May 10, 2021 | บทความอสังหาฯ
ตึกแถว หรือที่เรียกกันในปัจจุบันว่า อาคารพาณิชย์ เป็นสิ่งก่อสร้างที่ใช้สำหรับอยู่อาศัยที่มีลักษณะเป็นหลายคูหาเรียงติดกัน โดยใช้วัสดุที่ทนไฟเป็นส่วนประกอบส่วนใหญ่ในการก่อสร้าง มีหน้ากว้างไม่น้อยกว่า 4 เมตร ลึกไม่น้อยกว่า 4 เมตร และไม่เกิน 24 เมตร ซึ่งตึกแถวนี้ต้องมีความสูงไม่เกิน 3 ชั้น
หลังจากอ่านกันไปแล้วว่าตึกแถวคืออะไร เราก็เชื่อว่า ทุกคนก็คงจะนึกภาพออกกันอย่างแน่นอน เพราะอาคารเหล่านี้มีมากมายในประเทศไทย บางแห่งก็ขาย บางแห่งก็ให้เช่า หรือบางแห่งก็เปิดร้านค้าขายเป็นของตัวเอง และถ้าคุณอยากมีธุรกิจสักอย่าง แต่งบไม่พอที่จะสร้างเองล่ะ ? จะทำอย่างไรดีนะ ? เราแนะนำว่า ให้ลองเช่า ตึกแถว เหล่านี้ เพื่อมาเปิดร้านอาหารที่คุณชอบด้านล่าง และใช้พื้นที่ด้านบนในการพักผ่อนดูไหม ? เพราะมันมีพื้นที่ให้ใช้สอยมากมายเลยล่ะ !
เลือกเช่า ตึกแถว อย่างไรให้ปัง !
ก่อนที่จะไปดูไอเดียการสร้างตึกแถวให้เป็นร้านอาหาร อยากรู้กันไหมว่าจะเช่าคูหาไหนดี ? เราลองมาอ่านวิธีการเลือกตึกแถว ทำธุรกิจ ที่จะทำให้คุณ มีกำไรเป็นกอบเป็นกำ กันเถอะ
ทำเลของ ตึกแถว
การเลือกทำเลตึกแถวเพื่อเช่าทำธุรกิจ ก็เป็นหนึ่งในองค์ประกอบหลักในการตัดสินใจท่สำคัญ เพราะการที่เรามีธุรกิจบนทำเลที่ดีจะทำให้มีลูกค้ามากมายจนมีกำไรเยอะนั่นเอง
โดยทำเลที่เราควรเลือกก็คงจะหนีไม่พ้น บริเวณที่คึกคักเต็มไปด้วยผู้คน อาจจะไม่ต้องอยู่ในตัวเมืองมากนักถ้ามีงบไม่เยอะ แต่ขอให้ใกล้ชุมชนและอยู่ริมถนนก็เพียงพอ รวมถึงหน้าตึกแถวนั้น ก็ควรจะมีพื้นที่จอดรถสักเล็กน้อย เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับลูกค้าที่มีรถและเจ้าของธุรกิจในการขนย้ายวัตถุดิบ และที่สำคัญ ตึกแถวห้องมุมบางคูหาจะมีพื้นที่มากกว่าคูหาตรงกลางด้วยนะ
ป.ล. สำหรับใครที่เชื่อเรื่องฮวงจุ้ย ก็อย่าเลือกตึกแถวท่ตั้งอยู่บริเวณทางสามแพร่งนะ
สภาพของ ตึกแถว
เชื่อไหมว่าอาคารสภาพดี อะไร ๆ ก็ดูดีไปหมด ทั้งตึกสวย สะดุดตา มองเห็นง่าย แถมยังโล่งโปร่งสบายทำให้ไม่รู้สึกอึดอัด หรือจะตึกแถวสร้างใหม่ที่ดูสวยไม่โทรมเหมือนมีวิญญาณอยู่ด้านใน และอย่าลืมตรวจสอบให้ดีก่อนตัดสินใจเช่าว่ามีรอยรั่วหรือร้าวตรงไหนบ้างไหม ไม่เช่นนั้น คุณอาจต้องเสียเงินซ่อมเพิ่มไปอีกเท่าตัว
8 ไอเดียเช่า ตึกแถว สร้างร้านอาหารในฝัน
จบกันไปแล้วกับการเลือกตึกแถวให้ปัง ได้กำไรเยอะ ต่อไปมาดูกันว่า เราสามารถนำตึกแถวเหล่านั้นมาทำอะไรได้บ้างนะ ?
ร้านอาหารญี่ปุ่น
ขอบคุณรูปจาก: masayuki chiba
โควิดแบบนี้แทบจะทุกประเทศก็ปิดไม่ให้ชาวต่างชาติเข้า ชาวไทยอย่างเราก็ต้องคิดถึงการไปเที่ยวแน่นอน เพราะฉะนั้นถ้าเรานำตึกแถวที่เช่ามาเปลี่ยนเป็นร้านอาหารต่างชาติอย่าง ร้านอาหารญี่ปุ่น ดูก็คงจะดีไม่น้อยเลย
คาเฟ่สไตล์มินิมอล
ขอบคุณรูปจาก: urdesignmag.com
การเปิดร้าน คาเฟ่สไตล์มินิมอล ก็ถือเป็นอีกหนึ่งไอเดียสำหรับคนที่มีงบไม่มากนัก เพียงแค่ติดป้ายชื่อสีดำหน้าตึกแถวของคุณ วางเก้าอี้และโต๊ะตกแต่งร้าน ก็กลายเป็นคาเฟ่มินิมอลสุดน่ารักที่ใครเห็นก็ต้องมาถ่ายรูป และกลายเป็นหนึ่งใน Check-Point ในย่านนั้นแน่นอน
ร้านอาหารตามสั่ง
ขอบคุณรูปจาก: metro.co.uk
‘ต้มยำกุ้ง’ ‘ผัดไทย’ ‘ส้มตำ’ อาหารขึ้นชื่อของเมืองไทย ที่ไม่ว่าจะเป็นชาวต่างชาติหรือคนไทยก็ติดใจ การแปลงโฉม ตึกแถว ให้กลายเป็น ร้านอาหารตามสั่ง สุดอร่อย ที่มีอาหารรสแซ่บจากรสมือแม่ครัวมือหนึ่งของคุณ เพื่อบริการลูกค้าอย่างคนทำงาน หรือคนที่อาศัยอยู่แถวนั้น ด้วยราคาที่ไม่แพงมากนัก ก็น่าสนใจไม่แพ้กัน
ร้านอาหารจีน
ขอบคุณรูปจาก: Mireille
ในประเทศไทยมีคนไทยเชื้อสายจีนและคนจีนที่อาศัยอยู่ในเมืองไทยมากมายเกือบครึ่งค่อนของประเทศ การทำธุรกิจ ร้านอาหารจีน ด้วยตึกแถว จึงเป็นหนึ่งในทางเลือกที่ดี เพราะอาคารเหล่านี้มีพื้นที่เยอะจนสามารถทำห้องส่วนตัวได้เกือบทุกชั้น ! เรียกได้ว่าเหมาะกับไลฟ์สไตล์การกินอาหารของคนจีนเสียจริง
ร้านไอศกรีม
ขอบคุณรูปจาก: archilovers.com
อากาศร้อนอบอ้าวก็ต้องคู่กับของหวานแสนเย็น การใช้พื้นที่เล็ก ๆ ของตึกแถวเปิด ร้านไอศกรีม ในประเทศไทยก็น่าจะช่วยหลายคนคลายร้อนไปได้มาก เชื่อได้เลยว่าถ้าเริ่มเปิดร้านเมื่อไรล่ะก็ ต้องมีลูกค้าประจำเป็นเจ้าตัวเล็ก ที่จะมาหาขุมสมบัติแห่งความสุขที่ร้านคุณแน่นอน
ร้านอาหารอิตาลี
ขอบคุณรูปจาก: homegirllondon.com
อีกหนึ่งประเภทอาหารที่ได้รับความนิยมมากในประเทศไทยก็คงหนีไม่พ้น อาหารอิตาลี อย่างพิซซ่า สปาเกตตี หรือสเต๊ก เป็นที่มาของไอเดียการตกแต่งตึกแถวให้เป็น ร้านอาหารอิตาลี เรียบ ๆ แต่หรูหราให้อารมณ์ความรู้สึกเหมือนนั่งอยู่กลางเมืองเวนิสเลยล่ะ
ร้านชานม
ขอบคุณรูปจาก: athensvoice.gr
ถ้าหากจะพูดถึงเครื่องดื่มที่กำลังมาแรงในช่วงเวลานี้ ก็คงจะหนีไม่พ้น ‘ชานม’ หวาน ๆ จากประเทศไต้หวัน ที่ออกมาหลายแบรนด์หลายรสชาติจนเลือกไม่ถูกกันเลยทีเดียว และถ้าหากคุณมีชานมสูตรพิเศษในมือล่ะก็ เปิด ร้านชานม เล็ก ๆ ในตึกแถวก็คุ้มนะ !
คาเฟ่นั่งเล่นยามค่ำคืน
ขอบคุณรูปจาก: u/tabaskou
ปิดท้ายด้วยไอเดียสุดท้ายในการเปลี่ยนตึกแถว มาเอาใจมนุษย์กลางคืนด้วย คาเฟ่นั่งเล่นยามค่ำคืน ที่จะทำให้เวลาหลังพระอาทิตย์ตกดินของคุณไม่เงียบเหงา ด้วยการพูดคุยกับเพื่อน ๆ ด้วยความสนุกสนาม พร้อมกับจิบเครื่องดื่มสุดพิเศษ และฟังดนตรีแสนไพเราะที่ทำให้เพลิดเพลินไปด้วยกัน
เช่า ตึกแถว มีข้อดีอย่างไรบ้าง ?
เป็นอย่างไรกันบ้างกับ ไอเดียการสร้างร้านอาหารจากตึกแถว ที่เรานำมาฝากกัน และเนื่องจากลักษณะของตึกแถวที่ถึงแม้จะอยู่บนพื้นดินอันน้อยนิด แต่มีถึง 3 ชั้น ทำให้นอกจากการเปิดร้านอาหารที่ชั้นล่างสุดของตึกแถวแล้ว เรายังสามารถใช้ประโยชน์จากพื้นที่ชั้นต่าง ๆ ได้มากมาย ไม่ว่าจะเป็น พื้นที่อยู่อาศัยของเจ้าของร้าน โรงแรมเล็ก ๆ ร้านอาหารประเภทอื่น ๆ หรือแม้แต่ Rooftop สุดโรแมนติก (ถ้าตึกแถวของคุณมีดาดฟ้า) จนเกิดเป็นกำไรมหาศาลได้อย่างแน่นอน คลิกดูไอเดียอื่น ๆ ที่บทความ Power Black Building อาคารพาณิชย์ที่ใช้ทุกตารางนิ้วสร้างรายได้
และถ้าใครที่มีตึกแถวมากมาย แต่ไม่รู้จะทำอะไรกับตึกเหล่านั้น หรือใครที่กำลังหาธุรกิจใหม่ ๆ ลงทุน ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหาร โรงแรม บริการต่าง ๆ หรือ หาที่ตั้งออฟฟิศใหม่ ในเว็บไซต์ Kaidee Property คุณสามารถทั้งลงขาย ปล่อยเช่า ซื้อ หรือเช่าได้ทั้งหมด เรียกได้ว่าครบทุกความต้องการเลย
May 10, 2021 | บทความยานยนต์
ใคร ๆ ก็อยากได้รถครอบครัว แต่รถครอบครัวแบบไหนที่จะเหมาะสมกับการใช้งานและสมาชิกในครอบครัวของคุณที่สุดกันล่ะ เพราะการซื้อรถในแต่ละครั้ง ทุกคนคงเน้นการใช้งานรถมากกว่า 5 ปี เป็นต้นไปใช่ไหมล่ะคะ ?
ถึงอย่างนั้นอย่างที่รู้ ๆ กันว่ารถครอบครัวแบบไหนที่เหมาะสมส่วนใหญ่มักจะถูกพูดถึงว่าเป็น SUV แต่ก็อย่างที่ได้กล่าวไปว่า รถ SUV ไม่ใช่คำตอบเดียว แต่ยังมีรถครอบครัวประเภท SUV, Van และ SUV ที่เป็นรถครอบครัวแบบไหนที่เหมาะสมที่สุดกันล่ะ
รถครอบครัวมีกี่ประเภทและรถครอบครัวแบบไหนที่เหมาะสม?
หากพูดถึงรถครอบครัวแล้วนั้น สิ่งที่จำเป็นสำหรับรถครอบครัวคือ “ความกว้างและพื้นที่” ภายในรถ ที่จำเป็นต้องมีที่นั่งตั้งแต่ 5 ที่นั่งขึ้นไป จึงจะเหมาะสมกับการเป็นรถครอบครัว เพราะคำว่า “ครอบครัว” ในความหมายสำหรับประเภทรถ มักจะมีจำนวนคนตั้งแต่ 4 คนเป็นต้นไป
รถซีดานจึงไม่ค่อยตอบโจทย์เสียเท่าไร เพราะรถครอบครัวมักจะมีทั้ง “ผู้สูงอายุและเด็ก” ที่เป็นผู้โดยสารอยู่เสมอ ทั้งพื้นที่ในการปืนป่ายหรือเบาะนั่งที่กว้างจนสามารถยืดขาได้ ก็มีแต่รถยนต์บางประเภทเท่านั้น เราจึงยกประเภทรถครอบครัวที่ใครก็ตัดสินใจได้ยากอย่างรถ SUV, Van และ Crossover มาให้คุณแล้ว
รถ SUV
SUV ย่อมาจาก Sport Utility Vehicle หรือรถยนต์อเนกประสงค์ที่มีรูปทรงสุดสปอร์ต ขับได้ทั้งในเมืองและออฟโร้ด ซึ่งรถประเภทนี้จะดีกว่ารถยนต์ซีดานตรงที่มีความจุที่มากกว่า ทั้งจุคนและสัมภาระได้เยอะมาก ๆ เวลาจะขนห่วงยางหรือสระยางไปเที่ยวก็ไม่มีปัญหาอีกต่อไป
โดยรถยนต์ SUV จัดเป็นรถครอบครัวที่เหมาะสมและมีคนใช้ค่อนข้างเยอะ เพราะรถประเภทนี้จะมีขนาดที่นั่งแต่ 5-7 ที่นั่ง เป็นต้นไป ขนาดเครื่องยนต์ก็มีตั้งแต่ 1.8 ขึ้นไป เพื่อรองรับขนาดของรถยนต์ แต่ข้อเสียของรถยนต์ประเภทนี้คือ ความสูงของรถยนต์ที่อาจสูงเกินไปกว่าที่ผู้สูงอายุจะขึ้นได้อย่างสะดวกนัก
รถ Van
สำหรับรถยนต์อีกหนึ่งประเภทที่เหมาะกับครอบครัวคือ รถ Van หรือที่เรารู้จักกันว่ารถตู้ Van ที่มีที่นั่งตั้งแต่ 7 ที่ขึ้นไป เรียกได้ว่าเป็นรถที่ขนไปได้ทั้งครอบครัว ครบทั้งตระกูลเลยทีเดียวเชียว รถ Van ประเภทนี้จึงนิยมสำหรับครอบครัวที่มีรถมากกว่าหนึ่งคันเป็นต้นไป
เรียกว่าเป็นรถเสริมสำหรับครอบครัวที่พูดว่าถ้าใครต้องการรถที่เป็นที่ช่วยรับ-ส่งคนในครอบครัว หรือไว้ขนกันไปทริปทั้งครอบครัว ก็ต้องรถ Van เนี่ยแหละ เพราะเป็นรถที่เหมาะสำหรับการท่องเที่ยวสบาย ๆ พร้อมกับครอบครัว
แต่สิ่งหนึ่งที่คนซื้อรถประเภทนี้ต้องคำนึงไว้คือ รถประเภทนี้ไม่สามารถขับได้อย่างสมบุกสมบันนัก ไม่เหมาะกับการเอาไปลุยป่า หรือขึ้นเขา แม้จะมีกำลังรถที่แรงกว่ารถยนต์อื่น ๆ แต่น้ำหนักของคนก็ทำให้บางครั้งการขึ้นเขาก็อืดได้เช่นเดียวกัน
รถ Crossover
อีกหนึ่งประเภทรถครอบครัว ที่เหมาะสมสำหรับคนที่กำลังสร้างเนื้อสร้างตัวและมีสมาชิกครอบครัวประมาณ 4-5 คน เพราะเป็นรถยนต์ที่เรียกว่าใกล้เคียงกันกับรถประเภท SUV เลยทีเดียวเชียว เพียงแต่ขนาดของรถที่มีความกะทัดรัดและไซส์มินิกว่า ทำให้ด้านความกว้างนั้นสู้กับ SUV ไม่ได้เลย
แต่จุดเด่นที่สู้ได้ชนิดว่าเอาชนะ SUV อย่างขาดลอยคือขนาดเครื่องยนต์พร้อมสมรรถนะต่าง ๆ ที่มาในราคาที่ถูกกว่ารถ SUV อยู่หลายบาท ทั้งยังมีเทคโนโลยีที่ครบครันชนิดว่า ถ้าใครแตะราคา SUV ไม่ไหวก็ลดลงมาเป็น Crossover แทน
ข้อที่ต้องระวังสำหรับรถ Crossover คือพื้นที่ แม้จะกล่าวว่าสามารถนั่งได้ 5-7 ที่นั่ง ใกล้เคียงกับรถ SUV แต่พื้นที่จะมีความแคบกว่า แถวหลังอาจจะนั่งไม่สบายนัก แต่สมรรถนะด้านอื่น ๆ ก็เรียกว่าเป็นรุ่นน้องของ SUV ได้อย่างเต็มปากเลย
รถครอบครัวแบบไหนตอบโจทย์ต่างกันอย่างไร
การพิจารณาว่ารถครอบครัวแบบไหนถึงจะเหมาะสมที่สุด ต้องเริ่มจากความต้องการและงบประมาณในมือของคุณเสียก่อน
รถครอบครัวงบน้อย สมาชิกครอบครัวไม่เยอะ
ถ้าคุณคือคนที่กำลังวางแผนจะสร้างครอบครัวหรือเพิ่งเริ่มสร้างครอบครัว งบประมาณที่จัดสรรมานอกเหนือจากการซื้อบ้านแล้ว ถัดมาคงถึงเวลาต้องคำนึงถึงรถยนต์ที่ใช้ภายในครอบครัว แต่งบสำหรับซื้อรถของคุณไม่ได้สูงขนาดนั้น
รถครอบครัวที่น่าสนใจสำหรับคุณอาจจะเป็นรถ Crossover ที่มีรูปลักษณ์ใกล้เคียงกับ SUV ที่สุด เพียงแต่พื้นที่ค่อนข้างแคบกว่า แต่ถ้าสำหรับคนเพิ่งเริ่มต้นและกำลังจะสร้างครอบครัว รถ Crossover เป็นตัวเลือกที่ตอบโจทย์คุณที่สุดทั้งในด้านราคาและสมรรถนะที่เปี่ยมล้นคล้ายคลึง รถ SUV เลยล่ะค่ะ
รถครอบครัวงบไม่จำกัด ต้องการใช้เป็นรถหลัก
สำหรับครอบครัวที่สมาชิกในครอบครัวประมาณ 5-7 คน หรือเป็นครอบครัวที่กำลังมีลูกตัวน้อยที่เราต้องพาออกไปทำกิจกรรมต่าง ๆ ในช่วงวันหยุด รถยนต์ประเภท SUV ก็เป็นคำตอบที่จัดว่าใช่และเหมาะสมที่สุด ทั้งนี้รถ SUV จะมีราคาที่ค่อนข้างสูงกว่ารถ Crossover
การซื้อรถ SUV เรียกได้ว่าเป็นการลงทุนเพื่อให้รถคันนี้กลายเป็นรถยนต์ที่ใช้เป็นหลัก เพราะเป็นรถที่สามารถจุคนได้ตั้งแต่ 5 คนเป็นต้นไป แถมยังสามารถจัดสรรพื้นที่เก็บสัมภาระได้อย่างสะดวกพร้อมเดินทางทั้งในเมืองและต่างจังหวัด
รถครอบครัวงบไม่จำกัด ต้องการให้เป็นรถคันที่สอง
ครอบครัวคุณเป็นครอบครัวใหญ่ที่มีสมาชิกมากกว่า 5 คนใช่หรือไม่ ถ้าใช่รถ Van ก็อาจเป็นคำตอบของคุณ แต่ส่วนใหญ่การซื้อรถ Van มักซื้อเป็นรถสำรองหรือรถที่ใช้เสริมมากกว่านำมาเป็นรถที่ใช้หลัก
สาเหตุเพราะว่าการใช้รถ Van นั้นทำให้คุณเดินทางลำบากกว่ารถประเภทอื่น ๆ ด้วยขนาดและน้ำหนักของรถยนต์ แม้จะไปได้ทุกเส้นทางแต่คงต้องคำนึงถึงความอืดของรถยนต์ด้วย คนจึงนิยมใช้รถ Van ในช่วงที่ต้องเดินทางพร้อมกันทั้งครอบครัวมากกว่า
แน่นอนว่ารถ Van จึงมีราคาที่ค่อนขัางสูง แต่ถ้าคุณต้องการหารถคันที่สองอยู่แล้ว รถ Van ก็จัดเป็นตัวเลือกที่ไม่เลวสำหรับรถครอบครัวเลยล่ะ เพื่อให้คุณและครอบครัวสามารถเดินทางไปเที่ยวด้วยกันได้อย่างสนุกสนานภายใต้รถคันเดียวกัน
สรุปแล้วควรซื้อรถครอบครัวแบบไหน
มาถึงจุดสรุปว่าควรซื้อรถครอบครัวแบบไหนดี อย่างที่กล่าวไปในเบื้องต้นว่าคุณต้องดูวัตถุประสงค์ก่อนว่า
เป็นรถยนต์ที่ใช้งานเป็นหลักหรือไม่
งบประมาณในการซื้อรถครอบครัวคันนี้อยู่ที่เท่าไร
สมาชิกในครอบครัวคุณมีจำนวนกี่คน
หากคุณสามารถสรุปและให้คำตอบกับ 3 คำถามด้านบนได้แล้ว การเลือกรถครอบครัวก็อิงจากเกณฑ์ด้านบนได้เลย
ทั้งนี้ถ้าคุณอยากได้รถยนต์ประเภท SUV หรือ Van แต่งบประมาณไปไม่ถึงก็ลองมาดูรถยนต์มือสองประเภท SUV ไม่ว่าจะเป็นแบรนด์ใหญ่อย่าง BMW X1 หรือ Hyundai H1 ก็จัดว่าเป็นรุ่นที่น่าสนใจสำหรับรถครอบครัวรุ่นหนึ่งเลยล่ะ ทั้งนี้ราคามือสองก็ไม่สูงมากและยังมีสภาพที่ดีอยู่ด้วย คุณสามารถเริ่มต้นหารถมือสองได้ที่ Kaidee เลย
May 10, 2021 | บทความยานยนต์
Credit : BMW
ณ เวลานี้ หากพูดถึงรถยนต์ Supercar ของทางค่าย BMW ก็คงจะหนีไม่พ้นอย่าง BMW i8 ที่ไม่ว่าใครเห็นก็ต้องหันมองตามอย่างแน่นอน (รวมถึงตัวผมเองก็ด้วย 😅) ความเป็นผู้ชายอย่างเราเมื่อได้เห็นเป็นต้องถูกใจกันเป็นธรรมดา แต่ว่าความพิเศษของรถยนต์รุ่นนี้ จากที่ผมได้ลองถาม ๆ เพื่อนที่เป็นหญิง ทุกคนต่างบอกเป็นเสียงเดียวว่า “นี่แหละคือรถยนต์ที่ผู้หญิงก็ใฝ่ฝัน” เช่นเดียวกัน
เดี๋ยวเรามาดูกันเลยว่ารถยนต์อย่าง BMW i8 นั้นจะมีความพิเศษอย่างไร ที่ทำให้แม้กระทั่งผู้หญิงยังตกหลุมรักได้ มาดูไปพร้อม ๆ กันเลยดีกว่า!!
ก่อนจะมาเป็น BMW i8
เดิมทีแล้ว ก่อนที่จะมาเป็น BMW i8 ได้นั้น มันเป็นเพียง Concept ที่ได้มาจากรุ่นรถยนต์รุ่นพี่อย่าง BMW M1 ที่ถูกผลิตออกมาเมื่อปี 1978 ซึ่งเป็นรถเครื่องยนต์วางกลางครั้งแรก จึงกลายมาเป็นไอเดียในการวางแผนและออกแบบ จนกระทั่งปี 2008 ทาง BMW ก็ได้ออกรถยนต์ M1 Homage Concept ซึ่งเป็นเพียงแค่ต้นที่เฉลิมฉลองอายุครบ 30 ปี จากรุ่นแรกที่ต่อยอดมาเท่านั้น ซึ่งหากนำมาเปรียบเทียบกับ BMW i8 ดูแล้ว ก็จะรู้ได้ถึงความเหมือนที่เห็นได้ชัด และไม่ห่างกันมากในปี 2009 ทาง BMW ก็ออกรถยนต์ Concept มาอีกหนึ่งคัน นั่นคือ BMW Vision Efficient Dynamics ที่กล่าวออกมาว่าเป็นรถยนต์แบบ Hybrid และท้ายที่สุดในปี 2011 ก็ได้เปิดตัวเป็น ๆ กับ BMW i8 และวางขายมาจนถึงทุกวันนี้
ทำไม BMW i8 ถึงเป็นรถยนต์สไตล์ Roadster
เรื่องนี้บอกเลยว่าไม่ยาก ใครที่เป็นสายซิ่งน่าจะรู้ ๆ กันอยู่แล้ว แต่ใครที่เพิ่งได้ลองเข้ามาสนใจในวงการนี้แล้ว บอกเลยว่าอย่างแรกที่ต้องมาทำความรู้จักกันก่อนถึงคำศัพท์คำว่า Roadster ว่ามันคืออะไรกันแน่ (แล้วคุณจะหลงรักรถยนต์ประเภทนี้แบบหัวปักหัวปำ)
Roadster คืออะไร
จริง ๆ Roadster มันคือคำที่เอาไว้เรียกรถยนต์ที่มี 2 ประตู 2 ที่นั่ง อ่ะอ้าววว!! แล้วแบบนั้นมันจะต่างอย่างไรกับรถสปอร์ตแบบ Coupe ที่มี 2 ประตูเหมือนกันล่ะ??
“Roadster VS Coupe”
ข้อที่แตกต่างของทั้งรถยนต์ทั้ง 2 ประเภท มีเพียง 2 อย่างเท่านั้น!! ซึ่งจุดแรกนั่นก็คือ หลังคา นั่นเอง!! (งงกันล่ะสิว่าหลังคามันทำไม??) รถยนต์สปอร์ตแบบ Roadster นั่นคือรถที่สามารถเปิดประทุนได้นั่นเอง และอีกจุดหนึ่งที่ทำให้มีความแตกต่างเลยก็คือเรื่องของประตูและจำนวนที่นั่ง รถยนต์แบบ Roadster นั้นจะมีเพียง 2 ประตู 2 ที่นั่งเท่านั้น ส่วนรถยนต์ Coupe จะมี 2 ประตูก็จริง แต่ที่นั่งนั้นอาจจะมีได้ถึง 4 ที่นั่งก็เป็นได้ในรถยนต์บางรุ่น
ซึ่งก็จะมีคำถามตามมาอีกเช่นเดียวกันว่า ทำไม Porsche หรือ Ferrari ที่เป็นเหมือน Roadster ถึงไม่ได้เรียกตัวเองว่า Roadster แต่กลับถูกเรียกว่า Spyder
“Roadster VS Spyder”
อยากจะบอกว่าสองอย่างนี้ความแตกต่างเป็นศูนย์เลย เพราะทั้งคู่คือรถประเภทเดียวกัน แต่สาเหตุที่ทำให้เกิดคำที่ต่างกันออกไป หลาย ๆ ท่านน่าจะพอเดาออกได้ไม่ยากนัก นั่นคือเรื่องของประเทศที่ให้กำเนิดและความพึงพอใจของค่ารถยนต์แต่ละยี่ห้อนั่นเอง
BMW i8 จึงถูกเรียกเป็น Roadste r
4 ความเจ๋งของ BMW i8
Credit : BMW
ความสวยงามที่นอกจากดีไซน์หรือการตกแต่งภายในที่ใครเห็นเป็นต้องหลงใหลใน BMW i8 แต่จริง ๆ แล้วมันมีอะไรที่ซ่อนเอาไว้ภายใต้รูปลักษณ์ที่โดดเด่นคันนี้ ด้วยเทคโนโลยีสุดล้ำ อุปกรณ์แปลก ๆ ที่ไม่น่ามีอยู่ในรถ จะมีอะไรบ้าง ไปดูกันเลย
1. เป็นรถยนต์ Hybrid ที่ใช้ไฟฟ้า 100%
จากชื่อหัวข้อที่ฟังดูย้อนแย้ง BMW i8 ที่เป็นรถยนต์ Hybrid จะเป็นระบบไฟฟ้า 100% ได้ยังไงกัน แบบนั้นก็ต้องเรียกว่ารถยนต์ EV สิ แต่ความพิเศษของ BMW i8 มันมีมากกว่านั้น เพราะเป็นรถที่สามารถเติมน้ำมันได้ และชาร์จไฟฟ้าเข้ารถยนต์ได้อีกด้วย ซึ่งจะสามารถปรับโหมดการขับให้ใช้งานด้วยไฟฟ้า 100% (โหมด Max eDirve) ได้ในช่วง 30 กิโลเมตรแรก ที่ความเร็วไม่เกิน 120 กิโลเมตร (แค่นี้ก็เร็วมาก ๆ แล้ว) และหลังจากนั้นระบบจะเปลี่ยนมาใช้ Hybrid ที่ทำงานร่วมกันกับน้ำมันอัตโนมัติ
2. อัตราเร่งสุดโหด
ถ้าหากลองไปดูที่ Spec Sheet ของ BMW i8 แล้วจะรู้สึกแปลก ๆ ขึ้นมาทันทีว่า “เอ๊ะ!! รถยนต์ที่ถูกขนานนามมาว่าเป็น Supercar ทำไมมีแรงม้าแค่ 374 แรงม้าเท่านั้นเอง ดูไม่น่าจะเร็วเท่าไรเลย” แต่สิ่งที่น่าเหลือเชื่อเลยก็คืออัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงนั้น ใช้เวลาแค่ 4.4 วินาทีเท่านั้น!! แต่ที่สามารถทำความเร็วได้ขนาดนี้ ความลับมันอยู่ที่ โครงสร้างของ bmw i8 ทำมาจาก Carbon Fiber ทั้งคัน ทำให้มีน้ำหนักเบาอย่างน่าเหลือเชื่อ (น้ำหนักรวมแค่ 1 ตันครึ่งเท่านั้น)
3. ชุดยกหลังคาของ BMW i8 ทำจาก 3D Print
เรียกได้ว่าเป็นครั้งแรกของโลกเลยก็ว่าได้ ที่มีการนำเอาเทคโนโลยี 3D Print มาใช้กับอุตสาหกรรมรถยนต์ โดย BMW i8 นั้นเอามาใช้ทำชุดยกหลังคาสำหรับเปิดประทุนในบางชิ้นส่วน เพื่อเป็นการลดน้ำหนักของตัวรถให้ได้มากที่สุด
4. เป็นรถยนต์ไฟฟ้าที่มีเสียงดุดัน
โดยปกติแล้วรถยนต์ที่เป็น Hybrid จะมีเสียงเครื่องยนต์ที่เงียบมาก ๆ หรือไม่มีเสียงเลยเสียด้วยซ้ำ แต่ก็เป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจสำหรับ BMW i8 ที่เมื่อขับขี่ กลับมีเสียงของเครื่องยนต์ที่ดังเหมือนรถ Supercar ทั่ว ๆ ไปเลยทีเดียว นั่นเป็นเพราะว่าทาง BMW ได้เสริมฟังก์ชันหนึ่งซ่อนเอาไว้ที่บริเวณท้ายรถ นั่นก็คือ ลำโพงขนาดใหญ่ที่ไม่ใช่สำหรับเอาไว้เปิดเล่นเพลงให้คนข้างนอกได้ฟังแต่อย่างใด แต่เป็นเสียงเครื่องยนต์แบบสังเคราะห์ที่ทำให้ผู้ขับขี่และคนอื่น ๆ บนท้องถนนรู้สึกว่า BMW i8 ไม่ได้เป็นรถยนต์ไฟฟ้านั่นเอง
สรุปท้ายบทความของ BMW i8
จากที่พูดมาทั้งหมดในบทความ ก็แสดงให้เห็นถึงความดีงามพระราม 8 ของ BMW i8 เป็นเรียบร้อย ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นรถยนต์ Supercar แห่งอนาคตกันเลยทีเดียว ที่นอกจากความเร็วแรงของตัวเครื่องยนต์แล้ว ยังมีดีไซน์รูปลักษณ์ที่เท่ครองใจทั้งชายและหญิงได้อย่างอยู่หมัด
ส่วนใครที่อ่านและเกิดความชอบหรือกิเลสในจิตใจแล้วล่ะก็ เข้ามาที่ Kaidee Auto แหล่งรวมรถยนต์มือสองมากมาย บอกเลยว่า BMW i8 ก็มีอยู่ในเว็บของเราเช่นเดียวกัน แถมราคาไม่แรง จับต้องได้ ถูกใจทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย
May 10, 2021 | ข่าวสาร และกิจกรรม
บ้านเลขที่มงคลอยู่แล้วรวย เป็นอีกหนึ่งศาสตร์แห่งตัวเลขที่ใครหลายคนให้ความสนใจ ด้วยเพราะบ้าน หรือคอนโด ที่อยู่อาศัยนั้นเปรียบเสมือนฐานที่มั่นของชีวิต ที่เอาไว้พักกายยามเหนื่อยล้า เป็นที่พักใจให้กลับมามีพลังอีกครั้ง
คงจะดีไม่น้อย หากบ้านหรือห้องคอนโดที่เราอยู่นั้นสามารถเสริมดวงให้ดีขึ้นได้ด้วยการมีบ้านเลขที่มงคลหรือเลขที่ห้องมงคลที่เหมาะกับตัวเอง
เราไปดูกันดีกว่า ว่าการหาเลขที่บ้านมงคลที่แมทช์กับตัวเองนั้น มีสูตรการคิดแบบไหนบ้าง และความหมายที่อยู่เบื้องหลังตัวเลขเหล่านั้นเป็นอย่างไร
สูตร 1 : หาบ้านเลขที่มงคลจากผลบวกจนเหลือเลขตัวเดียว
เป็นสูตรยอดนิยมในหาบ้านเลขที่มงคล คำนวนได้ง่ายๆ โดยนำตัวเลขที่ปรากฏในบ้านเลขที่มาบวกกันจนเหลือผลลัพธ์เป็นเลขตัวเดียวตั้งแต่ 1-9
ยกตัวอย่าง บ้านเลขที่ 135/12 ให้นำตัวเลขทั้งหมดบวกกัน 1+3+5+1+2 = 12 จากนั้นนำ 1+2 อีกครั้งจะได้เท่ากับหมายเลข 3 นั่นเอง
สำหรับผลรวมตั้งแต่ 1 – 9 จะบ่งบอกความเป็นเลขที่บ้านมงคล อยู่แล้วรวยอย่างไร ไปดูความหมายกันเลย
ผลรวม 1
เป็นเลขแห่งการเริ่มต้นที่ดี มีความเป็นผู้นำสูง ชอบคิดหรือทำอะไรใหม่ๆ จึงเหมาะสำหรับผู้ที่มีธุรกิจเปิดกิจการเป็นของตัวเอง
ผลรวม 2
บ่งบอกความสามัคคี กลมเกลียวกันของคนในบ้าน มีเสน่ห์ โดยมากมักมีผู้หญิงหรือบุคคลที่มีนิสัยคล้ายผู้หญิงเป็นใหญ่ที่สุดในบ้าน
ผลรวม 3
เป็นเลขที่ต้องใช้ความอดทนสูง ใส่ความพยายามมากกว่าคนอื่น จึงจะทำการใดๆ สำเร็จ มีนิสัยชอบเอาชนะจึงทำให้อาจเกิดเรื่องขัดแย้งภายในครอบครัวบ่อยๆ
ผลรวม 4
เป็นเลขของการติดต่อสื่อสาร ซึ่งช่วยให้คนในบ้านพูดคุยเข้าใจกันดี จึงนำมาซึ่งความหนักแน่นมั่นคง ความยั่งยืน แต่อาจต้องแลกมาด้วยความเครียด และการทำงานหนัก
ผลรวม 5
เป็นบ้านที่มีความอุดมสมบูรณ์ บารมี ลาภยศ สรรเสริญ อันเป็นผลมาจากการชอบช่วยเหลือและบริจาคทาน
ผลรวม 6
เลขแห่งศิลปะ ความสวยงาม ทำให้บ้านเย็นสบาย สงบ เหมาะแก่บ้านที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับการให้บริการ โดยเฉพาะงานบริการที่เน้นการบำบัดเยียวยา และการดูแลเอาใจใส่ แต่ให้ระวังจะมีการใช้จ่ายฟุ่มเฟือยบ่อยๆ
ผลรวม 7
เลขแห่งการคิด การวิเคราะห์ การบริหารจัดการ ทำให้ผู้อยู่อาศัยมักต้องความใคร่ครวญกับเรื่องราวที่เกิดขึ้น จนทำให้เกิดความเครียด และอาจเกิดปัญหากับบริวารหรือการเงินได้
ผลรวม 8
เป็นหนึ่งในผลรวมบ้านเลขที่มงคล แสดงถึงอำนาจบารมี ความสุขไร้ขีดจำกัด ความอุดมสมบูรณ์ ความสำเร็จในธุรกิจ และความร่ำรวย แต่มีข้อควรระวังอยู่นิดตรงที่บริวารมักไม่ซื่อสัตย์
ผลรวม 9
บ้านเลขที่มงคลที่มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครอง นำความก้าวหน้า และโอกาสความสำเร็จมาให้ อีกทั้งยังเป็นสัญลักษณ์ของสติปัญญา ความเมตตากรุณา และการประนีประนอม
สูตรที่ 2 หาบ้านเลขที่มงคลจากวันเกิด
การหาเลขที่บ้านมงคลอยู่แล้วรวยจากวันเกิดเป็นอีกหนึ่งแนวทางที่เราสามารถหยิบมาใช้เพื่อช่วยเกื้อหนุนให้ดวงชะตาดีขึ้น โดยแต่ละวันเกิดจะมีเลขมงคลและเลขกาลกิณีที่ต้องหลีกเลี่ยงดังนี้
วันอาทิตย์
ตัวเลขมงคลสำหรับคนเกิดวันอาทิตย์ คือ 1 ถือเป็นเลขประจำวันเกิดที่สามารถจับคู่กับเลขใดก็ได้ ยกเว้น 12, 13 และ 18 ที่ไม่ค่อยจะสมพงศ์กับเจ้าของบ้านที่เกิดวันอาทิตย์สักเท่าไร และควรหลีกเลี่ยงไม่ให้มีเลข 0 และ 6 ในบ้านเลขที่โดยเด็ดขาดเพราะเป็นเลขศัตรูที่อยู่แล้วไม่เกื้อหนุนกัน
วันจันทร์
บ้านเลขที่มงคลที่ควรมองหาสำหรับคนเกิดวันจันทร์ คือ 2, 15 และคู่เลขอย่าง 32 หรือ 23 จะช่วยเสริมเสน่ห์ทำให้การเจรจาติดต่อได้ผลดี ส่วนเลข 24,42 จะเด่นในเรื่องมิตรสหาย ส่วนเลขที่ต้องระวังเป็นพิเศษคือ 1 และ 12
วันอังคาร
หมายเลข 3 เป็นเลขประจำตัวคนเกิดวันอังคาร และจะดียิ่งขึ้นหากเลือก 35 เป็นบ้านเลขที่มงคลจะส่งเสริมด้านสติปัญญาและคุณธรรม ช่วยให้การงานมั่นคงและ 38 ที่บ่งบอกว่าบ้านนั้นอยู่แล้วสงบร่มเย็น ปลอดภัย ในขณะที่เลขกาลกิณีที่ต้องอยู่ห่างๆ คือ คู่เลข 13, 31, 37,73 และ 39,93 เพราะจะนำอุบัติเหตุ ความขัดแย้งบาดหมางมาให้คนในบ้าน
วันพุธกลางวัน
บ้านเลขที่มงคลอยู่แล้วรวยสำหรับคนเกิดวันพุธกลางวัน ได้แก่ หมายเลข 4 ช่วยเสริมพลังการติดต่อสื่อสารการค้าขาย นอกจากนี้ยังมีคู่เลขอย่าง 17, 42 และ 41 ที่จะช่วยส่งให้ดวงเจ้าของบ้านดีขึ้น ส่วนเลขที่จัดอยู่ในระดับแย่สุดคือ 48 หมายถึงอันธพาล ไม่เป็นที่รักของใคร
วันพุธกลางคืน
เลขที่บ้านนำโชคของคนเกิดวันพุธกลางคืนได้แก่ 8 ทำให้มีบริวารดี เลข 78 ช่วยหนุนให้หน้าที่การงานเป็นใหญ่เป็นโต และเลข 38 อยู่อาศัยในบ้านด้วยความร่มเย็น ส่วนตัวเลขกาลกิณีที่ต้องระวังคือ 5, 12 และ 48 มีแนวโน้มที่จะนำความไม่ดีมาให้ หรือทำอะไรก็ติดขัด
วันพฤหัสบดี
บ้านเลขที่มงคลอยู่แล้วรวยของคนเกิดวันนี้คือ 5 ซึ่งจะอยู่ในตำแหน่งหน้าหรือหลังก็จัดว่าดีงามทั้งนั้น เป็นเลขแห่งคุรุ ช่วยในเรื่องสติปัญญา หากประกบคู่เป็น 51 จะยิ่งเสริมด้านมิตรสหาย ไร้ศัตรูคู่อาฆาต สำหรับเลขที่ไม่เป็นมงคลได้แก่ 7
วันศุกร์
คนเกิดวันศุกร์เหมาะกับเลข 3, 6, 5 และบรรดาคู่เลขสลับของทั้งสามเลขนี้ คือบ้านเลขที่มงคลเสริมโชคลาภ ทำงานใดๆ ก็ผ่านพ้นไปด้วยดี เป็นที่รักที่เคารพของผู้ที่ได้พบเห็น ด้านตัวเลขที่เป็นกาลกิณีคือ 0, 7, 8 รวมถึงคู่เลข 67 ที่เป็นเหมือนพระศุกร์เข้า พระเสาร์แทรก สร้างความทุกข์ยากให้ผู้อยู่อาศัยพร้อมๆ กัน
วันเสาร์
บ้านเลขที่มงคลสำหรับคนเกิดวันเสาร์ ต้องมีเลข 7 เป็นส่วนประกอบ ไม่ว่าจะคู่เลข 70, 71, 78 และ 79 ล้วนมีนัยความหมายที่ดี ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความสุขสบาย ไร้ทุกข์โศก ในขณะที่เลขต้องห้ามของคนเกิดวันนี้คือ 2, 4 และ 5 นำพาความอับโชคมาให้
สูตรที่ 3 หาเลขที่บ้านมงคลจากความหมายของตัวเลข
วิธีการสุดท้ายในการตามหาบ้านเลขที่มงคลอยู่แล้วรวย คือการอ่านตามตัวเลขที่ปรากฏอยู่บนบ้านเลขที่ โดยรูปแบบการตีความจะแบ่งเป็น 2 แบบตามลักษณะบ้านเลขที่ คือ
บ้านเลขที่เป็นตัวเลขเดี่ยวๆ เช่น บ้านเลขที่ 4 หรือบ้านเลขที่ 1776 เป็นต้น ความหมายของตัวเลขที่เกิดขึ้นจะหมายถึงภาพรวมของสมาชิกทุกคนในบ้าน บ้านเลขที่แบบมีทับ เช่น บ้านเลขที่ 19/205 ในกรณีนี้ตัวเลขหน้าจะส่งอิทธิพลต่อเจ้าของบ้านหรือผู้สูงอายุในบ้าน ในขณะที่ตัวเลขหลังทับจะหมายถึงบริวารหรือผู้อยู่อาศัยคนอื่นๆ
จากนั้นให้อ่านนัยความหมายของตัวเลขไปทีละตัว โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้
เลข 0 ปรากฏในเลขที่บ้าน
รักอิสระ โลกส่วนตัวสูง เมื่อคิดอยากทำอะไรก็ทำเลย จึงอาจเป็นเหตุให้เกิดความขัดแย้งได้ง่าย
เลข 1 ปรากฏในเลขที่บ้าน
หมายถึงความคิด มีความเป็นผู้นำสูง บ้านหลังนี้จึงศักดิ์สิทธิ์ในเรื่องของคำพูดและการแสดงออก แต่ต้องระวังเรื่องฟืนไฟให้ดี
เลข 2 ปรากฏในเลขที่บ้าน
สมาชิกภายในบ้านจะเป็นคนที่มีเสน่ห์ มีอารมณ์ศิลปิน ชอบย้ำคิดย้ำทำ จนเมื่อไตรตรองอย่างดีแล้วจึงจะยอมพูดออกมาทำให้คนรอบข้างรู้สึกยอมรับได้ง่าย
เลข 3 ปรากฏในเลขที่บ้าน
เป็นเลขของความรักและครอบครัว ซึ่งจะให้ความใส่ใจและจริงจังเป็นพิเศษ หากมีอะไรที่เกี่ยวข้องกับเรื่องเหล่านี้ก็จะแอ็กชันเยอะจนบางครั้งอาจนำไปสู่ความฉุนเฉียวได้
เลข 4 ปรากฏในเลขที่บ้าน
สมาชิกภายในบ้านเป็นคนคุยเก่ง ช่างเจรจาสื่อสาร แต่ทางตรงกันข้ามยังหมายถึงการพร่ำบ่นที่หากมากเกินไปก็ทำให้คนรอบข้างรำคาญได้
เลข 5 ปรากฏในเลขที่บ้าน
เกี่ยวข้องกับเรื่องของอารมณ์ อาจเป็นได้ทั้งอารมณ์บวก เช่น เบิกบาน สบายใจ มองโลกในแง่ดี และอารมณ์ลบ เช่น โมโห เอาแต่ใจ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับตัวเลขที่อยู่ข้างๆ และสถานการณ์แวดล้อม
เลข 6 ปรากฏในเลขที่บ้าน
เลขนี้จะเป็นเลขของผู้หญิง มีความคิดเยอะคิดลึกไปทุกเรื่อง จนถึงขั้นหวาดระแวง ไม่ไว้วางใจใครง่ายๆ และให้ระวังการใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่าย
เลข 7 ปรากฏในเลขที่บ้าน
มักเกี่ยวข้องกับสิ่งที่มองไม่เห็น เป็นเรื่องของจิตวิญญาณ รวมไปถึงความเสียสละที่บางครั้งก็ให้มากจนตัวเองต้องลำบาก
เลข 8 ปรากฏในเลขที่บ้าน
บ่งบอกถึงเรื่องเงินๆ ทองๆ ซึ่งในหลักของจีนยังหมาถึงความร่ำรวย และความไม่มีที่สิ้นสุด
เลข 9 ปรากฏในเลขที่บ้าน
มีแนวโน้มที่จะชอบทำบุญให้ทาน มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครอง เป็นบ้านที่อยู่แล้วมีความสุขความเจริญ
สรุปสูตรหาบ้านเลขที่มงคลอยู่แล้วรวย
การหาบ้านเลขที่มงคลอยู่แล้วรวยจากการบวกตัวเลข หรือแมทช์กับวันเกิด หรือดูจากความหมายตรงๆ ของตัวเลขนั้นเป็นเพียงศาสตร์แห่งตัวเลขขั้นพื้นฐาน ที่หากจะยึดถือก็จำเป็นต้องพิจารณาร่วมกับอีกหลายปัจจัย
แต่อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าเราจะมีบ้านเลขที่มงคลขนาดไหน คงไม่สามารถกำหนดความเป็นไปของบ้านได้ดีเท่ากับตัวตนและการกระทำของผู้เป็นเจ้าของและบริวารภายในบ้านได้ เพราะเพียงเจ้าของบ้านและสมาชิกในครอบครัวใส่ใจทำความสะอาดบ้านช่องห้องหับอยู่เสมอ คิดแต่เรื่องเป็นกุศล ทำจิตใจให้เบิกบาน เท่านี้ก็เป็นจุดเริ่มต้นของความสิริมงคล เกิดกระแสดีๆ ที่จะเปิดทางให้ความเฮง ความโชคดีเข้ามาในบ้านได้เช่นเดียวกัน
May 7, 2021 | บทความอสังหาฯ
การเช่าบ้านเป็นอะไรที่คนในปัจจุบันทำกันเป็นปกติทั่วไป และ ทำกันอยู่บ่อยครั้ง แต่ด้วยความที่ทำสัญญาเช่าบ้านกันบ่อย อาจจะมีบางคนไม่รู้ว่ามีสิ่งที่ต้องระวังในการทำสัญญาเช่าบ้านอยู่ หากเราไม่ระมัดระวัง อาจจะโดนเอาเปรียบได้ วันนี้ Kaidee จึงมีข้อควรระวังในการทำสัญญาเช่าบ้านมานำเสนอ จะมีเกร็ดน่ารู้อะไรบ้างนั้น ตามไปอ่านกันเลย
สัญญาเช่าบ้านคืออะไร ทำไมถึงสำคัญ
สัญญาเช่าบ้านเป็นสัญญาต่างตอบแทน คำว่าต่างตอบแทนในที่นี้หมายถึงคู่สัญญาต่างตอบแทนซึ่งกันและกัน เพราะผู้เช่าต้องจ่ายค่าเช่าเป็นการตอบแทนแก่ผู้ให้เช่า ส่วนผู้ให้เช่าก็ให้สิทธิที่อยู่อาศัยเป็นการแลกเปลี่ยนกับค่าเช่านั่นเอง
สัญญาเช่าบ้านมีความสำคัญตรงที่จะเป็นตัวบ่งบอกสิ่งที่ต้องกระทำในข้อตกลงหรือสัญญาที่ทำร่วมกัน และหากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งผิดสัญญา อีกฝ่ายสามารถนำหลักฐานที่เป็นลายลักษณ์อักษรไปฟ้องร้องในชั้นศาลได้
ส่วนประกอบหลัก ๆ ของสัญญาเช่าบ้านมีอยู่ 3 ประการ คือ ตัวสัญญา ผู้เช่า และผู้ให้เช่า
ชนิดของสัญญาเช่าบ้าน
การทำสัญญาเช่าบ้านนั้นต้องทำออกมาเป็นหนังสือสัญญา จึงจะมีผลบังคับในทางกฎหมายและสามารถนำไปฟ้องร้องในชั้นศาล ซึ่งตัวสัญญาเองจะมีแบ่งออกเป็น 2 แบบ คือ สัญญาเช่าบ้านต่ำกว่า 3 ปี และสัญญาเช่าบ้านมากกว่า 3 ปี
1.สัญญาเช่าบ้านแบบไม่เกิน 3 ปี
สำหรับสัญญาเช่าบ้านแบบต่ำกว่า 3 ปีนั้น กฎหมายอนุญาตให้ผู้เช่าและผู้ให้เช่าไปทำสัญญากันเองโดยไม่ต้องไปที่สำนักงานที่ดินให้ยุ่งยาก
2.สัญญาเช่าบ้านแบบ 3 ปีขึ้นไป
สำหรับสัญญาเช่าบ้านแบบ เกินกว่า 3 ปีนั้นอาจจะมีเรื่องที่ต้องทำมากกว่าอยู่สักหน่อย คือ ผู้เช่าและผู้ให้เช่าต้องไปทำหนังสือสัญญากันต่อหน้าเจ้าพนักงานที่สำนักงานที่ดินในเขตที่บ้านนั้น ๆ ตั้งอยู่
อย่างไรก็ตาม หากผู้เช่าและผู้ให้เช่าทำหนังสือสัญญากันเองโดยไม่มีเจ้าพนักงาน และไม่ได้ไปที่สำนักงานที่ดิน สัญญาเช่าบ้านนั้นจะมีผลในทางกฎหมายเพียง 3 ปีเท่านั้น ซึ่งนี่เป็นอีกจุดที่ต้องระวัง
ข้อควรระวังสำหรับการทำสัญญาเช่าเป็นระยะเวลายาวนานกว่า 3 ปีนั้น คือ ระยะเวลาการเช่าสูงสุดสามารถทำได้นาน 30 ปี หากว่าอยากทำสัญญาเช่าบ้านนานกว่านั้น ให้กำหนดระยะเวลาเช่าเท่ากับอายุของผู้เช่า เพราะถือเป็นระยะเวลาจำกัดนั่นเอง
ผู้ให้เช่า
มาถึงส่วนประกอบที่สองของสัญญาเช่าบ้านกันแล้วซึ่งก็คือผู้ให้เช่า ในทางกฎหมายผู้ให้เช่าต้องมอบสิทธิการใช้ประโยชน์แก่ผู้เช่าตามระยะเวลาที่ตกลงกัน โดยสามารถกำหนดว่าให้ใช้เพื่อพักอาศัยเท่านั้น เป็นการป้องกันไม่ให้ผู้เช่านำไปทำการค้าเชิงพาณิชย์หรือใช้เพื่อจุดประสงค์อื่น ๆ
จุดที่ควรจำคือ หากผู้เช่าเสียชีวิต แล้วทายาทของผู้เช่าประสงค์จะเช่าต่อ ต้องมีการทำหนังสือสัญญาขึ้นมาใหม่เนื่องจากสัญญาเช่าบ้านจะสิ้นสุดลงเมื่อผู้เช่าถึงแก่กรรม เรียกได้ว่าสัญญาไม่สามารถตกทอดไปสู่ลูกหลานได้ (สำหรับกรณีที่ผู้ให้เช่าไม่ได้ระบุให้สัญญาตกทอดไปยังทายาทได้)
ผู้เช่า
ในทางกฎหมาย ผู้เช่าจะต้องจ่ายค่าเช่าตามราคาและระยะเวลาที่ตกลงกันกับผู้ให้เช่า และต้องดูแลรักษาความเรียบร้อยของบ้านเหมือนกันบ้านตัวเอง
เมื่อถึงกำหนดสัญญา ผู้เช่าก็มีหน้าที่ต้องคืนบ้านและทรัพย์สินให้แก้ผู้ให้เช่า รวมถึงปฏิบัติตามข้อกำหนดต่าง ๆ ที่ตกลงกันไว้ตอนทำสัญญาอีกด้วย
7 สิ่งที่ขาดไม่ได้ในสัญญาเช่าบ้าน
1.รายละเอียดของผู้เช่าและผู้ให้เช่า
รายละเอียดของคู่สัญญาทั้ง 2 ฝ่าย ให้สามารถระบุตัวตนได้ว่าเป็นใคร และเป็นฝ่ายเช่าหรือเป็นฝ่ายให้เช่า
2.รายละเอียดของบ้านที่เช่า
ต้องแจกแจงที่อยู่ของบ้านให้ละเอียดว่าบ้านอยู่ตรงไหน เลขที่อะไร เพื่อให้ทั้ง 2 ฝ่ายเข้าใจตรงกัน
3.ระยะเวลา
ระบุระยะเวลาให้ชัดเจน หากเป็นสัญญาแบบ 3 ปีขึ้นไป ต้องไปที่สำนักงานที่ดิน
4.ราคาเช่าและวิธีการจ่าย
ต้องมีรายละเอียดค่าเช่าเป็นจำนวนที่ชัดเจนและต้องระบุด้วยว่าวิธีการจ่ายค่าเช่าเป็นอย่างไร
5.ความรับผิดของผู้เช่า
ต้องมีไว้สำหรับในกรณีที่ผู้เช่าทำทรัพย์สินเสียหาย
6.ความรับผิดของคู่สัญญาเมื่อผิดสัญญา
หากมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งผิดสัญญา การระบุความรับผิดของคู่สัญญาสามารถทำให้ฟ้องร้องต่อชั้นศาลได้ง่ายขึ้น
7.รายการทรัพย์สินที่ให้เช่า
ในส่วนนี้จะเป็นรายละเอียดของทรัพย์สินที่ติดมากับตัวบ้าน เช่น เฟอร์นิเจอร์ เป็นการป้องกันไม่ให้ผู้เช่าถูกเรียกค่าเสียหายจากของที่ไม่มีอยู่จริงในบ้านอีกด้วย เพราะฉะนั้นผู้เช่าควรใส่ใจรายละเอียดตรงส่วนนี้ให้ดี
อ่านก่อนถูกเอาเปรียบ! ประเด็นควรระวังที่ผู้เช่ามักรู้ไม่เท่าทัน
เพราะกฎหมายมีรายละเอียดยิบย่อยที่อาจหลุดรอดสายตาเราไปได้ ดังนั้นผู้เช่าจึงต้องใส่ใจในประเด็นเหล่านี้เป็นพิเศษ
1.ผู้ให้เช่าต้องส่งใบแจ้งค่าเช่าล่วงหน้าให้กับผู้เช่าไม่ต่ำกว่า 7 วัน และต้องคืนเงินมัดจำ ‘ทันที’ เมื่อสัญญาเช่าบ้านครบกำหนดระยะเวลา
2.ผู้เช่าสามารถยกเลิกสัญญาเช่าได้เมื่อมีเหตุจำเป็น โดยแจ้งเป็นหนังสือล่วงหน้าไม่ต่ำกว่า 1 เดือน และต้องไม่มีค่าเช่าค้างจ่าย
3.หากผู้ให้เช่าอยากยกเลิกสัญญา ต้องแจ้งเป็นหนังสือล่วงหน้าไม่ต่ำกว่า 1 เดือน
4.ผู้ให้เช่าต้องให้หนังสือสัญญาแก่ผู้เช่าไว้ 1 ฉบับ
5.ห้ามยกเว้นความรับผิดของผู้ให้เช่าในสัญญาเช่า
6.ห้ามไม่ให้ผู้เช่าเรียกเก็บค่าเช่าบ้านล่วงหน้าเกิน 1 เดือน
7.ห้ามเรียกเก็บเงินมัดจำเกิน 1 เดือน
8.ห้ามกำหนดสัญญาให้ผู้ให้เช่าสามารถขึ้นค่าเช่าบ้าน และค่าน้ำค่าไฟ ก่อนสัญญาเช่าบ้านครบกำหนด
9.ผู้ให้เช่าไม่มีสิทธิตรวจสอบทรัพย์ที่เช่าหรือตรวจบ้านโดยไม่แจ้งผู้เช่าล่วงหน้า
10.ห้ามผู้ให้เช่าเรียกเก็บค่าน้ำค่าไฟเกินกว่าที่การไฟฟ้าเรียกเก็บ
11.ผู้ให้เช่าไม่สามารถเข้าไปในบ้านที่ให้เช่าเพื่อยึดหรือย้ายทรัพย์สินของผู้เช่าออก
12.ผู้ให้เช่าไม่สามารถเรียกค่าต่อสัญญาเมื่อผู้เช่ารายเดิมประสงค์อยากจะเช่าต่อ
13.ผู้ให้เช่าไม่สามารถยกเลิกสัญญาโดยที่ผู้เช่าไม่ได้ผิดสัญญา
14.ห้ามกำหนดสัญญาเช่าบ้านให้ผู้เช่ารับผิดชอบความเสียหายที่เกิดจากการใช้งานตามปกติ
สรุปท้ายบทความ ‘สัญญาเช่าบ้าน’ มีอะไรต้องระวัง
กล่าวโดยสั้น ๆ แล้ว สิ่งที่ต้องระวังในสัญญาเช่าบ้านคือการโดนเอาเปรียบจากกฎหมายและการตีความ เพราะบางทีเราอาจจะรีบอ่านโดยข้ามบางจุดไป ใครที่อ่านบทความนี้แล้วอย่าลืมนำไปปรับใช้เวลาจะเช่าบ้านหรือเช่าคอนโดกันนะคะ เป็นเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยที่มองข้ามไม่ได้เลยจริง ๆ
ส่วนใครที่สนใจอยากเช่าบ้านหรืออยากปล่อยเช่าคอนโด ลองคลิกมาดูที่ Kaidee