Jan 20, 2021 | บทความยานยนต์
ในช่วงปี 2020 ที่ผ่านมาถือว่าเป็นยุคที่เราต่างได้ยินคำว่า “มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า” บ่อยมากขึ้น โดยช่วงต้นปีที่ผ่านมาได้มีการกำเนิดแบรนด์มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าใหม่ขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง จึงทำให้เราได้พบเห็นมากขึ้นบนท้องถนน เพราะจัดว่าเป็นพาหนะรูปแบบใหม่ของยุคนี้ที่จะทำให้อนาคตอาจใช้มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าแทนการใช้น้ำมันทั้งหมด
มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าประหยัดกว่า
จุดเด่นของรถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าไม่ได้มีแค่เพียงเรื่องของการประหยัดน้ำมันเท่านั้น แต่ยังประหยัดค่าใช้จ่ายในส่วนต่างๆ ที่แตกต่างจากมอเตอร์ไซค์แบบเดิมนั่นก็คือ ค่าใช้จ่ายสิ้นเปลืองต่างๆ ของตัวรถ ไม่ว่าจะเป็นค่าน้ำมันเครื่อง, น้ำมันเฟืองท้าย ที่ต้องคอยเข้ารับการเซอร์วิสตลอดเวลา แต่รถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าจะมีหน้าที่เพียงแค่ตรวจสอบระบบการทำงานของตัวรถ เช็กลมยาง เช็กเบรก เช็กปริมาณแบตเตอรี่ ซึ่งค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่ายก็จะมีเพียงแค่ยางกับผ้าเบรคที่ต้องเปลี่ยนตามครบกำหนดระยะเท่านั้น
รวมถึงรถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้ายังได้พัฒนาให้สามารถเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนเพื่อให้ผู้ขับขี่ตรวจสภาพรถได้ด้วยตัวเอง และยังดูแลรักษารถเบื้องต้นได้อีกด้วย โดยที่ไม่จำเป็นต้องพึ่งศูนย์บริการหลังการขายแบบเดิมอีกต่อไป วันนี้ Kaidee จึงอยากพาทุกคนมาทำความรู้จักกับรถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า ว่ามีรุ่นไหนบ้างที่น่าสนใจ และราคาเท่าไรกันบ้าง ตามมาหาคำตอบพร้อมกันได้เลย
Credit: https://www.niuthailand.com/N_Series/Quicklook
NIU
รถสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า Smart Electric Scooter เทคโนโลยีแห่งอนาคตที่ใช้พลังงานไฟฟ้าแบบ 100% โดยอัดแน่นไปด้วยเทคโนโลยีสุดล้ำสมัยที่สามารถใช้งานผ่านแอปพลิเคชัน NIU E-Scooter บนสมาร์ทโฟนที่เชื่อมต่อและบอกสถานะการใช้งานทั้งหมดได้ เช่น เส้นทางการใช้งาน สถานะแบตเตอรี่ หรือเมื่อตอนที่ชาร์จ ตัวแอปก็จะบอกได้ว่าอีกกี่ชั่วโมงแบตเตอรี่จะเต็มหรือติดตามตำแหน่งของตัวรถเพื่อป้องกันการขโมยได้
โดยใช้แบตเตอรี่ลิเทียมไอออนจาก Panasonic ซึ่งเป็นแบบเดียวกันกับรถยนต์ไฟฟ้าชั้นนำอย่าง Tesla ที่ใช้ระยะเวลาการชาร์จจาก 0-100% ประมาณ 6 ชั่วโมง และใช้งานจริงหนึ่งครั้งได้ราว 65 กิโลเมตร สามารถถอดแบตเตอรี่ออกจากตัวรถเพื่อนำมาชาร์จกับไฟที่บ้านได้อย่างง่ายดาย นอกจากจะช่วยเพิ่มความสะดวกสบายในชีวิตประจำวันแล้ว ยังได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการรณรงค์รักษาสิ่งแวดล้อมอีกด้วย
Niu Smart Electric Scooter มี 2 รุ่น คือ รุ่น N1 ที่สามารถใช้งานบนท้องถนนและจดทะเบียนได้ เป็นแบบ 2 ที่นั่ง ราคา 98,000 บาท ส่วนรุ่น M1 มีขนาดเล็กกว่า เป็นแบบ 1 ที่นั่ง เหมาะสำหรับใช้งานบนถนนปิด เช่น ในหมู่บ้าน รีสอร์ท เป็นต้น ราคา 95,000 บาท
Credit: https://swagev.com/swag-type-s/
SWAG EV
บริษัท Swag EV (Supreme Wagon Automotive Group, Electric Vehicle) ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายรถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าจากประเทศสิงคโปร์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมกับ 2 รุ่นด้วยกัน ได้แก่ Type-X และ Type-S ที่ให้กำลังมอเตอร์ไฟฟ้า 2000W มีชื่อเรียกว่า Brushless hub-motors ที่ทางแบรนด์ได้ร่วมมือกับบริษัท BOSCH ผู้นำด้านเทคโนโลยีอุตสาหกรรมยานยนต์ระดับโลกของประเทศเยอรมนี ให้อัตราเร่งที่ฉับไวตั้งแต่เริ่มออกตัว ทั้งสองรุ่นใช้แบตเตอรี่ 60V 26AH จากแบรนด์ Samsung
มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า Swag EV ได้พัฒนาแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน สามารถถอดออกมาได้และชาร์จไฟบ้านทั่วไปได้เหมือนกัน ซึ่งใช้เวลาชาร์จไฟจนเต็มเพียง 2-3 ชั่วโมง ก็สามารถขับได้ไกลถึง 80-90 กิโลเมตรเลยทีเดียว เหมาะกับไลฟ์สไตล์การขับขี่ในเมืองเพื่อลดการใช้พลังงานเชื้อเพลิงแล้วหันมาเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมด้วยการใช้มอเตอร์ไซค์พลังงานไฟฟ้า โดย Swag รุ่น Type-S ราคา 62,900 บาท และรุ่น Type-X ราคา 65,900 บาท
Credit: https://rideedison.com/
EDISON Motors
แบรนด์รถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าสัญชาติไทยที่ผลิตออกมาด้วยกันทั้งหมด 3 รุ่น ได้แก่ รถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าขนาดเริ่มต้นเทียบเท่าขนาดรถมอเตอร์ไซค์ 125 ซีซี และขยับขึ้นมากับรุ่นที่เทียบเท่ารถมอเตอร์ไซค์ 150 ซีซี และรุ่นสุดท้ายกับรถมอเตอร์ไซค์รูปทรงบิ๊กไบค์ที่ให้พละกำลังสูง
EDISON Volta S ราคา 110,000 บาท รถสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้ารูปทรงคลาสสิกที่ผสมผสานการดีไซน์ที่ทันสมัยได้อย่างลงตัว โดดเด่นด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าพละกำลัง 11,000W ความเร็วสูงสุด 120 กม./ชม. ระยะทางขับขี่สูงสุด 150 กม. ต่อการชาร์จ 1 ครั้ง EDISON Volta Naked ราคา 75,000 บาท มาพร้อมความเร็วสูงสุด 90 กม./ชม. ระยะทางขับขี่สูงสุด 150 กม. ต่อการชาร์จ 1 ครั้ง
Credit: http://etrangroup.com/
ETRAN KRAF
KRAF เป็นรถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้านวัตกรรมจาก ETRAN ผู้ผลิตรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าจากประเทศไทย โดยออกแบบดีไซน์ที่สวยงามมาในรูปทรงคาเฟ่สไตล์นีโอ เฟรมของตัวรถทำมาจากคาร์บอนไฟเบอร์ที่มีน้ำหนักเบาเป็นพิเศษเพียง 27 กิโลกรัม ประกอบไปด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าขนาด 7,000 วัตต์ ให้ความเร็วสูงสุด 130 กม./ชม. มอเตอร์ให้แรงบิด 150 นิวตันเมตรเพื่อการเร่งความเร็วได้ตามต้องการ มีแบตเตอรี่ลิเธียม 40 Ah Manganese (LiMn2o4) ที่ให้ระยะการขับขี่ 180 กม. สามารถชาร์จแบตเตอรี่ได้ด้วยเครื่องชาร์จแบบเร็ว Type 2 สามารถชาร์จแบตเตอรี่โดยใช้เต้ารับติดผนังปกติตามบ้านทั่วไป ราคา 150,000 บาท
Credit: https://www.hsemmotor.com/wings/
H SEM Motor
ค่ายรถน้องใหม่สายเลือดไทยแท้ที่ได้เห็นถึงความสำคัญต่อสิ่งแวดล้อมและการประหยัดพลังงาน ซึ่งล่าสุดได้ทำการเปิดตัวรถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าทั้งหมด 3 รุ่น ได้แก่ H SEM CIAO, H SEM MOBILA และ H SEM WINGS
H SEM CIAO ใช้มอเตอร์ขับเคลื่อน DC 60V 2000W ที่เรียกว่า Brushless Hub-Motors ความเร็วสูงสุด 60 กม./ชม. มาพร้อมกุญแจรีโมท ปุ่มกดสตาร์ท สัญญาณกันขโมย และระบบ Cruise Control สำหรับล็อคความเร็ว ราคา 49,700 บาทH SEM MOBILA ถูกแบ่งรุ่นย่อยออก 2 รุ่น คือ รุ่น G และรุ่น S โดยรุ่น G ใช้มอเตอร์ขับเคลื่อนแบบเกียร์มอเตอร์ DC72V 3000W ปรับความเร็วแบบเกียร์ Low-High ส่วนรุ่น S ใช้มอเตอร์ DC72V 3000W แบบ Brushless Hub-Motors ความเร็วสูงสุด 60 กม./ชม. ปรับความเร็วได้ 2 ระดับ มีระบบถอยหลังและพื้นที่สำหรับจัดเก็บสัมภาระด้านหลังขนาดใหญ่ รวมถึงยังสามารถติดตั้งกล่องอเนกประสงค์ที่ด้านหลังได้อีกด้วย Mobila S ราคา 89,900 บาท ส่วน Mobila G ราคา 92,200 บาทH SEM WINGS ใช้มอเตอร์ขับเคลื่อน DC 72V 3000W แบบ Brushless Hub-Motors ความเร็วสูงสุด 60 กม./ชม. ปรับความเร็วได้ 3 ระดับ พร้อมระบบถอยหลัง การออกแบบดีไซน์สวยหรูด้วยขอบโครเมียมรอบคัน พร้อมกล่องใส่ U Box ใต้เบาะ รุ่นนี้ราคาอยู่ที่ 95,700 บาท
สรุปท้ายบทความ
ในปัจจุบันแบรนด์น้องใหม่ที่ให้ความสำคัญต่อสิ่งแวดล้อมก็ได้กำเนิดขึ้นมาอย่างมากมายเพื่อพัฒนาให้รถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าเป็นหนึ่งในพาหนะที่จะก้าวเข้ามามีบทบาทสำคัญต่อการใช้ชีวิตประจำวัน เพื่อลดการใช้พลังงานเชื้อเพลิง แล้วหันมาใช้การใช้ไฟฟ้าทดแทน ที่นอกจากจะประหยัดค่าใช้จ่ายแล้ว ยังเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอีกด้วย
สำหรับผู้อ่านทานใดที่กำลังสนใจในเรื่องของมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า หรือกำลังมองหารถมอเตอร์ไซค์มือสองสภาพดี ราคาถูกอยู่ สามารถเข้ามาเลือกซื้อได้ที่ Kaidee แหล่งซื้อขายของออนไลน์ที่มีมอเตอร์ไซค์จำหน่ายกว่า 5 หมื่นคัน
Jan 20, 2021 | ข่าวสาร และกิจกรรม
“ไม่คาดหวังเท่ากับไม่ผิดหวัง” การนิยามถึงความผิดหวังที่เรามักได้ยินกันบ่อยๆ เมื่อเราเจอกับความผิดหวัง และได้รับคำแนะนำจากคนใกล้ชิด หรือแม้แต่ข้อความให้กำลังใจที่เราเลือกเปิดอ่านในวันที่เรารู้สึกผิดหวัง จนเราต้องหาบางสิ่งมาเพื่อช่วยบรรเทาความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นให้ทุเลาลง เช่นเดียวกับ พอดแคสต์ที่จะช่วยให้คุณรับมือความผิดหวังได้อย่างเข้าใจ และอยู่กับความผิดหวังได้อย่างมีประสิทธิภาพ
7 PODCAST ที่จะช่วยทำให้เรียนรู้ความผิดหวัง และจัดการกับความรู้สึกดิ่งได้อย่างเข้าใจ
เชื่อว่า เมื่อวันหนึ่งที่เราเจอกับความรู้สึกที่หนักหนาจากความผิดหวัง ในสิ่งที่เราคาดหวังในชีวิต วันนั้นอาจจะกลายเป็นวันที่มืดมนของใครหลายคน แต่คุณรู้หรือไม่ว่า จริงๆแล้ว ความผิดหวังไม่ใช่เรื่องแย่ ไม่ใช่สิ่งที่จะทำให้ชีวิตของคุณเป็นสีดำ หากคุณเข้าใจความผิดหวังอย่างแท้จริง ลองมาฟัง พอดแคสต์ ที่จะช่วยทำให้คุณเข้าใจความผิดหวังได้ดีขึ้น จะมีอะไรบ้าง ไปฟังกันเลย
RUOK79 ความผิดหวังเป็นเรื่องธรรมดาของชีวิต แต่ควรเปลี่ยนวิธีคิดก่อนจะกลายเป็นกับดัก
‘ทำอะไรไม่ได้ แล้วผิดหวัง มันไม่ใช่เรื่องแย่’ ทำไม่ได้คือไม่ดี สิ่งที่ดีคือสิ่งที่สำเร็จเพียงเท่านั้น รู้สึกผิดหวัง เฟล เจ็บปวด อยากจะขอให้หายเลยเป็นไปได้ไหม คุณรู้หรือไม่ว่า แนวความคิดที่เราดูถูกตัวเอง สิ่งเหล่านี้คือกับดักร้ายของชีวิต พอดแคสต์นี้จะช่วยอธิบายว่า ทุกคนล้วนได้รับความเจ็บปวดจากความผิดหวังกันทุกคน และการยอมรับความผิดหวังจะทำให้เราไม่ตกอยู่ในกับดักของความคิดลบจากความผิดหวัง
พอดแคสต์นี้ กล่าวถึงใครหลายคนที่มักจะมีความคิดว่า ไม่เห็นคนอื่นเฟลเลย แต่มีสิ่งหนึ่งที่อยากให้คุณรู้ไว้เสมอเลยว่า ความผิดหวังเป็นเรื่องปกติของทุกคน บางคนรู้ว่าตัวเองเจ็บ เลยพยายามเปลี่ยนโฟกัส บางคนเลือกที่จะไม่ยอมรับความรู้สึกที่แท้จริงของตัวเอง แต่บางคนกลับเลือกวิ่งไปบอกทุกคนในโลกว่าตัวเองเจ็บ ในบางครั้งอาจจะเกิดความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆ จากบางคนที่อาจจะนั่งอยู่บนความเจ็บของตัวเอง พร้อมกับบอกเส้นทางเฮลตี้ที่เราจะสามารถเรียนรู้จากความผิดหวังเพื่อเปลี่ยนเป็นพลังขับเคลื่อนในการใช้ชีวิตของเราในวันถัดๆไป
VIDEO
คำนี้ดี EP.62 รับมือความ ‘ไม่ได้ดั่งใจ’ ด้วย 3 คำง่ายๆ จากนักจิตบำบัด Feat. ดุจดาว
เวลาเราเจอเรื่องที่ไม่ได้ดั่งใจ เรามักจะหาคนที่ให้กับคำปรึกษากับเราอย่างคนใกล้ชิด โพสต์ถาม หรือโทรไปสอบถามตามรายการทอล์คโชว์ต่างๆ แต่บางทีคนที่มีคำตอบให้เราได้ดีที่สุด หาได้ไม่ไกล ลองนั่งนิ่งๆแล้วฟังเสียงตัวเองดู
พิจารณาว่าปัญหาที่เกิดขึ้น เราเกี่ยวข้องในจุดไหน ดูว่าเป็นปัญหาของเราหรือจากคนอื่น เพื่อที่จะประหยัดแรงไปทำอย่างอื่นได้อีกเยอะ และขอให้รู้ไว้ว่าทางออกมีเสมอ แต่เราแค่ยังหาไม่เจอ ถ้าเราไม่ท้อแท้ไปซะก่อน บางครั้งเราเห็นเป้าหมายแต่ไม่เห็นถนน ก็ค่อยๆเดินไป อย่ายอมแพ้ก่อน
Everything is gonna be ok ที่หมายถึงตัวเราไม่ใช่คนอื่น ความรู้สึกอาจจะไม่ได้หายทั้งหมด แต่เป็นการเพิ่มทักษะอย่างอื่นเพิ่มขึ้น ความคลี่คลายมักจะมาในช่วงเวลาที่ผ่านมาแล้วสักช่วงหนึ่ง เราอาจจะแก้ไขไม่ได้ แต่เราจะเข้าใจมันได้ และอยู่กับมันได้โดยที่เราโอเค จนกลายเป็นอาวุธของเรา
3 ข้อความที่เอาไว้เช็คกับตัวเองเวลารู้สึกแย่
มันเป็นปัญหาของเราจริงไหม ( Is it really my problem? ) มีอะไรที่เราเข้าไปแก้ไขได้ไหม ( Is it something I can fix? )
มันมีทางเสมอ แค่เรายังหาไม่เจอเท่านั้นเอง (There’s always a way out, We just haven’t found it yet.) ทุกอย่างจะลงเอยด้วยดี (Everything is gonna be ok, Everything is gonna be fine)
VIDEO
RUOK175 เปลี่ยนความผิดหวังซ้ำๆ ให้กลายเป็นพลังของข้อมูลที่จะขับเคลื่อนชีวิตไปข้างหน้า
พูดถึงความผิดหวังจากการสมัครงาน ประสบการณ์ในการไปสมัครงานในสถานการณ์สภาพเศรษฐกิจที่ไม่ค่อยดี ไม่ใช่ทุกบริษัทที่จะอยู่รอด และคนที่อยู่ในบริษัททุกคนไม่ใช่ทุกคนที่จะอยู่รอด ตำแหน่งไหนเหมาะสมหรือไม่เหมาะสมกับองค์กร วิธีการเลือกเฟ้นจะพิถีพิถันขึ้น บางครั้งองค์กรต้องการคนที่จะเข้าไปแก้ปัญหา หรือคนที่จะบอกว่าองค์กรจะต้องเพิ่มอะไร สิ่งที่บริษัทอยากรู้คือเรื่องราวในชีวิตของคุณเป็นอย่างไร
การรับมือความผิดหวังจากการสมัครงาน องค์กรไม่ได้หาคนที่เก่ง แต่หาคนที่ใช่ ไม่ใช่คุณไม่เก่ง แต่ยังไม่ใช่ ณ เวลา หรือสถานการณ์นี้ หาที่ที่เหมาะสมกับตัวเอง เก็บประสบการณ์ความผิดหวังเป็นข้อมูล เพื่อจะนำไปปรับปรุงวิธีการ ช่องทางสมัคร การตอบคำถาม การพรีเซนต์ตัวเอง หรือวิธีการอื่นๆ เหมือนเป็นการทำ Customer journey แต่เราเป็น Customer เอง หลังจากผิดหวัง ให้เราหาโฟกัส คิดว่าเราผิดหวังแน่ๆ อนุญาตให้ตัวเองรู้สึกแบบนี้ได้ แล้วมองตามความเป็นจริง เก็บข้อมูลจากความผิดหวังให้มากพอ เพื่อให้เราอยู่กับสิ่งนั้นได้และไปต่อ เปลี่ยน what’s if เป็น what’s next
VIDEO
StartYup 32: วิธีรับมือและก้าวต่อเมื่อเจอกับความผิดหวัง
ทำยังไงให้ตัวเองกลับมาได้หลังจากที่เราเจอกับความผิดหวัง แต่ละคนจะมีวิธีในการดีลที่แตกต่างกันไป เวลาที่เราอยากได้อะไร คาดหวังอะไรมากๆ แต่ถ้าเราไม่ได้ตามที่เราคิด เราจะรู้สึกผิดหวังอย่างมาก
กำหนดเวลา กำหนดความรับผิดชอบ ไม่ใช้เวลากับความผิดหวังมากเกินไป หาคนใกล้ชิดเพื่อบอกเล่าความรู้สึก ลองมองไปข้างหน้า ว่าเราจะยังผิดหวังกับเรื่องแบบนี้อยู่ไหม อนุญาตให้ตัวเองเสียใจ แต่ว่าต้องพยายามขุดความตั้งใจ ความรับผิดชอบ เพื่อทำให้ความรู้สึกของเราดีขึ้น ขอบคุณทุกความผิดพลาด เพราะทุกอย่างคือโอกาสในการพัฒนาตัวเอง พยายามเก็บแต้มจากการปฏิเสธว่าเราเจอมากแค่ไหน เป็นการวัดความอดทนว่าเรามุ่งมั่นมากแค่ไหน
VIDEO
วันนี้เป็นยังไงบ้าง EP.12 – เราเรียนรู้อะไรจากความผิดหวัง
ตั้งแต่เด็กจนโต เราประสบพบเจอกับความผิดหวังมาตลอด หลายๆครั้งมาจากการคาดหวังของตัวเราเอง บางครั้งเราก็ถูกคาดหวังจากพ่อแม่ ญาติพี่น้อง พอดแคสต์นี้พูดถึงความคาดหวัง ซึ่งความคาดหวังที่ดี จะช่วยให้เราวางแผนที่จะประสบความสำเร็จในสิ่งที่เราคาดหวัง แต่ทุกความคาดหวัง ก็อาจจะต้องพบเจอกับความผิดหวังในหลายๆเรื่องในชีวิต ดังนั้นการเรียนรู้เกี่ยวกับความผิดหวัง จะช่วยให้เราเข้าใจความผิดหวัง และทำให้เราผิดหวังน้อยลง
เราควรคาดหวังสิ่งที่เป็นไปได้ คาดหวังในสิ่งเราจะเป็นและสามารถเป็นไปได้ เพื่อเป็นแรงกระตุ้นให้เราประสบความสำเร็จ อย่าเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่น เพื่อไม่ให้เราสร้างความเจ็บปวดให้กับตัวเอง ไม่ดูถูกตัวเอง ควรเรียนรู้จากตัวเอง ไม่ใช่จากคนอื่น เอาสิ่งที่ผิดพลาดมาเป็นบทเรียน เช่น ถ้าเราเคยผิดหวังเรื่องนี้ เราต้องทำอะไร เราถึงจะไม่ผิดพลาดในเรื่องนี้อีก
ชีวิตมีสองด้านเสมอ หากเราเลือกที่จะเรียนรู้ ชีวิตเราจะพบเจอกับความสุขมากขึ้น
VIDEO
Mission To The Moon EP.794 รักษาจิตใจตัวเองให้ดี กับ ดุจดาว วัฒนปกรณ์
ในช่วงสถานการณ์โควิด การเปลี่ยนแปลงทางสังคม ทำให้เราเกิดความไม่มั่นคงในจิตใจ สิ่งที่เราอยากทำ สิ่งที่เราอยากเป็น อาจจะทำให้สิ่งที่เราคาดหวังไว้ ไม่เป็นไปตามที่เราคิด พอดแคสต์นี้จะพูดถึงการปรับตัวในช่วงสถานการณ์โควิด ทั้งในคนที่เป็น Introvert และ Extrovert เพื่อให้เราดูแลรักษาสภาพจิตใจของเราให้ยังคงมีสุขภาพจิตที่ดี แม้ว่าบางอย่างจะไม่เป็นไปอย่างที่ใจต้องการ
การยอมรับความเป็นจริง ทำให้เราเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้น และเรียนรู้สภาพจิตใจตัวเองได้เป็นอย่างดี พยายามหาห้วงเวลาผ่อนคลาย ห้วงเวลาความสนุก เพื่อลดความตึงเครียด ไม่ยอมแพ้ต่อสิ่งที่เราต้องการ อาจจะหาวิธีการใหม่ที่เราสามารถทำได้ รักษาพลังใจ พลังกาย จาก mindset ตัวเอง โอบกอดตัวเองและหาวิธีที่เราจะอยู่กับมันได้ ออกกำลังกายเพื่อให้เราได้ผ่อนคลายความเครียด หมั่นเอาเรื่องเครียดๆ หรือเรื่องแย่ๆออกไป
ทุกคนกำลังเจอในเรื่องที่ยาก และไม่รู้ว่าจะจัดการอย่างไร นั่นหมายความว่า เรามาถูกทาง ลองสะกิดเพื่อนข้างหรือลองนั่งคุยกับตัวเองในวันนี้ คุณจะพบว่าคุณคือกำลังใจที่ดีที่สุดของตัวเอง
VIDEO
RUOK205 เป็นกำลังใจให้ตัวเองเพื่อให้ผ่านพ้นวันยากๆ
บางครั้งในชีวิตของเรา เราก็เจอกับเรื่องหนักหนาสาหัสจากสิ่งที่เราตั้งใจ แต่เราไม่ได้ตามที่เราคิด ทำให้เรารู้สึกท้อ เหนื่อย และต้องการคนซัพพอร์ตเราในวันที่เราไม่รู้ว่าจะต้องเติมกำลังใจให้ตัวเองอย่างไร แต่ในหลายๆครั้ง คนที่ซัพพอร์ตเราก็ไม่ได้มีช่องว่างให้เราได้เยียวยาจิตใจ พอดแคสต์นี้จะมาบอกเคล็ดลับเกี่ยวกับการให้กำลังใจตัวเองในวันที่เรารู้สึกว่ามันเป็นวันที่ยาก ด้วย 4 แนวคิดง่ายๆ สามารถทำไปใช้ได้จริง
ซัพพอร์ตตัวเองเป็นสิ่งที่ดีที่สุด เพราะบางเวลาที่เราต้องการแล้วพื้นที่อื่นๆไม่ว่าง ตัวเราจึงซัพพอร์ตตัวเองได้ดีที่สุด เรามีอำนาจควบคุมอย่างแท้จริง เสียงที่เราคุยกับตัวเองมันดังในหัวอยู่ตลอดเวลา Self-support ว่าเราพูดกับตัวเองอย่างไร ในวันที่เราเหนื่อยล้า คำพูดอะไรที่เราอยากได้ยิน เราควรพูดกับตัวเองแบบนั้นในน้ำเสียงที่เป็นมิตรกับตัวเอง หาพื้นที่ที่ว่างๆให้ใจตัวเองได้พักและเยียวยาตัวเอง จากเรื่องที่ทำให้เราบอบช้ำ หาจุดให้เราปลอบประโลมตัวเอง ตัดความคาดหวังจากสังคมออกไป แรงผลักดันดันจากภายนอก จากความหวัง ความฝัน หรือบางครั้งอาจจะเป็นแรงผลักดันจากภายในตัวเราเอง
ถ้าเราอยากขับเคลื่อนตัวเองไปข้างหน้า เราความมีความหวัง ความฝัน ถ้าเราไม่มี เราก็ไม่รู้ว่าพรุ่งนี้เราจะตื่นมาเพื่ออะไร การให้ความหวังกับตัวเอง เป็นการให้กำลังใจตัวเอง ทำให้เรารู้จักตัวเอง พลังของตัวเองคือพลังที่ดีที่สุด
VIDEO
ตะกอนความคิดที่ได้จากเรียนรู้และเข้าใจความผิดหวัง
จะมีสักกี่คนที่รู้ว่า ยิ่งเราปลอบประโลมจิตใจด้วยการลืมและทำให้ผ่านไป โดยไม่ได้เข้าใจความผิดหวัง สิ่งนั้นคือดาบสองคมที่จะย้อนกลับมาทำร้ายเราอีกครั้งในวันที่เราเจอกับความผิดหวังที่คล้ายกับเหตุการณ์เดิม การเรียนรู้จากความผิดหวัง การยอมรับความรู้สึกตัวเองว่าผิดหวังและพร้อมที่จะให้อภัยตัวเองในวันที่ผิดพลาด เข้าใจและเก็บเอาสิ่งที่เคยตกหล่นจนทำให้เรารู้สึกผิดหวัง กลับมาปัดฝุ่นและแก้ไขใหม่ในครั้งต่อๆไป นี่คือสิ่งที่เราได้เรียนรู้จากความผิดหวัง อาวุธที่จะป้องกันเราให้รับมือกับความผิดหวังในอนาคต และทำให้เราอยู่กับความผิดหวังได้อย่างไม่ทำร้ายซึ่งกันและกัน
Jan 20, 2021 | บทความอสังหาฯ
เบื่อไหมกับการสร้างบ้านใหม่ทุกครั้ง เบื่อไหมกับการเสียเงินไปกับค่าก่อสร้างมากมาย เบื่อไหมกับการรอบ้านที่ไม่รู้จะเสร็จเมื่อไร เบื่อไหมกับการมีปัญหากับผู้รับเหมา ในปัจจุบันมีบ้านประเภทใหม่ที่สามารถช่วยคุณแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้ ที่เรียกว่า บ้านน็อคดาวน์ ซึ่งเป็นหนึ่งในทางเลือกทางสถาปัตยกรรมที่ได้รับความนิยมในต่างประเทศเป็นอย่างมาก เพราะทั้งง่าย รวดเร็ว และประหยัดกว่าการก่อสร้างบ้านปกติหลายเท่าตัว
ซึ่งในปัจจุบันก็มีการสร้างบ้านน็อคดาวน์เพื่อใช้ในวัตถุประสงค์ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น รีสอร์ต คาเฟ่ ร้านอาหาร หรือใช้เป็นที่อยู่อาศัยสำหรับครอบครัวที่มีสมาชิกไม่เยอะมากเท่าไรนัก แต่ในประเทศไทยบ้านประเภทนี้ก็ไม่ได้รับความนิยมเท่าไรนัก วันนี้เราจึงจะมาเล่าฟังกันว่า บ้านน็อคดาวน์ที่ว่าคืออะไร? มีลักษณะอย่างไร? แล้วทำไมถึงได้รับความนิยมมากในต่างประเทศกัน?
บ้านน็อคดาวน์คืออะไร
บ้านน็อคดาวน์ หรือ บ้านสำเร็จรูป หรือ Finished home เป็นรูปแบบบ้านที่ได้รับความนิยมจากประเทศญี่ปุ่น และแพร่หลายในทวีปยุโรป ซึ่งเป็นประเทศที่มักจะเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติ โดยลักษณะเด่นของบ้านประเภทนี้คือ เป็นบ้านที่ไม่ได้มีการใช้เสาหลักหรือคานในการสร้าง แต่ใช้ผนังเพื่อรับน้ำหนักและประกอบออกมาเป็นบ้านซึ่งมีโครงสร้างแข็งแรงเทียบเท่าบ้านที่ก่อสร้างปกติทั่วไป ทำให้เจ้าของบ้านที่มีความสะดวกสบายในการก่อสร้างมากยิ่งขึ้น ซึ่งบ้านน็อคดาวน์มักจะใช้เวลา 1 เดือนในการผลิต
ข้อดีของบ้านน็อคดาวน์
จากข้อจำกัดของบ้านปกติทั่วไปที่มีการก่อสร้างและเคลื่อนย้ายอย่างยากลำบากซึ่งมีความแตกต่างจากบ้านน็อคดาวน์ที่มีข้อดีมากมาย ดังนี้
สามารถสร้างได้อย่างรวดเร็วกว่าบ้านปกติ ซึ่งบ้านน็อคดาวน์นั้นใช้เวลาเพียง 15-30 วันเท่านั้น ในขณะที่บ้านทั่วไปใช้เวลาอย่างน้อย 5-6 เดือนระบบไฟฟ้าและน้ำประปา มีการจัดวางแบบสำเร็จรูปตั้งแต่แรกทำให้การติดตั้งมีความสะดวกสบายมีความสะดวก ในการเคลื่อนย้ายไปยังที่ต่าง ๆ เพราะสามารถแยกส่วนประกอบของบ้านออกมาได้เป็นส่วน ๆมีราคาที่ไม่แพงมาก เมื่อเทียบกับบ้านปกติเพราะไม่ได้มีวัสดุที่เยอะเท่าไรนักสามารถตั้งในพื้นที่ที่จำกัดได้ เพราะมีขนาดที่เล็กและกะทัดรัดจึงช่วยประหยัดเงินได้มากลดปัญหาความขัดแย้งระหว่างเจ้าของบ้านและผู้รับเหมา เพราะบ้านน็อคดาวน์เป็นบ้านที่จัดจำหน่ายแบบสำเร็จรูปไม่มีเศษ หิน ดิน ทราย หรือ อิฐ ซึ่งถือว่าเป็นขยะในพื้นที่การก่อสร้างบ้านทำให้เกิดมลพิษต่าง ๆ ในอากาศน้อยพื้นผิวของบ้านมีความเรียบเนียน ทำให้ดูสวยงามและสามารถทาสีทับได้ทันทีหลังการประกอบเสร็จสิ้น
ข้อจำกัดของบ้านน็อคดาวน์
แต่ดาบก็มีสองคม ดังนั้นการสร้างบ้านน็อคดาวน์ก็มีสิ่งที่ควรพึงระวังเช่นเดียวกัน ดังนี้
มีโครงสร้างที่ค่อนข้างหนัก ทำให้อาจเกิดปัญหาบ้านทรุดได้ จึงต้องใช้เสาเข็มที่มีความยาวกว่าปกติเพื่อป้องกันอันตรายไม่สามารถปรับเปลี่ยนโครงสร้างได้มากนัก เพราะมีการวางโครงสร้างเสร็จเรียบร้อยแล้วการต่อเติมบ้านทำได้ยาก และอาจเกิดความเสียหายกับตัวบ้านได้จึงต้องมีการปรึกษากับทางวิศวกรเสียก่อน
การผลิตบ้านน็อคดาวน์
การสร้างบ้านน็อคดาวน์สามารถแบ่งออกเป็น 2 วิธีการผลิตได้ดังนี้
ระบบพรีคาสท์ (Precast)
ระบบพรีคาสท์ ระบบการสร้างบ้านแบบนี้ได้รับความนิยมในประเทศไทย เป็นระบบที่นำแผ่นคอนกรีตเสริมเหล็กมาประกอบกันเป็นบ้านหนึ่งหลัง โดยสามารถผลิตได้ทั้งที่ไซต์งานและโรงงานการผลิต ไม่มีเสาหรือคานเพื่อรับน้ำหนัก แต่จะใช้ผนังซึ่งมีความแข็งแรงสูงในการรับน้ำหนักแทน
บ้านที่ผลิตด้วยวิธีนี้จะมีคุณภาพการก่อสร้างที่เป็นมาตรฐานเพราะใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยในการผลิต ซึ่งด้วยวัสดุของผนังที่มาจากคอนกรีตนั้นทำให้บ้านแบบนี้จะมีความคงทนและสามารถรับแรงแผ่นดินไหว ความร้อน และป้องกันการรั่วซึมได้มากกว่าบ้านทั่วไป อีกทั้งยังเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอีกด้วย
ระบบพรีแฟบ (Prefab)
ระบบพรีแฟบ ระบบการก่อสร้างบ้านที่มีการผลิตภายนอกไซต์งานแต่เข้ามาประกอบกันบนไซต์ ตัววัสดุของระบบนี้ไม่ได้มีข้อจำกัด แต่มักจะนิยมใช้วัสดุไม้หรือเหล็กในการก่อสร้าง จึงสามารถก่อสร้างได้รวดเร็วและควบคุมงานได้ดีกว่าระบบพรีคาสท์
การเลือกซื้อบ้านน็อคดาวน์
ก่อนตัดสินใจซื้อบ้านน็อคดาวน์เจ้าของบ้านควรที่จะมีการพิจารณาถึงเหตุผลที่ต้องการซื้อด้วยซึ่งสามารถแบ่งออกเป็นหัวข้อต่าง ๆ ได้ดังนี้
วัตถุประสงค์การใช้งาน ที่ถ้าหากว่ามีการใช้งานที่เยอะ บ้านก็อาจมีความเสื่อมตามระยะเวลาจนต้องมีค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุงมากกว่าบ้านแบบปกติทั่วไป จำนวนคน ที่อาศัยในตัวบ้านที่มากเกินไป ก็อาจจะเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้บ้านเสื่อมโทรมและทรุดได้เช่นกันการติดตั้ง ในพื้นที่ที่มีความชื้นหรือใกล้ต้นไม้ก็ทำให้อาจเกิดปัญหาเชื้อราได้ จึงคำนึงถึงพื้นที่ของบ้านน็อคดาวน์อย่างละเอียดรอบคอบวัสดุโครงสร้าง ที่มีความแตกต่างกันทั้งด้านคุณภาพและราคาทำให้เราจำเป็นต้องศึกษาข้อมูลก่อนที่จะตัดสินใจเลือกวัสดุต่าง ๆงบประมาณ ของตัวบ้าน นำมาคำนวณควบคู่ไปกับเฟอร์นิเจอร์ พื้นที่ใช้สอย และอายุการใช้งาน เพื่อตัดสินใจเลือกว่าควรสร้างบ้านน็อคดาวน์หรือก่อสร้างบ้านแบบปกติทั่วไป
สรุปท้ายบทความ
และนี่คือข้อมูลของบ้านน็อคดาวน์ซึ่งเป็นอีกหนึ่งบ้านรูปแบบใหม่สำหรับครอบครัวที่มีขนาดเล็ก คนยุคใหม่ หรือคนที่มีงบประมาณในการสร้างบ้านที่ไม่มากนัก อีกทั้งบ้านน็อคดาวน์นี้ยังมีความสะดวกสบายอีกด้วย และถ้าใครที่ตัดสินใจซื้อบ้านน็อคดาวน์ก็ต้องศึกษาหาข้อมูลเพิ่มเติมให้ดีก่อนที่จะเลือกบริษัทต่าง ๆ ไม่เช่นนั้นอาจจะเกิดความผิดพลาดได้ หรือลองเข้ามาหาที่ Kaidee Property ดู ที่นี่อาจจะมีบ้านน็อคดาวน์แบบที่คุณชื่นชอบก็ได้
Jan 19, 2021 | ข่าวสาร และกิจกรรม
ปัจจุบันกระแส “Eco Friendly ” ถูกหยิบมาต่อยอดในอุตสาหกรรมหลาย ๆ อย่างทั่วโลก ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องที่ถูกพูดถึงกันอย่างเป็นวงกว้าง ไม่เว้นแม้แต่วงการรองเท้าอย่าง “สนีกเกอร์” ที่ได้เห็นถึงความสำคัญต่อสิ่งแวดล้อมที่ทุกวันนี้ มนุษย์เรานับว่าเป็นตัวการอันดับหนึ่งในการทำลายธรรมชาติ ซึ่งเราอาจไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าบางสิ่งบางอย่างที่เราทำไปมันคือการทำลายแบบทางอ้อม และหนึ่งในนั้นก็คือการซื้อสิ่งของต่างๆ
เช่นเดียวกับการผลิตรองเท้าสนีกเกอร์ที่หลายแบรนด์เริ่มหันมาใช้วัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ไม่เพียงแค่เน้นไปที่งานดีไซน์หรือการประหยัดใช้สอย แต่ยังให้ความสำคัญกับกระบวนการผลิตที่หลีกเลี่ยงการทำลายสิ่งแวดล้อมให้น้อยมากที่สุด
ในช่วงหลายปีมานี้เราจึงได้เห็นรองเท้าสนีกเกอร์จากหลายแบรนด์ที่เลือกใช้วัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมตั้งแต่ ข้าวโพด ผ้าฝ้าย พลาสติกชีวภาพ ไปจนถึงขยะรีไซเคิล วันนี้เราจะพาทุกคนมาแนะนำ 5 รองเท้าสนีกเกอร์ที่ผลิตจากวัสดุธรรมชาติ เพื่อให้คนที่รักษ์ธรรมชาติได้ตามซื้อมาใส่กัน จะคลีนจะเท่แค่ไหน ตามไปดูกันเลย
ที่มาของคำว่า “สนีกเกอร์”
ก่อนจะพาไปดูว่ามีรองเท้ารุ่นไหนบ้างที่รักษ์โลกผลิตจากวัสดุธรรมชาติ เราจะพามาย้อนดูประวัติของคำว่า “สนีกเกอร์” แบบคร่าวๆ กันก่อน ซึ่งความหมายของรองเท้าสนีกเกอร์คือ พื้นรองเท้าที่ทำมาจากยาง หรือวัสดุสังเคราะห์คล้ายยาง มีที่มาจากรากศัพท์โบราณในช่วงศตวรรษที่ 16 เรียกว่า “Snican” ใช้เรียกพวกย่องเบาที่ชอบทำตัวลับๆ ล่อๆ ต่อมาในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 ได้มีการผลิตรองเท้าที่มีพื้นเป็นยางออกมา ทำให้เวลาเดินเสียงจะไม่ดังเหมือนรองเท้าแบบอื่นในสมัยนั้น จนถูกเรียกติดปากว่า “Sneaks” มีความหมายคล้ายกันคือการถ้ำมอง ทำตัวลับๆ ล่อๆ ซึ่งในอเมริกานิยมใช้เรียกรองเท้าเทนนิสที่มีพื้นเป็นยางจนถูกพ้องไปสู่คำว่า “Sneaker”
Credit: https://www.reebok.com/us/npc-uk-cotton-and-corn-shoes/DV8957.html
Reebok NPC UK Cotton and Corn
เริ่มต้นกันที่แบรนด์สปอร์ตแวร์สุดคลาสสิกจากประเทศอังกฤษที่ได้ทำการเปิดตัว “NPC UK Cotton and Corn” ด้วยแนวคิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยเลือกใช้วัสดุฝ้ายธรรมชาติและเส้นใยข้าวโพดมาเป็นวัสดุหลัก พร้อมเป้าหมายสำคัญคือการลดผลกระทบของอุตสาหกรรมแฟชั่นที่มีผลต่อสิ่งแวดล้อม
“NPC UK Cotton and Corn” คือรองเท้าสนีกเกอร์รักษ์โลกที่พื้นรองเท้าประกอบขึ้นมาจากน้ำมันละหุ่งและผ้าฝ้าย 100 เปอร์เซ็นต์ แทนการใช้ยางและโฟมที่มีปิโตรเลียมเป็นสารตั้งต้น โดยได้ผ่านการรับรองจากกระทรวงเกษตรสหรัฐอเมริกา (USDA) ด้วยว่าเป็นรองเท้าที่ประกอบด้วยวัสดุที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมกว่า 75 เปอร์เซ็นต์ ถึงแม้ว่าพื้นรองเท้าจะเปลี่ยนจากยางเป็นผ้าฝ้าย แต่ก็ไม่ได้ทำให้ความรู้สึกในการสวมใส่ที่ต่างไปจากเดิม และยังมอบความสบายที่เหมือนกับรองเท้าทั่วไปที่พื้นทำมาจากยาง
นับว่าเป็นจุดเริ่มต้นของ Reebok ที่ได้คิดค้นนวัตกรรมนี้มาเป็นเวลา 4-5 ปี โดยเริ่มจากความคิดในการอยากได้รองเท้าที่แตกต่างแต่ยังไม่มีใครผลิต จึงแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการผลิตรองเท้าเพื่อสร้างความรู้สึกสบายตอนสวมใส่ และพิเศษไปมากกว่านั้นเมื่อรู้ว่าวัสดุที่ทำรองเท้าเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
Credit: https://www.converse.com/shop/renew
Converse รองเท้าจากขวดพลาสติก ดอกซากุระบนพื้น ต้นเมลโล่ และกากกาแฟ
หนึ่งในแบรนด์ยักษ์ใหญ่แห่งวงการรองเท้าอย่าง Converse ที่ได้ให้ความสนใจและเริ่มมองเห็นปัญหาของธรรมชาติอย่างจริงจัง และได้หยิบเอากระแสของการรักษ์โลกมาสร้างผลิตภัณฑ์ของตัวเองได้อย่างน่าสนใจ และได้ปล่อย Eco-Friendly Sneakers ออกมาด้วยกัน 2 แบบ คือรุ่น Renew Canvas และ Converse Sakura/ Blue Mallow/ Drip Coffee
Renew Canvas ถูกดีไซน์มาในรูปลักษณ์ของ Chuck Taylor, Chuck Taylor All Star และ Chuck 70 ซึ่งรองเท้า 1 คู่ จะใช้ขวดพลาสติกไปทั้งหมด 11 ขวด โดยผ่านการรีไซเคิลให้ออกมาเป็นเส้นใยโพลีเอสเตอร์ 100 เปอร์เซ็นต์ ที่เรียกว่า rPET เพื่อใช้ทดแทนคอตตอนที่นำมาทำเป็นผ้าแคนวาสในการทำรองเท้าแบบปกติ แต่ยังคงให้รูปทรงและรูปแบบเดิมอยู่ ในอนาคต Renew มีกำหนดจะออกมาอีก 2 รุ่น คือ Renew Denim รองเท้าที่ผลิตจากกางเกงยีนส์เก่าที่ไม่ใช้แล้ว และ Renew Cotton รองเท้าจากเศษผ้าเหลือใช้ภายในบริษัท Converse
สำหรับรุ่น Converse Sakura/ Blue Mallow/ Drip Coffee จะเป็นการจับมือกันระหว่าง Converse และ Toyoshima ในการหยิบเอาวัสดุธรรมชาติอย่าง กลีบดอกซากุระบนพื้น ต้นเมลโล่ และกากกาแฟ มาผลิตเป็นรองเท้า Converse ตัวใหม่ที่จะมีสีสันตามวัสดุที่ใช้ โดยรายได้ส่วนหนึ่งจากผลิตภัณฑ์จะถูกนำไปช่วยฟื้นฟูพื้นที่บริเวณตะวันออกเฉียงเหนือของ Tohoku ภูมิภาคที่ป่าและพืชนบางชนิดถูกทำลายจากสึนามิเมื่อปี 2011
Credit: https://www.adidas-group.com/en/media/news-archive/press-releases/2019/adidas-unlocks-circular-future-sports-futurecraftloop/
Adidas FUTURECRAFT.LOOP
Adidas แบรนด์ยักษ์ใหญ่แห่งวงการกีฬาที่ได้เข้ามามีส่วนร่วมกับผลิตภัณฑ์ “Eco-Friendly Sneakers” ตั้งแต่ช่วงปี 2014-2015 ภายใต้แนวคิดเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งก็ได้ออกแบบรองเท้ามาอย่างมากมายหลายรุ่น และไอเดียล่าสุดที่ถูกพูดถึงว่าอาจเป็นก้าวใหม่ของวงการกับการเลือกใช้วัสดุชนิดเดียวมาทำรองเท้าที่มีชื่อว่า “FUTURECRAFT.LOOP”
โดย FUTURECRAFT.LOOP เกิดจากความเชื่อที่ว่า ถ้าหากเราผลิตรองเท้าจากวัสดุเพียงชนิดเดียว หรือ Single Material จะทำให้กระบวนการรีไซเคิลสามารถทำได้สะดวก และมีประสิทธิภาพเป็นอย่างมาก โดยรองเท้าคู่นี้เกิดขึ้นมาจากวัสดุเทอโมพลาสติกโพลียูรีเทน (TPU) บริสุทธิ์เพียงชนิดเดียวที่มีคุณสมบัติทนทานต่ออุณหภูมิต่ำ ทนทานต่อการเสียดทานจึงทำให้สามารถทำความสะอาดตัวรองเท้าได้ง่าย และนำไปรีไซเคิลกลับมาใช้ใหม่ได้อีกครั้ง
Credit: https://www.nike.com/space-hippie
Nike Space Hippie
แบรนด์กีฬายักษ์ใหญ่จากสหรัฐอเมริกาก็ไม่ยอมน้อยหน้าใคร และมาพร้อมกับการจัดเต็มแบบชุดใหญ่กับคอลเลคชัน Space Hippie รองเท้าแนวทดลองที่ออกแบบรังสรรค์ขึ้นมาจากขยะอวกาศที่ผ่านการแปรรูปส่วนประกอบต่างๆ จากพื้นโรงงานให้กลายเป็นรองเท้าใหม่เพื่อใช้ทรัพยากรหมุนเวียนอย่างครบวงจรที่เรียกว่า Circular Design
Space Hippie เป็นเรื่องราวของการแปลงโฉมขยะ โดยเริ่มต้นตั้งแต่ส่วนบนจนถึงพื้นรองเท้าชั้นนอกที่ผลิตจากวัสดุรีไซเคิลอย่างน้อย 50 เปอร์เซ็นต์ตามน้ำหนัก ส่วนบนของรองเท้าจาก “เส้นด้าย Space Waste” ประกอบไปด้วยโพลีเอสเตอร์รีไซเคิลประมาณ 90 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งนำมาจากขวดน้ำพลาสติก เสื้อยืด และเศษเส้นด้าย พื้นรองเท้าชั้นกลางเป็นโฟม Crater นุ่มที่ผสาน Nike Grind เข้ากับโฟมผสมเพื่อให้เกิดการทรงตัวและความสวยงามเฉพาะตัว ในขณะที่พื้นรองเท้าชั้นในผลิตจากเศษโฟม ZoomX ซึ่งเป็นระบบลดแรงกระแทกแบบเดียวกับที่สร้างสุดยอดการก้าวในรองเท้าวิ่ง NEEXT% ของ Nike
ในเรื่องของกล่องรองเท้าที่ทางไนกี้ยังใส่ใจเป็นพิเศษจากกล่อง 2 ชั้นที่ใช้จัดส่งรองเท้ามาเป็นกล่องชั้นเดียว โดยเป็นกล่องที่ทำมาจากวัสดุซึ่งสามารถนำกลับมาใช้ใหม่และพิมพ์ด้วยหมึกที่สกัดจากพืช ทั้งหมดทำให้รองเท้าคู่นี้เป็นหนึ่งสินค้าที่มีคาร์บอนฟุตพริ้นท์ต่ำที่สุดเท่าที่ไนกี้เคยทำมา
Credit: https://www.nativeshoes.com/the-plant-shoe-mens/21108849.html
Native Shoes รองเท้าที่ทำจากพืช 100%
สนีกเกอร์สายมินิมอลจากแบรนด์รองเท้าสัญชาติแคนาดาที่ถูกสร้างสรรค์ออกมาได้อย่างสุดเจ๋งกับผลิตภัณฑ์ Eco-Friendly Sneakers ที่เป็น “Plant Shoe” รองเท้าที่ใช้วัตถุดิบจากพืช 100 เปอร์เซ็นต์ ในการผลิตโดยวัตถุดิบในการสร้างรองเท้าคู่นี้ออกมาจะประกอบไปด้วยยางพารา ใยปอแก้วออร์แกนิก เปลือกสับปะรด และไม้ยูคาลิปตัส
ส่วนอัปเปอร์ของตัวรองเท้าทำมาจากเปลือกของสับปะรดและใยปอแก้วออร์แกนิก โดยใช้น้ำมันมะกอกและกาวจากยางพาราที่ใช้สำหรับเชื่อมต่อวัสดุทั้งหมดเข้าไว้ด้วยกัน ส่วนตัวพื้นรองเท้าด้านนอกทำจากพื้นยางพาราธรรมชาติ ตัวรองเท้าถูกออกแบบมาในสไตล์ Unisex ที่สามารถใส่ได้ทั้งผู้ชายและผู้หญิง และสิ่งที่โดดเด่นจากตัววัตถุดิบที่เป็นพืชก็คือสามารถย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติ ย่อยสลายได้เร็วโดยจุลินทรีย์ และกลายเป็นปุ๋ยหมักชั้นดีที่สามารถนำมาหมุนเวียนใช้งานได้อีก
สรุปท้ายบทความ
นับว่าเป็นเรื่องที่ดีที่แต่ละแบรนด์ต่างสร้างผลิตภัณฑ์ Eco-Friendly Sneakers และอีกหลายๆ แบรนด์แฟชั่นก็เน้นสร้างผลิตภัณฑ์ที่มีความยั่งยืนสูง ถึงแม้ว่าจะยังไม่สามารถช่วยลดปัญหาเกี่ยวกับธรรมชาติได้อย่างสมบูรณ์แบบ แต่อย่างน้อยก็ยังเป็นหนทางที่ดีที่จะช่วยลบภาพในหัวจากผู้คนทั่วไปได้ว่าวงการแฟชั่นเป็นอุตสาหกรรมทำลายโลกและสิ่งแวดล้อมมากที่สุด
สำหรับใครที่กำลังหาซื้อรองเท้าสนีกเกอร์ไม่ว่าจะเป็นมือหนึ่ง หรือมือสองอยู่ สามารถเข้ามาเลือกซื้อได้ที่ Kaidee แหล่งขายของออนไลน์ราคาถูกที่อัดแน่นไปด้วยสินค้ามากมายหลายประเภท
Jan 19, 2021 | ข่าวสาร และกิจกรรม
เรียกว่าเป็นกระแสอยู่ช่วงหนึ่งกับรถไฟฟ้าสายสีทอง รถไฟฟ้าสายใหม่ล่าสุดที่เปิดให้บริการเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เพื่อน ๆ หลายคนคงมีคำถามเล็ก ๆ ในใจว่า แล้วรถไฟฟ้าสายนี้พาไปไหนได้บ้าง แล้วมีข้อดีอย่างไร วันนี้เราจะพาไปหาคำตอบกัน ลุย !
ทำความรู้จัก “รถไฟฟ้าสายสีทอง” กันสักหน่อย
รถไฟฟ้าสายสีทอง เป็นรถไฟฟ้าเส้นทางระยะสั้น 2.7 กิโลเมตร มีสถานีทั้งหมด 4 สถานีด้วยกัน ที่สำคัญยังเชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าสายอื่น ๆ อีก 3 สถานี นั่นก็คือ เชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าสายสีเขียวที่สถานีกรุงธนบุรี เชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าสายสีแดงที่สถานีคลองสาน และเชื่อมต่อกับสายสีม่วงที่สถานีประชาธิปก ที่สำคัญยังเป็นระบบนำทางอัตโนมัติไร้คนขับแห่งแรกของประเทศไทยด้วยนะ
ส่วนระบบที่ใช้กับรถไฟฟ้ารุ่นนี้คือ Bombardier Innovia รุ่น APM 300 มีความเร็วสูงสุด 80 กิโลเมตร/ชั่วโมง หนึ่งตู้สามารถบรรจุผู้โดยสารได้ราวๆ 138 คน (หนึ่งขบวนบรรจุผู้โดยสารได้ราวๆ 276 คน) เท่ากับว่าสามารถรองรับผู้โดยสารได้มากถึง 4,200 คน/ชั่วโมง/ทิศทางเลยทีเดียว
สถานีรถไฟฟ้าสายสีทองมีอะไรบ้าง ?
สถานีกรุงธนบุรี (G1) สถานีเจริญนคร (G2) สถานีคลองสาน (G3) สถานีประชาธิปก (G4)
ข้อดีของรถไฟฟ้าสายสีทอง
ใช้พื้นที่ในการก่อสร้างน้อยกว่ารถไฟฟ้าขนาดใหญ่ รัศมีความโค้งต่ำได้ถึง 22 เมตร และความชันของทางวิ่งสูงสุดถึง 10% ค่าก่อสร้างต่ำ ใช้เวลาก่อสร้างน้อย เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เสียงรบกวนต่ำ
4 สถานที่ท่องเที่ยวย่านเจริญนครที่เพื่อนๆ ไม่ควรพลาด
มาแถวนี้ทั้งที ต้องดูสักหน่อยแล้วว่ามีที่ไหนน่าไปบ้าง แต่เอาจริง ๆ เราว่าย่านนี้เหมาะกับวันสบาย ๆ ไม่อยากออกไปไหนไกล เราเลยเลือกที่เที่ยวเดินทางง่าย ถ่ายรูปลงไอจีได้เป็นอัลบั้ม มาให้ทั้งหมด 4 ที่ด้วยกัน
ขอออกตัวก่อนเลยว่า เราถ่ายรูปไม่ค่อยเก่งเท่าไหร่ (แต่ก็พยายามเต็มที่น้า) ถ้ารูปที่ได้ไม่ค่อยสวย อย่าโกรธกันเลยนะ 🙂
Icon Siam
ประเดิมที่แรก กับ ICONSIAM แลนด์มาร์กย่านฝั่งธนฯ บอกตรง ๆ ว่ามากี่รอบ หลงทุกรอบ คือห้างใหญ่ไม่ไหวววว จะแบรนด์ Hi-End หรือแบรนด์ไหน ๆ ที่นี่มีครบ คือช้อปจนตาแตกไปข้าง เดินจนปวดเท้ายังเก็บไม่ครบทุกร้าน (ไม่ใช่อะไรนะ เงินหมดค่าา) เอาเป็นว่ามีทุกอย่างจริง ๆ คอนเฟิร์ม !!
ที่อยู่ : 299 ซอยเจริญนคร 5 ถนนเจริญนคร แขวงคลองต้นไทร เขตคลองสาน กทม. 10600เบอร์ติดต่อ : 1338 หรือ 02-495-7000 (สำนักงาน)Website : https://www.iconsiam.com/th เวลาเปิด – ปิด : 10.00-22.00 น. ( ช่วง Covid เปิดถึง 21.00 น. )
The Jam factory
เดินมาอีกนิดจะเจอ The Jam factory ที่ที่คนชิค ๆ อย่างเราต้องแวะมาสักหน่อย และสิ่งแรกที่จะเจอตอนเดินเข้ามาเลยนั่นก็คือ ร้านหนังสือและคาเฟ่อย่าง “Candide (ก็องดิด) Books & li-bra-ry” เราว่ามันเป็นร้านหนังสือที่ให้อะไรมากกว่าหนังสือ งงมะ?! ไม่รู้สิ .. ความรู้สึกมันเหมือนเราเข้าไปอยู่อีกโลก เดินเลือกหนังสือเพลิน ๆ มีกลิ่นกาแฟแตะปลายจมูกเบา ๆ รู้สึกดีชะมัด ส่วนใครอยากช้อปของจุกจิก กระเป๋า สมุด ฯลฯ สามารถเลือกดูตามใจชอบได้เลย
สำหรับใครที่อยากปล่อยตัวปล่อยใจ อยากนั่งพักใต้ร่มไม้ หรือจิบกาแฟยามบ่ายกับคนรู้ใจ The Jam Factory มีหลากหลายมุมพักผ่อนให้เลือก หรือถ้าหิวขึ้นมาละก็ ที่นี่มีร้านอาหารภายในโครงการด้วยนะ ไปลองชิมกันได้
ที่ตั้ง : 41/5 ถ.เจริญนคร คลองสาน กรุงเทพมหานคร 10600เบอร์ : 02-861-0953 Facebook : TheJamFactoryBangkok เวลาเปิด- ปิด : Librarycafe – 8.00-20.00 น. Candidebook – 11.00-20.00 น. Gallery – 11.00-20.00 น. The Never Ending Summer – 11.00-22.00 น.
ล้ง 1919
ไปต่อไม่สะดุด แล้วหยุดพักที่ ล้ง 1919 (LHONG 1919) ที่เที่ยวสุดชิคริมแม่น้ำเจ้าพระยา ขอบอกว่าที่นี่มีความโดดเด่นด้านสถาปัตยกรรมสุด ๆ เพราะไม่ว่าจะเดินไปตรงไหนก็สัมผัสถึงกลิ่นอายและวัฒนธรรมของจีนได้อย่างละมุนและกลมกล่อม
เดิมที ที่นี่มีชื่อว่า ท่าเรือ “ฮวย จุ่ง ล้ง” ท่าเรือกลไฟริมแม่น้ำเจ้าพระยาสมัยรัชกาลที่ 4 ต่อมาได้ถูกบูรณะให้กลับมาชีวิตอีกครั้ง ท่าเรือแห่งนี้จึงกลายเป็น “ล้ง 1919” อย่างที่เราเห็นกันในปัจจุบัน
มาล้ง 1919 ทั้งที ขอไหว้ “ศาลเจ้าแม่หม่าโจ้ว” เพิ่มแต้มบุญ ขอพรเรื่องความรัก และหน้าที่การงานสักหน่อยดีกว่า โดยเพื่อนๆ สามารถซื้อชุดสำหรับสักการะเจ้าแม่ รวมถึงชุดสักการะอื่น ๆ ได้ที่ชั้นล่าง (ราคาจะอยู่ที่ 40-200 บาท)
แอบบอกนิดนึง เจ้าแม่ชอบคนทำงาน ใครคนไหนที่ขยัน มีความซื่อสัตย์สุจริต เจ้าแม่จะช่วยให้ประสบความสำเร็จ ทำงานได้อย่างราบรื่น ส่วนเรื่องของความรักก็ไม่แพ้กัน สมหวังหลายคนแล้วนะบอกเลย
นอกจากนี้เพื่อน ๆ สามารถเดินชมศิลปะ-สถาปัตยกรรมจีน แวะช้อปปิ้งงานคราฟต์ ดีไซน์เจ๋ง ๆ และอิ่มอร่อยกับอาหารหลากสไตล์ได้ตลอดทั้งวัน จะว่าไปแล้วที่นี่ก็มีมุมถ่ายรูปเยอะเหมือนกันนะ ไม่เชื่อหรอ ? เรามีภาพมายืนยันด้วยน้า
ที่สำคัญตอนนี้มีนิทรรศการน่าสนใจหลายงานเลย สำหรับใครที่สนใจก็ลองแวะไปดูงานศิลปะเจ๋ง ๆ กันได้
ที่ตั้ง : 248 ถนนเชียงใหม่ แขวงคลองสาน เขตคลองสาน กรุงเทพฯเบอร์ติดต่อ : 09-1187-1919Facebook : LHONG 1919 เวลาเปิด- ปิด : 10.00 – 18.00 น.
ชุมชนกุฎีจีน และโบสถ์ซางตาครู้ส
ปิดท้ายด้วย ชุมชนกุฎีจีน ชุมชนเก่าแก่ที่เต็มไปด้วยเสน่ห์ของความดั้งเดิม ขอเล่าคร่าว ๆ พอเป็นความรู้สักนิด ก็คือว่า ชุมชนกุฎีจีนเนี่ย เป็นชุมชนของชาวไทยเชื้อสายจีนและเชื้อสายโปรตุเกส ทำให้คนในชุมชนนับถือศาสนาคริสต์ นิกายโรมันคาทอลิกกันซะส่วนใหญ่ แต่เนื่องจากสถานการณ์โควิด ทำให้เราเข้าไปถ่ายรูปในโบสถ์ไม่ได้ ขอโทษน้าทุกคน TT’
ส่วนที่ชื่อว่า “กุฎีจีน” มาจาก ในอดีตคนมักจะเรียกชาวจีนที่นำสินค้ามาขายริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาว่า “กุลีแบกหาม” อีกทั้งชุมชนนี้ก็มีกุลีชาวจีนอาศัยกันเป็นจำนวนมาก ทำให้ที่นี่ถูกเรียกว่า “ชุมชนกุลีจีน” ต่อมาจึงเพี้ยนเป็น “ชุมชนกุฎีจีน” จนถึงปัจจุบัน
สำหรับของกินที่ขึ้นชื่อของที่นี่ก็คือ ขนมฝรั่งกุฎีจีน ขนมที่ได้ต้นตำหรับมาจากชาวโปรตุเกส ที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานอยู่ในชุมชนแห่งนี้ และแน่นอนว่าทางเราก็ไม่พลาดที่จะลิ้มรสเจ้าขนมชิ้นนี้ บอกเลยว่าอร่อยมากกกก !! อยากได้ทุกคนได้ลอง
เราเดินลัดเลาะไปตามซอยในชุมชน ก็พบว่ามีอะไรน่าสนใจหลายอย่าง เช่น ของกิน .. อ่ะล้อเล่นนน ที่เรารู้สึกว่าน่าสนใจมาก ๆ ก็คงเป็น “พิพิธภัณฑ์บ้านกุฎีจีน” เพราะที่นี่ทำให้เรารู้จักชุมชนแห่งนี้มากยิ่งขึ้น แถมยังมีข้าวของเครื่องใช้ในอดีตให้ดูด้วย
ปิดท้ายด้วยการไปเดินเล่นริมแม่น้ำเจ้าพระยากันหน่อยดีกว่า 🙂
สุดท้ายนี้ หวังว่าเพื่อน ๆ จะสนุกไปกับการเที่ยวของเรานะ ไว้จะพาไปเที่ยวใหม่ สวัสดีค่า ♡
ที่อยู่ : ซอยวัดกัลยาณ์ วัดกัลยาณ์ ธนบุรี กรุงเทพมหานคร 10600
สรุปท้ายบทความ
การเปิดให้บริการของรถไฟฟ้าสายสีทองนั้น นับว่าสร้างความสะดวกสบายให้ชาวฝั่งธนฯ อยู่ไม่น้อย เพราะนอกจากจะเดินทางสะดวกมากขึ้นแล้ว ยังสามารถไปเที่ยวที่ชิค ๆ ในย่านนี้ได้อีกด้วย
ยิ่งไปกว่านั้น การมาถึงของรถไฟฟ้าสายดังกล่าวยังทำให้ราคาที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ในย่านเจริญนคร คลองสาน และพื้นที่ใกล้เคียงมีราคาสูงขึ้น เรียกได้ว่าน่าลงทุนเป็นอย่างมาก ส่วนใครที่กำลังมองหาคอนโดฯ หรือบ้านฝั่งธนบุรี Kaidee มีให้เลือกหลายโซนมากๆ เข้าไปดูได้เลย