5 โฮมออฟฟิศดีไซน์ เพิ่มไอเดียในการทำงาน

5 โฮมออฟฟิศดีไซน์ เพิ่มไอเดียในการทำงาน

Home-office

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าปี 2020 ที่ผ่านมา เราประสบกับสิ่งเลวร้ายมามากมาย ถึงแม้ว่าจะเป็นปีที่เหน็ดเหนื่อย แต่เราก็ได้เรียนรู้ และได้สร้าง New Routine ให้กับตัวเอง นอกจากนิสัยการสร้างสุขอนามัยที่ดี อย่างการสวมใส่หน้ากากอนามัย และการหมั่นล้างมือเป็นประจำ อีกหนึ่งปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในปีที่ผ่านมาซึ่งที่ไม่ว่าเพื่อนๆ จะอยู่ที่ใดในโลกต่างก็ประสบปัญหาเดียวกัน นั่นคือการกักตัวอยู่บ้านเพื่อลดความเสี่ยงของการติดโรคโควิด 19 หรือที่เราเรียกกันสั้นๆว่าการ “ควอรันธีน” (Quarantine) นั่นเอง ซึ่งนอกจากจะทำให้เราต้องติดแหง็กอยู่บ้านเป็นเดือนๆแล้ว ยังส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันเราในหลายๆ ด้าน หนึ่งในนั้นคือลักษณะการทำงาน เพราะหลายๆคนต้องทำงานที่บ้านแทนการทำงานที่ออฟฟิศ ทำให้เทรนด์การสร้างบ้านแบบโฮมออฟฟิศนั้นเป็นที่นิยมอย่างมากในปีที่ผ่านมา 

วันนี้ Kaidee ได้รวบรวม 5 โฮมออฟฟิศไอเดีย ที่จะช่วยเนรมิตบ้านเพื่อนๆ ให้กลายเป็นพื้นที่ทำงาน แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ทิ้งบรรยากาศ “โฮม” ซึ่งเป็นหัวใจของบ้านแบบโฮมออฟฟิศ ทั้งนี้เพื่อให้เพื่อนๆ รู้สึกเป็นอิสระ ผ่อนคลายไปบรรยากาศบ้าน แถมยังมีประสิทธิภาพการทำงานมากขึ้นด้วยสภาพแวดล้อมแบบออฟฟิศ รับรองว่าทั้ง 5 โฮมออฟฟิศดีไซน์นี้จะช่วยบูสต์ความคิดสร้างสรรค์ให้เพื่อนๆ กับเพื่อนร่วมงานได้อย่างไม่น่าเชื่อเลยค่ะ

เรามาเริ่มกันจากข้อดีของบ้านแบบโฮมออฟฟิศกันก่อนเลยดีกว่าค่ะ 

ข้อดีของบ้านโฮมออฟฟิศ

ข้อดีของ home-office
ขอบคุณรูปสวยๆ จาก Sitchu 

หนึ่งในข้อดีที่เด่นที่สุดของการสร้างบ้านลักษณะโฮมออฟฟิศนั่นคือ พื้นที่ใช้สอยในบ้านที่มีการแบ่งพื้นที่เป็นสัดส่วนชัดเจน แตกต่างจากบ้านแบบทาวน์โฮมโดยสิ้นเชิง โฮมออฟฟิศโดยทั่วไปนั้นแบ่งสัดส่วนเป็น 2 พื้นที่ใหญ่ๆ คือ พื้นที่ทำงาน และพื้นที่พักอาศัย ดังนั้นบรรยากาศการทำงานในโฮมออฟฟิศก็จะค่อนข้างผ่อนคลาย และเป็นกันเองมากกว่าการทำงานในออฟฟิศปกติทั่วไป รวมไปถึงการแต่งตัว และ Culture ในการทำงานก็จะยืดหยุ่นมากขึ้นด้วย เพราะฉะนั้นการซื้อโฮมออฟฟิศ หรือการแต่งบ้านโดยแยกพื้นที่พักอาศัยกับพื้นที่ทำงานออกจากกันจึงเป็นที่นิยมอย่างมากในหมู่นักธุรกิจรุ่นใหม่ ที่มีไลฟ์สไตล์การทำงานที่ไม่สามารถระบุเวลาการทำงานที่ชัดเจนได้ บ้านลักษณะนี้เองยังเหมาะอย่างยิ่งสำหรับบริษัท start-up ที่เน้นความยืดหยุ่น และประสิทธิภาพในการทำงานมากกว่าความเป็นทางการในสถานที่ทำงาน

1. โฮมออฟฟิศ สไตล์มินิมอล (Minimal Home-Office) 

minimal Home-office
ขอบคุณรูปสวยๆ จาก Home-Design     

ถ้าเพื่อนๆ จะเลือกตกแต่งห้องสักห้องในบ้านด้วยสไตล์มินิมอล ห้องนั้นควรเป็นห้องทำงานหรือไม่ก็ห้องนอน ในช่วงหลายๆปีที่ผ่านมา เทรนด์การตกแต่งบ้านแบบมินิมอลเป็นที่นิยมอย่างมาก เพราะแนวมินิมอลนั้นนอกจากจะทำให้บ้านเพื่อนๆ ดูโมเดิร์นแล้ว ยังมีประโยชน์อย่างมากต่อจิตใจผู้อาศัยอีกด้วย เพราะการที่ห้องมีความเป็นระเบียบด้วยการใช้เฟอร์นิเจอร์น้อยชิ้น จะสามารถช่วยลดความตึงเครียด ความโปร่งโล่งและสีที่สว่างของห้องจะช่วยลดอาการซึมเศร้า การตกแต่งที่เรียบง่ายจะทำให้เพื่อนๆ รู้สึกใจเย็น เป็นต้น

ดีไซน์โฮมออฟฟิศแบบมินิมอล จะเน้นการใช้เฟอร์นิเจอร์ชิ้นใหญ่เพียงไม่กี่ชิ้นแทนการวางเฟอร์นิเจอร์ชิ้นเล็กหลายๆชิ้น ทั้งนี้เพื่อให้ห้องไม่ดูรก และเพิ่มมิติให้ห้องดูพื้นที่มากขึ้น ส่วนในเรื่องของสีวอลล์เปเปอร์นั้นจะเน้นสีสว่าง เช่น สีขาว สีครีม หรือสีไม้อ่อนๆ เพราะสีเหล่านี้จะช่วยทำให้ห้องดูโอ่โถง ถ้าใครคิดว่าห้องแบบมินิมอลนั้นดูโล่งเกินไป เพื่อนๆ สามารถตกแต่งห้องด้วยต้นไม้เล็กๆตามมุมห้อง หรือใช้กรอบรูปสีโมโนโทนที่เข้ากับสีหลักของห้อง เพิ่มเติมได้ตามใจชอบได้เลยค่ะ

2. โฮมออฟฟิศ สไตล์ลอฟท์ (Loft Home-office)

loft Home-office
ขอบคุณรูปสวยๆ จาก Behance.net

ต้องยอมรับว่าไม่ใช่ทุกคนที่จะสนุกกับการทำงานในห้องโล่งๆ สำหรับคนบางคนแล้วการได้ทำงานในห้องที่เต็มไปด้วยของตกแต่งมากมายนั้น นำมาซึ่งไอเดียได้ดีกว่าการทำงานในห้องโปร่งโล่งซะอีก โฮมออฟฟิศดีไซน์ลอฟท์ (loft) หรือ อินดัสเทรียล ลอฟท์ (Industrial Loft) เป็นอีกหนึ่งดีไซน์ที่ได้รับความนิยมมากในกลุ่มคนรุ่นใหม่ สไตล์ลอฟท์เป็นการออกแบบที่ผสมผสานระหว่างดีไซน์โมเดิร์น และอินดัสเทรียลเข้าด้วยกันอย่างลงตัว ทำให้ผลลัพธ์ออกมาดูคูล บ่งบอกถึงตัวตนของผู้อาศัยที่ชัดเจน แถมยังคงความทันสมัย ถูกใจคนยุคใหม่นั้นเอง

หัวใจหลักของดีไซน์ลอฟท์ ไม่ว่าจะเป็นห้องนอนแบบลอฟท์ หรือโฮมออฟฟิศสไตล์ลอฟท์นั้น ได้แก่ ผนังปูนเปลือย และการโชว์การเดินท่อสายไฟบนเพดานค่ะ  นอกจากดีไซน์ที่ดูเท่แล้ว การตกแต่งแบบลอฟท์ยังให้ประโยชน์เรื่องพื้นที่การใช้สอยอีกด้วย เนื่องจากดีไซน์นั้นจะมีเพดานสูง และมีผนังด้านใดด้านหนึ่งที่เปิดรับแสงธรรมชาติอย่างเต็มที่ สิ่งเหล่านั้นเองจะช่วยสร้างมิติให้ห้องดูใหญ่ขึ้น 

เพื่อนๆสามารถเพิ่มความคูล แบบอินดัสเทรียลเข้าไปอีกด้วยการปูพื้นไม้ กับการใช้เฟอร์นิเจอร์โทนสีเข้มอย่างสีดำ หรือสีเทา เท่านี้ก็จะได้โฮมออฟฟิศที่ดูกว้างขวาง แถมยังเท่ไม่ซ้ำใคร

โฮมออฟฟิศสไตล์ลอฟท์เหมาะอย่างยิ่งสำหรับออฟฟิศที่เน้นการใช้ความคิดสร้างสรรค์ รับรองได้เลยว่าเพื่อนๆ กับทีมจะได้ไอเดียใหม่ๆไม่ขาดสายแน่นอน

3. โฮมออฟฟิศ สไตล์คัลเลอร์ฟูล (Colorful Home-Office)

colorful Home-office
ขอบคุณรูปสวยๆ จาก  Allmodern

ในโลกนี้มีคนอยู่ 2 ประเภท ประเภทแรกคือพวกที่เชื่อว่าการทำงานในที่โล่ง สะอาดๆจะช่วยสร้างสมาธิให้คิดงานออกมาได้ไว เนื่องจากไม่มีสิ่งรอบข้างคอยรบกวน ในขณะเดียวกันก็มีคนอีกกลุ่มหนึ่งที่เชื่อว่าสีสันสามารถช่วยทำให้เกิดไอเดียใหม่ๆ เพื่อนๆเชื่อหรือไม่ว่ามีผลวิจัยทางวิทยาศาสตร์มากมายที่ยืนยันว่า สีมีส่วนช่วยเรื่องประสิทธิภาพการทำงานของพนักงานออฟฟิศ เช่น สีเขียวจะช่วยให้ผ่อนคลาย สีเหลืองช่วยให้เราแอคทีฟ สีขาวช่วยเรื่องความคิดที่ละเอียดอ่อน และสีม่วงช่วยให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ 

แต่ถ้าหากตกแต่งห้องด้วยการทาสีไปบนผนังห้องโดยตรง อาจจะทำให้ห้องทำงานของเพื่อนๆ ดูไม่แพง เสมือนห้องสำหรับเด็กเล็ก และที่สำคัญยังลดความน่าเชื่อถืออีกด้วย ดังนั้นควรจะเลือกสีห้องเรียบๆอย่างสีขาว หรือสีครีม และแนะนำให้เพื่อนๆ เล่นสีสันที่ตัวเฟอร์นิเจอร์ และของตกแต่งห้องทำงานของเพื่อนๆ แทน เช่น กรอบรูป แจกันดอกไม้ โคมไฟ เป็นต้น 

เพื่อนๆ ยังสามารถเติมสีเขียวให้ห้องได้ง่ายๆ โดยการวางต้นไม้ ทั้งต้นเล็กและต้นใหญ่ตามมุมห้อง หรือตามขอบหน้าต่าง หรือแม้กระทั่งบนโต๊ะทำงาน เพื่อเพิ่มสีเขียวได้ง่ายๆเลยค่ะ 

4. โฮมออฟฟิศ แบบโมเดิร์น (Modern Home-Office)

Modern Home-office
ขอบคุณรูปสวยๆ จาก Wallpaper

ถ้าเพื่อนๆ อ่านมาถึงตรงนี้ เพื่อนๆ คงมีไอเดียโฮมออฟฟิศมากมายในหัวแล้วใช่ไหมคะ ไม่ว่าจะเป็นการตกแต่งด้วยสีสันเอย สไตล์คูลๆแบบลอฟท์เอย หรือรักษาความเรียบง่ายแบบมินิมอล แต่ไม่ว่าจะเป็นดีไซน์แบบไหน สุดท้ายแล้วโฮมออฟฟิศของเพื่อนๆ ควรให้ความสะดวกสบายกับพนักงาน และสามารถใช้งานได้จริง 

โมเดิร์นเป็นอีกดีไซน์ที่ยังคงความเรียบง่ายแบบมินิมอล แต่ในขณะเดียวกันก็ให้ความรู้สึกที่ทันสมัยแบบโมเดิร์น ด้วยใช้เฟอร์นิเจอร์รูปทรงเรขาคณิต และรักษาธีมของสีห้องเป็นหลักนั้นเอง 

อีกหนึ่งเหตุผลที่แนวโมเดิร์นได้รับความนิยมอย่างมากนั้น เป็นเพราะว่าการตกแต่งสไตล์นี้เน้นการใช้งานได้จริงเป็นหลัก ตามหลักการ “Form Follows Function”  โดยการออกแบบตัวห้องให้สะดวกสบายต่อผู้ใช้งาน และเน้นการจัดวางเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งเพียงน้อยชิ้น เพียงพอแค่การใช้งานค่ะ ถึงแม้ว่าสไตล์โมเดิร์นจะดูนิ่ง และไม่มีความยูนิคเท่าไรนัก แต่สไตล์นี้ก็มีความเป็นอมตะ ซึ่งไม่ว่าเวลาจะผ่านไปแค่ไหนก็ไม่ตกเทรนแน่นอน 

5. โฮมออฟฟิศ แบบญี่ปุ่นร่วมสมัย (Contemporary Japanese Home-Office)

home-office
ขอบคุณรูปสวยๆ จาก Balance.net

ดีไซน์แบบญี่ปุ่นร่วมสมัยจะเน้นการใช้ไม้เป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นที่ตัวผนังห้อง พื้น หรือแม้กระทั่งเฟอร์นิเจอร์ ซึ่งการตกแต่งด้วยไม้นั้น จะให้ความรู้สึกที่เงียบสงบ ผ่อนคลายได้เป็นอย่างดี อีกสิ่งหนึ่งที่บ่งบอกถึงสไตล์ญี่ปุ่นร่วมสมัยได้โด่ดเด่น นั่นก็คือการใช้เฟอร์นิเจอร์ชิ้นใหญ่ๆแต่น้อยชิ้น รวมถึงการใช้ประตู หน้าต่างบานใหญ่เพื่อต้อนรับแสงธรรมชาติแทนการใช้แสงจากโคมไฟค่ะ 

การตกแต่งสไตล์นี้ จะใช้สีเพียงไม่กี่สีเท่านั้นนะคะ นั้นก็คือ สีไม้ สีน้ำตาล และสีดำ ซึ่งสีเหล่านี้เองล้วนเป็นสีเอิร์ธโทน ซึ่งจะเข้ากันได้ดีกับสีธรรมชาติของไม้ ซึ่งเป็นกุญแจหลักของการตกแต่งห้องสไตล์ญี่ปุ่นร่วมสมัยได้อย่างลงตัวค่ะ นอกจากนี้ตำแหน่งการวางเฟอร์นิเจอร์ก็เป็นเรื่องที่สำคัญมากๆ สำหรับการตกแต่งห้องสไตล์นี้ เราแนะนำให้เพื่อนๆวางเฟอร์นิเจอร์ชิ้นใหญ่เพียงแค่หนึ่งชิ้นไว้กลางห้อง ทั้งนี้เพื่อสร้างมิติให้ห้องดูโอ่โถงมากขึ้น และมีทางเดินมากขึ้นนั้นเอง

สรุปท้ายบทความ

บรรยากาศในที่ทำงานเป็นปัจจัยหลักๆที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานของพนักงาน ถ้าพื้นที่ทำงานของเพื่อนๆไม่เอื้ออำนวย ไม่ทำให้รู้สึกผ่อนคลาย และในขณะเดียวกันก็ไม่เหมาะสมสำหรับทำงาน สิ่งเหล่านั้นจะทำให้ความมุ่งหมั่นในการทำงานของเพื่อนๆน้อยลง เพื่อนๆจะใช้เวลาทั้งวันไปกับการจ้องหน้าปัดนาฬิกา เพื่อเคาท์ดาวน์เวลาเลิกงาน แทนที่จะทำงานนะคะ ดังนั้นเพื่อความสำเร็จในหน้าที่การงานแล้ว เริ่มมองจากจุดเริ่มต้น สิ่งที่เราทำงานด้วยทุกวัน ก็สำคัญนะคะ 

หวังว่าบทความนี้จะช่วยให้เพื่อนๆ มีไอเดียใหม่ๆ ในการตกแต่งโฮมออฟฟิศให้น่าทำงานมากขึ้น ถ้าเพื่อนๆ สนใจอยากครอบครองโฮมออฟฟิศสักหลัง แต่ไม่รู้จะเริ่มศึกษาจากตรงไหน โฮมออฟฟิศแบบไหนที่เหมาะกับการทำงานของเพื่อนๆ เราขอแนะนำให้เริ่มจากที่เว็บ Kaidee ที่เว็บเรามีโฮมออฟฟิศหลากหลายรูปแบบ ให้เลือกมากมาย ทั้งมือหนึ่ง และมือสองเลยค่ะ

จัดโต๊ะทำงานเสริมดวง งานปัง เจ้านายรัก ตรงตามหลักฮวงจุ้ย

จัดโต๊ะทำงานเสริมดวง งานปัง เจ้านายรัก ตรงตามหลักฮวงจุ้ย

โควิดตัวร้ายยังไม่ไปไหน ทำให้เทรนด์การทำงานใหม่ๆ เกิดขึ้นมากมาย ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือ การ Work From Home แต่แค่ทำงานอย่างเดียวมันไม่พอ เพราะสายมูเตลูอย่างเรา ต้องจัดโต๊ะทำงานเสริมดวงให้ตรงตามหลักฮวงจุ้ยซะหน่อย เจ้านายจะได้รัก งานจะได้ปังๆ เงินไหลมาเทมา รู้ตัวอีกทีกลายเป็นพนักงานดีเด่นไปซะแล้ว และวิธีที่เรานำมาฝาก บอกเลยว่าทำตามง่ายมาก แบ่งเป็น 2 หมวดง่ายๆ ใครสะดวกแบบไหนก็จัดได้เลย

จัดโต๊ะทำงานตามวันเกิด 

วันจันทร์

เนื่องจากคนเกิดวันจันทร์อยู่ในธาตุดิน โต๊ะทำงานของเพื่อนๆ จึงควรใช้สีโทนอ่อน หรือสีแนวเอิร์ธโทน และไม่ลืมที่จะเน้นความเป็นธรรมชาติเพิ่มเข้าไป ยกตัวอย่างเช่น การเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้แลดูสบายตา การตกแต่งด้วยต้นไม้ฟอกอากาศ เป็นต้น อีกทั้งบริเวณโต๊ะทำงานควรจัดให้มีพื้นที่โปร่งโล่ง เพื่อให้การทำงานไปในทิศทางที่ดีและง่ายมากยิ่งขึ้น

สำหรับคนที่มีพื้นที่ค่อนข้างน้อย แนะนำว่าให้หาของตกแต่งที่เกี่ยวข้องกับธรรมชาติมาตกแต่งแทน หรือจะใช้โต๊ะทำงานแบบติดผนังใกล้หน้าต่างแทนก็ได้

วันอังคาร

เนื่องจากคนเกิดวันอังคารอยู่ในธาตุลม คนเกิดวันนี้จึงควรเลือกสีในการตกแต่งโต๊ะทำงานด้วยสีโทนร้อน เช่น สีแดง สีส้ม และควรเลือกทิศทางของการจัดโต๊ะทำงานให้ใกล้กับหน้าต่าง ซึ่งสีต้องห้ามในการจัดโต๊ะทำงานของคนเกิดวันอาทิตย์ก็คือ สีฟ้าและสีน้ำเงิน

สำหรับของตกแต่ง จะเน้นไปที่พวกโลหะหรือของที่มีน้ำหนักเป็นหลัก เพราะจะช่วยในการเสริมสร้างความมั่นคงในหน้าที่การงานให้ปังยิ่งๆ ขึ้นไป

วันพุธ

คนเกิดวันพุธ จะแบ่งออกเป็น คนเกิดวันพุธกลางวัน และคนเกิดวันพุธกลางคืน 

สำหรับคนที่เกิดวันพุธกลางวัน ควรเลือกสีในการจัดตกแต่งด้วยสีโทนเย็นเป็นหลัก และโต๊ะทำงานควรจัดรูปทรงตัว L เพื่อช่วยให้เงินทองให้ไหลมาเทมาเหมือนงานที่เข้ามาไม่หยุด (ฮึบบ ! สู้)

สำหรับตำแหน่งในการจัดโต๊ะทำงานของคนที่เกิดวันพุธกลางวันนั้น ควรจัดไว้ในโซนที่ลึกที่สุดและตั้งโต๊ะทำงานไว้ทางทิศใต้ เช่น ทิศตะวันออกเฉียงใต้ และทิศตะวันตกเฉียงใต้ เป็นต้น โดยห้ามวางโต๊ะทำงานไว้ทางทิศเหนือ เพราะเป็นทิศต้องห้ามของคนเกิดวันพุธโดยเฉพาะ

สำหรับการจัดโต๊ะทำงานของคนที่เกิดวันพุธกลางคืน ให้จัดโต๊ะทำงานด้วยสีโทนเย็นสบายตา โต๊ะทำงานควรโปร่งโล่ง ไม่รกรุงรัง ส่วนตำแหน่งของโต๊ะทำงานสามารถวางได้หลายทิศทาง ไม่ว่าจะเป็นทิศตะวันตก ทิศตะวันตกเฉียงเหนือ และทิศเหนือ โดยห้ามวางไว้ที่ทิศตะวันออกเฉียงใต้ เพราะเป็นทิศต้องห้ามสำหรับคนที่เกิดวันพุธกลางคืน

ส่วนของตกแต่งสำหรับคนเกิดวันพุธ สามารถตกแต่งได้ทุกรูปแบบ แต่ควรจัดวางแบบไล่ระดับ และเน้นของตกแต่งเป็นพวกกระจก แก้ว คริสตัล

วันพฤหัสบดี

สำหรับคนเกิดวันพฤหัสบดี ที่อยู่ในธาตุดิน ควรเลือกสีเอิร์ธโทน หรือสีโทนอ่อนสบายตาอย่างสีพาสเทลในการตกแต่ง ส่วนของที่ใช้ตกแต่งโต๊ะทำงาน ควรตกแต่งด้วยดอกไม้ เพื่อเสริมเสน่ห์ และเพิ่มช่องทางรายได้ให้เงินเข้าได้หลายทาง

คนเกิดวันนี้สามารถวางโต๊ะทำงานได้ทุกทิศ แต่ห้ามจัดโต๊ะทำงานในทิศตะวันออก ส่วนสีต้องห้ามในการจัดโต๊ะทำงานของคนเกิดวันพฤหัสบดีก็คือ สีน้ำเงิน และสีม่วง

วันศุกร์

คนเกิดวันศุกร์ ควรเลือกสีโต๊ะทำงานที่เป็นโทนสีสดใส เช่น สีแดง สีส้ม สีเหลือง หรือสีโทนเย็น เช่น สีฟ้า หรือสีน้ำเงิน เพื่อเป็นการเสริมสร้างความก้าวหน้าในการทำงานให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ในขณะเดียวกัน คนเกิดวันนี้สามารถจัดโต๊ะทำงานได้หลายทิศด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น ทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ทิศเหนือ และทิศตะวันออกเฉียงเหนือ แต่ห้ามจัดโต๊ะทำงานไว้ทางทิศใต้เป็นอันขาด เพราะเป็นทิศต้องห้ามของคนเกิดวันศุกร์

สำหรับโต๊ะทำงานของคนที่เกิดวันศุกร์ ควรเน้นการจัดโต๊ะทำงานให้โล่งกว้าง อาจจะใช้โต๊ะทำงานที่มีลิ้นชักในตัว เพื่อเก็บของหรือใช้ลิ้นชักขนาดเล็กไว้บนโต๊ะทำงานเพื่อเก็บของบนโต๊ะให้เป็นระเบียบก็ได้เช่นกัน

วันเสาร์

คนเกิดวันเสาร์จะอยู่ในธาตุน้ำ ดังนั้นควรเลือกสีโทนเข้มในการตกแต่ง ยกเว้นสีเขียว และสีส้มแสด ซึ่งเป็นสีต้องห้ามของคนที่เกิดวันนี้ ส่วนการจัดโต๊ะทำงาน ควรจะจัดโต๊ะทำงานด้วยวัสดุจากธรรมชาติเป็นหลัก ควรเลือกทิศทางของการจัดโต๊ะทำงานให้ใกล้กับทิศใต้ ทิศตะวันตกเฉียงใต้ และทิศตะวันตก แต่ห้ามจัดโต๊ะทำงานไว้ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือเด็ดขาด เพราะเป็นทิศต้องห้าม และไม่มงคล 

ส่วนการตกแต่งให้เน้นไปที่การตกแต่งแบบไล่ระดับ มีหลากหลายฟังก์ชันการใช้งาน เพราะนอกจากจะเรียกความสิริมงคลแล้ว ยังช่วยประหยัดพื้นที่ใช้สอยอีกด้วย

วันอาทิตย์

คนเกิดวันอาทิตย์ ซึ่งอยู่ในธาตุไฟ ควรเลือกสีในการจัดตกแต่งด้วยสีโทนร้อน เช่น สีแดง สีส้ม เน้นการตกแต่งเป็นรูปทรงสามเหลี่ยม และควรจัดโต๊ะทำงานให้ใกล้กับหน้าต่าง โดยห้ามจัดโต๊ะทำงานในทิศตะวันตกเฉียงใต้ และห้ามตกแต่งโต๊ะทำงานด้วยสีฟ้า และสีน้ำเงิน เพราะเป็นสีต้องห้ามของคนที่เกิดวันนี้ 

สำหรับของตกแต่ง คือตกแต่งด้วยของที่เป็นโทนร้อน เช่น โคมไฟ เพื่อช่วยดึงดูดชื่อเสียง รวมไปถึงภาพวอลเปเปอร์อย่างท้องฟ้า ที่ช่วยเสริมบารมีให้คนที่เกิดวันอาทิตย์ได้อย่างดี

จัดโต๊ะทำงานด้วยทริค 2 ข้อง่ายๆ

1. จัดโต๊ะทำงานให้สะอาดอยู่เสมอ

เพราะการไม่ยอมทำความสะอาดโต๊ะทำงาน อาจจะส่งผลให้เพื่อนๆ ไม่พร้อมทำงาน จิตใจว้าวุ่น ไม่มีสมาธิ และไม่ลืมทิ้งเศษกระดาษ ห่อขนม หรือแก้วน้ำพลาสติกนำทันทีที่กินหมด มดแมลงจะได้ไม่มารบกวนทั้งคุณ และเพื่อนร่วมงาน รวมไปถึงการจัดไฟล์งานในคอมพิวเตอร์ด้วย เพราะนอกจากเราจะหางานที่ต้องการได้ง่ายแล้ว หน้าจอก็จะโล่งสบายตาอีกด้วย

2.ตกแต่งโต๊ะทำงานเรียกความปังระดับ 10!

  • วางคอมพิวเตอร์ แล็ปท็อป เครื่องคิดเลข หรือโทรศัพท์ไว้มุมซ้ายของโต๊ะทำงาน – เพราะจะทำให้เพื่อนๆ มีอำนาจในการทำงาน ทำให้การพูดคุยหรือเจรจาประสบความสำเร็จ
  • วางหนังสือไว้มุมขวาของโต๊ะทำงาน – เพราะทำให้จิตใจสงบนิ่ง โฟกัสในการทำงานได้ดี
  • วางลิ้นชักเล็ก ๆ ไว้บนโต๊ะมุมซ้าย – ส่งเสริมเรื่องสติปัญญา
  • วางต้นไม้พันธุ์เล็ก ๆ ไว้บริเวณโต๊ะทำงาน – เพราะทำให้สมองปลอดโปร่ง ยิ่งไปกว่านั้นสีเขียวของต้นไม้ทำให้เรารู้สึกผ่อนคลายความเครียดอีกด้วย 
  • ตั้งวอลเปเปอร์เป็นรูปสายน้ำ – เพราะทำให้จิตใจสงบนิ่ง ไม่ฟุ้งซ่าน และมีสมาธิโฟกัสในการทำงานมากขึ้น
  • แปะรูปภาพที่เราชอบ – จะเป็นรูปครอบครัว น้องหมาน้องแมว คนที่คุณรัก เพื่อนสนิท หรือสถานที่ท่องเที่ยวก็ได้ทั้งนั้น เพื่อเพิ่มความสบายใจ และสร้างความผ่อนคลายในการทำงาน

ฮวงจุ้ยโต๊ะทำงานที่ควรหลีกเลี่ยง

ไม่ควรนั่งติดหรือชิดเสา  

เพราะส่งผลให้มีแต่เรื่องเครียดๆ เข้ามา ดังนั้นควรขยับโต๊ะให้ห่างจากเสา และไม่ควรให้ส่วนใดส่วนหนึ่งของโต๊ะติดกับเสา หากขยับไม่ได้ เพื่อนๆ อาจหาภาพวิวมาติดไว้ก็ได้ เพื่อเป็นการแก้ฮวงจุ้ย

ไม่ควรนั่งหันหลังให้ผนังที่ไม่เรียบ  

เพราะทำให้การทำงานมีอุปสรรค ให้หารูปวิวมาติดเพื่อเป็นการแก้ฮวงจุ้ย

ไม่ควรตั้งโต๊ะทำงานตรงกับประตู 

เพราะจะทำให้การงานวุ่นวาย เจอแต่ปัญหาอุปสรรคให้ต้องคอยแก้ไขอยู่ตลอดเวลา ยกเว้นเพื่อนๆ มีหน้าที่ออกไปติดต่อข้างนอกบ่อยๆ ถึงจะดี  แต่ถ้าหลีกเลี่ยงไม่ได้ควรหาต้นไม้มงคลมาตั้งไว้เพื่อเป็นการแก้ฮวงจุ้ย

ไม่ควรนั่งหันหลังให้ประตู  

เพราะจะส่งผลให้เสื่อมเสียชื่อเสียง ถูกนินทาว่าร้าย  ดังนั้นควรมีกระจกเงาตั้งไว้เพื่อให้มองเห็นด้านหลัง เพื่อเป็นการแก้ฮวงจุ้ยที่ง่ายที่สุด

ไม่ควรนั่งตรงกับประตูห้องน้ำ 

เพราะส่งผลต่อสุขภาพ อาจทำให้มีอาการเจ็บป่วยอยู่ตลอดเวลา ดังนั้นควรหาฉากหรือม่านมาบังไว้เพื่อเป็นการแก้ฮวงจุ้ย

ชีวิตปังง่ายๆ แค่จัดโต๊ะทำงาน

จะว่าไปแล้ว ไม่ใช่แค่การ Work From Home ที่สามารถจัดโต๊ะทำงานเสริมดวงได้เท่านั้น เพื่อนๆ สามารถทำได้ทุกที่ของการทำงานเลย จะที่ทำงาน หรือมุมสุดโปรดในบ้านก็ได้ ถึงตรงนี้เราไม่ได้บอกว่าให้เชื่อทั้งหมด เพราะสิ่งเหล่านี้ขึ้นอยู่กับวิจารณญาณของแต่ละบุคคลว่ามีความคิดเห็นแบบไหน แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือความพยายาม และไม่ลืมที่จะเพิ่มเติมความรู้ พัฒนาทักษะต่างๆ ให้ดียิ่งขึ้น เพื่อให้ชีวิตการทำงานของเพื่อนๆ เติบโตอย่างมีคุณภาพมากที่สุด

สำหรับใครที่กำลังมองหาโต๊ะทำงานสวยๆ เข้าไปไว้ในสำนักงาน หรือที่บ้าน
ก็สามารถเข้ามาหาซื้อได้เลยที่ Kaidee เพราะที่นี่มีครบ พร้อมบริการที่มากกว่าการซื้อขาย คลิกเลย!

ทำอย่างไรให้คุณมีความสุขกับ Work From Home มากขึ้น

ทำอย่างไรให้คุณมีความสุขกับ Work From Home มากขึ้น

ความฝันที่ว่าจะได้ทำงานที่บ้านเป็นจริงสักที

การทำงานที่บ้านหรือ Work From Home น่าจะเป็นสิ่งที่ใครหลายคนถามหามาทั้งชีวิต ด้วยการที่ได้ตื่นเกือบ 9 โมงของเช้าวันจันทร์ ลุกออกจากเตียงอย่างต๊ะต่อนยอนไปแปรงฟัน ล้างหน้า จะอาบน้ำหรือไม่ก็แล้วแต่คุณ เดินไปเปิดคอมพิวเตอร์พร้อมกับขนมปังปิ้ง 2 แผ่นและกาแฟร้อนๆ ที่ดริปเองกับมือ และคุณก็เริ่มงาน

ความฝันช่างหอมหวาน แตกต่างกับความเป็นจริงเหลือเกิน เพราะแค่เข้าเดือนที่ 4 หรือ 5 ของการ Work From Home คุณก็แทบกระอักเลือด หมดอาลัยตายอยากอยู่ในบ้าน ก็เพราะมันน่าเบื่อเกินไป เครียดและเหงาเกินไป มนุษย์ซึ่งเป็นสัตว์สังคมอยู่แล้วคงไม่สามารถทนต่ออะไรแบบนี้ได้นานเท่าไร

จะสร้างความสุขกับ Work from Home อย่างไร

แม้สถานการณ์ปัจจุบันจะถือว่าดีขึ้นมากแล้ว ถึงกระนั้นความเสี่ยงก็ยังคงมีอยู่ ซึ่งบริษัทห้างร้านบางแห่งก็ยังคงไว้ซึ่งมาตรการ Work from Home เพื่อความปลอดภัยของพนักงานเอง

แต่สำหรับใครหลายคน การต้องทำงานที่บ้านต่อไปอีกเดือนเป็นเรื่องเลวร้ายพอๆ กับความเจ็บช้ำทางการเงินที่ต้องเจอเดือนละ 2 ครั้ง

ถึงกระนั้น มันก็ยังพอมีวิธีที่จะทำให้การ Work from Home หรือการทำงานที่บ้านของคุณมีความสุขมากขึ้น และคุณอาจจะรู้สึก “สนุก” ไปกับมันอีกด้วย

แยกพื้นที่ทำงานออกจากส่วนอื่นๆ ของบ้าน

เมื่อถามถึงการทำงานที่บ้าน ใครหลายคนมักให้คำตอบว่า พวกเขาทำงานบนโซฟาในห้องนั่งเล่น หรือทำงานในห้องนอนของพวกเขาเอง ในกรณีที่หนักกว่าคือ การทำงานบนเตียงนอน ซึ่งการทำงานแบบนี้ส่งผลเสียต่อสมาธิของเรา เพราะการทำงานบนโซฟา อาจจะทำให้เราเผลอหยิบรีโมททีวีที่วางใกล้ๆ กันมาเปิดดูรายการตอนบ่าย ซึ่งรู้ตัวอีกทีก็ผ่านไปชั่วโมงกว่าแล้ว หรือการทำงานบนเตียงก็อาจทำให้เราผลอยหลับไปไม่รู้ตัว เสียงานเสียเวลาไปโดยใช่เหตุ

การไม่มีพื้นที่เพื่อการทำงานโดยเฉพาะ ทำให้เราไม่สามารถแบ่งแยกระหว่างการทำงานและกิจกรรมอื่นๆ ได้ 100 เปอร์เซ็นต์เต็ม สิ่งที่เราควรทำจึงเป็นการจัดสรรพื้นที่การทำงานที่บ้านให้กับตัวเองโดยเฉพาะ เพราะจะทำให้คุณอุทิศเวลาและสมาธิกับการทำงานได้ดีกว่า

จัดพื้นที่ให้การทำงานภายในบ้านของคุณโดยเฉพาะ

หากคุณมีห้องหับภายในบ้านที่ยังว่างโล่งอยู่ คุณอาจเลือกใช้เป็นห้องทำงานของคุณได้ หรืออย่างน้อย มองหาพื้นที่ภายในบ้านที่มีขนาดกว้างและปราศจากการรบกวนจากปัจจัย ทั้งภายในและภายนอกบ้าน 

สิ่งที่สำคัญที่สุดที่คุณควรพิจารณาคือ การที่คุณจะสามารถทำงานได้อย่างสงบ ไม่โดนรบกวนจากคนในบ้านหรือสภาพแวดล้อมรอบตัวคุณ

และไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด จงหลีกเลี่ยงการตั้งโต๊ะทำงานภายในห้องนอนโดยเด็ดขาด เพราะนั่นแทบไม่ต่างจากการเอาเนื้อไปวางบนปากสิงโต และบอกมันว่าอย่ากิน

ยังเหมือนเดิม ยังไงก็ยังอย่างนั้น

ไม่ใช่อาการอกหักของวงบอดี้แสลม แต่เป็นเรื่องของกิจวัตรประจำวันของเราที่ควรจะเป็น

เมื่อไม่ต้องไปทำงานที่ออฟฟิศ หลายคนมักตื่นสายขึ้น คุณอาจลุกขึ้นไปล้างหน้าและแปรงฟัน แต่ยังอยู่ในชุดนอนของตัวเองไปจนถึงบ่ายแก่ๆ การกระทำเช่นนี้จะส่งผลให้สมองไม่ตื่นตัว ไม่มีความกระตือรือร้นที่จะเริ่มทำงาน เพราะสภาพแวดล้อมและการกระทำของคุณแตกต่างออกไปจากวันที่ต้องตื่นไปทำงาน และสมองของคุณอาจกำลังกระซิบข้างหูคุณ ที่กำลังซึมเซาอยู่ในชุดนอนเบาๆ ว่า

“ไหนๆ ก็ใส่ชุดนอนอยู่แล้ว หลับต่ออีกหน่อยจะเป็นไร”

เพราะฉะนั้น สิ่งที่เราควรทำคือ ตื่นนอนในเวลาเดียวกันกับวันที่เราต้องเดินทางไปทำงานที่บริษัทหรือออฟฟิศ ลุกขึ้นมาอาบน้ำและจัดการตัวเองให้เรียบร้อย และใส่ชุดที่สามารถสวมใส่ออกไปข้างนอกได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นยูนิฟอร์มของที่ทำงาน แต่อาจเป็นชุดกึ่งทางการหรือชุดที่ให้ความรู้สึกกระฉับกระเฉงและกระตือรือร้น

มีกิจวัตรประจำวันให้เหมือนกับการไปทำงานที่บริษัท

ใจความสำคัญคือ เราต้องการกระตุ้นสมองของเรา ให้รู้สึกเหมือนกับว่าเรากำลังออกไปทำงานที่บริษัท ไม่ใช่ที่บ้าน นอกจากจะช่วยให้เรารู้สึกกระตือรือร้นกับการทำงานมากขึ้นอย่างน่าเหลือเชื่อแล้ว การมีกิจวัตรก่อนเริ่มงานเช่นนี้ยังช่วยให้เราพร้อมต่อสถานการณ์ที่ไม่ทันตั้งตัวอาทิ การประชุมด่วนหรือการวิดีโอคอลกับลูกค้ากะทันหันอีกด้วย

นอกจากนี้ ยังมีวิธีที่เรียกว่า “Fake Commute” หรือเรียกในภาษาท้องถิ่นว่า “แกล้งๆ เดินทาง” เป็นวิธีที่ใครหลายคนเลือกใช้ เพื่อให้เกิดความรู้สึกของการ “ไปทำงาน” จริงๆ โดยบางคนอาจออกไปเดินรอบละแวกบ้านเป็นเวลา 10-15 นาทีต่อวัน อาจเดินไปดื่มกาแฟกับร้านที่อยู่ไกลบ้านไปอีกหน่อย หรืออาจขับรถไปซื้อของก่อนกลับมาทำงาน  ซึ่งจะช่วยให้เราตื่นตัวต่อการทำงานได้ไม่แพ้กัน

มีตารางชีวิตที่แน่นอน

อีกหนึ่งความท้าทายของการ Work From Home คือการที่เราไม่ต้องทำตามตารางเวลาของบริษัท ส่งผลให้วันทั้งวันของเรา ถ้าไม่ดูยุ่งเหยิงไปเลย ก็จะกลายเป็นว่างเปล่าไปอย่างสิ้นเชิง  ซึ่งการที่เราไม่รู้จะเริ่มทำอะไรในแต่ละวันย่อมส่งผลให้การทำงานของเรายังย่ำอยู่กับที่ และไม่ได้ชิ้นงานที่สมควรจะได้ในแต่ละวัน

แม้ว่าการมีภาพลักษณ์ที่พร้อมต่อการทำงานจะช่วยเราเป็นอย่างมาก ดังที่ได้กล่าวไปในข้อที่แล้ว การมีตารางเวลาและการจัดการชีวิตที่แน่นอนก็จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเราเช่นกัน ลองวางตารางการตื่นนอน การรับประทานอาหาร ตารางการทำงานหรือส่งงานหัวหน้า รวมถึงตารางพักเบรคในแต่ละช่วงวัน จะทำให้เรารู้ว่าชั่วโมงนี้ของวันนี้ เราควรทำอะไร และมีงานอะไรบ้างที่ควรทำเสร็จก่อนวันพรุ่งนี้

นอกจากตารางการทำงาน คุณอาจลองวางตารางการออกกำลังกาย การนั่งสมาธิ หรืองานอดิเรกระหว่างวันของคุณด้วยก็ได้ เพราะการ Work From Home หมายถึงการไม่ต้องเดินทางไปที่อื่น ทำให้พอมีเวลาจากการเดินทางมาทำกิจกรรมดังกล่าวได้แน่นอน และกิจกรรมเหล่านี้จะช่วยให้คุณมีสภาพจิตใจที่พร้อมต่อการทำงานอย่างไม่น่าเชื่อเลยทีเดียว

มีปฏิสัมพันธ์กับโลกภายนอกให้บ่อยขึ้น

หากเป็น 3-4 เดือนก่อน การออกไปนอกบ้านยังคงเป็นเรื่องที่ไม่ควรทำเท่าไร จากสถานการณ์ในขณะนั้น แต่กับสถานการณ์ปัจจุบันที่แม้จะไม่ได้ใกล้เคียงสภาวะปกติเลย แต่ก็ถือว่าอยู่ในระดับที่ดีเพียงพอที่เราจะให้รางวัลตัวเอง ที่ต้องอยู่ภายในบ้านมาเป็นเวลาหลายเดือน

ลองหาเวลาสัก 1-2 วันในสัปดาห์ออกมานั่งทำงานในร้านกาแฟ หรือร้านขนมใกล้บ้านของคุณเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศการทำงานของตัวเอง เป็นการชาร์จพลังและลดความ “อุดอู้” จากการอยู่แต่ในบ้านได้เป็นอย่างดี

และในช่วงวันศุกร์หรือวันหยุดสุดสัปดาห์ ลองหาเวลาออกไปทำกิจกรรมกับเพื่อนฝูง ไม่ว่าจะเป็นการเดินเล่นหรือออกกำลังกายในสวนสาธารณะ หรือเลือกนัดกันมาพูดคุยหรือทำงานที่ร้านกาแฟสัก 1 วันในสัปดาห์ เมื่อเสร็จงาน อาจชวนกันไปเดินตลาดนัด ก็ดูเป็นไอเดียที่ดีในการลดความตึงเครียดจากการทำงาน

“เล่น Facebook ให้มากขึ้นซิ”

หากเป็นเมื่อก่อน คำพูดนี้คงฟังดูแปลกไม่เบา เพราะคงไม่มีใครอยากแนะนำให้คนอื่นติดโซเชียลมีเดียให้มากขึ้น แต่ไม่ใช่กับปีนี้แน่นอน หากเราไม่สามารถนัดเจอเพื่อนได้ตามปกติ การมีปฏิสัมพันธ์กับพวกเขาบนโลกออนไลน์ ทั้งคอมเมนต์ ไลก์หรือวิดีโอคอล จะช่วยสมานรอยแผลที่เกิดจากความเหงาและการต้องอยู่คนเดียวได้

ข้อสุดท้ายที่สำคัญที่สุด เลิกงานคือเลิกกัน!

“อะไรที่มากเกินไป ก็ไม่ใช่เรื่องดีทั้งนั้น”

การทำงานก็เช่นกัน แม้ว่าเราจะรักการทำงานมากแค่ไหน สุดท้ายเราก็ควรให้เวลากับตัวเองบ้างเหมือนกัน โดยเฉพาะการ Work from Home

ในขณะที่การทำงานในออฟฟิศยังมีเวลาให้ปรับตัว คือถึงบ้านเมื่อไร เวลาส่วนตัวของเราจึงเริ่มขึ้น แต่การทำงานที่ตัวเราอยู่ที่บ้านอยู่แล้ว มีเส้นแบ่งระหว่างการทำงานและเวลาส่วนตัวที่อยู่ห่างกันเพียงไม่กี่ก้าว หรือบางทีก็แทบไม่มีเลยด้วยซ้ำ จึงเป็นเรื่องสำคัญที่เราควรสร้างมันขึ้นมาด้วยตัวเอง

หากคุณเลิกงานปกติที่ 6 โมงเย็น อยากให้คุณเข้าใจว่าช่วงเวลา Work from Home ของคุณจะต้องหยุดที่ 6 โมงเย็นเช่นกัน เพื่อป้องกันการทำงานเกินขนาด (Overworking) ปล่อยตัวเองไปกับการพักผ่อนหรือกิจกรรมพึงปรารถนาของตัวเองเช่น การเล่นเกมนินเทนโด ซีรีย์ที่คุณยังดูไม่จบ หรืองานอดิเรกที่คุณอยากกลับไปทำ

การกระทำเช่นนี้จะทำให้คุณรู้จักการแบ่งขอบเขตของการทำงานและการพักผ่อนที่ชัดเจน เพราะส่วนใหญ่แล้ว ผู้คนที่ไม่มีความสุขกับการ Work from Home มักมีสาเหตุมาจากการที่พวกเขาแยกไม่ออกว่าเวลาใดคือเวลาทำงาน และเวลาใดคือการพักผ่อนของตัวเอง

Work from Home ก็เหมือนกับดาบสองคม

ในขณะที่เราไม่ต้องตื่นเช้าเพื่อเดินทางไปทำงาน ไม่ต้องแต่งยูนิฟอร์มของบริษัท และไม่ต้องทำตัวเคร่งครัดเหมือนกับอยู่ในที่ทำงาน การที่ไม่มีใครมาคอยดูแลการทำงานของเราย่อมหมายถึงการที่เราต้องสร้างกฎระเบียบให้กับตัวเอง และใช้วินัยของเราในการทำตามกฎเหล่านั้น เพื่อให้เรายังสามารถผลิตงานได้อย่างมีประสิทธิภาพดังเดิม แต่การทำงานมากเกินไป โดยเฉพาะเมื่ออยู่กับบ้าน ที่ไม่มีขอบเขตว่าคุณต้องเลิกทำงานเมื่อใด ก็อาจทำให้คุณอ่อนล้ากว่าปกติ และหากรุนแรงมากขึ้น อาจนำไปสู่สภาวะหมดไปในการทำงาน (Burnout Syndrome) ในที่สุด

เพราะฉะนั้น หากคุณจะได้รับอะไรอีกสักอย่างจากบทความนี้ ขอให้มันเป็น “ความพอดี” ในการทำงานของคุณก็แล้วกันครับ ผมและทุกๆ คนที่ Kaidee ขอเป็นกำลังใจให้กับการทำงานที่บ้านของทุกคน แม้จะไม่ใช่ปีที่ดีที่สุด แต่ก็ขอให้มันเป็นปีที่คุณได้เรียนรู้อะไรเพิ่มเติม และเป็นปีที่คุณมีประสิทธิภาพกับการทำงานมากที่สุดอีกปีหนึ่งครับ

พลิกวิกฤตเป็นโอกาส! วิถีชีวิต New Normal สร้างกำไรเริ่มได้ที่บ้าน

พลิกวิกฤตเป็นโอกาส! วิถีชีวิต New Normal สร้างกำไรเริ่มได้ที่บ้าน

เศรษฐกิจแบบนี้ให้ออกจากบ้านไปหางานทำก็ยากเหลือเกิน แถมยังมีโควิดให้น่าห่วงอีก แค่คิดก็กังวลแล้ว

แต่ไม่ทำงานก็ไม่มีเงิน ยิ่งคนเจนใหม่อย่างเรา ๆ นั้น วลีไม่เลือกงานไม่ยากจน ยิ่งดูห่างไกลตัวไปเลย 

 

ทางเลือกที่ดีที่สุดก็คือนำงานอดิเรก

มาเป็นงาน

ยิ่งสามารถทำได้ที่บ้านยิ่งดี สำหรับคนที่ยังไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นอย่างไรดี เรามีงานที่สามารถทำได้จากที่บ้านแถมยังได้เงินดีอีกด้วยมาแนะนำ

1.ขายข้าวกล่อง / ขนม

หากใครมีฝีมือด้านการทำอาหารหรือทำขนมอยู่แล้ว งานนี้จัดว่าเป็นงานกล้วย ๆ เลยทีเดียว เมื่อทำอาหารเสร็จอาจสมัครเข้าร่วมกับบริษัทเดลิเวอรี่ หรือจ้างใครสักคนสองคนมาเป็นผู้บริการส่งอาหารให้ 

แต่ที่สำคัญที่สุดคือการวางแบรนด์ดิ้งของร้านอาหารให้ไปในทิศทางเดียวกัน ทั้งบรรจุภัณฑ์ หน้าตาของอาหารหรือขนมและราคาในเรทที่เหมาะสม เนื่องจากกลุ่มลูกค้าส่วนใหญ่ อาจจะเป็นคนในละแวกบ้านของคุณเองหรือเป็นสำนักงานออฟฟิศใกล้เคียง 

แบรนดิ้งและการหาเข้าหากลุ่มลูกค้าได้ถูกกลุ่มจะทำให้คุณได้รายได้ที่เป็นรายรับประจำ และสามารถใช้การบอกต่อปากต่อปากของลูกค้าเหล่านั้นเพื่อเป็นช่องทางโปรโมทร้านทางอ้อมได้อีกด้วย

2.รับจ้างงานแปล หรือ งานวาดรูป

สำหรับด้านนี้ถ้าคุณมีสกิลภาษาหรือสกิลในการวาดรูป อย่ารอช้าที่จะนำมาทำรายได้ให้แก่คุณ เพราะนอกจากคุณจะไม่จำเป็นต้องออกแรงให้เหนื่อยแล้ว คุณยังสามารถใช้แค่อินเทอร์เน็ตและโน๊ตบุ๊คสักเครื่องในการทำเงินได้

เนื่องจากเป็นงานที่ใช้แรงใจรวมถึงสมองในการคิดพอสมควร อัตราค่าจ้างของงานเหล่านี้ก็จะสูงตามไปด้วย สำหรับมือใหม่เริ่มทำ 

แนะนำให้ถามจากคนรู้จักที่เคยทำหรือหาผู้ที่พอจะรู้เรื่องพวกนี้เพื่อสอบถามเรทราคาที่เขาตั้งก่อน จะได้ไม่ขาดทุนเกินไป นอกเหนือจากนี้เราสามารถโพสงานในกรุ๊ปฟรีแลนซ์ต่าง ๆ เพื่อหางานได้อีกด้วย 

หากผลงานเราดี อนาคตอาจมีแบรนด์ใหญ่ ๆ เข้ามาติดต่อหรือจ้างเราก็ได้ ถือว่าเป็นการทำงานที่ได้ทั้งขึ้นทั้งล่องเลย

3.ยูทูปเบอร์ / เกมเมอร์

ในยุคอินเทอร์เน็ตแพร่หลายแบบนี้ หลายคนก็ผันตัวมาเป็นยูทูปเบอร์หรือเกมเมอร์ ที่คุณใช้เพียงอุปกรณ์ไม่กี่อย่างก็สามารถสร้างรายรับได้เป็นอย่างดี 

คุณสามารถเป็นทั้งคนหน้ากล้องเองหรือคนหลังกล้องแล้วสร้างคอนเทนต์สนุก ๆ ให้ผู้คนสนใจก็ได้

อาชีพนี้ทุกคนสามารถเริ่มทำได้ทันที และเป็นโอกาสที่ทุกคนสามารถเฉิดฉายได้ โดยไม่มีข้อผูกมัดจากใคร แถมนอกจากการเป็นยูทูปเบอร์จะสามารถทำได้ที่บ้านของคุณเองแล้ว ยังมีรายรับที่เยอะมากอีกด้วย ในกรณีที่คุณมียอดผู้เข้าชมเยอะ อาจมีแบรนด์ติดต่อเข้ามาให้คุณโฆษณาสินค้าอีกด้วย!

4.เล่นหุ้น

แม้เศรษฐกิจแบบนี้การเล่นหุ้นมีสิทธิที่จะเป็นการนำเงินไปวางทิ้ง ทว่าการซื้อเก็บไว้ก็ไม่ใช่ข้อเสียอะไร 

หากคุณไม่ได้จำเป็นต้องใช้เงินในทันที เพราะหุ้นที่กำลังลง ในอนาคตอาจจะขึ้นและทำกำไรให้คุณอย่างคิดไม่ถึง ทว่าการลงทุนหุ้นจำเป็นต้องศึกษาหุ้นนั้น ๆ ให้ดีเสียก่อน ไม่งั้นจะกลายเป็นหุ้นที่ซื้อมาถูกแต่ยังไงก็ขายไม่ออกแทน

5.ขายของออนไลน์

ขาดไม่ได้เลยสำหรับการขายของออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นมือหนึ่งหรือมือสอง สังคมการเอฟของในปัจจุบัน

มีตั้งแต่วัยรุ่นยันวัยเก๋า คุณสามารถขายของได้หลายอย่างไม่ว่าจะเป็นข้าวของเครื่องใช้ในบ้านคุณที่ไม่ใช้แล้ว ก็สามารถนำมาเปลี่ยนเป็นเงินได้ และคุณไม่ต้องเสียเงินต้นอีกด้วย ทั้งนี้ยิ่งของบางอย่างหากเป็นรุ่นพิเศษแล้ว สามารถอัปราคาได้ดีเลยทีเดียวเชียว 

หากคุณอยากเริ่มต้นโดยไม่มีเงินทุน การขายของมือสองเป็นทางเลือกที่ดี แถมอาจทำให้บ้านคุณมีสเปซมากขึ้น เหมือนในเรื่องฮาวทูทิ้งที่ของไม่ใช้ก็เก็บทิ้ง เพียงแต่การทิ้งของคุณจะไม่ใช่แค่ทิ้งลงขยะแล้วจบ  แต่เป็นการส่งต่อของที่เต็มไปด้วยความทรงจำนั้นให้เจ้าของคนต่อไปได้ดูแลแทน

การขายของหรือทำธุรกิจที่เริ่มได้จากบ้านเรา และทำได้ทันทีเป็นหนทางแห่งการหาเงินที่ดีสำหรับยุคโควิด 
ที่มีอินเทอร์เน็ตเป็นสื่อกลางแพร่หลายเช่นตอนนี้  ยิ่งถ้าคุณต้องการขายสินค้า ตอนนี้มีหลายแพลตฟอร์ม
มากมายให้คุณเลือกใช้ 

แอปพลิเคชันหรือเว็บ Kaidee ก็เป็นหนึ่งในทางเลือกใหม่ที่คุณสามารถขายของมือสองให้แก่บุคคลอื่นได้ 
โดยการันตีว่า ทั้งตัวผู้ซื้อและผู้ขายจะได้รับบริการและการซื้อขายสะดวกแสนประทับใจแน่นอน