May 23, 2022 | บทความอสังหาฯ
Highlight การพักผ่อนใน วิสซ์ดอม อเวนิว รัชดา-ลาดพร้าว
- เดินทางสะดวกด้วยรถไฟฟ้า MRT สถานีลาดพร้าวติดโครงการ
- ผสานวิถีชีวิตอันศิวิไลซ์และสงบไว้ในที่เดียว
- พร้อมมีสุขภาพที่ดีด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย
ถ้าหากจะกล่าวถึงย่านใจกลางเมืองกรุงเทพมหานครที่ได้รับความนิยมจากกลุ่มคนรุ่นใหม่อย่างเรา ๆ ลาดพร้าว และรัชดาก็คงเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่หลายคนนึกถึง เพราะที่แห่งนี้เต็มไปด้วยสถานที่แห่งไลฟ์สไตล์อันทันสมัยให้เราได้ใช้ชีวิต ซึ่ง วิสซ์ดอม อเวนิว รัชดา-ลาดพร้าว ก็เป็นคอนโดมิเนียมที่ผ่านการออกแบบให้เหมาะกับวิถีชีวิตของคนรุ่นใหม่
เจ้าของโครงการ บริษัท แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (MQDC)
ที่ตั้งโครงการ ถนนลาดพร้าว แขวงจอมพล เขตจตุจักร กทม.
พื้นที่ภายในโครงการ 3-0-44.6 ไร่
จำนวนชั้นและยูนิต 27 ชั้น 497 ยูนิต
ราคาเริ่มต้น 3.7 ล้านบาท
จำนวนที่จอดรถ 244 คัน (49%)
ทำเลใจกลางเมืองอันศิวิไลซ์ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่
อีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้ วิสซ์ดอม อเวนิว รัชดา-ลาดพร้าว เป็นโครงการในฝันของคนวัยทำงาน ผู้ซึ่งใช้ชีวิตในรูปแบบคนเมืองอย่างแท้จริง คงจะหนีไม่พ้นปัจจัยในเรื่องทำเลที่ตั้งของโครงการแห่งนี้ ที่นอกจากตัวโครงการจะตั้งอยู่บนทำเลทองของกรุงเทพฯ ยังเอื้ออำนวยต่อการเดินทางอันแสนสะดวกสบายในทุก ๆ ด้านอีกด้วย
โดยโครงการตั้งอยู่บนถนนลาดพร้าวตอนบน ติดสี่แยกรัชดา-ลาดพร้าว ซึ่งเป็นถนนอีกเส้นของกรุงเทพฯ ที่มีความอุดมสมบูรณ์ในเชิงพาณิชย์สูง เห็นได้จากอาคารพาณิชย์ ศูนย์การค้า ร้านอาหาร อาคารสำนักงาน รวมไปจนถึงโครงการคอนโดมิเนียมทั้ง High Rise และ Low Rise ในพื้นที่มากมาย ซึ่งความอุดมสมบูรณ์ดังกล่าว ก็สามารถตอบรับการขยายตัวของศูนย์กลางธุรกิจ หรือบริเวณที่เรียกว่า NEW CBD อย่างทำเลรัชดาภิเษก-พระราม 9 ได้เป็นอย่างดี
สถานที่สำคัญใกล้เคียง
ห้างสรรพสินค้า
- สวนลุมไนท์บาซาร์
- บิ๊กซี เอ็กซ์ตร้า ลาดพร้าว
- เซ็นทรัล พลาซา ลาดพร้าว
- ยูเนี่ยน มอลล์
- เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ รัชโยธิน
- ตลาดโชคชัย 4
- ตลาดนัดสวนจตุจักร
สถานศึกษา
- มหาวิทยาลัยเซนต์จอห์น
- โรงเรียนหอวัง
- มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม
- มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน
โรงพยาบาล
- โรงพยาบาลโกลเด้นเยียร์
- โรงพยาบาลสุทธิสาร
- โรงพยาบาลเปาโล พหลโยธิน
และด้วยทำเลที่ตั้งที่อุดมสมบูรณ์นี้เองที่ทำให้คุณสามารถเดินทางได้อย่างง่ายดายและหลายหลากด้วยทางเลือกที่แตกต่างกัน ทั้งการใช้รถยนต์ส่วนตัวและรถบริการสาธารณะมากมาย
ใช้รถยนต์ผ่านเส้นทางต่าง ๆ
ถ้าหากคุณมีรถยนต์ส่วนตัวเป็นของตนเอง การขับขี่รถจากโครงการคอนโดมิเนียม วิสซ์ดอม อเวนิว รัชดา-ลาดพร้าว เป็นสิ่งที่ทำได้อย่างสะดวกมาก เพราะมีทำเลที่ตั้งอยู่ที่แยกลาดพร้าว-รัชดา ทำให้ใกล้กับถนนหลากหลายสาย โดยเฉพาะถนนลาดพร้าวและรัชดาที่เชื่อมต่อกับพหลโยธิน เพชรบุรี สุขุมวิท อนุสาวรีย์ อโศก วิภาวดี-รังสิต เกษตร-นวมินทร์ ลาดพร้าววังหิน นาคนิวาส และอื่น ๆ อีกมากมาย รวมถึงยังมีจุดขึ้นทางยกระดับอุตราภิมุข ซึ่งสามารถเชื่อมต่อไปยังทางยกระดับและถนนอื่น ๆ ได้อีกด้วย
ใช้บริการรถสาธารณะได้อย่างครอบคลุม
สำหรับคนที่ไม่ได้มีรถยนต์ส่วนตัว การใช้บริการรถสาธารณะก็นับว่ามีความสะดวกเป็นอย่างมาก โดยตัวโครงการมีจุดเด่นคือทำเลที่ตั้งซึ่งติดกับสถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน MRT ลาดพร้าว ทางออกที่ 1 ซึ่งในอนาคตจะเป็นจุดเชื่อมต่อรถไฟฟ้าสายสีเหลืองสถานีรัชดา ทำให้คุณสามารถเดินทางไปยังส่วนต่าง ๆ ของกรุงเทพและปริมณฑลได้อย่างง่ายดาย อีกทั้งบริเวณรอบ ๆ มีทั้งรถแท็กซี่ วินมอเตอร์ไซค์ และป้ายรถเมล์ ที่วิ่งผ่านอยู่ตลอดทั้งวัน
สิ่งอำนวยความสะดวกที่ใส่ใจสุขภาพ
ส่วนภายในโครงการถูกออกแบบด้วยระบบ BIM ในการก่อสร้าง ทำให้ตัวอาคารมีความแข็งแรงและปลอดภัย โดยมีรางวัลการันตี Silver Award ด้านพลังงานสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน ที่จะสามารถประหยัดพลังงานได้ค่อนข้างมากอาคารภายนอกมีรูปลักษณ์ที่โดดเด่นสไตล์วินเทจและโมเดิร์นที่ผสมผสานกันอย่างลงตัว รวมถึงยังมีสิ่งอำนวยความสะดวกมากมายที่พร้อมให้คุณได้ใช้งาน ได้แก่
- Grand lobby
- Drop-off area
- Sky infinity edged Swimming pool (Jacuzzi and Kids pool)
- Fully equipment Fitness
- Sky Lounge
- Sky Terrace
- Sky Garden
- Library
- Laundry room
- Security system
- Digital door lock
- Key card access
- 24 hours security guards & CCTV
ห้องพักหลากหลากหลายให้เลือกตามใจ เหมาะกับทุกไลฟ์สไตล์
โครงการ วิสซ์ดอม อเวนิว รัชดา-ลาดพร้าว มีการจัดสรรพื้นที่ได้อย่างลงตัวเหมาะกับการอยู่อาศัยหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่อาคารความสูง 27 ชั้นหนึ่งเดียวบนพื้นที่กว่า 3-0-44.6 ไร่ โดยมีชั้น G-4 มีโถงต้อนรับและพื้นที่จอดรถ 244 คัน (49% ของยูนิตทั้งหมด) ชั้น 5 เป็นพื้นที่อยู่อาศัยและพื้นที่ส่วนกลางต่าง ๆ ชั้น 6-27 เป็นพื้นที่อยู่อาศัยทั้งหมด และชั้นดาดฟ้าหรือ Rooftop เป็นส่วนของสิ่งอำนวยความสะดวกมากมายให้คุณได้ใช้บริการ
ในส่วนของห้องยูนิตภายในโครงการมีการจัดวางพื้นที่ด้านในด้วยการคำนึงถึงการใช้งานอย่างแท้จริง เพื่อให้สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์และแนวคิด ‘อยู่เย็น (สบาย) และ เป็นสุข (สุขภาพดี)’ ที่เหมาะกับจำนวนสมาชิกตั้งแต่ 1-2 คน ไปจนถึงครอบครัวขนาด 5-6 คน โดยเป็นห้องที่ให้มากับเคาน์เตอร์ครัว ตู้เสื้อผ้า และสุขภัณฑ์ในห้องน้ำ หรือที่เรียกว่า ‘Fully Fitted’ ซึ่งสามารถแบ่งห้องยูนิตออกเป็น 6 ประเภทหลัก ๆ ดังนี้
- STUDIO 27.00 ตร.ม. ประกอบไปด้วย 1 ห้องนอน 1 ห้องน้ำ
- 1 BEDROOM 30.00-38.00 ตร.ม. ประกอบไปด้วย 1 ห้องนอน 1 ห้องน้ำ
- 2 BEDROOM 47.00-56.00 ตร.ม. ประกอบไปด้วย 2 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ
- DUPLEX 76.00-77.00 ตร.ม. ประกอบไปด้วย 2 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ
- DUPLEX PENTHOUSE 81.35-82.39 ตร.ม. ประกอบไปด้วย 2 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ
- PENTHOUSE 105.00-129.00 ตร.ม. ประกอบไปด้วย 3 ห้องนอน 3 ห้องน้ำ
วิสซ์ดอม อเวนิว รัชดา-ลาดพร้าว มอบความสุขในทุกมิติ
ซึ่งทั้งหมดนี้ก็เป็นจุดเด่นที่น่าสนใจของโครงการที่เรานำมาฝากให้ทุกคนได้อ่านกัน ตั้งแต่มีทำเลที่ตั้งอันสะดวกสบายในด้านของการใช้ชีวิตและการเดินทาง มีการออกแบบภายนอกที่ผสานสไตล์วินเทจและโมเดิร์น มีสิ่งอำนวยความสะดวกระดับพรีเมียมที่ครบครันตอบโจทย์ทุกความต้องการ มีการจัดสรรพื้นที่ภายในห้องที่คำนึงถึงการใช้ชีวิต และมีราคาอันย่อมเยาที่แลกมากับความสบายจัดเต็มในราคา เริ่มต้นเพียง 3.7 ล้านบาท พร้อมให้คุณได้เข้าอยู่แล้ววันนี้ เพื่อพบเจอกับไลฟ์สไตล์ใหม่ ๆ ที่สะดวกและง่ายดายยิ่งขึ้น
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมที่ Whizdom Avenue รัชดา-ลาดพร้าว
May 11, 2022 | บทความอสังหาฯ
ทุกการลงทุนคือความเสี่ยง เป็นประโยคเตือนใจที่สุดแสนจะคลาสสิกอยู่เสมอ ยิ่งเสี่ยงสูง ยิ่งแลกมากับโอกาสที่จะได้รับผลตอบแทนที่มากขึ้น แต่ด้วยสภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน นักลงทุนหลาย ๆ คน เลือกที่จะไม่นำเงินไปแขวนบนเส้นความเสี่ยงเหล่านั้น การลงทุนอสังหาริมทรัพย์จึงกลายมาเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจและได้รับความนิยมมากขึ้น เพราะด้วยความเสี่ยงต่ำ ถึงแม้ผลตอบแทนจะไม่ได้ปุบปับรับเป็นก้อน แต่ก็เป็นความเรื่อย ๆ ที่พอจะวางใจได้ในระยะยาว
แล้วอสังหาริมทรัพย์ประเภทไหนที่น่าลงทุน?
อย่างที่ทราบกันดีว่าอสังหาริมทรัพย์มีหลายประเภท แต่รูปแบบไหน ที่จะใช่และตรงใจความเป็นคุณมากที่สุด วันนี้เราขอหยิบยกเอา “คอนโดมีเนียมแบบ 2 Bedroom” มาแนะนำไว้เป็นตัวเลือก ซึ่งเหมาะกับคนที่กำลังวางแผนสร้างครอบครัวหรือมีสมาชิกหลายคน เน้นความสะดวกเป็นที่ตั้ง (อยู่ในเมืองเดินทางง่าย) จะซื้อไว้อยู่เอง หรือตั้งใจซื้อไว้เก็งกำไรปล่อยเช่า/ขายเองในอนาคตก็ได้เช่นกัน
ทำไมต้องคอนโด 2 Bedroom?
บางคนอาจมองว่าคอนโดเพียง 1 Bedroom ก็ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์แล้ว ซึ่งถ้าคุณมีคำตอบที่ชัดเจนอยู่แล้วก็ขอให้มุ่งไปที่ตัวเลือกนั้นได้เลย แต่หากใครยังคงลังเล มีความเลือกไม่ถูกว่าจะจบที่กี่ห้องนอน ขนาดห้องเท่าไรดีนะ ลองมาดูข้อดีสุดเจ๋งของคอนโดมีเนียมแบบ 2 Bedroom ที่ Kaidee Property นำมาฝากกันวันนี้ เผื่อจะช่วยให้คุณเลือกห้องที่ใช่ได้ง่ายกว่าเดิม
1. ห้อง 2 Bedroom มักอยู่ในทำเลที่ดีของโครงการ
ส่วนใหญ่แล้วโครงการที่มีห้องให้เลือกทั้งแบบ 1 Bedroom และ 2 Bedroom ห้องประเภทหลังมักมีจำนวนและรูปแบบให้เลือกน้อยกว่า 1 Bedroom ด้วยขนาดพื้นที่ที่กว้างกว่าและการจัดวางตำแหน่งภายในห้องที่หลากหลาย ทำให้ห้องสไตล์ 2 Bedroom มักถูกจัดวางอยู่ในทำเลที่สวยงามกว่าแบบ 1 Bedroom คือ น้อยแบบคัดสรรมาแล้ว เรียกว่าจ่ายแพงขึ้นเพื่ออัปเกรดทั้งขนาดพื้นที่และมุมที่ดี อาจจะเป็นในแง่ของการรับแสง อยู่บริเวณมุมอาคารได้ความเป็นส่วนตัว หรืออยู่ในจุดที่ทัศนียภาพสวยงาม
2. จ่ายแพงขึ้นเพื่อค่าตอบแทนที่สูงขึ้น
เข้าใจว่างบประมาณเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญอันดับต้น ๆ ในการเลือกซื้อคอนโดฯ สักแห่งของใครหลายคน แต่อย่าลืมว่า ยิ่งการที่เราลงทุนจ่ายไปมากเท่าไร อัตราผลตอบแทนต่าง ๆ ย่อมสูงตามมาเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นค่าเช่ารายเดือนหรือขายต่อในอนาคต แล้วอย่าลืมว่าอสังหาริมทรัพย์เป็นทรัพย์สินที่นับวันยิ่งมีมูลค่าในตัวเอง ไม่ค่อยมีค่าเสื่อมเหมือนสิ่งของอื่น ๆ เรียกว่ายิ่งถือไว้นาน ราคามีแต่จะยิ่งขึ้น โดยเฉพาะคอนโดมีเนียม 2 Bedroom ของคุณอยู่ในทำเลที่ยอดเยี่ยม ติดถนนใหญ่ ใกล้รถไฟฟ้า ถือว่ามีความเสี่ยงต่ำมากที่จะขายในราคาขาดทุน
3. ปล่อยเช่าได้ในราคาแพง = คัดเลือกผู้เช่าไปในตัว
หากคุณตั้งใจซื้อคอนโดมีเนียมไว้ปล่อยเช่าในระยะยาว ไม่ได้ตั้งใจซื้อไว้อยู่อาศัยเอง (ณ ตอนนี้) การเลือกซื้อห้องสไตล์ 2 Bedroom ไว้ปล่อยเช่า ก็เป็นอีกหนึ่งวิธีคัดเลือกผู้พักอาศัยไปในตัว ด้วยอัตราค่าเช่าที่ค่อนข้างสูงกว่าห้อง 1 Bedroom หรือห้องแบบ Studio ส่งผลให้กลุ่มผู้เช่าอาจจะเป็นวงที่แคบลง ในทางกลับกันก็เป็นข้อดีเพราะเป็นกลุ่มเฉพาะขึ้น และแน่นอนว่ามีกำลังจ่ายมากกว่า เราเองในฐานะผู้ปล่อยเช่าก็ถือว่าได้คัดคนเช่าไปในตัว พอมั่นใจได้ระดับหนึ่งว่า สภาพคอนโดฯ ของเราจะปลอดภัย ไม่ต้องปวดหัวจัดการมากนัก
4. พื้นที่ใช้สอยและฟังก์ชันครบถ้วน
ปิดท้ายด้วยข้อดีของห้องแบบ 2 Bedroom ที่เชื่อว่าเป็นสิ่งที่หลาย ๆ คนนึกถึงเป็นอันดับต้น ๆ เพราะด้วยขนาดพื้นที่และจำนวนห้องที่มากกว่า ใครที่มีข้าวของเยอะ ชอบอะไรที่ Full Function – Full Design หรือมีจำนวนสมาชิกในครอบครัวทั้งตอนนี้ หรือในอนาคตแพลนว่าจะมีเพิ่ม ห้องแบบ 2 Bedroom คือคำตอบที่ใช่ที่สุด หากสิ่งเหล่านั้นคือสิ่งที่คุณกำลังมองหา
จัดเต็มทุกไลฟ์สไตล์คนเมืองกับห้อง 2 Bedroom พร้อมอยู่!
The Line Phahonyothin Park
Highlight : The Line Phahonyothin Park
- คอนโด High Rise ตรงข้ามเซ็นทรัลลาดพร้าว พร้อมอยู่! จากแสนสิริ
- เดินทางสะดวก เพียง 300 เมตร จาก BTS ห้าแยกลาดพร้าว และ 1 กิโลเมตร จาก MRT พหลโยธิน
- โดดเด่นด้วยคอนเซปต์ “Magical Tree” ใช้ชีวิตใกล้ชิดธรรมชาติ
- Full Function – Full Design – Fully Furnished ด้วยห้อง 2 Bedroom ขนาด 58.75 – 79.5 ตร.ม.
- 2 Bedroom เริ่มต้นราคาที่ 6.85 ลบ.*
- Exclusive Promotion เฉพาะลูกค้า Kaidee Property จองวันนี้! ลุ้นรับทองคำสูงสุด 10 บาท*
*หมายเหตุ : เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด
ถึงแม้ The Line Phahonyothin Park จะตั้งอยู่ในทำเลศักยภาพแห่งย่านลาดพร้าว ซึ่งพลุกพล่านไปด้วยผู้คนและรายล้อมไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกอย่างครบครัน ทว่าในแง่ของการอยู่อาศัย ความสงบร่มรื่นท่ามกลางธรรมชาติ คือสิ่งที่ทางโครงการให้ความสำคัญไม่แพ้กัน เห็นได้จากคอนเซปต์การออกแบบหลัก “Magical Tree” ให้ทุกการออกแบบเชื่อมโยงกับธรรมชาติ เน้นความโปร่ง โล่ง อยู่สบาย มาพร้อมพื้นที่ส่วนกลาง สวนสีเขียวขนาดใหญ่กว่า 8 ไร่ ให้คุณผ่อนคลายสายตา สบายใจไปกับวิวสีเขียวได้ทุกเวลา ทั้งยังมาพร้อมส่วนกลางที่ตอบโจทย์ครบทุกไลฟ์สไตล์คนเมือง ทั้งสระว่ายน้ำ พื้นที่ทำงาน Co-Working Space
ส่วนห้อง 2 Bedroom ของโครงการนี้ เรียกได้ว่าเก็บครบทุก 4 ข้อดีของห้องสไตล์นี้ที่กล่าวไปแล้วในเบื้องต้น ทั้งเรื่องของทำเลที่ยอดเยี่ยม อยู่ใกล้ทั้ง BTS ห้าแยกลาดพร้าว (300 เมตร) และถนนเส้นหลักพหลโยธิน เพียง 400 เมตร ทั้งยังมาพร้อม Full Function Full Design และ Fully Furnished ตลอดจนมีขนาดห้องให้เลือกที่หลากหลาย ตั้งแต่ 58.75-79.5 ตร.ม. ทั้งแบบ 2 ห้องนอน 2 ห้องน้ำและ 2 ห้องนอน 2 ห้องน้ำแบบ Duplex โดยแต่ละห้องจัดวางโซนต่าง ๆ และให้ขนาดพื้นที่ไม่เหมือนกัน อยากได้ห้องไหนติดห้องไหน ครัวเล็กหรือใหญ่ เรียกว่าเลือกได้ตามใจที่คุณปรารถนา
ทั้งหมดนั้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งของความสะดวกสบาย ที่คุณจะได้จากห้องประเภท 2 Bedroom ของ The Line Phahonyothin Park
ในราคาเริ่มต้นเพียง 6.85 ลบ.*
พิเศษ! จองกับ Kaidee Property วันนี้! ลุ้นรับทองคำสูงสุด 10 บาท*
รายละเอียดเพิ่มเติม : https://baan.kaidee.com/collections/en/TheLine-Phahonyothin-Park/
หรือ https://blog.kaidee.com/th/the-line-pp-condominium/
May 11, 2022 | ข่าวสาร และกิจกรรม, บทความอสังหาฯ
การเข้ามาของเทคโนโลยีนำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลง และความสะดวกสบายในชีวิตเราหลายอย่าง แต่ถ้าต้องหยิบยกขึ้นมาหนึ่งสิ่งที่กำลังเป็นกระแสมากที่สุดในยุคนี้ เห็นจะหนีไม่พ้นเรื่อง “สกุลเงินดิจิทัลหรือเหรียญคริปโต เคอร์เรนซี (Cryptocurrency)” ซึ่งคอร์เนอร์สโตน เรียลเอสเตท (Cornerstone Real Estate) ผู้คร่ำหวอดวงการอสังหาฯ ในพัทยากว่า 15 ปีเอง ก็ไม่พลาดเรื่องนี้! เพราะเราเข้าใจและเล็งเห็นถึงการเติบโตในเรื่องนี้เป็นอย่างดี
ด้วยการเปิดโอกาสให้คุณซื้ออสังหาริมทรัพย์ของเราด้วยเหรียญคริปโตได้แล้ววันนี้!
ทุกขั้นตอน ทุกกระบวนการ ขอให้คุณมั่นใจได้ว่า เป็นเรื่องง่าย ภายใต้ความเสี่ยงต่ำและเป็นไปตามกฏหมายอย่างแน่นอน ตลอดการดำเนินงานเรามีผู้เชี่ยวชาญที่พร้อมให้คำปรึกษาและแนะนำอยู่คุณเสมอ ไม่ว่าลูกค้าจะอยู่พัทยา ต่างจังหวัดหรือต่างประเทศ ทุกอย่างก็สามารถจัดการได้อย่างราบรื่นและสะดวก ผ่านระบบตัวกลางแลกเปลี่ยนสกุลเงินดิจิทัล Wanda POS จากบริษัท Wanda Exchange Co.,Ltd. ที่มีความน่าเชื่อถือและมั่นใจได้
ขั้นตอนการซื้ออสังหาริมทรัพย์ด้วยคริปโต by Cornerstone Real Estate
- เลือกอสังหาริมทรัพย์ของคอร์เนอร์สโตน เรียลเอสเตทที่ต้องการซื้อ
- ทีมงานของเราจะตรวจสอบอัตราแลกเปลี่ยนสกุลเงินดิจิทัล หรือเหรียญคริปโต เคอร์เรนซีของคุณกับสกุลเงินบาท ณ ตอนนั้น
- เมื่อเทียบกับสกุลเงินบาทแล้ว พบว่าสกุลเงินดิจิทัลมีมูลค่ามากกว่า 500,000 บาท คุณต้องกรอกแบบฟอร์มลงทะเบียน KYC (Know your customer) – ระบบยืนยันตัวตนลูกค้า และพิสูจน์ตัวตนอย่างถูกต้อง
- จากนั้นเข้าสู่กระบวนการแลกเปลี่ยนสกุลเงิน ด้วยการระบุจำนวนเงินบาทที่ต้องการ ลงในระบบ Wanda POS ผ่านเคาน์เตอร์ OTC
- ระบบจะส่งรหัส QR Code ให้ผู้ใช้โอนเงินในสกุลเงินดิจิตอลเพื่อแลกเปลี่ยนเป็นเงินบาท โดยอัตราที่ได้จะอ้างอิงตามเรตในขณะนั้น
- เงินบาทที่แลกเปลี่ยนได้จะถูกโอนเข้าบัญชีธนาคารไทยของผู้ซื้อโดยตรง ซึ่งตามปกติแล้วจะใช้เวลาเพียงไม่กี่นาที คุณจะได้รับใบเสร็จและ SMS ยืนยันจำนวนเงินที่ได้รับทันที แต่หากตรงกับช่วงเวลาที่มีผู้ใช้งานจำนวนมาก อาจมีความล่าช้าบ้าง
- นำเงินบาทที่ได้มาซื้ออสังหาฯ กับเรา Cornerstone Real Estate
หมายเหตุ : ระบบการแลกเปลี่ยนเงินดังกล่าวของ Cornerstone Real Estate อยู่ภายใต้การดูแลของบริษัท Wanda Exchange Co.,Ltd. ซึ่งเป็นผู้ให้บริการเพียงรายเดียวในประเทศไทย ที่ได้รับอนุมัติเรื่องการชำระเงินด้วยสกุลเงินดิจิทัลสำหรับสินค้าและบริการราคาสูง (มีค่าธรรมเนียมในการแลกเปลี่ยนสกุลเงิน)
รายละเอียดเพิ่มเติม : https://cornerstone.co.th/th หรือโทรศัพท์ EN (+66) 38411250
TH (+66) 810820433
Apr 28, 2022 | ข่าวสาร และกิจกรรม, บทความอสังหาฯ
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เสน่ห์ของเมืองพัทยาได้ดึงดูดความสนใจจากนักท่องเที่ยวและผู้คนทั่วทุกมุมโลกอย่างกว้างขวาง ความนิยมที่เพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่องดังกล่าว ได้ละทิ้งชื่อเสียงเสียๆ หายๆ ของพัทยาในอดีตให้กลายเป็นเมืองชายหาดที่ได้รับความสนใจมากที่สุดอีกแห่งของประเทศไทยอย่างในปัจจุบัน จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกที่อสังหาฯ ประเภทรีสอร์ตในพัทยาจะได้รับความนิยมตามไปด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มลูกค้าระดับครอบครัว ทั้งนี้เนื่องจากรีสอร์ตส่วนใหญ่ในเมืองพัทยานั้น สามารถให้บรรยากาศการพักผ่อนอย่างสากลได้อย่างแท้จริง
นอกจากนี้อสังหาริมทรัพย์ประเภทอื่นๆ ในเมืองพัทยาเอง ก็ได้รับความสนใจจากชาวต่างชาติที่ทำงานในประเทศไทย ผู้เกษียณอายุ รวมไปจนถึงเศรษฐีชาวไทย ซึ่งเลือกให้เมืองพัทยาเป็นที่อยู่อาศัยสำหรับบั้นปลายชีวิตด้วยนั่นเอง
เหตุใดความต้องการอสังหาริมทรัพย์ระดับไฮเอนด์ในพัทยาจึงมีปริมาณสูงขึ้น
จริงๆ แล้วเทรนด์ความนิยมอสังหาฯ ในพัทยาได้มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องมานานกว่า 10 ปีแล้ว ทั้งนี้เนื่องด้วยโครงสร้างพื้นฐานของจังหวัดพัทยาที่ประกอบไปด้วยทางหลวงสำคัญหลายแหล่ง ซึ่งสามารถใช้เป็นเส้นทางในการเดินทางไปยังกรุงเทพฯ ได้อย่างง่ายดาย ส่งผลให้พัทยากลายเป็นปลายทางการท่องเที่ยวในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ของคนกรุงเทพฯ อย่างสมบูรณ์แบบ ยิ่งไปกว่านั้น สนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิ และ สนามบินอู่ตะเภาในพื้นที่ใกล้เคียง ก็มีส่วนช่วยให้การเดินทางเข้า-ออกพัทยาเป็นเรื่องง่ายสำหรับทุกคน
สำหรับคนที่รักความหรูหรา และ ความสะดวกสบายในการพักผ่อน เมืองพัทยาเป็นเมืองท่องเที่ยวที่สามารถตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์นั้นของคุณได้อย่างไม่ต้องสงสัย
คอนโดมิเนียม โครงการ One Tower พระตำหนัก
รูปจาก: One Group Development
และหากใครที่กำลังตามหาที่อยู่อาศัยบนความหรูหรา ที่ผสมผสานความเงียบสงบได้อย่างลงตัว อย่าได้มองข้ามบริเวณเขาพระตำหนัก เมืองพัทยา เป็นอันขาด เพราะไม่เพียงแต่ที่บริเวณเขาพระตำหนักจะขึ้นชื่อว่าเป็นจุดชมวิวเมืองพัทยาที่งดงามที่สุดแล้ว ในบริเวณนี้ยังเป็นที่ตั้งของคอนโดระดับไฮเอนด์อย่างโครงการ One Tower ซึ่งมีเพนต์เฮ้าส์สุดหรูเป็นจุดเด่นของโครงการอีกด้วย และเมื่อไม่นานมานี้ เพนต์เฮ้าส์ของโครงการได้ลดราคาลงไปถึง 10 ล้านบาท เหลือเพียง 45 ล้านบาทเพียงเท่านั้น ซึ่งถือว่าเป็นราคาที่คุ้มค่าเมื่อเทียบกับราคาเพนต์เฮ้าส์ในกรุงเทพฯ หรือ พื้นที่อื่นๆ ในเอเชีย
ทำไมเพนต์เฮ้าส์ที่พัทยาจึงเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด
คอนโดมิเนียม โครงการ One Tower พระตำหนัก
รูปจาก: One Group Development
เป็นที่ทราบกันดีว่าพัทยาเป็นเมืองที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันเปรียบเสมือนเมืองหลวงอีกแห่งของไทย ซึ่งความครบครันดังกล่าว สามารถรองรับไลฟ์สไตล์ที่แตกต่างของผู้อยู่อาศัยในพื้นที่ได้เป็นอย่างดี
เพนต์เฮ้าส์จากโครงการ One Tower เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่บ่งบอกของความสมบูรณ์แบบที่เมืองพัทยาได้มอบให้กับผู้อยู่อาศัยในพื้นที่ได้อย่างแท้จริง ด้วยขนาดเพนต์เฮ้าส์ที่กว้างขวาง ประกอบไปด้วยห้องนอนกว่า 5 ห้อง และ ห้องน้ำมากถึง 6 ห้อง อีกทั้งยังมาพร้อมกับวิวทิวทัศน์ตระการตาของทะเลอ่าวไทย และ ดีไซน์ห้องที่ถูกออกแบบตามอย่างมาตรฐานตะวันตก ซึ่งผสมผสานความหรูหรา และ ความเป็นส่วนตัวอย่างลงตัว เพนท์เฮาส์จากคอนโด One Tower จึงเป็นอีกทางเลือกที่คุ้มค่าเกิดราคา
Prestige Properties ตัวช่วยให้คุณตามหาเพนต์เฮ้าส์ในฝันได้อย่างที่ต้องการ
ที่ Prestige Properties เรารวบรวมรายชื่ออสังหาฯ ที่ดีที่สุดในพัทยา รวมถึงเพนต์เฮ้าส์ในพื้นที่มากมายขึ้นมาเพื่อสร้างตัวเลือกที่ดีที่สุดให้กับคุณ ซึ่งโดยส่วนมากคุณสมบัติของเพ้นท์เฮ้าส์ที่ดีนั้น ทำเลที่ตั้งของโครงการถือเป็นปัจจัยสำคัญ โดยเพนต์เฮ้าส์ควรตั้งอยู่ในพื้นที่ติดชายทะเลนั่นเอง ยกตัวอย่างทำเลที่ตั้งที่ดีสำหรับอสังหาฯ แบบเพนต์เฮ้าท์ เช่น บริเวณเขาพระตำหนัก พัทยากลาง นาจอมเทียน และ ที่ขาดไม่ได้เลยคือในบริเวณวงศ์อมาตย์ ซึ่งเป็นทำเลที่ตั้งของโครงการคอนโดมิเนียมระดับ High-Rise ชั้นเลิศ อย่างโครงการ The Palm ซึ่งมีจุดเด่นอยู่ที่วิวนาเกลือ และ ปราสาทสัจธรรมอันมีชื่อเสียง ซึ่งให้บรรยากาศความเงียบสงบได้อย่างไร้ที่ติ เพื่อการพักผ่อนอย่างแท้จริง
คอนโดมิเนียม โครงการ The Palm วงศ์อมาตย์
รูปจาก: The Palm Wongamat Beach
ในส่วนของบริเวณเขาพระตำหนัก นับว่าเป็นทำเลทองของโครงการคอนโดมิเนียมระดับไฮเอนด์เมืองพัทยาก็ว่าได้ ซึ่งในบริเวณดังกล่าวมีโครงการคอนโดมิเนียมระดับไฮเอนด์มากมาย
ดังที่ยกตัวอย่างไปข้างต้น โครงการ One Tower เป็นอีกหนึ่งโครงการที่มองข้ามไม่ได้สำหรับที่อยู่อาศัยบริเวณเขาพระตำหนัก ด้วยความหรูหราผสมผสานกับบรรยากาศธรรมชาติ ให้คุณได้พักผ่อนชาร์ตพลังได้อย่างเต็มที่
อีกหนึ่งโครงการหรูย่านเขาพระตำหนัก ได้แก่ โครงการ The Amari ซึ่งเป็นคอนโดมิเนียมที่มาพร้อมกับดีไซน์หน้าต่างความสูงแบบ Floor to ceiling ให้คุณได้ดื่มด่ำวิวสุดตระการตาของแหลมบาลีฮาย พร้อมมอบความเป็นส่วนตัวที่เหนือกว่าด้วยสระว่ายน้ำส่วนตัว ปิดท้ายบริเวณเขาพระตำหนักกับโครงการ The Royal Cliff Garden ที่มาพร้อมกับความสมบูรณ์แบบบนพื้นที่ใช้สอยขนาด 4 ห้องนอน 4 ห้องน้ำ พร้อมวิวสุดลูกหูลูกตาแบบไร้สิ่งกีดขวาง ด้วยราคาสุดคุ้มอย่างไม่น่าเชื่อ
คอนโดมิเนียม โครงการ Sugar Beach
รูปจาก: Pattaya Prestige Property
และหากโครงการที่กล่าวมาข้างต้น ยังตอบไม่ตรงจุดที่คุณต้องการ โครงการ Sugar Beach อาจเป็นอีกตัวเลือกที่สามารถเติมเต็มช่องว่างที่คุณกำลังตามหาได้
แน่นอนว่าเมื่อพูดถึงทำเลยอดนิยม ‘พัทยากลาง’ คงเป็นตัวเลือกอันดับต้นๆ และ เป็นทำเลที่อยู่อาศัยในฝันของใครหลายคน ซึ่งหากคุณกำลังมองหาคอนโดบริเวณพัทยากลาง โครงการ The Northshore นั้น คือคำตอบ ตัวโครงการตั้งอยู่บนถนนเลียบหาดพัทยา ในซอย 5 ซึ่งรายล้อมไปห้างสรรพสินค้าชั้นนำ ร้านอาหารชื่อดัง อีกทั้งยังง่ายต่อการเดินทางด้วยถนนที่เชื่อมต่อเข้าถึงทางหลวงสายสำคัญ และที่สำคัญด้วยพื้นที่กว่า 455 ตร.ม ส่งผล The Northshore เป็นตัวเลือกที่อยู่อาศัยชั้นเลิศในเมืองพัทยาอีกแห่ง
โครงการ Mövenpick Siam Hotel
รูปจาก: Pattaya Prestige Property
และสำหรับใครที่กำลังตามหาที่อยู่อาศัยที่ให้ความเป็นส่วนตัวเพื่อหลีกหนีความวุ่นวายจากตัวเมือง โครงการ Movenpick Residences ซึ่งตั้งอยู่ในตำบล นาจอมเทียน สามารถมอบความสงบที่คุณกำลังตามหาได้แน่นอน โดยเพนต์เฮ้าท์ของ Movenpick Residences นั้นมาพร้อมวิวห้องที่ให้คุณได้สัมผัสทัศนียภาพอันงดงามของโอเชียนมารีน่า และ หมู่เกาะรอบนอกเมืองสัตหีบ อีกทั้งตัวโครงการยังตั้งอยู่ไม่ไกลจากศูนย์การค้าชื่อดังอย่าง Iconsiam ซึ่งปัจจัยเหล่านี้เองทำให้ Movenpick Residences เป็นคอนโดมิเนียมที่สุดแห่งความหรูหรา ระดับ 5 ดาว ระดับโลกอย่างแท้จริง
ทำไมการเลือกตัวแทนอสังหาฯ ที่ดีจึงมีความสำคัญ
พัทยาเป็นจังหวัดที่มีตัวแทนด้านอสังหาริมทรัพย์จำนวนมาก ซึ่งจะมุ่งให้ความสำคัญกับกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ระดับล่าง-กลาง เป็นหลัก ซึ่งอาจจะขาดความรู้ และ เข้าใจถึงอสังหาฯ ที่ลูกค้าต้องการจริงๆ
ที่ Prestige Properties เราศึกษา และ ทำความเข้าใจถึงความต้องการของคุณอย่างละเอียด และด้วยการบริการชั้นเลิศ บวกกับความเชี่ยวชาญของทีมงานผู้มีความรู้ด้านอสังหาฯ ในท้องถิ่นอย่างแท้จริง คุณจึงมั่นใจได้ว่า คุณจะได้พบกับอสังหาฯ อย่างที่หวังไว้อย่างแน่นอน
Prestige Properties ภูมิใจและสามารถพูดได้เต็มปากว่าเราได้รับความไว้วางใจจากผู้ซื้อ ผู้ขาย และ นักพัฒนากลุ่มคอนโดมิเนียมระดับไฮเอนด์ และ ระดับกลาง แถวหน้าของประเทศไทยหลายเจ้า ในตลอดระยะเวลาการดำเนินงาน เราสร้างความสัมพันธ์ระดับมืออาชีพ และ สั่งสมประสบการณ์ความสำเร็จมากมาย เพื่อให้ลูกค้าของเราสามารถวางใจได้ว่าพวกเขาจะอยู่ในความดูแลของมืออาชีพ
อสังหาฯ ประจำเดือน
ในแต่ละเดือน Prestige Properties จะทำการคัดเลือกอสังหาฯ ระดับไฮเอนด์ ที่สามารถมอบความแตกต่างที่เหนือกว่าขึ้นมา โดยในเดือนนี้ อสังหาฯ ที่ได้รับการคัดเลือก ได้แก่ ห้องประเภทเพ้นท์เฮ้าส์จากโครงการ One Tower ซึ่งตั้งอยู่ในบริเวณเขาพระตำหนัก เมืองพัทยานั่นเอง นอกเหนือจากส่วนลดสุดคุ้มแล้ว วิวทะเลที่สวยงาม และ ความกว้างขวางของขนาดห้องภายในกว่า 365 ตร.ม. ทำให้ Prestige Properties ไม่อาจมองข้ามโครงการ One Tower ไปได้ นอกจากนี้เพนต์เฮ้าส์ของ One Tower ยังมาพร้อมกับเฟอร์นิเจอร์สไตล์โมเดิร์น รวมไปจนถึงห้องครัวที่ครบครันไปด้วยอุปกรณ์ทำครัว เรียกได้ว่าตอบโจทย์เชฟมืออาชีพอย่างแน่นอน
คอนโดมิเนียม โครงการ One Tower พระตำหนัก
รูปจาก: One Group Development
คุณสามารถเพลิดเพลินไปกับทัศนียภาพได้จากระเบียงห้องความกว้าง 100 ตร.ม บนความสูงที่ชั้น 18 พร้อมดื่มด่ำกับประสบการณ์ความเป็นส่วนตัวเหนือคำบรรยายกับพื้นที่ Lounge และ สระว่ายน้ำส่วนตัว ซึ่งไม่ว่าคุณจะต้องการพักผ่อนคนเดียว กับครอบครัว หรือ กับเพื่อนฝูง ก็ทำได้
ในส่วนของทำเลที่ตั้ง ถือว่าสมบูรณ์แบบ โดยโครงการ One Tower ตั้งอยู่ตรงข้ามสนามกอล์ฟ 9 หลุม ซึ่งเป็นสนามกอล์ฟแห่งเดียวในเอเชียพัทยา อีกทั้งยังใกล้กับชายทะเลในระยะที่สามารถเดินได้ นอกจากนี้ ตัวโครงการยังถูกรายล้อมไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกที่ไม่สิ้นสุด ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหาร ถนนคนเดิน ห้างสรรพสินค้า และ สถานที่ท่องเที่ยวอีกมากมาย ให้คุณได้รู้สึกว่าทุกอย่างในโลกนี้อยู่ใกล้แค่เอื้อม
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ที่ Pattaya Prestige Properties
Apr 27, 2022 | บทความยานยนต์
“Haval Jolion รถอเนกประสงค์ B – SUV พลิกโฉมด้วยฟังก์ชันล้ำสมัย ขุมพลังเบนซินไฮบริด 1.5 ลิตร มี 3 รุ่นย่อย Tech, Pro และ Ultra”
Jolion รถยนต์อเนกประสงค์ จาก Haval ผู้ท้าชิงใน Segment กลุ่ม B – SUV ตลาดที่มีการแข่งขันดุเดือดลำดับต้น ๆ ของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย แม้ชื่อชั้นอาจดูใหม่ แต่บอกเลยว่าเจ้าสิงโตอารมณ์ดี Jolion ก็มีทีเด็ด บวกกับความน่าสนใจในตัวเอง ทั้งรูปลักษณ์ที่ดูสปอร์ตผสานความทันสมัยอย่างลงตัว ภายในกว้างขวาง อัดแน่นด้วยฟังก์ชัน และพลังขับเคลื่อน HEV ให้มาครบทั้ง 3 รุ่นย่อย Tech, Pro และท็อปสุด Ultra ด้วยราคาไม่ข้ามล้าน !
ก่อนหน้านี้ Kaidee Auto เคยเล่าถึงปฐมบทแห่งปรากฎการณ์ “Haval Jolion ผู้สร้างตำนานยอดขาย 5,000 คัน ใน 20 วัน” ไปเรียบร้อยแล้ว และในครั้งนี้ก็ได้รับโอกาสพิเศษจาก เกรท วอลล์ มอเตอร์ (ประเทศไทย) ส่งรถมาให้ทีมงานได้ทดลองขับถึง 4 วันเต็ม ยิ่งขับก็ยิ่งสนุก จนติดใจ ไม่อยากส่งคืน
ย้ำกันตรงนี้ “เคลียร์คัท” กันก่อนเลยว่า นี่เป็นบทความรีวิว จึงไม่ใช่การทดสอบ สิ่งที่ทีมงานได้สัมผัส เกิดขึ้นจากการใช้งานจริง มีอะไรเป็นจุดเด่น หรือฟังก์ชันไหนน่าสนใจ เรารวมมาให้แล้ว
Haval Jolion เปิดตัวพร้อมจำหน่าย มี 3 รุ่นย่อย
- Haval Jolion รุ่น Tech ราคา 879,000 บาท*
- Haval Jolion รุ่น Pro ราคา 939,000 บาท*
- Haval Jolion รุ่น Ultra ราคา 999,000 บาท*
GWM ส่ง Haval ลุยตลาดรถ SUV สดใหม่ ล้ำสมัย และให้เยอะ !
ก่อนจะไปถึงการรีวิว ต้องให้ข้อมูลในเบื้องต้น เพื่อปูพื้นฐานสู่ความเข้าใจที่ตรงกันว่า “เกรท วอลล์ มอเตอร์ – Great Wall Motor” เรียกย่อ GWM เป็นบริษัทเชี่ยวชาญในรถยนต์อเนกประสงค์และรถกระบะจากจีน ก่อตั้งในปี 1984 เป็นผู้นำอันดับ 1 ด้านยอดขายแดนมังกรมาโดยตลอด
เกรท วอลล์ มอเตอร์ ดำเนินกลยุทธ์ทางการตลาด ด้วยการผลิตและจำหน่ายรถยนต์ ผ่าน 4 แบรนด์หลัก แบ่งกลุ่ม เจาะตลาด “แยกกันเดิน ร่วมกันตี” ชัดเจน โดยในส่วนของ Haval เน้นไปที่รถอเนกประสงค์, Ora ขายรถยนต์ EV พลังงานไฟฟ้า, GWM Pickup เป็นแบรนด์รถกระบะ และสุดท้าย WEY แบรนด์รถยนต์อเนกประสงค์ที่ได้รับการอัปเกรดให้เป็นแบรนด์ลักชัวรี
สรุป… ทั้ง 4 แบรนด์อยู่ภายใต้ชายคาเดียวกันของบริษัทแม่ “เกรท วอลล์ มอเตอร์” โดยล่าสุดในไทยเน้นทำตลาดด้วย 2 แบรนด์หลัก ก็คือ Haval และ Ora รู้แบบนี้แล้วจะได้ไม่งง หายสงสัยว่าทำไมจึงมีหลายชื่อเรียก
เกรท วอลล์ มอเตอร์ ทำตลาดในไทยอย่างเป็นทางการปี 2563 เริ่มจากแนะนำแบรนด์ Haval ที่มีการเปิดตัวพร้อมจำหน่าย H6 รถยนต์ไฮบริดเอสยูวีในเดือนมิถุนายน 2564 ได้การตอบรับค่อนข้างดี แล้วตามมาด้วยน้องเล็ก Jolion ในเดือนพฤศจิกายนปีเดียวกัน ด้วยการตลาดที่แปลกใหม่ “เปิดก่อน – ราคามาทีหลัง”
H6 และ Jolion แตกต่างกันอย่างไร ?
Haval ชัดเจนว่าเป็นแบรนด์รถยนต์ SUV แต่ทีนี้ก็มีข้อสงสัยตามมาว่า H6 ที่เปิดตัวก่อน กับเจ้าสิงโตน้อย Jolion มีความแตกต่างกันอย่างไร ?
อธิบายให้เข้าใจง่าย เพราะบางคน (อาจจะ) มองว่าทั้งคู่มีรูปลักษณ์คล้ายกัน บ้างก็คิดมโนไปเองว่า ทำตลาดทับซ้อน แล้วหันมาเฉือนเนื้อกินกันเอง… หรือเปล่า ? แต่ในความเป็นจริงทั้ง H6 และ Jolion มีการออกแบบ เป้าหมายทางการตลาด กลุ่มลูกค้ามุ่งหวัง และราคาที่แตกต่างชัดเจนนะ
Haval H6 ถูกวางให้เป็นรถ SUV ขนาดกลาง ตัวถังใหญ่ มีความพรีเมียม บุคลิกความเป็นผู้ใหญ่ ดูภูมิฐาน หรูหรา สวมบทบาทความเป็นรถครอบครัว ด้วยราคาเริ่มต้น 1.14 ล้านบาท
ในขณะที่ Haval Jolion เป็นรถยนต์อเนกประสงค์ขนาดเล็ก B – SUV ใส่ดีเอ็นเอความโฉบเฉี่ยว ดีไซน์สปอร์ต ตัวถังเล็กกว่า H6 แต่ก็ใหญ่กว่าคู่แข่งในระดับเดียวกัน ดูเป็นวัยรุ่น ด้วยราคาเริ่มต้นเร้าใจสุด ๆ เพียง 879,000 บาท อัดแน่นด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย จัดว่าให้มาเยอะที่สุดในท้องตลาด
รีวิว Jolion สมาร์ท SUV จุใจด้วยออปชัน ขุมพลังไฮบริด
สำหรับ Haval Jolion คันที่ทีมงานได้มารีวิวเป็นรุ่นท็อปสุด Ultra เมื่อเห็นครั้งแรก ก็ต้องบอกตามตรงว่าดีกว่าที่คิดไว้ คันจริงสวยกว่าที่เห็นตามสื่อค่อนข้างเยอะ ดีไซน์ล้ำสมัย ตัวถังแบบรถอเนกประสงค์ 5 ประตู มีฝาท้ายตัดลง ทำมุมเกือบจะ 90 องศา ให้ความบึกบึนและแข็งแกร่ง
Jolion ไม่ได้ชูจุดเด่นเพื่อแข่งขันในเรื่องราคา เพราะเอาเข้าจริงค่าตัวที่ต้องจ่าย แม้ในรุ่นเริ่มต้นก็ไม่จัดว่าถูก แต่ทาง Haval เลือกใส่ออปชันมาให้ล้น ๆ ด้วยราคาที่เกินคุ้ม และทุกรุ่นยังมาพร้อมขุมพลังไฮบริด HEV อีกด้วย
ดีไซน์โฉบเฉี่ยวสไตล์ Haval Jolion ไฟหน้าล้ำสมัย เส้นตัวถังก็แตกต่าง
Jolion ใช้การออกแบบในลักษณะหน้ายาวแต่ท้ายตัด มิติตัวถัง ยาว 4,472 มิลิเมตร กว้าง 1,841 มิลลิเมตร สูง 1,619 มิลลิเมตร และระยะฐานล้อ 2,700 มิลลิเมตร นับเป็นรถที่มีขนาดใหญ่สุดในกลุ่ม B – SUV
เส้นสายตัวถังลาดเอียงลงมาด้านหน้า มอบความโฉบเฉี่ยวอย่างลงตัว มีของเล่นให้มาเยอะ โดดเด่นที่สุดคงต้องยกให้กับระบบไฟ LED รอบคัน ไฟหน้าแบบ 3 ดวง ตัดกรอบด้วยสีน้ำเงิน ล้อมไว้ในกรอบเดียวกัน ยกระดับความหรูหรา
พร้อม Daytime Running Light รูปทรงตัว J กลับหัว ลากยาวล้อมไฟหน้าและไฟเลี้ยว มีระบบ Welcome Light เมื่อปลดล็อกตัวรถ ไฟจะเต้นและกระพริบเป็นจังหวะ ถ้าว่ากันตามจริง ก็คงไม่ได้ใช้งานอะไร แต่มีไว้อวดด้วยความแปลกใหม่ ก็คงไม่ติด นอกจากนี้ยังมีไฟส่องสว่างหลังดับเครื่องยนต์ Follow Me Home เมื่อลองใช้งานจริง แสงไฟสว่างมาก ๆ จัดว่าดี หากคุณต้องจอดรถในที่มืด
กระจังหน้า Star Matrix เหนือระดับที่สุดในคลาส
โดดเด่นและหรูหราในระดับไฮเอนด์ ด้วยกระจังหน้าขนาดใหญ่ Star Matrix มีครบทั้ง 3 รุ่นย่อย จัดวางตำแหน่งไว้อย่างลงตัว เพิ่มความคมเข้ม ทำให้รถมีจุดเด่นชัดเจน จับคู่กับไฟเลี้ยว LED ที่เป็นเส้นแนวนอนขนาดใหญ่ (มาก) ดีไซน์ไม่เหมือนใคร นับให้แล้วมีทั้งหมด 11 เส้น สว่างชัดเจน และดูสวยไปอีกแบบ
LED เต็มระบบ หลังคา Panoramic Sunroof ในรุ่น Ultra
Jolion มาพร้อม LED เต็มระบบรอบคัน เริ่มตั้งแต่ไฟหน้า ไฟเลี้ยว ไฟเบรกทั้งก้อนหลักและดวงที่ 3 มีช่องดิฟฟิวเซอร์ที่ท้ายรถด้านล่าง พร้อมเสาอากาศแบบครีบฉลาม และล้อแม็กใช้สีทูโทนขนาด 18 นิ้ว
โดยในรุ่นท็อปสุด Ultra มาพร้อมหลังคาซันรูฟแบบ Panoramic เต็มบาน ใครจะเชื่อว่า… รถราคาไม่ถึงล้าน เดี๋ยวนี้มีหลังคาแก้วพร้อมระบบ เปิด-ปิด อัตโนมัติให้ใช้แล้ว ในขณะที่รถยนต์ SUV บางรุ่น ราคาขายข้ามล้านยังไม่มีออปชันที่ว่านี้ด้วยซ้ำ
ห้องโดยสารสไตล์มินิมอล เรียบหรู อัดแน่นด้วยฟังก์ชัน
เมื่อเปิดประตูเข้ามานั่งในห้องโดยสาร สัมผัสได้ถึงความเรียบหรู ด้วยสีทูโทน “ดำ-เทา” ที่ออกแนวมินิมอล สะอาดตา จัดวางปุ่มกดไว้ในตำแหน่งที่ใช้งานง่าย และเลือกเฉพาะปุ่มสำคัญเหลือไว้ให้น้อยที่สุด เพียงแค่ 8 ปุ่ม คือ ควบคุมแอร์, กล้อง, ระบบช่วยจอด และปุ่มปิดหน้าจอ รวมไปถึงที่ชาร์จสมาร์ทโฟนแบบไร้สาย ปุ่มเกียร์อัตโนมัติแบบ Electronic Shifter เข้าเกียร์ด้วยการบิดที่ตัวปุ่ม
ห้องโดยสารออกแบบด้วยคอนเซ็ปต์ Future Intelligent Cockpit ควบคุมและสั่งการผ่าน 3 หน้าจออัจฉริยะ เริ่มจากหน้าจอตรงกลาง Touch Screen Audio Display ความละเอียดสูง ขนาด 12.3 นิ้ว*, เรือนไมล์เป็นจอ Multi Information Display ขนาด 7 นิ้ว และมีหน้าจอ Head-up Display แสดงข้อมูลการขับขี่ยิงขึ้นกระจกหน้า พร้อมพวงมาลัยแบบมัลติฟังก์ชันมาให้ด้วย
กว้างขวาง โดยสารสะดวกสบาย เพิ่มพื้นที่ด้วยเบาะพับได้
สะดวกสบายด้วยห้องโดยสารขนาดใหญ่ แผงคอนโซลกลางและด้านข้างประตูถูกบุด้วยวัสดุ Soft Touch เบาะคนขับปรับได้ 6 ทิศทาง แถมมีระบบระบายความร้อนในเบาะให้มาอีกด้วย ข้ามมาในส่วนของเบาะนั่งผู้โดยสารตอนหลัง สามารถปรับพับแยก 60 : 40 ให้หมอนพิงศีรษะทุกที่นั่ง พร้อมแอร์หลัง และช่องชาร์จไฟ USB การวางเลย์เอาท์ทำได้ค่อนข้างดี หลังคาสูงโปร่ง ไม่อึดอัด นั่งสบายทุกที่นั่ง ไม่เบียด พิงตัวได้แบบหลวม ๆ เหมาะกับการเดินทางในทุกทริป
จอทัชสกรีนกว้างที่สุด 12.3 นิ้ว ควบคุมง่าย แค่ทัชแล้วกด
ส่วนการตั้งค่าของตัวรถทั้งหมด ต้องเข้าไปเซ็ตอัพผ่านจอทัชสกรีนขนาด 12.3 นิ้วเท่านั้น แอร์ดิจิทัล แยกซ้ายและขวา รองรับ Apple Carplay, MP3, JOOX และมีระบบนำทาง ในส่วนของหน้าจอความละเอียดสูงจัดวางไว้อย่างโดดเด่น เพื่อให้เป็นศูนย์กลางของตัวรถ ใช้งานง่าย มีเมนูภาษาไทยที่อ่านรู้เรื่อง ตอบสนองไวในระดับที่รับได้
ข้อดีมีเยอะ แต่ถ้าให้ติเพื่อก่อ ก็เห็นจะเป็นการตั้งค่าบางอย่าง แม้หาจนเจอไม่ยาก แต่ก็ต้องเข้าไปลึก 2 – 3 หน้า ทว่าหากคุณเป็นเจ้าของ Jolion ได้ขับทุกวัน ความเคยชินจะทำให้คุณใช้งานได้คล่องขึ้น ก็เหมือนกับรีโมททีวีนั่นแหละ ไม่ต้องดูปุ่มกด ก็เปลี่ยนช่องถูก จริงมั้ย ?
ระบบ Voice Command สั่งการด้วยเสียง
สามารถสั่งการด้วยเสียงเพื่อควบคุมตัวรถได้หลายฟังก์ชันง่าย ๆ เพียงพูดว่า “สวัสดี HAVAL” แล้วสั่งงานได้เลย เช่น สั่งเปิด-ปิด Panoramic Sunroof, ปรับพัดลมแอร์ ปรับอุณหภูมิแอร์ เปิด JOOX รวมไปถึงค้นหาสถานที่ใน Map ได้อีกด้วย ถือเป็นอีกหนึ่งฟังก์ชันที่ Intelligent และสะดวกสบายมาก ๆ
รถ SUV ขุมพลังไฮบริด อัตราเร่งดี ขับสนุกไม่เป็นรอง
Jolion ทั้ง 3 รุ่นย่อยมาพร้อมขุมพลัง HEV เบนซิน ไฮบริด หายใจเองไม่มีเทอร์โบ เครื่องยนต์บล็อกเดียวกันทั้งหมด โดยจากการทดลองขับตลอดทั้ง 4 วัน จัดว่าเป็นทางเลือกหลักที่น่าสนใจ แม้ตัวรถมีขนาดตัวถังและน้ำหนักที่ค่อนข้างเยอะ แต่การออกตัวทำได้ดี รวมไปถึงอัตราเร่งก็มาไว ไม่รอรอบ โดยความเร็วไม่เกิน 100 กม. / ชม. ให้การตอบสนองได้ไวตามคันเร่งที่เรากด พวงมาลัยแม่นยำ มีระยะฟรีเล็กน้อย แต่สามารถเข้าไปตั้งค่าได้
ระบบดิสก์เบรกทั้ง 4 ล้อ ควบคุมง่าย มั่นใจเอารถอยู่ แต่อาจจะต้องปรับพฤติกรรมการขับขี่ และเรียนรู้อยู่บ้าง แต่ก็เป็นเรื่องปกติที่ทั้งคนและรถต้องปรับจูนเข้าหากัน
เครื่องยนต์เบนซิน 1.5 ลิตร มอเตอร์ไฟฟ้า พลัง 190 แรงม้า
สมรรถนะความแรงมากที่สุดในกลุ่ม B – SUV ของ Haval Jolion มาจากขุมพลังเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ 1.5 ลิตร ระบบหัวฉีด Multi-point fuel injection พลัง 95 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที ให้แรงบิดสูงสุด 125 นิวตันเมตร ที่ 4,400 – 5,200 รอบ/นาที
เมื่อผนึกกำลังกับมอเตอร์ไฟฟ้า Jolion มีพลังสูงสุดถึง 190 แรงม้า พร้อมแรงบิดมหาศาลถึง 375 นิวตันเมตร ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ DHT ตอบสนองทันใจ มาไวเหมือนใจสั่งมา
ช่วงล่างเซ็ตมาดี สมดุล ไม่นุ่ม ไม่กระด้าง
อีกหนึ่งความดีงามต้องยกให้ระบบช่วงล่าง ซึ่งทาง Haval ทำการบ้านมาดี รู้และเข้าใจว่าลูกค้าไทยชอบรถที่มีความนุ่มนวลในระดับไหน การเซ็ตอัพช่วงล่างในแบบสมดุล ซับแรงสั่นสะเทือนได้ค่อนข้างดี ทดลองขับผ่านตัวสะดุดลูกระนาด ตัวรถค่อนข้างนุ่มนวล ไม่มีอาการกระด้างให้เห็น และมีความหนึบในระดับที่มั่นใจได้ เมื่อใช้ความเร็วสูงเกิน 100 กม./ชม. ตัวรถไม่มีเสียอาการ หรือ โยนโค้งให้เห็น
ความปลอดภัยใส่ให้แน่นทั้งคัน จัดเต็มไม่หวงของ
อัดแน่นด้วยระบบความปลอดภัยและฟังกชันอำนวยความสะดวกยกเซ็ต เริ่มระบบสั่งงานด้วยเสียง, ระบบการช่วยเหลือและเพิ่มความปลอดภัยในการขับ ไม่ว่าจะเป็นระบบเตือนในมุมอับสายตา, ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน (ACC) ระบบเข้าโค้ง, ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติที่ความเร็วต่ำ (TJA), ระบบช่วยจอดทั้ง 3 รูปแบบ (IIP) จอดขนาน – ถอยจอดเข้าซอง – จอดเฉียงด้านข้าง, ระบบช่วยเลี่ยงการเข้าใกล้รถใหญ่จากด้านข้าง (WDS) กล้องความละเอียดสูงแบบ 360 องศา บอกเลยว่าชัดมาก ฯลฯ
นอกจากนี้ Jolion สามารถสั่งการและควบคุมรถผ่าน GWM Application ได้อีกด้วย นับเป็น Smart SUV อย่างแท้จริง เติมเต็มชีวิตเจเนอเรชันใหม่ ให้ขับเคลื่อนได้อย่างลงตัว
Jolion สิงโตอารมณ์ดี คุ้มค่าน่าใช้ 1 ล้านยังมีทอน !
รีวิวที่ดี… ต้องมีราคา ! แต่ก่อนจะบอกราคา ทีมงานต้องขอบอกก่อนว่า ระบบต่าง ๆ ของ Jolion จากการทดลองใช้งาน ทั้งเส้นทางในเมือง รถวิ่งช้า ๆ สลับหยุดนิ่ง และใช้รอบความเร็วในเส้นทางชานเมือง ระบบความปลอดภัยทำงานได้ค่อนข้างเสถียร ไม่หน่วง ไม่ช้า ไม่มีปัญหา Error แจ้งเตือนทุกอย่าง จนบางครั้งก็แอบ มีเอ๊ะ! เตือนมากไปหรือเปล่า แต่ทั้งหมดต้องยอมรับว่า Haval พัฒนาเจ้า Jolion ออกมาได้ดีจริง ๆ
Jolion ใส่ออปชันมาให้แน่น ๆ ตั้งแต่รุ่นเริ่มต้ม และให้ครบจุใจยิ่งขึ้นในตัวท็อป ระบบความปลอดภัยเต็มพิกัด เครื่องยนต์ขุมพลัง 190 แรงม้า ตอบสนองดี พลังเยอะที่สุดในกลุ่ม B – SUV มอเตอร์ไฟฟ้าทำงานเงียบ อาจมีเสียงดังขึ้นเมื่อสลับเป็นเครื่องยนต์ รุ่นท็อปสุดราคา 999,000 บาท* จัดว่าคุ้มค่า เมื่อวัดจากสิ่งที่คุณจะได้รับ เพราะรถบางรุ่น ขายในราคาก้าวข้ามล้าน ก็ไม่ได้ให้เทคโนโลยีมากขนาดนี้ จริงมั้ย!
สรุปให้อ่านง่าย
Haval Jolion ไฮบริดเอสยูวี มาพร้อมฟังก์ชันอัจฉริยะ โดดเด่นด้วยออปชันจัดเต็ม อัดแน่นด้วยระบบช่วยเหลือการขับขี่ รูปลักษณ์ภายนอกดีไซน์ล้ำสมัย ห้องโดยสารกว้างขวาง มอบความสะดวกสบายทุกการเดินทาง ขุมพลังไฮบริด เครื่องยนต์เบนซินผสานการทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า พลัง 190 แรงม้า ขับเคลื่อนล้อหน้า รองรับเชื้อเพลิง E20 คุ้มค่าที่สุดในกลุ่ม B – SUV สำหรับ Jolion มี 3 รุ่นย่อย Tech ราคา 879,000 บาท*, Pro ราคา 939,000 บาท* และ Ultra ราคา 999,000 บาท*