กิจกรรมแก้เซ็งที่ทำได้ เมื่อรถติดนานเกินไป

กิจกรรมแก้เซ็งที่ทำได้ เมื่อรถติดนานเกินไป

ผมว่าปัญหานี้น่าจะเป็นปัญหากับทุกคนที่จำเป็นต้องขับรถเพื่อการเดินทาง ผมก็เป็นคนหนึ่งที่รู้สึกเซ็งเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะขับรถไปไหนมาไหน รถมักจะชอบติดแบบไม่ขยับไปไหนเสียด้วย ยิ่งเวลาเข้า-ออกงานแล้วล่ะก็ ไม่ต้องพูดถึงเลย!! (หมดอารมณ์ขับต่อเลย) ไม่มีกระดิก

แต่ก็นั่นแหละครับ บทความนี้ผมจะมาแชร์วิธีที่ผมมักทำเป็นประจำเวลาที่เจอรถติดหนัก ๆ แต่ว่ามันก็ยังพอจะมีหนทางแก้เบื่อกันอยู่บ้าง เพื่อลดอาการหัวร้อนลงไปได้อยู่ (ได้อยู่ที่แปลว่า…??) ซึ่งจุดที่รถมักติดบ่อย ๆ ก็มีอยู่ไม่กี่ที่หรอก

แยกที่ไฟแดงชาตินี้ ไฟเขียวชาติหน้า

แน่นอนว่าย่อมมีอยู่แล้วสี่แยกไฟแดงที่ไฟแดงนานจนแทบจะหลับรอได้ แต่ไฟเขียวกลับเร็วยิ่งกว่า The Flash ที่ยังไม่ทันเปลี่ยนเกียร์ก็ไฟแดงอีกแล้ว!! (เศร้าสุด ๆ) ซึ่งแยกไฟแดงดัง ๆ ที่ติดจนไม่ขยับที่ผมพบเจอกับตัวเอง รวมไปถึงหลาย ๆ คนก็เจอเช่นกัน จนมีแท็กใน IG ฮา ๆ ขึ้น

แยกลาดพร้าว (ปวดร้าวทุกเช้าเย็น)

ด้วยความที่แยกขนาดใหญ่ ทำให้หลายคนที่ไม่เคยมาอาจจะมีความมึนงงว่าควรไปเส้นทางไหนกันแน่ รวมไปถึงแยกนี้อยู่ใกล้ห้างเป็นจำนวนมาก ทั้ง เซ็นทรัลลาดพร้าว ยูเนียนมอลล์ โลตัสลาดพร้าว ทำให้เป็นแหล่งรวมผู้คนและแน่นอนว่ารถก็จะติดไปด้วยเช่นเดียวกัน

แยกแคราย (สัมผัสใหม่แห่งการนอน)

แยกที่ข้ามผ่านระหว่างถนนงามวงศ์วานไปยังถนนรัตนาธิเบศร์ “เช้า สาย บ่าย เย็น ก็ติดหมด” ไม่แพ้แยกอื่น ๆ ใครที่รีบไปทำงานหรืออยากกลับบ้านเร็ว ถ้าขับผ่านแยกนี้ ลืมคำเหล่านี้ไปได้เลย!! เพราะคุณจะไม่มีทางผ่านแยกนี้ไปได้อย่างรวดเร็วแน่นอน

แยกมไหสวรรย์ (มหัศจรรย์อุโมงค์ข้ามชาติ)

แยกที่ใครต่างพูดกันเป็นเสียงเดียวกันว่า “นี่มันมไหสวรรย์ หรือ มไหนรกกันแน่🔥🔥” เพราะว่าแยกนี้ต้องยอมรับเลยว่าติดจริง แม้ว่าจะมีการสร้างอุโมงค์ข้ามแยกแล้วก็ตาม แต่ก็ดูเหมือนว่าจะไม่ช่วยอะไรเท่าไรนัก แยกนี้ตั้งอยู่ในพื้นที่ดาวคะนอง เขต ธนบุรี บริเวณใต้สะพานพระราม 3 ใครอยากลองรับประสบการณ์รถติดอย่างเหลือเชื่อต้องไปลองโดนกันดู

แยกพระรามเก้า (ที่เดินก้าวเร็วกว่า)

ขึ้นชื่อว่าเป็น “แยกที่ไฟแดงชาตินี้ ไฟเขียวชาติหน้า” มากที่สุดเลย เพราะไฟแดงนานจริง ๆ จนถึงขั้นนอนได้หนึ่งตื่นยังไม่ไฟเขียวเลย (อย่านอนจริง ๆ ล่ะ) นั่นแหละครับ ถ้าอยู่ที่แยกนี้ได้เบื่ออย่างแท้จริงแน่นอน

แยกเกษตร (สี่แยกนรกแตก)

“ผมรู้ เด็กม.เกษตรรู้ ว่าแยกนี้มันติดขนาดไหน” ถ้ายิ่งตอนที่ฝนตกแล้วล่ะก็ รถขับผ่านไม่ได้ ต้องเรือเท่านั้น!! แต่ถึงแม้ว่าจะไม่ฝนตก รถก็ยังคงติดอยู่ดี เพราะว่าเป็นแยกที่เป็นศูนย์กลางจากพื้นที่ต่าง ๆ มาไว้ในที่เดียว

วิธีแก้เซ็งที่ผมทำเป็นประจำ

เบื่อจริงอะไรจริง!! เวลาที่นั่งอยู่บนรถเป็นเวลานาน ๆ จะขับไปไหนก็ไม่ได้ ต้องมานั่งติดแหง็กอยู่ที่เดิม วิธีที่ที่ผมกำลังจะบอก ใครก็สามารถทำได้ง่าย ๆ แม้จะอยู่ในพื้นที่เล็ก ๆ อย่างในรถยนต์ก็ตาม อย่างน้อยก็ทำให้ความเซ็งนั้นบรรเทาลงไปบ้างไม่มากก็น้อย ลองทำตามผมกันเลยดีกว่า!!

1. หาเพลงฟัง

หนึ่งวิธีที่ทำได้ง่ายที่สุด คือฟังเพลงที่ตัวเองชอบหรือเพลงให้ฟิลสบาย ๆ ผ่อนคลาย อาจจะเป็นเพลงบรรเลงที่ไม่มีเนื้อร้อง เพื่อที่จะทำให้คุณนั้นไม่หัวเสีย ซึ่งวันนี้ผมจะมาแนะนำ Playlist ดี ๆ สไตล์คาเฟ่เบา ๆ ฟังได้ง่ายได้ทุกที่ทุกเวลา

เพลงสบาย ๆ

เพลงชิว ๆ สไตล์คาเฟ่

เพลงร็อค

เบื่อขนาดนี้ต้องแหกปาก

เพลงแร็พ

https://www.youtube.com/watch?v=9p45o6JDJGA
ต้องมีโยกหัว

2. หาอะไรดูฆ่าเวลา

เดี๋ยวนี้ Online Streaming กำลังเป็นที่นิยมอย่างมาก ซีรี่ย์จึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่จะทำให้แก้เซ็งได้เป็นอย่างดี ซึ่งอาจจะเป็นซีรี่ย์หรืออนิเมะที่มีความยาวของแต่ละตอนที่ใช้เวลาไม่มากนัก มีหลากหลายแนวให้ลองเลือกดู

TIPS : ทั้งนี้อย่าดูเพลินเกินไปจนรถคันข้างหลังบีบแตรไล่ล่ะ 🥰

Dramatic

ต้องเรื่องนี้เลย “The Queen’s Gambit” เรื่องราวชีวิตของนางเอกที่เติบโตมาในบ้านเด็กกำพร้า และมีความชื่นชอบในการเล่นหมากรุกเป็นชีวิตจิตใจ รวมไปถึงเล่าเนื้อหาชีวิตของนางเอก รวมไปถึงความน่ารักของนางเอกที่ทำให้ผมใจละลาย (งื้อ)

Romantic

ถ้าเป็นเรื่องของความรักแล้ว จะไม่พูดถึงเรื่องนี้คงเป็นไปไม่ได้ “Start-Up” เป็นเรื่องอาจจะสร้างแรงบันดาลใจให้ใครหลายคนเลยก็ว่าได้ รวมไปถึงความรักที่มั่งคงที่ให้ต่อใครสักคนอย่างสุดหัวใจ (น้ำตาไหลพราก~😂)

Comedy

ต้องเรื่องนี้เลย ตำนานความตลกโปกฮาอย่าง “Mr. Bean” ใครที่ได้ดูขำกลิ้งจนท้องแข็ง ถึงแม้ว่าจริง ๆ แล้วจะมีอยู่ไม่กี่ตอน แต่ด้วยความยาวในแต่ละตอนนั้นไม่ยาวมาก เหมาะที่สุดที่จะดูช่วงรถติด

Sci-Fi

ผมขอแนะนำเรื่องนี้เลย “Alice in Borderland” เป็นซีรี่ย์ญี่ปุ่น ที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในช่วงเวลานี้ ยิ่งใครที่เป็นสายเกมเมอร์แล้วล่ะก็ ยิ่งน่าจะถูกใจเป็นอย่างมาก ด้วยความสนุกและตื่นเต้นไปพร้อม ๆ กัน ลุ้นระทึกในทุกวินาทีของซีรี่ย์เลยทีเดียว ขอบอกเลยว่าสนุกมาก (ก.ไก่ ล้านตัว)

Horror

แนวสยองขวัญต้องเรื่องนี้เลย “Sweet Home” พูดตามตรงตอนแรกผมว่าจะไม่ดูเรื่องนี้ซะแล้ว เพราะผมไม่ชอบดูหนังหรือซีรี่ย์ที่เป็นอะไรน่ากลัว ๆ สักเท่าไร แต่ด้วยความที่เรื่องนี้สร้างมากจาการ์ตูน ให้อารมณ์สยองขวัญอย่างถึงที่สุด ตกใจในทุกจังหวะของซีรี่ย์ ทำให้ผมหยุดดูไม่ได้จริง ๆ

ขอขอบคุณรูปภาพทั้งหมดจาก Netfilx Thailand

3. เล่นโทรศัพท์

ทุกคนมีโทรศัพท์มือถือกันอยู่แล้ว ซึ่งแอปพลิเคชั่นต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเกม โซเชียลมีเดียมากมายทั้ง Facebook Twitter หรือ Instragram อาจจะถ่ายเหตุการณ์ที่พบเจออยู่ เพื่อแชร์ให้ทุกคนได้รู้ เป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยระบายได้

4. หาอะไรกิน

ถ้าหากว่าบนรถยังพอจะมีขนมติดเอาไว้บ้าง อย่ารีรอที่หยิบขนมที่มีออกมากิน เพราะการได้เคี้ยวอะไรสักอย่างนอกจากจะช่วยให้เลิกคิดเรื่องรถติดแล้ว ยังทำให้หายง่วงได้อีกด้วย (ตาสว่างกันเลยทีนี้!!)

5. โทรหาใครสักคน

อีกหนึ่งเวลาสุดเหงา ยิ่งถ้าหากนั่งขับรถอยู่คนเดียวในรถแล้วล่ะก็ เราคงต้องการใครสักคนที่มาคอยคุยแก้เหงา ระหว่างที่รถติดนี้อาจจะโทรหาใครสักคนเพื่อมาอยู่เป็นเพื่อนเราและคอยคุยกับเรายามรถติด

6. ออกกำลังกายเบา ๆ

ยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว นกตัวแรกแน่นอนว่าต้องได้เรื่องสุขภาพ นกอีกตัวคือคุณจะหายง่วงในทันที ซึ่งอาจจะเป็นการบริหารร่างกายง่าย ๆ เบา ๆ

  • ยืดเส้นยืดสาย

พอขับรถนาน ๆ เข้า แขนขาก็เริ่มที่จะเหนื่อยล้า ด้วยความที่รถมันค่อย ๆ ขยับไปทีละนิด ทำให้ขานั้นต้องเกร็งเพื่อผ่อนคันเร่ง และเปลี่ยนไปเบรกบ้างในบางครั้ง การยืดเส้นระหว่างที่รถติดอยู่จึงเป็นทางเลือกที่ดีไม่ใช่น้อย

  • บิดเอวสร้างกล้ามท้อง

ใช้เวลาว่าง ๆ ให้เกิดประโยชน์สูงสุด หุ่นเป๊ะ หุ่นปังวนไป บิดเอววันละนิดก็ช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อ แถมยังช่วยลดน้ำหนักได้อีกด้วย (ทำน้อยแต่ทำนะ) แค่นี้ก็หุ่นดีขึ้นมาทีละนิดแล้ว

  • ซิทอัพเบา ๆ

ปรับเบาะลงนิด และซิทอัพโลด!! ไม่จำเป็นต้องขึ้นสุด-ลงสุดก็ได้ แต่ตอนทำให้ลองเอานิ้วมากดบริเวณหน้าท้อง ดูว่าระหว่างตอนที่ซิทอัพนั้น ท้องแข็งรึเปล่า?? ถ้าท้องแข็งแสดงว่าได้ผลนั่นเอง

7. ช้อปปิ้งสิครับรออะไร

ไม่มีใครต้านทานการซื้อของได้จริง ๆ ยิ่งถ้าของที่ถูกใจแล้วล่ะก็ ไม่ว่าจะเวลาไหน ที่ไหน หรือจะตกอยู่ในสถานการณ์ไหน ก็สามารถเสียเงินได้อยู่ดี ผมแนะนำเลยว่าต้องเข้ามาที่แอปนี้เลย Kaidee มีทุกอย่างที่ต้องการจริง ๆ

ใครที่กำลังเบื่อรถติด ลองทำตามข้อที่ 7 ดูสิ เข้ามาช้อปปิ้งกับเราที่ Kaidee มีสินค้ามากมายทุกหมวดหมู่ความต้องการ ซื้อก็ง่าย ขายก็ดี ได้ทุกที่ทุกเวลา แถมคุยกับผู้ขายโดยตรงด้วยนะ ง่ายกว่านี้ไม่มีอีกแล้ว!! (ขอแอบขายนิดนึง อิอิ)

บ้านดีไซน์ประหลาดรอบโลก ที่เห็นแล้วต้องร้อง วอท เดอะ…. !

บ้านดีไซน์ประหลาดรอบโลก ที่เห็นแล้วต้องร้อง วอท เดอะ…. !

Weirdest House 1

ทุกคนต่างมีวิธีการแสดงตัวตนที่แท้จริงของตัวเองทั้งนั้น บางคนแสดงออกมาในรูปแบบสไตล์การแต่งตัว ทรงผม ยี่ห้อรถยนต์ หรือบางคนเลือกที่จะใช้งานอดิเรก อย่างการวาดรูป เต้น หรือเล่นดนตรี แต่เพื่อนๆ คะ เชื่อไหมว่ามีของสิ่งหนึ่งที่สามารถสะท้อนความเป็นตัวเอง และรสนิยม ของเพื่อนๆ ได้มากกว่าสิ่งไหน นั่นก็คือดีไซน์ และการตกแต่งบ้านนั่นเอง 

ยกตัวอย่างเช่น บ้านสไตล์มินิมอล มักจะมีเจ้าของเป็นคนง่ายๆ เจ้าระเบียบ ต่างกับคนที่มีบ้านสไตล์อินดัสเทรียล ซึ่งตัดสินจากปูนเปลือยที่เป็นเอกลักษณ์ของสไตล์แล้ว เดาไม่ยากเลยว่า เจ้าของต้องเป็นคนที่เท่ เซอร์ และมีความเป็นศิลปินสูงพอสมควร 

แน่นอนว่าความคิดสร้างสรรค์ และไอเดียของคนเราไม่มีข้อจำกัด แบบบ้านก็เช่นกันค่ะ ในสมัยนี้มีบ้านทรงประหลาดๆ ฉีกมาตรฐานรูปทรงบ้านทั่วไปที่ออกแบบโดยน้องๆ สถาปนิกรุ่นใหม่มาให้ชมกันอยู่มาก ทั้งแบบที่สามารถอยู่ได้จริง และไว้เพื่อชมอย่างเดียว 

วันนี้ Kaidee เลยไม่รอช้า ขอนำเสนอมีบ้านรูปทรงประหลาด แหวกแนวความคิดเดิมๆ จากทั่วทุกมุมโลก มาให้เพื่อนๆ ได้ร้องโอ้โหกัน พร้อมแล้วเรามาดูกันเลย 

บ้านทรงประหลาด

แน่นอนว่ารูปทรงบ้านปกติก็เพียงพอแล้วสำหรับการใช้ชีวิตหาเช้ากินค่ำอย่างเรา แต่เมื่อความคิดของมนุษย์ไม่หยุดอยู่กับที่ สิ่งประดิษฐ์และเทคโนโลยีใหม่ๆ ย่อมเกิดขึ้น และพัฒนาตามกาลเวลา 

อาชีพสถาปนิก เป็นอีกหนึ่งอาชีพที่ทำงานกับความท้าทาย เพื่อตอบโจทย์ปัญหาสังคม และความต้องการที่แท้จริงของมนุษย์ จึงไม่แปลกที่มีบ้านโครงสร้างฉีกตำราเรียน เกิดขึ้นมากมายทั่วโลก ไม่ว่าจุดประสงค์ของการสร้างนั้นจะเพื่อสะท้อนสภาพสังคม นิสัยมนุษย์ หรือเพื่อแค่สร้างชื่อเสียง ผลลัพธ์ที่ได้ คืออีกหนึ่งสิ่งก่อสร้างน่าสนใจ ที่ต่างถูกบันทึกไว้อีกหน้าของประวัติศาสตร์ หรือตำราเรียนให้คนรุ่นหลังได้ศึกษา 

เรามาดูแบบดีไซน์บ้านน่าทึ่ง ที่ไม่คิดว่าจะมีอยู่จริง จากรอบโลกกันเลยค่ะ 

บ้านทรงผอม (The Keret House) โปแลนด์

Weriest-House-2
ขอบคุณรูปสวยๆ จาก Greenprophet

บ้านหลังนี้มีชื่อว่า The Keret House เป็นบ้านที่มีรูปทรงแคบที่สุดในโลก ตั้งอยู่ที่กรุงวอร์ซอ เมืองหลวงของประเทศโปแลนด์ “Keret” เป็นชื่อบ้านที่ถูกตั้งตามชื่อของนักเขียน และนักสร้างภาพยนตร์ชื่อดังชาวอิสราเอล Etgar Keret ซึ่งเป็นคนแรกที่ได้ทดลองเข้าพักอาศัยและกินอยู่ในบ้านหลังนี้นั่นเอง บ้านรูปทรงผอมบางหลังนี้ เป็นผลงานจากการออกแบบร่วมกันของนักเขียน Etgar และสถาปนิกชาวโปแลนด์ Jakub Szczensy แน่นอนว่าได้ชื่อว่าเป็นบ้านที่แคบที่สุดในโลกแล้ว ขนาดพื้นที่รวมทั้งหมดของบ้านนั้นแค่ 14.5 ตารางเมตร และมุมที่แคบที่สุดในบ้านก็มีความกว้างเพียง 72 เซนติเมตร 

น่าทึ่งไปเลยใช่ไหมคะ ถึงบ้านหลังนี้จะดูแคบ แต่ก็มีสิ่งอำนวยความสะดวกพร้อม ทั้งห้องน้ำ ห้องนั่งเล่น ห้องนอน และห้องครัว ครบพร้อมอยู่ ทั้งนี้เนื่องจากจุดประสงค์ของการสร้างบ้านหลังนี้ ก็เพื่ออยู่อาศัยจริงๆ โดยเชิญให้ศิลปินเข้าอาศัย เพื่อสร้างแรงบันดาลใจสร้างสรรค์ผลงานศิลปะภายใต้สภาพแวดล้อมจำกัดนั้นเอง 

บ้านเปลือกหอยโข่งยักษ์ (Nautilus Giant Seashell) เม็กซิโก

weriest-house-3.1
ขอบคุณรูปสวยๆ จาก Hiconsumption
weirest-House-3.2
ขอบคุณรูปสวยๆ จาก randomwhisper

บ้านเปลือกหอยโข่งยักษ์นี้ ตั้งอยู่ที่เม็กซิโกซิตี้ เมืองหลวงของประเทศเม็กซิโก ถูกสร้างขึ้นเมื่อปี 2006 โดยการออกแบบของสถาปนิกชื่อดังชาวเม็กซิโก Javier Senosiain ค่ะ 

Javier นั้นได้แรงบันดาลใจจากผลงานสถาปัตยกรรมของสถาปนิกชาวสเปนในตำนาน อย่าง อันตอนี เกาดี (Antoni Gaudí) ซึ่งผลงานของอันตอนีส่วนใหญ่จะเน้นความ อลังการ โดยเล่นกับสีสัน เส้นโค้ง และรูปทรงเรขาคณิต ดังนั้นไฮไลท์ของบ้านเปลือกหอยยักษ์นี้จึงเป็นกำแพงที่ตกแต่งด้วยกระเบื้องเคลือบสีสายรุ้ง ความเด็ดยังไม่จบเพียงเท่านี้นะคะ เพราะเมื่อแสงแดดได้ส่องกระทบกระเบื้องสีเหล่านี้แล้ว กระเบื้องจะสะท้อนแสงสีนั้นๆ เข้าไปในตัวบ้าน ทำให้ห้องนั่งเล่นที่ตั้งอยู่ข้างใน กลายเป็นห้องที่เต็มไปด้วยสีสัน ราวกับอาศัยอยู่ในสายรุ้งเลยก็ว่าได้ 

บ้านมนุษย์หินฟลินท์สโตน (Flintstone House) สหรัฐอเมริกา

weirest-House-4.1
ขอบคุณรูปสวยๆ จาก home-design 

เชื่อว่าหลายคนที่เติบโตมากับการ์ตูนมนุษย์หินฟลินท์สโตน ต้องเคยใฝ่ฝันอยากมีบ้านแบบมนุษย์ถ้ำแบบเดียวกับการ์ตูนแน่นอน ซึ่ง ดิ๊ค คลาร์ค (Dick Clark) พิธีกรชื่อดังชาวอเมริกันก็เป็นอีกคนที่เป็นแฟนตัวยงของการ์ตูนยอดฮิต ฟลินท์สโตนเรื่องนี้ 

ก่อนที่เขาจะเสียชีวิตลงในวัย 82 ปี เขาได้สร้างบ้านดีไซน์แบบบ้านในยุคหินอาศัยโดยมนุษย์ถ้ำ ที่เกาะมาลิบู ประเทศสหรัฐอเมริกา เพื่อเติมเต็มความฝันในวัยเด็กของเขา นอกจากดีไซน์ของตัวบ้านแล้ว สิ่งที่น่าทึ่งอีกอย่างนั้นต้องยกให้วิว มหาสมุทรแปซิฟิก และแสงไฟยามค่ำคืนของมหานครลอสแอนเจลิส สุดลูกหูลูกตา ที่สามารถมองผ่านกระจกบานใหญ่ ซึ่งเป็นของตกแต่งชิ้นสำคัญของบ้านหลังนี้นั่นเอง 

บ้านกระจก (House NA) ญี่ปุ่น

ขอบคุณรูปสวยๆ จาก Dezeen

บ้านกระจกหลังนี้มีชื่อว่า “House NA” ตั้งอยู่ที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เป็นผลงานการออกแบบของ Sou Fukimoto ซึ่งเป็นสถาปนิกแนวหน้าของประเทศญี่ปุ่น  จุดเด่นของบ้านหลังนี้คือการใช้กระจกเป็นวัสดุหลักแทนคอนกรีต หรือไม้เพื่อสร้างกำแพง และผนังรอบบ้าน 

Sou Fukimoto ได้กล่าวว่า แนวคิดของการออกแบบบ้านหลังนี้ ได้แรงบันดาลใจมาจากการอาศัยอยู่บนต้นไม้ของคนสมัยโบราณ ซึ่งต้นไม้ที่มีกิ่งก้านในระดับความสูงลดหลั่นไม่เท่ากันนั้น ได้จุดประกายแนวคิดของเขาที่จะออกแบบบ้านเลียนแบบรูปทรงกิ่งก้านของต้นไม้ ซึ่ง Fukimoto ก็ทำมันออกมาได้ดี ไอเดียนั้นถูกสื่อออกมาในดีไซน์ของบ้าน เพราะนอกจากความโดดเด่นของกระจกแล้ว บ้านหลังนี้มี พื้น และระเบียง ที่มีระดับความสูงไม่เท่ากันนั้น เป็นฟันปลาทั่วทั้งตัวบ้าน 

ทั้งแปลก ทั้งเก๋ แต่ใช้งานได้จริง สมกับเป็นผลงานของชาวญี่ปุ่นจริงๆ เลยค่ะ  

บ้านหิน (Casa do Penedo) โปรตุเกส

weirest-House-6
ขอบคุณรูปสวยๆ จาก GoseIftour

เห็นบ้านมนุษย์ถ้ำของ ดิ๊ค คลาร์ค กันไปแล้ว เรามาดูบ้านมนุษย์หินกันบ้าง บ้านหินยักษ์นี้มีชื่อว่า “Casa Do Penedo” เป็นภาษาโปรตุเกส สามารถแปลตรงตัวได้ว่า บ้านหิน บ้านนี้ตั้งอยู่ที่เขาฟาฟี ทางตอนเหนือของประเทศโปรตุเกส ไม่เพียงแค่บ้านหลังนี้จะใช้ก้อนหินสร้างบ้านทั้งหลัง แต่ทั้ง 4 มุมของบ้านก็ยังถูกค้ำยันไว้ด้วยก้อนหินยักษ์ สมกับชื่อ บ้านหิน เลยทีเดียว

ถึงแม้ว่าไฟฟ้าจะเข้าไม่ถึงตัวบ้าน แต่บ้านหลังนี้สามารถอาศัยอยู่ได้จริง มีความสูงราวๆ 792 เมตร ซึ่งสามารถบรรจุคนได้ 4 คน แบบสบายๆ ที่น่าทึ่งคือ กระจกประตูและหน้าต่างสามารถกันกระสุนได้ นอกจากนี้ยังมีปล่องไฟขนาดเล็ก ยื่นขึ้นมาจากหลังคา เพื่อเพิ่มความอบอุ่นในหน้าหนาวอีกด้วย 

แน่นอนว่าการออกแบบบ้านไม่ใช่เรื่องง่าย ไม่ใช่ว่าจะออกแบบออกมาในรูปทรงอะไรก็สามารถลงมือสร้าง และอาศัยอยู่ได้อย่างปลอดภัย การออกแบบบ้านจำเป็นต้องมีความรอบคอบ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของโครงสร้าง วัสดุที่นำมาใช้ รวมไปจนถึงงบประมาณ ด้วยเหตุนี้แม้ว่าไอเดียจะแหวกโลกแค่ไหน ก็มีข้อจำกัดในการก่อสร้าง

ตัวอย่างด้านบนที่เรายกมาให้ ดู จึงเป็นหนึ่งในผลงานความคิดสร้างสรรค์ของสถาปนิกทั่วโลก ที่ควรได้รับการยกย่อง เพราะนอกจากไอเดียเจ๋งแล้ว ยังสามารถทำให้เป็นจริงได้ ถ้าเพื่อนๆ อยากมีบ้าน หรือคอนโดที่มีดีไซน์แปลกประหลาด แต่ราคาน่ารัก เอื้อมถึง ลองเข้ามาแวะชมที Kaidee ก่อนได้ค่ะ เรามีบ้าน และคอนโดหลากหลายดีไซน์ให้เลือก 

อยากรู้ไหม รถคันแรกในชีวิตค้าแข้งของคริสเตียโน โรนัลโด้คือคันไหน

อยากรู้ไหม รถคันแรกในชีวิตค้าแข้งของคริสเตียโน โรนัลโด้คือคันไหน

จะลูกเล็ก เด็กแดง วัยรุ่น ผู้ใหญ่ หรือป้าข้างบ้าน จะดูฟุตบอล เล่นฟุตบอล หรือไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับลูกกลมๆ ย่อมไม่มีใครที่ไม่รู้จักกองหน้าระดับเพชรฆาตมากประสบการณ์อย่างคริสเตียโน โรนัลโด้เป็นแน่

เพราะทั้งสไตล์การเล่นบอลที่ดุดัน รวดเร็ว และแพรวพราว ลีลาการหลอกเลื้อยคู่ต่อสู้แบบเร้าใจ และการสังหารประตูที่เลือดเย็นยิ่งกว่าฉลามแช่แข็ง ไหนจะเป็นสไตล์การใช้ชีวิตนอกสนามที่หรูหรา มีระดับ พร้อมแบรนด์ธุรกิจและงานโฆษณานับร้อย ทำให้คริสเตียโน โรนัลโด้เป็นที่จับตามองในทุกฝีก้าวไปโดยปริยาย

จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจแต่อย่างใด ที่นักเตะเจ้าของค่าเหนื่อยมูลค่า 550,000 ปอนด์ (22.6 ล้านบาทไทย) ต่อสัปดาห์จะมีงานอดิเรกเกี่ยวกับการสะสมรถหรูราคาแพง ซึ่งแต่ละคันที่อยู่ในโรงรถของเขา หากไม่มีราคาแพง ก็ต้องเป็นรถหรูที่ผลิตมาจำนวนจำกัด (ซึ่งก็มีราคาแพงอยู่ดี)

แถมในช่วงการกักตัวเมื่อหลายเดือนที่ผ่านมา เจ้าตัวดูเหมือนจะว่างจนไม่มีไรทำ จึงตัดสินใจถอยรถหรูอย่าง บูกัตติ เซนโตดิเอซี ที่มีเพียง 10 คันบนโลกนี้มาด้วยราคา 8.5 ล้านยูโร (300 ล้านบาทไทย) ซึ่งรถคันนี้ทำให้โรงรถของ คริสเตียโน โรนัลโด้ มีมูลค่าสูงกว่า 17 ล้านยูโร (800 ล้านบาทไทย) เข้าไปแล้ว

ก่อนที่ทุกอย่างจะกลายเป็นตำนาน

แต่ผมไม่ได้จะมาพูดถึงความหรูหราภายในโรงรถของแข้งพระกาฬจากยูเวนตุสแต่อย่างใด แต่ผมอยากพาทุกคนย้อนเวลากลับไปก่อนวันที่คริสเตียโน โรนัลโด้ จะประสบความสำเร็จ และเป็นเจ้าของรถหรูราคาแพงจำนวนมาก รถคันแรกในชีวิตการค้าแข้งของเขาคือรถแบรนด์ใด รุ่นอะไร และทำไมผมจึงเลือกหยิบยกรถคันนี้มาเป็นประเด็นในบทความนี้ ตามผมมาได้เลยครับ

ชายวัย 35 ผู้หนึ่ง
คริสเตียโน โรนัลโด้ในวัย 30 กว่า ที่ความฟิตทะลุร้อย
ขอบคุณภาพจาก Brobible

ราคาที่แพงเกินกว่าจะเป็นรถมือสาม

ช่วงปลายปี 2018 (พ.ศ. 2561) มีรถเก่าสภาพพอใช้คันหนึ่งถูกวางขายในตลาดขายรถมือสองและสาม และรถรุ่นนี้ได้รับการตีราคาให้เหมาะสมกับกาลเวลาและสภาพของตัวรถ แต่กลับกลายเป็นว่า รถคันนี้ถูกขายออกไปในราคาที่แพงกว่าที่มีการตีราคาถึง 3 เท่าตัว ทำไมมันจึงเป็นเช่นนั้น

รถคู่ใจของนักเตะหนุ่มทีมปีศาจแดง

ย้อนกลับไปในหน้าร้อนปี 2003 (พ.ศ. 2546) ที่เมืองแมนเชสเตอร์ ชาวเมืองย่านแทรฟฟอร์ดต้อนรับการมาถึงของนักเตะหนุ่มหน้ามนที่ข้ามทะเลจากโปรตุเกส แดนบ้านเกิด คริสเตียโน โรนัลโด้ ย้ายจากสปอร์ติง ลิสบอน มาเล่นให้กับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดด้วยค่าตัวระดับท็อปไทร์ที่ 12.26 ล้านปอนด์ ซึ่งถือว่าไม่น้อยเลยในยุคนั้น

ณ ตอนนั้น นักเตะหนุ่มวัย 18 ปียังขาดทั้งเงินทองและชื่อเสียงอย่างที่เขาเป็นในวันนี้ เขามีความจำเป็นต้องใช้รถยนต์เพื่อการเดินทางภายในเมือง แต่รถหรูมีราคาอาจไม่ใช่คำตอบที่โรนัลโด้สมควรถวิลหาในเวลานั้น เขาจึงต้องหารถยนต์ที่มีราคาเหมาะสม และคุ้มค่าต่อการใช้งาน

เขาจึงตัดสินใจคว้า Audi S3 Coupe 2000 มือสองมาใช้ในฤดูกาลแรกของเขากับพลพรรคปีศาจแดง ด้วยสมรรถนะที่ลงตัว อเนกประสงค์ และราคาที่ไม่แพง

Car Audi S3 Coupe 2000
รถคันแรกในชีวิตการค้าแข้งของเพชรฆาตสังหารประตู
ขอบคุณภาพจาก Auto Classics

คุณสมบัติของ Audi S3 Coupe 2000

Audi S3 Coupe เป็นรถยนต์สัญชาติเยอรมนีที่มีขนาดเล็ก เป็นรูปทรงแบบแฮทช์แบ็ก หรือรูปทรงแบบค่อมหลังพร้อมประตูหลังที่เอื้อต่อการเก็บสัมภาระมากขึ้น

ตัวรถมาพร้อมกับเครื่องยนต์ 4 สูบ 1.8 แบบเทอร์โบชาร์จที่แรงม้าสูงสุด 210-225 แรงม้า ซึ่งรุ่นที่คริสเตียโน โรนัลโด้ใช้นั้น เป็นรุ่นที่ผลิตระหว่างปี 1999-2002 จึงมีสมรรถนะอยู่ที่ 210 แรงม้าเพียงเท่านั้น รถคันนี้ยังมาพร้อมกับแรงบิดที่ 270 ทำความเร็วได้ 238 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ระบบเกียร์ธรรมดา 6 เกียร์ อีกทั้งยังเป็นครั้งแรกของแบรนด์ Audi ที่มีการใช้เครื่องยนต์แบบ 4 กระบอกสูบเล็ก และยังมีคุณสมบัติอื่นๆ ของ Audi S3 Coupe ตามนี้

  • ระบบเครื่องเสียงแบบพรีเมียมจากแบรนด์เครื่องเสียงดัง Bose
  • ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ Cruise Control System
  • เทคโนโลยีช่วยในการจอดรถ Parking-assist System
ด้านในรถยนต์ Audi S3 Coupe 2000 ของโรนัลโด้
ด้านใน Audi S3 Coupe 2000 ของโรนัลโด้
ขอขอบคุณภาพจาก Auto Classic

เรื่องราวต่อจากนั้นคือตำนาน ทั้งเขาและรถ

เรื่องราวต่อจากนั้นเป็นประจักษ์ต่อทุกสายตาเป็นอย่างดี คริสเตียโน โรนัลโด้พิสูจน์ตัวเองสำเร็จ และก้าวขึ้นมาเป็นนักเตะระดับโลกที่มีอินธิพลในวงการลูกหนังตลอด 2 ทศวรรษที่ผ่านมา ด้วยฟอร์มการเล่นที่ดีสม่ำเสมอ ทักษะและลีลาอันน่าหลงใหลเพลินตา การทำเกมที่เพื่อนในทีมไว้วางใจ รวมถึงความนิ่งในฐานะเพชรฆาตดับประตูฝ่ายตรงข้าม

เขาประสบความสำเร็จกับทั้งแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เรอัล มาดริด และไฟสปอตไลท์ยังคงส่องมาหาเขาตลอดการค้าแข้งกับม้าลายอิตาเลีย ยูเวนตุสในปัจจุบัน

คริสเตียโน โรนัลโด้ 2
เรื่องราวของเขาคือตำนาน

ส่วน Audi S3 Coupe รุ่นที่ผลิตในปี 2000 คันนั้นน่ะหรือ ราคาประเมินในท้องตลาดอยู่ที่ 6,000 ยูโร (200,000 บาทไทย) แต่เมื่อมีคนรู้ว่าเป็นรถคันเดียวกับที่มือของคริสเตียโน โรนัลโด้เคยแตะพวงมาลัย หรือเป็นรถที่คันเร่งเคยถูกเหยียบด้วยขาข้างเดียวกับที่ใช้คว้ารางวัลดาวซัลโวมานับต่อนัก ก็ทำให้ราคาของรถคันนั้นพุ่งสูงไปอยู่ที่ 20,000 ยูโร (700,000 บาทไทย) เลยทีเดียว ถือว่าสมราคาของรถที่ผ่านการใช้งานจากเทพนักเตะจริงๆ แม้จะเป็นรถมือสามก็ตามที

Kaidee Auto คือพื้นที่ให้คุณตามหารถมือหนึ่ง มือสอง หรือผ่านมาหลายมือมากกว่านั้น ด้วยราคาที่น่าเชื่อถือ ปลอดภัย วางใจได้ คุณจะได้รับรถสมรรถนะดีมีคุณภาพไปใช้อย่างแน่นอน ทางเราขออย่างเดียว เมื่อคุณมีชื่อเสียงแล้ว รบกวนกลับมาฝากขายรถกับเราเช่นเคยนะครับ กราบขอบพระคุณ

บอกเล่าวัฒนธรรมการดื่มกาแฟของแต่ละชนชาติ

บอกเล่าวัฒนธรรมการดื่มกาแฟของแต่ละชนชาติ

สัญลักษณ์การเริ่มต้นวันใหม่ของคุณทุกเช้า คืออะไรบ้างคะ

“แสงแดดรำไร เสียงนกร้องและความเร่งรีบของผู้คน”

“กาแฟ” ถืออีกเป็นหนึ่งสัญลักษณ์ของ “การเริ่มต้นวันใหม่” ที่ชวนอบอุ่นใจ กาแฟที่ดีมักมาพร้อมกลิ่นหอมของเมล็ดคั่วใหม่และรสชาติที่กลมกล่อมถูกใจ สำหรับเราแล้วเครื่องดื่มชนิดนี้เป็นมากกว่าเครื่องดื่มทั่วไปที่ใช้ดับกระหาย กาแฟเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยเติมเต็มให้ทุกๆ เช้า เราพร้อมเริ่มต้นกับอะไรใหม่ๆ อย่างสดใสและมีพลังใจ

Coffee-world

“จุดเริ่มต้น” ของกาแฟ

ย้อนกลับไปราวศตวรรษที่ 15 เครื่องดื่มสุดโปรดของใครหลายๆ คน ถือกำเนิดขึ้นครั้งแรกบนโลก ตามตำนานว่ากันว่า กาลดิ (Kaldi) ชายหนุ่มผู้เลี้ยงแกะเป็นอาชีพ ณ ป่าโบราณของเอธิโอเปีย สังเกตว่าแกะที่เขาเลี้ยงมักคึกคักเป็นพิเศษช่วงกลางดึก ไม่ค่อยพักผ่อนนอนหลับเหมือนดังกิจวัตรปกติ

เขาจึงเริ่มสังเกตพฤติกรรม จนเห็นว่าแกะฝูงนี้ชอบกินเมล็ดพันธุ์สีน้ำตาลชนิดหนึ่ง บวกกับว่าช่วงนั้น มีนักบวชค้นพบว่าการกินเมล็ดพันธุ์ชนิดนี้ ทำให้พวกเขาตื่นตัวกลางดึก มีเรี่ยวแรงสวดมนต์ตอนกลางคืนได้นานขึ้นกว่าเดิม ทำให้ “สรรพคุณ” ของเมล็ดพันธุ์ดังกล่าวเริ่มเป็นที่แพร่หลายและได้รับความนิยมมากขึ้น

พลังของ “กาแฟ” เริ่มขับเคลื่อนและเดินทางไปทั่วโลก ทั้งฝั่งตะวันออก ตะวันตกไปจนถึงคาบสมุทรอาหรับ เมล็ดพันธุ์ชนิดนี้ถูกพัฒนาต่อยอดมาเรื่อยๆ

ปัจจุบัน “กาแฟ” กลายเป็นเครื่องดื่มระดับโลก
ถึงขนาดมีการซื้อขายมากเป็นอันดับสองของโลก รองจาก “น้ำเปล่า” เท่านั้น

National Coffee Association

วัฒนธรรมการกินกาแฟของแต่ละชาติ

กาแฟเป็นเครื่องดื่มที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย กระจายไปทั่วทุกมุมโลก แต่ละชาติมี “วัฒนธรรมการกินกาแฟ” อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวแตกต่างกันไป กาแฟในทุกวันนี้จึงไม่ได้เป็นเพียง “เครื่องดื่ม” ที่ส่งกลิ่นหอมละมุนเท่านั้น ทว่ายังทำหน้าที่เป็นศูนย์รวมทางสังคมที่น่าสนใจเช่นเดียวกัน

1. ไทย

Coffee-Thailand
Coffee-Thailand

ก่อนจะไปเริ่มที่ไหนไกล ขอเริ่มต้นที่ไทยแลนด์ของเราเป็นที่แรก สมัยที่กาแฟเริ่มเข้ามามีบทบาทกับสังคมไทย ย้อนไปราวๆ 50-100 ปีก่อน ร้าน “โกปี้” ในสมัยนั้นทำหน้าที่เสมือนจุดรวมข่าวสารของชุมชน

ความที่สมัยก่อนยังไม่มีโทรทัศน์ หนังสือพิมพ์จึงเป็นสื่อเดียวที่ใช้กระจายข้อมูลข่าวสาร ชาวบ้านจึงนิยมไปนั่งสังสรรค์ แลกเปลี่ยนข้อมูลกันที่ร้านกาแฟ ซึ่งกาแฟในช่วงแรกๆ เป็นแบบ “เอสเพรสโซ” โดยการเอาเมล็ดกาแฟไปคั่วบนกระทะเตาถ่าน หรือที่เรารู้จักกันในนามของ “โอเลี้ยง” (โอแปลว่า “ดำ” และเลี้ยง แปลว่า“เย็น”)

คนไทยกับกาแฟผูกพันกันมายาวนาน ถึงแม้ว่าบทบาทของร้านกาแฟทุกวันนี้จะเปลี่ยนไปจากเดิม จากร้านโกปี้อาหารเช้า ปัจจุบันถูกยกระดับให้เป็นสถานที่นั่งชิล ถ่ายรูปลงโซเชียลสวยๆ แต่ยังคงเป็นสถานที่พูดคุยที่ดีเหมือนเดิม ปัจจุบันประเทศไทยเป็นผู้ผลิตกาแฟรายใหญ่อันดับ 3 ของเอเชีย (รองจากเวียดนามและอินโดนีเซีย)

2. ญี่ปุ่น

Coffee-japan

กาแฟถูกนำเข้ามาในญี่ปุ่นครั้งแรกโดยชาวดัตช์ ในสมัยปี 1700 ก่อนจะเริ่มได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ กระทั่งปี 1888 คุณ Tadao Ueshima ตัดสินใจเปิดร้านกาแฟ Kahiichakan ขึ้นเป็นแห่งแรกในญี่ปุ่น

ระหว่างที่กาแฟค่อยๆ แทรกซึมเข้าสู่ดินแดนอาทิตย์อุทัย ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 (ปี 1939) สถานการณ์กลับพลิกผัน ญี่ปุ่นกลับออกคำสั่งห้ามนำเข้า “กาแฟ” จากฝั่งตะวันตกทันที เนื่องด้วยนโยบายชาตินิยม ทำให้กาแฟกลายเป็นเครื่องดื่มเฉพาะกลุ่ม ต่างจาก “ร้านน้ำชา” ที่ยังได้รับความนิยมในญี่ปุ่นเสมอ

“เวลาเปลี่ยน อะไรก็เปลี่ยน” ตั้งแต่ปี 1960 เป็นต้นมา กาแฟกลับมาเป็นที่นิยมอีกครั้งในหมู่นักธุรกิจ ชนชั้นสูงและคนรุ่นใหม่ จนกลายเป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์ของ “การแบ่งชนชั้น” ไปโดยปริยาย ปัจจุบันเมืองนี้นำเข้ากาแฟเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี ในจำนวนเกือบสองแสนตัน/ปี

3. สหรัฐอเมริกา

“Coffee Socialite” สังคมการดื่มกาแฟในอเมริกา ค่อนข้างแข็งแกร่งและได้รับความนิยมเป็นวงกว้าง ชาวอเมริกาส่วนใหญ่มีกาแฟอยู่ในตารางชีวิตประจำวัน หลายๆ คนดื่มกาแฟมากกว่าวันละหนึ่งแก้ว ถึงขนาดมีคำกล่าวไว้ว่า

“กาแฟเป็นส่วนหนึ่งของชาวอเมริกัน พอๆ กับกางเกงยีนส์สีน้ำเงิน
และเพลงร็อคแอนด์โรล”

Coffee-USA

ราวศตวรรษที่ 18 กาแฟกลายเป็นสินค้าที่ทำกำไรได้มากสุดในยุคนั้น นักธุรกิจหลายคนพากันเข้าสู่วงการนี้ และประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี เนื่องด้วยการบริโภคกาแฟในสมัยนั้น เพิ่มจำนวนขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนเริ่มมีแบรนด์กาแฟเปิดตัวขึ้น รวมถึงจุดกำเนิดของร้านกาแฟชื่อดัง “Starbucks” ที่เปิดขึ้นครั้งแรกในปี 1971 ที่เมืองซีแอตเทิล

ทุกวันนี้ธุรกิจกาแฟในประเทศนี้ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง มีทั้งร้านกาแฟเล็กๆ ไปถึงแบรนด์ดังระดับโลก ชาวอเมริกาค่อนข้างให้คุณค่ากับกาแฟ และมองว่า เครื่องดื่มนี้คืองานศิลปะที่สวยงาม … กาแฟหนึ่งแก้วมีเรื่องราวและผ่านเรื่องเล่าต่างๆ มามากมาย

4. เวียดนาม

หากพูดถึง “กาแฟ” โดยไม่เอ่ยชื่อประเทศนี้ คงจะแปลกอยู่ไม่น้อย ความที่เป็นเบอร์ต้นๆ ของวงการกาแฟในเอเชียแต่ไหนแต่ไร ที่สำคัญวัฒนธรรมการดื่มกาแฟของเวียดนาม ค่อนข้างโดดเด่นมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่น่าสนใจอยู่ไม่น้อย

กาแฟกับคนเวียดนาม ผูกพันกันมาตั้งแต่ช่วงศตวรรษที่ 19 สมัยที่เวียดนามตกเป็นเมืองขึ้นของฝรั่งเศส เรื่องราวของกาแฟถูกถ่ายทอดทิ้งไว้เป็นมรดกอันล้ำค่า ซึ่งทางเวียดนามนำสิ่งนี้มาต่อยอด ด้วยการเปิดโรงงานผลิตกาแฟขนาดใหญ่หลังจบสงคราม จนทุกวันนี้กลายเป็นผู้ส่งออกกาแฟรายใหญ่อันดับสองของโลก

Coffee-Vietnam

“กาแฟโรบัสต้า” คือจุดแข็งที่ทำให้กาแฟเวียดนามแตกต่างกว่าเจ้าอื่นๆ ด้วยปริมาณคาเฟอีนที่เข้มข้น ทำให้กาแฟตัวนี้มีรสชาติเข้มข้นและส่งกลิ่นหอมชัดเจน หากคุณไปเวียดนาม นอกจากจะว้าวกับการคมนาคมอันแสนวุ่นวายแล้ว ความหนาแน่นของร้านกาแฟข้างทางยังเป็นสิ่งที่ทำให้คุณมหัศจรรย์ได้ใจเช่นกัน

5. บราซิล

เอ่ยถึงอันดับสองของวงการกาแฟโลกไปแล้ว จะไม่พูดถึงผู้ส่งออกเมล็ด
กาแฟ “อันดับหนึ่ง” ของโลก อย่างบราซิลได้อย่างไร โดยเฉพาะคอกาแฟหลายคนคงได้ยินกิตติศัพท์ร่ำลือกันมาอย่างดี

Coffee-Brazil

1727 คือปีแรกที่มีการปลูกต้นกาแฟขึ้นเป็นครั้งแรกในบราซิล โดยนายทหาร “Francisco de Melo Palheta” ว่ากันว่าเป็นการปลูกแบบไม่ถูกต้อง แต่นั่นก็คือปฐมบททางประวัติศาสตร์สำคัญของประเทศนี้ กว่า 150 ปี ที่กาแฟเป็นพืชเศรษฐกิจหลัก ที่สร้างรายได้หลักเข้าประเทศเป็นอันดับหนึ่ง

แม้จะเป็นประเทศที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยการส่งออกกาแฟเป็นหลัก ทว่าพฤติกรรมการดื่มกาแฟของคนบราซิลไม่ค่อยโดดเด่นนัก ว่ากันว่าชาวเมืองนิยมดื่มกาแฟร้อนในถ้วยเล็กๆ โดยไม่ต้องผ่านกรรมวิธีอะไรมากมาย พวกเขาก็ดื่มด่ำและมีความสุขได้ ถึงแม้เมล็ดกาแฟที่ใช้บางครั้งเกรดต่ำกว่าที่ส่งออกด้วยซ้ำ

สรุปท้ายบทความ

เรื่องราว “กาแฟ” ของแต่ละประเทศ มีนัยยะมากกว่าเครื่องดื่มธรรมดาทั่วไป ทั้งสัญลักษณ์ของการแบ่งชนชั้น จุดเชื่อมกันของคนในสังคม ตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจสำคัญของบางประเทศ ฯลฯ

นอกจากนี้กาแฟยังถูกนำไปต่อยอดเป็นเมนูที่หลากหลาย ด้วยส่วนผสมและกรรมวิธีต่างๆ ที่ยกระดับให้ “กาแฟ” กลายเป็นเครื่องดื่มที่ยอดเยี่ยมมากกว่าเดิม เสมือนงานศิลปะมีชีวิต ดังคำกล่าวที่ว่า

“Coffee – the favorite drink of the civilized world.”

Thomas Jefferson
รถยนต์ไฟฟ้า ทางเลือกใหม่ของคนมีรถ

รถยนต์ไฟฟ้า ทางเลือกใหม่ของคนมีรถ

อย่างที่รู้ ๆ กันว่า หนึ่งในสาเหตุที่ทำให้โลกของเรามีมลพิษมากเพิ่มขึ้นคงจะหนีไม่พ้นควันจากรถยนต์ที่เราขับกันในปัจจุบัน จนส่งผลต่อความเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหันของสภาพอากาศและฝุ่น PM 2.5 ซึ่งเป็นปัญหาที่ประเทศไทยและหลาย ๆ ประเทศทั่วโลกกำลังเผชิญอยู่ ทำให้อุตสาหกรรมยานยนต์ในยุคนี้ต่างมุ่งเป้าไปเพื่อการผลิตรถยนต์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น และรถยนต์ที่ว่านั่นก็คือ รถยนต์ไฟฟ้า ที่ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าจนรถมีการปล่อยไอเสียน้อยลงกว่าเดิมมาก แต่ก็คงมีน้อยคนที่จะรู้ถึงรายละเอียดของรถยนต์ประเภทนี้ว่าเป็นอย่างไร วันนี้เราจะมาเล่าให้ฟังกัน

รถยนต์ไฟฟ้าคืออะไร

รถยนต์พลังงานไฟฟ้า (Electric Vehicle) หรือ ที่เรียกว่า EV เป็นรถยนต์ที่ถูกขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์พลังงานไฟฟ้า 100% จากเก็บในแบตเตอรี่ส่งผลให้รถยนต์ประเภทนี้มีอัตราการเร่งเครื่องที่เร็วและเรียบ และด้วยหลักการที่ว่าข้างต้นนี้เองที่ทำให้รถยนต์พลังงานไฟฟ้าเป็นรถที่ช่วยให้รักษาโลกของเราให้มีความสะอาดและน่าอยู่ ซึ่งรถยนต์พลังงานไฟฟ้าถูกคิดค้นสำเร็จตั้งแต่ปี ค.ศ. 1900 แต่ทั่วโลกเพิ่งจะหันมาสนใจรถยนต์พลังงานไฟฟ้าอย่างจริงจังใน พ.ศ. 2544 (ช่วงศตวรรษที่ 21) นี้เอง

การทำงานของรถยนต์ไฟฟ้า

เนื่องจากรถยนต์พลังงานไฟฟ้าไม่ได้เป็นรถยนต์ที่มีการเผาไหม้ของเชื้อเพลิงเพื่อการขับเคลื่อนเหมือนกับรถยนต์ที่ใช้น้ำมัน การทำงานของรถยนต์พลังงานไฟฟ้าจึงเริ่มต้นที่ แบตเตอรี่ ซึ่งมีหน้าที่ในการเก็บพลังงานไฟฟ้าที่ถูกชาร์จเข้ามา โดยปัจจุบันแบตเตอรี่ที่นิยมใช้กัน ได้แก่ แบตเตอรี่ลิเธียมไอออน ที่สามารถกักเก็บไฟฟ้าได้เยอะและทนทาน หลังจากนั้นพลังงานไฟฟ้านี้ก็จะถูกส่งไปยัง อุปกรณ์แปลงกระแสไฟฟ้า เพื่อเปลี่ยนจากไฟฟ้ากระแสตรงให้กลายเป็นไฟฟ้ากระแสสลับ แล้วจึงเข้าไปที่ มอเตอร์ไฟฟ้า เพื่อกระจายพลังงานไฟฟ้าไปยังส่วนต่าง ๆ ของรถยนต์นั่นเอง

ขอบคุณรูปจาก: afdc.energy.gov

ข้อดีของรถยนต์ไฟฟ้า

นอกจากข้อดีของรถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่มีเครื่องยนต์เงียบ ไม่มีไอเสีย ดีต่อสภาพอากาศของโลกเราแล้ว ยังมีข้อดีต่อผู้ขับขี่อีกมากมายดังนี้

ประหยัดค่าซ่อมบำรุง ค่าน้ำมัน

ค่าน้ำมันสำหรับใครหลายคนถือเป็นค่าใช้จ่ายอันหนักอึ้งที่ต้องเสียเมื่อมีรถยนต์ เพราะราคาน้ำมันในตลาดมีความไม่แน่นอน บางวันก็สูงบางวันก็ต่ำจนคาดเดาอะไรไม่ค่อยได้เท่าไรนัก ยังไม่นับการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องที่ต้องจัดการอยู่บ่อย ๆ การมีรถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่ขับเคลื่อนโดยไม่ต้องใช้น้ำมันจึงสามารถช่วยลดค่าน้ำมันและการซ่อมบำรุงต่าง ๆ ให้กับเราได้มากเลยทีเดียว

การทำงานมีเสียงเบาเงียบกว่ารถยนต์ที่ใช้น้ำมัน

เนื่องจากของรถยนต์พลังงานไฟฟ้าทำงานด้วยการใช้พลังงานไฟฟ้าจากแบตเตอรี่โดยที่ไม่ได้มีการเผาไหม้เหมือนกับรถยนต์ปกติทั่วไปทำให้เสียงของรถยนต์ประเภทนี้มีเสียงเครื่องยนต์ที่เบากว่ารถยนต์ที่ใช้พลังงานเชื้อเพลิงหลายเท่า และยังมีอัตราเร่งที่รวดเร็วอีกด้วย

ไม่เสียเวลาแวะเติมน้ำมัน

ในเวลาเร่งรีบที่ปั๊มน้ำมันมีคิวอันแสนยาวการต่อคิวเติมน้ำมันก็คงเป็นเรื่องเสียเวลาเป็นอย่างมาก แต่ปัญหานี้จะหมดไปเมื่อเราใช้รถยนต์พลังงานไฟฟ้า เพราะการเติมไฟฟ้านี้สามารถทำได้ง่าย ๆ ด้วยการเสียบชาร์จแบตจากปลั๊กไฟบ้านได้ในตอนกลางคืน นอกจากนี้ในปัจจุบันยังมี EV Charger ซึ่งเป็นสถานที่ในการชาร์จพลังงานไฟฟ้าให้กับรถยนต์ของเราอีกด้วย

ขอบคุณรูปจาก: DELTA Thailand

ประเภทรถยนต์ไฟฟ้า

รถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่เรารู้จักคงจะมีเพียงประเภทเดียว แต่รู้ไหมว่าจริง ๆ แล้วรถยนต์พลังงานไฟฟ้าสามารถแบ่งออกเป็นหลายประเภทย่อย ๆ ได้มากมาย โดยวันนี้เราจะยกตัวอย่างระบบที่นิยมใช้ 5 ระบบด้วยกัน ดังนี้

รถยนต์ไฟฟ้า (EV)

เป็นรถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่ใช้พลังงานพลังไฟฟ้าจากตัวแบตเตอรี่เพียงอย่างเดียว ไม่มีการปล่อยควันไอเสียสู่อากาศซึ่งรถยนต์ประเภทนี้สามารถชาร์จพลังงานไฟฟ้าได้ภายในเวลาเพียง 6-8 ชั่วโมง หรืออาจเพียง 2-4 ชั่วโมง หากมีการชาร์จแบบรวดเร็ว

รถยนต์ไฟฟ้าอี พาวเวอร์ (E-Power)

เทคโนโลยีการทำงานของรถยนต์ไฟฟ้าที่ผสมผสานระหว่างระบบ Hybrid และ EV โดยมีเครื่องยนต์ที่ใช้ปั่นกระแสและไปเก็บไว้ในแบตเตอรี่เพื่อใช้งานต่อไป หรือเข้าใจง่าย ๆ ว่า เป็นการใช้พลังงานไฟฟ้าจากเครื่องยนต์แต่ขับด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าเหมือนรถยนต์พลังงานไฟฟ้าด้วยการเติมน้ำมันเหมือนรถยนต์ทั่วไปก็พอแล้ว

รถยนต์ไฟฟ้าไฮบริด (HEV)

ระบบการทำงานรถยนต์ไฟฟ้าที่มีการใช้พลังงานเชื้อเพลิงผสมผสานกับพลังงานไฟฟ้าโดยเครื่องยนต์ของรถยนต์พลังงานไฟฟ้าไฮบริด จะมีการขับเคลื่อนด้วยพลังงานเชื้อเพลิงแต่เมื่อพลังงานเชื้อเพลิงได้หมดลง ระบบจะทำการดึงพลังงานไฟฟ้าในแบตเตอรี่ที่ได้สะสมไว้จากการชาร์จรถยนต์พลังงานไฟฟ้าแทนการทำงานทั่วไป

รถยนต์ไฟฟ้าปลั๊ก-อิน ไฮบริด (PHEV)

หนึ่งในระบบการทำงานของรถยนต์พลังงานไฟฟ้าไฮบริดที่มีการผสมผสานกันระหว่างเครื่องยนต์ (เบนซิน หรือ ดีเซล) กับ แบตเตอรี่ขนาดใหญ่ ซึ่งรถยนต์ประเภทนี้สามารถเลือกได้ว่าจะใช้พลังงานไฟฟ้าแบบรถยนต์ EV หรือ พลังงานเชื้อเพลิงแบบรถยนต์ไฮบริด ได้

รถพลังงานไฮโดรเจน (Fuel Cell)

ประเภทรถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่มีการใช้พลังงานสะอาดอย่างไฮโดรเจนเพื่อแปลงกระแสไฟฟ้าให้รถยนต์มีการขับเคลื่อน ซึ่งต้องมีการเติมไฮโดรเจนเหลวเข้าไปกักเก็บในแผงเซลล์เชื้อเพลิง สร้างกระแสไฟฟ้าในตัวแบตเตอรี่ และส่งไปยังมอเตอร์ไฟฟ้าเพื่อให้เครื่องยนต์มีการขับเคลื่อนเกิดขึ้น

รถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย

ในปัจจุบัน มีรถยนต์พลังงานไฟฟ้ามากมายหลายยี่ห้อและรุ่นให้เราได้เลือกใช้งาน ไม่แพ้กับประเทศอื่น ๆ เลย โดยรถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่น่าใช้มีดังนี้

รถยนต์ไฟฟ้า MG ZS EV

mg zs ev
ขอบคุณรูปจาก: mgcars.com

MG ZS EV รถยนต์พลังงานไฟฟ้าคันแรกของแบรนด์ MG ที่มีระบบพลังงานแบบ EV มีการใช้พลังงานไฟฟ้าถึง 100% เต็มภายใต้แนวคิดด ‘BRIT DYNAMIC’ ที่มีความสมบูรณ์แบบทั้งสมรรถนะ การควบคุม การออกแบบ และความปลอดภัย ที่ช่วยให้การใช้ชีวิตของคุณสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น

ราคา 1,190,000 บาท

รถยนต์ไฟฟ้า Nissan Leaf

nissan leaf
ขอบคุณรูปจาก: nissan.co.th

Nissan Leaf อีกหนึ่งรถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่มีดีไซน์ภายนอกโฉบเฉี่ยวทรงพลังโดดเด่นไม่เหมือนใครพร้อมการตกแต่งภายในสีดำลุคสปอร์ต มีฟังก์ชันล้ำสมัยที่เชื่อมต่อทุกความสบายด้วยการเชื่อมต่อโทรศัพท์มือถือผ่าน Bluetooth หรือสาย USB และระบบ INTELLIGENT SAFETY SHIELD TECHNOLOGIES ดูแลความปลอดภัยของคุณขณะเดินทาง

ราคา 1,990,000 บาท

รถยนต์ไฟฟ้า FOMM ONE

fomm one
ขอบคุณรูปจาก: fomm.co.th

รถยนต์พลังงานไฟฟ้าสัญชาติญี่ปุ่นอย่าง FOMM ONE ที่มีการผสมผสานเทคโนโลยีและวัฒนธรรมอย่างลงตัว และด้วยขนาดที่เล็กกะทัดรัดจนสามารถเข้าในซอยเล็ก ๆ ได้อย่างสะดวกสบาย รวมถึงคุณสมบัติพิเศษที่สามารถขับขี่ในน้ำตื้นรองรับกับเหตุการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้นในประเทศไทยเป็นประจำได้อีกด้วย

ราคา 664,000 บาท

รถยนต์ไฟฟ้า Hyundai Ioniq Electric

hyundai loniq electric
ขอบคุณรูปจาก: hyundai.co.th

Hyundai Ioniq Electric รถยนต์แฮ็ทช์แบ็กพลังงานไฟฟ้าดีไซน์สปอร์ต ด้วยแนวคิด ‘Purified High-Tech’ ที่ภายในเรียบง่าย แต่เต็มไปด้วยฟังก์ชันสุดไฮเทคทั้งเบรกมือไฟฟ้า ระบบเปลี่ยนเกียร์แบบปุ่ม ที่ชาร์จโทรศัพท์แบบไร้สาย และ เครื่องเสียงจอสัมผัสขนาด 5 นิ้ว ที่รองรับการใช้งานผ่าน USB และ Bluetooth

ราคา 1,749,000 บาท

รถยนต์ไฟฟ้า MINI Cooper SE

mini cooper se
ขอบคุณรูปจาก: mini.co.th

MINI Cooper SE รถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่ถูกพัฒนาจาก MINI Cooper รุ่นรถยนต์ดีไซน์น่ารักที่ได้รับความนิยมมากมายจากสาว ๆ โดยเป็นรุ่นที่มีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกที่ครบครันอย่างจอแสดงผลสีดิจิทัลต่าง ๆ รองรับ Apple CarPlay ไร้สาย แท่นชาร์จไร้สาย ระบบเซ็นเซอร์จอดรถ และ ระบบ Cruise Control

ราคา 2,290,000 บาท

สรุปท้ายบทความ

จะเห็นได้ว่ารถยนต์พลังงานไฟฟ้าเป็นรถยนต์ที่สามารถช่วยให้โลกของเรามีความน่าอยู่มากขึ้น และยังแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นเมื่อใช้รถยนต์พลังงานเชื้อเพลิง จนสามารถช่วยให้ผู้ขับขี่อย่างเรา ๆ มีความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น ซึ่งในประเทศไทยรถยนต์พลังงานไฟฟ้าก็ยังมีราคาที่มากพอสมควรจนหลายคนอาจไม่สามารถจับจองเป็นเจ้าของได้ แต่ใน Kaidee Auto ก็มีรถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่คุณอาจซื้อได้เช่นกัน

อ่านบทความเกี่ยวกับ ยานยนต์ ที่นี่