7 ดีเจสุดเท่ฝีมือเยี่ยม เปี่ยมความสามารถระดับโลก

7 ดีเจสุดเท่ฝีมือเยี่ยม เปี่ยมความสามารถระดับโลก

ในช่วงหลังๆ มานี้ กระแสเพลงแนว EDM หรือ Electronic Dance Music ค่อนข้างมาแรงเลยทีเดียว จนถือเป็นอีกหนึ่งแนวเพลงที่หลายคนนิยม และทำให้เหล่าดีเจก้าวขึ้นแท่นศิลปินสุดฮอตและมีแฟนคลับมากมายทั่วโลก เมื่อกระแสร้อนแรงจนเกินต้านทาน ก็ทำให้พวกเขาได้รับเชิญไปเล่นโชว์ในเทศกาลดนตรีต่างๆ รวมไปถึงโชว์เดี่ยวของพวกเขา ที่จัดขึ้นเป็น World Tour ในแบบที่พร้อมเดินทางไปพบปะแฟนๆ ทั่วโลก

ซึ่งดีเจแต่ละคนต่างก็มีเอกลักษณ์และความสามารถที่แตกต่างกันออกไป อีกทั้งยังมีหน้าตาและความเท่ที่ดึงดูดสาวๆ ได้ทั่วโลก จนสามารถเรียกเสียงกรี๊ดจากแฟนคลับได้อย่างถล่มทลาย โดยเราจะมาแนะนำ 7 ดีเจสุดเท่ที่สร้างชื่อเสียงและผลงานให้เป็นที่ประจักษ์ พร้อมด้วยเพลงฮิตติดชาร์ตอีกมากมาย

1. Calvin Harris

CalvinHarris
Credit – Calvin Harris

เริ่มต้นคนแรกด้วยดีเจหนุ่มชาวอังกฤษ ที่ต้องบอกเลยว่าชื่อของเขาติดทุกโผแน่นอน ด้วยความฮอตของหน้าตาอันแสนหล่อเหลา ผสานกับเพลงฮิตติดหูมากมาย จนทำให้กลายเป็นที่ยอมรับของวงการในเวลาอันรวดเร็ว แถมยังมีโอกาสได้เป็นพรีเซนเตอร์ให้กับแบรนด์แฟชั่นชื่อดังอย่าง Calvin Klein อีกด้วย

Calvin Harris มีผลงานเพลงมาแล้วทั้งหมด 5 อัลบั้ม รวมไปถึงซิงเกิ้ลฮิตต่างๆ อีกมากมาย อาทิ We Found Love, This Is What You Came For, Summer, How Deep is Your Love, Promises ฯลฯ อีกทั้งเขายังได้ร่วมกับศิลปินชื่อดังคนอื่นๆ อีกเพียบ ไม่ว่าจะเป็น Rihanna, Sam Smith, Dua Lipa, Ellie Goulding ฯลฯ

โดยเพลงที่ประสบความสำเร็จสุดๆ ต้องยกให้ We Found Love ที่ได้สาว Rihanna มาร่วมงาน จนสามารถทะยานขึ้นสู่อันดับ 1 US Billboard Hot 100 ได้ถึง 10 สัปดาห์ติดต่อกัน จนกลายเป็นเพลงที่อยู่บนอันดับ 1 ได้ยาวนานที่สุดของปี 2011 เลยทีเดียว แถมเพลงนี้ยังได้รับรางวัล Grammy Awards ในสาขา Best Short Form Music Video อีกด้วย

2. The Chainsmokers

The Chainsmokers
Credit – The Chainsmokers

2 ดีเจหนุ่มคู่ดูโอ้จากสหรัฐอเมริกานามว่า Drew Taggart และ Alex Pall โด่งดังสุดๆ ด้วยเพลงฮิตที่ไม่มีใครไม่รู้จักอย่าง Closer ที่สามารถสร้างปราฎการณ์ความฮิตได้แบบถล่มทลาย ด้วยการขึ้นสู่อันดับ 1 ชาร์ต US Billboard Hot 100 ได้อย่างสมศักดิ์ศรี แถมยังสร้างกระแสไปทั่วโลก เพราะไม่ว่าไปที่ไหน เราก็มักจะได้ยินเพลงนี้เปิดวนอยู่ตลอดเวลา

นอกจากนี้ 2 หนุ่มยังมีเพลงฮิตอีกมากมาย ได้แก่ Paris, Something Just Like This, Roses, Don’t Let Me Down, Call You Mine และอื่นๆ อีกมากมาย รวมไปถึงการร่วมงานกับศิลปินระดับเทพของวงการ อาทิ Coldplay, Blink-182, Halsey, 5 Seconds of Summer ฯลฯ

ในด้านยอดขายก็ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างมาก เพราะพวกเขาสามารถทำยอดขายได้ทั้งในระดับมัลติแพลททินัมและโกลดืได้ในหลายๆ ซิงเกิ้ล

3. Martin Garrix

Credit – Martin Garrix

ดีเจหนุ่มขวัญใจสาวๆ จากเนเธอร์แลนด์ ที่เริ่มต้นความร้อนแรงในวงการเพลงเมื่อปี 2013 จากการกระโดดเข้าไปสู่อันดับที่ 40 ในรายชื่อดีเจยอดเยี่ยมระดับโลกของ DJ Mag Top 100 ด้วยความสามารถในการรังสรรค์ที่มากกว่ามิกซ์ แต่ผสานบทบาทการเป็นเป็นโปรดิวเซอร์และนักแต่งเพลง จึงทำให้เพลงของเขาติดหูคนฟังทั่วโลกได้ไม่ยาก รวมไปถึงหน้าตาอันหล่อเหลาจนเรียกเสียงกรี๊ดจากสาวๆ ทำให้ดีกรีความร้อนแรงของเขาเพิ่มแบบคูณสอง

แต่ความแรงยังไม่หยุดแค่นั้น เพราะในปี 2016 เขาได้ทะยานขึ้นสู่อันดับ 1 รายชื่อดีเจยอดเยี่ยมระดับโลกของ DJ Mag Top 100 และคงตำแหน่งนี้ได้อย่างยาวนานถึง 3 ปีซ้อน อีกทั้งยังได้รับเชิญให้ไปเป็น Headliner ของมิวสิคเฟสติวัลต่างๆ ทั่วโลก

โดยเพลงฮิตของเขา ได้แก่ Scared to Be Lonely, In the Name of Love, There For You, Used to Love และอื่นๆ อีกมากมาย รวมไปถึงการได้ร่วมงานกับศิลปินดังๆ อีกหลายคน เช่น Troye Sivan, Dua Lipa, Khalid เป็นต้น

4. Zedd

Zedd
Credit – Zedd

อีกหนึ่งดีเจหนุ่มสุดหล่อลูกครึ่งรัสเซีย-เยอรมัน ที่พกความสามารถมาจนคับแก้ว ที่เริ่มต้นจากการเล่นเปียโนก่อนจะพัฒนามาสู่แนวเพลง Electronic ในที่สุด โดยเขาได้เปิดตัวครั้งแรกในปี 2013 กับอัลบั้มแรก พร้อมซิงเกิ้ลสุดโด่งดังอย่าง Clarity ที่ทะยานขึ้นชาร์ตอันดับ 1 ได้ในหลายประเทศ รวมไปถึงยอดขายระดับแพลททินัมกว่า 2 ล้านก็อปปี้ทั่วโลก นอกจากนี้เพลงอื่นๆ ก็โด่งดังไม่แพ้กัน เช่น The Middle, Stay, I Want You To Know, Get Low, Stay The Night, Clarity และอื่นๆ อีกมากมาย

โดยหนุ่ม Zedd ได้ร่วมงานกับศิลปินดังๆ มากมาย อาทิ Katy Perry, Hayley Williams, Selena Gomez, Troye Sivan และอีกหลายๆ คน ในส่วนของด้านเวทีรางวัล เขาก็ประสบความสำเร็จอย่างสูงสุด ด้วยการคว้ารางวัล Grammy Awards สาขา Best Dance Recording จากเพลง Clarity

5. Gryffin

Gryffin
Credit – Gryffin

หลายคนอาจจะไม่ค่อยรู้จัก Gryffin แต่สำหรับสาวก EDM แล้ว เขาถือเป็นอีกหนึ่งดีเจที่เต็มเปี่ยมไปด้วยเพลงดีๆ ฟังติดหู และไพเราะแบบสุดๆ โดยเขาเป็นทั้งดีเจ นักแต่งเพลง และโปรดิวเซอร์ชาวอเมริกัน ซึ่งเขาสามารถสร้างสรรค์ผลงานเพลงแนวอิเล็กทรอนิกส์ ให้ผสานกับเครื่องดนตรีอื่นๆ อย่างเปียโนและกีต้าร์ได้อย่างลงตัว จนกลายเป็นเพลงที่สาวกปลาบปลื้มและเปิดฟังอยู่บ่อยครั้ง

ก่อนที่เขาจะมาเป็นศิลปินเต็มตัว เขาได้รีมิกซ์เพลงให้ศิลปินชื่อดังหลายคน เช่น Tove Lo และ Maroon 5 ต่อมาในปี 2016 จึงได้ฤกษ์ปล่อยซิงเกิ้ลของตัวเอง จนสร้างชื่อเสียงให้เป็นที่รู้จักของแฟนๆ จากเพลง Feel Good และ Heading Home ก่อนที่ปี 2019 จะตามมาด้วยอัลบั้มเดี่ยวชุดแรกของตัวเองออกมา ที่มีชื่อว่า Gravity จนมีเพลงฮิตมาเสริมทัพมากมาย เช่น All You Need to Know, Tie Me Down, Nobody Compares to You และ OMG

6. Kygo

Kygo
Credit – Kygo

นักดนตรีหนุ่มมากฝีมือชาวนอร์เวย์ที่มีดีมากกว่าการเป็นดีเจ เพราะเขายังควบตำแหน่งโปรดิวเซอร์และนักแต่งเพลงอีกด้วย โดยเอกลักษณ์ของเขาคือการทำเพลง EDM ที่มีการใส่สไตล์ Tropical House เข้าไปได้อย่างลงตัว ซึ่งจะเน้นเพลงที่มีจังหวะกลางๆ ผสานกรู๊ฟที่โยกตามได้อย่างชิลๆ พร้อมด้วยการเติมเมโลดี้ของเครื่องดนตรีอื่นๆ ลงไป จนกลายเป็นลายเซ็นของ Kygo โดยเฉพาะ

Kygo มีเพลงฮิตมากมายหลายเพลง ได้แก่ It Ain’t Me, First Time, Stargazing, Remind Me to Forget, Born to Be Yours และอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งในแต่ละเพลงของเขาก็ได้ศิลปินชื่อดังระดับโลกมาร่วมงานด้วยมากมาย ไม่ว่าจะเป็น Selena Gomez, Ellie Goulding, Imagine Dragons, OneRepublic เป็นต้น

7. Marshmello

Marshmello
Credit – Marshmello

ปิดท้ายกันด้วยอีกหนึ่งดีเจที่ถือเป็นขวัญใจของสาวก EDM อย่างแท้จริง โดยเขามาพร้อมสไตล์แปลกใหม่ไม่เหมือนใครกับภาพลักษณ์ชวนค้นหา ด้วยการใส่หน้ากากปิดบังใบหน้าตลอดเวลา พร้อมการปกปิดตัวตนให้ดูลึกลับ แต่นี่แหละที่เป็นกลายเอกลักษณ์จนสร้างความโด่งดังไปทั่วโลก

ส่วนเรื่องเพลงก็ดีงามไม่แพ้กัน เพราะแต่ละเพลงของเขาโดดเด่นด้วยจังหวะชวนโยก เนื้อเพลงสุดไพเราะติดหู จึงทำให้มีเพลงฮิตติดชาร์ตมากมาย อาทิ Happier, Friends, Wolves, Here With Me, Be Kind เป็นต้น ซึ่งเขาก็ได้เชิญศิลปินหลายคนมาร่วม Featuring ด้วย เช่น Bastille, Selena Gomez, Anne-Marie และ Halsey

ด้วยความสามารถและผลงานอันโดดเด่น ทำให้ล่าสุดเขามีรายชื่อติดโผอันดับที่ 5 ของดีเจยอดเยี่ยมระดับโลกในชาร์ต DJ Mag Top 100 อีกด้วย

คงจะถูกใจคอเพลงไม่น้อยกับรายชื่อสุดยอดดีเจที่เราแนะนำกันไป ซึ่งใครที่เป็นแฟนคลับของเหล่าศิลปิน ก็คงอยากที่จะสะสมผลงานของพวกเขาเก็บไว้เป็นคอลเลคชัน โดยเฉพาะซีดีเพลงและแผ่นเสียงที่ในยุคดิจิทัลแบบนี้ ถือเป็นสินค้าที่หายากเหลือเกิน แต่เพียงแค่คุณแวะเข้ามาใน Kaidee รับประกันว่าจะได้เจอผลงานเพลงของศิลปินคนโปรดให้เลือกเก็บสะสมไว้อย่างแน่นอน

5 วิธีขับรถหน้าฝนอย่างไร ให้มั่นใจ ไร้อุบัติเหตุ

5 วิธีขับรถหน้าฝนอย่างไร ให้มั่นใจ ไร้อุบัติเหตุ

ในขณะที่ประเทศไทยอยู่ในช่วงของหน้าฝนและได้รับอิทธิพลจากพายุหรือมรสุมต่าง ๆ ทำให้มีฝนตกในบางพื้นที่ จะเดินทางไปไหน มาไหน ก็ค่อนข้างไม่สะดวกเท่าไร บางที่ก็มีน้ำขังบนถนน บางที่น้ำที่อาจจะท่วมสูง เพราะเกิดจากการระบายไม่ทันของน้ำ 

ซึ่งการใช้รถใช้ถนนในหน้าฝน ต้องระมัดระวังในการขับขี่มากขึ้น เนื่องจากถนนมีน้ำขังบนถนน ทำให้ถนนลื่น ถ้าหากขับรถเร็วเกินไปอาจจะทำให้เกิดอุบัติเหตุก็ได้นะ วันนี้เรามี 5 วิธีขับรถหน้าฝนอย่างไร ให้มั่นใจ ไร้อุบัติเหตุ เพื่อเป็นประโยชน์กับหลาย ๆ คน มาดูกันเลย 

1. ที่ปัดน้ำฝน 

สิ่งแรกที่สำคัญเลย คือ ที่ปัดน้ำฝน เป็นสิ่งสำคัญอันดับต้น ๆ เลยก็ว่าได้ของการขับรถในหน้าฝน เพราะ ถ้าขาดที่ปัดน้ำฝนมีโอกาสสูงมากที่จะทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ เพราะฉะนั้นควรเปิดที่ปัดน้ำฝน ถ้าชำรุดให้รีบเปลี่ยนด่วน ๆ เลย เพื่อความปลอดภัยของเพื่อน ๆ ทุกคน 

2. เว้นระยะห่าง 

การเว้นระยะห่างจากรถคันข้างหน้า คืออีกหนึ่งสิ่งสำคัญที่ควรทำ เพราะการขับรถตอนฝนตก ถนนลื่น มีน้ำขังถนน สามารถทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ง่าย ดังนั้นจึงควรขับรถช้า ๆ และเว้นระยะห่างจากรถคันหน้าให้มากที่สุด เพื่อป้องกันเวลาเบรกแล้วรถอาจจะไถลไปชนคันหน้าก็ได้ 

3. ไฟหน้ารถ 

การเปิดไฟหน้ารถขณะฝนตกหนัก เป็นสิ่งที่ควรทำ เพราะเป็นการแสดงให้รถคันอื่น ๆ ได้เห็นว่ามีรถของเราวิ่งอยู่บนถนนด้วย เพราะรถบางคัน อาจจะมองไม่เห็นรถของเราก็เป็นไปได้ เพราะทัศนวิสัยในการมองเห็นอาจจะลดลงมากในการขับขี่ขณะฝนตกหนัก อีกทั้งการเปิดไฟหน้ารถยังช่วยเพิ่มการมองเห็นทางข้างหน้าได้ดียิ่งขึ้นอีกด้วย 

4. สัญญาณไฟขอทาง

เปิดไฟขอทางขณะฝนตกหนัก หลาย ๆ คน อาจจะเคยเห็นรถหลายคันเปิดไฟขอทางกันขณะฝนตก แต่!! นั่นเป็นวิธีการใช้ไฟที่ผิดวิธี เพราะว่าถ้าหากเราจะเลี้ยว รถคันอื่นที่ขับตามมาอาจจะไม่รู้ว่ารถของเราจะเลี้ยวไปทางไหนกันแน่อาจจะทำให้เกิดอุบัติเหตุเลยก็ได้นะ หรือบางคันอาจจะเข้าใจผิดว่ารถของเราเสียนั้นเอง ทางที่ดี เปิดเฉพาะไฟหน้าก็เพียงพอแล้วละ 

5. ใช้ความเร็วให้เหมาะสม 

การขับรถในขณะที่ฝนตกหนัก ควรใช้ความเร็วที่เหมาะสม ไม่ควรใช้ความเร็วสูง เพราะมีความเสี่ยงสูงมากที่จะทำให้เกิดอุบัติเหตุอาจจะได้ใบสั่งเรียกเก็บเงินเนื่องจากความเร็วที่เกินกำหนด 

หากถามว่าควรใช้ความเร็วเท่าไร ไม่สามารถบอกได้ เพราะว่าจะพิจารณาจากสมรรถนะของรถ ยาง และอื่น ๆ แต่ไม่ว่าจะเป็นรถที่มีสมรรถนะที่ดีเยี่ยมหรือมียางที่สมบูรณ์ มีระบบป้องกันดีแค่ไหน แต่ถ้าขับรถใช้ความเร็วเกินและประมาท ก็มีโอกาสเกิดอุบัติเหตุขึ้นได้ทุกเมื่อ เพราะฉะนั้นมาขับรถให้ปลอดภัยกันดีกว่านะครับ

หากเพื่อน ๆ อยากได้รถมือสองสมรรถนะดี ราคาดี มีคุณภาพ ปลอดภัย ที่ RodKaidee เรามีรถหลากหลายแบรนด์ หลากหลายรุ่นให้เพื่อน ๆ ได้เลือกซื้อได้ตามใจชอบเลยครับ มาดูกันก่อนได้นะ

พาส่อง!! รองเท้าผ้าใบสีขาวที่มีไว้ใส่ได้ทุกโอกาส

พาส่อง!! รองเท้าผ้าใบสีขาวที่มีไว้ใส่ได้ทุกโอกาส

ปัจจุบันรองเท้าผ้าใบนั้นสามารถใส่ได้หลากหลายโอกาสมากขึ้น เราคงเคยได้เห็นผ่านๆ ตากันมาบ้างกับคนที่ใส่รองเท้าผ้าใบกับเสื้อสูท หรือใส่รองเท้าผ้าไปในงานมงคลต่างๆ ซึ่งวันนี้จะพามาดูกันว่า มีตัวไหนปัง ตัวไหนดูดีมีราคา ใส่แล้วดูแพงแต่สบายเงินในกระเป๋าแบบแบบสุดๆ

1. Adidas Stan Smith

เป็นหนึ่งในซีรี่ย์รองเท้าสุดคลาสสิค สีขาว-เขียว โดยที่มานั้นมาจาก Stan Smith แชมป์โลกเทนนิสปี 1971 ซึ่งแต่เดิมนั้นรองเท้าคู่นี้คือรองเท้าสำหรับ “ตีเทนนิส” แต่จากความเรียบง่ายของตัวรองเท้านั้น ทำให้รุ่นนี้เป็นที่นิยมไปทั่วโลก ซึ่ง Stan Smith นั้นมีความลงตัวและใส่ได้กับชุดทุกรูปแบบมากๆ ใส่กับอะไรก็ดูดีไปซะหมด บอกได้เลยว่าต้องเป็นหนึ่งคู่ที่คุณๆ ทั้งหลายซื้อไว้ติดตู้รองเท้าหรืออาจจะเป็นรองเท้าในดวงใจของใครหลายๆ คนเลยทีเดียว

2. Nike Cortez

ดังไม่หยุด!! จากกระแสหนังอย่าง Forrest Gump ทำให้รองเท้า Nike Cortez เป็นรองเท้าที่มากกว่ารองเท้าทั่วไป แต่มันผลักดันตัวเองจนกลายมาเป็น POP Culture (สิ่งที่เป็นที่นิยมในช่วงนั้นๆ) ฮิตได้ตลอดกาล ด้วยคู่สีที่ดูเหมือนจะแมตช์เสื้อผ้าได้ยากอย่าง แดง-ขาว-น้ำเงิน แต่จริงๆแล้วกลับเป็นรองเท้าที่สามารถใส่ได้กับทุกชุด ทุกสีจริงๆ ทำให้รองเท้าคู่นี้ขึ้นแท่นไปเลยกับการใส่ได้ทุกแนว ตอบโจทย์ทุกสไตล์

3. Nike Air Force 1

อดีตรองเท้าบาสเกตบอลรุ่นแรกที่ทาง Nike ผลิตออกมา ซึ่งเป็นทรงรองเท้าสุดเท่ที่ไม่ได้มีดีแค่ความเท่เท่านั้น แต่พกมาด้วยกับความเรียบง่าย สีขาวล้วน ด้วยความที่เป็นโมเดลสุดฮิต ทำให้ศิลปินมากหน้าหลายตา เข้ามาร่วม Collab ทำผลงานกับ Air Force 1 เป็นอย่างมาก เช่น Travis Scott, Supreme หรือแม้กระทั่ง G-Dragon แห่งวง Big Bang ยิ่งทำให้ Air Force 1 ได้รับความนิยมมากขึ้นไปอีก จึงเป็นอีกหนึ่งคู่ที่ต้อง Must Have จริงๆ

4. Converse Chuck Taylor All Star

ถ้าพูดถึงรองเท้าสีขาวแล้ว จะขาดคู่นี้ไปไม่ได้เลยกับ Converse Chuck Taylor ที่ได้รับความนิยมมาจากวงการบาสเกตบอลเช่นเดียวกัน ก่อนที่จะเป็นรองเท้าลำลอง ซึ่งบอกได้เลยว่าเป็นรองเท้าที่ดีและเรียบๆ สวมใส่สบาย จนถึงขั้นได้เป็นรองเท้าที่ Timeless สุดๆ ทำให้เหมาะเป็นอย่างมากกับการใส่ได้ทุกสถานการณ์

5. Vans Slip-on

ใครที่เป็นสายสตรีท หรือเป็นสายสเก็ตบอร์ดต้องรู้จัก รองเท้าเด็กแนวที่มีความเรียบง่าย แถมทนทาน ด้วยความที่รองเท้านั้นมีพื้นที่หนาลายวาฟเฟิลที่ทำให้เกาะพื้นได้ดี อีกทั้งรูปทรงที่ดูดีและมีสีขาวที่เรียบง่ายลายตารางหมากรุก มีระดับ ใส่สูทก็ดี ใส่ลำลองก็โดนใจ ใครเห็นแล้วชอบเป็นต้องจัดมาลองสักคู่

เป็นไงบ้างกับรองเท้าทั้ง 5 รุ่นที่ได้บอกมาทั้งหมด สวยๆ เท่ๆ คูลๆ ทั้งนั้น ใครที่กำลังมองหารองเท้าลำลองที่ดูไม่ลำลอง สำหรับใส่ไปงานต่างๆ แมทช์กับอะไรก็ดูดีไปเสียหมด ลองหาติดไว้สักคู่แล้วชีวิตจะง่ายขึ้น หากชอบบทความดีๆแบบนี้แล้วล่ะก็ ติดตามได้ที่ BlogKaidee

How 2 Mix&Match เสื้อผ้ามือสองสไตล์คาวาอิเกิร์ล

How 2 Mix&Match เสื้อผ้ามือสองสไตล์คาวาอิเกิร์ล

ขอบอกก่อนนะคะว่า การแต่งตัวเป็นสไตล์ความชอบของแต่ละคน ทุกคนมีสิทธิใส่เสื้อผ้าในโทนที่ตัวเองชอบ ในระยะหลังเรามักจะได้ยินคำฮิตติดหูบ่อยๆคือ “เธอแต่งตัวดูเกาหลี๊เกาหลีเนอะ” หรือ “เธอแต่งตัวดูญี่ปุ๊นญี่ปุ่น”

mori-style-clothes-mixed-with-hira-hira-style

นับเป็นกระแสการแต่งตัวที่สาวๆหลายคนอยากแต่งตาม ทำเอาบางคนต้องไปบินลัดฟ้าไกลไปถึงแดนอาทิตย์อุทัยและแดนกิมจิ แล้วหอบเสื้อผ้ากลับมาเต็มกระเป๋า! แน่นอนว่า ฮาวทูใส่เสื้อผ้าแบบสาวเกาหลีคงมีคนรีวิวเยอะแล้ว วันนี้ลองมาดูรีวิวในด้านของสาวแดนปลาดิบสุดน่ารักน่าเอ็นดูกันดูบ้าง!

ก่อนอื่นต้องแบ่งสายการแต่งตัวของสาวๆประเทศนี้ออกเป็นสองแบบก่อน แบบแรกคือ สายคาวาอิ แบบที่สองคือเน้นความมินิมอล หัวข้อในวันนี้เราจะพูดถึงสายคาวาอิกัน!

ได้เวลา มาเริ่มบทเรียน “คลาสแต่งตัวแบบคาวาอิเกิร์ล 101” กันดีกว่า!

บทเรียนแรก “ใส่เสื้อผ้าจะต้องดูนุ่มนิ่ม มีระบายแบบฮิระฮิระ”

https://www.instagram.com/p/CFn89I3juUc/

เอ๊ะ อ่านมาถึงตรงนี้ฮิระฮิระ คืออะไรกันนะ?

ฮิระฮิระ ก็คือคำเรียกเสื้อผ้าที่มีความฟูฟ่องหรือมีระบายเป็นริ้วเรียงรายอยู่ตามเสื้อผ้า ไม่ว่าจะเป็นส่วนบนหรือส่วนล่าง สาวญี่ปุ่นสายนี้มักจะนิยมใส่เสื้อผ้าที่มีระบายริ้ว ๆ ทำให้ดูไม่เรียบเกินไป ทั้งยังจะเน้นใส่เสื้อผ้าที่มีความพอง เนื้อผ้าดูนุ่มนิ่ม เสริมความน่ารักเวลาใส่ไปอีกหลายเท่า

บทเรียนที่สอง “ซ้อนได้ซ้อนเลยค่ะพี่สาว”

https://www.instagram.com/p/CFWqWcOM0cE/?utm_source=ig_web_copy_link

สำหรับเมืองหนาวอย่างญี่ปุ่น สาว ๆ จะไม่ค่อยชอบการใส่โค้ทหนาตัวเดียวจบเหมือนเกาหลีเท่าไหร่นัก ส่วนใหญ่มักจะเน้นใส่ทับแล้วซ้อนอีกหลาย ๆ ชั้น ชนิดว่าไม่ว่าจะมองตอนใส่โค้ท ไม่ใส่โค้ทก็พร้อมจะสวยเป๊ะปังชวนมองเลยล่ะค่ะ 

เช่น การใส่เสื้อลูกไม้สีขาวด้านใน ทับด้วยเสื้อยืดสีน้ำตาลแขนยาวผ้าลินินทับ เสริมด้วยโค้ทสีเนื้ออีกตัว ส่วนท่อนล่างก็ถุงน่องสีดำสักสองชั้นทับด้วยกระโปรงสีเนื้อหรือสียีนส์ เท่านี้ก็จบขั้นตอน! 

หรือ

แมตช์เสื้อตัวในด้วยเชิ้ตสีขาวคอปกทับด้วยเสื้อแขนยาวคอกลมโทนสีเข้มสักชิ้น จับคู่กับกางเกงสีขาวหรือกระโปรงเป็นลายให้ดูเข้ากัน น่ารักสุดๆแบบหยุดไม่อยู่เลยค่ะ

แต่พอมานึกถึงประเทศไทยดินแดนที่ดวงอาทิตย์รักดั่งลูกคนเล็กดูแลใกล้ชิดกันเหลือเกินแบบนี้ สาวๆลดเหลือแค่คาร์ดิแกนสีอ่อนหรือเสื้อคลุมทับ กับเสื้อทับทรงสเวตเตอร์ หรือแค่แขนสั้นก็พอค่ะ 

บทเรียนที่สาม “สีอ่อน สีพาสเทล สีนี้เท่านั้นสไตล์เรา”

https://www.instagram.com/p/BQeiWhJBPpn/?utm_source=ig_web_copy_link

สาวๆประเทศนี้เขาจะรักการแมตช์สีเสื้อผ้าเป็นอย่างมาก พวกสีแจ๊ด สีฉูดฉาดแทบจะหาได้คนใส่ได้น้อยเลยทีเดียว ส่วนใหญ่มักจะใส่สีโทนอ่อนกับโทนเข้มอย่างสีน้ำตาล สีเขียวขี้ม้า สีน้ำเงิน ไปเลย พวกโทนอ่อนก็จะเป็นสีประมาณ ขาวเหลือง สีเนื้อ สีชมพูอ่อน ฟ้าพาสเทล และ สียอดฮิตอย่างสีขาว!

บทเรียนที่สี่ “ไม่มีลายมันไม่ได้ มันไม่ใช่”

https://www.instagram.com/p/CBU0E93juCR/

ถ้าเสื้อผ้าไม่มีลายก็ออกจากบ้านไม่ได้นะคะ แหม สาวญี่ปุ่นจะลายถักลายตัวอักษรลายการ์ตูน มันต้องมีสักอย่างบนพื้นเสื้อสิหน่า เพื่อให้เสื้อมีลูกเล่นและดูมีอะไรมากขึ้น จึงมักจะนิยมใส่เสื้อที่มีลายมากกว่าเสื้อเรียบๆ 

ดังนั้นการเลือกเสื้อของสาวญี่ปุ่นนอกจากสี แล้วก็ลายนี่แหละที่เป็นจุดสำคัญ ซึ่งจะค่อนข้างตรงข้ามกับคนไทยที่ชอบเสื้อผ้าพื้นเรียบมากกว่าลาย และที่สำคัญที่ญี่ปุ่นจะมีเสื้อผ้าหรือลายตามฤดูกาลด้วย แนะนำว่าถ้าใครได้ไปญี่ปุ่นในแต่ละซีซัน ห้ามพลาดที่จะคว้าติดมือกลับมาสักตัวนะคะ

ถ้าถามหาเสื้อผ้าญี่ปุ่นในไทยก็คงไม่ง่ายนัก คนไทยจึงนิยมซื้อเสื้อผ้าญี่ปุ่นมือสองตามที่เขาขายกันเสียส่วนใหญ่ คำว่ามือสองของเสื้อผ้าญี่ปุ่นรับประกันได้ว่าไม่เก่า ไม่ขาด สภาพใกล้เคียงมือหนึ่งอย่างกับเพิ่งแกะออกจากถุงเลย

สาว ๆ ที่กำลังหาเสื้อผ้ามือสองอย่าลังเลค่ะ จุดนี้ต้องแต่งให้เริ่ดให้ปังแล้ว จะสายไหนเราก็ต้องปัง อย่าได้แคร์ ซึ่งตอนนี้ทาง Kaidee ก็มีเสื้อผ้ามือสองที่ดีมากมายให้ได้จับจองเลือกสรรใส่แล้วสวยทุกคนแน่นอน

ไอเดียแต่งตัวออกนอกบ้านแบบสาวๆ ยุค New normal

ไอเดียแต่งตัวออกนอกบ้านแบบสาวๆ ยุค New normal

หลังจากที่หลายๆที่หันมา Work From Home ชีวิตก็เริ่มต้นวนลูป ด้วยการ ตื่น ทำงาน นั่งคอลกับเพื่อน เอามือท้าวคางเหงาๆกันไป หลายคนจึงไม่ได้ลุกขึ้นมาแต่งตัวกันสักเท่าไหร่ จนในที่สุดเมืองปลดล็อคให้กลับมาใช้ชีวิตนอกบ้านได้อีกครั้ง แต่ดันคิดไม่ออกว่าจะแต่งตัวไปนอกบ้านยังไงดี ลองมาดูทางนี้กันดีกว่าค่ะสาวๆ ว่ายุค New normal แบบนี้มีไอเดียการแต่งตัวยังไงบ้าง 

Streetwear Style 

สไตล์แรก การแต่งตัวที่มีความกำกวม ไม่ชัดเจน แต่ผสมผสานทุกแนวการแต่งตัวไว้ในชุดเดียว ไม่เน้นเรียบหรู แต่ต้องเยอะ พร้อบต้องเต็ม แต่แปลกที่ทุกอย่างกลับถูกผสมผสานกันได้อย่างลงตัว จนเกิดเป็น Streetwear Style ที่สาวๆคนไหนแต่งตัวตามสไตล์นี้ ก็จะกลายเป็นสาวเท่ขึ้นมาทันตา

https://www.instagram.com/p/CF1bc3snlTu/

Business Casual

แบบที่สอง การแต่งตัวแบบ Business Casual เป็นที่นิยมของสาวชาวออฟฟิศหลายๆคน เพราะนอกจากจะหาซื้อเสื้อผ้าสไตล์นี้ได้ง่ายๆแล้ว เมื่อสาวๆได้แต่งตัวสไตล์นี้ คอนเซปต์ของสไตล์นี้จะส่งให้ลุคของสาวๆดูแพง มีความน่าเขื่อถือเมื่อได้สวมใส่ เนื่องจากชุดที่เลือกใส่จะต้องมีความสุภาพ เรียบร้อย รองเท้าจะต้องเป็นรองเท้าส้นสูงที่ทำให้สาวๆดูสูงชะลูด ดูน่าเกรงขาม เหมาะสมกับการเป็นเวิร์คกิ้งวูแมน

https://www.instagram.com/p/CElhrM2DCu9/

Girly Style

สไตล์ที่สาวๆหลายๆคนหลงรัก รวมถึงหนุ่มๆที่พบเห็นด้วย ลุคสาวหวาน Girly Style ที่ไม่ยุ่งยากเพียงหยิบชุดเดรสน่ารักๆ เสื้อสวยๆแมทช์กับกระโปรงน่ารักๆสักตัว พร้อมกับใส่เครื่องประดับสวยๆ ก็สามารถใส่ไปทำงานได้ง่ายๆ ไม่ต้องใช้เวลานานด้วยนะ

https://www.instagram.com/p/CF1xhp5DJ0X/

Casual Chic Style 

สไตล์การแต่งตัวที่มีความเรียบเก๋ ดูสบายๆแต่ยังคงลุคมืออาชีพ ไม่ว่าจะไปทำงาน ไปเดต หรือแม้กระทั่งปาร์ตี้หลังเลิกงาน สไตล์นี้ก็ได้รับชัยชนะไปอย่างสวยงาม ด้วยการเลือกเสื้อข้างในเป็นเนื้อผ้าแบบบางเบาบวกด้วย Blazer สีสวย ไม่มีลวดลาย แมทช์กับกางเกงยีนส์ตัวโปรด และรองเท้าสวยสะอาดคู่ใจสักหนึ่งคู่ เพียงเท่านี้คุณก็กลายเป็นสาวสวย ซอฟต์ใส อบอุ่น จนหนุ่มๆต้องเหลียวหลังเลยล่ะค่ะ 

https://www.instagram.com/p/CCvhYo1p9QN/

เชื่อว่า หลังจากได้ไอเดียในบทความนี้ไป เมื่อสาวๆทั้งหลายเดินไปเปิดตู้เสื้อผ้า คงจับเสื้อผ้าที่มีอยู่แมชท์กันได้ไม่ยากแล้ว แถมยังได้ชุดสวยๆเก๋ๆใส่ไปนอกบ้านกันได้ทุกวัน อ๋อ! อย่าลืมใส่มาส์กไปป้องกัน Covid-19 กันด้วยนะคะ

ส่วนสาวๆคนไหนที่มีเสื้อผ้าจนล้นตู้ แต่ไม่รู้จะทำยังไง ลองหยิบเสื้อผ้าที่ไม่ได้ใส่แล้ว มาลงขายที่ Kaidee กันนะคะ จะได้มีที่ว่างให้กับเสื้อผ้าที่เราจะไปชอปปิ้งหลังจากนี้กัน