คอนโด Low Rise อยู่สบายได้ Privacy

คอนโด Low Rise อยู่สบายได้ Privacy

คอนโด Low Rise เป็นทางเลือกหนึ่งของการซื้อคอนโดทั้งเพื่ออยู่เองและปล่อยเช่า โดยนิยามของคำว่า ‘คอนโด Low Rise หรือคอนโดแนวราบ’ มาจากระเบียบข้อบังคับในการก่อสร้างตามกฎกระทรวง หมายถึง คอนโดที่มีความสูงไม่เกิน 23 เมตร หรือประมาณ 8-9 ชั้น ซึ่งหากอาคารก่อสร้างสูงกว่านี้ ก็จะจัดอยู่ในกลุ่มคอนโด High Rise หรือคอนโดแนวสูงนั่นเอง   

ลักษณะเด่นของคอนโด Low Rise คือ ความเงียบสงบและเป็นส่วนตัว เนื่องจากมีจำนวนยูนิตไม่มาก และโครงการส่วนใหญ่จะตั้งอยู่ในซอย ทำให้ความพลุกพล่านของการจราจรหรือผู้คนสัญจรน้อยกว่าคอนโดแบบ High Rise ซึ่งมักอยู่ติดถนนใหญ่ หรือถนนสายหลัก

ในขณะที่สิ่งอำนวยความสะดวกภายในคอนโดก็เรียกว่ามีตามมาตรฐานครบครัน แถมยังได้เปรียบในแง่การใช้งาน เนื่องจากจำนวนผู้อยู่อาศัยหนาแน่นน้อยกว่าคอนโดแนวสูง ทำให้ไม่ต้องเบียดเสียดแย่งกัน ด้วยเหตุนี้เราจึงได้ยินคำเปรียบเปรยบ่อยๆ ว่า หากต้องการอยู่ในเมืองแบบได้ฟิลลิ่งเหมือนอยู่บ้าน การเลือกซื้อคอนโด Low Rise นี่แหละตอบโจทย์ที่สุด

ว่าแล้ว Kaidee เลยไปรวบรวมคอนโด Low Rise ที่น่าสนใจมาฝาก รับประกันว่าทำเลดี ดีไซน์เด่น ในราคาจับต้องได้อย่างแน่นอน ไปดูกันเลย!

DOLCE LASALLE 

เริ่มต้นกันที่คอนโด Low Rise พร้อมอยู่ในราคาเบาๆ กับ Dolce Lasalle (โดว์เช ลาซาล) ที่ออกแบบมาในสไตล์ European Modern ที่ให้กลิ่นอายความเป็นยุโรปสมัยใหม่ตั้งแต่อาคารภายนอกจนถึงการตกแต่งภายในที่เรียบหรู โดยเฉพาะบริเวณล็อบบี้และห้องสมุดที่ประดับด้วยหินอ่อนพร้อมเฟอร์นิเจอร์ที่สะท้อนความสวยคลาสิคออกมาได้อย่างลงตัว 

จากคอนเซ็ปต์  ‘Meet Your Perfect Hideaway’ ของ Dolce Lasalle ทำให้บรรยากาศการอยู่อาศัยที่มีเพียง 178 ยูนิต เหมาะแก่การพักผ่อนอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ส่วนกลางที่เงียบสงบ หรือแม้แต่ในห้องพักที่จัดสรรฟังก์ชันไว้เพื่อการใช้ชีวิตแสนสบาย 

แถมยังอยู่ในโลเคชันที่ไม่วุ่นวายมากอย่างลาซาล ซอย 7 ที่ถูกโอบล้อมด้วยความสะดวกสบายของย่านบางนาซึ่งเป็นทำเลที่กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยสามารถเข้าออกเมืองได้ง่ายด้วยรถไฟฟ้า BTS ทางด่วน และถนนสายหลักอย่างสุขุมวิท    

รูปแบบห้อง

  • Studio ขนาด 24.8 ตร.ม.
  • 1 Bedroom ขนาด 29.8 – 34.0 ตร.ม.
  • 2 Bedroom ขนาด 45.0 – 51.0 ตร.ม.  

ราคา เริ่มต้น 1.99 ล้าน*  

ข้อมูลเพิ่มเติม https://baan.kaidee.com/kaidee-exclusive/dolce-lasalle/th/

GROOVE SCAPE LADPRAO-SUTTHISAN 

Groove Scape Ladprao-Sutthisan เป็นคอนโด Low Rise เปิดใหม่จากค่าย Divine Development โดดเด่นด้วยงานสถาปัตยกรรมแบบ Tessellation ซึ่งเป็นแนวคิดเชิงกราฟิก โดยใช้แพทเทิร์นซ้ำๆ มาเรียงต่อกันจนเป็นเปลือกอาคาร (Facade) ที่มีเอกลักษณ์ สร้างมิติของแสงและเงา รวมไปถึงช่วยลดความร้อนไม่ให้แสงอาทิตย์เข้าปะทะกับตัวคอนโดโดยตรงอีกด้วย 

ในขณะที่การออกแบบพื้นที่ส่วนกลางของที่นี่ก็ไม่เหมือนใคร เพราะจัดวางในแนวดิ่งมากถึง 7 ชั้น โดยแบ่งฟังก์ชันการใช้งานออกเป็น 3 ส่วน เพื่อตอบโจทย์การใช้งานที่แตกต่างกัน ได้แก่ Stayscap (ชั้น 1 – 2) เป็นพื้นที่รับรองอเนกประสงค์ Xscape (ชั้น 3 – 4) เป็นห้องออกกำลังกายและ E-Sport  สุดท้ายคือ Scenescape (ชั้น 5 – 7) เป็นพื้นที่ใช้งานร่วมกันอย่าง Co-Working Space และ Co-Living Space เป็นต้น นอกจากนี้ยังมี Facilities บน Rooftop อีกด้วย เรียกว่าจัดเต็มมากๆ เมื่อเทียบกับกลุ่มคอนโด Low Rise ด้วยกัน 

ส่วนตัวห้องของ Groove Scape Ladprao-Sutthisan ก็น่าสนใจไม่น้อย โดยเฉพาะห้องแบบ Plus ที่มีการเพิ่มพื้นที่ใช้สอยอเนกประสงค์เข้ามา เพื่อให้ผู้อยู่อาศัยสามารถปรับเปลี่ยนการใช้งานตามความต้องการ เช่น ใช้เป็นห้องทำงานเล็กๆ แยกออกมาอย่างเป็นสัดส่วน ซึ่งต้องบอกว่าเหมาะมากๆ กับช่วงนี้ที่ต้อง Work From Home กันยาวๆ 

รูปแบบห้อง

  • 1 Bedroom ขนาด 23.21 – 27.50 ตร.ม.
  • 1 Bedroom Plus ขนาด 30.25 – 32.45 ตร.ม.
  • 1 Bedroom Plus Corner ขนาด 33.63 – 39.80 ตร.ม.

ราคา เริ่มต้น 2.17 ล้าน*

ข้อมูลเพิ่มเติม https://baan.kaidee.com/kaidee-exclusive/groove-ladprao/th/

COCOON RAMA 9

Cocoon Rama 9 เป็นหนึ่งในคอนโด Low Rise ที่ให้อารมณ์บ้านมากที่สุดโครงการหนึ่ง โดยพื้นที่ขนาดหนึ่งไร่นิดๆ มีห้องชุดเพียง 146 ยูนิตเท่านั้น จึงทำให้มีความเป็นส่วนตัวค่อนข้างสูง สอดคล้องไปกับบรรยากาศสไตล์รีสอร์ทที่เงียบสงบ ชวนให้รู้สึกผ่อนคลาย เสมือนได้ชาร์จพลังงานชีวิตให้เต็มอีกครั้งเพื่อวันนี้และวันต่อๆ ไป

งานดีไซน์ของคอนโด Low Rise ที่นี่ เน้นความเรียบง่าย อิงแอบไปกับความเป็นธรรมชาติและความร่มรื่นของต้นไม้ที่ประดับอยู่โดยรอบ ทำให้รู้สึกสบาย อบอุ่น และปลอดภัย อีกทั้งยังสะท้อนผ่านวัสดุต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเฟอร์นิเจอร์ไม้จริง พื้นหิน หรือโคมไฟจากหวายดัดลายเสมือนรังไหมที่เป็นความหมายของ Cocoon นั่นเอง 

แม้โครงการจะอยู่ภายในซอย แต่ด้วยทำเลที่ตั้งในย่านพระราม 9 ก็ช่วยให้การใช้ชีวิตเต็มไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวก ทั้งคอมมูนิตี้มอล โรงพยาบาล ร้านอาหาร สถานศึกษา และอีกมากมาย ที่สำคัญหากใครซื้อห้องชุดคอนโดนี้แล้วล่ะก็ หิ้วกระเป๋าเข้าอยู่ได้เลย เพราะแต่ละห้องเป็น Fully-Furnished เรียบร้อยแล้ว    

รูปแบบห้อง

  • 1 Bedroom ขนาด 26 – 35 ตร.ม.
  • 2 Bedroom Plus ขนาด 42 – 44 ตร.ม.

ราคา เริ่มต้น 2.09 ล้าน*

ข้อมูลเพิ่มเติม Kaidee Sole Agent โทร. 02 119 5050 

SAVVI ARI 4

‘เสน่ห์ชีวิต…ที่อารีย์’ เป็นวลีที่ไม่เกินจริง เพราะย่านอารีย์นั้นเต็มไปด้วยเรื่องราวและการผสมผสาน เป็นทั้งย่านอยู่อาศัยของคหบดีและทหารยุคเก่า ท่ามกลางแหล่งแฮงก์เอ้าท์ของบรรดาร้านค้า คาเฟ่ และออฟฟิศคนทำงาน เป็นจุดศูนย์รวมของคนรุ่นใหม่และคนรุ่นเก่าที่อาศัยซึ่งกันและกันอย่างลงตัว 

ด้วยเสน่ห์เช่นนี้ทำให้อารีย์เป็นทำเลที่น่าอยู่และน่าลงทุนในเวลาเดียวกัน จึงไม่แปลกที่เราจะเห็นคอนโดใหม่ๆ เกิดขึ้นในบริเวณนี้ และหนึ่งในนั้นคือ Savvi Ari 4 คอนโด Low Rise ที่มาพร้อมความเอ็กซ์คลูซีฟเฉพาะ 39 ครอบครัวเท่านั้นที่จะได้ครอบครองกับขนาดเริ่มต้นของห้องที่ไซส์ใหญ่กว่า และสัดส่วนที่จอดรถที่มากกว่าคอนโดทั่วไปในปัจจุบัน  

นอกจากตัวอาคารที่ออกแบบไว้อย่างปราณีตด้วยแนวคิด Layered Sophistication สร้างมิติเชิงสถาปัตย์ผ่านเส้นสายและแสงเงาเพื่อเป็นการสะท้อนเสน่ห์เช่นเดียวกับความเป็นอารีย์แล้ว อินทีเรียภายในทั้งพื้นที่ส่วนกลางและภายในยูนิตห้องพักก็ยังหรูหราแบบ Luxury Boutique และมีแบ่งการใช้งานอย่างเป็นสัดส่วนโดยใช้วัสดุที่แตกต่างกันเพื่อประสิทธิภาพการใช้งานสูงอีกด้วย 

รูปแบบห้อง

  • 1 Bedroom ขนาด 35.31 – 39 ตร.ม.
  • 2 Bedroom ขนาด 62 – 77.98 ตร.ม.
  • 3 Bedroom ขนาด 98.50 – 127.00 ตร.ม.
  • Duplex ขนาด 94.69 ตร.ม.

ราคา เริ่มต้น 5.9 ล้าน*

ข้อมูลเพิ่มเติม Kaidee Sole Agent โทร. 02 119 5050 

CHEWATHAI RESIDENCE THONGLOR

คอนโด Low Rise สุดท้ายที่จะพาไปรู้จักกัน อยู่บนทำเลยอดนิยมตลอดกาลอย่างทองหล่อ เป็นคอนโดสร้างเสร็จพร้อมอยู่ที่ชื่อว่า Chewathai Residence Thonglor โดยมีเอกลักษณ์การออกแบบที่ไม่เหมือนใคร เด่นด้วยตัวอาคารสีขาวพร้อมระเบียงแบบ Free-Form ที่แต้มแต่งด้วยต้นไม้และความร่มรื่นย์ เสมือนเป็นโอเอซิสใจกลางเมืองที่สามารถเข้ามาพักผ่อนเอนกายได้อย่างสงบและเป็นอิสระ 

นอกจากไลฟ์สไตล์และสีสันของทำเลทองหล่อที่สนับสนุนให้คอนโดนี้น่าจับจองแล้ว รายละเอียดภายใน  Chewathai Residence Thonglor ก็จัดมาอย่างเหนือชั้นด้วย Facilities ที่สมบูรณ์แบบทั้งสระว่ายน้ำ ห้องประชุม Co-Working Space ห้องออกกำลังกาย สวนบนชั้นดาดฟ้าพร้อมโซนพัตต์กอล์ฟ รวมไปถึงที่จอดรถกว่า 55% พร้อม EV Charger 2 จุด 

ส่วนการจัดสรรพื้นที่อยู่อาศัยนั้นเน้นความเป็นส่วนตัวด้วยจำนวนยูนิตสูงสุดเพียง 18 ยูนิต/ชั้น ภายในห้องโปร่งสบายด้วย Floor-to-Ceiling ประมาณ 2.65 เมตร มาพร้อมกระจกแบบเต็มบานทำให้เปิดรับธรรมชาติได้เต็มที่ และช่วยให้การจัดฟังก์ชันภายในเกิดความลงตัวและใช้ชีวิตได้มากกว่า 

รูปแบบห้อง

  • 1 Bedroom ขนาด 29.76 – 40.88 ตร.ม.
  • 1 Bedroom Plus ขนาด 41.46 – 52.02 ตร.ม.
  • 2 Bedroom ขนาด 41.65 – 61.89 ตร.ม.

ราคา เริ่มต้น 5.99 ล้าน* 

ข้อมูลเพิ่มเติม https://baan.kaidee.com/kaidee-exclusive/chewathai-thonglor/en/

*ราคาทั้งหมดอาจมีการปรับเปลี่ยน กรุณาตรวจสอบกับเจ้าหน้าที่โครงการอีกครั้ง

สรุปคอนโด Low Rise อยู่สบายเหมือนอยู่บ้านใจกลางเมือง

หัวใจสำคัญของคอนโด Low Rise จาก 5 ตัวอย่างโครงการที่หยิบมาฝากกันนั้น มีทั้งความเหมือนกันในด้านการอยู่อาศัยที่เป็นส่วนตัว ความหนาแน่นของผู้อยู่อาศัยน้อย สงบและไม่วุ่นวายเสมือนได้อยู่กับบ้านเดี่ยว แต่ในขณะเดียวกันก็มีความแตกต่าง ไม่ว่าจะสไตล์การออกแบบ ทำเลที่ตั้ง และราคา ซึ่งไม่ว่าจะเลือกซื้อคอนโด Low Rise โครงการไหน สิ่งสำคัญที่สุดคือการกลับมาถามใจตัวเอง สำรวจความต้องการและความพร้อมอย่างจริงจังอีกครั้ง เมื่อนั้นแหละเราจะได้คำตอบว่าควรซื้ออยู่หรือลงทุนกับคอนโดไหนได้ดีที่สุด 

ส่วนใครที่อยากมองหาตัวเลือกคอนโด Low Rise เพิ่มเติม สามารถค้นหาทั้งคอนโดใหม่และมือสองที่ปุ่มด้านล่างได้เลย

รวมทุกเรื่องต้องรู้ก่อนซื้อโดรนตัวแรก

รวมทุกเรื่องต้องรู้ก่อนซื้อโดรนตัวแรก

ย้อนกลับไปไม่กี่ปีก่อน โดรนเริ่มเข้ามาเป็นหนึ่งใน Gadget ยอดฮิตของใครหลายคน คนที่ฝันอยากถ่ายรูปในมุมสูงแบบ Bird’s eye view มองเห็นทุกอย่างสุดลูกหูลูกตา หรือในมุมแปลกใหม่ที่เราไม่สามารถขึ้นไปถ่ายได้ ก็คงอยากจะครอบครองเจ้า Gadget สุดคูลนี้เหมือนกัน 

วันนี้เราขอเอาใจคนที่กำลังอยากเก็บเงินสอยเจ้าโดรนสุดเจ๋งสักตัวด้วยการรวบรวมข้อมูลที่ควรรู้หากต้องการซื้อโดรนตัวแรก ไม่ว่าจะเป็นการเลือก และการลงทะเบียนใช้งานอย่างไรให้ถูกกฎหมาย รวมทั้งรุ่นโดรนที่น่าสนใจ 

ซื้อโดรนครั้งแรก ต้องดูอะไรบ้าง

การเลือกซื้อโดรนสักตัวก็คงไม่ต่างจากการเลือกซื้อโทรศัพท์ คอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต หรือกล้องสักตัว เราก็ต้องเริ่มจากการสำรวจสเปกของโดรนที่เราสนใจ  มีคุณสมบัติอะไรบ้างที่เราต้องเช็กให้ชัวร์ก่อนซื้อ ไปตามอ่านกันเลยค่ะ 

  • กล้อง

เนื่องจากโดรนก็คือกล้องชนิดหนึ่ง สิ่งที่เราต้องเช็กแน่นอนก็คือประสิทธิภาพของกล้อง ซึ่งโดรนส่วนใหญ่แล้วจะไม่สามารถปรับเปลี่ยนกล้องท่ีติดมาด้วยได้ เราสามารถเลือกคุณสมบัติของกล้องที่พึงพอใจได้เลย ว่าต้องการความละเอียดประมาณเท่าไร นอกจากนี้ก็ควรตรวจสอบว่าตัวกล้องรองรับไฟล์อะไรบ้าง เช่น RAW JPEG

  • แบตเตอรี

การบินโดรนถ่ายภาพในที่สูงเป็นสิ่งที่เราค่อนข้างควบคุมเวลาได้ยาก บางทีเราอาจจะไม่รู้ว่าต้องบินนานแค่ไหนถึงจะได้ภาพในแบบที่ต้องการ และด้วยความที่เป็นการบินถ่ายภาพในมุมสูง ทำให้หากเกิดอุบัติเหตุแบตเตอรีหมดระหว่างใช้งาน รับรองว่าดูไม่จืดแน่ ๆ เพราะฉะนั้นจึงควรเช็กให้ชัวร์ว่าแบตเตอรีของโดรนที่เราหมายตาไว้มีขนาดเท่าไร รองรับการใช้งานได้นานแค่ไหน 

ขอแนะนำว่าควรเลือกโดรนที่สามารถบินต่อเนื่องได้นานกว่า 20 นาทีขึ้นไป เพื่อให้สามารถเก็บทุกภาพความประทับใจได้แบบไม่ต้องมาเสียดายนั่งเปลี่ยนแบตไปมา

  • ระบบสัญญาณดาวเทียม

ระบบสัญญาณดาวเทียมหรือที่อาจจะคุ้นหูกันในตัวย่อ GPS ถือเป็นอีกหนึ่งฟีเจอร์สำคัญของโดรน เพราะช่วยในการระบุพิกัดของโดรน ป้องกันการหายระหว่างใช้งาน และยังสามารถใช้แสดงข้อมูลต่าง ๆ เช่น พื้นที่ที่ห้ามบินโดรน ส่วนไหนเป็นพื้นดินหรือพื้นน้ำ ในโดรนหลายรุ่นมีไว้เพื่อทำงานร่วมกันระบบบินกลับอัตโนมัติ

  • ระยะการควบคุม

ระยะการควบคุมคือระยะห่างระหว่างผู้บังคับโดรนกับตัวโดรน ระยะห่างนี้แตกต่างกันออกไปในโดรนแต่ละยี่ห้อและรายการ

  • เซนเซอร์ตรวจจับสิ่งกีดขวาง

อีกหนึ่งฟีเจอร์ที่มีประโยชน์อย่างยิ่งคือเซอเซอร์ตรวจจับสิ่งกีดขวาง ที่สามารถป้องกันการบินโดรนไปชนสิ่งกีดขวางและทำให้เกิดอุบัติเหตุ 

  • อุปกรณ์กันสั่น

สำหรับโดรนหลายยี่ห้อ จะมีอุปกรณ์ป้องกันการสั่นไหวที่ชื่อว่า Gimbol ซึ่งมีหน้าที่ช่วยป้องกันไม่ให้ตัวโดรนสั่นในขณะที่บินขึ้นที่สูง ทำให้ภาพที่ได้นิ่ง คมชัด ไม่สั่นไหว เพราะฉะนั้นหากอยากมั่นใจว่าจะได้ภาพที่คมชัดและนิ่งพร้อมใช้งาน ควรเลือกโดรนที่มีอุปกรณ์ป้องกันการสั่นไหว

  • มอเตอร์แบบไร้แปรง

หากโดรนของเราใช้มอเตอร์แบบไร้แปรง จะช่วยให้การทำงานเป็นไปด้วยความเงียบยิ่งขึ้น

เช็กให้ชัวร์ โดรนแบบไหนต้องขึ้นทะเบียนก่อนใช้งาน

อีกหนึ่งเรื่องที่ทำให้การใช้งานโดรนแตกต่างกับกล้องนั่นก็คือการขึ้นทะเบียนโดรนตามกฎหมายก่อนใช้งาน เนื่องจากการถ่ายภาพหรือการคลิปวิดีโอด้วยโดรนในบางพื้นที่ต้องได้รับการอนุญาตจากเจ้าของสถานที่นั้น ๆ ก่อน เช่นเดียวกับการเข้าไปขอถ่ายภาพหรือคลิปวิดีโอด้วยกล้องตามสถานที่ต่าง ๆ 

โดรนแบบไหนที่ต้องขึ้นทะเบียนก่อนใช้งาน

โดรนที่ต้องขึ้นทะเบียนตามกฎหมายต้องมีคุณลักษณะดังนี้

  • โดรนที่มีกล้องทุกชนิด
  • น้ำหนัก 2 – 25 กิโลกรัม
  • โดรนที่มีน้ำหนักมากกว่า 25 กิโลกรัม จะต้องได้รับการพิจารณาจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมเป็นกรณีไป

โดรนที่ไม่ต้องขึ้นทะเบียนได้แก่ โดรนที่มีน้ำหนักไม่เกิน 2 กิโลกรัมและไม่มีกล้อง

ต้องขึ้นทะเบียนโดรนกับหน่วยงานไหนบ้าง

การขึ้นทะเบียนโดรนต้องแจ้งหน่วยงาน 2 หน่วยนั้นคือ กรมการบินพลเรือน และ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และ กิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) 

เหตุผลที่ต้องแจ้งขึ้นทะเบียนต่อกรมการบินพลเรือนเพราะโดรนเป็นอุปกรณ์ที่ต้องใช้พื้นที่น่านฟ้าของไทย และต้องขึ้นทะเบียนกับกสทช.เนื่องจากมีการใช้บันทึกภาพในเชิงนิเทศศาสตร์

คุณสมบัติของผู้บังคับโดรนต้องเป็นยังไงบ้าง

คุณสมบัติของผู้ที่บังคับโดรนนั้น ๆ จะต้องเปลี่ยนข้อกำหนดตามกฎหมายด้วยเช่นกัน เริ่มจากโดรนที่ไม่ต้องขึ้นทะเบียนก่อน

คุณสมบัติของผู้บังคับโดรนที่ไม่ต้องขึ้นทะเบียน

  • มีอายุไม่ต่ำกว่า 18 ปี 

คุณสมบัติของผู้บังคับโดรนที่ต้องขึ้นทะเบียน

  • มีอายุไม่ต่ำกว่า 20 ปี
  • ไม่มีพฤติกรรมเสี่ยงต่อความมั่นคงของประเทศ
  • ไม่เคยต้องโทษจำคุก ยาเสพติด หรือ ข้อหาเกี่ยวกับศุลกากร

ข้อกำหนดการใช้โดรนมีอะไรบ้าง

หลังจากขึ้นทะเบียนโดรนเรียบร้อยแล้ว ผู้บังคับโดรนก็ต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดในการใช้งานดังนี้

  • ต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าของพื้นที่ที่ต้องการถ่ายทำก่อน
  • ห้ามบินในบริเวณเขตหวงห้าม (สถานที่ราชการ หน่วยงานรัฐ โรงพยาบาล ยกเว้นได้รับอนุญาต)
  • ห้ามบินที่ก่อให้เกิดอันตราย
  • ห้ามบินในระยะ 9 กิโลเมตรจากสนามบินหรือที่ขึ้นลงชั่วคราวของท่าอากาศยาน ยกเว้นจะได้รับอนุญาต
  • ห้ามบินโดยใช้ความสูงเกิน 90 เมตร หรือ 300 ฟุต เหนือพื้นดิน
  • ขณะบินต้องมีระยะห่างแนวราบจาก บุคคล ยานพาหนะ สิ่งก่อสร้าง และอาคาร มากกว่า 30 เมตร หรือ 100 ฟุต
  • บินในช่วงพระอาทิตย์ขึ้นถึงพระอาทิตย์ตกที่สามารถมองเห็นได้ชัดเจน
  • ห้ามบังคับโดรนเข้าใกล้ท่าอากาศยานซึ่งมีนักบิน
  • ผู้บังคับจะต้องมองเห็นโดรนตลอดเวลาขณะบังคับบิน และ ห้ามบังคับโดรนโดยอาศัยชุดกล้องบนอากาศยานหรืออุปกรณ์อื่นที่มีลักษณะใกล้เคียง

หากมีการใช้งานที่นอกเหนือจากข้อที่กล่าวไป ต้องดำเนินเรื่องขอยกเว้นกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นกรณีไป

แนะนำ 3 โดรนยอดฮิต สเปกปัง น่าใช้ ไม่ควรพลาด

หลังจากที่รู้เรื่องราวเบื้องต้นก่อนจะเลือกซื้อโดรนสักตัวกันไปแล้ว เรามี 3 โดรนยอดฮิตที่น่าสนใจในยุคนี้มาฝากกันด้วย เผื่อจะเป็นตัวเลือกให้เพื่อน ๆ ได้ 

DJI Mini 2

โดรนขนาดกะทัดรัด น้ำหนัก 249 กรัม พกพาสะดวก  เหมาะแก่การใช้งานทั่วไปที่ไม่ได้เน้นคลิปวิดีโอความละเอียดสูงสำหรับใช้งานแบบมืออาชีพ สำหรับเจ้าโดรนรุ่นนี้สามารถบินได้นานถึง 31 นาที พร้อมระบบกันสั่น 3 แกน สามารถควบคุมและสั่งงานได้ผ่านแอปพลิเคชัน DJI ถือว่าสะดวกและตอบโจทย์สายท่องเที่ยว สาย Vlogger มาก ๆ 

ราคา 14,500 บาท

DJI Mavic Air 2

โดรนเล็กขนาด 570 กรัม แต่คุณภาพไม่เล็กตาม โดดเด่นด้วยกล้องความละเอียดสูงที่สามารถถ่ายวิดีโอระดับ 4K 60 FPS ภาพนิ่ง 48 ล้านพิกเซล มาพร้อมระบบหลบสิ่งกีดขวางแบบใหม่ APAS 3.0 และ ระบบตรวจจับวัตถุได้แม่นยำกว่าเดิม สำหรับโดรนตัวนี้จะบินได้นานถึง 34 นาที

เหมาะกับคนที่มองหาโดรนที่สามารถถ่ายภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหวความละเอียดสูงได้ แต่ก็ยังเน้นความเบา พกพาสะดวกอยู่ 

ราคา 25,900 บาท

DJI Mavic 2 Pro

ปิดท้ายกันด้วยพี่ใหญ่อย่าง DJI Mavic 2 Pro จัดเต็มกับกล้องความละเอียดสูงถึง 20 ล้านพิกเซล เซนเซอร์ใหญ่ขนาด 1 นิ้ว กล้องวิดีโอความละเอียด 4K บินได้ไกลถึง 8 กิโลเมตร มี Gimbol ลดความสั่นไหวของเครื่อง  สามารถบินได้นาน 30 นาที

ภาพรวมเป็นโดรนคุณภาพสูงที่สามารถใช้งานแบบจริงจังได้ เหมาะกับคนที่มองหาโดรนความละเอียดสูงที่ยังได้เปรียบในเรื่องของน้ำหนักเครื่อง 907 กรัม  ที่ไม่ได้หนักจนเกินพกพา 

ราคา 69,000 บาท

สรุปท้ายบทความ

หากใครกำลังคิดจะซื้อโดรน อุปกรณ์สำหรับบังคับบินถ่ายภาพทางอากาศเป็นของตัวเองสักเครื่อง นอกจากที่จะต้องรู้ว่าควรเลือกสเปกอย่างไรให้เหมาะกับการใช้งานของเราแล้ว ยังจำเป็นที่จะต้องศึกษากฎข้อบังคับทางกฎหมายของการใช้โดรนด้วย ใครที่อ่านข้อมูลทั้งหมดแล้ว เริ่มอยากมองหาโดรนมือสอง สภาพดี น่าใช้สักเครื่อง ลองแวะมาเลือกซื้อเลือกหากันได้ที่ kaidee เลยค่ะ มีของดีรออยู่เพียบ 

รถ SUV มือสองเลือกไม่ยาก เพียงดูสิ่งเหล่านี้!!

รถ SUV มือสองเลือกไม่ยาก เพียงดูสิ่งเหล่านี้!!

อยากได้รถ SUV มือสองสักคัน!! ทำไงดี? จะให้มาเลือกซื้อเลยก็กลัวอีกว่าจะได้รถที่ไม่ดี ย้อมแมวมา ต้องบอกเลยว่าบทความนี้จะคอยมาเป็นไกด์ในการแนะนำรถ SUV สักคันที่เหมาะสมกับราคาและคุณภาพเยี่ยม ด้วยวิธีการเลือกง่าย ๆ ไม่กี่ข้อ อ่านบทความจบเลือกซื้อได้ถูกใจและตรงความต้องการได้ทันที!!

รถ SUV คืออะไร?

เล่าให้นิดนึงก่อน สำหรับคนที่ไม่รู้ว่า รถ SUV คืออะไร เพราะไม่แน่ว่า พอรู้แล้วอาจจะอยากหันมาเลือกซื้อรถ SUV มือสองบ้างก็เป็นได้ เพราะว่าเป็นรถที่มีเสน่ห์ในตัวอย่างเหลือล้นเลยทีเดียว

รถ SUV มีคำย่อมาจาก Sports Utility Vehicle หรือก็คือรถยนต์อเนกประสงค์ ที่มีความเป็นสปอร์ตแฝงไว้ ตามคำเรียกของประเภทเลย ซึ่งบางครั้งรถยนต์ประเภทนี้ก็ถูกมองเป็นรถยนต์ที่ใช้สำหรับการแคมป์ปิ้ง เพราะด้วยสมรรถนะที่พร้อมในทุก ๆ รูปแบบของถนน ไม่ว่าจะเป็นในเมือง หรือต้องการขับขี่แบบ Off-Road ก็สามารถทำได้สบายหายห่วง

เสน่ห์ของรถยนต์ SUV

จริง ๆ แล้ว รถยนต์ทุกกประเภทนั้นมีเสน่ห์และเอกลักษณ์ของตัวเอง เช่นเดียวกันกับรถยนต์ประเภทนี้ เพราะสิ่งเหล่านี้นี่แหละ ที่ทำให้ใครที่เห็นรถยนต์ประเภทนี้ต่างพากันหลงรัก

1. ดีไซน์เท่แบบ Sedan

ผู้คนส่วนใหญ่เวลาเลือกซื้อรถ ก็มักจะมองกันที่รูปลักษณ์ภายนอกกันก่อน ซึ่งดีไซน์ก็เป็นเหตุผลหลักที่จะทำให้รถยนต์คันนึงนั้นสามารถดึงดูดสายตา และก่อเกิดเป็นความอยากได้ ซึ่งรถประเภทนี้จะได้ความเท่ และดูสปอร์ตเหมือนกันรถ Sedan หลาย ๆ เจ้าในปัจจุบัน แต่ที่ได้แถมมาก็คือเรื่องของรูปทรงที่แตกต่างกัน

2. ได้ความครบครันเหมือนรถ MPV

ข้อได้เปรียบของรถ MPV อย่างที่รู้ ๆ กันคือเรื่องของพื้นที่ภายในที่กว้างขวาง แน่นอนว่ารถยนต์ SUV ก็นำเอาส่วนนี้มาใช้ด้วยเช่นเดียวกัน เพราะได้ความกว้างมาค่อนข้างเยอะ เหมาะสำหรับครอบครัวที่มีคนอาศัยอยู่เยอะ ไปไหนมาไหนก็พากันไปได้หมดทั้งครอบครัว คุ้มค่าเอามาก ๆ 

3. ได้ความลุยแบบ Off-Road

การขับขี่ไปไหนมาไหนได้ดั่งใจก็เป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้เกิดการตัดสินใจซื้อรถ แต่จะเลือกซื้อรถ Off-Road ก็อาจจะดูคันใหญ่ไปสำหรับบางบ้านที่ไม่ได้มีพื้นที่ให้จอดมากมายขนาดนั้น หรืออาจจะไม่ตอบโจทย์กับชีวิตประจำวัน ทำให้รถยนต์ SUV นั้นถึงแม้ว่าจะไม่ได้ขับได้ลุยอะไรมากมาย แต่ก็ยังสามารถตอบสนองบนถนนหนทางที่ขรุขระได้มากพอที่จะสามารถลุยไปไหนมาไหนได้อย่างคล่องแคล่ว

ซึ่งจากทั้งหมดทั้งมวลก็แสดงให้เห็นแล้วว่าเสน่ห์ที่แท้จริงของรถยนต์ประเภท SUV คือความอเนกประสงค์ที่ตอบโจทย์ในทุก ๆ ฟังก์ชันการขับขี่ในชีวิตประจำวันได้อย่างลงตัว และได้ทุกสถานการณ์ แต่จะให้ไปสุดสักทางใดทางหนึ่งก็คงจะยาก จึงเป็นการเหมารวมเอาข้อดีของรถยนต์แต่ละประเภทมายำใหญ่ใส่ไว้ในคันเดียว

เลือกซื้อรถ SUV มือสองอย่างไรดี?

มาถึงส่วนที่เป็น Highlights ของบทความนี้กันแล้ว ว่าการจะเลือกซื้อรถ SUV มือสองจะต้องมาดูที่อะไรกันบ้าง เดี๋ยวจะมีรุ่นมาแนะนำกันอีกด้วย

1. ตั้งโจทย์ให้ตัวเองก่อนว่าต้องการอะไรบ้าง

แน่นอนว่ารถยนต์แต่ละแบบนั้นย่อมมีความต้องการและรูปแบบการใช้งานที่ต่างกันออกไป ควรมองก่อนเลยว่าแท้ที่จริงแล้ว ความต้องการของเราที่มีอยู่นั้นมันเหมาะสมกับรถ SUV มือสองแล้วจริง ๆ ใช่ไหม มาดู Checklist ที่เรามีมาให้กันดูดีกว่า

ChecklistSedanSUVMPV
คนในครอบครัวเยอะ✖✔✔
ดีไซน์เท่ ล้ำ✔✔✖
ฟังก์ชันครบ✔✔✔
เน้นการขับลุย✖✔✔
ช่วงล่างที่นุ่มนวล✔✖✖
ความหรูหรา มีระดับแบบผู้บริหาร✔✖✖
*ทั้งนี้ยี่ห้อของรถก็มีส่วนที่ทำให้ข้อมูลดังกล่าวเปลี่ยนแปลงไป

2. ดูรุ่นและยี่ห้อที่ถูกใจ

หลาย ๆ คนมีความเป็น Brand Loyalty อยู่ในตัว ทำให้มักจะเลือกยี่ห้อที่ถูกใจมาเป็นทางเลือกอยู่เสมอ ดังนั้นเดี๋ยวเราจะมาของแนะนำรุ่นที่มีอยู่ในตลาดของแต่ละยี่ห้อดัง ๆ มาไว้เผื่อเป็นทางเลือกที่ดีในการเลือกซื้อรถ SUV มือสองให้กับตัวคุณได้

TOYOTA : All New Corolla Cross

Credit : Toyota

เปิดตัวมาไม่นานนักกับน้องใหม่ล่าสุดอย่าง Toyota Corolla Cross หากใครที่เป็นสายเน้นการขับขี่ที่นุ่มสบายอย่างลงตัว รุ่นนี้ไม่มีผิดหวัง อีกทั้งยังมาพร้อมสิ่งที่ขึ้นชื่อของ Toyota ในเรื่องการบำรุงรักษาที่ง่ายและราคาถูกแสนถูก บอกเลยว่าคันนี้ตอบโจทย์

ราคาของ Toyota มือสอง : ประมาณ 680,000 – 1,100,000 บาท

HONDA : CR-V

Credit : Honda

รถยนต์ SUV สุดเท่ ดีไซน์ล้ำ แถมได้อารมณ์สปอร์ตแบบจัดหนักจัดเต็ม ด้วยไฟหน้าและรูปลักษณ์ภายนอกที่มีความคม ดุ ทำให้ CRV นั้นเป็นอีกหนึ่งรุ่นที่ได้รับความนิยมไม่แพ้เจ้าไหน ๆ เรียกได้ว่าเป็นยุคที่ Honda นั้นกลับมาเป็นรถที่สุดแสนจะยอดเยี่ยมได้อีกครั้งหนึ่ง ถ้าหากไม่นับรถ Sedan อย่าง Civic

ราคาของ Honda มือสอง : ประมาณ 500,000 – 650,000 บาท

MAZDA : CX-5

Credit : Mazda

ฮิตสุดในบรรดา SUV เมื่อเทียบกับหลาย ๆ ค่าย เรามักจะได้ยินกันอยู่อย่างเสมอถ้าพูดถึง SUV ตอนนี้ Mazda นั้นท็อปฟอร์มจริง ๆ ด้วยดีไซน์ที่สวย อีกทั้งยังมีสีแดงที่เป็นเอกลักษณ์ยากที่ใครจะเหมือน ยิ่งส่งให้รุ่นนี้นั้นโดดเด่นยิ่งขึ้นเมื่อโดนแดดสาดส่อง

ราคาของ Mazda มือสอง : ประมาณ 7500,000 – 1,160,000 บาท

Nissan : X-Trail

Credit : Nissan

อีกหนึ่งรถ SUV มือสองที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากจากทางค่าย NIssan ที่มีถึงเจเนอเรชันที่ 4 เข้าไปแล้ว กับรูปลักษณ์ภายนอกที่มีความเท่แบบสปอร์ตแบบเต็มขั้น ที่มีให้เลือกทั้งระบบเชื้อเพลิงและแบบ Hybrid ที่นำเอาระบบไฟฟ้าเข้ามาใช้เพื่อประหยัดพลังงาน

ราคาของ Nissan มือสอง : ประมาณ 500,000 – 700,000 บาท

3. ตรวจเช็คสภาพโดยรวม

แน่นอนว่าการที่จะเลือกซื้อรถยนต์มือสองสักคัน สำคัญกว่าสิ่งอื่นใด คือเรื่องของคุณภาพที่เหมาะสมกับราคา ดังนั้นควรจะต้องศึกษาในเรื่องของการเช็ครถเบื้องต้น ว่าไม่มีการย้อมแมวมาขาย ซึ่งจุดที่ควรจะต้องดูให้ดีคงหนีไม่พ้นเรื่องเหล่านี้

  • ภายนอกของรถยนต์โดยรวม จะต้องไม่มีรอยชนหนักมาก่อน
  • ภายในห้องโดยสารจะต้องสะอาด
  • เช็คเลขตัวถังของรถว่าตรงรุ่น ตรงกับเล่มทะเบียน
  • เช็คเครื่องยนต์และฟังเสียงว่ามีเสียงที่ผิดปกติหรือไม่

หากคุณเป็นคนเป็นคนหนึ่งที่ไม่มั่นใจในเรื่องของการตรวจเช็คแล้วล่ะก็ สามารถใช้บริการของ Kaidee Certified ที่พร้อมตรวจสภาพรถยนต์กว่า 200 จุด พร้อมบอกคะแนน เพื่อให้คุณตัดสินใจในการเลือกซื้อรถยนต์ที่ดีและเหมาะสมกับราคา

สรุปท้ายบทความเลือกซื้อรถ SUV มือสอง

การจะเลือกซื้อรถ SUV มือสองสักคันนั้น คงหนีไม่พ้นในเรื่องของความจำเป็นในการใช้งานในแต่ละวัน รวมไปถึงงบประมาณที่ตั้งเอาไว้ แต่สิ่งที่ห้ามละเลยไปก็คือ “ความรอบคอบ” ที่จะศึกษาข้อมูลรวมไปถึงการตรวจเช็คสภาพเบื่องต้นก่อนที่จะตัดสินใจซื้อ ทางที่ดีที่สุด ควรจะไปลองรถเพื่อความสบายใจและเป็นการตรวจเช็คการใช้งานไปในตัวอีกด้วย 

หากอ่านบทความนี้แล้ว สามารถตัดสินใจที่จะซื้อรถ SUV มือสองแล้วล่ะก็ วันนี้ Kaidee จะมาชี้เป้า แหล่งรวมรถยนต์มากมาย

“เพียงคลิกปุ่มด้านล่างนี้เท่านั้น!!”

บ้านสไตล์ลอฟท์ มีดีอย่างไรบ้าง ?

บ้านสไตล์ลอฟท์ มีดีอย่างไรบ้าง ?

ถ้าหากจะพูดถึงบ้านสุดเท่ แบบดิบ ๆ ที่ดูโล่งสบายแล้ว บ้านสไตล์ลอฟท์ ก็คงเป็นอีกหนึ่งบ้านที่หลายคนนึกถึงเป็นอันดับแรก ซึ่งบ้านสไตล์นี้ก็ได้รับความนิยมมาอย่างยาวนาน เพราะด้วยเอกลักษณ์ที่ตกแต่งง่าย แถมยังดูสวยงาม ทำให้มีหลายคนนำไปใช้ในการออกแบบห้องต่าง ๆ ภายในบ้าน รวมไปถึงร้านคาเฟ่หรือร้านอาหารทั่วไปก็ยังเห็นอีกเพียบ ซึ่งวันนี้เราจะพาทุกคนไปเจาะลึกบ้านสไตล์ลอฟท์กันว่า มีข้อดีข้อด้อยอะไรและจะแต่งบ้านสไตล์นี้เองง่าย ๆ ได้อย่างไรบ้าง

ที่มาของ บ้านสไตล์ลอฟท์

ผลกระทบจากการทำสงครามโลกครั้งที่ 2 ทำให้ในใจกลางเมืองของประเทศสหรัฐอเมริกาอย่าง New York มีราคาที่ดินสูงขึ้นอย่างรวดเร็วจนทำให้โรงงานหลายแห่งได้ทำการปิดตัวลง เพื่อย้ายฐานการผลิตไปยังพื้นที่นอกเมือง และโรงงานใจกลางเมืองก็ถูกทิ้งร้างไว้อย่างยาวนาน หลังจากนั้นก็มีผู้ประกอบการหลายแห่ง ก็เล็งเห็นถึงโอกาสในพัฒนาพื้นที่ทิ้งร้างให้กลายเป็นที่อยู่อาศัยหรือสถานที่เปิดการแสดงของเหล่านักดนตรี เพราะมีลักษณะพื้นที่ที่เปิดโล่ง หลังจากนั้น บ้านสไตล์ลอฟท์จึงได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน

บ้านสไตล์ลอฟท์ ตกแต่ง
ขอบคุณรูปจาก: bodyartstyle.com

ข้อดีบ้านสไตล์ลอฟท์

เชื่อไหมว่าการตกแต่งบ้านสไตล์ลอฟท์มีข้อดีมากมายที่จะช่วยให้การใช้ชีวิตของคุณง่ายมากยิ่งขึ้น ดังนี้

  • บรรยากาศของบ้านดูโล่ง โปร่งสบายตา ทำให้เราสามารถจัดพื้นที่ใช้สอยอย่างชัดเจนสะดวกมากยิ่งขึ้น และยังมีอากาศที่ถ่ายเทอยู่ตลอดเวลาอีกด้วย
  • ประหยัดค่าใช้จ่ายและร่นระยะเวลาในการตกแต่ง เพราะเป็นเอกลักษณ์ของบ้านที่ต้องการความดิบ มองเห็นโครงสร้างภายในจึงไม่จำเป็นต้องทาสีหรือต่อเติมมากนัก
  • สามารถเคลื่อนย้ายเฟอร์นิเจอร์ได้ง่าย เมื่อต้องการโยกย้ายที่อยู่อาศัยเพราะเฟอร์นิเจอร์ส่วนใหญ่เป็นแบบลอยตัว

ข้อเสียบ้านสไตล์ลอฟท์

แต่บ้านสไตล์นี้ก็มีสิ่งที่ต้องแลกกับเอกลักษณ์อันโดดเด่นมากมาย ได้แก่

  • อุณหภูมิที่สามารถควบคุมได้ยาก เพราะใช้โครงสร้างที่เป็นปูนหรืออิฐทำให้อากาศภายนอกสามารถส่งผ่านเข้ามายังภายในบ้านได้ง่ายกว่าบ้านแบบอื่น ๆ โดยเฉพาะในประเทศไทยที่มีอากาศร้อน จึงอาจต้องมีการเปิดแอร์มากขึ้นจนเสียค่าใช้จ่ายในส่วนนี้เยอะ
  • การดูแลรักษาที่ค่อนข้างยาก เพราะผนังปูนที่อาจหม่นหมองเมื่อผ่านการใช้งานเป็นเวลานาน หรือผนังอิฐที่อาจมีรอยแตกร้าวได้จนเกิดอันตราย ดังนั้นจึงความสังเกตและได้รับการซ่อมแซมอยู่เสมอ ๆ
  • ควบคุมเสียงได้ยาก เพราะบ้านสไตล์นี้จะไม่ค่อยได้รับการกั้นห้องมากนักจึงต้องระวังการใช้เสียงที่ดังจนเกินไป

แต่งบ้านบ้านสไตล์ลอฟท์

บ้านสไตล์ลอฟท์ ใครว่าแต่งยาก ? เพียงแค่คุณรู้ถึงเอกลักษณ์และเทคนิคการแต่งบ้านเหล่านี้ คุณก็จะได้บ้านสวย ๆ เท่ ๆ ดิบ ๆ แล้ว

ปูน อิฐ เหล็ก

ด้วยเอกลักษณ์ของบ้านสไตล์ลอฟท์ที่มีความดิบอยู่สูงมาก ทำให้การตกแต่งส่วนมากจึงเน้นผนังปูนเปลือยและท่อเหล็กที่แสดงถึงความดิบหยาบ ซึ่งเป็นเสน่ห์ของการแต่งบ้านสไตล์นี้ โชว์ให้เห็นโครงสร้างของตึก เช่น ผนังปูนเปลือย อิฐสีต่าง ๆ มีท่อเหล็กตามการต่อไฟ และอีกประโยชน์หนึ่งของการตกแต่งแบบนี้คือ ทำให้ซ่อมแซมสายไฟหรือท่อประปาได้ง่ายมากขึ้น

ห้องโปร่งโล่งสบาย

บ้านสไตล์ลอฟท์ ไอเดีย
ขอบคุณรูปจาก: Binyan Studio

อีกสิ่งหนึ่งที่เพิ่มความเป็นลอฟท์ได้เป็นอย่างดีคือ การเปิดพื้นที่ให้โล่งกว้างมากยิ่งขึ้นให้ความรู้สึกเหมือนโกดังหรือโรงงานที่มีเพดานสูง ซึ่งการที่ไม่มีฝ้าก็สามารถช่วยได้มากทีเดียว และยังมีข้อดีคือทำให้แสดงถึงงานระบบภายในบ้านและช่วยระบายอากาศได้อีกด้วย นอกจากนี้การใช้เฟอร์นิเจอร์ที่ไม่มีประตูปิดกั้นยังทำให้ห้องไม่มีสิ่งบดบังสายตาและดูโปร่งขึ้น รวมถึงตัวบันไดที่มีโครงสร้างเป็นเหล็กทำให้ดูไม่อึดอัดและสามารถใช้สอยพื้นที่ด้านล่างได้เพิ่มขึ้นอีกด้วย

สีเข้ม ธรรมชาติ

สำหรับโทนสีของการแต่งบ้านสไตล์ลอฟท์ควรจะเน้นการตกแต่งไปในทางโทนสีเข้มที่เกิดจากธรรมชาติที่เกิดจากการก่อสร้าง เช่น สีปูน ไม้ เหล็ก และอิฐ รวมถึงการใช้สีที่เรียบง่ายอย่างสีเทา ขาว ดำ หรือน้ำตาลเข้มก็ทำให้บ้านดูเป็นลอฟท์ได้มากขึ้นเช่นกัน

เฟอร์นิเจอร์ยกได้ เปลี่ยนสบาย

การที่จะให้บ้านดูโปร่งโล่งนั้นสามารถทำได้ด้วยการใช้เฟอร์นิเจอร์แบบลอยตัว ไม่ต้องบิวท์อินและง่ายต่อการปรับเปลี่ยนพื้นที่ เช่น โต๊ะทำงานหรือเก้าอี้ที่สะดวกต่อการเคลื่อนย้าย หรือเฟอร์นิเจอร์แบบมีล้อ และเป็นเฟอร์นิเจอร์เรียบง่ายแต่ใช้สอยได้เยอะ โดยเฟอร์นิเจอร์ส่วนมากที่นิยมใช้ก็ควรที่จะใช้วัสดุที่เป็น ไม้ เหล็ก และหนัง เพื่อให้ดูเท่และดิบเข้ากับตัวผนังและการตกแต่งโดยรวมของห้องนั่นเอง

แสงอุ่นช่วยให้มีเสน่ห์

ด้วยความที่การแต่งบ้านสไตล์ลอฟท์นั้นเป็นการแต่งบ้านที่ใช้วัสดุและโทนที่เป็นธรรมชาติ ดังนั้นแสงที่จะช่วยเพิ่มประกายของความเป็นลอฟท์นั้น ก็ควรจะเป็นแสงที่เกิดจากธรรมชาติหรือมีโทนสีที่มีความเป็นธรรมชาติอย่างโทนสีเหลือง เพื่อเพิ่มความอบอุ่นของห้องนั้น ๆ หรือใช้โคมไฟวางเป็นจุด ๆ ก็สร้างบรรยากาศให้ดูสลัว ๆ เท่ ๆ ได้เหมือนกัน

สรุปบทความเกี่ยวกับ บ้านสไตล์ลอฟท์

จริง ๆ แล้วบ้านแต่ละแบบก็เหมือนงานศิลปะที่ไม่มีถูกผิดหรือไม่สวย เพราะแต่ละคนที่มีความชื่นชอบที่แตกต่างกัน และนอกจากบ้านสไตล์ลอฟท์ที่เราได้กล่าวไปข้างต้นแล้ว ยังมีบ้านอีกหลายแบบอย่าง มินิมอล โมเดิร์น นอร์ดิก และอื่น ๆ อีกมากมายให้เราได้ตกแต่งกัน

และนี่คือข้อดีข้อด้อยและการตกแต่งบ้านสไตล์ลอฟท์ ที่ทำได้เองแบบง่าย ๆ ตามใจคุณที่เรานำมาฝากกัน และถ้าใครอยากตกแต่งห้องสไตล์นี้ด้วยอสังหาริมทรัพย์ราคาเบาก็สามารถเข้ามาค้นหาได้ใน Kaidee Property แหล่งรวบรวมอสังหาริมทรัพย์มากมายหลายประเภท

อ่านบทความเกี่ยวกับ อสังหาริมทรัพย์ อื่น ๆ

อัปเดต 5 แท็บเลต ฟังก์ชันเด่น สเปกแรง รุ่นไหนดี?

อัปเดต 5 แท็บเลต ฟังก์ชันเด่น สเปกแรง รุ่นไหนดี?

ผ่านครึ่งแรกของปี 2021 กันมาแล้ว มาทบทวนกันดีกว่าค่ะว่าในช่วงที่ผ่านมามีแท็บเลตรุ่นไหนบ้างที่น่าสนใจ สเปกแรงเข้าตากรรมการ ไปตามส่องกันเลยดีกว่าค่ะ

รวมแท็บเลตรุ่นน่าใช้ในช่วงปี 2021 

ช่วงครึ่งแรกของปี 2021 มีแท็บเลตรุ่นที่น่าสนใจหลากหลายรุ่นเลยที่ออกมาเป็นตัวเลือกใหม่ ๆ ให้กับคนที่กำลังมองหาแท็บเลตสักเครื่อง วันนี้เราเลยหยิบยกแท็บเลตที่ออกในช่วงครึ่งปีแรกของ 2021 มาฝากกันถึง 5 รุ่นเลย จะมีรุ่นไหนเข้าตาคุณบ้าง ไปดูกันค่ะ

Samsung Galaxy Tab S7 Plus 5G

ราคาเริ่มต้น 39,900 บาท

แท็บเลตซัมซุงตัวใหม่ที่ออกมาช่วงครึ่งปีแรกของปี 2021 มาพร้อมความแรงที่ครบเครื่อง ไม่ว่าจะดูหนัง ฟังเพลง เล่นเกม หรือทำงาน ก็พร้อมลุย 

สรุปสเปกโดยรวม

  • ขนาด  285 x 185 x 5.7 มิลลิเมตร  
  • น้ำหนัก 575 กรัม
  • หน้าจอ Super AMOLED ขนาด 12.4 นิ้ว ความละเอียด 2800 x 1752 พิกเซล 
  • CPU: Qualcomm Snapdragon 865+ Octa Core 
  • GPU: Adreno 650
  • RAM: 6GB(WiFi) 8GB (5G) 
  • Android 10 ครอบทับด้วย One UI 2.5
  • กล้องหน้า 8 ล้านพิกเซล กล้องหลังความละเอียด 13 ล้านพิกเซล และ 5 ล้านพิกเซล 
  • มีระบบสแกนลายนิ้วมือ Fingerprint และใบหน้า
  • แบตเตอรี่ 10,090 mAh พร้อมระบบชาร์จไว 45W

ดีไซน์และภายนอก

Samsung Galaxy Tab S7 Plus 5G มาพร้อมกับดีไซน์เรียบ ๆ ดูทันสมัย หน้าจอกว้าง 12.4 นิ้ว หน้าจอคมชัด Super AMOLED ด้านหลังมีช่องสำหรับเก็บปากกาแบบใช้แทบแม่เหล็ก มีสามสี นั่นคือสี Mystic Black, Mystic Bronze และสีใหม่อย่าง Mystic Navy 

มีปุ่มเพิ่มลดเสียงและปุ่มเปิดปิดเครื่องอยู่บริเวณขอบด้านขวา ใช้วิธีการสแกนลายนิ้วมือที่หน้าจอ 

ฟังก์ชันสำหรับ Entertainment 

ด้านการระบายความร้อนระหว่างการเล่นเกมถือว่าทำได้ดี รวมทั้งความลื่นไหลในระหว่างเล่นเกมก็ไม่ได้มีปัญหาติดขัดกวนใจนักเล่มเกม เนื่องจากตัวสเปกเครื่องที่ให้มาก็ค่อนข้างตอบโจทย์ฟังก์ชัน Entertainment อยู่แล้ว

ส่วนการดูหนังฟังเพลง ต้องบอกว่าตอบโจทย์มาก อย่างแรกเลยคือหน้าจอที่ได้ขนาดค่อนข้างใหญ่ ถือว่าดูได้แบบเต็มตา รวมทั้งยังมาพร้อมกับลำโพง 4 ตัวแบบ surround และระบบเสียง Dolby Atmos 

กล้อง

กล้องหลังมาพร้อมเลนส์ Wide และเลนส์ Ultrawide ความละเอียด 13 ล้านพิกเซล และ 5 ล้านพิกเซล  ส่วนกล้องหน้ามีความละเอียด 8 ล้านพิกเซล ถือว่าโดยรวมสามารถนำมาใช้งานได้ทั่วไป เพราะด้วยขนาดของตัวเครื่องแล้ว อาจจะไม่ได้เหมาะยกมาถ่ายเซลฟีกันถนัดมือนัก ถือว่ามีไว้เผื่อใช้งาน

แบตเตอรี

สำหรับ Samsung Galaxy Tab S7 Plus 5G ถือว่าวางใจได้เลยเพราะได้ความจุแบตเตอรีมาเต็ม ๆ 10090 mAh พร้อมรองรับการชาร์จไว 45w สามารถใช้งานได้ครอบคลุมไม่ว่าจะดูหนังฟังเพลง หรือเล่นเกม 

Huawei MatePad (2021)

ราคาเริ่มต้น 9,900 บาท

Huawei MatePad 2021 ได้เปิดตัวกันไปเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมานี่เอง โดยรวมแล้วเจ้า MatePad ตัวนี้ถือเป็นการอัปเกรดจากรุ่นเดิมขึ้นมา โดยที่ทั้งคงฟีเจอร์และดีไซน์หลาย ๆ อย่างเอาไว้  ไปดูกันดีกว่าค่ะว่าการอัปเกรดครั้งนี้จะคุ้มค่าน่าใช้หรือไม่

สรุปสเปกโดยรวม 

  • ขนาด 245.20 x 154.96 x 7.45 มิลลิเมตร
  • น้ำหนัก 460 กรัม
  • หน้าจอ IPS FullView ขนาด 10.4 นิ้ว ความละเอียด 2000 x 1200 พิกเซล
  • CPU: HUAWEI Kirin 820 Octa-Core Processor ความเร็ว 2.36 GHz
  • GPU: Mali-G57
  • RAM: 4 GB 
  • ROM: 120 GB รองรับ microSD Card สูงสุด 512 GB
  • ระบบปฏิบัติการ Android 10 ครอบทับโดย EMUI 10.1
  • กล้องหน้าความละเอียด 8 ล้านพิกเซล
  • กล้องกลังความละเอียด 8 ล้านพิกเซล 
  • แบตเตอรี 7,250 mAh
  • พอร์ตการเชื่อมต่อแบบ USB-Type C
  • ไมโครโฟนและลำโพง 4 ตัว

ดีไซน์และภายนอก

HUAWEI MatePad มาพร้อมหน้าจอขนาดกำลังพอดี 10.4 นิ้ว ขอบจอไร้ปุ่ม ดีไซน์เรียบ ๆ ด้านบนมีปุ่มปรับระดับเสียง พร้อมไมโครโฟน 4 ตัว ด้านล่างมีช่องเสียบการ์ด microSD ในขณะที่ด้านขวาและด้านซ้ายจะมีลำโพงอย่างละ 2 ตัว มีสีให้เลือกเป็น Midnight Gray ให้ความรู้สึกเรียบหรูและทันสมัย

ฟังก์ชันสำหรับ Entertainment 

ด้วยความที่ตัวหน้าจอนั้นมาพร้อมเทคโนโลยีที่ให้ภาพชัดคมและสีสด ผนวกกับเทคโนโลยี HUAWEI ClariVu Display ที่เสริมรายละเอียดของภาพในขณะที่อยู่พื้นที่แสงน้อยให้ชัดยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังมาพร้อมเทคโนโลยีเสียงแบบ multi-channel และพัฒนาเทคโนโลยี HUAWEI Histen 6.1 ให้สามารถเก็บรายละเอียดของเสียงได้ดียิ่งขึ้น

รวมทั้งการเล่นเกมและใช้งานแอปพลิเคชันต่าง ๆ ก็สามารถทำได้ไม่มีสะดุดเนื่องจากใช้ CPU พละกำลังเหนือชั้นอย่าง Kirin 820 

กล้อง

ฟีเจอร์กล้องให้มาแบบเพียงพอต่อการใช้งาน นั่นคือกล้องหน้าและกล้องหลังอย่างละหนึ่งตัว ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล รองรับโหมดการถ่าย เช่น ระบบโฟกัสภาพอัตโนมัติ และไฟแฟลช

แบตเตอรี

แบตเตอรีของ HUAWEI MatePro 2021มีความจุประมาณ 7,250 mAh ซึ่งถือว่าความจุค่อนข้างมาก สามารถใช้งานทั่วไปได้ตลอดทั้งวันโดยไม่ต้องชาร์จเพิ่ม 

Apple iPad Pro 11 (2021)

ราคาเริ่มต้น: 

รุ่น 11 นิ้ว แบบ Wi-fi (128 GB) เริ่มต้น 27,900 บาท

รุ่น 11 นิ้ว แบบ Wi-fi + Cellular(128 GB) เริ่มต้น 32,900 บาท

ต่อด้วย Apple iPad Pro 11 ที่ออกมาต้อนรับปี 2021 ของเรา ที่เปิดตัวออกมาพร้อมกับการอัปเกรดจากรุ่นเก่าในหลาย ๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นตัวหน้าจอ Liquid Retina XDR และชิปประมวลผล Apple M1 ตัวเดียวกับ MacBook นอกจากสองเรื่องนี้แล้ว ยังมีฟังก์ชันไหนเปลี่ยนแปลงหรือเพิ่มเติมขึ้นมา ไปส่องกันเลยค่ะ

สรุปสเปกโดยรวม

  • ขนาด 247.6 x 178.5 x 5.9 นิ้ว
  • น้ำหนัก 466 กรัม
  • หน้าจอ Liquid Retina 24-bit ขนาด 11 นิ้ว ความละเอียด 1668 x 2388 พิกเซล
  • ระบบปฏิบัติการ iPad OS 14
  • CPU: Apple M1 Octa Core
  • GPU: Apple GPU (8-core Graphics)
  • RAM: 8 และ 16 GB
  • ROM: 128, 256, 512 GB
  • ROM: 1 และ 2 TB
  • กล้องหน้าความละเอียด 12 ล้านพิกเซล
  • กล้องหลังความละเอียด 12 ล้านพิกเซล และ 10 ล้านพิกเซล (Ultrawide)
  • ไมโครโฟน 5 และลำโพง 4
  • แบตเตอรี 7,538 mAh
  • รองรับชาร์จไว 18W

ดีไซน์และภายนอก

iPad Pro มาพร้อมกับหน้าจอภาพที่คมชัดและใหญ่ขึ้นด้วยหน้าจอ Liquid Retina และตัวขอบที่บาง มุมเครื่องเป็นแบบกรอบมน จับถนัดมือ  ตัวเครื่องมีความบางเบาและพกพาง่ายยิ่งขึ้นแม้ว่าจะมาพร้อมหน้าจอที่ใหญ่ขึ้นก็ตาม รองรับช่วงสีที่มากยิ่งขึ้น มีสี เงิน และ เทาสเปซเกรย์ 

ฟังก์ชันสำหรับ Entertainment 

หายห่วงกับการชิปประมวลผลตัวเดียวกับที่ใช้ใน Macbook Air, Macbook Pro, และ iMac ทำให้นอกจากฟังก์ชันการดูหนังฟังเพลงและเล่นเกมแล้ว ยังสามารถนำมาใช้ตัดต่อวิดีโอ แต่งรูปได้แบบสบาย ๆ 

กล้อง

กล้องที่ใช้ยังคงเป็นกล้องเดิมจากรุ่น iPad Pro 2020 มาพร้อม Dual Camera เลนส์ Wide และ Ultra Wide สามารถใช้ถ่ายรูปและนำไปใช้ได้แบบไม่เป็นสองรองใครแน่นอน นอกจากนี้กล้องกับเซนเซอร์ที่มากับเจ้า iPad Pro 11 2021 ตัวนี้ยังรองรับระบบ AR ได้เป็นอย่างดี จนได้รับการขนานนามว่าเป็นอุปกรณ์ที่ดีที่สุดสำหรับ AR เลยทีเดียว

แบตเตอรี

ขนาดแบตเตอรีให้มา 7,538 mAh ถือว่าสามารถใช้งานได้แบบสบาย ๆ ทั้งวัน อีกทั้งทาง Apple ยังเคลมอีกว่าสามารถใช้งานได้สูงสุดถึง 10 ชั่วโมง 

Lenovo Yoga Tab 13

ราคาเริ่มต้น 30,490 บาท

อีกหนึ่งแท็บเลตที่กำลังจะออกมาช่วงเดือนกรกฏาคมของปี 2021 ก็คือ Lenovo Yoga Tap 13 จัดเต็มกับขุมพลัง Snapdragon 870 พร้อมพอร์ต HDMI สำหรับการต่อเป็นจอเสริมให้กับอุปกรณ์ตัวอื่น เสริมประสิทธิภาพในการใช้งานมากขึ้น

สรุปสเปกโดยรวม 

  • ขนาด 293.4 x 204 x 6.2 มิลลิเมตร
  • น้ำหนัก 655 กรัม
  • หน้าจอ IPS LCD ขนาด 13 นิ้ว ความละเอียด 1350 x 2160 พิกเซล 
  • CPU: Snapdragon 870 5G Octa
  • RAM: 4 และ 8 GB 
  • ROM:  256 GB
  • ระบบปฏิบัติการ Andriod 11
  • กล้องหน้า 8 ล้านพิกเซล
  • สำโพง 4 ตัว
  • พอร์ต USB-Type C 
  • แบตเตอรี 10,200 mAh รองรับชาร์จไว 25W 

ดีไซน์และภายนอก

ตัวดีไซน์มาพร้อมหน้าจอขนาดใหญ่ถึง 13 นิ้ว ด้านหลังมีแท่นสำหรับไว้วางแท็บเลตตั้งโต๊ะได้ง่าย ๆ แบบไม่ต้องพึ่งเคสเสริม อีกทั้งยังมาพร้อมกับที่แขวนในกรณีที่อยากจะแขวนหน้าจอบนผนัง เรียกว่าเอื้ออำนวยความสะดวกในการใช้งานทุกรูปแบบ รวมทั้งการดูหนังฟังเพลงและเล่นเกม 

ฟังก์ชัน Entertainment

นอกจากฟังก์ชันที่พร้อมให้ใช้งานแล้ว ด้านฟังก์ชัน Entertainment ก็ไม่เป็นสองรองใคร มาพร้อมลำโพง 4 ตัว ปรับแต่งโดย JBL รองรับระบบเสียง Dolby Atmos ระบบเสียงแบบเซอร์ราวด์ที่ทำให้การรับชมภาพยนตร์หรือคลิปวิดีโอต่าง ๆ สมจริงเหมือนไปดูในโรงภาพยนตร์เอง 

กล้อง 

มาพร้อมตัวกล้องหน้าความละเอียด 8 ล้านพิกเซล สำหรับบันทึกวิดีโอระดับ HD ได้ 

แบตเตอรี 

แบตเตอรีให้มาจัดเต็มถึง 10,200 mAh เรียกว่ารองรับการใช้งานหนัก ๆ ทั้งวันได้แบบสบายมาก ๆ เหมาะแก่การพกพาออกไปข้างนอก นอกจากนี้ยังรองรับการชาร์จไวถึง 25W  ถือเป็นแท็บเลตที่ตอบโจทย์คนที่ไม่ค่อยมีเวลาและเน้นการใช้งานหนักมาก ๆ

สรุปรวมอัปเดต 5 แท็บเลต ฟังก์ชันเด่น สเปกแรง ปี 2021 

เป็นอย่างไรกันบ้างคะกับ 5 แท็บเลตที่ส่วนใหญ่เพิ่งจะปล่อยออกมาสู่ตลาดกันในช่วงครึ่งปีแรกของ 2021 เรียกได้ว่าสเปกกินกันไม่ลงมาก ๆ เอาเป็นว่าทุกคนสามารถเลือกได้ตามความชอบและลักษณะการใช้งานได้เลยค่ะ สำหรับใครที่อยากมองหาแท็บเลตแรง ๆ มือสอง ราคาดี สภาพสวย แวะมาเลือกดูกันได้ที่ kaidee เลยค่ะ

 แอบกระซิบว่าตอนนี้ kaidee มีฟีเจอร์ใหม่อย่าง KD Pay ที่จะให้คุณสามารถรับเงินและโอนจ่ายผ่าน kaidee โดยตรง มั่นใจได้ หากไม่ได้สินค้า สามารถยื่นขอรับเงินคืนได้ภายใน 7 วัน ลองไปใช้กันได้เลยค่ะ