Mar 10, 2021 | ข่าวสาร และกิจกรรม
สำหรับ Eating Guide ประจำเดือนมีนาคมที่มีวันสตรีสากลแทรกตัวอยู่ด้วยนั้น
เราขอหยิบยกเอา “ความเป็นผู้หญิง” มาเกี่ยวพันกับอาหารอร่อย ด้วยการพาคุณผู้อ่านไปรู้จักกับ “ป้าพิม” บาริสต้าหญิงสุดคูลวัย 71 ปี ผู้ก่อตั้งร้านกาแฟชื่อดัง “มาเธอร์โรสเตอร์ (Mother Roaster)”
ป้าพิม บาริสต้ารุ่นเก๋าแห่งมาเธอร์โรสเตอร์
ก่อนอื่นขอสารภาพว่า เรามีใจให้มาเธอร์โรสเตอร์อยู่แล้ว ความที่กาแฟร้านนี้ถูกจริตกันเป็นการส่วนตัว จุดเด่นของกาแฟร้านนี้คือรสชาติกาแฟที่ชัดเจน ไม่ใส่น้ำตาล เรียงรายด้วยเมล็ดพันธุ์หลากหลายสัญชาติ ทั้งยังมีกลิ่นหอมของกาแฟที่เด่นชัด ตั้งแต่เราก้าวเข้าประตูร้าน
ที่สำคัญป้าพิมและบาริสต้าคนอื่นๆ ในร้าน ยังตอบคำถามและให้คำแนะนำเราเรื่องกาแฟ “ด้วยรอยยิ้มและสายตาที่เต็มใจ” หากคุณไม่รู้จะเริ่มต้นกับกาแฟตัวไหน ขอให้เอ่ยปากบอกรสชาติที่ชอบและไม่ชอบ กลิ่นไหนที่เราอิน กินแล้วจะฟินเป็นพิเศษ เราเชื่อว่าคุณป้าจะแนะนำให้คุณเจอกับสิ่งที่ถูกใจได้ค่ะ
“เอากาแฟอะไรดีจ๊ะ” ป้าพิมเอ่ยถามเราด้วยสีหน้าเปื้อนยิ้ม ในร้าน “มาเธอร์โรสเตอร์” สาขาใหม่ย่านประตูผี ท่ามกลางบรรยากาศร้านสุดคลาสิคของอาคารไม้โบราณ อายุ 100 กว่าปี สร้างตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5
ระหว่างที่นิ่งคิดหาคำตอบอยู่นั้น เสียงของคุณป้าดังขึ้นมาก่อนความคิดเรา “ลาเต้ไหม”
และใช่ค่ะ.. ลาเต้ เป็นหนึ่งในกาแฟแก้วโปรดของเรา
ด้านบน – Latte แก้วโปรดของเรา
ด้านล่าง – Panama Geisha Drip Coffee แก้วละ 420 บาท แพงที่สุดในร้าน
“กฏของแรงดึงดูด” ป้าพิมบอกกับเราว่าเชื่อในเรื่องนี้
เราเป็นคนแบบไหน โลกก็มักจะดึงดูดคนแบบนั้นเข้ามาหา เหมือนกับการกินกาแฟ เราชอบกินแบบนี้ ชงแบบที่เราชอบขายดู ลูกค้าที่เดินเข้ามาหาเรา คือคนที่รักในการดื่มกาแฟแบบเดียวกับเรานั่นแหละ “ความชอบในสิ่งเดียวกันมันดึงดูดหากันได้เสมอ”
ป้าพิมเล่าให้เราฟังแบบสบายๆ ว่า เราทำร้านนี้ด้วยความไม่คาดหวังตั้งแต่แรก ชีวิตเราผูกพันกับกาแฟมาตั้งแต่สาวๆ กินเอง คั่วเอง พอได้เปิดร้านก็คิดว่าวันนึงขาย 5 แก้ว 10 แก้วพอแล้ว ไม่ได้เป็น Business อะไรมากมาย แต่พอร้านมีลูกค้าเยอะขึ้น เรายิ่งต้องพัฒนากาแฟของเราให้ดีมากยิ่งขึ้น
คอยหาคำตอบให้กับทุกคำถามของลูกค้าที่เข้ามา รวมถึงหาวิธีให้เราสนุกไปกับมันมากขึ้น รสชาติอย่างไหนจะถูกใจเขาหรือถูกใจเราอย่างไร นั่นคือสิ่งที่เราต้องพัฒนาตัวเองตลอดเวลา
“เราเต็มที่กับทุกอย่างที่ทำ เลยไม่มีอะไรจะต้องกลัว”
นอกจากบรรยากาศร้านกาแฟสุดคลาสิคแล้ว ป้าพิมยังบอกเราว่า “มาเธอร์โรสเตอร์” สาขา
ประตูผี เก่าแก่กว่านั้น…
“พนักงานสาขานี้มีแต่เพื่อนสูงวัยทั้งนั้น” ซึ่งผ่านการ Workshop พื้นฐาน (ฟรี) กับเรามาแล้ว และอยากจะเปิดร้านของตัวเอง เราเลยให้เขามาเทรนด์อย่างเคี่ยวกรำที่ร้านนี้ เพื่อให้เกิดความชำนาญ รวมถึงเครื่องชงกาแฟก็ไม่ใช่แบบกดเหมือนสาขาตลาดน้อย เพราะคนทำงานมีอายุ จะให้มาออกแรงกดเองทุกแก้วคงไม่ไหว
“ไม่มีใครเขาถึกเหมือนป้า” ป้าพิมพูดด้วยรอยยิ้มและท่าทีที่แข็งแรง
เราเชื่อว่าไม่มีผู้สูงวัยคนไหนอยากเป็นภาระลูกหลาน เราอยากแก่ไปแล้วมีประโยชน์ อยากทำอะไรที่พอมีเงินเลี้ยงตัวเอง ร้านนี้จึงใช้ชื่อร้านเป็น “มาเธอร์โรสเตอร์” และใช้ภาษาไทยเป็นตัวย่อของร้านว่า “มร” แตกต่างจากสาขาที่ตลาดน้อยที่ใช้ Mother Roaster เป็นภาษาอังกฤษ
“เราแค่อยากตื่นมาแล้วรู้สึกว่าชีวิตมันมีความหมาย”
ตลอดการสนทนากับป้าพิม เราชื่นชอบในความเป็นธรรมชาติและแววตาที่เต็มไปด้วยความตั้งใจจริง คุณป้าทำให้เราเห็นภาพชัดขึ้นว่า วัยไม่ใช่อุปสรรคของการเรียนรู้ ไม่มีอะไร “สาย” เกินไปกว่าความตั้งใจของเรา พร้อมเมื่อไรก็ค่อยเริ่ม อย่ากลัวที่จะผิดหวัง อย่ากดดันตัว หากเรายังไม่พร้อม
เมื่อตัดสินใจจะเริ่มต้นกับอะไรแล้ว จงทำด้วยความรักและความเข้าใจในสิ่งๆ นั้นอย่างถ่องแท้ เรียนรู้และพัฒนาให้ทันโลก ทันต่อความต้องการของลูกค้า อย่าอยู่กับมันแค่ผิวเผินแล้วบอกว่าชอบ มีเงินอย่างเดียวก็ใช่ว่าจะประสบความสำเร็จไปทุกอย่าง
เหมือนที่ป้าพิมแห่ง Mother Roaster เป็นตัวอย่างที่ดีของการเริ่มต้นนั่นเองค่ะ…
Feb 2, 2021 | ข่าวสาร และกิจกรรม
คุณเป็นคอกาแฟไหม?
คุณเป็นคอกาแฟระดับไหน?
ระดับชอบชิม?
ระดับชอบชิมและชอบชง?
ระดับชอบชิม ชอบชงจนอยากผันตัวเป็นบาริสต้า?
ถ้าเลเวลความชื่นชอบกาแฟของคุณมาถึงระดับอยากผันตัวเป็นบาริสต้า บทความนี้เหมาะกับคุณที่สุด! เพราะเราจะพาคุณเข้าใกล้ความเป็นบาริสต้ามากขึ้นง่าย ๆ ที่บ้านคุณกับบรรดา Youtube Channel ที่คนอยากเป็นบาริสต้าไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง
8 Youtube Channels ที่คนอยากเป็นบาริสต้าไม่ควรพลาด!
จะชอบชิมหรือชงกาแฟแนวไหน เราก็รวบรวมมาให้แบบจัดเต็มถึง 10 Youtube Channels ทั่วโลก มีช่องไหนที่คุณยังไม่เคยกดติดตามบ้าง มาดูกันเลยดีกว่า
The Right Roast
Channel นี้ถือเป็นช่องดังที่คอกาแฟไม่ควรพลาด เจ้าของคือ Tim Rogg ผู้กำกับภาพยนตร์ที่รักกาแฟเลเวลเข้มข้นเข้าสายเลือด หากหลงเข้ามาในช่องนี้แล้ว บอกเลยว่าคอกาแฟออกยาก เพราะคุณจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับเรื่องกาแฟตั้งแต่เมล็ดกาแฟ และความรู้ร้อยแปดของกาแฟจากทั่วทุกมุมโลก เหมาะกับคนที่อยากเปิดโลกกาแฟให้กว้างกว่าเดิม
นอกจากจะสอนจัดเต็มตั้งแต่เรื่องเมล็ดพันธ์ยันวิธีการชงกาแฟแบบครบสูตร ไม่เพียงเท่านั้น Channel นี้ยังเป็นแพลตฟอร์มขายกาแฟหลากหลายสายพันธุ์จากเหล่าผู้เชี่ยวชาญด้านเมล็ดกาแฟจากทั่วทั้งยุโรป
Seattle Coffee Gear
Youtube Channel ที่ดึงคุณเข้าสู่โลกกาแฟแบบเต็มตัว มีทุกอย่างที่คนอยากเปิดร้านกาแฟอยากรู้ ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์ทำกาแฟแต่ละแบบพร้อมรีวิวเจาะลึก แถมยังมีรีวิวเปรียบเทียบระหว่างอุปกรณ์สองรุ่นสองยี่ห้อเพื่อช่วยให้ตัดสินใจได้ง่ายขึ้นและรู้จักฟังก์ชันเครื่องไม้เครื่องมือแต่ละประเภทได้ดีกว่าเดิม
นอกจากรีวิวอุปกรณ์แล้ว ยังมีทริคเด็ดเคล็ดไม่ลับสอนทำลาเต้อาร์ตและกาแฟหลากหลายสูตร เรียกว่าเข้ามาแล้วได้ความรู้ใหม่ ๆ กลับไปแน่นอน
European Coffee Trip
‘European Coffee Trip’ พร้อมแล้วที่จะพาคุณไปซึมซับเรื่องราวกาแฟแบบถึงขั้วผ่านการตระเวนชิมกาแฟทั่วยุโรป ต้นกำเนิดกาแฟต่างถิ่น ประสบการณ์ตรงที่ถ่ายทอดจากปากเหล่านักชงกาแฟจากทั่วทุกที่ รวมไปถึงวิธีการชงกาแฟสูตรต่าง ๆ
เสน่ห์ของช่องนี้คือเรื่องราวที่ทำให้คุณได้เห็นมุมมองด้านกาแฟจากหลากหลายที่ผ่านการเดินทาง อีกคอนเทนต์ที่น่าสนใจของช่องนี้คือสารคดีที่ให้ความรู้เรื่องกาแฟในมุมมองและข้อมูลที่ลึกขึ้น เชื่อว่าใครที่สนใจอยากรู้เรื่องกาแฟให้กว้างกว่าแค่อยู่ในบ้านเรา แนะนำเลยค่ะ
Whole Latte Love
มองหาช่อง Youtube ที่อบอวลด้วยกลิ่นอายกาแฟตั้งแต่เริ่มต้นอยู่หรือเปล่า ‘Whole Lattte Love’ ถือเป็นอีกตัวเลือกที่ไม่อยากให้พลาดเพราะช่องนี้มีรีวิวเครื่องทำกาแฟที่เหมาะกับสไตล์กาแฟที่เราต้องการ แถมปูความรู้เรื่องเครื่องทำกาแฟให้ตั้งแต่แรกยันเปรียบเทียบให้เสร็จสรรพ
นอกจากรีวิวเครื่องทำกาแฟแล้ว ความพิเศษคือเคล็ดลับในการดูแลรักษาและทริคการแก้ปัญหาทางเทคนิคของตัวเครื่อง แถมด้วยเคล็ดลับในการชงกาแฟทั้งการทำลาเต้อาร์ต การชงกาแฟสูตรต่าง ๆ ตั้งแต่สูตรเบสิคยันแอดวานซ์ไว้ซ้อมสกิลเป็นบาริสต้าง่าย ๆ ที่บ้านคุณ
MorganDrinksCoffee
ทำความรู้จักกับ Morgan บาริสต้าสาวที่เปิด Youtube Channel เล็ก ๆ เพื่อชักชวนคอกาแฟมือใหม่จากทั่วทุกมุมโลกให้มาเรียนรู้สูตรการทำกาแฟง่าย ๆ ที่เริ่มต้นได้แบบโซซิมเพิล ไม่จำเป็นต้องมีเครื่องไม้เครื่องมือจัดเต็มอะไร เหมาะกับคนที่กำลังเริ่มต้นปลูกความชอบและอยากสวมบทบาทเป็นบาริสต้าที่บ้าน
เมนูที่น่าสนใจของช่อง MorganDrinksCoffee ได้แก่การทำกาแฟลาเต้อาร์ตแบบไม่ใช่เครื่องมือ ทำง่าย ๆ ได้ที่บ้าน แต่รสชาติระดับบาริสต้า ใครสนใจเข้าไปลองฝีมือดู
Aya Coffee
Youtube Channel ช่องนี้เกิดมาจากคาเฟ่แสนอบอุ่นในย่านซงพา กรุงโซล ต้องเกริ่นก่อนว่า Youtube Channel เป็นอีกหนึ่งช่องทางที่เจ้าของคาเฟ่เกาหลีจะใช้ Youtube เป็นอีกหนึ่งช่องทางในการโปรโมตร้านของตัวเอง
นอกจากจะใช้โปรโมตร้านแล้ว ยังเป็นพื้นที่แชร์เมนูกาแฟเด็ด ๆ ดี ๆ ละมุนละไมสไตล์เกาหลีและความรู้เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยเกี่ยวกับกาแฟ คนที่ชอบเสพความรู้และเมนูกาแฟไปพร้อม ๆ กับบรรยากาศสบายตา
Latte PAPA
อยากเป็นบาริสต้า นอกจากจะต้องฝึกปรือฝีมือให้เข้าขั้นแล้ว ออกไปทัวร์คาเฟ่อื่น เก็บไอเดียทั้งเมนูกาแฟ เครื่องดื่ม และบรรยากาศคาเฟ่อื่นก็น่าสนใจไม่เบา
‘Latte PAPA’ เป็น Youtube Channel ของคนรักกาแฟที่จะพาคุณไปตะลอนทัวร์คาเฟ่ในเกาหลี ดื่มด่ำกับบรรยากาศและตีมหลากหลาย รวมทั้งเมนูกาแฟและของหวานแปลกตา กิมมิกอีกอย่างของช่องนี้คือเหมาะกับคนที่ชอบฟัง ASMR ไม่ว่าจะเสียงบีบครีม เสียงคนในคาเฟ่ และอีกมากมาย เรียกว่าเพลินตาเพลินหูแน่นอน
Zoe’s
Youtube Channel ของสาวเกาหลี ลูกสาวเจ้าของคาเฟ่ Mother’s cafe ของผู้เป็นแม่ ที่เลือกเปิดช่อง Youtube เพื่อโปรโมตกิจการครอบครัว เราจะได้เห็นบรรยากาศคาเฟ่ที่แสนจะ Cozy แล้ว เรายังได้เรียนรู้สูตรขนม กาแฟ และเครื่องดื่มทั้งสูตรที่แปลกใหม่และกำลังฮอตฮิตติดลมบน
สรุปท้ายบทความ
อยากเป็นบาริสต้าเริ่มต้นง่าย ๆ ได้ที่บ้าน! ยังไม่มีอุปกรณ์พร้อมก็ไม่เป็นไร แค่หาเวลาส่อง Youtube Channel ทั้ง 8 ช่องที่เราคัดสรรมาให้จากใจ ตั้งแต่ช่องที่ปูความรู้ตั้งแต่เริ่มทั้งอุปกรณ์ทำกาแฟแบบครบวงจร ขั้นตอนการทำกาแฟหลากหลายรูปแบบรวมทั้งทริคเด็ดในการรังสรรค์กาแฟให้เลิศรส ไปจนถึงช่องที่จะชวนคุณไปตระเวนตามคาเฟ่เพื่อเก็บแรงบันดาลใจ
ถ้าเก็บความรู้กันจนหนำใจแล้ว อยากได้อุปกรณ์เครื่องไม้เครื่องมือและวัตถุดิบมาทำกาแฟมาฝึกปรือฝีมือ อย่าลืมแวะมา Kaidee.com ได้เลย
Jan 22, 2021 | ข่าวสาร และกิจกรรม
สัญลักษณ์การเริ่มต้นวันใหม่ของคุณทุกเช้า คืออะไรบ้างคะ
“แสงแดดรำไร เสียงนกร้องและความเร่งรีบของผู้คน”
“กาแฟ” ถืออีกเป็นหนึ่งสัญลักษณ์ของ “การเริ่มต้นวันใหม่” ที่ชวนอบอุ่นใจ กาแฟที่ดีมักมาพร้อมกลิ่นหอมของเมล็ดคั่วใหม่และรสชาติที่กลมกล่อมถูกใจ สำหรับเราแล้วเครื่องดื่มชนิดนี้เป็นมากกว่าเครื่องดื่มทั่วไปที่ใช้ดับกระหาย กาแฟเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยเติมเต็มให้ทุกๆ เช้า เราพร้อมเริ่มต้นกับอะไรใหม่ๆ อย่างสดใสและมีพลังใจ
“จุดเริ่มต้น” ของกาแฟ
ย้อนกลับไปราวศตวรรษที่ 15 เครื่องดื่มสุดโปรดของใครหลายๆ คน ถือกำเนิดขึ้นครั้งแรกบนโลก ตามตำนานว่ากันว่า กาลดิ (Kaldi) ชายหนุ่มผู้เลี้ยงแกะเป็นอาชีพ ณ ป่าโบราณของเอธิโอเปีย สังเกตว่าแกะที่เขาเลี้ยงมักคึกคักเป็นพิเศษช่วงกลางดึก ไม่ค่อยพักผ่อนนอนหลับเหมือนดังกิจวัตรปกติ
เขาจึงเริ่มสังเกตพฤติกรรม จนเห็นว่าแกะฝูงนี้ชอบกินเมล็ดพันธุ์สีน้ำตาลชนิดหนึ่ง บวกกับว่าช่วงนั้น มีนักบวชค้นพบว่าการกินเมล็ดพันธุ์ชนิดนี้ ทำให้พวกเขาตื่นตัวกลางดึก มีเรี่ยวแรงสวดมนต์ตอนกลางคืนได้นานขึ้นกว่าเดิม ทำให้ “สรรพคุณ” ของเมล็ดพันธุ์ดังกล่าวเริ่มเป็นที่แพร่หลายและได้รับความนิยมมากขึ้น
พลังของ “กาแฟ” เริ่มขับเคลื่อนและเดินทางไปทั่วโลก ทั้งฝั่งตะวันออก ตะวันตกไปจนถึงคาบสมุทรอาหรับ เมล็ดพันธุ์ชนิดนี้ถูกพัฒนาต่อยอดมาเรื่อยๆ
ปัจจุบัน “กาแฟ” กลายเป็นเครื่องดื่มระดับโลก
ถึงขนาดมีการซื้อขายมากเป็นอันดับสองของโลก รองจาก “น้ำเปล่า” เท่านั้น
National Coffee Association
วัฒนธรรมการกินกาแฟของแต่ละชาติ
กาแฟเป็นเครื่องดื่มที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย กระจายไปทั่วทุกมุมโลก แต่ละชาติมี “วัฒนธรรมการกินกาแฟ” อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวแตกต่างกันไป กาแฟในทุกวันนี้จึงไม่ได้เป็นเพียง “เครื่องดื่ม” ที่ส่งกลิ่นหอมละมุนเท่านั้น ทว่ายังทำหน้าที่เป็นศูนย์รวมทางสังคมที่น่าสนใจเช่นเดียวกัน
1. ไทย
ก่อนจะไปเริ่มที่ไหนไกล ขอเริ่มต้นที่ไทยแลนด์ของเราเป็นที่แรก สมัยที่กาแฟเริ่มเข้ามามีบทบาทกับสังคมไทย ย้อนไปราวๆ 50-100 ปีก่อน ร้าน “โกปี้” ในสมัยนั้นทำหน้าที่เสมือนจุดรวมข่าวสารของชุมชน
ความที่สมัยก่อนยังไม่มีโทรทัศน์ หนังสือพิมพ์จึงเป็นสื่อเดียวที่ใช้กระจายข้อมูลข่าวสาร ชาวบ้านจึงนิยมไปนั่งสังสรรค์ แลกเปลี่ยนข้อมูลกันที่ร้านกาแฟ ซึ่งกาแฟในช่วงแรกๆ เป็นแบบ “เอสเพรสโซ” โดยการเอาเมล็ดกาแฟไปคั่วบนกระทะเตาถ่าน หรือที่เรารู้จักกันในนามของ “โอเลี้ยง” (โอแปลว่า “ดำ” และเลี้ยง แปลว่า“เย็น”)
คนไทยกับกาแฟผูกพันกันมายาวนาน ถึงแม้ว่าบทบาทของร้านกาแฟทุกวันนี้จะเปลี่ยนไปจากเดิม จากร้านโกปี้อาหารเช้า ปัจจุบันถูกยกระดับให้เป็นสถานที่นั่งชิล ถ่ายรูปลงโซเชียลสวยๆ แต่ยังคงเป็นสถานที่พูดคุยที่ดีเหมือนเดิม ปัจจุบันประเทศไทยเป็นผู้ผลิตกาแฟรายใหญ่อันดับ 3 ของเอเชีย (รองจากเวียดนามและอินโดนีเซีย)
2. ญี่ปุ่น
กาแฟถูกนำเข้ามาในญี่ปุ่นครั้งแรกโดยชาวดัตช์ ในสมัยปี 1700 ก่อนจะเริ่มได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ กระทั่งปี 1888 คุณ Tadao Ueshima ตัดสินใจเปิดร้านกาแฟ Kahiichakan ขึ้นเป็นแห่งแรกในญี่ปุ่น
ระหว่างที่กาแฟค่อยๆ แทรกซึมเข้าสู่ดินแดนอาทิตย์อุทัย ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 (ปี 1939) สถานการณ์กลับพลิกผัน ญี่ปุ่นกลับออกคำสั่งห้ามนำเข้า “กาแฟ” จากฝั่งตะวันตกทันที เนื่องด้วยนโยบายชาตินิยม ทำให้กาแฟกลายเป็นเครื่องดื่มเฉพาะกลุ่ม ต่างจาก “ร้านน้ำชา” ที่ยังได้รับความนิยมในญี่ปุ่นเสมอ
“เวลาเปลี่ยน อะไรก็เปลี่ยน” ตั้งแต่ปี 1960 เป็นต้นมา กาแฟกลับมาเป็นที่นิยมอีกครั้งในหมู่นักธุรกิจ ชนชั้นสูงและคนรุ่นใหม่ จนกลายเป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์ของ “การแบ่งชนชั้น” ไปโดยปริยาย ปัจจุบันเมืองนี้นำเข้ากาแฟเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี ในจำนวนเกือบสองแสนตัน/ปี
3. สหรัฐอเมริกา
“Coffee Socialite” สังคมการดื่มกาแฟในอเมริกา ค่อนข้างแข็งแกร่งและได้รับความนิยมเป็นวงกว้าง ชาวอเมริกาส่วนใหญ่มีกาแฟอยู่ในตารางชีวิตประจำวัน หลายๆ คนดื่มกาแฟมากกว่าวันละหนึ่งแก้ว ถึงขนาดมีคำกล่าวไว้ว่า
“กาแฟเป็นส่วนหนึ่งของชาวอเมริกัน พอๆ กับกางเกงยีนส์สีน้ำเงิน
และเพลงร็อคแอนด์โรล”
ราวศตวรรษที่ 18 กาแฟกลายเป็นสินค้าที่ทำกำไรได้มากสุดในยุคนั้น นักธุรกิจหลายคนพากันเข้าสู่วงการนี้ และประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี เนื่องด้วยการบริโภคกาแฟในสมัยนั้น เพิ่มจำนวนขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนเริ่มมีแบรนด์กาแฟเปิดตัวขึ้น รวมถึงจุดกำเนิดของร้านกาแฟชื่อดัง “Starbucks” ที่เปิดขึ้นครั้งแรกในปี 1971 ที่เมืองซีแอตเทิล
ทุกวันนี้ธุรกิจกาแฟในประเทศนี้ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง มีทั้งร้านกาแฟเล็กๆ ไปถึงแบรนด์ดังระดับโลก ชาวอเมริกาค่อนข้างให้คุณค่ากับกาแฟ และมองว่า เครื่องดื่มนี้คืองานศิลปะที่สวยงาม … กาแฟหนึ่งแก้วมีเรื่องราวและผ่านเรื่องเล่าต่างๆ มามากมาย
4. เวียดนาม
หากพูดถึง “กาแฟ” โดยไม่เอ่ยชื่อประเทศนี้ คงจะแปลกอยู่ไม่น้อย ความที่เป็นเบอร์ต้นๆ ของวงการกาแฟในเอเชียแต่ไหนแต่ไร ที่สำคัญวัฒนธรรมการดื่มกาแฟของเวียดนาม ค่อนข้างโดดเด่นมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่น่าสนใจอยู่ไม่น้อย
กาแฟกับคนเวียดนาม ผูกพันกันมาตั้งแต่ช่วงศตวรรษที่ 19 สมัยที่เวียดนามตกเป็นเมืองขึ้นของฝรั่งเศส เรื่องราวของกาแฟถูกถ่ายทอดทิ้งไว้เป็นมรดกอันล้ำค่า ซึ่งทางเวียดนามนำสิ่งนี้มาต่อยอด ด้วยการเปิดโรงงานผลิตกาแฟขนาดใหญ่หลังจบสงคราม จนทุกวันนี้กลายเป็นผู้ส่งออกกาแฟรายใหญ่อันดับสองของโลก
“กาแฟโรบัสต้า” คือจุดแข็งที่ทำให้กาแฟเวียดนามแตกต่างกว่าเจ้าอื่นๆ ด้วยปริมาณคาเฟอีนที่เข้มข้น ทำให้กาแฟตัวนี้มีรสชาติเข้มข้นและส่งกลิ่นหอมชัดเจน หากคุณไปเวียดนาม นอกจากจะว้าวกับการคมนาคมอันแสนวุ่นวายแล้ว ความหนาแน่นของร้านกาแฟข้างทางยังเป็นสิ่งที่ทำให้คุณมหัศจรรย์ได้ใจเช่นกัน
5. บราซิล
เอ่ยถึงอันดับสองของวงการกาแฟโลกไปแล้ว จะไม่พูดถึงผู้ส่งออกเมล็ด
กาแฟ “อันดับหนึ่ง” ของโลก อย่างบราซิลได้อย่างไร โดยเฉพาะคอกาแฟหลายคนคงได้ยินกิตติศัพท์ร่ำลือกันมาอย่างดี
1727 คือปีแรกที่มีการปลูกต้นกาแฟขึ้นเป็นครั้งแรกในบราซิล โดยนายทหาร “Francisco de Melo Palheta” ว่ากันว่าเป็นการปลูกแบบไม่ถูกต้อง แต่นั่นก็คือปฐมบททางประวัติศาสตร์สำคัญของประเทศนี้ กว่า 150 ปี ที่กาแฟเป็นพืชเศรษฐกิจหลัก ที่สร้างรายได้หลักเข้าประเทศเป็นอันดับหนึ่ง
แม้จะเป็นประเทศที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยการส่งออกกาแฟเป็นหลัก ทว่าพฤติกรรมการดื่มกาแฟของคนบราซิลไม่ค่อยโดดเด่นนัก ว่ากันว่าชาวเมืองนิยมดื่มกาแฟร้อนในถ้วยเล็กๆ โดยไม่ต้องผ่านกรรมวิธีอะไรมากมาย พวกเขาก็ดื่มด่ำและมีความสุขได้ ถึงแม้เมล็ดกาแฟที่ใช้บางครั้งเกรดต่ำกว่าที่ส่งออกด้วยซ้ำ
สรุปท้ายบทความ
เรื่องราว “กาแฟ” ของแต่ละประเทศ มีนัยยะมากกว่าเครื่องดื่มธรรมดาทั่วไป ทั้งสัญลักษณ์ของการแบ่งชนชั้น จุดเชื่อมกันของคนในสังคม ตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจสำคัญของบางประเทศ ฯลฯ
นอกจากนี้กาแฟยังถูกนำไปต่อยอดเป็นเมนูที่หลากหลาย ด้วยส่วนผสมและกรรมวิธีต่างๆ ที่ยกระดับให้ “กาแฟ” กลายเป็นเครื่องดื่มที่ยอดเยี่ยมมากกว่าเดิม เสมือนงานศิลปะมีชีวิต ดังคำกล่าวที่ว่า
“Coffee – the favorite drink of the civilized world.”
Thomas Jefferson
Nov 30, 2020 | ข่าวสาร และกิจกรรม
ปัจจุบันนี้เรียกได้ว่ากระแสของการดริปกาแฟได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในบ้านเรา เชื่อว่าหลายๆ คนต้องเคยได้ยินกันอยู่บ่อยๆ และอาจเกิดความสงสัยว่ามันแตกต่างจากกาแฟทั่วไปอย่างไร วันนี้เรามีคำตอบมาให้
จริงๆ แล้วการดริปกาแฟ คือชื่อของวิธีการชงแบบ Pour-Over หรือ Filter Brewers ซึ่งเป็นวิธีการชงกาแฟที่ไม่ต้องใช้เครื่องชงหรืออุปกรณ์ที่ตายตัว ใช้เพียงแค่น้ำไหลผ่านผงกาแฟและตัวกระดาษกรองเท่านั้น ในอดีตการดริปกาแฟเป็นที่นิยมในทวีปยุโรป สแกนดิเนเวีย เกาหลี และญี่ปุ่น โดยการดริปกาแฟสามารถที่จะดึงรสชาติของกาแฟคั่วบดออกมาได้เป็นอย่างดี
ปัจจัยของการดริปกาแฟให้อร่อยนั้นมีเทคนิคที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น การคัดสรรคุณภาพของเมล็ดกาแฟที่ต้องผ่านการคั่วสดใหม่เสมอ หรือขั้นตอนการเก็บเมล็ดกาแฟที่ก็ถือว่าสำคัญเพราะต้องเก็บในภาชนะที่ถูกห่อปิดอย่างสนิท ไม่ให้อากาศและความชื้นผ่านเข้าไปโดนเมล็ดกาแฟได้ เพราะจะทำให้เสียรสชาติ รวมถึงอุณหภูมิของน้ำ ความละเอียดในการบดเมล็ดกาแฟที่ปัจจัยทุกอย่างต้องสอดคล้องกันจนทำให้เกิดรสชาติที่ลงตัวมากที่สุด
สำหรับมือใหม่ที่กำลังสนใจในการดริปกาแฟทานเองแล้ว สามารถเริ่มต้นเรียนรู้วิธีการได้ง่ายๆ ตั้งแต่ขั้นตอนการทำ ไปจนถึงอุปกรณ์ที่วันนี้ Kaidee จะมาแนะนำว่ามือใหม่ที่เริ่มต้นการดริปกาแฟควรจะมีอะไรบ้าง พร้อมเทคนิคต่างๆ ที่จะทำให้คุณดื่มด่ำกาแฟแก้วโปรดฝีมือตัวเองได้ที่บ้านอย่างง่ายๆ
1. เมล็ดกาแฟ
นับว่าเป็นส่วนสำคัญที่สุดส่วนหนึ่ง เพราะรสชาติกาแฟจะเป็นยังไงต้องขึ้นอยู่กับเมล็ดกาแฟ ซึ่งหลักๆ เมล็ดกาแฟที่ใช้ในวิธีการดริปจะเป็นเมล็ดพันธุ์อราบิก้า แต่ถ้าชอบโทนเปรี้ยวๆ ผลไม้หน่อยๆ ลองดูเมล็ดจาก Ethiopia หรือ Kenya หรือเมล็ดกาแฟไทยที่เดี๋ยวนี้มีให้เลือกอีกเพียบ อันนี้ก็แล้วแต่คนชอบที่ต้องลองเท่านั้นถึงจะรู้รสชาติที่ตัวเองชื่นชอบได้ดีที่สุด
ปัจจัยสำคัญที่จะทำให้รสชาติกาแฟออกมาดี คือความสดใหม่ของเมล็ดกาแฟ ยิ่งถ้าหากบดเมล็ดกาแฟเองก่อนชงได้ก็จะยิ่งสร้างรสชาติและมิติให้กับกาแฟของคุณได้มากยิ่งขึ้น ควรใช้เมล็ดกาแฟคั่วอ่อน – ปานกลาง ซึ่งยังมีรสชาติหวานและความเปรี้ยวหลงเหลืออยู่ ไม่ขม เมื่อทานแล้วจะได้กลิ่นและรสชาติของกาแฟสายพันธุ์นั้น เพราะถ้าหากใช้กาแฟคั่วเข้มมากเกินไป กลิ่นและรสจะจางหายจนเหลือแต่ความขม ซึ่งลักษณะการคั่วและการบดละเอียดของเมล็ดกาแฟก็ขึ้นอยู่กับความชอบส่วนบุคคลที่สามารถปรับเปลี่ยนและหารสชาติที่ชอบได้ตามต้องการ
2. เครื่องบดเมล็ดกาแฟ
อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญในความอร่อยของกาแฟที่ขึ้นอยู่กับความสม่ำเสมอและการปรับระดับของความละเอียดของเมล็ดกาแฟในการบด ซึ่งมีให้เลือกแบบทั้งเครื่องบดเมล็ดกาแฟแบบมือหมุน หรือเครื่องบดแบบไม้ทรงวินเทจที่สะดวกต่อการเคลื่อนย้าย ควรจะใช้เครื่องบดเมล็ดกาแฟที่เหมาะสมกับการดริป ลักษณะความละเอียดของเมล็ดกาแฟให้อยู่ประมาณน้ำตาลทรายขาว เวลาที่เอานิ้วหยิบขึ้นมายังให้ความรู้สึกผิวสัมผัสที่เป็นเม็ด ไม่ละเอียดเกินไปจนเหมือนแป้ง และควรจะบดเมล็ดให้ได้ความละเอียดที่เท่ากัน
ซึ่งอัตราส่วนปริมาณของกาแฟและน้ำที่ใช้ในการดริปนั้นต้องมีสัดส่วนที่พอดี หากใส่น้ำมากไปก็จะทำให้รสชาติของกาแฟนั้นจางลง อัตราส่วนที่จะทำให้ได้รสชาติของกาแฟที่ดีที่สุดที่แนะนำจะอยู่ที่ กาแฟ 1 กรัม ต่อน้ำ 15-17 กรัม โดยสามารถปรับปริมาณของน้ำได้ตามความชอบของแต่ละคน
3. กระดาษกรอง (Filter)
รสชาติของกาแฟจะเป็นอย่างไร กระดาษกรองถือว่ามีส่วนสำคัญเป็นอย่างมาก ซึ่งหลักๆ จะมีทั้งกระดาษกรองสีขาวและสีน้ำตาล มีขนาดให้เลือกคือ 01 เหมาะสำหรับ 1-2 แก้ว และ 02 เหมาะสำหรับ 3-4 แก้ว โดยก่อนที่จะทำการดริปทุกครั้งควรใช้น้ำร้อนเทลงบนกระดาษกรองทิ้วไว้สักครู่ เพื่อเป็นการลดกลิ่นและทำความสะอาด
4. กาดริปกาแฟ
หัวใจหลักของการดริปที่ดีควรเลือกใช้เป็นกาดริปกาแฟที่มีการเก็บและระบายความร้อนของน้ำได้เป็นอย่างดีในระดับหนึ่ง ให้สายน้ำที่ไหลออกมาจากปากของกาดริปต้องมีความสม่ำเสมอ ควบคุมน้ำหนักได้ดี ซึ่งขึ้นอยู่กับความถนัดของผู้ใช้งานว่าชอบและเหมาะสมกับกาชนิดไหนมากที่สุด
การเทน้ำถือว่าเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อรสชาติของกาแฟ ช่วงแรก Pre-infusion ค่อยๆ เทน้ำจากกา โดยเริ่มเทจากกตรงกลางแล้ววนออกด้านนอก ให้กาแฟพอชุ่มน้ำ ค่อยๆ หยดและเร่งความเร็วขึ้น แล้วรอเวลาประมาณ 30-45 วินาที เพื่อให้กาแฟคลายแก๊ส
ช่วงกลางเร่งความเร็วในการเทและแรงขึ้นให้ได้น้ำเยอะที่สุด ซึ่งช่วงนี้น้ำกาแฟบนดริปเปอร์จะเป็นสีน้ำตาล ค่อยๆ หยดจนน้ำกาแฟที่ได้เริ่มเจือจาง ช่วงท้ายให้เบามือลงและค่อยๆ หยดช้าๆ จนให้ได้ปริมาณน้ำที่ต้องการ
5. ดริปเปอร์ (Dripper)
หลายคนคิดว่าดริปเปอร์อาจเป็นแค่ทางผ่านของน้ำเฉยๆ ที่ไม่ได้มีส่วนสำคัญอะไรมาก แต่ในความจริงแล้วการไหลผ่านของน้ำมีผลต่อรสชาติของกาแฟมากที่สุด ซึ่งควรเลือกใช้ดริปเปอร์ที่ดีมีคุณภาพและถูกออกแบบมาเพื่อการชงได้อย่างเหมาะสม สิ่งสำคัญคือต้องชงง่าย ทำให้น้ำไหลผ่านได้ดี ไม่อั้นน้ำ และสามารถควบคุมการไหลของน้ำได้ มีให้เลือกทั้งแบบพลาสติก เซรามิก และสเตนเลส รวมถึงลักษณะพื้นผิวของดริปเปอร์ที่มีทั้งแบบเป็นร่องลึก เหมาะกับกระดาษกรองที่เรียบ, ดริปเปอร์ที่เรียบ เหมาะกับกระดาษกรองแบบหยัก หรือที่เรียกว่าแบบ Wave และดริปเปอร์ Chemex ใช้กับกระดาษกรองที่เรียบ แต่มีรูขนาดใหญ่ให้น้ำไหลผ่าน
– ดริปเปอร์ที่มีร่องลึก ใช้กับฟิลเตอร์ที่เรียบ
– ดริปเปอร์ที่เรียบ ใช้กับฟิลเตอร์หยัก หรือเรียกว่าแบบ Wave
– ดริปเปอร์ Chemex ใช้กับฟิลเตอร์ที่เรียบ แต่มีรูให้น้ำไหลขนาดใหญ่
6. แก้วกาแฟ
สิ่งสุดท้ายที่จะขาดไปไม่ได้เลยนั่นก็คือ “แก้วกาแฟ” ซึ่งความจริงแล้วเราสามารถนำแก้วกาแฟธรรมดาที่บ้านมาใช้ก็ได้ แต่ถ้าแบบนั้นมันจะดูธรรมดาไปหน่อย เพราะด้วยสมัยนี้ที่แบรนด์ต่างๆ ได้ออกแบบแก้วกาแฟมาอย่างสวยงาม บวกกับกระแสการแคมป์ปิ้งที่ส่วนหนึ่งคือการดริปกาแฟ แบรนด์สายแคมป์ก็ต่างดีไซน์แก้วกาแฟมาเพื่อตอบโจทย์แต่ละคนได้อย่างตรงสาย เพราะไม่ว่าจะนำไปดริปกาแฟนอกบ้านหรือวางโชว์ภายในบ้านก็ดูลงตัวไปหมดจนคุณไม่อยากหยิบมันออกมาใช้เลยทีเดียว
สรุป
จะเห็นได้ว่าการดริปกาแฟเป็นอีกหนึ่งศาสตร์ที่น่าเรียนรู้ เพราะทุกส่วนผสมและทุกองค์ประกอบจะสามารถทำให้รสชาติของกาแฟเปลี่ยนไปได้ทุกเมื่อ การได้เรียนรู้ด้วยตัวเอง ลองทำสิ่งใหม่ๆ ก็อาจทำให้คุณได้พบรสชาติแปลกใหม่ที่ต่างไปจากเดิมจนกลายเป็นเพิ่มความสนุกในการดริป เพื่อให้คุณค้นพบกาแฟแก้วโปรดในแบบฉบับของตัวเอง
สำหรับมือใหม่ท่านใดที่กำลังสนใจและอยากลองดริปกาแฟ สามารถเข้ามาหาซื้ออุปกรณ์ต่างๆ รวมไปถึงเมล็ดกาแฟได้ที่ Kaidee แหล่งขายของออนไลน์ราคาถูกที่ครอบคลุมสินค้าทุกประเภทที่คุณต้องการ
Nov 25, 2020 | ข่าวสาร และกิจกรรม
งานไม่เสร็จแต่ง๊วงง่วงก็ต้องหาตัวช่วยมาเติมพลังสักหน่อยด้วย ‘กาแฟ’ เครื่องดื่มสุดคลาสสิกที่ใครหลายคนเคยลิ้มลอง และด้วยขั้นตอนที่ไม่ซับซ้อนแต่มีความพิถีพิถันทำให้รสชาติของกาแฟที่ออกมามีความแตกต่างกันจนเกิดเป็นกาแฟประเภทต่าง ๆ ให้ผู้คนได้ดื่ม ซึ่งเชื่อว่าคงมีใครหลายคนที่ไม่สามารถแยกออกได้เพราะมีมากมายเหลือเกิน แต่ถ้าหากจะให้แนะนำทุกประเภทก็คงไม่หมดสักที วันนี้เราจึงเลือกมา 5 ประเภทกาแฟที่มือใหม่หัดดื่มควรรู้จัก
ก่อนที่จะไปรู้จักประเภทของกาแฟ เราจะพามารู้จักกาแฟกันก่อนว่า มีประเภทไหน ผลิตอย่างไร และการชงแบบต่าง ๆ ให้ทุกคนได้รู้ไปพร้อมกัน
สายพันธุ์เมล็ด กาแฟ
เริ่มด้วยตัวเมล็ดกาแฟที่เรารู้จักกันดี ฟังเผิน ๆ หลายคนคงคิดว่ากินกาแฟที่ไหนก็คงเหมือนกัน แต่จริง ๆ แล้วรู้ไหมว่า เมล็ดกาแฟนั้นมีหลายสายพันธุ์ให้ได้เลือกลองเลยนะ โดยวันนี้เราจะมาแนะนำ 4 สายพันธุ์ ได้แก่
- กาแฟอาราบิก้า (Arabica) สายพันธุ์กาแฟที่มีถึง 80 เปอร์เซ็นต์ในตลาดกาแฟโลก มีรสชาติดีที่สุด แต่ก็หากาแฟอาราบิก้าคุณภาพดียากเช่นกัน และเมื่อผ่านกระบวนการต่าง ๆ แล้วจะมีกลิ่นที่หอมหวานคล้ายช็อกโกแลตและดอกไม้
- กาแฟโรบัสต้า (Robusta) สายพันธุ์กาแฟที่นิยมปลูกกันในภาคใต้ของประเทศไทย กลิ่นไม่หอมหวาน มีรสชาติที่ขมและฝาดกว่ากาแฟอาราบิก้า แต่ก็มีความเข้มข้นเยอะกว่าจึงนิยมนำมาผลิตเป็นกาแฟผงสำเร็จรูปหรือผสมพันธุ์กับกาแฟอาราบิก้าและเกิดรสชาติที่มากขึ้น
- กาแฟเอ็กซ์เซลซ่า (Excelsa) สายพันธุ์กาแฟที่ถึงแม้จะมีหน้าตาคล้ายคลึงกบกาแฟโรบัสต้าและมีความทนต่อสภาพอากาศที่แห้งแล้งได้ดี แต่มีรสชาติที่ไม่ไม่ดีเท่าไรนัก จึงไม่ได้รับความนิยมในประเทศไทยมาก ในขณะที่ในประเทศแถบแอฟริกานั้นชื่นชอบกาแฟชนิดนี้เป็นอย่างมาก
- กาแฟลิเบอริก้า (Liberica) สายพันธุ์กาแฟที่มีถิ่นกำเนิดในประเทศลิเบอเรีย ตัวเมล็ดมีรสชาติคล้ายกับกาแฟอราบิก้าแต่มีรสเปรี้ยวอมหวานมากกว่า สามารถทนทานต่อโรค และชอบอากาศที่ร้อนชื้น นิยมนำไปพัฒนา หรือเบลนด์กับกาแฟสายพันธุ์อื่นมากกว่ากินเพียว ๆ
ขั้นตอนการผลิต กาแฟ
ในการผลิตเมล็ดกาแฟก็เป็นอีกหนึ่งเรื่องน่ารู้สำหรับนักดื่มเพราะไม่ใช่เพียงแค่นำเมล็ดกาแฟมาบดแล้วชงเพียงเท่านั้น แต่รู้ไหมว่าการผลิตกาแฟสักถุงนั้นต้องใช้เวลานานและมีถึง 3 ขั้นตอนเลยทีเดียวเชียว จะมีอะไรบ้างมาดูกันค่ะ
การเตรียมเมล็ด
ขั้นตอนแรกหลังจากการเก็บเกี่ยวเมล็ดกาแฟจากต้นกาแฟ โดยเป็นการปอกเปลือกสีแดงของเมล็ดกาแฟออกไป แบ่งออกเป็น 2 วิธีตามสายพันธุ์ของกาแฟ
- แบบแห้ง เป็นวิธีเตรียมเมล็ดกาแฟสายพันธุ์โรบัสต้าด้วยการนำกาแฟที่เก็บมาไปตากแห้งบนพื้นเรียบอย่างคอนกรีต โดยใช้เวลาประมาณ 2-3 สัปดาห์จนกว่าเมล็ดกาแฟจะแห้งจนหมด จึงกะเทาะเปลือกกาแฟออก
- แบบเปียก วิธีเตรียมเมล็ดกาแฟสายพันธุ์อาราบิก้า โดยเริ่มจากการแยกผลสุก ล้างน้ำด้วยเครื่องทำความสะอาดเฉพาะ ปอกเปลือกโดยใช้เครื่อง แล้วนำกลับมาล้างเมือกบนเมล็ดกาแฟออกอีกครั้ง จึงนำไปใส่ถังหมักประมาณ 12-36 ชม. และสุดท้ายคือนำไปตากแดดเพื่อไล่ความชื้นทั้งหมดให้ออกไป
การคั่ว
หลังจากเตรียมเมล็ดกาแฟให้แห้งเรียบร้อยแล้ว ก็จะเข้าสู่กระบวนการคั่วกาแฟให้เปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลและเกิดกลิ่นที่หอมของกาแฟที่เราได้กลิ่นกันบ่อย ๆ ซึ่งขั้นตอนนี้จะแบ่งระบบการคั่วออกเป็นทั้งหมด 3 ระดับตามความเข้มข้นของกาแฟที่ต้องการ ดังนี้
- คั่วอ่อน ระดับแรกของการคั่วกาแฟเป็นการคั่วที่คงรสชาติของเมล็ดกาแฟไว้มากที่สุด ทำให้รสชาติกาแฟออกไปทางฝาดและเปรี้ยว มีสีน้ำตาลทองอ่อนคล้ายซินนามอน เหมาะสำหรับการทำกาแฟร้อน
- คั่วกลาง เป็นการคั่วกาแฟในระดับกลาง มีสีที่เข้มขึ้นเล็กน้อย ส่วนรสชาติที่ได้ออกมาก็มีความเปรี้ยวลดน้อยลง แต่เพิ่มความหวานขมเล็กน้อย เหมาะสำหรับการชงกาแฟดำหรืออเมริกาโน่
- คั่วเข้ม เป็นการคั่วระดับที่ทำให้กาแฟกลายเป็นสีน้ำตาลเข้ม รสชาติขมมากปนเปรี้ยวเล็กน้อยถึงไม่มี เหมาะสำหรับการทำกาแฟเย็นที่ต้องการรสชาติที่เข้มข้นมาก ๆ โดยเฉพาะกาแฟ espresso
การบด
ขั้นตอนสุดท้ายของการผลิตกาแฟก่อนนำไปชง ซึ่งเป็นการทำให้เมล็ดกาแฟละเอียดขึ้น และการบดกาแฟก็เป็นอีกหนึ่งขั้นตอนที่มีผลต่อรสชาติของกาแฟที่ได้ออกมา เรียกว่ายิ่งบดเยอะแค่ไหนกาแฟที่ได้ก็ยิ่งเข้มข้นขึ้น
วิธีการชง กาแฟ แบบต่าง ๆ
หลังจากที่ได้กาแฟที่บดสำเร็จแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการชงกาแฟ ซึ่งมีหลากหลายวิธีให้เลือกกัน
- การต้มเดือด เป็นวิธีชงกาแฟแบบดั้งเดิม โดยการต้มผงกาแฟละเอียดเข้ากับน้ำในหม้อคอคอด และปล่อยให้เดือดเล็กน้อย จึงทำให้เกิดกาแฟ ที่มีฟองด้านบนและผงกาแฟด้านล่าง เช่น กาแฟตุรกี เป็นต้น
- การใช้ความดัน วิธีชงกาแฟที่ได้รับความนิยมอย่างมากในปัจจุบัน เพราะทำให้เกิดกาแฟที่เข้มและมันเป็นเอกลักษณ์ ซึ่งหลักการชงกาแฟประเภทนี้คือ มีทั้งหมด 3 ส่วน มีส่วนล่างสำหรับต้มน้ำ ทำให้ไอลอยขึ้นไป ที่อยู่ในส่วนตรงกลาง และกาแฟที่ได้ก็จะขึ้นไปอยู่ด้านบน
- การใช้แรงโน้มถ่วง หรือเรียกอีกอย่างว่า การชงแบบหยด (กรอง) มีวิธีง่าย ๆ ในการชงคือ การราดน้ำร้อนผ่านกาแฟที่อยู่บนแผ่นกรอง ซึ่งความเข้มข้นของกาแฟก็ขึ้นอยู่กับ น้ำหนักมือ อัตราการไหลของน้ำ และระยะเวลาที่น้ำผ่านเมล็ดกาแฟ
- การจุ่ม วิธีการชงกาแฟที่ได้รับความนิยมน้อยที่สุด เป็นการจุ่มกาแฟลงไปในน้ำร้อนโดยใช้เครื่องมือที่มีลักษณะเป็นกระบอก
5 ประเภท กาแฟ ยอดนิยม
เอสเปรสโซ่ (Espresso)
กาแฟที่เป็นตัวตั้งต้นของกาแฟชนิดอื่น ๆ มีรสชาติที่เข้มข้น โดยเกิดจากชงแบบแรงอัดไอน้ำหรือปล่อยน้ำร้อนผ่านเมล็ดกาแฟ ซึ่งคำว่า Espresso มาจากภาษาอิตาลีที่แปลว่าเร่งด่วน และด้วยรสที่กล่าวมาข้างต้นทำให้คนที่ชื่นชอบการดื่มกาแฟเอสเปรสโซ่จึงไม่นิยมใส่น้ำตาลหรือนมเพิ่มลงไป
อเมริกาโน่ (Americano)
Americano หรือชื่อภาษาไทยคือ กาแฟดำ เป็นกาแฟที่เกิดจากการนำกาแฟเอสเปรสโซ่มาผสมกับน้ำร้อน ทำให้รสชาติที่ออกมามีความเบาบางลงแต่มีกลิ่นที่คล้ายกับกาแฟเอสเปรสโซ่ ส่วนชื่อของอเมริกาโน่มาจากการที่ชาวอเมริกันไม่นิยมดื่มกาแฟเอสเปรสโซ่ที่มีรสชาติเข้มข้นเกินไปจึงทำให้เจือจางลงจนกลายเป็นกาแฟอเมริกาโน่นั่นเอง
ลาเต้ (Latte)
Latte หรือที่เรียกกันว่ากาแฟนม เพราะเป็นการผสมนมกับกาแฟเอสเปรสโซ่ ซึ่งสัดส่วนปกติของลาเต้จะอยู่ที่ กาแฟเอสเปรสโซ่ 1 ส่วน กับ นม 2 ส่วน และมีฟองนมโปะอยู่ด้านหน้าสำหรับลาเต้ร้อน ส่วนลาเต้เย็นอาจมีการใส่ส่วนผสมอื่น ๆ เพิ่ม เช่น วานิลลา หรือคาราเมล เพิ่มเติมให้กลายเป็นเมนูย่อยอื่น ๆ อีกได้
มอคค่า (Mocha)
สำหรับกาแฟ Mocha เป็นเมนูกาแฟที่มีส่วนผสมของกาแฟเอสเปรสโซ่ นม และช็อกโกแลต ในขณะเดียวกัน ก็ยังหมายถึง กาแฟอาราบิก้าที่มีสีและกลิ่นคล้ายช็อกโกแลต ส่วนตัวกาแฟมอคค่านั้นสามารถเสิร์ฟได้ทั้งเมนูเย็นและร้อนเลยทีเดียว
คาปูชิโน่ (Cappuccino)
Cappuccino เป็นกาแฟที่มีลักษณะคล้ายกับลาเต้คือมี เอสเปรสโซ่ นม และฟองนมด้านหน้า แต่จะมีความแตกต่างตรงที่ กาแฟคาปูชิโน่จะมีนมที่น้อยกว่า แต่มีฟองนมที่เยอะกว่า และมีผงช็อกโกแลตโรยอยู่ด้านหน้า ทำให้มีรสชาติที่เข้มข้นกว่าลาเต้
นอกจากนี้ยังมีกาแฟอีกหลากหลายชนิดที่ไม่ได้กล่าวถึงในบทความนี้ให้ได้ลองสั่งกัน แต่ถ้าใครที่อยากทำกาแฟกินเองหรือเปิดร้านกาแฟอร่อย ๆ ก็สามารถมากหาอุปกรณ์และกาแฟแบบที่คุณชอบได้ที่ Kaidee รับรองคุณจะได้กาแฟอร่อย ๆ ไปกินแน่นอน