Feb 22, 2021 | บทความยานยนต์
ปัจจุบันกระแสรถยนต์อย่างรถยนต์ไฟฟ้าและรถยนต์ไฮบริดนั้นกำลังมา ซึ่งเป็นที่พูดถึงกันอย่างมากในเรื่องประหยัดพลังงานน้ำมัน อีกทั้งยังช่วยลดมลพิษให้แก่โลกได้อีกด้วย แต่ด้วยเทคโนโลยีนี้เป็นสิ่งที่แปลกใหม่ ทำให้ใครหลาย ๆ คนอาจจะยังไม่กล้าที่จะตัดสินใจมาเลือกซื้อเท่าไรนัก
ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ดี ก่อนที่คุณจะเลือกซื้อ ผมขอแนะนำให้คุณมาลองอ่านบทความนี้เสียก่อนว่า รถยนต์ทั้งสองประเภทที่เรานั้นได้ยินกันมาตลอดในยุคสมัยนี้ ความเป็นจริงแล้วมันช่วยโลกจริงหรือเปล่า ถ้าจริงมันช่วยอย่างไร หรือถ้าไม่ มันจะส่งผลอย่างไรบ้าง??
มาทำความรู้จักรถ Hybrid และรถยนต์ไฟฟ้ากันก่อนดีกว่า
รถยนต์ไฮบริดคืออะไร รถยนต์ Hybrid Car หรือชื่อเต็ม ๆ ก็คือ Hybrid Electric Vehicle (HEV) นั้นเป็นเทคโนโลยีของรถยนต์ที่ผสมผสานการทำงานระหว่างน้ำมันและระบบไฟฟ้า ซึ่งภายในของรถจะมีมอเตอร์ไฟฟ้าและเครื่องยนต์ในการเสริมกำลังขับเคลื่อน ซึ่งรถยนต์ประเภทนี้ยังคงต้องเติมน้ำมันเพื่อเป็นเชื้อเพลิงอยู่ดี แต่จะนำพลังงานไฟฟ้ามาใช้ในบางจังวะ
รถยนต์ไฟฟ้าคืออะไร รถยนต์ไฟฟ้าหรือ EV คือรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าจากแบตเตอรี่เพียงอย่างเดียว ง่าย ๆ ก็คือใช้พลังงานไฟฟ้า 100% นั่นเอง ซึ่งจะเติมพลังงานไฟฟ้าด้วยการชาร์จไฟ ซึ่งใช้เวลาประมาณ 6-8 ชั่วโมง แต่ถ้าชาร์จกับปั้มน้ำมันที่มีแท่นชาร์จเร็วจะใช้เวลาเพียง 2-4 ชั่วโมงเท่านั้น
แล้วรถไฟฟ้ามันชาร์จยังไง?
การชาร์จรถยนต์ไฟฟ้านั้นมีให้เลือกเติมได้อยู่ 2 วิธี
- Normal Charge (AC) เป็นการชาร์จแบบธรรมดา แบบที่ติดตั้งกันตามบ้าน หรือห้างสรรพสินค้า ซึ่งจะใช้เวลาชาร์จประมาณ 4-7 ชั่วโมง
- Quick Charger (DC) เครื่องชาร์จแบบเร็วที่จะทำให้รถยนต์พลังงานไฟฟ้าสามารถเติมได้เต็มได้ภายในระยะเวลาสั้น ๆ ประมาณ 40-60 นาที เท่านั้น
รถยนต์ไฟฟ้านั้นช่วยโลกจริงหรือ??
ถ้าพูดในเรื่องของความรักษ์โลกแล้ว มองดูผิวเผินรถยนต์ไฟฟ้านั้นดูเหมือนจะช่วยโลกได้อย่างมหาศาล เดี๋ยวเราจะมาดูกันว่าก่อนเลยว่าทั้งรถยนต์ไฮบริดและรถยนต์ไฟฟ้ามันช่วยโลกในด้านไหนกันบ้าง และช่วยได้อย่างไร
ความรักษ์โลก
มาเริ่มกันที่ความรักษ์โลกของรถยนต์ไฮบริดและไฟฟ้าก่อนเลย อย่างที่รู้ ๆ กันว่ารถยนต์ทั้งสองประเภทนี้มีความรักษ์โลกอยู่แล้ว ซึ่งจะมีด้านไหนบ้าง ไปดูกันเลย!!
ด้วยความที่รถยนต์ไฟฟ้านั้นไม่ได้ใช้พลังงานจากน้ำมัน ส่วนในรถยนต์ไฮบริดก็ใช้น้ำมันไม่มากเท่าไรนัก ทำให้ลดการเกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ปล่อยออกมาจากท่อไอเสีย หนึ่งในสาเหตุใหญ่ที่ก่อให้เกิดภาวะโลกร้อนอย่างในปัจจุบัน
เนื่องจากรถยนต์นั้นใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ในการขับเคลื่อนมอเตอร์ไฟฟ้า ทำให้ไม่มีการเผาไหม้ของเชื้อเพลิง จึงทำให้ลดการใช้ของเหลวที่ใช้งานร่วมกับเครื่องยนต์ลงไป ไม่ว่าจะเป็น น้ำมันเครื่อง น้ำมันเบรก หรือแม้กระทั่งน้ำมันที่ใช้เติมรถยนต์ ทำให้ปล่อยก๊าซที่ส่งผลมลพิษทางอากาศแทบจะเท่ากับศูนย์เลยก็ว่าได้
แต่ในความรักษ์โลก มันก็ทำลายโลกเช่นเดียวกัน
แน่นอนว่าด้วยระบบเครื่องยนต์และแบตเตอรี่ของทั้งรถยนต์ไฮบริดและรถยนต์ไฟฟ้านั้นจะช่วยในเรื่องของการลดมลพิษทางอากาศได้เป็นอย่างมาก แต่คุณรู้กันหรือไม่?? จริง ๆ แล้วเครื่องยนต์และแบตเตอรี่เหล่านี้ก็ทำลายโลกไปพร้อม ๆ กัน ซึ่งสาเหตุก็มีดังนี้
- ทำลายโลกจากการผลิตแบตเตอรี่
ภัยร้ายที่แท้จริงของรถยนต์เหล่านี้นั้นมาจากตรงนี้เลย ด้วยกระบวนการของการผลิต เพราะแบตเตอรี่และมอเตอร์ไฟฟ้านั้น มีส่วนสำคัญที่ส่งผลให้เกิดมลพิษอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็น อลูมิเนียม ทองแดง นิคเคิล เป็นต้น
นอกจากนี้ส่วนประกอบสำคัญอย่างมากนั่นก็คือ “ลิเทียม” และ “คาร์บอเนต” ซึ่งการที่จะได้มาของสารทั้งสองชนิดนี้จะต้องสกัดจากน้ำเค็มและน้ำจืด และอาจส่งผลให้ใช้น้ำจืดมากเกินไปในการผลิต
- ความจริงของไฟฟ้าที่นำมาเป็นพลังงาน
หากมองในมุมที่กลับกัน ไฟฟ้านั้นผลิตจากอะไรล่ะ?? อีกหนึ่งภัยร้ายที่คุณอาจไม่รู้ พลังงานไฟฟ้าบนโลกใบนี้ ไม่ได้มีที่มาเฉพาะแค่เขื่อนที่นำน้ำมาปั่นเป็นกระแสไฟฟ้า แต่ยังรวมไปถึงโรงไฟฟ้าถ่านหิน ที่เมื่อผลิตแล้วจะสร้างคาร์บอนไดออกไซด์ที่สูงกว่าการใช้รถแบบน้ำมันถึง 2 เท่า ปล่อยออกมาทางอากาศสูงมาก ดังนั้นยิ่งโลกเรามีรถยนต์พลังงานไฟฟ้ามากเท่าไร การผลิตไฟฟ้าก็ต้องยิ่งใช้ถ่านหินมากขึ้น ยิ่งสร้างมลพิษเพิ่มขึ้นไปอีก
- อายุการใช้งานของแบตเตอรี่
ของทุกอย่างบนโลกนี้ ย่อมมีการเสื่อมสลายไปตามกาลและเวลา แบตเตอรี่ก็เช่นเดียวกัน เมื่อมีพังเกิดขึ้น ก็ย่อมต้องมีการผลิตมาเพื่อเปลี่ยนอย่างแน่นอน แสดงว่าต้องเพิ่มกำลังการผลิตแบตเตอรี่สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าตามไป
แต่รถยนต์ไฟฟ้านั้นก็มีข้อดีอย่างเห็นได้ชัดอยู่
ไม่ใช่ว่าการที่บอกเล่าถึงข้อมูลในเรื่องของความจริงในการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า คุณจะควรเลิกซื้อนะ เพราะอย่างไรก็ตาม หากคุณมองว่าท้ายที่สุดค่ายของรถยนต์ต่าง ๆ ยังไงก็ต้องผลิตเพื่อมาทำกำไรอยู่ดี ดังนั้นเราควรมองถึงประโยชน์ที่เราสามารถใช้ได้ในชีวิตประจำวันดีกว่า
- ประหยัดค่าเชื้อเพลิง/พลังงาน
หากเทียบในระยะทางที่เท่า ๆ กันระหว่างรถยนต์ไฟฟ้ากับรถยนต์น้ำมันแล้ว การวิ่งของรถยนต์ไฟฟ้าต่อการชาร์จไฟหนึ่งครั้งนั้นจะวิ่งได้ประมาณ 300-400 กิโลเมตร (ขึ้นอยู่กับรุ่นและยี่ห้อ) ซึ่งการเติมหนึ่งครั้งนั้นใช้เงินเพียง 100-200 บาทเท่านั้น หากเทียบกับรถยนต์น้ำมันที่วิ่งในระยะทางที่เท่ากันแล้วจะต้องจ่ายสูงถึง 500-800 บาทเลยทีเดียว
ซึ่งรถยนต์ไฟฟ้ามีระบบตัดไฟให้อัตโนมัติเมื่อชาร์จแบตเต็มแล้ว รับรองได้ว่าไม่กินไฟแน่นอน
- สมรรถนะ
ไม่พูดไม่ได้เลย สมรรถนะในเรื่องของการเร่งเครื่องนั้น ต้องบอกเลยว่าดีกว่ารถยนต์น้ำมันอย่างแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการทำรอบเครื่องให้ถึงแล้วจึงเปลี่ยนเกียร์เข้ามาเกี่ยว ทำให้คุณนั้นสามารถเร่งเครื่องได้ดั่งใจที่ต้องการ
- ค่าบำรุงรักษา
ด้วยความที่รถยนต์ไฟฟ้านั้นไม่มีเครื่องยนต์ อย่างแรกที่เราไม่เสียค่าใช้จ่ายก็คือค่าน้ำมันที่ต้องเติมในส่วนต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น ค่าน้ำมันเครื่อง ค่าน้ำมันเบรก เป็นต้น ซึ่งแค่นี้ก็สามารถประหยัดไปได้มหาศาลแล้ว
หากใครที่มองหารถยนต์ที่ประหยัดน้ำมัน หรือมีความรักษ์โลกอยู่ในหัวใจแล้วล่ะก็ ผมขอแนะนำทางเลือกดี ๆ อย่าง Kaidee Auto ที่มีรถยนต์ทั้งไฟฟ้าและไม่ไฟฟ้า ให้คุณเลือกมากมาย ที่ตรงต่อความต้องการของคุณ
ปากกาขาว
Nov 30, 2020 | บทความยานยนต์
ในปัจจุบันรถยนต์รุ่นใหม่ ๆ ได้เปิดตัวรถยนต์ภายใต้แบรนด์ของตัวเองมาเยอะมาก บางคนซื้อเพื่อใช้งานยาวหลายปี แต่บางคนซื้อมาใช้เพื่อขายต่อแล้วเปลี่ยนเป็นรุ่นใหม่ไปเรื่อย ๆ ด้วยเหตุผลที่ว่าต้องการรุ่นปีที่ใหม่ล่าสุดและทันสมัยอยู่ตลอด จึงทำให้ตลาดรถยนต์มือสองนั้นมีรถยนต์ที่นำมาขายเต็นท์รถเยอะมาก มีหลากหลายรุ่น หลากหลายแบรนด์ หลากหลายราคา
ทำให้ตลาดรถยนต์มือสองคึกคัก เนื่องจากรถยนต์บางรุ่นห่างจากรุ่นใหม่เพียงแค่ 1 รุ่นก็มี บางรุ่นสภาพใหม่มาก ตัวเลขไมล์น้อย ซึ่งทำให้คนที่กำลังหารถยนต์มือสองอยู่มีตัวเลือกมากมาย แต่เพื่อน ๆ ทุกคนรู้หรือไม่ว่ารถยนต์มือสองบางคันอาจจะทำให้ดูใหม่ขึ้นมา เปลี่ยนชิ้นส่วนมาก็ได้ วันนี้เรามีวิธีการดูรถยนต์มือสอง ว่าก่อนซื้อควรดู ควรเช็กอะไรบ้าง จะได้ไม่ต้องเสียเวลา ไม่ต้องโดนหลอก มาดูกันเลย
1. ตัวถังรถ
สิ่งแรกที่จะต้องเห็นก่อนเป็นอันดับแรก คือ ตัวรถยนต์ ให้สังเกตและเดินดูด้วยตาว่ารถอยู่ในสภาพที่ไม่มีรอยบุบ รอยยุบจากการกระแทกใด ๆ สีมีถลอกหรือไม่ มีอะไรที่ผิดสังเกต ถ้ามีตั้งแต่ข้อแรกนี้ ให้เปลี่ยนคันหรือเปลี่ยนเต็นท์รถได้เลย เพราะถ้ามีรถลักษณะแบบนี้แล้ว ให้คิดว่ารถยนต์คันอื่น ๆ ในเต็นท์นี้คงจะมีอีกแน่ ไม่น่าไว้วางใจที่จะซื้อและดูต่อในข้อที่ต่อไปแล้วนะครับ
2. ชิ้นส่วนน็อต
น็อตคือสิ่งที่จะบ่งบอกได้เหมือนกันว่ารถได้ผ่านการปรับแต่ง ถอดชิ้นส่วนออกไปแล้วใส่กลับคืนมาบ้างหรือไม่ โดยจะสังเกตได้จากหลายจุด เช่น น็อตในฝากระโปรงรถ ข้างรถยนต์ เป็นต้น ถ้ามีการขันน็อต ตัวน็อตจะมีรอยของการถูกขันไว้ ให้ตีความได้เลยว่า รถยนต์คันนี้ผ่านการปรับเปลี่ยนมานั่นเองครับ
3. เลขไมล์
สิ่งที่สำคัญอีกหนึ่งอย่างเลย คือ ตัวเลขการวิ่งของรถยนต์คันนี้ว่าวิ่งไปกี่กิโลเมตรแล้ว ซึ่งถ้าเลขไมล์เยอะ แสดงว่ารถคันนี้อาจจะใช้งานมาหนัก เครื่องอาจจะเสื่อมสภาพได้ อีกข้อสังเกต คือ ถ้ารถสภาพสมบูรณ์มาก ๆ แล้วเลขไมล์น้อย เป็นสิ่งที่ดี แต่ถ้าหากรถหลายปีแล้ว เลขไมล์น้อยแบบผิดสังเกต ให้ตีความได้เลยว่า รถอาจจะผ่านการกรอเลขไมล์มาได้
4. เครื่องยนต์
เป็นอีกหนึ่งสิ่งและเป็นหัวใจสำคัญของรถยนต์ทุกรุ่น ทุกยี่ห้อที่ต้องมีในการขับเคลื่อน แนะนำให้ตรวจและเช็กเครื่องยนต์อย่างละเอียดโดยการสตาร์ทรถยนต์ ดูการทำงานของเครื่องยนต์ว่ามีจุดไหนผิดปกติหรือไม่ และดูส่วนประกอบอื่น ๆ เช่น แบตเตอรี่ น้ำมันเครื่อง หม้อพักน้ำว่าถูกเปลี่ยนหรืออยู่ในสภาพสมบูรณ์หรือไม่
5. ระบบช่วงล่าง
จุดนี้อาจจะต้องใช้เครื่องยกรถยนต์ขึ้นเพื่อดูใต้ท้องรถว่ามีจุดไหนที่ผิดปกติหรือไม่ เช่น มีจุดรั่วซึมของเหลวตรงจุดไหนบ้างหรือเปล่า มีจุดฉีกขาดหรือโดนขูดไหม ระบบโช๊คอัพ ยางรถมีรอยแตกหรือไม่ เป็นต้น
6. ทดลองขับ
ขั้นตอนที่สำคัญคงหนีไม่พ้นการได้ทดลองขับรถจริง ซึ่งจะทำให้ได้รู้ว่ามีสิ่งผิดปกติตรงจุดไหนบ้างจากการขับจริง มีเสียงตรงไหน ระบบช่วงล่างเป็นอย่างไร ระบบไฟฟ้าของรถยนต์เป็นอย่างไร อัตราเร่งเป็นอย่างไร หรือเครื่องยนต์กระตุกหรือไม่ ซึ่งขั้นตอนนี้เราจะสามารถตัดสินใจได้ทันทีที่เราได้ทดลองขับเสร็จ แนะนำให้ขับให้นานหน่อยนะครับ เพื่อที่จะได้ทดสอบรถยนต์จริง ๆ อาจจะมีอาการที่ผิดปกติแสดงออกมาตอนที่ได้ขับขี่อยู่นั่นเอง
เป็นอย่างไรกันบ้างครับเพื่อน ๆ กับวิธีเช็กรถยนต์มือสอง ถ้าเพื่อน ๆ คนไหนกำลังจะซื้อรถยนต์มือสอง แล้วอยากได้รถที่ดี มีคุณภาพ แถมราคาที่ถูกกว่า ลองมาดูที่ Kaidee Auto ก่อนได้นะครับ เรามีรถยนต์มือสองสภาพดี มีคุณภาพ และราคาที่ดีมาก ๆ นัดดูรถและนำวิธีดูรถยนต์มือสองไปใช้ดูได้เลยนะครับ
Nov 30, 2020 | บทความยานยนต์
ถ้าพูดถึงประเภทของรถยนต์ในปัจจุบันที่มีหลากหลายประเภทให้เลือก ไม่ว่าจะเป็นประเภทกระบะ รถเก๋ง รถ SUV และรถตู้ เป็นต้น รถยนต์แต่ละประเภทย่อมตอบโจทย์การใช้งานที่แตกต่างกัน บางประเภทอาจจะตอบโจทย์ในด้านจุคนได้เยอะ เหมาะสำหรับครอบครัวหรือบางประเภทเหมาะสำหรับใช้ขนของ
แต่หากว่าคุณกำลังจะเลือกซื้อรถยนต์สักคัน แต่ยังไม่รู้ว่าจะซื้อประเภทไหน ในบทความนี้จะบอกในสิ่งที่คุณอยากรู้และช่วยให้ตัดสินใจซื้อรถยนต์ได้แบบตอบโจทย์กับคุณแน่นอน
ปัจจัยในการเลือกประเภทรถยนต์ที่เหมาะกับคุณที่สุด
การเลือกประเภทรถยนต์ที่เหมาะกับตัวเองนั้นไม่ยากเลย แต่จะมีหลายปัจจัยในการเลือก เช่น การใช้งาน จำนวนสมาชิกในครอบครัว เน้นการขับขี่ไปที่ไหน เน้นเรื่องประหยัดน้ำมัน เน้นเรื่องความสะดวกสบายในการใช้ การรับประกันหลังการขาย หรือจะเป็นเรื่องราคาและค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษา เป็นต้น
หลาย ๆ ปัจจัยเหล่านี้จะทำให้เราตัดตัวเลือกและเลือกรถที่ตรงกับความต้องการของเราได้มากที่สุดครับ
รถยนต์แต่ละประเภทตอบโจทย์การใช้งานที่แตกต่างกัน
1. รถเก๋ง
รถเก๋ง หรือ Sedan รถที่เราได้เห็นเยอะที่สุดบนท้องถนน โดยรถเก๋งนั้นจะมีหลายขนาด หลายความจุ ให้เลือกหลากหลายแบรนด์ แล้วแต่ความชอบและกำลังซื้อของแต่ละคน
ซึ่งรถประเภทนี้ เหมาะสำหรับคนที่อยู่คนเดียวหรืออยู่เป็นครอบครัวก็ได้ ชอบความคล่องตัวในการเดินทาง สามารถจุของได้แบบพอดี แล้วแต่ขนาดของรถ ทุกอาชีพสามารถใช้ได้ โดยรถยนต์ประเภทรถเก๋ง หรือ Sedan ก็จะมีหลายประเภทย่อยให้เลือก ตั้งแต่ระดับ Eco Car ถึง ขนาดใหญ่หรูหรา
รถ Eco Car
ขนาดเครื่องยนต์ 1.0 – 1.4 ลิตร เหมาะกับใครบ้าง?
- เหมาะกับคนที่มีสมาชิกในครอบครัว 1 – 4 คน
- เหมาะกับการขับขี่ใช้งานในเมืองมากที่สุดหรือออกต่างจังหวัดบางครั้ง
- ประหยัดน้ำมัน คล่องตัวในการขับขี่
- ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาค่อนข้างเหมาะสม
- ช่วงราคาของรถเก๋ง ประเภท Eco car จะอยู่ในช่วง 450,000 ถึง 650,000 บาท
ตัวอย่างรถยนต์ Eco Car
- Toyota Yaris
- Mitsubishi Mirage
- Nissan Almera
รถยนต์นั่งขนาดเล็ก
- เหมาะกับคนที่มีสมาชิกในครอบครัว 1 – 5 คน
- เหมาะกับการขับขี่ใช้งานในเมืองและออกต่างจังหวัด
- ประหยัดน้ำมันและสะดวกสบาย
- ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาค่อนข้างเหมาะสม
- ช่วงราคาของรถเก๋งประเภทรถยนต์นั่งขนาดเล็กจะอยู่ในช่วง 650,000 ถึง 1,250,000 บาท
ตัวอย่างรถยนต์ขนาดเล็ก
- Toyota Vios
- Toyota Corolla Altis
- Honda Civic
รถยนต์นั่งขนาดกลาง
- เหมาะกับคนที่มีสมาชิกในครอบครัว 1 – 5 คน
- เหมาะกับการขับขี่ใช้งานในเมืองและออกต่างจังหวัด
- ค่อนข้างประหยัดน้ำมันและมีสะดวกสบายมาก เพราะห้องโดยสารที่ค่อนข้างใหญ่
- ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาเหมาะสมกับขนาดของรถ
- ช่วงราคาของรถเก๋งประเภทรถยนต์นั่งขนาดกลางจะอยู่ในช่วง 1,000,000 ถึง 1,900,000 บาท
ตัวอย่างรถยนต์นั่งขนาดกลาง
Honda Accord Toyota Camry และ Nissan Teana เป็นต้น
รถยนต์นั่งขนาดใหญ่
- เหมาะกับคนที่มีสมาชิกในครอบครัว 1 – 6 คน
- เหมาะกับการขับขี่ใช้งานในเมืองและออกต่างจังหวัด
- เน้นความสะดวกสบาย ด้วยห้องโดยสารขนาดใหญ่และหรูหรา
- ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาค่อนข้างสูง
- ช่วงราคาของรถเก๋งประเภทรถยนต์นั่งขนาดใหญ่จะอยู่ในช่วง 3,000,000 ถึง 9,000,000 บาท
ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับความชอบส่วนตัว กำลังทรัพย์ และปัจจัยอื่น ๆ ในการประกอบการตัดสินใจของแต่ละคนด้วย
ตัวอย่างรถยนต์นั่งขนาดใหญ่
- Mercedes Benz S-Class
- BMW 7 Series
- Audi A8
- Lexus LS
2. รถยนต์ประเภท Hot Hatch
รถยนต์ประเภทนี้มีความกะทัดรัด มีความคล่องตัวในการใช้งาน ขับง่าย โดยรถยนต์ประเภท Hot Hatch เหมาะสำหรับ
- ครอบครัวที่มีสมาชิก 1 – 5 คน
- เหมาะกับการขับขี่ใช้งานในเมืองและออกต่างจังหวัด
- เน้นความสะดวกสบาย คล่องตัวในการขับขี่
- ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาเหมาะสมกับประเภทของรถ
- ช่วงราคาของรถประเภท Hot Hatch จะอยู่ในช่วง 450,000 ถึง 3,000,000 บาท
โดยรถยนต์ประเภทนี้ก็มีหลากหลายรุ่นให้เลือกเช่น
- Honda Civic Hatchback
- Mercedes-AMG A45
- BMW M140i
- Audi S3 MK3
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ต้องขึ้นอยู่กับหลาย ๆ ปัจจัยในการตัดสินใจซื้อด้วยนะครับ
3. รถยนต์อเนกประสงค์ MPV
รถประเภทนี้ เป็นรถที่มีขนาดเล็กกว่ารถตู้ และคล่องตัวกว่า นั่งได้สบายกว่า สมรรถนะดี ใช้ขับขี่ทางไกลได้ดี โดยรถยนต์ประเภท MPV เหมาะสำหรับ
- ครอบครัวที่มีสมาชิก 1 – 8 คน
- เหมาะกับการขับขี่ใช้งานในเมืองและออกต่างจังหวัด
- เน้นความสะดวกสบาย
- ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาเหมาะสมกับประเภทของรถ
- ช่วงราคาของรถเอนกประสงค์ MPV จะอยู่ในช่วง 1,300,000 บาท ถึง 7,000,000 บาท
สำหรับรถประเภท MPV ก็มีหลากหลายแบรนด์ เช่น
- Honda Freed
- Hyundai-H1
- Toyota Alphard
- Toyota Vellfire
- Lexus LM300h
4. รถยนต์อเนกประสงค์ SUV
รถยนต์ประเภท SUV เป็นรถยนต์ที่มีความอเนกประสงค์ มีประโยชน์ใช้สอยมากกว่ารถยนต์ทั่วไป แต่ยังคงความเป็นรถยนต์ที่ดูสวยงาม ขับขี่ได้ทุกวัน แต่ความแตกต่างก็คือ สามารถขับลุยได้ในทุก ๆ ที่ที่มากกว่ารถยนต์ทั่วไป โดยรถยนต์อเนกประสงค์ประเภท SUV เหมาะสำหรับ
- ครอบครัวที่มีสมาชิก 1 – 7 คน
- เหมาะกับการขับขี่ใช้งานในเมืองและออกต่างจังหวัด
- เน้นความสะดวกสบาย คล่องตัวในการขับขี่ ช่วงล่างแข็งแรง ลุยได้ทุกที่
- ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาเหมาะสมกับประเภทของรถ
- ช่วงราคาของรถเอนกประสงค์ SUV จะอยู่ในช่วง 800,000 ถึง 2,000,000 บาท
สำหรับรถประเภท SUV ก็มีหลากหลายรุ่นในไทย เช่น
- Toyota Fortuner
- Mitsubishi Pajero Sport
- Ford Everest
- lsuzu Mu-X
5. รถกระบะ (Pick-UP)
รถกระบะ หรือ รถพิกอัป เป็นรถยนต์ที่มีข้างหน้าเป็นห้องโดยสาร ข้างหลังสามารถขนของและเปิดท้ายได้ จึงทำให้คนไทยนิยมเรียกรถนี้ว่า ‘รถพิกอัป’ ขึ้นชื่อว่าเป็นรถประเภท กระบะ แน่นอนว่าจะต้องสามารถขนของได้เยอะ และมีสมรรถนะช่วงล่างที่ดี สามารถขับลุยไปที่ไหนก็ได้ โดยรถประเภทกระบะเหมาะสำหรับ
- ครอบครัวที่มีสมาชิก 1 – 5 คน
- เหมาะกับการขับขี่ใช้งานในเมืองและออกต่างจังหวัด
- เน้นความสะดวกสบายในการขนของ สมรรถนะ
- ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาเหมาะสมกับประเภทของรถ
- ช่วงราคาของรถกระบะจะอยู่ในช่วง 750,000 ถึง 1,100,000 บาท
โดยรถประเภทนี้ก็มีหลายหลายแบรนด์ที่ทำตลาดในไทย เช่น
- Isuzu D-MAX
- Toyota Revo
- Chevrolet Colorado
- Mazda BT-50
6. รถตู้
รถประเภทนี้จะมีลักษณะโครงสร้างที่ใหญ่ขึ้นจากรถประเภท MPV สามารถจุคนได้เยอะกว่า สามารถใช้ขับขี่ทางไกลได้อย่างสะดวก โดยรถตู้เหมาะกับ
- ครอบครัวที่มีสมาชิก 1 – 12 คน
- เหมาะกับการขับขี่ใช้งานในเมืองและออกต่างจังหวัด
- เน้นความสะดวกสบายในการโดยสาร
- ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาเหมาะสมกับประเภทของรถ
- ช่วงราคาของรถตู้จะอยู่ในช่วง 900,000 ถึง 1,300,000 บาท
ส่วนใหญ่จะเห็นรถประเภทนี้อยู่ในรถเช่า รถโดยสารข้ามจังหวัดนั่นเอง
โดยรถตู้ที่คุ้นชินตากันมากในไทย คือ Toyota Commuter ยังมี Nissan Urvan และ MG V80 ที่ทำการตลาดในไทยด้วยเช่นกัน
7. รถยนต์สปอร์ต
ขึ้นชื่อว่าเป็นรถสปอร์ต ก็ต้องมากับรูปทรงที่ดูโฉบเฉี่ยว มีเครื่องยนต์ที่แรง สมรรถนะดีเยี่ยม แถมราคาก็สูงปรี๊ด แน่นอนครับว่า รถยนต์ประเภทสปอร์ตนั้นเป็นรถยนต์ที่ผู้คนต่างใฝ่ฝันที่จะได้ครอบครองกันมาก เพราะว่าตัวรถมีรูปทรงที่ดูเท่ ดูโฉบเฉี่ยว พร้อมกับเครื่องยนต์ที่แรง สมรรถนะยอดเยี่ยม ขับไปที่ไหน ผู้คนก็ต่างให้ความสนใจ แต่ก็มากับราคาที่สูงด้วยเช่นกัน โดยรถยนต์ประเภทสปอร์ตเหมาะกับ
- ครอบครัวที่มีสมาชิก 1 – 2 คน หรือมีมากกว่า (มีรถยนต์อยู่แล้วหลายคัน)
- เหมาะกับการขับขี่ใช้งานในเมืองและออกต่างจังหวัด
- เน้นความสะดวกสบาย ความเร็ว คล่องตัว
- ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาสูง
- ช่วงราคาของรถสปอร์ตจะอยู่ในช่วง 3,500,000 ถึง 10,000,000 บาท
โดยปกติแล้วรถยนต์ประเภทนี้คนที่มีกำลังทรัพย์ค่อนข้างเยอะ จะอยู่คนเดียวหรือจะมีรถครอบครัวหลายคันแล้ว แต่ก็พอใจที่จะซื้อมาเพื่อมาประดับบารมีของตัวเอง
ซึ่งรถยนต์ประเภทนี้ก็จะมีหลากหลายแบรนด์ที่ทำตลาดในประเทศไทย เช่น
- Toyota Supra
- BMW Z4
- Mazda MX-5
- Ford Mustang
สรุปท้ายบทความ
การเลือกประเภทรถยนต์ที่เหมาะกับคุณที่สุดนั้นไม่ยากเลย เพราะเลือกได้จากความชอบ แต่การที่จะซื้อรถยนต์คันหนึ่งเข้ามาใช้ในชีวิตประจำวันนั้นต้องขึ้นอยู่กับอีกหลาย ๆ ปัจจัยด้วย สุดท้ายรถยนต์ที่เหมาะกับคุณที่สุดจะถูกกรองจากปัจจัยต่าง ๆ และการตัดสินใจของตัวคุณเองครับ
เพื่อน ๆ คนไหนสนใจรถยนต์ประเภทไหนอยู่บ้าง? ทาง Kaidee Auto เรามีให้เพื่อน ๆ ได้เลือกชมเกือบจะทุกประเภทเลย แวะเข้ามาชมกันก่อนได้นะ การันตีว่าดีทั้งราคาและคุณภาพ
Nov 18, 2020 | บทความยานยนต์
วันหยุดทั้งทีก็อยากออกไปเที่ยวสักที่ แต่ก็คงไม่พ้นห้างใกล้บ้าน แน่นอนว่าสุดสัปดาห์แบบนี้ หลายคนก็คงคิดแบบเดียวกัน นอกจากนอนอยู่บ้านก็ต้องพากันออกไปห้าง แต่สิ่งที่ท็อกซิกกว่าการทำงานจนเหนื่อย ก็คือการที่ต้องวนหาที่จอดรถจนหมดแรง จุดนี้ต้องพึ่ง 6 เทคนิคหาที่จอดชนิดเดอะแฟลชยังต้องยอมแพ้
1.บัตรสมาชิกต่าง ๆ
สำรวจบัตรสมาชิกในมือว่าคุณมีบัตรอะไรที่สามารถใช้พรีวิเลจของที่จอดได้บ้าง ไม่ว่าจะเป็นบัตรฟิตเนส บัตรของบริษัทประกัน บัตรเครดิต หรือ บัตรของค่ายมือถือที่ให้สิทธิพิเศษแก่คุณ อย่าลังเลที่จะใช้มันเพราะที่จอดในห้างช่วงวันหยุดนั้นยิ่งกว่าการแก่งแย่งของลดราคาเสียอีก แถมเลี่ยงปัญหารถติดบนลานจอดที่ยาวเหยียดอย่างกับรถที่รอต่อขึ้นเขาคิชฌกูฏได้ด้วย
บัตรเครดิตที่ให้สิทธิพิเศษเรื่องที่จอดรถตามห้างสรรพสินค้าชั้นนำมีตามลิสต์ข้างล่างนี้เลยค่ะ
เครือเซ็นทรัล
- Central The 1 BLACK
- KTC-KTB Precious Plus Visa Infinite
- Citi Premier
- Citi Ultima Prestige
- Scb Private Banking
- SCB First
- SCB Beyond
- Krungsri Exclusive (เฉพาะ เซ็นทรัล ชิดลม)
เครือ M
- M Card Platinum
- SCB M VISA
- Citi M Visa Signature
- Citi Premier (เฉพาะ เอ็มควอเทียร์ และ พารากอน)
- ONE SIAM (เฉพาะ สยาม พารากอน)
- SCB First (เฉพาะ เอ็มควอเทียร์)
- UOB Infinite (เฉพาะ เอ็มควอเทียร์ และ เอ็มโพเรียม )
- Krungsri Exclusive (เฉพาะ เอ็มควอเทียร์)
ห้างสรรพสินค้าอื่นๆ
- Big C Platinum Paywave (สำหรับห้างสรรพสินค้า Big C)
- SCB First (เมกะบางนา)
- SCB Beyond (สยาม เซ็นเตอร์ และ เมกะบางนา)
- ONE SIAM (เฉพาะ สยาม เซ็นเตอร์)
- Krungsri Exclusive (เดอะ พรอมานาด)
สำหรับใครที่ไม่มีบัตรสมาชิกข้างต้น ก็ไม่เป็นไรนะคะ ยังมีวิธีอื่น ๆ ที่ทำให้หาที่จอดรถได้อีกเช่นเดียวกันค่ะ
2.Lady Parking
สาว ๆ ที่มักจะไปห้างสรรพสินค้าคนเดียว ห้ามพลาดที่จอดตรงชั้น Lady Parking เลยนะคะ เพราะเป็นชั้นที่จอดได้เฉพาะผู้หญิงเท่านั้น ผู้โดยสารที่มาด้วยกันก็ต้องเป็นผู้หญิงทั้งหมด สำหรับโซนนี้นั้นถูกจัดขึ้นมาเพื่ออำนวยความสะดวกในหลายด้านรวมถึงมาตรการในด้านความปลอดภัยให้แก่ผู้หญิงที่เดินทางมาห้างสรรพสินค้า
ดังนั้นสมาคมหญิงล้วนอย่างเรา ๆ พลาดไม่ได้ที่จะต้องเข้าไปใช้สิทธิ์นะคะ เพราะหลายคนมักจะไม่ทันสังเกตว่าในห้างมี Lady Parking ด้วย รู้แบบนี้แล้วต้องห้ามพลาดเลยล่ะค่ะ โซนของ Lady Parking มักจะตั้งอยู่ไม่เกิน ชั้นที่ 2 ของลานจอดรถ หากไม่แน่ใจว่าห้างนี้มีหรือไม่ แนะนำให้ถามรปภ. หรือ พนักงานตรงจุดรับบัตรดูนะคะ
3.ชั้นครึ่งที่ไม่ต่อกับตัวห้างโดยตรง
เมื่อสักครู่ได้กล่าวถึงวิธีใช้สิทธิพิเศษกับชั้นจอดรถพิเศษกันไปแล้ว ดังนั้นจะมาพูดถึงวิธีจอดรถโดยทั่วไปกันบ้าง หากคุณต้องการหาที่จอดสักที่แล้ว การที่เลือกวนหาที่จอดกับชั้นที่ต่อกับตัวห้างโดยตรง ย่อมเป็นความคิดที่พับเก็บไปได้เลย เพราะชั้นเหล่านี้มักจะไม่ว่างตั้งแต่ช่วงห้างเปิดแล้ว
ดังนั้นชั้นที่เป็นชั้นลอยคั่นกลางระหว่างชั้นเชื่อมเข้าอาคาร มักจะเป็นที่นิยมน้อยกว่า ทำให้โอกาสได้ที่จอดมีมากกว่า การมุ่งจุดหมายไปชั้นครึ่งมักจะทำให้เราได้เปรียบและได้ที่จอดเร็วกว่าคนอื่น แน่นอนว่ายิ่งโลเคชั่นไกลบันไดแค่ไหนโอกาสยิ่งมีมากเท่านั้น
4.จอดขวาง
หลายคนมักไม่กล้าจอดขวาง เพราะกลัวรถตนเองถูกเข็นไปชนรถคันอื่น หรือจอดไม่ได้เพราะไม่ชำนาญ แต่ถึงอย่างนั้น การจอดขวางเป็นสิ่งที่เรียกได้ว่าประหยัดเวลาในการหาที่จอดเกือบที่สุดแล้ว เพราะเมื่อที่จอดเต็ม รปภ.ห้างส่วนใหญ่มักจะโบกให้เราจอดขวาง ดังนั้นการเจอที่จอดขวางว่าง ก็ให้สัญญาณแล้วเข้าเลยค่ะ เพราะเราไม่รู้ว่าต้องวนรถรอไปถึงชาติไหนถึงจะได้ที่จอด
แต่มารยาทที่ดีในการจอดขวางนั้นห้ามมองข้ามโดยเด็ดขาด เมื่อจอดรถเสร็จแล้วอย่าลืมปลดเกียร์ว่างและตั้งล้อให้ตรงด้วยนะคะ เราต้องเห็นใจคนที่จอดต่อจากเราและคนที่เราไปจอดขวางทางเข้า-ออกเขาด้วย เพราะหากคุณไม่ใส่ใจในเรื่องนี้อาจกลายเป็นเรื่องราวใหญ่โตตามมาถึงขั้นกรีดรถกันก็ได้นะคะ
5.เวลาทองจำให้ขึ้นใจ 10, 3 และ 6
การระบุช่วงเวลาไปห้างตามหัวข้อข้างต้น จะทำให้คุณได้ที่จอดรถได้เกือบ 90% เนื่องจากเป็นช่วงเวลาที่ที่จอดรถจะว่างหรือมีคนออกจากห้างบ่อยที่สุด
เวลาแรก 10 โมงเช้า
10 โมงเป็นเวลาห้างเปิด หลายคนยังคงไม่ตื่นนอนหรือไม่ออกจากบ้านเพื่อมาถึงห้าง 10 โมงเป๊ะกันเท่าไรนัก ส่วนใหญ่คนจะเดินทางมาถึงห้างหลังห้างเปิดไปแล้วประมาณ 1 ชั่วโมง เหมือนคอนเซ็ปต์ เฟิร์สคัมเฟิร์สเสิร์ฟนั่นแหละค่ะ มาก่อนก็ได้ก่อน ยิ่งมาถึงตอนห้างเปิดพอดี ที่ว่างยังเหลือเพียบให้เลือกได้ตามใจกันเลยทีเดียวเชียว
เวลาที่สอง 3 โมงเย็น
ช่วงเวลาบ่าย 3 เป็นช่วงที่คนมักจะเริ่มทยอยเดินทางออกจากห้าง ส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มที่มาห้างในช่วงเช้าถึงช่วงเที่ยง เพื่อมาหาซื้อของและทานมื้อกลางวัน ดังนั้นเมื่อเข้าสู่ยามบ่ายแสงเริ่มคล้อยลงเรื่อย ๆ ช่วงเวลาอย่างบ่าย 3 ผู้คนมักทยอยออกจากห้างเพื่อกลับไปพักผ่อน ดังนั้นการมาห้างในช่วงเวลานี้ หากคุณช่างสังเกตจ้องมองผู้คนสัญจรเดินกลับไปที่รถสักหน่อย แค่นี้คุณก็จะได้ที่จอดง่าย ๆ ไม่ยากแล้ว
ขณะเดียวกัน ช่วงเวลาบ่าย 3 ก็เป็นช่วงมีคนเดินทางมาห้างน้อยมาก เนื่องจากคนที่จะมาเซ็ทช่วงเย็นจะเริ่มทยอยเข้าห้างสรรพสินค้ากันตอน 4 โมงเพื่อทานมื้อเย็นค่ะ
เวลาสุดท้าย 6 โมงเย็น
6 โมงเย็นเป็นช่วงเวลาที่คนจะทยอยกลับเยอะที่สุด หลังจากรับประทานอาหารและทำกิจกรรมต่าง ๆ ภายในห้าง คนส่วนใหญ่จะรีบกลับบ้านไปทำอย่างอื่นต่อ ซึ่งจะตรงกันข้ามกับวันทำงานที่ช่วง 6 โมงเย็นซึ่งมีผู้ใช้บริการห้างเยอะเกือบที่สุด แต่วันหยุดสุดสัปดาห์แบบนี้ ช่วง 6 โมงเย็นมักจะเป็นกลุ่มที่มาเพื่อทานมื้อเย็นและดูหนังรอบดึกมากกว่าค่ะ เลยมีที่ว่างพอสมควรให้คุณได้จอดรถ เหมาะสำหรับในกรณีที่คุณไม่รีบร้อนต้องมาใช้บริการห้างในยามบ่าย
6.คาถาที่จอดรถ จักรกฤษณ์
วิธีสุดท้ายในการหาที่จอดรถก็คือการใช้สายมู อย่างคาถาจอดรถอันแสนโด่งดัง อย่างพี่จักรกฤษณ์ ที่มาก็มาจากเน็ตไอดอลคนดังอย่างคุณพิมฐาที่เคยใช้คาถานี้ในการหาที่จอดรถ จนกลายเป็นที่ประจักษ์ไปทั่วตามโซเชียลเน็ตเวิร์ก
เรื่องเล่าของจักรกฤษณ์ถูกเล่าขานไปเป็นสองเรื่องแง่มุมด้วยกัน เรื่องแรกมีอยู่ว่า มีชายหนุ่มคนหนึ่งชื่อ จักรกฤษณ์ เขาได้จอดรถทิ้งเอาไว้ที่ห้างสรรพสินค้า เมื่อเขากลับมาเอารถเพื่อจะขับกลับบ้าน กลายเป็นว่าทางเข้า-ออกจากอาคารจอดรถถูกปิดอยู่ เขาจำต้องนอนบนรถแทน แต่นั่นก็กลายเป็นโศกนาฏกรรมอันน่าเศร้า เพราะเขาได้เสียชีวิตลงในวันถัดมาเพราะขาดอากาศหายใจ
เรื่องเล่าแบบที่สองอ้างอิงจากคุณพิมฐา ที่มาของจักรกฤษณ์คือ เขาเป็นเพื่อนของพ่อหรือคนรู้จักของพ่อคุณพิมฐา ซึ่งเป็นคนที่โชคดีเรื่องที่จอดรถมาก ๆ ไม่ว่าไปที่ไหนก็ได้ที่จอด จึงเป็นที่มาของการเรียกชื่อ จักรกฤษณ์ นั่นเอง
สองเรื่องเล่าดังกล่าวจึงกลายเป็นที่เล่าขานกันว่า หากใครต้องการที่จอดรถในห้างสรรพสินค้าให้ใช้คาถาเรียกชื่อ ‘จักรกฤษณ์’ ย้ำ ๆ ระหว่างวนหาที่จอดรถไม่ก็กล่าวขอที่จอดรถจาก ‘พี่จักรกฤษณ์’ แล้วคุณจะได้ที่จอดแทบจะทันที ไม่เชื่อก็ต้องลองเพราะว่ามันเวิร์คจริง ๆ ค่ะ
การหาที่จอดรถตอนวันหยุดแม้จะเป็นเรื่องแสนชวนหัว แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ากิจกรรมยามว่างของหลายคนในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ คือการไปห้างสรรพสินค้าราวกับเป็นตารางสิ่งที่ต้องทำในวันหยุด การหาที่จอดเป็นเรื่องยากก็จริง แต่หากรถของคุณเป็นรถไซส์เล็ก การหาที่จอดหรือการจอดขวางก็ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป หารถไซส์เล็กมือสองแสนน่ารักพร้อมพาคุณไปห้างในวันหยุดได้แล้ววันนี้ที่ Kaidee เลยค่ะ
Oct 19, 2020 | บทความยานยนต์
อย่างที่ทราบกันดีว่า ระบบคมนาคมสาธารณะบ้านเราไม่ค่อยเอื้อให้คนเดินทางสะดวกเท่าที่ควร ไหนจะค่าโดยสารที่แพงแสนแพง จนทำให้บางคนมองหาทางเลือกที่ดีขึ้น ด้วยการเก็บเงินสักก้อน เพื่อมีรถยนต์คันแรกเป็นของตัวเอง วันนี้เลยจะมาแนะนำรถอีโค่คาร์ราคาน่ารัก สไตล์ทันสมัย เน้นเอาใจสาวๆ และตอบโจทย์วิถีคนเมืองในราคาเอื้อมถึง
1.นิสสันอัลเมร่า Nissan Almera
รถยนต์อีโค่คาร์ 4 ประตูรุ่นแรกของไทยจาก นิสสัน ซึ่งทันทีที่ออกมาได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม จนถึงตอนนี้ยังรั้งตำแหน่งรถที่มียอดจำหน่ายสูงเบอร์ต้นๆ ของนิสสัน ด้วยรูปลักษณ์ภายนอกที่โดดเด่น ดีไซน์เฉียบคมกว่ารุ่นเดิม มีคาแรคเตอร์เด่นชัดขึ้น
ครั้งนี้มาพร้อมไฟหน้าที่ดูเก๋ไก๋และไฟตัดหมอกแบบใหม่ เครื่องยนต์ 1.0 ลิตร Turbo ให้กำลังสูงสุด 100 แรงม้า รองรับเชื้อเพลงแบบ E20 สบายใจเรื่องประหยัดน้ำมัน
ส่วนจุดเด่นเรื่องขนาดห้องโดยสารที่กว้างขวางนั้นยังคงดีงามเหมือนเดิม ที่สำคัญมีให้เลือกถึง 5 สี ไม่ว่าจะเป็นสีพื้นฐาน ขาว ดำ เทา ไปจนถึงสีแดงและส้ม ที่น่าจะถูกใจสาวๆ หลายอย่างคนแน่นอน
เริ่มต้นที่ 499,000 บาท
2.โตโยต้ายาริสเอทีฟ Toyota Yaris ATIV
อีโค่คาร์สุดคุ้มที่มาพร้อมความครบครัน ให้เรามากกว่าความสะดวกสบาย ด้วยดีไซน์ภายในที่ให้พื้นที่แบบกว้างขวาง ไม่อึดอัด เน้นการตกแต่งแนวสปอร์ตพรีเมียมหรูหรา มาพร้อมขุมพลังใหม่สุดเร้าใจ ใช้เครื่องยนต์เบนซิน Dual VVT-IE ขนาด 1.2 ลิตร กำลังแรงสูงถึง 92 แรงม้า
ทั้งยังมีฟังก์ชันพิเศษ S Mode ที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการขับขี่ แซงได้อย่างมั่นใจ เพิ่มความสนุกในการขับขี่บนท้องถนนมากยิ่งขึ้น ที่สำคัญมั่นใจได้เลยว่าระบบความปลอดภัยครบครัน ทั้งกล้องมองหลัง ระบบถุงลมนิรภัย ฯลฯ ทั้งยังมีรถให้เลือกมากถึง 6 สี ไม่ว่าจะเป็น แดง น้ำเงิน เทา เงิน ขาว และดำ
เริ่มต้นที่ 469,000 บาท
3.ซูซูกิสวิฟ Suzuki Swift
หนึ่งในรถเล็กที่ขายดีอีกรุ่นของซูซูกิ มีเป้าหมายเป็นคนรุ่นใหม่ที่กำลังมองหารถคันแรก เน้นการใช้งานเพียงคนเดียวหรือสองคนเป็นส่วนใหญ่ ขับขี่อยู่ในเมืองหลวงได้แบบคล่องตัวและสนุกสนาน ด้วยสโลแกน “ขับขี่เป็นเลิศประหยัดน้ำมันเป็นเยี่ยม” ประหยัดน้ำมันได้ถึง 20 กิโลเมตร/ลิตร เครื่องยนต์ 1.2 ลิตร กำลังสูงสุดอยู่ที่ 83 แรงม้า
ภายนอกตกแต่งฟีลดุดัน มีเอกลักษณ์และให้อารมณ์สปอร์ตที่มากขึ้น แตกต่างไปจากสวิฟรุ่นก่อนพอสมควร ส่วนขนาดห้องโดยสารภายในก็สวยเก๋ขึ้น ออกแบบใหม่ให้ฟีลกลิ่นอายสปอร์ต โฉบเฉี่ยวและกว้างขึ้นกว่าเดิม
เริ่มต้นที่ 499,000 บาท
4.ฮอนด้าบริโอ Honda Brio
ขับขี่สนุกทุกอารมณ์ไปกับฮอนด้าบริโอ ที่มาพร้อมความโฉบเฉี่ยวทุกมุมมองแบบฉบับอีโค่คาร์อเนกประสงค์ 5 ประตู ด้วยลุคสวยงามสะดุดตาแนวสปอร์ต รองรับกับไลฟ์สไตล์ทุกรูปแบบ ทั้งยังมั่นใจไปกับเครื่องยนต์ระบบ i-VTEC 1.2 ลิตร ให้กำลังสูงสุดถึง 90 แรงม้า
พัฒนาภายใต้ระบบ Earth Dreams Technology ที่ให้ทั้งความแรง เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และประหยัดน้ำมันได้ถึง 20 กิโลเมตร/ลิตร ให้เรามีความสุขและเต็มที่กับทุกเส้นทาง ส่วนสีมีให้เลือกแบบเรียบหรูเพียง 3 สีคือ สีเงินเมทัลลิค สีดำ และขาว เหมาะกับผู้หญิงที่ชอบความคลาสิคและเรียบง่าย
เริ่มต้นที่ 495,000 บาท
5.มาสด้าสองสปอร์ตสแตนดาร์ด Mazda 2 Sports Standard
หากคุณกำลังมองหารถยนต์ที่มีความ “Less is More” มาสด้าสองรุ่นนี้จะมอบประสบการณ์ที่มากกว่าคำว่าธรรมดาให้คุณอย่างแน่นอน ด้วยแนวคิดสุนทรียศาสตร์แบบญี่ปุ่นที่เน้นความเรียบง่ายแต่งดงาม สะท้อนเอกลักษณ์ที่ไม่ซ้ำใคร ผ่านดีไซน์ภายนอกและห้องโดยสารด้านใน
มาพร้อมเครื่องยนต์ 1.3 ลิตร กำลังสูงสุด 93 แรงม้า ได้ทั้งความแรงและประหยัดน้ำมันไปในตัว บ่งบอกไลฟ์สไตล์ความเป็นคุณที่โดดเด่นไม่ซ้ำใคร มาพร้อมสีให้เลือกกันแน่นๆ ถึง 8 สี ไม่ว่าจะเป็นสีพื้นฐานเทา ดำ ขาว ไปจนถึงแดงและน้ำเงิน
เริ่มต้นที่ 530,000 บาท
เป็นอย่างไรบ้างคะกับอีโค่คาร์ที่เราตั้งใจคัดสรรมาให้ ครั้งนี้เลือกสเปคและรูปลักษณ์ต่างๆ มาเพื่อเอาใจสาวๆ โดยเฉพาะ การมีรถสักคันคือความฝันของใครหลายคน แต่ด้วยสภาพเศรษฐกิจที่ทำให้เราต้องรัดเข็มขัดมากขึ้น อย่าปล่อยให้เรื่องเงินมาตีกรอบชีวิตเรา หากใครไม่ไหวลองลดสเปคเป็นรถอีโค่คาร์มือสอง ก็ช่วยประหยัดเงินในกระเป๋าของคุณได้เหมือนกันนะคะ