่ทำให้หลายประเทศทั่วโลกเลือกที่จะคว่ำบาตรทางการค้ากับไทย แม้จะมีกระแสที่ดีขึ้นในช่วงหลังการเลือกตั้ง ทว่าเมื่อนักลงทุนทั้งหลายเริ่มย้ายฐานไปปักหลักที่เวียดนามแล้ว การทำข้อตกลงอาจไม่ได้มีผลดีอีกต่อไปก็ได้

แนวโน้มที่จะเกิดขึ้นกับภาคเศรษฐกิจและประชาชน

การย้ายฐานผลิตย่อมต้องส่งผลกระทบต่อภาคเศรษฐกิจและภาคประชาชนอย่างไม่ต้องสงสัยเลยทีเดียว เพราะการลงทุนของนายทุนอัตราส่วนใหญ่ในประเทศไทย คือการลงทุนในภาคอุตสาหกรรมโดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์ 

เมื่อเกิดการย้ายฐานผลิตจากประเทศหนึ่งสู่อีกประเทศหนึ่ง รายได้ที่เคยรับเข้ามาในประเทศไทยก็ลดหายไปอย่างน่าตกใจ อัตราการจ้างงานแรงงานลูกจ้างที่ใช้ในวงการอุตสาหกรรมยานยนต์ก็จำต้องถูกเลย์ออฟ (เลิกจ้าง) อย่างช่วยไม่ได้ 

ยิ่งในสภาวะของโควิด-19 ที่การจ้างงานจะถูกฟรีซไว้ไม่ให้รับพนักงานเพิ่ม เพราะเป็นการสร้างภาระทางการเงินเพิ่มเติมให้แก่บริษัท ทั้งตัวบริษัทยังไม่สามารถสร้างกำไรเพิ่มเติมจากการส่งออกได้เท่าที่เคยเป็น นอกจากสภาวะเศรษฐกิจและการขนส่งที่หยุดชะงักแล้ว ปัจจัยทางสภาพสังคมอย่างการเมืองก็มีส่วนทำให้นักลงทุนตัดสินใจเบนเข็มไปยังประเทศที่มี “สถานะ” มั่นคงและสร้างความมั่นใจได้มากกว่าอยู่แล้ว

อย่างที่ทุกคนรู้กันกว่า สภาพเศรษฐกิจที่ย่ำแย่แบบนี้ ประเทศไทยไม่สามารถหาเงินได้จากภาคการส่งออก หรือ การท่องเที่ยวจากชาวต่างชาติได้อย่างเคย เม็ดเงินที่เคยหมุนเวียนได้ ก็ลดหายไป จนเข้าสู่สภาพฝืดเคือง ยิ่งภาคเอกชนที่เป็นนายทุนต่างชาติ ย้ายฐานผลิตออกไปที่ประเทศเวียดนาม 

คงไม่ต้องเดาว่า ความเจริญที่ประเทศไทยเคยมีเพราะเงินทุนหมุนเวียนจะหายไปหรือไม่ เราอาจจะกลับมาเจริญได้ แต่นั่นต้องมาจากการ “กู้เงิน” ซึ่งปลายทางของไทยก็อาจเป็นเช่นเดียวกับประเทศกรีซและเวเนซุเอลาที่ล้มละลายไปในไม่กี่ปีที่ผ่านมา

ดังนั้นหากถามว่าคนไทยจะจนกว่าเดิมหรือไม่ ตรงนี้อาจมีผู้ที่ตกงานเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน แต่การปรับเปลี่ยนวิถึชีวิตของคนไทย เช่น การกลับมาให้ค่าการเกษตรกรรมมากขึ้นและเน้นการสร้างผลผลิตเพื่อสร้างรายได้หมุนเวียนในประเทศไทยให้มากขึ้น อาจเป็นหนึ่งในทางรอดของประเทศไทยในตอนนี้

การสร้างสภาพคล่องทางการเงินให้ตนเองตอนนี้คือหนึ่งในสิ่งที่หลายคนเริ่มหันมามองว่าควรทำอย่างไรให้ประกอบอาชีพได้อย่างมั่นคง และลงทุนครั้งเดียวแต่คุ้ม อย่างที่ทุกคนรู้กันว่าในยุคโควิด-19 แบบนี้มีธุรกิจประเภทหนึ่งที่กลับเติบโตจนเรียกได้ว่า “ทำแล้วมีงานมีเงิน” ก็คือธุรกิจขนส่งและเดลิเวอรี่ ขอแค่คุณมีรถยนต์หรือรถมอเตอร์ไซค์เป็นของตนเองก็สามารถหางานได้แล้ว บอกตรงนี้เลยว่า งานหายาก แต่งานเดลิเวอรี่และรับส่งผู้โดยสาร ไม่ได้หายากอย่างที่คิดแน่นอน ลองเปิดใจให้กับงานประเภทนี้ดูกันนะคะ 

ค้นหารถยนต์และรถมอเตอร์ไซค์มือสองที่ช่วยลดต้นทุนของเครื่องมือประกอบอาชีพของคุณได้มากกว่าครึ่ง ได้ที่ Kaidee แล้ววันนี้  อย่ารอเลยค่ะ เพราะประเทศไทยตอนนี้ไม่มีความแน่นอนเท่าไรนัก หากทำงานอะไรได้ก็ควรคว้าไว้ก่อน

ดังนั้นการลงทุนครั้งนี้ย่อมไม่เสียเปล่า

5 มอเตอร์ไซค์ที่มีงบแค่ 5 หมื่นก็เป็นเจ้าของได้แล้ว

5 มอเตอร์ไซค์ที่มีงบแค่ 5 หมื่นก็เป็นเจ้าของได้แล้ว

รถมอเตอร์ไซค์ นับว่าเป็นพาหนะคู่ใจที่เป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดสำหรับการเดินทางภายในเมือง ยิ่งในช่วงเวลาเร่งรีบ หันหน้ามองไปทางไหนก็เจอแต่รถติด การจราจรที่แสนคับคั่ง หรือรถโดยสารสาธารณะก็อาจจะไม่ได้ตอบโจทย์เสมอไป 

การเดินทางด้วยรถมอเตอร์ไซค์จึงเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ เพราะด้วยค่าใช้จ่ายที่ประหยัด รวมถึงวิธีการดูแลรักษาง่าย มีตัวเลือกที่หลากหลายกว่า วันนี้เราจึงรวบรวม 5 มอเตอร์ไซค์ที่มีงบแค่ 5 หมื่น คุณก็สามารถเป็นเจ้าของได้แล้ว ให้คนที่กำลังสนใจหรือมองหารถใช้งานอยู่ จะมีรุ่นอะไรบ้าง ตามไปหาคำตอบกับบทความนี้ได้เลย

1. Zongshen Ryuka Classic MINI S 2019 ราคา 29,900 บาท

Zongshen Ryuka หรือ ซงเจิน ริวก้า แบรนด์รถมอเตอร์ไซค์ราคาประหยัดที่โดดเด่นในเรื่องของการดีไซน์แนวย้อนยุคเรโทรที่มีไฟหน้ากลม กระจกมองข้างแบบก้านสูงที่เป็นเอกลักษณ์ เบาะแบบสองตอน พร้อมเครื่องยนต์ขับเคลื่อน 1 สูบ 4 จังหวะ 110 ซีซี เกียร์ธรรมดา 4 เกียร์ มีทั้งระบบสตาร์ทเท้าและสตาร์ทไฟฟ้าด้วยมือ น้ำหนักเบาเพียง 84 กิโลกรัม สามารถขับขี่ได้อย่างคล่องตัว ถือว่าเป็นรถครอบครัวดีไซน์สวยและเหมาะมากสำหรับผู้หญิงที่ต้องการหารถสักคันไว้ขับในเมือง

2. Honda Wave 110i 2020 ราคาเริ่มต้น 40,300 บาท

มาถึงแบรนด์ยอดนิยมกันบ้างกับ ฮอนด้า ที่ได้นำรถขวัญใจครอบครัวอย่าง Honda Wave มาปัดฝุ่นแปลงโฉมใหม่ให้ร่วมสมัย ด้วยดีไซน์ที่ปราดเปรียวยิ่งขึ้น ไฟหน้าทรงหัวใจแยกส่วนกับไฟเลี้ยว ไฟท้ายแบบใหม่โอบรอบ ให้ความรู้สึกโฉบเฉี่ยวยิ่งขึ้น มีช่องเก็บของใต้เบาะที่จุได้ถึง 7.4 ลิตร เครื่องยนต์เป็นแบบ 4 จังหวะ 109.17 ซีซี เกียร์ธรรมดา 4 จังหวะ สตาร์ทด้วยเท้า โดยจุดเด่นอยู่ที่ความประหยัดทั้งในเรื่องของราคาและเครื่องยนต์ที่ประหยัดน้ำมันสูงถึง 63.3 กม.ต่อลิตร เรียกได้ว่ารักษ์โลกแล้วยังรักกระเป๋าตังค์อีกด้วย

3. Yamaha GT125 Standard 2020 ราคา 46,600 บาท

สำหรับใครที่ไม่ค่อยชอบขับรถแบบเกียร์ธรรมดาเท่าไร รุ่นนี้พร้อมตอบโจทย์ความสบายให้กับคุณอย่างแน่นอนกับ Yamaha GT125 ปี 2020 ที่อัปเดตใหม่หมดทั้งภายนอกและภายในที่มาพร้อมระบบหัวฉีดอัตโนมัติเทคโนโลยี Blue Core ดีไซน์ไฟหน้าใหม่สไตล์สปอร์ต มาพร้อมเครื่องยนต์ 125 ซีซี 4 จังหวะ 1 สูบ เกียร์อัตโนมัติ พร้อมระบบสตาร์ทด้วยไฟฟ้า อีกทั้งยังมีระบบ Parking Break แบบเดียวที่ใช้ในรถยนต์เพื่อเพิ่มความมั่นใจในเวลาที่จอดบนพื้นที่ลาดชันแบบไม่ต้องกลัวไหล ถือว่าตอบโจทย์เป็นอย่างยิ่งสำหรับใครที่กำลังมองหารถสมรรถภาพดีราคาถูก ฟังก์ชันครบครันแบบจัดเต็ม

4. Honda Super Cup 2020 ราคา 47,390 บาท

พาย้อนกลับไปสู่ยุคเรโทรกันอีกสักรอบกับ Honda Super Cup ปี 2020 ที่ออกแบบมาในสไตล์ Japanese Retro พร้อมคอนเซปต์ Forever Retro ตอกย้ำความเป็นต้นตำรับจากญี่ปุ่นด้วยสีสันใหม่คู่กับบังลมสีขาวสวยงามไร้กาลเวลาที่นำเสนอออกมาในรูปแบบทรงย้อนยุคแฝงไปด้วยความมินิมอล ไฟหน้ากลม ไฟเลี้ยวขนาดเล็กแยกส่วนทรงกลม เบาะสองตอน มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 109.17 ซีซี ขับสบาย 4 จังหวะ เกียร์ธรรมดา ระบบสตาร์ทไฟฟ้า โดยฮอนด้าเคลมไว้ว่าประหยัดน้ำมันสูงถึง 60.1 กม./ลิตร เหมาะเป็นอย่างยิ่งสำหรับใครที่ชื่นชอบรถสไตล์ย้อนยุค แถมประหยัดน้ำมัน และยังประหยัดงบด้วยราคาที่ถูกอีกด้วย

5. GPX Legend 150s ราคา 49,500 บาท

ปิดท้ายกันที่รถมอเตอร์ไซค์สไตล์ Tracker เอาใจสายคลาสสิกกันบ้าง ที่ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปกี่ยุคกี่สมัยก็ยังครองใจใครหลายคนมาโดยตลอด คอลเลคชันนี้มาพร้อมเครื่องยนต์ 150 ซีซี 4 จังหวะ แบบ SOHC ออกแบบสีสันลวดลายสวยงามด้วยเนื้อสีแบบเมทัลลิคพิเศษ เดินเส้นลายบนตัวถังที่แฝงกลิ่นอายความเป็นเรโทร พร้อมโลโก้ 3D Emblem ที่มีพื้นผิวแบบ Hairline เสริมความเรียบหรูมีสไตล์ในแบบฉบับความเป็นสายพันธุ์ Legend นิยามบ่งบอกความคลาสสิกในตัวคุณ โดดเด่นด้วยเอกลักษณ์ของการขับขี่ รูปทรง และการใช้งาน ส่งผ่านออกมาในรูปลักษณ์การตกแต่งที่สร้างให้คุณเป็นไบค์เกอร์สาย Tracker ตัวจริง

สรุปท้ายบทความ

มอเตอร์ไซค์เรียกได้ว่าแทบจะเป็นพาหนะที่มีกันเกือบทุกบ้านอยู่แล้ว เนื่องด้วยราคาที่สามารถจับต้องได้ตั้งแต่ไม่กี่หมื่นบาท และการดูแลรักษาที่ง่าย ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในส่วนต่างๆ ได้อย่างชัดเจน สามารถเป็นรถอเนกประสงค์ที่สามารถใช้งานได้อย่างครอบคลุม 

หวังว่าคงจะเป็นตัวเลือกที่ดีให้กับคนที่กำลังมองหารถไว้ขับขี่ใช้งาน หากใครที่กำลังหาซื้อรถมอเตอร์ไซค์มือสองอยู่สามารถเข้ามาเลือกซื้อได้ที่ Kaidee แหล่งรวบรวมรถมอเตอร์ไซค์มือสองกว่าหนึ่งหมื่นคันทั่วประเทศ