บอกเล่าวัฒนธรรมการดื่มกาแฟของแต่ละชนชาติ

บอกเล่าวัฒนธรรมการดื่มกาแฟของแต่ละชนชาติ

สัญลักษณ์การเริ่มต้นวันใหม่ของคุณทุกเช้า คืออะไรบ้างคะ

“แสงแดดรำไร เสียงนกร้องและความเร่งรีบของผู้คน”

“กาแฟ” ถืออีกเป็นหนึ่งสัญลักษณ์ของ “การเริ่มต้นวันใหม่” ที่ชวนอบอุ่นใจ กาแฟที่ดีมักมาพร้อมกลิ่นหอมของเมล็ดคั่วใหม่และรสชาติที่กลมกล่อมถูกใจ สำหรับเราแล้วเครื่องดื่มชนิดนี้เป็นมากกว่าเครื่องดื่มทั่วไปที่ใช้ดับกระหาย กาแฟเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยเติมเต็มให้ทุกๆ เช้า เราพร้อมเริ่มต้นกับอะไรใหม่ๆ อย่างสดใสและมีพลังใจ

Coffee-world

“จุดเริ่มต้น” ของกาแฟ

ย้อนกลับไปราวศตวรรษที่ 15 เครื่องดื่มสุดโปรดของใครหลายๆ คน ถือกำเนิดขึ้นครั้งแรกบนโลก ตามตำนานว่ากันว่า กาลดิ (Kaldi) ชายหนุ่มผู้เลี้ยงแกะเป็นอาชีพ ณ ป่าโบราณของเอธิโอเปีย สังเกตว่าแกะที่เขาเลี้ยงมักคึกคักเป็นพิเศษช่วงกลางดึก ไม่ค่อยพักผ่อนนอนหลับเหมือนดังกิจวัตรปกติ

เขาจึงเริ่มสังเกตพฤติกรรม จนเห็นว่าแกะฝูงนี้ชอบกินเมล็ดพันธุ์สีน้ำตาลชนิดหนึ่ง บวกกับว่าช่วงนั้น มีนักบวชค้นพบว่าการกินเมล็ดพันธุ์ชนิดนี้ ทำให้พวกเขาตื่นตัวกลางดึก มีเรี่ยวแรงสวดมนต์ตอนกลางคืนได้นานขึ้นกว่าเดิม ทำให้ “สรรพคุณ” ของเมล็ดพันธุ์ดังกล่าวเริ่มเป็นที่แพร่หลายและได้รับความนิยมมากขึ้น

พลังของ “กาแฟ” เริ่มขับเคลื่อนและเดินทางไปทั่วโลก ทั้งฝั่งตะวันออก ตะวันตกไปจนถึงคาบสมุทรอาหรับ เมล็ดพันธุ์ชนิดนี้ถูกพัฒนาต่อยอดมาเรื่อยๆ

ปัจจุบัน “กาแฟ” กลายเป็นเครื่องดื่มระดับโลก
ถึงขนาดมีการซื้อขายมากเป็นอันดับสองของโลก รองจาก “น้ำเปล่า” เท่านั้น

National Coffee Association

วัฒนธรรมการกินกาแฟของแต่ละชาติ

กาแฟเป็นเครื่องดื่มที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย กระจายไปทั่วทุกมุมโลก แต่ละชาติมี “วัฒนธรรมการกินกาแฟ” อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวแตกต่างกันไป กาแฟในทุกวันนี้จึงไม่ได้เป็นเพียง “เครื่องดื่ม” ที่ส่งกลิ่นหอมละมุนเท่านั้น ทว่ายังทำหน้าที่เป็นศูนย์รวมทางสังคมที่น่าสนใจเช่นเดียวกัน

1. ไทย

Coffee-Thailand
Coffee-Thailand

ก่อนจะไปเริ่มที่ไหนไกล ขอเริ่มต้นที่ไทยแลนด์ของเราเป็นที่แรก สมัยที่กาแฟเริ่มเข้ามามีบทบาทกับสังคมไทย ย้อนไปราวๆ 50-100 ปีก่อน ร้าน “โกปี้” ในสมัยนั้นทำหน้าที่เสมือนจุดรวมข่าวสารของชุมชน

ความที่สมัยก่อนยังไม่มีโทรทัศน์ หนังสือพิมพ์จึงเป็นสื่อเดียวที่ใช้กระจายข้อมูลข่าวสาร ชาวบ้านจึงนิยมไปนั่งสังสรรค์ แลกเปลี่ยนข้อมูลกันที่ร้านกาแฟ ซึ่งกาแฟในช่วงแรกๆ เป็นแบบ “เอสเพรสโซ” โดยการเอาเมล็ดกาแฟไปคั่วบนกระทะเตาถ่าน หรือที่เรารู้จักกันในนามของ “โอเลี้ยง” (โอแปลว่า “ดำ” และเลี้ยง แปลว่า“เย็น”)

คนไทยกับกาแฟผูกพันกันมายาวนาน ถึงแม้ว่าบทบาทของร้านกาแฟทุกวันนี้จะเปลี่ยนไปจากเดิม จากร้านโกปี้อาหารเช้า ปัจจุบันถูกยกระดับให้เป็นสถานที่นั่งชิล ถ่ายรูปลงโซเชียลสวยๆ แต่ยังคงเป็นสถานที่พูดคุยที่ดีเหมือนเดิม ปัจจุบันประเทศไทยเป็นผู้ผลิตกาแฟรายใหญ่อันดับ 3 ของเอเชีย (รองจากเวียดนามและอินโดนีเซีย)

2. ญี่ปุ่น

Coffee-japan

กาแฟถูกนำเข้ามาในญี่ปุ่นครั้งแรกโดยชาวดัตช์ ในสมัยปี 1700 ก่อนจะเริ่มได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ กระทั่งปี 1888 คุณ Tadao Ueshima ตัดสินใจเปิดร้านกาแฟ Kahiichakan ขึ้นเป็นแห่งแรกในญี่ปุ่น

ระหว่างที่กาแฟค่อยๆ แทรกซึมเข้าสู่ดินแดนอาทิตย์อุทัย ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 (ปี 1939) สถานการณ์กลับพลิกผัน ญี่ปุ่นกลับออกคำสั่งห้ามนำเข้า “กาแฟ” จากฝั่งตะวันตกทันที เนื่องด้วยนโยบายชาตินิยม ทำให้กาแฟกลายเป็นเครื่องดื่มเฉพาะกลุ่ม ต่างจาก “ร้านน้ำชา” ที่ยังได้รับความนิยมในญี่ปุ่นเสมอ

“เวลาเปลี่ยน อะไรก็เปลี่ยน” ตั้งแต่ปี 1960 เป็นต้นมา กาแฟกลับมาเป็นที่นิยมอีกครั้งในหมู่นักธุรกิจ ชนชั้นสูงและคนรุ่นใหม่ จนกลายเป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์ของ “การแบ่งชนชั้น” ไปโดยปริยาย ปัจจุบันเมืองนี้นำเข้ากาแฟเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี ในจำนวนเกือบสองแสนตัน/ปี

3. สหรัฐอเมริกา

“Coffee Socialite” สังคมการดื่มกาแฟในอเมริกา ค่อนข้างแข็งแกร่งและได้รับความนิยมเป็นวงกว้าง ชาวอเมริกาส่วนใหญ่มีกาแฟอยู่ในตารางชีวิตประจำวัน หลายๆ คนดื่มกาแฟมากกว่าวันละหนึ่งแก้ว ถึงขนาดมีคำกล่าวไว้ว่า

“กาแฟเป็นส่วนหนึ่งของชาวอเมริกัน พอๆ กับกางเกงยีนส์สีน้ำเงิน
และเพลงร็อคแอนด์โรล”

Coffee-USA

ราวศตวรรษที่ 18 กาแฟกลายเป็นสินค้าที่ทำกำไรได้มากสุดในยุคนั้น นักธุรกิจหลายคนพากันเข้าสู่วงการนี้ และประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี เนื่องด้วยการบริโภคกาแฟในสมัยนั้น เพิ่มจำนวนขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนเริ่มมีแบรนด์กาแฟเปิดตัวขึ้น รวมถึงจุดกำเนิดของร้านกาแฟชื่อดัง “Starbucks” ที่เปิดขึ้นครั้งแรกในปี 1971 ที่เมืองซีแอตเทิล

ทุกวันนี้ธุรกิจกาแฟในประเทศนี้ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง มีทั้งร้านกาแฟเล็กๆ ไปถึงแบรนด์ดังระดับโลก ชาวอเมริกาค่อนข้างให้คุณค่ากับกาแฟ และมองว่า เครื่องดื่มนี้คืองานศิลปะที่สวยงาม … กาแฟหนึ่งแก้วมีเรื่องราวและผ่านเรื่องเล่าต่างๆ มามากมาย

4. เวียดนาม

หากพูดถึง “กาแฟ” โดยไม่เอ่ยชื่อประเทศนี้ คงจะแปลกอยู่ไม่น้อย ความที่เป็นเบอร์ต้นๆ ของวงการกาแฟในเอเชียแต่ไหนแต่ไร ที่สำคัญวัฒนธรรมการดื่มกาแฟของเวียดนาม ค่อนข้างโดดเด่นมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่น่าสนใจอยู่ไม่น้อย

กาแฟกับคนเวียดนาม ผูกพันกันมาตั้งแต่ช่วงศตวรรษที่ 19 สมัยที่เวียดนามตกเป็นเมืองขึ้นของฝรั่งเศส เรื่องราวของกาแฟถูกถ่ายทอดทิ้งไว้เป็นมรดกอันล้ำค่า ซึ่งทางเวียดนามนำสิ่งนี้มาต่อยอด ด้วยการเปิดโรงงานผลิตกาแฟขนาดใหญ่หลังจบสงคราม จนทุกวันนี้กลายเป็นผู้ส่งออกกาแฟรายใหญ่อันดับสองของโลก

Coffee-Vietnam

“กาแฟโรบัสต้า” คือจุดแข็งที่ทำให้กาแฟเวียดนามแตกต่างกว่าเจ้าอื่นๆ ด้วยปริมาณคาเฟอีนที่เข้มข้น ทำให้กาแฟตัวนี้มีรสชาติเข้มข้นและส่งกลิ่นหอมชัดเจน หากคุณไปเวียดนาม นอกจากจะว้าวกับการคมนาคมอันแสนวุ่นวายแล้ว ความหนาแน่นของร้านกาแฟข้างทางยังเป็นสิ่งที่ทำให้คุณมหัศจรรย์ได้ใจเช่นกัน

5. บราซิล

เอ่ยถึงอันดับสองของวงการกาแฟโลกไปแล้ว จะไม่พูดถึงผู้ส่งออกเมล็ด
กาแฟ “อันดับหนึ่ง” ของโลก อย่างบราซิลได้อย่างไร โดยเฉพาะคอกาแฟหลายคนคงได้ยินกิตติศัพท์ร่ำลือกันมาอย่างดี

Coffee-Brazil

1727 คือปีแรกที่มีการปลูกต้นกาแฟขึ้นเป็นครั้งแรกในบราซิล โดยนายทหาร “Francisco de Melo Palheta” ว่ากันว่าเป็นการปลูกแบบไม่ถูกต้อง แต่นั่นก็คือปฐมบททางประวัติศาสตร์สำคัญของประเทศนี้ กว่า 150 ปี ที่กาแฟเป็นพืชเศรษฐกิจหลัก ที่สร้างรายได้หลักเข้าประเทศเป็นอันดับหนึ่ง

แม้จะเป็นประเทศที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยการส่งออกกาแฟเป็นหลัก ทว่าพฤติกรรมการดื่มกาแฟของคนบราซิลไม่ค่อยโดดเด่นนัก ว่ากันว่าชาวเมืองนิยมดื่มกาแฟร้อนในถ้วยเล็กๆ โดยไม่ต้องผ่านกรรมวิธีอะไรมากมาย พวกเขาก็ดื่มด่ำและมีความสุขได้ ถึงแม้เมล็ดกาแฟที่ใช้บางครั้งเกรดต่ำกว่าที่ส่งออกด้วยซ้ำ

สรุปท้ายบทความ

เรื่องราว “กาแฟ” ของแต่ละประเทศ มีนัยยะมากกว่าเครื่องดื่มธรรมดาทั่วไป ทั้งสัญลักษณ์ของการแบ่งชนชั้น จุดเชื่อมกันของคนในสังคม ตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจสำคัญของบางประเทศ ฯลฯ

นอกจากนี้กาแฟยังถูกนำไปต่อยอดเป็นเมนูที่หลากหลาย ด้วยส่วนผสมและกรรมวิธีต่างๆ ที่ยกระดับให้ “กาแฟ” กลายเป็นเครื่องดื่มที่ยอดเยี่ยมมากกว่าเดิม เสมือนงานศิลปะมีชีวิต ดังคำกล่าวที่ว่า

“Coffee – the favorite drink of the civilized world.”

Thomas Jefferson
มือใหม่อยากดริปกาแฟต้องมีอะไรบ้าง บทความนี้มีคำตอบ

มือใหม่อยากดริปกาแฟต้องมีอะไรบ้าง บทความนี้มีคำตอบ

ปัจจุบันนี้เรียกได้ว่ากระแสของการดริปกาแฟได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในบ้านเรา เชื่อว่าหลายๆ คนต้องเคยได้ยินกันอยู่บ่อยๆ และอาจเกิดความสงสัยว่ามันแตกต่างจากกาแฟทั่วไปอย่างไร วันนี้เรามีคำตอบมาให้

จริงๆ แล้วการดริปกาแฟ คือชื่อของวิธีการชงแบบ Pour-Over หรือ Filter Brewers ซึ่งเป็นวิธีการชงกาแฟที่ไม่ต้องใช้เครื่องชงหรืออุปกรณ์ที่ตายตัว ใช้เพียงแค่น้ำไหลผ่านผงกาแฟและตัวกระดาษกรองเท่านั้น ในอดีตการดริปกาแฟเป็นที่นิยมในทวีปยุโรป สแกนดิเนเวีย เกาหลี และญี่ปุ่น โดยการดริปกาแฟสามารถที่จะดึงรสชาติของกาแฟคั่วบดออกมาได้เป็นอย่างดี 

ปัจจัยของการดริปกาแฟให้อร่อยนั้นมีเทคนิคที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น การคัดสรรคุณภาพของเมล็ดกาแฟที่ต้องผ่านการคั่วสดใหม่เสมอ หรือขั้นตอนการเก็บเมล็ดกาแฟที่ก็ถือว่าสำคัญเพราะต้องเก็บในภาชนะที่ถูกห่อปิดอย่างสนิท ไม่ให้อากาศและความชื้นผ่านเข้าไปโดนเมล็ดกาแฟได้ เพราะจะทำให้เสียรสชาติ รวมถึงอุณหภูมิของน้ำ ความละเอียดในการบดเมล็ดกาแฟที่ปัจจัยทุกอย่างต้องสอดคล้องกันจนทำให้เกิดรสชาติที่ลงตัวมากที่สุด

สำหรับมือใหม่ที่กำลังสนใจในการดริปกาแฟทานเองแล้ว สามารถเริ่มต้นเรียนรู้วิธีการได้ง่ายๆ ตั้งแต่ขั้นตอนการทำ ไปจนถึงอุปกรณ์ที่วันนี้ Kaidee จะมาแนะนำว่ามือใหม่ที่เริ่มต้นการดริปกาแฟควรจะมีอะไรบ้าง พร้อมเทคนิคต่างๆ ที่จะทำให้คุณดื่มด่ำกาแฟแก้วโปรดฝีมือตัวเองได้ที่บ้านอย่างง่ายๆ 

1. เมล็ดกาแฟ

นับว่าเป็นส่วนสำคัญที่สุดส่วนหนึ่ง เพราะรสชาติกาแฟจะเป็นยังไงต้องขึ้นอยู่กับเมล็ดกาแฟ ซึ่งหลักๆ เมล็ดกาแฟที่ใช้ในวิธีการดริปจะเป็นเมล็ดพันธุ์อราบิก้า แต่ถ้าชอบโทนเปรี้ยวๆ ผลไม้หน่อยๆ ลองดูเมล็ดจาก Ethiopia หรือ Kenya หรือเมล็ดกาแฟไทยที่เดี๋ยวนี้มีให้เลือกอีกเพียบ อันนี้ก็แล้วแต่คนชอบที่ต้องลองเท่านั้นถึงจะรู้รสชาติที่ตัวเองชื่นชอบได้ดีที่สุด

ปัจจัยสำคัญที่จะทำให้รสชาติกาแฟออกมาดี คือความสดใหม่ของเมล็ดกาแฟ ยิ่งถ้าหากบดเมล็ดกาแฟเองก่อนชงได้ก็จะยิ่งสร้างรสชาติและมิติให้กับกาแฟของคุณได้มากยิ่งขึ้น ควรใช้เมล็ดกาแฟคั่วอ่อน – ปานกลาง ซึ่งยังมีรสชาติหวานและความเปรี้ยวหลงเหลืออยู่ ไม่ขม เมื่อทานแล้วจะได้กลิ่นและรสชาติของกาแฟสายพันธุ์นั้น เพราะถ้าหากใช้กาแฟคั่วเข้มมากเกินไป กลิ่นและรสจะจางหายจนเหลือแต่ความขม ซึ่งลักษณะการคั่วและการบดละเอียดของเมล็ดกาแฟก็ขึ้นอยู่กับความชอบส่วนบุคคลที่สามารถปรับเปลี่ยนและหารสชาติที่ชอบได้ตามต้องการ

2. เครื่องบดเมล็ดกาแฟ

อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญในความอร่อยของกาแฟที่ขึ้นอยู่กับความสม่ำเสมอและการปรับระดับของความละเอียดของเมล็ดกาแฟในการบด ซึ่งมีให้เลือกแบบทั้งเครื่องบดเมล็ดกาแฟแบบมือหมุน หรือเครื่องบดแบบไม้ทรงวินเทจที่สะดวกต่อการเคลื่อนย้าย ควรจะใช้เครื่องบดเมล็ดกาแฟที่เหมาะสมกับการดริป ลักษณะความละเอียดของเมล็ดกาแฟให้อยู่ประมาณน้ำตาลทรายขาว เวลาที่เอานิ้วหยิบขึ้นมายังให้ความรู้สึกผิวสัมผัสที่เป็นเม็ด ไม่ละเอียดเกินไปจนเหมือนแป้ง และควรจะบดเมล็ดให้ได้ความละเอียดที่เท่ากัน

ซึ่งอัตราส่วนปริมาณของกาแฟและน้ำที่ใช้ในการดริปนั้นต้องมีสัดส่วนที่พอดี หากใส่น้ำมากไปก็จะทำให้รสชาติของกาแฟนั้นจางลง อัตราส่วนที่จะทำให้ได้รสชาติของกาแฟที่ดีที่สุดที่แนะนำจะอยู่ที่ กาแฟ 1 กรัม ต่อน้ำ 15-17 กรัม โดยสามารถปรับปริมาณของน้ำได้ตามความชอบของแต่ละคน

3. กระดาษกรอง (Filter)

รสชาติของกาแฟจะเป็นอย่างไร กระดาษกรองถือว่ามีส่วนสำคัญเป็นอย่างมาก ซึ่งหลักๆ จะมีทั้งกระดาษกรองสีขาวและสีน้ำตาล มีขนาดให้เลือกคือ 01 เหมาะสำหรับ 1-2 แก้ว และ 02 เหมาะสำหรับ 3-4 แก้ว โดยก่อนที่จะทำการดริปทุกครั้งควรใช้น้ำร้อนเทลงบนกระดาษกรองทิ้วไว้สักครู่ เพื่อเป็นการลดกลิ่นและทำความสะอาด 

4. กาดริปกาแฟ

หัวใจหลักของการดริปที่ดีควรเลือกใช้เป็นกาดริปกาแฟที่มีการเก็บและระบายความร้อนของน้ำได้เป็นอย่างดีในระดับหนึ่ง ให้สายน้ำที่ไหลออกมาจากปากของกาดริปต้องมีความสม่ำเสมอ ควบคุมน้ำหนักได้ดี ซึ่งขึ้นอยู่กับความถนัดของผู้ใช้งานว่าชอบและเหมาะสมกับกาชนิดไหนมากที่สุด

การเทน้ำถือว่าเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อรสชาติของกาแฟ ช่วงแรก Pre-infusion ค่อยๆ เทน้ำจากกา โดยเริ่มเทจากกตรงกลางแล้ววนออกด้านนอก ให้กาแฟพอชุ่มน้ำ ค่อยๆ หยดและเร่งความเร็วขึ้น แล้วรอเวลาประมาณ 30-45 วินาที เพื่อให้กาแฟคลายแก๊ส 

ช่วงกลางเร่งความเร็วในการเทและแรงขึ้นให้ได้น้ำเยอะที่สุด ซึ่งช่วงนี้น้ำกาแฟบนดริปเปอร์จะเป็นสีน้ำตาล ค่อยๆ หยดจนน้ำกาแฟที่ได้เริ่มเจือจาง ช่วงท้ายให้เบามือลงและค่อยๆ หยดช้าๆ จนให้ได้ปริมาณน้ำที่ต้องการ

5. ดริปเปอร์ (Dripper)

หลายคนคิดว่าดริปเปอร์อาจเป็นแค่ทางผ่านของน้ำเฉยๆ ที่ไม่ได้มีส่วนสำคัญอะไรมาก แต่ในความจริงแล้วการไหลผ่านของน้ำมีผลต่อรสชาติของกาแฟมากที่สุด ซึ่งควรเลือกใช้ดริปเปอร์ที่ดีมีคุณภาพและถูกออกแบบมาเพื่อการชงได้อย่างเหมาะสม สิ่งสำคัญคือต้องชงง่าย ทำให้น้ำไหลผ่านได้ดี ไม่อั้นน้ำ และสามารถควบคุมการไหลของน้ำได้ มีให้เลือกทั้งแบบพลาสติก เซรามิก และสเตนเลส รวมถึงลักษณะพื้นผิวของดริปเปอร์ที่มีทั้งแบบเป็นร่องลึก เหมาะกับกระดาษกรองที่เรียบ, ดริปเปอร์ที่เรียบ เหมาะกับกระดาษกรองแบบหยัก หรือที่เรียกว่าแบบ Wave และดริปเปอร์ Chemex ใช้กับกระดาษกรองที่เรียบ แต่มีรูขนาดใหญ่ให้น้ำไหลผ่าน

– ดริปเปอร์ที่มีร่องลึก ใช้กับฟิลเตอร์ที่เรียบ

– ดริปเปอร์ที่เรียบ ใช้กับฟิลเตอร์หยัก หรือเรียกว่าแบบ Wave 

– ดริปเปอร์ Chemex ใช้กับฟิลเตอร์ที่เรียบ แต่มีรูให้น้ำไหลขนาดใหญ่

6. แก้วกาแฟ

สิ่งสุดท้ายที่จะขาดไปไม่ได้เลยนั่นก็คือ “แก้วกาแฟ” ซึ่งความจริงแล้วเราสามารถนำแก้วกาแฟธรรมดาที่บ้านมาใช้ก็ได้ แต่ถ้าแบบนั้นมันจะดูธรรมดาไปหน่อย เพราะด้วยสมัยนี้ที่แบรนด์ต่างๆ ได้ออกแบบแก้วกาแฟมาอย่างสวยงาม บวกกับกระแสการแคมป์ปิ้งที่ส่วนหนึ่งคือการดริปกาแฟ แบรนด์สายแคมป์ก็ต่างดีไซน์แก้วกาแฟมาเพื่อตอบโจทย์แต่ละคนได้อย่างตรงสาย เพราะไม่ว่าจะนำไปดริปกาแฟนอกบ้านหรือวางโชว์ภายในบ้านก็ดูลงตัวไปหมดจนคุณไม่อยากหยิบมันออกมาใช้เลยทีเดียว

สรุป

จะเห็นได้ว่าการดริปกาแฟเป็นอีกหนึ่งศาสตร์ที่น่าเรียนรู้ เพราะทุกส่วนผสมและทุกองค์ประกอบจะสามารถทำให้รสชาติของกาแฟเปลี่ยนไปได้ทุกเมื่อ การได้เรียนรู้ด้วยตัวเอง ลองทำสิ่งใหม่ๆ ก็อาจทำให้คุณได้พบรสชาติแปลกใหม่ที่ต่างไปจากเดิมจนกลายเป็นเพิ่มความสนุกในการดริป เพื่อให้คุณค้นพบกาแฟแก้วโปรดในแบบฉบับของตัวเอง

สำหรับมือใหม่ท่านใดที่กำลังสนใจและอยากลองดริปกาแฟ สามารถเข้ามาหาซื้ออุปกรณ์ต่างๆ รวมไปถึงเมล็ดกาแฟได้ที่ Kaidee แหล่งขายของออนไลน์ราคาถูกที่ครอบคลุมสินค้าทุกประเภทที่คุณต้องการ