การออกแบบบ้านในยุคโควิด-19 เป็นอย่างไร ไปดูกัน!

การออกแบบบ้านในยุคโควิด-19 เป็นอย่างไร ไปดูกัน!

โควิด-19 ส่งผลกระทบต่อผู้คนเป็นอย่างมาก และยังนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงในชีวิตประจำวันที่เราไม่ทันตั้งตัว ทั้งอาหารเดลิเวอรี่ที่มีอัตราการเติบโตสูง ไลฟ์สไตล์ของแต่ละคนที่ต้องปรับเปลี่ยน และรูปแบบการทำงานที่บ้าน ที่หลายคนปรารถนามาแสนนาน

“การเปลี่ยนแปลงทั้งหมดนี้ส่งผลให้ผู้คนต้องอยู่บ้านมากขึ้น ในระยะเวลาที่นานขึ้น”

นอกจากพื้นที่พักผ่อนยามค่ำคืน บ้านยังต้องผสมผสานระหว่างศูนย์รวมความบันเทิง และพื้นที่การทำงานเข้าไว้ด้วยกัน การออกแบบบ้านในปี 2021 เป็นต้นไปนี้ จึงต้องคำนึงถึงข้อนี้เป็นหลัก

การออกแบบบ้านในยุคโควิด-19 เป็นอย่างไร

วันนี้ kaidee property ขอเชิญชวนผู้อ่านทุกคนมาดูเทรนด์การออกแบบบ้านที่เปลี่ยนไปเพราะสถานการณ์โควิด-19 ในปัจจุบัน หากใครอ่านจบแล้ว ก็สามารถนำไปเป็นไอเดียการออกแบบบ้านใหม่ หรือรีโนเวทบ้านหลังเดิมของคุณได้ทันที

แต่ก่อนอื่นเลย ต้องบอกสักนิดว่าเทรนด์เหล่านี้ล้วนมาจากต่างประเทศแทบทั้งสิ้น หากจะนำมาปรับใช้กับที่อยู่อาศัยในประเทศไทย อาจจำเป็นต้องมีการปรับเปลี่ยนสักเล็กน้อย แต่ถึงอย่างไร ก็ถือเป็นแนวทางเริ่มต้นในการออกแบบบ้านที่ดีไม่น้อยเลย

Wood Bagot และการออกแบบบ้านที่ปรับเปลี่ยนพื้นที่ได้ตามใจชอบ
ขอบคุณภาพจาก Builder News

พื้นที่บ้านที่ปรับเปลี่ยนได้ดั่งใจต้องการ

เรื่องแรกที่สำคัญที่สุดคือเรื่องของพื้นที่ภายในบ้าน เพราะอย่างที่กล่าวไป ผู้คนต้องหันมาใช้ชีวิตภายในบ้านมากขึ้น ซึ่งหมายความว่า 1 ห้องภายในบ้านจะต้องทำหน้าที่มากกว่า 1 อย่าง

ห้องนั่งเล่นอาจกลายเป็นห้องรับแขก และห้องทำงานในเวลากลางวัน หรือฟิตเนสในตอนเย็น ก่อนที่จะกลายเป็นศูนย์รวมความบันเทิงครบวงจรในตอนกลางคืน

นั่นหมายความว่า พื้นที่ภายในห้องเหล่านี้จะต้องกว้างขวาง อีกทั้งมีความยืดหยุ่น และสามารถปรับเปลี่ยนไปตามความต้องการของผู้ใช้งาน หรืออาจถึงขั้นเพิ่มลดขนาดของห้องได้อย่างอิสระเลยทีเดียว ฉากกั้นห้องอาจตอบโจทย์ในเรื่องนี้ได้พอตัว

แต่หากจะนึกถึงงานออกแบบที่ฉีกกรอบเรื่องของการเพิ่มลดขนาดห้องได้อย่างอิสระ Wood Bagot ถือเป็นตัวอย่างในเรื่องนี้ได้เป็นอย่างดี ด้วยดีไซน์เรียบง่าย แต่แฝงด้วยฟังก์ชันสุดล้ำคือคุณสามารถเลื่อนกำแพงไปมาเพื่อปรับขนาดของแต่ละห้องได้ตามใจชอบ

นอกจากจะเพิ่มประโยชน์ใช้สอยให้พื้นที่ภายในบ้านเพิ่มมากขึ้นแล้ว ยังเป็นการประหยัดการใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์เชื่อมต่อของแต่ละห้องอีกด้วย

พื้นที่กลางแจ้งที่ส่วนตัว เพลงใหม่ Getsunova

ต่อให้สถานการณ์ในปัจจุบันจะเป็นอย่างไร ธรรมชาติกับมนุษย์ก็เป็นสิ่งที่แยกจากกันไม่ได้อยู่ดี ยิ่งในเวลาที่ทุกสิ่งไม่เป็นใจเช่นนี้ เราอาจยิ่งโหยหาธรรมชาติมากขึ้นก็เป็นได้

การออกแบบบ้านต่อจากนี้ไปจึงให้ความสำคัญกับพื้นที่บริเวณรอบบ้าน โดยการนำพื้นที่กลางแจ้งมาผสานเข้ากับตัวบ้านให้ลงตัวมากขึ้น หน้าที่ของนักออกแบบคือการผนวกสองพื้นที่นี้ให้เข้ากันแบบไร้รอยต่อมากที่สุด เพื่อให้ผู้อยู่อาศัยไม่ถูกตัดขาดจากธรรมชาติ

พื้นที่กลางแจ้งภายในบ้านจะยิ่งมีบทบาทมากยิ่งขึ้น
ขอขอบคุณภาพจาก Street Easy

สิ่งที่เราจะเห็นได้ชัดในงานออกแบบประเภทนี้คือ ลานหน้าบ้านที่ต่อเข้าโดยตรงห้องรับแขก สวนหย่อมขนาดเล็กหลังบ้าน หรือระเบียงกว้างหน้าห้องนอนที่สามารถเปิดรับบรรยากาศในยามเช้า

Working from Home Design

แน่นอนว่าสถานการณ์ปัจจุบันบีบคั้นให้หลายบริษัทต้องเริ่มนำนโยบายการ Work From Home มาใช้อย่างเร่งด่วน ซึ่งหากยังจำกันได้ เราจะเคยได้ยินเสียงโอดครวญจากบรรดาพนักงานในช่วงแรกของการทำงานที่บ้าน เพราะไม่ใช่ทุกคนที่สภาพแวดล้อมของบ้านจะเหมาะสมต่อการทำงาน อีกทั้งการทำงานที่โต๊ะกินข้าวตลอดทั้งวันก็ไม่ใช่อะไรที่เจริญหูเจริญตานัก

พื้นที่ทำงานและพื้นที่อยู่อาศัยคือคนละส่วนกันอย่างสิ้นเชิง

ด้วยเหตุนี้ บ้านจึงต้องถูกออกแบบให้สอดรับกับการทำงานแบบ Remote (ทางไกล) มากยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นที่แน่นอนแล้วว่า Remote Working จะกลายเป็นมาตรฐานของการทำงานในอนาคต เราจะเห็นดีไซน์การออกแบบบ้านห้องทำงานที่ดูมีมิติมากยิ่งขึ้น สามารถใช้สอยประโยชน์ได้อย่างเต็มที่

Buried Studio ไอเดียห้องทำงานสุดล้ำ
ขอบคุณภาพจาก Architizer

หรือจะเป็นตัวอย่างการออกแบบนี้จากนักออกแบบชาวบราซิลกับผลงานที่มีชื่อว่า “สตูดิโอจมธรณี” (Buried Studio) ซึ่งจับห้องทำงานมาฝังไว้ท่ามกลางธรรมชาติได้อย่างสวยงามลงตัว รวมกันออกมาเป็น Home Office ที่ดูโดดเด่นภายใต้ความกลืนไปกับธรรมชาติ

Mudroom ที่ไม่ได้แปลว่าห้องโคลน

พื้นที่ระหว่างประตูกับส่วนอื่นของบ้านจะได้รับความสำคัญมากขึ้น

คนไทยอาจไม่ค่อยคุ้นชินกับคำนี้สักเท่าไร ด้วยความที่ห้องดังกล่าวไม่เป็นที่พบเห็นในบ้านในประเทศไทยเท่าไรนัก

Mudroom คือห้องหรือพื้นที่ขนาดเล็กที่ติดกับประตูทางเข้าบ้าน เป็นส่วนที่มีไว้ให้ผู้อยู่อาศัยหรือแขกถอดเก็บรองเท้า แขวนเสื้อคลุมก่อนเข้าตัวบ้าน ซึ่งบ้านในประเทศไทยมักไม่ค่อยแยกพื้นที่นี้ออกจากห้องรับแขก แต่หากดูสไตล์การออกแบบบ้านในต่างประเทศ เราจะเห็น Mudroom แยกออกมาเป็นอีกห้องหนึ่งเลยทีเดียว

ด้วยความที่สุขอนามัยเป็นเรื่องสำคัญในปัจจุบัน Mudroom จึงได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้น เพราะถือเป็นพื้นที่ให้เราได้จัดการตัวเอง ทั้งถอดรองเท้า เก็บสัมภาระ หรือแม้แต่การทำความสะอาดตัวเองก่อนเข้าสู่ตัวบ้าน

Home Fitness สุขภาพดีเริ่มได้ที่บ้าน

แม้ว่าการออกไปนอกบ้านจะเป็นเรื่องลำบาก แต่การสะสมตัวของไขมันกลับง่ายกว่าที่ใครหลายคนคาดคิด เพราะฉะนั้น เรื่องของสุขภาพจึงเป็นเรื่องที่ไม่ควรละเลย

เมื่อฟิตเนสหรือสวนสาธารณะไม่ใช่คำตอบ การเปลี่ยนบ้านให้กลายเป็นยิมส่วนตัวจึงดูเป็นหนทางเดียวที่เราจะรักษาสุขภาพได้ พื้นที่ภายในบ้านจึงต้องกว้างขวางพอที่จะตอบรับการเคลื่อนไหวร่างกายได้อย่างอิสระ

และยังรวมถึงเทคโนโลยีที่ช่วยส่งเสริมการออกกำลังกาย อย่างระบบเสียงและความคมชัดของภาพ ก็เป็นสิ่งที่เริ่มมีความจำเป็นมากขึ้นเพื่อตอบสนองเทรนด์การออกกำลังกายที่บ้าน (Work out from Home) ที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งรวมถึงเทรนด์อย่าง Online Trainer หรือการฝึกกับเทรนเนอร์ผ่าน Video Calling ด้วย

สีแนวเอิร์ธโทนกำลังมาแรง

คงไม่มีใครปฏิเสธว่า สีของตัวบ้านสามารถสื่อสารอารมณ์ความรู้สึกที่แตกต่างกันออกไป สีสว่างจะช่วยให้ตัวบ้านดูมีสีสันตลอดเวลา ส่วนสีโทนมืดจะให้ผลลัพธ์ในเชิงตรงกันข้าม คือให้ความรู้สึกสุขุมนุ่มลึก สงบเรียบร้อยภายในบ้าน

สีเอิร์ธโทน
สีเอิร์ธโทนทำให้เรามีสมาธิและความผ่อนคลาย

ผู้เชี่ยวชาญการออกแบบบ้านชื่อดังอย่าง Natasha Bradley เสนอให้มีการใช้สีเอิร์ธโทนในการตกแต่งบ้าน เพราะสีโทนนี้มีประโยชน์มากกว่าที่ใครหลายคนคิด เป็นโทนสีที่ช่วยสร้างเสริมสมาธิในการทำงาน และช่วยสร้างความผ่อนคลาย มอบความเย็นตาให้กับผู้มอง โดยแนวคิดมาจากเทรนด์การทำงานที่ผู้คนต้องทำงานที่บ้านมากขึ้นนั่นเอง

เพิ่มอากาศบริสุทธิ์ด้วยระบบฟอกอากาศ

ส่วนเรื่องสุดท้ายนี้ อาจไม่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์โควิด-19 เพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของคุณภาพอากาศภายในประเทศที่ย่ำแย่มาสักพักหนึ่งแล้ว หากปล่อยไว้อย่างนี้ต่อไป ไม่รู้ว่าจุดจบจะเป็นภูมิแพ้หรือโควิด-19 ก่อนกัน

ด้วยเหตุนี้ ผู้คนจึงมองหาตัวช่วยที่อย่างน้อย จะทำให้อากาศที่ไหลเวียนเข้ามาภายในบ้านเป็นอากาศบริสุทธิ์ เราจะพบเห็นการติดตั้งเครื่องฟอกอากาศภายในบ้านมากขึ้น หรือการที่ผู้คนเลือกใช้เครื่องปรับอากาศที่มีระบบฟอกอากาศในตัวเครื่อง มากกว่าระบบปรับอากาศแบบเดิมๆ

เครื่องฟอกอากาศ
อากาศดี เป็นใครก็ชอบ

จะดีกว่าไหม ถ้ามีตัวช่วยเรื่องการออกแบบ

สถานการณ์โควิด-19 ที่อยู่กับเรามาร่วมปีนั้น ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงมากมาย หนึ่งในนั้นคือเรื่องของการออกแบบบ้านให้สอดรับกับความปลอดภัย และตอบสนองต่อการอยู่อาศัยมากขึ้น ทั้งการใช้สอยพื้นที่ให้เกิดประโยชน์มากขึ้น การให้ความสำคัญกับพื้นที่รอบบ้าน หรือการใช้สีเพื่อเสริมสร้างบรรยากาศด้านบวกภายในตัวบ้าน

แต่ไม่ว่าเทรนด์การออกแบบบ้านของคุณจะเป็นอย่างไร หากคุณต้องการตัวช่วยในเรื่องการออกแบบ ไม่ว่าจะเป็นวัสดุอุปกรณ์ หรือของใช้แต่งบ้านเพิ่มเติม เราขอแนะนำให้แวะที่ kaidee.com เพราะมีครบทั้งของใช้ ของแต่งบ้าน หรืออยากได้บ้านใหม่ทั้งหลังก็เข้าไปดูได้เลย

ทำอย่างไรให้คุณมีความสุขกับ Work From Home มากขึ้น

ทำอย่างไรให้คุณมีความสุขกับ Work From Home มากขึ้น

ความฝันที่ว่าจะได้ทำงานที่บ้านเป็นจริงสักที

การทำงานที่บ้านหรือ Work From Home น่าจะเป็นสิ่งที่ใครหลายคนถามหามาทั้งชีวิต ด้วยการที่ได้ตื่นเกือบ 9 โมงของเช้าวันจันทร์ ลุกออกจากเตียงอย่างต๊ะต่อนยอนไปแปรงฟัน ล้างหน้า จะอาบน้ำหรือไม่ก็แล้วแต่คุณ เดินไปเปิดคอมพิวเตอร์พร้อมกับขนมปังปิ้ง 2 แผ่นและกาแฟร้อนๆ ที่ดริปเองกับมือ และคุณก็เริ่มงาน

ความฝันช่างหอมหวาน แตกต่างกับความเป็นจริงเหลือเกิน เพราะแค่เข้าเดือนที่ 4 หรือ 5 ของการ Work From Home คุณก็แทบกระอักเลือด หมดอาลัยตายอยากอยู่ในบ้าน ก็เพราะมันน่าเบื่อเกินไป เครียดและเหงาเกินไป มนุษย์ซึ่งเป็นสัตว์สังคมอยู่แล้วคงไม่สามารถทนต่ออะไรแบบนี้ได้นานเท่าไร

จะสร้างความสุขกับ Work from Home อย่างไร

แม้สถานการณ์ปัจจุบันจะถือว่าดีขึ้นมากแล้ว ถึงกระนั้นความเสี่ยงก็ยังคงมีอยู่ ซึ่งบริษัทห้างร้านบางแห่งก็ยังคงไว้ซึ่งมาตรการ Work from Home เพื่อความปลอดภัยของพนักงานเอง

แต่สำหรับใครหลายคน การต้องทำงานที่บ้านต่อไปอีกเดือนเป็นเรื่องเลวร้ายพอๆ กับความเจ็บช้ำทางการเงินที่ต้องเจอเดือนละ 2 ครั้ง

ถึงกระนั้น มันก็ยังพอมีวิธีที่จะทำให้การ Work from Home หรือการทำงานที่บ้านของคุณมีความสุขมากขึ้น และคุณอาจจะรู้สึก “สนุก” ไปกับมันอีกด้วย

แยกพื้นที่ทำงานออกจากส่วนอื่นๆ ของบ้าน

เมื่อถามถึงการทำงานที่บ้าน ใครหลายคนมักให้คำตอบว่า พวกเขาทำงานบนโซฟาในห้องนั่งเล่น หรือทำงานในห้องนอนของพวกเขาเอง ในกรณีที่หนักกว่าคือ การทำงานบนเตียงนอน ซึ่งการทำงานแบบนี้ส่งผลเสียต่อสมาธิของเรา เพราะการทำงานบนโซฟา อาจจะทำให้เราเผลอหยิบรีโมททีวีที่วางใกล้ๆ กันมาเปิดดูรายการตอนบ่าย ซึ่งรู้ตัวอีกทีก็ผ่านไปชั่วโมงกว่าแล้ว หรือการทำงานบนเตียงก็อาจทำให้เราผลอยหลับไปไม่รู้ตัว เสียงานเสียเวลาไปโดยใช่เหตุ

การไม่มีพื้นที่เพื่อการทำงานโดยเฉพาะ ทำให้เราไม่สามารถแบ่งแยกระหว่างการทำงานและกิจกรรมอื่นๆ ได้ 100 เปอร์เซ็นต์เต็ม สิ่งที่เราควรทำจึงเป็นการจัดสรรพื้นที่การทำงานที่บ้านให้กับตัวเองโดยเฉพาะ เพราะจะทำให้คุณอุทิศเวลาและสมาธิกับการทำงานได้ดีกว่า

จัดพื้นที่ให้การทำงานภายในบ้านของคุณโดยเฉพาะ

หากคุณมีห้องหับภายในบ้านที่ยังว่างโล่งอยู่ คุณอาจเลือกใช้เป็นห้องทำงานของคุณได้ หรืออย่างน้อย มองหาพื้นที่ภายในบ้านที่มีขนาดกว้างและปราศจากการรบกวนจากปัจจัย ทั้งภายในและภายนอกบ้าน 

สิ่งที่สำคัญที่สุดที่คุณควรพิจารณาคือ การที่คุณจะสามารถทำงานได้อย่างสงบ ไม่โดนรบกวนจากคนในบ้านหรือสภาพแวดล้อมรอบตัวคุณ

และไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด จงหลีกเลี่ยงการตั้งโต๊ะทำงานภายในห้องนอนโดยเด็ดขาด เพราะนั่นแทบไม่ต่างจากการเอาเนื้อไปวางบนปากสิงโต และบอกมันว่าอย่ากิน

ยังเหมือนเดิม ยังไงก็ยังอย่างนั้น

ไม่ใช่อาการอกหักของวงบอดี้แสลม แต่เป็นเรื่องของกิจวัตรประจำวันของเราที่ควรจะเป็น

เมื่อไม่ต้องไปทำงานที่ออฟฟิศ หลายคนมักตื่นสายขึ้น คุณอาจลุกขึ้นไปล้างหน้าและแปรงฟัน แต่ยังอยู่ในชุดนอนของตัวเองไปจนถึงบ่ายแก่ๆ การกระทำเช่นนี้จะส่งผลให้สมองไม่ตื่นตัว ไม่มีความกระตือรือร้นที่จะเริ่มทำงาน เพราะสภาพแวดล้อมและการกระทำของคุณแตกต่างออกไปจากวันที่ต้องตื่นไปทำงาน และสมองของคุณอาจกำลังกระซิบข้างหูคุณ ที่กำลังซึมเซาอยู่ในชุดนอนเบาๆ ว่า

“ไหนๆ ก็ใส่ชุดนอนอยู่แล้ว หลับต่ออีกหน่อยจะเป็นไร”

เพราะฉะนั้น สิ่งที่เราควรทำคือ ตื่นนอนในเวลาเดียวกันกับวันที่เราต้องเดินทางไปทำงานที่บริษัทหรือออฟฟิศ ลุกขึ้นมาอาบน้ำและจัดการตัวเองให้เรียบร้อย และใส่ชุดที่สามารถสวมใส่ออกไปข้างนอกได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นยูนิฟอร์มของที่ทำงาน แต่อาจเป็นชุดกึ่งทางการหรือชุดที่ให้ความรู้สึกกระฉับกระเฉงและกระตือรือร้น

มีกิจวัตรประจำวันให้เหมือนกับการไปทำงานที่บริษัท

ใจความสำคัญคือ เราต้องการกระตุ้นสมองของเรา ให้รู้สึกเหมือนกับว่าเรากำลังออกไปทำงานที่บริษัท ไม่ใช่ที่บ้าน นอกจากจะช่วยให้เรารู้สึกกระตือรือร้นกับการทำงานมากขึ้นอย่างน่าเหลือเชื่อแล้ว การมีกิจวัตรก่อนเริ่มงานเช่นนี้ยังช่วยให้เราพร้อมต่อสถานการณ์ที่ไม่ทันตั้งตัวอาทิ การประชุมด่วนหรือการวิดีโอคอลกับลูกค้ากะทันหันอีกด้วย

นอกจากนี้ ยังมีวิธีที่เรียกว่า “Fake Commute” หรือเรียกในภาษาท้องถิ่นว่า “แกล้งๆ เดินทาง” เป็นวิธีที่ใครหลายคนเลือกใช้ เพื่อให้เกิดความรู้สึกของการ “ไปทำงาน” จริงๆ โดยบางคนอาจออกไปเดินรอบละแวกบ้านเป็นเวลา 10-15 นาทีต่อวัน อาจเดินไปดื่มกาแฟกับร้านที่อยู่ไกลบ้านไปอีกหน่อย หรืออาจขับรถไปซื้อของก่อนกลับมาทำงาน  ซึ่งจะช่วยให้เราตื่นตัวต่อการทำงานได้ไม่แพ้กัน

มีตารางชีวิตที่แน่นอน

อีกหนึ่งความท้าทายของการ Work From Home คือการที่เราไม่ต้องทำตามตารางเวลาของบริษัท ส่งผลให้วันทั้งวันของเรา ถ้าไม่ดูยุ่งเหยิงไปเลย ก็จะกลายเป็นว่างเปล่าไปอย่างสิ้นเชิง  ซึ่งการที่เราไม่รู้จะเริ่มทำอะไรในแต่ละวันย่อมส่งผลให้การทำงานของเรายังย่ำอยู่กับที่ และไม่ได้ชิ้นงานที่สมควรจะได้ในแต่ละวัน

แม้ว่าการมีภาพลักษณ์ที่พร้อมต่อการทำงานจะช่วยเราเป็นอย่างมาก ดังที่ได้กล่าวไปในข้อที่แล้ว การมีตารางเวลาและการจัดการชีวิตที่แน่นอนก็จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเราเช่นกัน ลองวางตารางการตื่นนอน การรับประทานอาหาร ตารางการทำงานหรือส่งงานหัวหน้า รวมถึงตารางพักเบรคในแต่ละช่วงวัน จะทำให้เรารู้ว่าชั่วโมงนี้ของวันนี้ เราควรทำอะไร และมีงานอะไรบ้างที่ควรทำเสร็จก่อนวันพรุ่งนี้

นอกจากตารางการทำงาน คุณอาจลองวางตารางการออกกำลังกาย การนั่งสมาธิ หรืองานอดิเรกระหว่างวันของคุณด้วยก็ได้ เพราะการ Work From Home หมายถึงการไม่ต้องเดินทางไปที่อื่น ทำให้พอมีเวลาจากการเดินทางมาทำกิจกรรมดังกล่าวได้แน่นอน และกิจกรรมเหล่านี้จะช่วยให้คุณมีสภาพจิตใจที่พร้อมต่อการทำงานอย่างไม่น่าเชื่อเลยทีเดียว

มีปฏิสัมพันธ์กับโลกภายนอกให้บ่อยขึ้น

หากเป็น 3-4 เดือนก่อน การออกไปนอกบ้านยังคงเป็นเรื่องที่ไม่ควรทำเท่าไร จากสถานการณ์ในขณะนั้น แต่กับสถานการณ์ปัจจุบันที่แม้จะไม่ได้ใกล้เคียงสภาวะปกติเลย แต่ก็ถือว่าอยู่ในระดับที่ดีเพียงพอที่เราจะให้รางวัลตัวเอง ที่ต้องอยู่ภายในบ้านมาเป็นเวลาหลายเดือน

ลองหาเวลาสัก 1-2 วันในสัปดาห์ออกมานั่งทำงานในร้านกาแฟ หรือร้านขนมใกล้บ้านของคุณเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศการทำงานของตัวเอง เป็นการชาร์จพลังและลดความ “อุดอู้” จากการอยู่แต่ในบ้านได้เป็นอย่างดี

และในช่วงวันศุกร์หรือวันหยุดสุดสัปดาห์ ลองหาเวลาออกไปทำกิจกรรมกับเพื่อนฝูง ไม่ว่าจะเป็นการเดินเล่นหรือออกกำลังกายในสวนสาธารณะ หรือเลือกนัดกันมาพูดคุยหรือทำงานที่ร้านกาแฟสัก 1 วันในสัปดาห์ เมื่อเสร็จงาน อาจชวนกันไปเดินตลาดนัด ก็ดูเป็นไอเดียที่ดีในการลดความตึงเครียดจากการทำงาน

“เล่น Facebook ให้มากขึ้นซิ”

หากเป็นเมื่อก่อน คำพูดนี้คงฟังดูแปลกไม่เบา เพราะคงไม่มีใครอยากแนะนำให้คนอื่นติดโซเชียลมีเดียให้มากขึ้น แต่ไม่ใช่กับปีนี้แน่นอน หากเราไม่สามารถนัดเจอเพื่อนได้ตามปกติ การมีปฏิสัมพันธ์กับพวกเขาบนโลกออนไลน์ ทั้งคอมเมนต์ ไลก์หรือวิดีโอคอล จะช่วยสมานรอยแผลที่เกิดจากความเหงาและการต้องอยู่คนเดียวได้

ข้อสุดท้ายที่สำคัญที่สุด เลิกงานคือเลิกกัน!

“อะไรที่มากเกินไป ก็ไม่ใช่เรื่องดีทั้งนั้น”

การทำงานก็เช่นกัน แม้ว่าเราจะรักการทำงานมากแค่ไหน สุดท้ายเราก็ควรให้เวลากับตัวเองบ้างเหมือนกัน โดยเฉพาะการ Work from Home

ในขณะที่การทำงานในออฟฟิศยังมีเวลาให้ปรับตัว คือถึงบ้านเมื่อไร เวลาส่วนตัวของเราจึงเริ่มขึ้น แต่การทำงานที่ตัวเราอยู่ที่บ้านอยู่แล้ว มีเส้นแบ่งระหว่างการทำงานและเวลาส่วนตัวที่อยู่ห่างกันเพียงไม่กี่ก้าว หรือบางทีก็แทบไม่มีเลยด้วยซ้ำ จึงเป็นเรื่องสำคัญที่เราควรสร้างมันขึ้นมาด้วยตัวเอง

หากคุณเลิกงานปกติที่ 6 โมงเย็น อยากให้คุณเข้าใจว่าช่วงเวลา Work from Home ของคุณจะต้องหยุดที่ 6 โมงเย็นเช่นกัน เพื่อป้องกันการทำงานเกินขนาด (Overworking) ปล่อยตัวเองไปกับการพักผ่อนหรือกิจกรรมพึงปรารถนาของตัวเองเช่น การเล่นเกมนินเทนโด ซีรีย์ที่คุณยังดูไม่จบ หรืองานอดิเรกที่คุณอยากกลับไปทำ

การกระทำเช่นนี้จะทำให้คุณรู้จักการแบ่งขอบเขตของการทำงานและการพักผ่อนที่ชัดเจน เพราะส่วนใหญ่แล้ว ผู้คนที่ไม่มีความสุขกับการ Work from Home มักมีสาเหตุมาจากการที่พวกเขาแยกไม่ออกว่าเวลาใดคือเวลาทำงาน และเวลาใดคือการพักผ่อนของตัวเอง

Work from Home ก็เหมือนกับดาบสองคม

ในขณะที่เราไม่ต้องตื่นเช้าเพื่อเดินทางไปทำงาน ไม่ต้องแต่งยูนิฟอร์มของบริษัท และไม่ต้องทำตัวเคร่งครัดเหมือนกับอยู่ในที่ทำงาน การที่ไม่มีใครมาคอยดูแลการทำงานของเราย่อมหมายถึงการที่เราต้องสร้างกฎระเบียบให้กับตัวเอง และใช้วินัยของเราในการทำตามกฎเหล่านั้น เพื่อให้เรายังสามารถผลิตงานได้อย่างมีประสิทธิภาพดังเดิม แต่การทำงานมากเกินไป โดยเฉพาะเมื่ออยู่กับบ้าน ที่ไม่มีขอบเขตว่าคุณต้องเลิกทำงานเมื่อใด ก็อาจทำให้คุณอ่อนล้ากว่าปกติ และหากรุนแรงมากขึ้น อาจนำไปสู่สภาวะหมดไปในการทำงาน (Burnout Syndrome) ในที่สุด

เพราะฉะนั้น หากคุณจะได้รับอะไรอีกสักอย่างจากบทความนี้ ขอให้มันเป็น “ความพอดี” ในการทำงานของคุณก็แล้วกันครับ ผมและทุกๆ คนที่ Kaidee ขอเป็นกำลังใจให้กับการทำงานที่บ้านของทุกคน แม้จะไม่ใช่ปีที่ดีที่สุด แต่ก็ขอให้มันเป็นปีที่คุณได้เรียนรู้อะไรเพิ่มเติม และเป็นปีที่คุณมีประสิทธิภาพกับการทำงานมากที่สุดอีกปีหนึ่งครับ