Jan 19, 2021 | ข่าวสาร และกิจกรรม
ปัจจุบันปฏิเสธไม่ได้เลยว่ากระแสการ “วิ่งเทรล (Trail Running)” เป็นกีฬายอดฮิตที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในบ้านเรา และอีกหนึ่งสิ่งที่หลายคนกำลังโหยหาหลังจากโควิดนั่นก็คือ “งานวิ่ง” ซึ่งสถานการณ์ ณ ตอนนี้ก็เริ่มกลับมามีท่าทีที่ดีขึ้น หลายงานกลับมาเปิดให้ลงแข่งขันอย่างเป็นทางการ บวกกับการเริ่มต้นเข้าฤดูหนาวที่นับว่าเป็นฤดูที่เหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับการวิ่งเทรล
ถ้าหากว่าคุณเป็นหนึ่งคนที่กำลังสนใจกีฬาประเภทนี้อยู่และมีความท้าทายอยากจะลองสัมผัสและหันมาวิ่งดูบ้าง วันนี้เราจึงได้รวบรวมข้อมูลของการวิ่งเทรลมาแบ่งปัน เพื่อให้คุณได้ศึกษาเริ่มต้นออกวิ่งได้อย่างถูกวิธี และได้รับประสบการณ์อันแปลกใหม่ในการวิ่งที่แตกต่างจากการวิ่งธรรมดาทั่วไปอย่างแน่นอน
วิ่งเทรลคืออะไร ? มาทำความรู้จักไปพร้อมกัน
วิ่งเทรล (Trail Running) คือ การวิ่งในระยะทางไกลบนเส้นทางธรรมชาติที่ประกอบไปด้วยป่าเขา ลำธาร ทุ่งหญ้า ตามภูมิประเทศของสถานที่จัดงานที่แตกต่างกันออกไป โดยมีการกำหนดเวลาเพื่อการแข่งขันและมีระยะทางบวกกับความชัน (Gain) เป็นองค์ประกอบ
ซึ่งการวิ่งเทรลจะมีความแตกต่างจากการวิ่งในลู่สนาม การวิ่งในเมือง หรือตามสวนสาธารณะ เพราะสถานที่เหล่านี้จะมีลักษณะของพื้นผิวที่เรียบไม่มีความชัน และมีความหลากหลายน้อยกว่าการวิ่งเทรล ที่สำคัญการวิ่งเทรลนั้นไม่ได้ใช้แค่การวิ่งเพียงอย่างเดียว เพราะจะต้องใช้สายตาและความคิดในเรื่องของการวางแผนที่จะต้องวางเท้าหลบหลีกสิ่งกีดขวางต่างๆ และต้องมีการแบ่งพละกำลังในการวิ่งระยะยาวเพื่อไม่เป็นการใช้แรงจนหมด เพราะถ้าเจอเส้นทางเรียบเราก็ควรจะวิ่ง แต่ถ้าเจอทางสูงชันเราควรจะค่อยๆ เดินขึ้นไป รวมถึงยังต้องใช้ความยืดหยุ่นของร่างกายและความคล่องตัวสูง
ดังนั้นเหล่านักวิ่งควรวางแผนการฝึกซ้อมให้ดี และเน้นฝึกกล้ามเนื้อให้มีความแข็งแรงเป็นพิเศษจึงทำให้การวิ่งเทรลจึงเป็นกีฬาที่ใครหลายคนต้องการที่จะพิชิตให้ได้สักครั้งหนึ่งในชีวิต และยังเป็นกีฬาอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับผู้คนที่ต้องการหาประสบการณ์ใหม่ๆ หลีกหนีความวุ่นวายในเมืองหลวง และพาตัวเองออกไปวิ่งท่ามกลางธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์
สิ่งที่ต้องศึกษาก่อนวิ่งเทรล
ศึกษาระยะทาง
งานเทรลจะมีระยะทางเหมือนงานวิ่งถนนทั่วไป ซึ่งมีตั้งแต่ 10 กิโลเมตร ไปจนถึง 100 กิโลเมตร แต่เมื่อเทียบระยะทางระหว่างวิ่งเทรลกับงานวิ่งมาราธอนทั่วไปแล้ว ระยะทางของการวิ่งเทรลจะแอบซ่อนความเซอร์ไพรส์ของจำนวนกิโลเมตรที่มีจำนวนระยะเกินเสมอ
เพราะลักษณะภูมิประเทศของแต่ละพื้นที่นั้นมีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ทั้งความชัน และทางลาด บางสนามจึงมีระยะทางที่อาจเกินหรือขาด ดังนั้นจึงต้องมีการวางแผนการฝึกซ้อมให้เกินระยะทางที่กำหนด หรือสามารถยืนระยะให้ได้มากกว่าระยะที่เราได้ลงสมัครไว้ เช่น หากเราลงสมัครระยะ 10 กิโลเมตร ควรจะต้องมีการฝึกซ้อมและสามารถวิ่งได้ในระยะ 15 กิโลเมตร เป็นต้น
นอกจากนี้ยังต้องศึกษาระยะทางและจุดสำคัญต่างๆ ในเส้นทางของรายการที่เราได้ลงสมัครไว้ เพราะแต่ละสนามจะมีรูปแบบเส้นทางที่แตกต่างกันออกไป การเตรียมตัวศึกษาหาข้อมูลเตรียมพร้อมก่อนการแข่งขันจะมีประโยชน์แก่ตัวเองเป็นอย่างมาก
ศึกษาความชัน
ขึ้นชื่อว่าวิ่งในป่าและภูเขา สิ่งที่ต้องเจอและหลีกเลี่ยงไม่ได้ก็คือ “ความชัน” ที่แต่ละสนามการแข่งขันจะมีความชันของพื้นที่ที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับความโหดของสนามนั้นๆ ซึ่งเราจะเรียกความชันนี้ว่า “Elevation Gain” หมายถึงความชันสะสมที่เราต้องวิ่งขึ้นเขาไปเรื่อยๆ บนเส้นทาง ยกตัวอย่างเช่น Gain 1000 ระยะทาง 20 กิโลเมตร กับ Gain 1000 ระยะทาง 10 กิโลเมตร นั้นหมายความว่า ความชันที่ 10 กิโลเมตรจะมีมากกว่าและส่งผลทำให้วิ่งยากกว่าแน่นอน
ดังนั้นการศึกษาความชันจึงเป็นสิ่งที่ควรรู้ว่าเราจะสามารถจัดการกับตัวเองอย่างไร วางแผนวิ่งแบบไหน ช่วงไหนที่ควรเดินเพื่อรักษาพลังงานของร่างกาย ซึ่งในแผ่นหมายเลขประจำตัว (BIB) มักจะมีกราฟแสดงเส้นทางของความสูงชันของพื้นที่ ที่นักวิ่งหลายคนมักละเลยจุดนี้ไปแล้วอาจทำให้ตกม้าตายในหน้างานได้ เพราะฉะนั้นนักวิ่งควรฝึกอ่านกราฟให้เป็นนิสัยเพื่อจะได้รู้ว่าตัวเองควรวิ่งอย่างไรให้กลับมาถึงเส้นชัยโดยที่ไม่หมดแรงเสียก่อน
ศึกษาช่วงเวลาของแต่ละงาน
ปัจจุบันนี้งานวิ่งเทรลในประเทศไทยแทบจะมีรายการแข่งขันเกือบทุกฤดูกาล ก่อนที่จะเลือกลงสมัครแข่งขันแต่ละสนามควรศึกษาดูสภาพอากาศ ภูมิประเทศ สภาพสนาม และความยากง่ายว่าอยู่ในระดับไหน หากเลือกสมัครงานที่จัดในช่วงฤดูร้อนก็จะเป็นอุปสรรคในเรื่องของอากาศที่ร้อน หาเลือกสมัครในรายการที่จัดช่วงฤดูฝนก็จะพบกับสภาพเส้นทางที่เละเปียกเฉอะแฉะ หรือรายการแข่งขันที่จัดช่วงฤดูหนาวก็จะพบกับอากาศที่หนาวเย็น
เมื่อศึกษาสภาพสนามของรายการแข่งขันแล้ว การเลือกรองเท้าให้เหมาะกับลักษณะพื้นผิวก็มีความสำคัญเป็นอย่างมาก โดยสนามเทรลส่วนใหญ่เป็นเส้นทางธรรมชาติที่มีทั้งดิน หิน โคลน ทราย ตลอดไปจนถึงลำธารที่มีน้ำไหลผ่าน ซึ่งรองเท้าวิ่งเทรลส่วนใหญ่ถูกออกแบบมาเพื่อพิชิตอุปสรรคเหล่านี้ สังเกตได้ง่ายๆ จากพื้นรองเท้าที่จะมีปุ่มไว้สำหรับยึดเกาะพื้นดิน ความลึกตื้นของพื้นก็มีผลแตกต่างกัน ยิ่งพื้นลึกมากก็จะสามารถยึดเกาะได้ดี ซัพพอร์ตมากขึ้นแต่ก็ต้องแลกมาด้วยน้ำหนักที่ค่อนข้างมาก สำหรับพื้นตื้นจะให้การยึดเกาะที่น้อยลงตามลำดับ จัดเป็นรองเท้าประเภททำความเร็วที่ได้ความคล่องตัวมาเป็นข้อแลกเปลี่ยน
ศึกษาอุปกรณ์สำหรับวิ่งเทรล
อุปกรณ์สำหรับวิ่งเทรลนั้นมีมากมายหลายแบบ เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกในการวิ่ง เพราะการวิ่งเทรลจะต้องอาศัยการช่วยตัวเองเป็นหลักอยู่แล้ว ด้วยสภาพการวิ่งที่ส่วนใหญ่เส้นทางอยู่ในป่าเขา และมีจุดบริการอาหารและเครื่องดื่มที่อยู่ห่างกันเกือบ 10 กิโลเมตร นักวิ่งจึงต้องมีการเตรียมตัวและตุนอาหาร น้ำดื่มไว้อย่างเพียงพอสำหรับจุดบริการจุดต่อไป ซึ่งแตกต่างจากการวิ่งมาราธอนบนท้องถนนที่จะมีจุดบริการน้ำดื่มและเกลือแร่ทุกๆ 2 กิโลเมตร ดังนั้นนักวิ่งจึงต้องศึกษาแผนที่และคำแนะนำของแต่ละสนามไว้ก่อนเพื่อเตรียมความพร้อมก่อนออกวิ่ง
โดยอุปกรณ์หลักๆ สำหรับการวิ่งเทรล ได้แก่ เป้น้ำ, Trekking Pole, ไฟฉายคาดหัว, รองเท้าสำหรับวิ่งเทรล, และอื่นๆ อีกมากมายที่จำเป็นต่อการวิ่งเทรล นอกจากนั้นแต่ละสนามการแข่งขันยังมีการระบุอุปกรณ์บังคับที่เหล่านักวิ่งจะต้องมี เช่น เป้น้ำ เพื่อให้นักวิ่งไว้สำหรับตุนน้ำดื่มเนื่องจากจุดให้บริการนั้นอยู่ห่างกัน, ไฟฉายคาดหัว เนื่องจากบางสนามต้องเริ่มปล่อยตัวนักวิ่งในเวลากลางคืน หรือเช้ามืด, Trekking Pole ไว้สำหรับสนามที่มีความชันสูงเพื่อให้สามารถใช้พยุงร่างกายได้บนทางชันและทางลาด รวมถึงยาประจำตัวไว้สำหรับเกิดเหตุฉุกเฉิน
ศึกษาค่าใช้จ่ายของแต่ละรายการ
ส่วนใหญ่แล้วค่าสมัครงานวิ่งเทรลของแต่ละรายการนั้นจะมีค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูงกว่ารายการวิ่งมินิมาราธอน หรือมาราธอนตามท้องถนน เนื่องจากต้องใช้เจ้าหน้าที่และผู้ที่มีความชำนาญในการจัดเส้นทางการแข่งขัน และตำแหน่งของจุดบริการที่มีเป็นจำนวนมาก รวมไปถึงการดูแลความปลอดภัยของเหล่านักวิ่งในแต่ละระยะ
ซึ่งค่าใช้จ่ายสำหรับการสมัครแต่ละรายการจะเริ่มต้นประมาณ 1,000-6,000 บาท ขึ้นอยู่กับระยะทางที่เราเลือกลงแข่งขัน อีกทั้งยังมีค่าใช้จ่ายในเรื่องของที่พัก ค่าเดินทาง อาหารต่างๆ เนื่องจากรายการวิ่งเทรลส่วนใหญ่จะจัดที่ต่างจังหวัดเป็นหลักอยู่แล้ว จึงทำให้มีค่าใช้จ่ายที่มากกว่ารายการมาราธอนในกรุงเทพฯ
สรุป
สุดท้ายแล้วสิ่งที่เราได้แนะนำไปเป็นเพียงแค่องค์ประกอบรองเท่านั้น เพราะสิ่งที่สำคัญที่สุดคือเรื่องของความอดทนและกำลังใจ เพราะระหว่างทางเราต้องผ่านการฝึกซ้อมมาเป็นแรมปีที่ต้องมีวินัยเป็นอย่างสูง และเมื่อเราได้ผ่านการวิ่งเทรลมาสักรายการหนึ่ง ถึงแม้อาจจะไม่ได้ถ้วยรางวัล แต่คุณก็จะเข้าใจได้ว่ารสชาติของความสำเร็จมันหอมหวานและคุ้มค่าที่เราได้ทำมันสำเร็จ
สำหรับใครที่อ่านจบแล้วและมีความสนใจในการวิ่งเทรล สามารถเข้ามาเลือกซื้ออุปกรณ์วิ่งเทรล เช่น รองเท้าวิ่ง เป้น้ำ และอื่นๆ อีกมากมายได้ที่ Kaidee แหล่งซื้อขายของออนไลน์ที่มีสินค้าให้คุณเลือกซื้ออีกเพียบ
Jan 18, 2021 | บทความยานยนต์
หลังจากที่ค่าย Ford Motors ได้ทำการเปิดตัว “Ford Bronco Concept 2021” ไปไม่นาน ค่ายรถอย่าง Jeep ก็ได้ตัดสินใจเปิดตัว “Wrangler Rubicon 392” ออกมาสู่ตลาดโลกที่เรียกได้ว่าตีคู่กันมาอย่างสูสี ซึ่งก่อนหน้านี้ทางทีมสร้างของ Jeep ได้ยกเลิกคอนเซ็ปต์ที่มีชื่อว่า Easter Jeep Safari และตัดสินใจมาทำรถในแบบ Wrangler Rubicon 392 แทนที่ และต้องบอกเลยว่านับเป็นการหวนกลับมาครั้งยิ่งใหญ่ของราชาสายลุย
แต่ก่อนที่จะพาทุกคนไปดู Jeep Wrangler Rubicon 392 เราอยากพาทุกคนมาทำความรู้จักประวัติความเป็นมาของ “Jeep Wrangler” ที่มาพร้อมความยิ่งใหญ่จนกลายเป็นตำนานได้อย่างไร ถ้าพร้อมแล้วตามไปดูกันเลย
Credit: https://www.jeep.com/wrangler/rubicon-392.html
Credit: https://www.jeep.com/wrangler/rubicon-392.html
Credit: https://www.jeep.com/wrangler/rubicon-392.html
“Jeep Wrangler” รถทหารสายเลือดอเมริกันที่ไม่ได้ใช้งานเพียงแค่ในสนามรบ
ถ้าใครเป็นคอหนังสงครามคงจะคุ้นเคยกับรถหน้าตาทรงสี่เหลี่ยมอันเป็นเอกลักษณ์แบบนี้ได้เป็นอย่างดี เพราะรถ Jeep Wrangler ถูกใช้ในการรบมาตั้งแต่ปี 1940 หรือสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง ที่มีคุณสมบัติเป็นรถแบบ 4×4 ขับได้ทุกสภาพเส้นทาง ลุยได้ทุกที่ ไม่ว่าจะเป็น แหล่งน้ำ โคลน ดิน ป่า หรือพื้นที่ที่เข้าถึงได้ยาก จึงเหมาะสำหรับเป็นพาหนะในการใช้รบเป็นอย่างมาก ซึ่งในสมัยนั้นรถเหล่านี้ยังไม่ได้มีชื่อเรียก แต่เมื่อเวลาผ่านช่วงสงครามโลกไปได้ 20 ปี ก็ได้มีเศรษฐีชาวอเมริกันนำซากของรถเหล่านี้ไปทำมาใหม่และนำมาขับใช้ในชีวิตประจำวัน จึงเป็นที่พูดถึงกันอย่างเป็นวงกว้างให้เหล่านักสะสมรถได้ตามสะสมกันในที่สุด
Credit: https://www.jeep.com/history.html
ในปี 1986 ได้มีการสร้างรถเหล่านี้ขึ้นอีกครั้งและมีการตั้งชื่อว่า “Jeep Wrangler” โดยเป็นการยึดดีไซน์แบบเดิมในสมัยสงครามโลกที่ไม่ได้ถูกปรับเปลี่ยนอะไรมากเท่าไร แต่ได้เพิ่มในส่วนของแอร์เข้าไป มีกระจก และหลังคา เพื่อให้ดูมีความทันสมัยมากยิ่งขึ้น และเหมาะสมกับการขับใช้งานในชีวิตประจำวันสำหรับยุคนั้น โดยแบ่งทั้งหมดออกเป็น 4 รุ่นด้วยกัน
โดยรุ่นแรกนั้นเริ่มตั้งแต่ปี 1986 ที่มีการดีไซน์ไม่แตกต่างจากรถในสมัยสงครามโลก แต่ได้เพิ่มไฟหน้ารูปทรงสี่เหลี่ยมที่ในยุคสมัยนั้นรถส่วนใหญ่ที่มีความนิยมสูงจะมีไฟหน้าเป็นสี่เหลี่ยม จึงทำให้ Jeep Wrangler รุ่นแรกก็มีไฟหน้าเหลี่ยมเช่นเดียวกัน
มาถึงรุ่นที่สองกันบ้างซึ่งในรุ่นนี้ได้มีการปรับปรุงไฟหน้าให้เป็นทรงกลมดูมีความวินเทจมากขึ้น นอกจากนี้ยังมาพร้อมหลังคาแบบผ้าใบที่สามารถเปิดด้านบนออกได้ ภายในรถยังได้มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบของแผงคอนโซลหน้าและเพิ่มระบบไฟฟ้าให้ดูมีความทันสมัยมากยิ่งขึ้น
ส่วนในรุ่นที่สามนั้นมีความคล้ายกับรุ่นที่สอง แต่จะมีความแตกต่างที่ตัวรถมีด้วยกัน 2 รุ่น คือ 2 ประตู และ 4 ประตู ซึ่งเป็นที่นิยมที่ใช้งานมาจนถึงปัจจุบันที่ยังคงรูปทรงอันเป็นเอกลักษณ์แบบเดิมไว้ แต่ได้เพิ่มในเรื่องของประสิทธิภาพ ผสานเทคโนโลยีต่างๆ ให้ก้าวล้ำไปอีกขั้น
Jeep Wrangler Rubicon 392 มาพร้อมขุมพลังมากความสามารถ
หลังจากที่ Ford Bronco ได้ทำการเปิดตัวไป ทางค่าย Jeep จึงไม่รอช้าที่จะเปิดตัว “Wrangler Rubicon 392” ที่ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ V8 จากโรงงานที่นับว่าเป็นรุ่นแรกในรอบ 40 ปี เพื่อเป็นการประกาศที่พร้อมจะมาต่อสู้กับ Ford Bronco ในตลาดรถ และการกลับมาทวงความยิ่งใหญ่ของราชาสายลุยอย่างเต็มรูปแบบ
Credit: https://www.jeep.com/wrangler/rubicon-392.html
Jeep Wrangler Rubicon 392 มาพร้อมเครื่องยนต์ Hemi V8 ขนาด 6.4 ลิตร (392 ลูกบาศก์นิ้ว) ให้กำลัง 470 แรงม้า และแรงบิดสูงสุดถึง 637 นิวตัน-เมตร โดยใช้เกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด ส่งกำลังสู่ล้อทั้ง 4 ของตัวรถ ใช้เวลา 4.5 วินาที เพื่อทำความเร็วจาก 0-96 กม./ชม. ส่วนการทำเวลาควอเตอร์ไมล์อยู่ที่ 13 วินาที
ออกผจญภัยได้ทุกเส้นทาง ตอบโจทย์สายลุยได้อย่างตรงจุด
Jeep Wrangler Rubicon 392 ยังถูกออกแบบมาพร้อมกับความสามารถในการขับขี่ที่หลากหลาย โดยสามารถขับลุยน้ำได้ถึง 825.5 มม. แม้ว่าจะมีฝากระโปรงที่เปิดเพื่อถ่ายเทอากาศให้กับเครื่องยนต์ V8 ขนาดใหญ่ แต่ทางทีมงานก็ได้คิดค้นระบบท่ออากาศ Hydro-Guide พร้อมท่อ 3 ระดับ ที่คอยระบายน้ำออกแม้ว่าจะโดนคลื่นซัดเข้ามาที่ฝากระโปรงก็ตาม
Credit: https://www.jeep.com/wrangler/rubicon-392.html
นอกจากนี้ยังเสริมในเรื่องของความแข็งแกร่งของตัวรถที่เลือกใช้เหล็กกล้า รางเฟรมของตัวรถที่ได้รับการอัปเกรดและใช้ระบบป้องกันการสั่นสะเทือนจาก Fox เสริมความนุ่มนวลให้กับทุกสภาพเส้นทางด้วยยาง All-Terrain BFFoodrich KO2 ขนาด 33 นิ้ว และล้อขนาด 17 นิ้ว ลุยได้อย่างไร้กังวลกับระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ แบบ Select-Track พร้อมอัตราทดเกียร์ต่ำ 2.72 ที่มีให้เลือก 4 โหมด ได้แก่ 4WD Auto, 4WD High, Neutral และ 4WD Low
ห้องโดยสารภายในสุดหรูกับความบันเทิงแบบครบถ้วน
ภายในห้องโดยสารถูกดีไซน์มาอย่างเรียบหรูกับเบาะหนังสีดำสุดพรีเมียมที่รองรับการบิดและเบี้ยวที่โอบรับกับร่างกายในเส้นทางที่มีการเคลื่อนไหวรุนแรง โดดเด่นด้วยโลโก้สีบรอนซ์ที่ตัดเย็บอย่างประณีต หน้าจอสัมผัสขนาด 8.4 นิ้ว พร้อมเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนเพื่อเปิดระบบการนำทาง หรือเล่นเพลงได้ แผงหน้าปัดสีขนาด 7 นิ้ว ที่แสดงข้อมูลของตัวรถไว้อย่างครบถ้วน
Credit: https://www.jeep.com/wrangler/rubicon-392.html
Credit: https://www.jeep.com/wrangler/rubicon-392.html
บนพวงมาลัยยังมาพร้อม Paddle Shifters ที่นับว่าเป็นครั้งแรกของ Jeep ที่ให้คุณสามารถควบคุมเกียร์ได้อย่างมั่นใจในขณะที่ขับขี่ สามารถเปลี่ยนเกียร์โดยใช้แป้นแบบติดตั้งบนพวงมาลัยเพื่อสัมผัสประสบการณ์อันยอดเยี่ยมในการควบคุมรถได้อย่างมั่นใจ
เสียงคำรามของเครื่องยนต์ HEMI V8
เป็นครั้งแรกที่ Jeep Wrangler มีระบบ Dual-Mode Exhaust ที่มีปุ่มกดสามารถควบคุมเสียงของท่อไอเสียเพื่อช่วยให้คุณปรับระดับของเสียงเครื่องยนต์ โดยระบบนี้จะใช้วาล์วอิเล็กทรอนิกส์อีกคู่หนึ่งไว้สำหรับควบคุมเสียง Output เมื่อเดินเครื่องเบา หรือเมื่อไรที่กดเท้าลงบนแป้นเหยียบ
Credit: https://www.jeep.com/wrangler/rubicon-392.html
ระบบความปลอดภัยของ Wrangler Rubicon 392
Jeep ได้ให้ความสำคัญถึงความปลอดภัยของผู้ขับขี่และผู้โดยสารที่ได้ใส่เทคโนโลยีช่วยเตือนเมื่อมีรถขับมาใกล้ในระยะประชิดทั้งจากด้านหน้า ด้านหลัง และด้านข้าง รวมถึงยังมีสัญญาณเตือนพร้อมกล้องมองหลังเพื่อช่วยอำนวยความสะดวกในเวลาที่ต้องจอดรถในพื้นที่แคบ
Credit: https://www.jeep.com/wrangler/rubicon-392.html
สรุปท้ายบทความ
จากข้อมูลทั้งหมดทางทีมงานของ Jeep ได้ยืนยันว่า “Wrangler Rubicon 392” จะเป็นรถ Off-Road ที่สุดแห่งยุคอย่างแท้จริง ด้วยภาพรวมที่มาพร้อมขุมพลังเครื่องยนต์ Hemi V8 ขนาด 6.4 ลิตร (392 ลูกบาศก์นิ้ว) ให้กำลัง 470 แรงม้า และแรงบิดสูงสุดถึง 637 นิวตัน-เมตร โดยใช้เกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด ส่งกำลังสู่ล้อทั้ง 4 ของตัวรถ ใช้เวลา 4.5 วินาที เพื่อทำความเร็วจาก 0-96 กม./ชม. ส่วนการทำเวลาควอเตอร์ไมล์อยู่ที่ 13 วินาที
ภายในห้องโดยสารโดดเด่นด้วยเบาะหนังหุ้มสุดหรูที่มาพร้อมโลโก้ Rubicon ถักด้วยด้ายสีบรอนซ์อย่างประณีต เสริมความดุดันด้วยพวงมาลัยรูปทรงสปอร์ต ภายนอกมาพร้อมดีไซน์รูปทรงสี่เหลี่ยมแบบฉบับ Jeep ที่เราคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี เสริมประสิทธิภาพของช่วงล่างด้วยโช๊คอัพ สปริง และล้อคุณภาพสูง ผสานกับเทคโนโลยีอีกมากมายเพื่อออกผจญภัยไปในทุกเส้นทางที่กำลังรอคุณอยู่
สำหรับใครที่กำลังหาซื้อรถ Jeep มือสองคุณภาพดีราคาเป็นมิตร หรือรถยนต์มือสองรุ่นอื่นๆ สามารถลองเข้ามาเลือกดูได้ที่ Kaidee Auto แหล่งซื้อขายของออนไลน์ที่มีรถยนต์จำหน่ายกว่าสองหมื่นคัน
Jan 18, 2021 | ข่าวสาร และกิจกรรม
“ของสะสม” ในความหมายของแต่ละคนแตกต่างกันไป ทุกคนมี “ของรักของหวง” ที่ให้คุณค่าไม่เหมือนกัน ทำให้หมวดหมู่ “Collections” ใน Kaidee ค่อนข้างเป็นตลาดซื้อขายที่เปิดกว้างและหลากหลาย ให้คุณสนุกกับการแลกเปลี่ยนสินค้าแบบไม่มีข้อจำกัด
เพียงคุณรักในสิ่งเดียวกัน ของเหล่านั้นย่อมมีมูลค่าในตัวเองเสมอ
ชวนดู 10 ของสะสมสุดเจ๋งใน Kaidee
จุดแข็งสำคัญของ Kaidee คือเรามีของสะสมเจ๋งๆ ที่มากด้วยจำนวน และหลากหลายทั้งประเภท มีตั้งแต่ราคาหลักสิบไปจนถึงหลายสิบล้าน แถมของบางอย่างเป็นสินค้าที่เหนือความคาดหมาย แบบไม่คิดว่าจะมีขายด้วยซ้ำ ส่วนจะมีอะไรน่าสนใจบ้างนั้น เราคัดเลือกมาให้เรียบร้อยแล้ว ตามไปดู “10 ของสะสมสุดเจ๋งใน Kaidee แบบนี้ก็มีขายด้วย!”
1. กล้องดูดาว
ศาสตร์แห่งดวงดาว เป็นสิ่งที่อยู่คู่สังคมไทยมาเนิ่นนาน ทั้งในแง่ของโหราศาสตร์และวิทยาศาสตร์ ในยุคที่เต็มไปด้วยเทคโนโลยีมากมายหมุนรอบตัวเรา ยังมีกล้องดูดาวที่ทำจากทองเหลืองแท้ หน้าตาสุดแสนจะคลาสสิควางจำหน่ายอยู่ที่ Kaidee จะซื้อไปวางโชว์เท่ๆ บนดาดฟ้าหรือสนามหญ้าก็เก๋ไม่น้อย หรือจะใช้ดูความงามของดวงดาวก็โรแมนติกไม่เบา
2. กล่องไม้ขีดไฟ
บรรจุภัณฑ์หน้าตาธรรมดาที่มีอยู่แทบทุกครัวเรือนไทย ฟังก์ชันหลักคือใช้จุดไฟให้ความสว่าง ทว่ากล่องไม้ขีดไฟใน Kaidee ให้คุณได้มากกว่านั้น ด้วยลวดลายที่สวยงาม ไม่ว่าจะเป็นชุดโปสเตอร์หนัง (ไทย-ฝรั่ง) ภาพการ์ตูน รูปนักฟุตบอลในตำนาน ฯลฯ เรียกว่าไม้ขีดไฟไปไกลกว่าที่เราคิด
3. พลอยดิบ
พลอยดิบธรรมชาติที่ยังไม่ผ่านกรรมวิธีใดๆ เรียกว่าเจอในสภาพไหน ก็เอามาขายในสภาพนั้น อาจจะถูกตัดเป็นรูปร่างบ้างเพื่อให้ง่ายขายคล่อง ถือเป็นอีกหนึ่งสินค้าเฉพาะทางที่ไม่คิดว่าจะมีขายใน Kaidee เหมือนกัน ที่สำคัญกลุ่มลูกค้าต้องมีความรู้เฉพาะทาง พอดูออกว่าพลอยก้อนนี้ คุ้มค่ากับการนำไปเจียระไนหรือไม่
4. อุกกาบาต
คุณผู้อ่านไม่ได้เข้าใจผิดแต่อย่างใด ที่ Kaidee เรามีขายอุกกาบาตจริงๆ ค่ะ ไม่เชื่อ ลองคลิกที่รูปเข้าไปดูรายละเอียดได้ แถมคนขายก็ดูมีใบ Certificate ยืนยัน บ่งบอกแหล่งที่มาว่าเป็นอุกกาบาตที่หล่นบริเวณไหน ปีใด ที่สำคัญระบุชนิดและน้ำหนักชัดเจน ใครที่สนใจเรื่องแนวนี้เป็นพิเศษน่าจะถูกใจ
5. หุ่นซูเปอร์ฮีโร่
สมาคมผู้คลั่งไคล้ซูเปอร์ฮีโร่ทั้งหลาย เดี๋ยวนี้สะสมฟิกเกอร์หรือโมเดลอาจจะดูธรรมดาไป หากคุณอยากแตกต่าง ลองเปลี่ยนแนวมาสะสมหุ่นเท่าขนาดจริงหรือใหญ่กว่าไปเลย คงเก๋ไม่น้อย เรียกว่าได้เฝ้ามองและสัมผัสแบบถึงเนื้อถึงตัว หลงรักฮีโร่ในดวงใจคนไหน คลิกหาที่ Kaidee เลย!
6. หอยรดน้ำสังข์
ไอเทมสำคัญประจำงานมงคลสมรส ที่เหนือความคาดหมายของเราอีกเช่นกัน ใครจะคิดว่าใน Kaidee มีให้เลือกทั้งแบบมินิมอลสีขาวไม่มีลวดลาย แบบหุ้มอะไหล่เงินหรูหรา ไปจนถึงลายเบญจรงค์สีสันสวยงาม หรือแบบลายครามสไตล์จีนก็มีให้เลือกเช่นเดียวกัน แถมขนาดยังมีเล็กใหญ่หลากหลายกันไป
7. บัตรเติมเงินโทรศัพท์
ในยุคที่มือถือยังเป็นระบบเติมเงิน สิ่งหนึ่งที่อยู่คู่กันแบบขาดไม่ได้คือ “บัตรเติมเงิน” ความที่เจ้าบัตรพวกนี้มีลวดลายสวยงาม มีเอกลักษณ์และหลากหลาย ต่างกันไปตามแต่โอกาสพิเศษ ไม่ว่าจะเป็น ช่วงปีใหม่ Celebrity คนดัง การ์ตูนน่ารักๆ สถานที่สำคัญ ฯลฯ ทำให้หลายๆ คนนิยมสะสมบัตรเหล่านี้กันไม่น้อย
8. ตู้โทรศัพท์
นอกจากบัตรเติมเงินสุดเก๋ ใน Kaidee ยังมีตู้โทรศัพท์ที่ไม่ใช้งานแล้วมาลงขายด้วยเหมือนกัน แม้จะเป็นของที่หลายคนหลงลืมไปแล้ว แต่ก็ยังเป็นของสะสมที่ใครบางคนเห็นคุณค่า ใช้ตกแต่งบ้านแนววินเทจก็คลาสิคไม่น้อย
9. เหรียญ / ธนบัตรที่ระลึก
สินค้าหมวดหมู่นี้เป็นที่ฮอตฮิตเสมอมาใน Kaidee มีหลายแบบหลายรุ่น ให้คุณเข้าไปดู บางชนิดเป็นของที่เราไม่เคยเห็นมาก่อนด้วยซ้ำ อย่าง เหรียญเออเร่อ เหรียญยุโรป เหรียญพิเศษในวโรกาสต่าง ฯลฯ หรืออย่างเหรียญ “Rohingya Islamic coins” ที่ผู้ขายตั้งราคาแพงลิ่วถึงร้อยกว่าล้าน
10. กล่อง / ถุงแบรนด์เนม
สินค้านอกเหนือความคาดหมายลำดับสุดท้าย ที่มีผู้ขายใน Kaidee เยอะอยู่ไม่น้อย แถมยังมาครบทั้งแบรนด์ดัง ไม่ว่าจะเป็น สตาร์บัคส์ ชาแนล ทอมฟอร์ด อดีดาส ฯลฯ ในราคาหลักร้อย เรียกได้ว่าเป็นของสะสมอีกหนึ่งประเภท ที่ชวนงงอยู่เหมือนกัน
สรุปท้ายบทความ
ของสะสมทั้ง 10 ที่เราแนะนำไปนั้น เปิดโลกเราดีเหมือนกันนะคะ บางอย่างเป็นที่หลงลืมไปแล้วตามกาลเวลาและการเปลี่ยนแปลง บางอย่างเป็นสิ่งที่นอกเหนือความสนใจของเรา แต่นั่นก็ไม่ได้ความว่าจะไม่มีมูลค่าสำหรับคนอื่น อย่างที่เราบอกไป หากเรา “รัก” สิ่งไหน สิ่งนั้นย่อมมีคุณค่าเสมอ
ตามหาความรักและของสะสมที่เต็มไปด้วยคุณค่าทางใจ ได้ที่ Kaidee
Jan 18, 2021 | บทความยานยนต์
ผมเป็นคนที่ดูหนังของต่างประเทศแล้วเห็นรถบ้านแบบพ่วงไว้ข้างหลัง ที่ตกแต่งภายในให้เหมือนบ้านหนึ่งหลังเลย ที่มีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกครบทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็น ห้องน้ำ เตียง หรือแม้กระทั่งห้องครัวก็ยังมี (อยากลองไปนอนจริง ๆ)
แต่ที่ประเทศไทยนี้กลับเหมือนไม่เคยเห็นว่ามีรถยนต์ประเภทนี้เลย ยกเว้นตอนที่มีงาน Motor Expo เราถึงจะได้เห็นกัน ซึ่งเป็นความฝันอย่างมากว่าอยากจะนั่งรถบ้านแบบนี้ไปเที่ยวแคมป์ปิ้งหรือขึ้นเขา มันคงจะสนุกไม่ใช่น้อย (ค่ำไหนนอนนั่นของจริง!!)
รถบ้านในไทยมันถูกกฎหมายหรือเปล่านะ??
ผมกำลังคิด ๆ อยู่ว่า หรือที่เราไม่เคยเห็นรถบ้านเหล่านี้ในไทยมันอาจจะผิดกฎหมายหรือเปล่า?? ไม่รอช้าผมเลยไปหาข้อมูลมาให้ ซึ่งมันผิดกับที่คิด มันถูกกฏหมาย!! แต่ว่ามันก็มีข้อกำหนดอยู่ตาม พรบ.รถยนต์ ปี พ.ศ.2522 (รย.16) ตามข้างล่างนี้ 👇
รถที่ใช้ในการขนส่งผู้โดยสารและรถขนาดเล็ก
โดยแบ่งตาม ความกว้าง ความสูง และความยาว ของขนาดตัวรถพ่วง ที่จะต้องได้ตามมาตรฐาน
ความกว้าง
เริ่มจากความกว้างก่อนเลย ต้องวัดจากจากส่วนที่กว้างที่สุดของตัวพ่วง ที่รวมไปถึงส่วนประกอบที่ยื่นออกมาด้วย แต่ไม่รวมกระจกมองข้าง ต้องมีความกว้างไม่เกิน 2.55 เมตร และส่วนต่อเติมที่ยื่นเกินขอบยางด้านนอกของเพลาล้อหลังต้องไม่เกิน 15 เซนติเมตร
ความสูง
ให้วัดในแนวดิ่งจากพื้นไปถึงส่วนที่สูงที่สุดของรถพ่วง ให้มีความสูงไม่เกิน 4 เมตร (แต่ถ้าหากว่ารถพ่วงนั้นมีความกว้างไม่ถึง 2.3 เมตร ความสูงต้องห้ามเกิน 3 เมตร)
ความยาว
ข้อกำหนดในเรื่องของความยาวนั้นขึ้นอยู่ประเภทของรถด้วยซึ่งแบ่งได้ทั้งหมด 9 ลักษณะ
ประเภทที่ 1 – รถกระบะบรรทุก ประเภทที่ 2 – รถตู้บรรทุก ประเภทที่ 3 – รถบรรทุกของเหลว ประเภทที่ 4 – รถบรรทุกวัสดุอันตราย ประเภทที่ 5 – รถบรรทุกเฉพาะกิจ ประเภทที่ 6 – รถพ่วง ประเภทที่ 7 – รถกึ่งพ่วง ประเภทที่ 8 – รถกึ่งพ่วงบรรทุกวัสดุยาว ประเภทที่ 9 – รถลากจูง
ซึ่งรถบ้านเคลื่อนที่ได้นั้นเป็นประเภทที่ 6 เมื่อวัดจากส่วนหน้าสุดไม่รวมแขนพ่วงถึงส่วนท้ายสุดของรถ จะต้องมีความยาวไม่เกิน 8 เมตร
ถ้าทำตามกฎหมายทั้งหมดนี้แล้วล่ะก็ จะมีรถบ้านเคลื่อนที่ก็ไม่ใช่แค่ความฝันอีกต่อไป (แต่ปัญหาคือจะเอารถไปจอดที่ไหนเท่านั้นเอง แง~)
รถบ้านสวย ๆ มันมีกี่แบบกัน
แน่นอนว่ารถบ้านนั้นคงไม่ได้มีแต่แบบที่ลากจูงเป็นอีกคันนึงไปเลยแค่ชนิดเดียวเท่านั้น เพราะมันมีเยอะมากจนบอกได้ยากเลยทีเดียว แต่เดี๋ยวจะมาแบ่งให้ดูง่าย ๆ มีด้วยกัน 5 ประเภทหลัก ๆ
Motorhome
ของดีชัด ๆ
เป็นรถบ้านที่ไม่มีส่วนพ่วงออกไป แต่มีตัวรถเป็นตัวของบ้านเอง ซึ่งจะมีขนาดที่ค่อนข้างใหญ่ แต่ให้ความสะดวกสบายเหมือนกับย่อขนาดบ้านลงมาไว้ในรถยนต์ และแบ่งความใหญ่เป็น Class A, B และ C ไล่จากขนาดใหญ่ลงไปเล็ก ตามลำดับ
Caravan /Travel Trailer
อยากมีแบบนี้สักคัน
น่าจะเป็นแบบที่เราคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี ซึ่งน่าจะพอเคยพบเห็นกันอยู่บ้าง เป็นรถทรงคาราวานที่ลากจูงที่ตามสถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ (ไม่สามารถเคลื่อนที่ด้วยตัวเองได้) ซึ่งเป็นประเภทที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในบรรดาทั้งหมด
Campervan
ชิวเกิ๊นนนน
เป็นรถบ้านที่ถูกดัดแปลงมากจากรถ Van หรือรถตู้ ให้มีหลังที่สูงขึ้น (แต่ไม่จำเป็นต้องยกสูงขึ้นเสมอไป) ซึ่งเราจะไม่ค่อยได้เห็นรถบ้านประเภทนี้สักเท่าไรนัก เพราะที่ประเทศไทยไม่ค่อยมีผู้ผลิตเจ้าไหนลงมาทำอย่างจริงจัง ด้วยเหตุผลที่ว่าคนไทยไม่นิยมรถแบบนี้
Teardrop Trailer
เล็กกระทัดรัด น่ารักกกก
เป็นรถบ้านที่มีขนาดเล็กที่สุดในบรรดาทั้งหมด เล็กจนสามารถเอารถมอเตอร์ไซค์มาลากได้ และที่ถูกเรียกว่า Teardrop เพราะด้วยรูปร่างหน้าตามีลักษณะคล้ายหยดน้ำ จึงเป็นที่มาของชื่อ ซึ่งรถประเภทนี้นั้นส่วนมากมักจะนำมาเหมือนเป็นเต็นท์สำหรับแคมป์ปิ้งกันเสียมากกว่า
Fifth-Wheel Trailer
เป็นรถบ้านที่มีทรงที่ใหญ่ที่สุด และมีกลไกที่เรียกว่า “Slide Room” เพื่อยืดขนาดของตัวรถให้มีความใหญ่ยิ่งขึ้น แต่ด้วยความที่มีขนาดใหญ่ทำให้ต้องติดตั้งอุปกรณ์ที่เรียกกันว่า “หน้าวัว” เพื่อลาก ซึ่งข้อเสียที่เห็นได้ชัดเลย คือจะให้ที่จอดได้ยากเป็นอย่างมาก
ถ้ามีรถแบบนี้ต้องไปเที่ยวไหนดี??
อยากรู้กันแล้วใช่ไหมล่ะ ว่าถ้าต้องลากรถใหญ่ที่เป็นบ้านอีกหลังของเราไปด้วย จะต้องไปที่ไหนดีถึงจะมีที่จอดให้และเขานิยมไปกัน ไปดูกันเลย!!
Classiccar Caravan (ชัยนาท)
ขอบคุณรูปจาก Facebook : Classiccar Caravan
เป็นสถานที่ที่มีความน่าสนใจเป็นอย่างมาก เพราะมีที่ให้จอดรถบ้านได้สูงสุดถึง 20 คันเลยทีเดียว มาพร้อมกับสิ่งอำนวยความสะดวกอย่างครบครันไม่ว่าจะเป็น ร้านอาหาร กาแฟสด รวมไปถึง WIFI ฟรี และที่นี่ยังมีบรรยากาศที่สวยงาม ใครที่พาลูกพาหลานมาต้องถูกใจแน่นอน เพราะมีบริการให้อาหารสัตว์มากมายทั้ง กระต่าย หมูแคระ นกยูง ได้อย่างใกล้ชิด แต่ถ้าใครที่ไม่มีรถบ้าน ที่นี่ก็มีบริการให้เช่นเดียวกัน
ติดต่อ (คุณเต้) : 089-772-1214Facebook : คลาสสิคคาร์ คาราวาน – Classiccar Caravanแผนที่ 📍 : https://g.page/classiccar-caravan?share
แคมป์ใหม่ แก่งกระจาน (เพชรบุรี)
ขอบคุณรูปจาก Facebook : แค้มป์ใหม่ แก่งกระจาน
แค่เห็นรูปก็คือน่าไปสุด ๆ ด้วยวิวพระอาทิตย์ยามเย็นที่สวยงาม เป็นสถานที่สำหรับสายแคมป์ที่รักการนั่งเรือตกปลาเป็นอย่างมาก แถมมีบริการให้แก่รถบ้าน โดยมีจุดต่อน้ำและไฟฟ้ามาให้ แถมอยู่ริมเขื่อนแก่งกระจานอีก คุ้มค่าที่จะไปมาก ๆ
ติดต่อ (คุณผา) : 084-185-5159Facebook : แค้มป์ใหม่ แก่งกระจานแผนที่ 📍 : https://goo.gl/maps/CrYDWgi2tYeSxKbA8
The Campster-Kanchanaburi (กาญจนบุรี)
ขอบคุณรูปจาก Facebook : The Campster-Kanchanaburi
นอกจากพื้นที่ให้ตั้งแคมป์สำหรับรถบ้านแล้ว ยังมีบริการบ้านพักที่มีความสวยงามและพื้นที่ปิ้งย่างริมสระ อีกทั้งยังมีคาเฟ่สวย ๆ และร้านอาหารพร้อม สำหรับใครที่เป็น Intragramable ต้องมาให้ได้เลย เพราะมีมุมมากมายให้ถ่ายรูป ลง 10 วันรูปยังไม่หมดเลย
ติดต่อ : 082-697-1763, 065-694-2932Facebook : The Campster-Kanchanaburiแผนที่ 📍 : https://g.page/the-campster-kanchanaburi?share
บ้านไร่ 3 พอ (นครราชสีมา)
ขอบคุณรูปจาก Facebook : บ้านไร่ 3 พอ ปากช่อง เขาใหญ่
เป็นอีกหนึ่งที่ที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากของเหล่ารถบ้านคาราวานหรือนักแคมป์ปิ้งทั้งหลาย ด้วยบรรยากาศที่ห้อมล้อมได้ด้วยธรรมชาติที่สวยงาม ที่อยู่บนเขาใหญ่ และที่นี่ยังมีอุปกรณ์แคมป์ปิ้ง ไฟฟ้าและน้ำเตรียมไว้ให้ เรียกได้ว่าไปแต่ตัวและรถบ้านคู่ใจก็ไปเที่ยวได้สบาย ๆ
ติดต่อ : 098-876-7767Facebook : บ้านไร่ 3 พอ ปากช่อง เขาใหญ่แผนที่ 📍 : https://goo.gl/maps/dYtE7hhFRpyM9Xnw6
LA LAN TA Camping & Cafe (สระบุรี)
ขอบคุณรูปจาก Facebook : ละลานตา แคมป์ปิ้ง&คาเฟ่
เป็นอีกหนึ่งที่ที่มีความสวยงาม และมีความเป็นธรรมชาติอยู่สูงมาก ถ้าคุณไปที่นี่แล้วล่ะก็รับรองได้เลยว่าคุณได้เจอเพื่อน ๆ สายรถบ้านคาราวานแบบเดียวกันอย่างแน่นอน ให้ความรู้สึกที่เป็นกันเอง เหมาะแก่การชาร์จแบตทั้งร่างกายและจิตใจเป็นที่สุด
ติดต่อ : 086-951-5522Facebook : ละลานตา แคมป์ปิ้ง&คาเฟ่แผนที่ 📍 : https://goo.gl/maps/GmxoHroQ7PQt29Me8
ใครที่กำลังมองหารถบ้าน หรือมีรถบ้านที่ไม่ค่อยได้ขับแล้วอยากลงขาย เข้ามาเลยที่นี่ที่ Kaidee Auto ลงขายก็ง่าย อยู่ที่ไหนก็สามารถขายได้ ใช้ได้ทั้ง iOS และ Andriod ที่มีผู้ซื้อมากมายที่กำลังรอซื้ออยู่ มาเลย!!
Jan 18, 2021 | บทความยานยนต์
ช่วงหยุดยาวนี้ไม่ว่าใครก็คงอยากขับรถขึ้นเหนือใช่ไหมล่ะคะ ยิ่งเจอสถานการณ์โควิดที่เพิ่งกลับมาระบาดใหม่ในตอนนี้ ถ้าเลือกได้คงไม่มีใครอยากใช้ขนส่งสาธารณะในการเดินทาง ไม่ว่าจะเป็น รถตู้ รถทัวร์ หรือแม้แต่เครื่องบิน เพราะเป็นพื้นที่ปิดเสี่ยงต่อการแพร่เชื้ออย่างมาก
ทว่าเมื่อนึกถึงค่าที่พักและทริปสุดสนุกของคุณจะต้องล่มอย่างน่าเสียดายแล้ว คงมีหลายคนอีกเช่นกัน ที่ปักธงในใจว่า ขอให้ฉันได้ไปเถอะ! ดังนั้นทางที่ดีที่สุดในตอนนี้คือ การขับรถยนต์ขึ้นภาคเหนือไปเองเท่านั้นค่ะ! แต่ในที่นี้เชื่อว่าหลายคนคงไม่เคยลองขับเหนือกันสักครั้งเลยใช่ไหมล่ะคะ
งั้นเรามาศึกษาเรื่องรถยนต์ที่เหมาะกับการขับขึ้นภาคเหนือกันดีกว่าค่ะ ว่ารถยนต์ประเภทไหนและรุ่นไหนที่สามารถขึ้นเหนือได้โดยไม่ต้องกังวลว่าจะไม่มีแรงขึ้นเขา!
รถยนต์คันไหนขึ้นเหนือได้บ้าง
ถ้าพูดถึงรถยนต์ที่จะนำขึ้นเขา นอกเหนือจากประเภทรถตู้และรถกระบะที่เราเห็นกันบ่อย ๆ เวลาขึ้นภาคเหนือแล้ว ยังมีประเภทรถซีดานและรถอเนกประสงค์ที่สามารถขับขึ้นเขาได้ดีเช่นเดียวกัน หากคุณต้องการขับรถเพื่อเที่ยวภาคเหนือด้วยตนเอง อย่างที่แรกที่ต้องเตรียมพร้อมคือ ประเภทรถที่ขับขึ้นไป
“ทำไมถึงต้องเตรียมประเภทรถให้เหมาะสม ? เอารถคันไหนขึ้นไปเลยไม่ได้เหรอ ?”
สาเหตุที่ต้องเตรียมพร้อมก่อนขับขึ้นเขา เพราะรถบางประเภทไม่สามารถขึ้นเขาได้ สิ่งสำคัญนอกจากฝีมือคนขับแล้ว คือประเภทรถที่คุณจะขับขึ้นเหนือ อย่างที่ทราบกันว่าภาคเหนือ พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นภูเขา ดังนั้นต้องเตรียมใจไว้เลยว่า ถ้าจะขับขึ้นเหนือ ต้องเจอทางชันแน่นอน
ดังนั้นเรามาลองดูกันว่ามีรถคันไหนบ้างที่สามารถพาคุณขึ้นเขาได้ และรถประเภทใดที่ควรหลีกเลี่ยงได้การขับขึ้นเขาโดยเด็ดขาด
รถยนต์ที่ควรหลีกเลี่ยงในการขับขึ้นเขา
สำหรับรถยนต์ที่ควรหลีกเลี่ยงในการขับขึ้นเขาคือ รถยนต์ประเภทเครื่องยนต์ 1.2 L
ส่วนใหญ่รถที่ใช้เครื่องยนต์ประเภทนี้ มักจะเป็นรถยนต์คันเล็ก เน้นใช้ในเมือง ขับแล้วประหยัดน้ำมัน แต่ก็เพราะเป็นรถยนต์ที่ใช้ในเมือง เมื่อนำออกมาขับทางไกล หรือขึ้นเขามักจะประสบปัญหา ขับขึ้นไม่ไหว แถมยังเสี่ยงต่อรถไหลกลางเขา จนเป็นอุบัติเหตุให้เห็นตามหน้าสำนักข่าวอยู่ประจำ
โดยส่วนใหญ่แล้วรถประเภทนี้ มักจะมีให้เช่าตามในพื้นที่และคนกรุงมักจะนิยมใช้กันเยอะ เพราะนอกจากราคาที่ประหยัดแล้ว ยังมีขนาดไซส์ที่สามารถขับง่าย ไปไหนก็สะดวกจริง
แต่พอนำมาขับต่างจังหวัด โดยเฉพาะภาคเหนือนั้น ต้องบอกเลยว่า พักก่อนนะคะ
นอกจากตัวเครื่องยนต์ที่เล็กแสนเล็กแล้ว สมรรถนะอาจไม่ได้ทำมาเพื่อรองรับการขับขึ้นเขาเสียด้วยซ้ำ ซึ่งจัดว่าเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุแน่นอน
อีกอย่างหนึ่งคือ เมื่อเครื่องยนต์ขนาดเพียง 1.2 L แต่จำนวนคนที่ไปด้วยกันและน้ำหนักสัมภาระที่ค่อนข้างเยอะ จะทำให้รถยนต์เร่งเครื่องลำบาก หรือที่เรามักจะเรียกกันว่า เครื่องอืด นั่นเอง เมื่อเครื่องอืดแล้ว ยิ่งขึ้นเขายิ่งไม่ต้องพูดถึงเลยล่ะค่ะ
รถยนต์ที่สามารถขับขึ้นเขาได้
1. รถยนต์ประเภท Eco Car (1.5L)
รถยนต์ประเภทแรกที่สามารถขับขึ้นเขาได้คือ รถยนต์ไซส์เล็กที่มีเครื่องยนต์ขนาด 1.5 ลิตรเป็นต้นไป สาเหตุที่รถเหล่านี้สามารถใช้ขับขี้นเขาได้ คือกำลังแรงของเครื่องยนต์ ไม่เหมือนกับตัวรถยนต์ไซส์เล็กที่มีเครื่องยนต์ขนาด 1.2L
รถยนต์ขนาดเล็กที่มาคู่กับเครื่องยนต์แรงถึง 1,500 ลิตรจัดได้ว่าเป็นรถยนต์ที่ค่อนข้างมีกำลังแรงเมื่อเทียบกับขนาดรถแล้ว แม้จะจุคนจนเต็มคันรถก็ยังขึ้นเขาได้ไม่น่ากลัวเท่าไรนัก รถยนต์ไซส์นี้ได้แก่ Toyota Vios, Honda Jazz และ Honda City เป็นต้น
2. รถยนต์ประเภทซีดานที่มีขนาดเครื่องยนต์มากกว่า 1.8L ขึ้นไป
รถยนต์ประเภทถัดมา จัดว่าเป็นรถยนต์ซีดานระดับกลางถึงสูง เรียกว่าเห็นได้บ่อยในท้องถนนเลยทีเดียว รถยนต์ประเภทนี้จะมีการออกแบบลักษณะตัวรถให้ใหญ่ขึ้น นั่งสบาย ทว่าอาจจะกินน้ำมันไปบ้างในบางครั้ง
รถยนต์ประเภทนี้บางทีก็มีเทคโนโลยีไฟฟ้า อย่าง HEV เข้ามาช่วยในเรื่องของการลดใช้น้ำมันมากขึ้น แต่ประเด็นนี้ยังไม่สำคัญเท่าตัวเครื่องที่มีกำลังแรงตั้งแต่ 1.8L เป็นต้นไป เรียกได้ว่าออกแบบมาเพื่อรองรับน้ำหนักของตัวรถที่เพิ่มขึ้น เมื่อนำไปขับจริงก็ยังคงกำลังแรงไว้ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
โดยเฉพาะการขับขี่บนถนน สามารถสร้างอัตราเร็วได้ดั่งใจผู้ขับชนิดว่า มักจะเกินความเร็วที่กฎหมายกำหนดอยู่เป็นประจำเลยล่ะ ดังนั้นปัญหาการขึ้นเขาหรือขึ้นภาคเหนือยิ่งไม่ต้องสงสัยว่าจะขึ้นได้หรือเปล่า ขึ้นได้แน่นอน แต่อาจต้องระวังเรื่องของความเร็วรถที่พุ่งแรงเกินไปนะคะ โดยรถยนต์ประเภทนี้จะมี Toyota Altis, Honda Civic และ Mazda 3
3. รถกระบะ
รถกระบะส่วนใหญ่จะสามารถขับขึ้นเขาได้อยู่แล้ว เนื่องจากเป็นรถยนต์ประเภทไว้ใช้ในการขนสินค้าจึงทำให้มีกำลังแรงกว่ารถซีดานปกติทั่วไปอยู่หลายเท่า เครื่องยนต์ส่วนใหญ่มักจะเกิน 2.5 ลิตร แต่ส่วนใหญ่รถกระบะมักจะเป็นเกียรกระปุก หรือเกียร์ธรรมดา ผู้ขับจึงจำเป็นต้องมีความชำนาญในการเปลี่ยนเกียร์ไม่ให้เครื่องดับขณะขับขึ้นเขา
และอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้รถกระบะเหมาะกับการขับขึ้นภาคเหนือโดยเฉพาะพื้นที่บนเขาก็มาจากที่ว่า เครื่องยนต์กระบะเป็นเครื่องยนต์ดีเซล ที่สามารถให้แรงบิดที่สูงกว่ารถเก๋งทั่วไปได้เยอะ จึงทำให้การขึ้นเขาเป็นเรื่องสนุกและชิล แม้รถจะมีน้ำหนักเยอะก็ตาม
4. รถยนต์อเนกประสงค์ (SUV / PPV)
อีกหนึ่งประเภทรถยนต์ที่เรียกได้ว่าบางคันถูกออกแบบมาให้เผชิญกับสภาพถนนที่ทั้งชัน ทั้งขรุขระ เหมาะกับการออฟโรดและผจญภัยสุด ๆ จึงเป็นที่น่าสนใจสำหรับใครที่รักการขับขึ้นเขาและพาญาติ ๆ ไปเที่ยวด้วยกัน
นอกจากขนาดรถยนต์ที่สามารขนทั้งคนทั้งสัมภาระได้เยอะมาก ๆ แล้ว รถยนต์ประเภทนี้ จะมีการออกแบบมาให้เหมาะสมกับการขับออฟโรดและถนนที่มีความชัน โดยสามารถมั่นใจในการเข้าโค้งในมากกว่ารถซีดาน เพราะเป็นระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ที่ทำให้ล้อหมุนได้อย่างอิสระ เข้าโค้งได้ดีมากขึ้น
ในส่วนของเรื่องเครื่องยนต์ก็ไม่ต้องกังวล เพราะแน่นอนว่าการออกแบบมาเพื่อรองรับผู้โดยสารและขนสัมภาระ ตัวเครื่องยนต์ก็มีกำลังแรงแน่นอน รถยนต์ประเภทนี้ได้แก่ Toyota Fortuner, Honda CR-V, Ford Everest, Mitsubishi Pajero Sport, Nissan X-Trail และ Mazda CX-5 เป็นต้น
5. รถตู้
อีกหนึ่งประเภทรถที่เราสามารถเห็นได้บ่อย เวลาขับขึ้นภาคเหนือหรือขึ้นเขา คือประเภทรถตู้ แน่นอนว่ารถตู้พวกนี้ส่วนใหญ่ใช้เกียร์ธรรมดา และเครื่องยนต์ดีเซลที่จะให้แรงบิดกับตัวรถยนต์ได้มากกว่ารถธรรมดา ทว่าแม้จะพูดได้ว่าเป็นรถที่มีกำลังแรง แต่ก็ต้องใช้ความชำนาญในการขับขึ้นพอสมควร
เพราะเมื่อน้ำหนักรถที่เยอะขึ้น ทั้งคนและสัมภาระต่าง ๆ จะทำให้รถประเภทนี้เร่งไม่ค่อยขึ้นในบางจุด หากต้องชะลอรถก็อาจทำให้เสียจังหวะและรถไหลได้ ดังนั้นก่อนจะขับรถประเภทนี้ควรเป็นผู้ชำนาญในเส้นทางและการขับขี่จึงจะดีที่สุด
มือใหม่ขับรถขึ้นเขาอย่างไรดี
จากประเด็นเรื่องรถที่เหมาะสำหรับการขับขึ้นเขาแล้ว ปัญหาน่ากังวลใจสำหรับใครหลายคนคือ ไม่เคยขับขึ้นเขามาก่อน จะขับได้หรือเปล่า? เป็นมือใหม่แต่อยากขับขึ้นเขาจะทำได้ไหม?
วันนี้เราจะมาสอนเทคนิคการขับรถขึ้นเขาให้ปลอดภัยและเที่ยวได้อย่างสนุกสนานไม่ต้องกังวลว่าจะขับขึ้นไม่ได้ แม้จะเป็นมือใหม่ แต่แอบแนะนำนิดนึงว่าอย่างน้อยก็ควรรู้จังหวะรถตัวเองดี และไม่ควรขึ้นเขาที่ความชันจนเกินไปจึงจะปลอดภัยที่สุด
1. เช็กสภาพรถและคันที่ขับสะดวกที่สุด
อย่างแรกที่ต้องทำก่อนขับขึ้นเหนือ หรือขึ้นเขา คือการเช็กสภาพรถยนต์ของคุณว่าอยู่ในสภาพดีหรือไม่ ทั้งระบบเกียร์ ล้อยางทั้ง 4 ล้อ และระบบเบรก ต้องลองทดสอบระบบเหล่านี้ทุกครั้งก่อนออกเดินทาง ถ้าเกิดว่ารู้สึกถึงปัญหาที่เกิดขึ้น อย่าชะล่าใจแล้วนำรถขึ้นไปนะคะ ให้หาจุดพักแล้วนำรถเข้าเช็กที่ศูนย์ใกล้เคียงด่วนเลยค่ะ
สำหรับมือใหม่ นอกจากเช็กสภาพรถแล้วยังควรเลือกรถยนต์คันที่ขับได้คล่องและเข้ามือที่สุด เพื่อขับขึ้นเขา หลีกเลี่ยงการเลือกรถยนต์ที่ไม่คุ้นมือ หรือคันใหญ่เกินไปจะดีกว่า เพราะอาจทำให้คุณควบคุมรถไม่ได้ 100% อย่างที่ตนเองคิด และอาจทำให้เกิดอุบัติเหตุตามมาได้
2. อย่าเหยียบเบรกค้าง ให้แตะ-ปล่อย และใช้เกียร์ต่ำ
มือใหม่หลายคน เมื่อขับรถลงเขาก็จะแตกเบรกค้างเพื่อหวังให้รถชะลอความเร็วและหยุดไม่แหกโค้ง แต่นี่คือ วิธีที่ผิด!!! เพราะการขับแบบนี้อาจทำให้ผ้าเบรกของคุณไหม้จนหมด แล้วเบรกไม่อยู่แทน!
ดังนั้นการลงเขาควรใช้เกียร์ต่ำเพื่อให้เกิดการใช้ engine brake ในการชะลอความเร็วแทน
หากถามว่า engine brake คืออะไร engine brake คือการเบรกโดยเครื่องยนต์ กล่าวคือรถยนต์สมัยใหม่ส่วนใหญ่จะมีระบบนี้อยู่ เป็นระบบที่ช่วยเบรกโดยทอนกำลังความเร็วลงด้วยตัวเครื่องยนต์เมื่อคุณเข้าเกียร์ต่ำ เพราะเมื่อความเร็วมากกว่าตัวเกียร์ที่เข้าอยู่ ตัวเครื่องยนต์จะประมวลผลและลดรอบความเร็วลงโดยอัตโนมัติ
ทั้งนี้การใช้ engine brake ช่วยจะทำให้การลงเขาไม่ต้องแตกเบรกถี่เท่าไรนัก แต่หากคุณยังมองว่าการลงเขาด้วยความเร็วที่เป็นอยู่นั้น เร็วเกินไปก็แนะนำให้แตะเบรกบ่อย ๆ โดยเฉพาะก่อนถึงทางลงโค้งหักศอกนะคะ
3. เช็กเส้นทางก่อนขับขึ้นจริง
อีกหนึ่งวิธีช่วยสร้างความมั่นใจและไม่หลงทางด้วย Google Maps คือการเปิดคลิปในยูทูปเพื่อเช็กเส้นทางก่อนเดินทางจริง จะทำให้คุณได้เห็นสภาพถนนและความชันของภูเขาในสภาพคล้ายของจริง เพื่อประเมินความสามารถของคุณว่าสามารถขับได้หรือไม่ หรืออีกวิธีคือถามคนท้องที่ว่าภูเขาลูกนี้สามารถขับขึ้นได้หรือเปล่า
ยกตัวอย่างเช่น ดอยอ่างขาง ที่มือใหม่ไม่ควรขึ้น เพราะเป็นถนนที่มีความชันสูงและโค้งหักศอกหลายจุด ทำให้มักจะเกิดอุบัติเหตุอยู่หลายครั้ง แม้เราจะมั่นใจว่า เราสามารถขับขึ้นได้ แต่จากคำของคนพื้นที่หลายคนก็มักจะบอกว่า รถของคนในพื้นที่มักจะขับด้วยความเร็วค่อนข้างสูง จึงอาจทำให้เราเกิดอุบัติเหตุเพราะรถเสียจังหวะได้ ทางที่ดีคือการหาคนที่ชำนาญทางขับขึ้นไปจริง ๆ จึงจะดีที่สุด
4. บีบแตรทุกครั้งที่เจอโค้ง (จุดอับสายตา)
การขับรถบนเขา แม้ในช่วงตอนกลางวัน สิ่งที่ควรทำที่สุดคือ การบีบแตร เมื่อเจอจุดอับสายตาหรือทางโค้ง เพราะเราไม่สามารถเห็นได้ว่าอีกฝั่งของเส้นทางกำลังจะมีคนมาหรือไม่ เราจึงควรบีบแตรเพื่อเตือนว่า กำลังจะมีรถสวนไปให้ชะลอความเร็ว และระวังมากขึ้น
แน่นอนว่าไม่ใช่เพียงอีกฝั่งอย่างเดียวที่จะได้รับคำเตือน ผู้ขับเองก็ควรฟังเสียงแตรและระมัดระวังให้ดีเช่นเดียวกัน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอุบัติเหตุ
5. ให้รถขาขึ้นมาก่อน
สิ่งนี้เป็นสิ่งที่พูดกันบ่อย แต่หาคนทำจริงได้น้อย เพราะต่างคนต่างรีบไปในเส้นทางของตนเอง แต่รู้หรือไม่ว่า การที่ชะลอให้รถขาขึ้นมาก่อน เนื่องจากสาเหตุที่ว่าการส่งกำลังขึ้นของรถยนต์นั้นใช้แรงมาก หากเสียจังหวะหรือเบรกกลางทางระหว่างขึ้นเขา อาจทำให้เกิดรถไหลจากเขาได้ และต่อมามักจะเกิดอาการเบรกไม่อยู่และลื่นไถลลงไปแทนนั่นเอง
6. อย่าขับเร็วและห้ามแซงทางโค้ง
การขับรถเร็วและแซงทางโค้งบนเขา เป็นเรื่องที่ควรทำเป็นอย่างท้าย ๆ หากรถคันหน้าไม่ช้าจริงจนคุณเสียจังหวะ เพราะการแซงทางโค้งเป็นสิ่งที่อันตราย นอกจากคุณจะมองไม่เห็นจุดอับสายตาของรถที่กำลังสวนเลนมาแล้ว ยังทำให้รถมีโอกาสหลุดโค้งได้ง่ายกว่าเดิม
การขับเร็วบนเขาคือหนึ่งสาเหตุที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุบนทางขึ้น-ลงเขาบ่อยที่สุด เพราะมองว่าตนเองชำนาญทางและมั่นใจในฝีมือการควบคุมรถ
ดังนั้นหากคุณเป็นมือใหม่หรือผู้ที่กำลังลองขับขึ้นเขาครั้งแรก แนะนำให้ขับช้า ๆ อย่าเร่งความเร็วจนเกินกว่า 80 กิโลเมตร บนภูเขา เมื่อเข้าโค้งก็ให้ชะลอและเข้าโค้งอย่างระมัดระวัง เท่านี้การขับขึ้นเขาก็ไม่ใช่เรื่องน่ากังวลใจแล้ว!
7. เว้นระยะจากรถคันด้านหน้าเสมอไม่ว่าจะขาขึ้นหรือลง
สิ่งที่หลายคนมองข้ามและมักจะทำเป็นประจำเมื่อเจอรถคันหน้าขับช้ากว่า คือการเข้าไปจี้ด้านหลังรถคันด้านหน้า
แต่รู้หรือไม่ว่า บนเขาการทำแบบนี้มีแต่เสี่ยงกับเสี่ยง เพราะหากรถคันหน้าเกิดคุมไม่ได้และไหลลงมา คันที่จะต้องรับไปเต็ม ๆ คือคันที่ตามมาแบบติด ๆ ดังนั้นควรเว้นระยะในการขับบนภูเขา เรียกได้ว่าเซฟทั้งเขาและเราไปในคราวเดียวเลยค่ะ
สรุปท้ายบทความ
อีกหนึ่งปัจจัยที่ควรคำนึงก่อนจะขับรถขึ้นภาคเหนือ สิ่งสำคัญไม่ใช่เพียงแค่รถยนต์อย่างเดียว ความชำนาญในการขับก็คือหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ควรมี เพราะการขึ้นเขาไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ไม่ได้ยากจนเกินไป ถ้าเขาลูกนั้นไม่ได้ชัน ประหนึ่งดอยอ่างขาง
แต่ต่อให้เป็นคนที่มีความชำนาญในการขับ ก็ไม่ควรประมาทในการขับขึ้นเขา เพราะเมื่อคุณประมาท อาจทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ทุกเมื่อ ดังนั้นนอกจากประเภทรถยนต์แล้ว ควรมีความชำนาญในการขับถึงจะดีที่สุด
ความชำนาญในที่นี้หมายถึง คนที่ค่อนข้างคุ้นชินกับรถยนต์ หรือขับบ่อยจนพอรู้จังหวะของรถได้ดีนั่นเอง
ท้ายที่สุดแล้ว อีกหนึ่งสิ่งที่ควรคำนึงด้วยคือสภาพของรถ เราควรเช็กสภาพรถก่อนเดินทางไกลทุกครั้งไม่ว่าจะเป็นสภาพเบรก, ยาง, น้ำมัน และระบบเกียร์ เพื่อไม่ให้เกิดเหตุไม่คาดฝันระหว่างทาง จากทริปแสนสนุกจะกลายเป็นทริปแสนเซ็งไปเสียก่อน
ใครที่กำลังมองวางแผนทริปในปีนี้และต้นปีหน้าจะต้องได้ไปเที่ยวเหนือให้ได้ ต่อให้ขับรถไปก็ยอม อย่าลืมมองหาเพื่อนคู่ใจนั่งรถไปด้วยสักคนนะคะ จะได้ไม่เหงาและอย่าลืมหาเพื่อนคู่ใจอีกคนหนึ่งที่จะช่วยกรุยทางให้การขับขึ้นเหนือหรือขึ้นเขาเป็นเรื่องง่าย อย่างรถยนต์สมรรถนะเยี่ยมพร้อมขับ ที่หาได้ง่าย ซื้อขายไม่ยาก ที่ Kaidee คลิกเลย!