สกิลขับรถเป็นศูนย์ ต้องเริ่มต้นยังไงดี?

สกิลขับรถเป็นศูนย์ ต้องเริ่มต้นยังไงดี?

การขับรถในปัจจุบันนอกจากจะทำให้สะดวกสบายในการเดินทางแล้ว ยังเป็นความสามารถที่นำไปใช้สมัครงานบางอย่างได้อีกด้วย และเชื่อว่าใครหลาย ๆ คนมีความอยากที่จะขับรถเป็น แต่ด้วยอะไรหลายอย่างที่ทำให้ไม่สามารถเริ่มฝึกได้สักที เพราะไม่รู้ว่าจะต้องเริ่มต้นยังไงดี??

เดี๋ยววันนี้ผมจะเล่าและแชร์ประสบการณ์การเริ่มหัดขับรถครั้งแรกของตัวผมเอง และผมเองก็เป็นคนหนึ่งที่ไม่ได้ไปเรียนที่โรงเรียนสอนขับรถ แต่วิธีที่ผมกำลังจะแนะนำนั้นมันใช้ได้ผลค่อนข้างดีเลยทีเดียว มาดูไปพร้อมกันเลยว่าจะมีอะไรบ้าง

ควรต้องเริ่มต้นจากอะไรดี

นี่แหละคือปัญหาใหญ่ที่สุด เพราะเราไม่รู้เลยว่าควรเริ่มยังไงดี ผมจะบอกอย่างนี้ก่อนว่ารถยนต์เนี่ยมีระบบขับเคลื่อนของเกียร์อยู่ 2 ประเภท นั่นคือ เกียร์ธรรมดาและเกียร์ออโต้ ซึ่งการเริ่มหัดขับของรถยนต์ทั้งคู่ก็มีความแตกต่างกัน มาทำความรู้จักทั้งคู่กันก่อนเลย

เกียร์ธรรมดา (Manual)

สิ่งที่ต้องรู้ก่อนเลยในเกียร์ธรรมดา (MT) เป็นการที่ผู้ขับขี่จะต้องเปลี่ยนเกียร์เองระหว่างขับ ซึ่งฟังดูแล้วดูเหมือนจะยาก แต่จริงแล้วไม่ได้ยากอย่างที่คิด แต่ก็มีสิ่งที่ต้องรู้ก่อนเลยก็คือ อุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ทำงานร่วมกัน

1. คันเร่ง

เป็นแป้นเหยียบบริเวณด้านขวาสุด ตามชื่อของมันเลย เมื่อเหยียบแป้นจะทำให้เครื่องยนต์นั้นทำงาน และแรงขึ้นตามแรงที่เหยียบ

2. เบรก

เป็นแป้นเหยียบที่อยู่ตรงกลาง ที่มีหน้าที่เอาไว้ค่อย ๆ หยุดรถยนต์ให้อยู่กับที่ เมื่อรถมีความเร็วสูง เพื่อไม่ให้เกิดอุบัติเหตุ

3. คลัทช์

เป็นแป้นเหยียบที่อยู่ด้านซ้ายสุด (ต้องระวังในตอนเหยียบอย่างมากกันการสับสนระหว่างคลัชท์กับเบรก) ซึ่งคลัชท์มีหน้าที่ในการตัดต่อการถ่ายกำลัง ถ้าให้พูดง่าย ๆ ก็คือเหยียบเมื่อต้องการจะเปลี่ยนเกียร์

4. ระบบของเกียร์

ระบบเกียร์ของเกียร์ธรรมดานั้น มีให้จำไม่มากเท่าเกียร์ออโต้ ซึ่งมีอยู่ดังนี้

  • เกียร์ N (Neutral): หรือที่เรียกกันว่า “เกียร์ว่าง”  เป็นเกียร์ที่เอาไว้เพื่อพักการทำงานของเครื่องยนต์ ซึ่งจะรู้ได้ไงว่าอยู่เกียร์ N ให้คุณลองโยกกระปุกเกียร์ซ้าย-ขวาดู ถ้าโยกแล้วไม่ติดอะไร แสดงว่าคุณนั้นอยู่ที่เกียร์ N

Tips : ควรตรวจสอบให้รถยนต์เข้าเกียร์ N เอาไว้ก่อนสตาร์ททุกครั้ง

  • เกียร์ R (Reverse) : เกียร์ถอย ตามชื่อเลย จะเข้าเกียร์นี้ก็ต่อเมื่อคุณต้องการที่จะถอยรถ ซึ่งงสามารถดูตำแหน่งของเกียร์ได้บนกระปุกเกียร์
  • ลำดับของเกียร์ : หากลองไปดูที่กระปุกเกียร์ คุณจะเห็นว่า มีตัวเลข 1-5 (ซึ่งบางรุ่นอาจมีถึง 6) นั่นคือลำดับขั้นของเกียร์ที่คุณจะต้องเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ซึ่งเดี๋ยวจะมาอธิบายต่อ (อ่านจนจบด้วยล่ะ ^-^)

เกียร์ออโต้ (Automatic)

มาต่อกันเลยที่เกียร์ออโต้ (AT) เป็นระบบที่คุณไม่จำเป็นต้องทำอะไร เพราะว่าจังหวะการเปลี่ยนเกียร์ทุกอย่างจะถูกคำนวณให้ด้วยโปรแกรม ซึ่งอุปกรณ์ต่าง ๆ มีเหมือนกับเกียร์ธรรมดายกเว้นอย่างเดียว คือ “ไม่มีแป้นเหยียบคลัชท์” ดังนั้น ก็จะเหลือแป้นเหยียบแค่ 2 อันเท่านั้น แต่สิ่งที่ต้องรู้มากกว่าคือเรื่องของคำศัพท์บนเกียร์

ระบบเกียร์

มาต่อกันเลยที่เกียร์ออโต้ อย่างที่ได้บอกไปว่าเกียร์ออโต้นั้นมีให้จำมากกว่าเกียร์ธรรมดา ซึ่ง เกียร์ N และ เกียร์ R มีความหมายเหมือนกันกับของเกียร์ธรรมดาเลย มาดูที่เหลือกันเลยว่ามีอะไรบ้าง

  • เกียร์ D (Drive) : เป็นเกียร์สำหรับขับเคลื่อน เมื่อเข้าเกียร์นี้ เครื่องยนต์จะเริ่มทำงาน และเมื่อเหยียบคันเร่ง ก็จะเพิ่มความเร็วไปเรื่อย ๆ

เกียร์ P (Parking) : ตามชื่อของมันเลย คือเกียร์ที่เข้าไว้สำหรับจอดอยู่กับที่ หรือจอดบนทางลาดชัน ส่วนใหญ่มักใช้งานร่วมกับเบรกมือ

ฝึกโดยมีคนที่ขับรถเป็นนั่งอยู่บนรถด้วย

การที่จะฝึกขับรถได้นั้น ตามกฎหมาย พ.ร.บ. รถยนต์ ปี 2522 มาตรา 57 จะต้องมีผู้ที่มีใบขับขี่มาแล้วไม่น้อยกว่า 3 ปี ควบคุมอยู่บนรถด้วยในขณะฝึกสอน (อย่าแอบเอารถออกไปฝึกเองล่ะ) ดังนั้นควรพาใครสักคนที่มีใบขับขี่นั่งไปด้วยเสมอ โดยเริ่มฝึกง่าย ๆ จาก

เล่นเกมขับรถบ่อย ๆ

งงกันใช่ไหมล่ะว่าทำไมต้องเล่นเกม ที่ให้ลองเล่นเกมก่อนก็เพื่อที่จะให้คุณได้ลองสังเกตการทำงานของรถยนต์ ให้ลองสังเกตรอบเครื่องยนต์ในเกมว่าเครื่องยนต์ในเกมนั้นเปลี่ยนเกียร์ให้ตอนไหน (เพราะว่าเกมนั้นก็เอามาจากของจริงนี่แหละ)

ฝึกเหยียบคลัชท์และเปลี่ยนเกียร์ขณะดับเครื่อง

แน่นอนว่าไม่มีใครอยากขับรถแล้วออกไปชนกับอะไรสักอย่าง ดังนั้นวิธีนี้จึงเป็นวิธีเริ่มต้นที่ควรทำเป็นอย่างมาก เพื่อที่จะได้รู้จังหวะในการขับขี่ ซึ่งมีขั้นตอนการฝึก ดังนี้

  • เหยียบคลัชท์
  • เปลี่ยนเกียร์
  • ค่อย ๆ ผ่อนคลัชท์
  • เหยียบคันเร่ง

Tips : ฝึกแบบนี้วนไปเรื่อย ๆ จนชินและรู้จังหวะ

ฝึกขับในพื้นที่โล่งหรือในหมู่บ้าน

หลังจากที่เรามั่นใจในจังหวะการขับขี่ของเราแล้ว ก็ลองสตาร์ทรถและลองขับจริง ๆ ดูเลย ซึ่งในครั้งนี้ คุณต้องไปหาพื้นที่โล่ง ๆ หรือถนนยาว ๆ ให้คุณฝึกขับ โดยอาจจะเริ่มจากการขับตรงและเลี้ยวไปตามโค้ง และแน่นอนว่าตอนแรกมันจะต้องตะกุกตะกัก แต่อย่าไปยอมแพ้เชียวล่ะ

ฝึกจอดบนทางลาดและออกตัวบนทางลาด

เพิ่มความท้าทายไปอีกหนึ่งระดับ เพราะมันค่อนข้างที่จะยากจริง ๆ ตอนจอดอาจจะไม่ค่อยมีปัญหาเท่าไรนัก ปัญหาคือตอนออกตัวมากกว่า ที่คุณจะต้องเลี้ยงคลัชท์ให้ดีเพื่อที่จะไม่ทำให้รถยนต์นั้นเครื่องดับ

Tips : ขณะที่จะออกตัว จังหวะที่ผ่อนคลัชท์ก็ค่อย ๆ เหยียบคันเร่งตามไปทันที

  1. ฝึกถอยหลัง

เป็นหนึ่งสิ่งที่หลาย ๆ คนกลัว ลองสังเกตได้เลยว่า แม้แต่คนที่ขับรถมานานแล้ว ยังไม่มั่นใจในตอนที่ถอยรถยนต์เลย อาจจะเป็นเพราะว่าเดี๋ยวนี้รถยนต์ใหม่ ๆ มีฟังก์ชันในการช่วยถอย ทำให้ไม่ค่อยมีใครฝึกเท่าไรนัก ซึ่งการถอยรถนั้นมีอยู่ 2 สถานการณ์หลัก ๆ เดี๋ยวผมจะมาบอกเทคนิคที่ทำได้ง่าย ในทุก ๆ สถานการณ์

  • ถอยเทียบข้าง

วิธีการถอยเทียบข้างนั้นไม่ได้ยากอย่างที่คิด แต่สิ่งที่สำคัญเลยคือการสังเกตและการกะที่ค่อนข้างจะแม่นยำสักเล็กน้อย โดยมีขั้นตอน ดังนี้

  1. ขับรถไปเทียบกับช่องที่ต้องการจะจอดเสียก่อน เพื่อดูว่ามีพื้นที่พอสำหรับรถของคุณหรือเปล่า
  2. หากมองแล้วว่าช่องที่จอดนั้นกว้างกว่าตัวรถเล็กน้อยแล้วล่ะก็ ให้เดินหน้าจนเทียบข้างกับรถคันที่อยู่ข้างหน้า
  3. จากนั้นถอยหลังตรงมา ให้สังเกตจากกระจกข้างของรถเราให้อยู่ตรงกับท้ายรถคันหน้า แล้วจึงค่อยเลี้ยวจนสุดพร้อมกับถอยไปเรื่อย ๆ
  4. เมื่อถอยมาจนหน้ารถของเราพ้นท้ายรถของคันข้างหน้าแล้ว จึงหักพวงมาลัยกลับให้สุดพร้อมกับค่อย ๆ ถอย
  5. จัดตำแหน่งให้พอดี
  • ถอยเข้าซอง

การถอยแบบนี้จะไม่ยากเท่ากับแบบเทียบข้าง เพราะส่วนใหญ่การถอยแบบนี้จะอยู่ในห้าง หรือสถานที่ที่มีการจัดระเบียบของที่จอดรถมาให้เป็นอย่างดี และค่อนข้างที่จะมีพื้นที่ในระดับในการถอย ด้วยวิธีดังนี้

  1. ขับรถตรงขึ้นให้เลยช่องและเฉียง 45 องศา จากช่องที่ต้องการจะถอยเข้า
  2. จากนั้นค่อย ๆ หมุนพวงมาลัยเพื่อเข้าที่จอด
  3. ตั้งรถให้ตรงและขนานกับรถยนต์คันข้าง ๆ

ฝึกที่โรงเรียนสอนขับรถ

ตรงนี้คงไม่ต้องพูดกันมากเท่าไรนัก เพราะตัดปัญหาทุกอย่างด้วยเงิน ง่ายที่สุดของทุกอย่าง ไม่ต้องกลัวทะเลาะกับใครเวลาเรียนขับรถ ก็ไปลงคอร์สเรียนเสียเลย ที่โรงเรียนสอนขับรถก็จะปูให้ตั้งแต่พื้นฐานจนไปถึงสอบใบขับขี่เลยทีเดียว

ขับรถเป็นแล้ว แต่ไม่กล้าออกถนนใหญ่เสียที

ต้องเป็นบ้างแหละ ปัญหานี้ส่วนใหญ่มักจะเกิดขึ้นกับสาว ๆ เป็นซะส่วนใหญ่ แล้วอะไรกันที่ทำให้ไม่กล้าที่จะขับไปบนถนนใหญ่ เคยเป็นกันไหมกับความกลัวเหล่านี้??

  1. กลัวการต้องขับรถคนเดียว

บางทีมันก็เหงาเหมือนกัน แม้ว่าจะขับรถเป็น แต่อาจจะเพราะว่าเพิ่งขับรถเป็นได้ไม่นาน ทำให้เกิดความไม่มั่นใจในตัวเองเวลาขับรถ ไม่กล้าตัดสินใจด้วยตัวเองในบางจังหวะ บวกกับประสบการณ์บนท้องถนนนั้นมีน้อย ทำให้กลัวที่ต้องขับรถคนเดียว

  1. กลัวขับรถชน

เรื่องนี้ไม่ว่าใครก็กลัว จะมีประสบการณ์มากหรือน้อยก็ตามไม่ได้เกี่ยวเลย เพราะไม่มีใครในโลกนี้จะอยากให้เกิดอุบัติเหตุไม่ว่าจะกับตัวเองหรือว่าคนรอบ ๆ ตัวก็ตาม 

  1. กลัวที่จะต้องถอยจอดรถ

กลัวจริงอะไรจริง!! แม้แต่ผมยังกลัวถอยแล้วไปจุ๊บกับรถคันอื่นเลย เพราะกลัวที่จะเสียเงิน (ปกติก็กินแกลบกันอยู่แล้ว เศร้า) นั่นแหละครับ ไม่ชนเป็นการดีที่สุด ดังนั้นหมั่นฝึกให้คล่องจะดีที่สุด

  1. กลัวการเปลี่ยนเลน

ด้วยถนนกรุงเทพที่มีความหนาแน่นของการจราจรแล้ว แถมเข้าไปอีกกับความบ้าระห่ำของทั้งแท็กซี่และมอเตอร์ไซค์ที่เหมือนจะไร้กฎระเบียบในการขับขี่ ทำให้จะเปลี่ยนเลนแต่ละที ต้องมองให้ดีเป็นอย่างมาก และค่อนข้างที่จะน่ากลัว จนกลายเป็นสิ่งที่ฝังใจใครหลาย ๆ คนก็ว่าได้

  1. กลัวการออกปากซอย

เป็นเรื่องที่ค่อนข้างจะแปลก แต่ก็เป็นความจริงเช่นเดียวกัน ป้ายรถเมล์ของประเทศไทยชอบตั้งไว้ที่หน้าปากซอย เวลาที่รถเมล์มาจอดแต่ละที ก็กินเข้าไปแล้วถึง 2 เลน ทำให้เวลาออกจากปากซอยนั้นต้องวิ่งออกไปยาวถึงเลนที่ 3 ซึ่งเป็นเลนด้านขวาสำหรับรถที่ขับเร็ว ทำให้มีความน่ากลัวสูงจนไม่กล้าที่จะออกไปไหนกันเลยทีเดียว

ส่วนใครที่เข้ามาอ่านบทความนี้แล้ว เริ่มมีกะจิตกะใจที่อยากฝึกขับรถ แต่ว่ายังไม่มีรถคันแรกที่จะพอเอาไว้ฝึกได้เลยสักคัน จะซื้อมือ 1 มาเพื่อลองขับเลยก็ดูแพงเกินไป ลองเข้ามาหารถยนต์ที่นี่สิ Kaidee Auto มีให้ครบ แถมราคาไม่แรงอีกด้วย

คำถามน่ารู้เกี่ยวกับการฝึกขับรถ

จะเริ่มขับรถยังไงดี

จากประสบการณ์ส่วนตัวแล้ว ผมขอแนะนำให้เริ่มการฝึกขับจากรถยนต์ “เกียร์ธรรมดา” ก่อน เพราะถ้าคุณสามารถขับรถเกียร์ธรรมดาได้ รถยนต์เกียร์ออโต้นั้นจะเป็นเรื่องที่ง่ายไปเลย อีกทั้งคุณไม่มีทางที่จะรู้ได้เลยว่าในอนาคตอาจจะมีโอกาสได้ขับเกียร์ไม่วันใดก็วันหนึ่ง (ทั้งนี้คือคุณต้องมีรถที่ใช้ในการฝึกด้วย)

รถแบบไหนที่ฝึกได้ง่าย

ถ้าอยากเริ่มฝึกขับรถ ถ้าให้ง่ายที่สุดคงจะต้องเป็นรถ “เกียร์ออโต้” ที่ง่ายต่อความเข้าใจและการขับขี่

ฝึกขับด้วยตัวเองได้ไหม

ฝึกขับด้วยตัวเองได้ แต่ตามกฎหมายนั้น ต้องให้มีผู้ที่ใบขับขี่มาแล้วไม่น้อยกว่า 3 ปี มานั่งอยู่ด้วยขณะที่ฝึก

จัดห้องนอนแบบนี้สิ! สุขภาพจิตดี ไม่ป่วยใจ

จัดห้องนอนแบบนี้สิ! สุขภาพจิตดี ไม่ป่วยใจ

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าส่วนสำคัญของการมีสุขภาพจิตที่ดีคือการอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดี (บอกตรง ๆ ว่ายากมากในปัจจุบัน) นี่ยังไม่รวมเรื่องของอาหารการกิน การออกกำลังกาย หรือแม้แต่เรื่องของความสัมพันธ์อีกนะ ยิ่งไปกว่านั้นเพื่อน ๆ รู้หรือไม่ว่า “บ้าน” มีบทบาทต่อความรู้สึกมนุษย์อย่างเรา ๆ เป็นอย่างมาก เพราะสิ่ง ๆ นี้สามารถสร้างพลังบวกให้คุณได้ โดยเริ่มตั้งแต่ “ห้องนอน” เลยทีเดียว

สัญญาณเตือนจากร่างกาย เมื่อคุณพักผ่อนไม่เพียงพอ

  • หงุดหงิดง่าย
  • อารมณ์เศร้าอย่างไม่รู้สาเหตุ
  • อาการง่วง ซึ่งนำไปสู่อุบัติเหตุได้ เช่น หลับใน เป็นต้น
  • สิว และปัญหาผิวต่าง ๆ มากมาย
  • เรียนรู้ และตอบสนองได้ช้าลง
  • น้ำหนักขึ้น

รวมทริคง่าย ๆ สร้าง Healthy Mind ด้วยห้องนอนของคุณ

จัดห้องนอนทั้งที ชีวิตต้องสดใสกว่าเดิม แต่จะจัดอย่างไรให้ได้ผล เราว่าอาจจะต้องใส่ทริคเล็ก ๆ ลงไปด้วย ถึงตรงนี้หลายคนอาจมองว่ายุ่งยาก แต่ขอบอกว่าถ้าลองอ่านดูจะรู้เลยว่าทำไม่ยากอย่างที่คิด เอาน่าา .. เพื่อสุขภาพจิตที่ดี ลองจัดห้องกันหน่อยดีกว่า

1. ทิ้งบ้าง สะสางหน่อย

อย่าปล่อยให้ห้องรก ย้ำ อย่าปล่อยให้ห้องรก 1 2 เปลี่ยน .. ดังนั้นจงทิ้งของที่ไม่จำเป็นออกจากห้องของคุณซะ เพราะการปล่อยให้ห้องรกเกินไป ส่งผลให้คุณรู้สึกกังวลและไม่สบายใจได้ ผลที่ตามมาคือคุณจะรู้สึกไม่เป็นระเบียบกับตัวเอง รู้แบบนี้แล้ว อย่ารอช้า ! จัดระเบียบ เก็บกวาดห้องของคุณซะ ที่สำคัญต้องทิ้งขยะภายในห้องอย่าปล่อยให้หมักหมม ส่วนเสื้อผ้าเก่า ๆ ที่ไม่ได้ใส่จะขายมือสอง หรือนำไปบริจาคก็ได้ทั้งนั้น ถ้าพร้อมแล้ว เริ่มเลย !

2. จัดเรียงใหม่

ปรับนิด เปลี่ยนหน่อย เราว่าเป็นเรื่องดีที่จะโยกย้ายเฟอร์นิเจอร์บางชิ้นในห้องไปตำแหน่งอื่น เช่น ย้ายเตียงไปข้างหน้าต่าง เพื่อให้คุณได้รับแสงแดดอ่อน ๆ ยามเช้า หรือถ้าคุณมีไอเดียเจ๋ง ๆ ก็สามารถย้ายเฟอร์นิเจอร์ชิ้นอื่น ๆ ในห้องไปด้วยเลยก็ได้ เพราะนอกจากจะได้พื้นที่กว้างขึ้นแล้ว ยังได้เห็นห้องมุมที่แตกต่างออกไปอีกด้วย

3. เพิ่มพื้นที่สีเขียว

เพิ่มความสดชื่นให้ห้องของคุณง่าย ๆ โดยการเพิ่มต้นไม้ฟอกอากาศเข้าไป ถ้าคิดไม่ออกว่าต้นไม้ฟอกอากาศมีอะไรบ้าง แต่ละต้นช่วยเรื่องอะไร ทางเราขอแนะนำ ต้นไม้ฟอกอากาศแต่งบ้านสวย ตัวช่วยเรื่องสุขภาพ อ่านเลย ได้ต้นที่ถูกใจแน่นอน

4. อย่ามองข้ามเรื่องสี

ใครว่าสีไม่สำคัญ การเลือกสีนี่แหละเป็นตัวช่วยดี ๆ ในวันที่ใจเหนื่อยล้าเลยล่ะ แต่หลายคนอาจจะสงสัยว่าแล้วสีอะไรกันล่ะที่เหมาะสม ถึงตรงนี้เราอยากบอกว่า คุณไม่จำเป็นต้องทาสีห้องของคุณให้เป็นสีเขียวหรือสีน้ำเงิน แต่คุณสามารถใส่ไปกับชุดเครื่องนอนของคุณได้ เช่นการเลือกสีปลอกหมอน หรือเฟอร์นิเจอร์โทนเย็น ๆ เพื่อสร้างความรู้สึกโล่ง และเย็นใจ แต่ถ้าใครมีความเชื่อเรื่องสีมงคล หรือจิตวิทยาก็สามารถเลือกสีตามความชอบได้เช่นกัน

5. แต่งเติมด้วยรูป และงานศิลปะ

จัดมุมเล็ก ๆ ให้คุณได้ชื่นชมตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นการติดรูปคุณกับเพื่อนสนิท
ใบประกาศต่าง ๆ หรืออะไรก็ได้ที่ทำให้คุณรู้สึกดี ทั้งนี้เพื่อให้สิ่งเหล่านี้เป็นเครื่องเตือนใจว่า ชีวิตคุณมีความหมาย ตัวคุณเองก็เช่นกัน

แต่ถ้าไม่รู้ว่าจะใช้รูปไหน การเลือกงานศิลปะ เช่น ภาพวาด หรือภาพถ่ายสวยๆ ก็เป็นวิธีที่ดีในการเพิ่มสีสันให้ห้องของคุณ ยิ่งไปกว่านั้น ภาพต่าง ๆ ยังช่วยสร้างความรู้สึกสงบ สบายใจ ได้ด้วยนะ

6. กลิ่นหอมช่วยได้

อย่างที่รู้กันว่ากลิ่นสามารถส่งผลต่ออารมณ์และความรู้สึกของคนได้ จึงไม่แปลกนักที่อุตสาหกรรมน้ำมันหอมระเหยจะเติบโตอย่างต่อเนื่อง ที่สำคัญกลิ่นยังสามารถย้ำเตือนถึงความทรงจำบางอย่างทั้งเชิงบวกและเชิงลบได้ ซึ่งนั่นก็เป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ว่า..ทำไมการจุดเทียนอโรมาจึงช่วยลดความเครียดและความวิตกกังวลได้เป็นอย่างดี

สำหรับใครที่รู้สึกว่าไม่อยากจุดเทียนอโรมาในห้องของตัวเอง ถุงเก็บกลิ่น หรือเครื่องพ่นควันอโรม่าก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่คุณสามารถหามาไว้ในห้องของคุณได้ ลองเลือกกลิ่นและรูปแบบที่ถูกใจได้เลย

7. หลอดไฟ และแสงสว่างก็สำคัญ

เปิดหน้าต่างเพื่อให้แสงสว่างเข้ามาในห้องนอนของคุณมากที่สุด เพราะแสงแดดสามารถช่วยในเรื่องของการนอนหลับ (Sleep Cycle) ให้ดีขึ้นได้ ยิ่งไปกว่านั้นห้องที่ดูสว่างจะดูกว้างขวางและมีชีวิตชีวามากกว่าห้องมืด ๆ แสงเข้าไม่เพียงพอ

8. ใช้ทรงกลม และความโค้งมนเข้าช่วย

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าวัสดุหรือเฟอร์นิเจอร์ที่เป็นทรงกลม ช่วยผ่อนคลายความรู้สึกต่าง ๆ ได้ ถ้าคุณสังเกตภายในห้องแล้วพบว่าห้องของคุณมีบางมุมที่เป็นขอบแหลม การนำเส้นโค้งมาใช้กับเฟอร์นิเจอร์จะช่วยเซฟตัวคุณให้ปลอดภัยได้ดียิ่งขึ้น ยกตัวอย่างง่ายๆ อย่างการแตะขอบเตียง (เหตุการณ์นี้เราเป็นบ่อยมากกกกก) เป็นต้น

9. วางสมุดจดบันทึกไว้ข้างเตียง

บางครั้งความฝันสามารถสื่อถึงความคิดภายในจิตใจของคุณได้ ดังนั้นให้ลองวางสมุดและดินสอไว้ข้าง ๆ เตียงดู เพื่อให้คุณได้จดบันทึกหรือวาดเรื่องราวเหล่านั้นลงไป ถ้ามองดี ๆ แล้ว การทำเช่นนี้เป็นเหมือนการติดตามความคิดและความรู้สึกของตัวเอง อีกทั้งยังเป็นการได้ระบายในสิ่งที่ไม่สามารถพูดออกมาได้อีกด้วย ซึ่งเราว่าดีมาก ๆ

สรุปท้ายบทความ

อย่าปล่อยให้ตัวเองอยู่กับสภาพแวดล้อมแย่ ๆ แต่ถ้าใครรู้สึกว่ามันยากเกินไป อาจจะเริ่มจากข้อแนะนำง่าย ๆ อย่างการจัดห้องนอนดูก่อน แล้วค่อย ๆ ปรับรูปแบบการใช้ชีวิตดูทีละนิด ถึงตรงนี้เราอยากบอกว่าสุขภาพจิต ก็เหมือนเพื่อนคนสำคัญในชีวิตของคนเรา ดังนั้นลองใส่ใจพวกเขาสักนิด แล้วชีวิตคุณจะมีความสุขขึ้นอีกเยอะ : )

ด้วยรัก.

Virtual Reality ช่วยธุรกิจอสังหาฯ พ้นวิกฤตโควิด

Virtual Reality ช่วยธุรกิจอสังหาฯ พ้นวิกฤตโควิด

Virtual-Reality-1

ถ้าหากเพื่อนๆ ได้รับพรหนึ่งข้อที่ทำให้สิ่งที่ปรารถนาเป็นจริงในปี 2021 พรข้อนั้นคงหนีไม่พ้นความหวังให้โรคระบาดโควิด-19 จากเราไปเสียทีใช่ไหมคะ ในปีที่ผ่านมาสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน ยังส่งผลต่อเศรษฐกิจไทย ถึงแม้ว่าความเสียหายยังถือว่าฟื้นตัวได้ แต่ความเสียหายที่ส่งผลยาวนานนั้น ทำให้ธุรกิจหลายประเภทเริ่มได้รับผลกระทบกันไปตามๆ กัน แน่นอนว่าภายใต้วิกฤตการณ์ที่ยากลำบากนี้ ก็มีธุรกิจหลายประเภทที่กลับได้รับความนิยมมากขึ้น อย่างเช่นธุรกิจ Delivery ซึ่งก็เป็นที่น่ายินดี อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ครั้งนี้ได้ส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจมากกว่าผลดีอย่างชัดเจน โดยเฉพาะกับธุรกิจ B2C ที่ต้องพบปะกับลูกค้าโดยตรง เช่น ธุรกิจค้าขาย ท่องเที่ยว ร้านอาหาร และอสังหาริมทรัพย์ 

ดังนั้นผู้ประกอบการและผู้บริหารทั้งหลายจึงต้องรีบปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ที่คาดว่าจะยืดเยื้อไปอีกนาน หนึ่งในธุรกิจที่ปรับตัวได้อย่างน่าทึ่งในปีที่ผ่านมานั้นก็คือ ธุรกิจอสังหาฯ ซึ่งได้นำเทคโนโลยีภาพเสมือนจริง 360 องศา หรือ Virtual Reality 360 มาช่วยในการนำเสนอบ้าน หรือคอนโดให้ลูกค้าได้เห็นผ่านทั้งอุปกรณ์แสดงภาพสามมิติ หรือแว่นวีอาร์ (VR) และหน้าจอคอมพิวเตอร์ โดยไม่จำเป็นต้องเดินทางมาเห็นสถานที่จริง  ดังนั้น หายห่วงเรื่อง “เว้นระยะห่าง 6 นิ้ว” แน่นอน

ทำความรู้จักเทคโนโลยี VR (Virtual Reality)

Virtual-reality-2
ขอบคุณรูปสวยๆ จาก Director.Uk

Virtual Reality (VR) หรือเทคโนโลยีโลกเสมือนจริงแบบ 360 องศา  เป็นเทคโนโลยีที่กำลังมาแรงในปัจจุบัน ซึ่งเทคโนโลยี VR นี้ต้องใช้ควบคู่กับอุปกรณ์แว่นวีอาร์ หรือ จอมอนิเตอร์คอมพิวเตอร์ หรือ สมาร์ทโฟน เพื่อแสดงภาพสามมิตินั่นเอง นอกจากผู้ใช้จะได้เห็นภาพเสมือนจริงในมุมกว้างแบบ 360 องศาแล้ว ยังสามารถรับรู้ถึงประสาทสัมผัสอื่นๆ เช่น เสียง สัมผัส หรือแม้กระทั่งกลิ่น ด้วยเหตุนี้ VR จึงถูกนำมาใช้ประโยชน์มากมายหลายแขนง เช่น เพื่อใช้จำลองการฝึกขับเครื่องบินของนักเรียนการบิน หรือเพื่อการศึกษา ช่วยให้นักศึกษาแพทย์ได้เห็นภาพชัดเจนขึ้น นอกจากเทคโนโลยี VR จะทำให้เห็นภาพเสมือนจริงแล้ว ยังสามารถทำในทางตรงกันข้าม อย่างการสร้างภาพจินตนาการได้อีกด้วย ซึ่งจะเห็นได้จากบริษัทพัฒนาเกมต่างๆ ที่ใช้เทคโนโลยี VR จำลองภาพเหตุการณ์ในเกม ทำให้ผู้เล่นรู้สึกเหมือนได้หลุดเข้าไปในโลกเกมอย่างแท้จริง 

ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เอง ก็ได้เริ่มทยอยใช้เทคโนโลยี VR เพื่อให้ลูกค้าได้เห็นภาพจำลองห้อง หรือบ้าน ทั้งที่ตกแต่งเสร็จสมบูรณ์แล้ว หรือพื้นที่ห้องเปล่า โดยที่ลูกค้าไม่จำเป็นต้องไปถึงสถานที่จริงค่ะ 

ความมีประโยชน์ และความสนุกที่ได้จากเทคโนโลยี VR นี้ ทำให้เทคโนโลยีนี้เริ่มเป็นที่จับตามอง จำนวนผู้ใช้งาน VR จากต้นปี 2020 มีมากถึง 950,000 เครื่อง และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นอีกเรื่อยๆเลยทีเดียว

หลักการการทำงานของเทคโนโลยี VR 

การสร้างเทคโนโลยี VR นั้นจำเป็นต้องใช้พื้นที่ความจุ และหน่วยความจำคอมพิวเตอร์จำนวนมหาศาล เนื่องจากภาพสามมิติที่เราเห็นผ่านจอมอนิเตอร์บนอุปกรณ์สวมศีรษะนั้น เป็นภาพกราฟิกที่ถูกสร้างขึ้นจำนวน 30 ครั้งต่อวินาที ทั้งนี้เพื่อให้ภาพตรงกับตำแหน่งการหมุนศีรษะของผู้ใช้ในขณะเคลื่อนไหว ให้ได้เห็นภาพเหตุการณ์เสมือนมองด้วยตาเปล่านั่นเองค่ะ

ประโยชน์ของ VR ต่อธุรกิจอสังหาริมทรัพย์

ลูกค้าได้รับความรู้สึกเหมือนได้เป็นเจ้าของ

Virtual-reality-3

ตามที่ได้กล่าวมาข้างต้นว่า เทคโนโลยี VR เป็นเทคโนโลยีแสดงภาพเหตุการณ์เสมือนจริงแบบ 360 องศา ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้นั้นเปรียบเสมือนผู้ใช้ได้หลุดเข้าไปอยู่ในสถานที่ที่ผู้ใช้เห็นผ่านหน้าจอ แน่นอนว่าลูกค้าที่ใช้เทคโนโลยี VR ในการรับชมภาพแบบจำลองห้อง หรือบ้าน ย่อมได้รับประสบการณ์ที่พิเศษกว่าการรับชมภาพ 2 มิติทั่วไปจากเว็บไซต์อย่างแน่นอน และนอกจากนี้ การได้สัมผัสประสบการณ์ภาพสามมิติยังช่วยให้ลูกค้าจดจำภาพได้ดีขึ้น ได้เดินรอบห้อง เก็บรายละเอียดทุกมุม และยังสามารถปรับตกแต่งห้องตามใจชอบ ทั้งหมดนี้เพียงแค่มองผ่านหน้าจอแว่นวีอาร์ หรือจอมอนิเตอร์คอมพิวเตอร์ที่บ้านนั่นเอง และความรู้สึกเหล่านี้เองนำมาซึ่งความรู้สึกถึงความเป็นเจ้าของ หรือที่เรียกตามหลักจิตวิทยาว่า “Psychological Ownership” นั่นเองค่ะ 

ซึ่ง Psychological Ownership หรือการศึกษานิสัยของผู้บริโภคตามหลักจิตวิทยาการ ได้อธิบายว่าเมื่อผู้บริโภคมีความรู้สึกเหมือนได้เป็นเจ้าของของสินค้านั้น จะส่งผลทำให้เกิดความเต็มใจที่จะซื้อสินค้าตัวนั้น และถึงขั้นยอมซื้อในราคาที่แพงกว่าเลยทีเดียว 

ประหยัดเวลา

Virtual-reality-4

อีกหนึ่งผลประโยชน์ที่ชัดเจน นั้นก็คือการช่วยประหยัดเวลา การใช้เทคโนโลยี VR จะช่วยประหยัดเวลาได้ทั้งกับผู้ขาย และลูกค้า เนื่องจากลูกค้าสามารถสวมใส่อุปกรณ์ VR เพื่อเข้าชมพื้นที่ตัวอย่างได้ง่ายจากที่บ้าน จึงไม่ต้องเสียเวลาเดินทาง ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างมากสำหรับกลุ่มลูกค้าที่ต้องเดินทางมาไกลจากต่างจังหวัด

การที่ไม่ต้องเผื่อเวลาเดินทางนั่นก็หมายความว่า ลูกค้าเองสามารถเข้าเยี่ยมชมดูพื้นที่ตัวอย่างได้ตลอดเวลาตามสะดวก และยังไม่ถูกจำกัดเวลาอีกด้วย ซึ่งนี่เองทำให้ลูกค้าได้เห็นรายละเอียดของตัวห้องและบ้านอย่างครบถ้วนก่อนตัดสินใจซื้อ ซึ่งนั่นยังช่วยเพิ่มโอกาสในการขายของผู้ขายอีกด้วย 

ช่วยให้ผู้ประกอบการเข้าใจความต้องการของลูกค้าได้ชัดเจน

Virtual-reality-5
ขอบคุณรูปสวยๆ จาก Techninasia

เทคโนโลยีโลกเสมือนจริงอันนี้ ยังสามารถเพิ่มฟังก์ชันมีประโยชน์อื่นๆ เข้าไปเพื่อเพิ่มโอกาสในการขายให้กับผู้ขายได้ด้วย อย่างเช่น ฟังก์ชันคัสตอม (Custom Function) ซึ่งในขณะที่ลูกค้าชมภาพสามมิติจากอุปกรณ์ VR นั้น ลูกค้าสามารถลองปรับเปลี่ยนสีวอลล์เปเปอร์ ตำแหน่งเฟอร์นิเจอร์ สีพื้นกระเบื้อง หรือแม้กระทั่งเพิ่มของตกแต่งในห้องตามต้องการได้ง่ายๆ เพียงแค่ปลายนิ้ว ซึ่งจะช่วยให้ลูกค้าได้เห็นภาพห้องที่สมบูรณ์มากกว่าการเข้าดูสถานที่จริงแล้วจินตนาการเองแน่นอน

เพิ่มโอกาสขาย

Virtual-reality-66.1
ขอบคุณรูปสวยๆ จาก Inc

เมื่อลูกค้าเห็นรายละเอียดของอสังหาฯ มากขึ้น คำถามก่อนตัดสินใจซื้อยิ่งมากขึ้นตามไปด้วย เพราะการใช้เทคโนโลยี VR นอกจากจะสามารถแสดงภาพห้องที่เสร็จสมบูรณ์แล้ว ทางผู้ประกอบการสามารถสร้างภาพสามมิติที่แสดงให้เห็นแค่โครงสร้างของตัวห้อง หรือบ้านได้อีกด้วย ซึ่งนี่เองทำให้ลูกค้ามีคำถามมากขึ้น และถ้าผู้ขายสามารถพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส โดยการหลีกเลี่ยงคำตอบ Yes หรือ No แต่ตอบด้วยจุดขาย รับรองว่าจะสามารถมัดใจลูกค้าได้อย่างแน่นอน

มนุษย์เราไม่ว่าจะประสบกับเหตุการณ์ร้ายแรงแค่ไหน แต่เพื่อความอยู่รอดนั้น ย่อมหาหนทาง และทางออกจนได้ เทคโนโลยี VR ก็เป็นอีกหนึ่งหนทางที่ธุรกิจอสังหาฯ นำมาใช้เพื่อดึงดูดลูกค้า และที่สำคัญเพื่อให้ธุรกิจอยู่รอดนั่นเอง แต่ต้องยอมรับว่าเทคโนโลยี VR มีราคาค่อนข้างสูง นายหน้าอสังหาฯ จากบริษัทรายย่อย จึงไม่นิยมลงทุนกับเทคโนโลยีอัจฉริยะตัวนี้มากนัก ถ้าเพื่อนๆ สนใจจะซื้อคอนโด หรือบ้านสักที่ในขณะนี้ แต่ไม่อยากเสี่ยงติดเชื้อโควิดออกเดินทางไปตระเวนหา เราแนะนำ Kaidee เลยค่ะ เรามี คอนโดและบ้าน หลายแบบ หลายราคา ให้เลือกสรรมากมายเลย

เยาวราช เมืองเก่ากลิ่นอายจีน

เยาวราช เมืองเก่ากลิ่นอายจีน

เยาวราช ย่านการค้าชุมชนชาวจีนที่ได้รับความนิยมในหมู่ชาวไทยและชาวจีนตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เพราะมีสินค้าจากประเทศจีนหลากหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็น ร้านอาหาร การธนาคาร ร้านทอง และอื่น ๆ อีกมากมาย ที่มีกลิ่นอายความเป็นจีน โดยเฉพาะร้านทอง หรือที่รู้จักกันในชื่อ ห้างทอง ซึ่งเต็ม 2 ฝั่งของถนนเยาวราชมาตั้งแต่อดีต

การค้าขายบนถนนเยาวราชถูกแบ่งออกเป็น 2 ช่วง คือ ช่วงกลางวันและกลางคืน โดยในตอนกลางวัน ร้านค้าที่เปิดให้บริการส่วนมากเป็นร้านที่มีมาตั้งแต่อดีตอย่างร้านยา ร้านสมุนไพร หรือร้านทอง ส่วนตอนกลางคืนบรรยากาศของถนนเยาวราชจะถูกเปลี่ยนให้กลายเป็น Street Food ที่คึกคัก มีร้านอาหารมากมายหลายประเภทให้ลิ้มลองกันทั้งอาหารคาว อาหารหวาน และเครื่องดื่มต่าง ๆ 

เรียกได้ว่ามีเยอะจนได้รับการขนานนามจากสำนักข่าวต่างประเทศว่า “สวรรค์แห่งอาหารริมทาง” เลยทีเดียว และด้วยความโดดเด่นด้านนี้เองที่ทำให้ เยาวราชกลายเป็น หนึ่งในจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวทั้งในประเทศและต่างประเทศ

ตลาดเยาวราช

ทำบุญวัดดัง ย่านเยาวราช

เยาวราชเป็นย่านที่มีสถานที่ท่องเที่ยวมากมายทั้งวัด พิพิธภัณฑ์ และร้านอาหารต่าง ๆ ที่มีกลิ่นอายความเป็นจีน โดยเฉพาะวัดที่เป็นเอกลักษณ์ของย่านเพราะมีทั้งความศักดิ์สิทธิ์และสวยงามให้นักท่องเที่ยวได้ชื่นชม ซึ่งมีวัดที่น่าสนใจดังนี้

วัดเล่งเน่ยยี่ เยาวราช

หรือ วัดมังกรกมลาวาส วัดจีนอันโด่งดังของย่านเยาวราช ถูกออกแบบด้วยสถาปัตยกรรมแบบจีนตอนใต้ สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2414 ตั้งอยู่บนถนนเจริญกรุง ระหว่างซอยเจริญกรุง 19 พระประธานวัดเล่งเน่ยยี่มีทั้งหมด 3 องค์ ได้แก่ พระโคตมพุทธเจ้า พระอมิตาภพุทธะ พระไภษัชยคุรุพุทธะ ส่วนเทพเจ้ามีทั้งหมด 58 องค์ แต่องค์ที่ได้รับความนิยมมากคือ ไฉ่ซิ้งเอี๊ยะ เทพเจ้าแห่งโชคลาภ ซึ่งตัววัดแห่งนี้เปิดให้บริการตั้งแต่ 06.00-17.00 น. ในวันจันทร์-ศุกร์ ส่วนวันเสาร์-อาทิตย์ เปิดให้บริการ 06.00-18.00 น.

ศาลเจ้าโจวซือกง ตลาดน้อย

ศาลเจ้าจีนเก่าเแก่อายุ 200 ปี ที่ตั้งอยู่ในตลาดน้อย ย่านเยาวราช มีเอกลักษณ์ที่สถาปัตยกรรมจีนในปลายราชวงศ์ชิง ศาลเจ้าแห่งนี้มีเทพเจ้าหลักที่โด่งดังมากมายไม่ว่าจะเป็น เทพเจ้าโจวซือกง ด้านการรักษาโรคภัยไข้เจ็บ องค์เจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว ด้านความสำเร็จ องค์ไฉซิ้งเอี้ย ด้านโชคลาภเงินทอง ศาลเจ้าโจวซือกง เปิดให้บริการเวลา 07.00-17.00 น.

ศาลเจ้าเล่งบ๊วยเอี๊ยะ

อีกหนึ่งศาลเจ้าเก่าแก่ในย่านเยาวราชที่มีนักวิชาการถกเถียงว่าถูกสร้างขึ้นในปีพ.ศ. 2331 หรือ พ.ศ. 2391 กันแน่เพราะแผ่นจารึกในศาลเจ้านี้ไม่ได้มีความชัดเจนมากนัก โดยมีเทพเจ้าประจำศาลเจ้าคือ เทพเจ้าเล่งบ๊วยเอี๊ยะ หรือ เทพเจ้าหางมังกร ซึ่งศาลเจ้าแห่งนี้ตั้งอยู่ในตรอกอิสรานุภาพซึ่งมีตลาดสดทำให้ศาลเจ้าเล่งบ๊วยเอี๊ยะ เป็นศาลเจ้าที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากจากชาวบ้านและนักท่องเที่ยว เปิดให้บริการ 07.00 – 17.00 น.

โครงการคอนโดมิเนียมเยาวราช

โครงการ I’M China Town Residence

I’M China Town Residence
ขอบคุณรูปจาก: I’m ChinaTown

โครงการ I’M China Town Residence เป็นโครงการคอนโดมิเนียมระดับ Low Rise จากบริษัท ไอแอมไชน่าทาวน์ จำกัด ตัวโครงการมีความสูง 8 ชั้น 1 อาคาร สามารถเดินทางได้ด้วยความสะดวกทั้งโดยรถยนต์ส่วนตัวและรถสาธารณะ อย่าง MRT วัดมังกร ภายในโครงการแบ่งเป็นห้อง 2 รูปแบบ ได้แก่ Studio Type A ขนาด 20.50 ตร.ม. และ Studio Type B ขนาด 24.75 ตร.ม.

โครงการ Station One

Station One
ขอบคุณรูปจาก Station One

โครงการ Station One อีกหนึ่งโครงการคอนโดมิเนียม Low Rise ย่านเยาวราช ที่มีความสูง 7 ชั้น สไตล์เรียบง่าย ร่วมสมัย ด้วยการใช้สีเอิร์ธโทน และมีรถไฟฟ้า MRT สายสีน้ำเงิน สถานีวัดมังกร อยู่ห่างจากโครงการเพียง 100 เมตร มีห้องให้เลือก 3 แบบ ได้แก่ Studio ขนาด 26.94-44.63 ตร.ม. และ 1 BEDROOM ขนาด 37.07-43.45 ตร.ม.

การเดินทางใน เยาวราช

เดินทางด้วยรถยนต์

ถนนเยาวราช ถือเป็นถนนเส้นหลักของย่านเยาวราช ตัวถนนมีความยาวตั้งแต่วงเวียนโอเดียนจนถึงถนนมหาไชย ซึ่งด้วยความหนาแน่นของประชากรในย่านบวกกับถนนที่ไม่กว้างมากทำให้การจราจรบนถนนเยาวราชจึงมีความติดขัดมากพอสมควรและไม่สะดวกสบายเท่าไรนัก

เดินทางด้วยทางพิเศษ

ทางพิเศษศรีรัช เป็นทางพิเศษที่อยู่ใกล้กับย่านเยาวราชมากที่สุด ซึ่งสามารถวิ่งตามถนนเยาวราชเลี้ยวไปถนนเจริญกรุง เพื่อย้อนกลับมาทางหัวลำโพง เพื่อขึ้น-ลงทางพิเศษศรีรัช บริเวณก่อนถึงรถไฟฟ้า MRT หัวลำโพงเบี่ยงไปทางซ้าย

เดินทางด้วยรถเมล์

ในย่านเยาวราชจะมีรถเมล์สายสำคัญทั้งหมด 6 สาย ได้แก่ สาย 1 (ถนนตก-ท่าเตียน), สาย 4 (ท่าเรือคลองเตย-ท่าน้ำภาษีเจริญ), สาย 7 (สมุทรสาคร-หัวลำโพง), สาย 21 (วัดคู่สร้าง-จุฬาฯ), สาย 25 (อู่แพรกษา-บ่อดิน-ท่าช้าง) และ สาย 40 (สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพมหานคร (สายใต้) -ตลาดลำสาลี)

เดินทางด้วยรถไฟฟ้า

การเดินทางด้วยรถไฟฟ้าถือเป็นอีกหนึ่งการเดินทางที่สะดวกสบาย เพราะปัจจุบันสถานีรถไฟฟ้าที่อยู่ในบริเวณย่านเยาวราชคือ รถไฟฟ้า MRT สายสีน้ำเงินสถานี วัดมังกร และในอนาคตก็จะมีรถไฟฟ้าสายข้างเคียงอีก 2 สายคือ รถไฟฟ้าสายสีแดงเข้ม เส้นทาง ธรรมศาสตร์-บางซื่อ-หัวลำโพง-บางบอน-มหาชัย และรถไฟฟ้าสายสีม่วง เส้นทาง บางใหญ่-บางซื่อ-ราษฎร์บูรณะ ที่จะสามารถเดินทางต่อไปยังย่านเยาวราชได้เช่นเดียวกัน

เรือ

ท่าเรือที่ตั้งอยู่ในย่านเยาวราชมีชื่อว่า ท่าเรือราชวงศ์ เป็นท่าเรือที่ให้บริการเรือด่วนข้ามฟากและเรือประจำทางหลายสายทั้งธงส้ม ธงเขียว ธงเหลือง และอื่น ๆ ซึ่งท่าเรือแห่งนี้ตั้งอยู่บนถนนราชวงศ์ ติดกับริมแม่น้ำเจ้าพระยา

สรุปท้ายบทความ

เรียกได้ว่า ย่านเยาวราช เป็นย่านที่มีวัฒนธรรมของประเทศไทยและจีน ที่ผสมผสานกันอย่างลงตัวผ่านสถานที่ต่าง ๆ ทั้งสถานที่ท่องเที่ยว ร้านค้า และอสังหาริมทรัพย์เกือบจะทุกประเภท และหลังจากมีรถไฟฟ้าสถานีวัดมังกรที่เข้าถึงย่านนี้มากขึ้น ทำให้มีนักลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์หลายเจ้าที่เข้ามาทำธุรกิจไม่ว่าจะเป็น คอนโดมิเนียม ร้านอาหาร ร้านค้า และโรงแรม รวมถึงมีการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์อื่น ๆ ให้เข้ากับยุคสมัยมากขึ้นจนย่านเยาวราชอาจกลายเป็นย่านที่มีความเจริญใกล้เคียงกับย่านอื่น ๆ ในตัวเมืองเลย

อ่านบทความ รีวิวอสังหาฯ อื่น ๆ ที่นี่

รีวิวตรวจโควิด-19 แบบ Drive Thru ไม่เจ็บและจบ!

รีวิวตรวจโควิด-19 แบบ Drive Thru ไม่เจ็บและจบ!

หลังจากโควิดที่ดูเหมือนจะสงบ(?) ไปนาน ก็ได้หวนกลับมาอีกครั้ง เรียกได้ว่า ปีใหม่ 2021 เริ่มมกราก็เอาเรื่องเลย จนคนบ่นว่าเมื่อไร โลกจะแตก แต่โลกมันดันไม่แตกนี่สิ 

แถมตัวเลขยอดผู้ติดเชื้อ ยังพุ่งขึ้น หลักร้อยต่อวันไม่มีหยุด ชนิดว่า ในไม่กี่วันรัฐบาลก็ต้องประกาศพื้นที่ควบคุมสูงสุดถึง 28 จังหวัด

ยิ่งหลังปีใหม่แบบนี้ การแพร่กระจายเชื้อมีสิทธิ์ที่จะเพิ่มขึ้นจนกลายเป็น Super Spreader ที่คุมไม่อยู่ก็ได้ เพราะหลายคนยังคงต้องไปทำงาน 

แม้จะมีมาตรการออกมาให้ Work From Home ก็ตาม โดยเฉพาะกลุ่มบริษัทภาคเอกชนบางแห่งที่ จำเป็นต้องให้พนักงานเดินทางเข้ามาทำงาน แต่พูดได้เลยว่า ในที่ทำงานที่รวมกลุ่มคนมากมาย หากไม่มีการควบคุมที่ดีก็เสี่ยงติดเชื้อมากกว่าที่ไหน

รีวิวการตรวจโควิด-19

ใคร ๆ ก็อยากตรวจโควิด แต่ติดที่ว่าราคาแพงแถมยังเจ็บจนน้ำตาไหล จากหลายรีวิวที่อ่านกันมา พูดเลยว่า โนนอง(ผู้เขียน)เองก็ต้องไปตรวจ เพราะดันไปพื้นที่เสี่ยงมาก่อนเขาประกาศ! โดนกักตัว 14 วันไม่พอ ยังนั่งระแวงจนทนไม่ไหวต้องไปตรวจ!  บอกเลยว่าเตรียมใจไปแค่ 10% เท่านั้น 

กลัวจังเลย ตรวจโควิดเจ็บไหม ?

โนนองบอกเลยว่า จะไปตรวจโนนองเตรียมใจไปแค่ 10% จริง ๆ แถมเพื่อนและคนในทวิตเตอร์ยังรีวิวกันชนิดว่า โนนองนั่งอ่านแล้วจิตตกกลัวการตรวจไปเป็นวัน ๆ เดี๋ยวโนนองจะรีแคปให้ฟัง!

ทวิตเตี้ยนท่านหนึ่งได้กล่าวไว้ : เจ็บมากกกกกกก น้ำตาไหลเลย

ทวิตเตี้ยนเบอร์สองกล่าว :  หมอบอกว่าเจ็บนิดนึงนะ แยงลึกกว่าไข้หวัดใหญ่ เจ็บมาก

เพื่อนของเพื่อนกล่าว : ไม่เคยเจ็บแบบนี้มาก่อน นึกว่าแยงทะลุตา

เพื่อนที่เคยตรวจ N : จะไข้หวัดใหญ่หรือตรวจโควิดก็เจ็บเหมือนกันนั่นแหละ

เพื่อนที่เคยตรวจ NA : แยงคอ แล้วอ๊อกออกมาเลยอ่ะ

ท่ามกลางคอมเมนต์มากมาย ก็มีอีกหนึ่งความเห็นกล่าวว่า

“ไม่เจ็บ แต่ตกใจเพราะแยงลึกมาก แต่ยืนยันว่าไม่เจ็บ คอก็ปาดแป็ปเดียว ล้วงคออ้วกยังเจ็บกว่า” 

(ประโยคบนนี่โนนองกล่าวเองแหละ) ในวงเล็บ = ไม่เห็นนะคะ

โนนองเลยจะบอกทุกคนว่า “มันไม่เจ็บอย่างที่คิด แค่ตกใจเฉยๆ” ในการตรวจโควิด-19 แบบ Drive Thru จะได้ตรวจทั้งแยงคอและจมูกแบบเก็บครบเซ็ทเลย แต่ย้ำอีกครั้งว่า “ไม่น่ากลัวและไม่เจ็บจริง ๆ “ ที่เจ็บมีอย่างเดียว คือ ค่าตรวจที่เสียไป (กระเป๋าโนนองแบน ต้องกินมาม่าแล้วววว)

ถ้าใครไม่เชื่อ โนนองจะมารีวิวแบบจัดเต็มใหฟังเองว่า ตรวจโควิด-19 ไม่ได้น่ากลัว แถมมีทางเลือกให้ตรวจหลายแบบอีกด้วย

ขั้นตอนการตรวจโควิด-19

โนนองเลือกโรงพยาบาลใกล้บ้านตัวเองอย่าง “โรงพยาบาลรามคำแหง” ที่มีบริการตรวจ Drive Thru 

ทำไมถึงต้องตรวจแบบ Drive Thru 

  • หลีกเลี่ยงพบเจอผู้คน เพราะอาจเสี่ยงติดเชื้อขณะรอตรวจได้
  • สะดวกสบาย รวดเร็ว
  • ไม่ต้องพบแพทย์ก็ตรวจได้เลย 

แต่โดยส่วนใหญ่บริการตรวจแบบ Drive Thru จะ ไม่มีการตรวจฟรี ตามนโยบายรัฐ

ซึ่งราคาจะอยู่ตั้งแต่ 3,000 – 5,000 บาทแล้วแต่โรงพยาบาล 

1.หาข้อมูลและนัดหมายกับโรงพยาบาล

ก่อนตรวจ โนนองได้ลองหาข้อมูลจากโรงพยาบาลและสถานพยาบาลที่ตรวจโควิดได้หลากหลายสถานที่ ก่อนจะมาลงตัวที่ โรงพยาบาลรามคำแหง แถวบ้าน

เบื้องต้นโนนองได้ลองโทรไปถามทางโรงพยาบาล เกี่ยวกับ การเดินทางไปพื้นที่เสี่ยงและความจำเป็นในการตรวจ ทางพยาบาลได้ให้คำปรึกษากับโนนองว่า 

“อยู่ในกลุ่มเสี่ยง สามารถพบหมอเพื่อคัดกรองก่อนได้ แต่จะต้องเสียค่าตรวจเพิ่ม”

โนนองเลยตัดสินใจว่า ไหนๆ ก็อยากรู้อยากตรวจอยู่แล้ว ไม่ต้องพบหมอ ตรวจมันไปเลยละกัน!

ที่โรงพยาบาลรามคำแหง การตรวจแบบ Drive Thru ไม่จำเป็นต้องเตรียมอะไรไป นอกจากบัตรประชาชนและใจอันแข็งแกร่ง(เพราะทุกคนรีวิวว่าเจ็บมาก น่ากลัวสุด)

วันนั้นโนนองเลยตัดสินใจว่า งั้นวันนี้แหละ ฉันจะต้องตรวจให้รู้กันไปเลย! ก็เดินออกจากบ้านคว้ากุญแจรถ แล้วขับออกไปเลย แต่ในใจคือสั่นมาก กลัวเจ็บสุด ๆ เรียกได้ว่ามือเย็นจากความกลัวไม่ใช่อุณหภูมิแอร์เลยล่ะ

พอขับมาถึงหน้าโรงพยาบาล ก็สามารถสังเกตเห็นป้ายให้เลี้ยวเข้าโรงพยาบาลและบริการ Drive Thru ได้เลย! 

ขับเข้ามาตามทางเลยค่ะ ตรงไปเรื่อย ๆ จนเกือบสุดลานจอดรถจะเห็นทางเลี้ยวอยู่ด้านซ้ายมือ เป็นพื้นที่ให้ตรวจโควิด-19 แบบ Drive Thru โดยมีรปภ.คอยโบกและหาที่จอดเพื่อเข้าจุดคัดกรองให้

2.Drive Thru ที่โรงพยาบาล และเตรียมเอกสารให้พร้อม

เมื่อจอดรถบริเวณก่อนเข้าไปตรวจ จะมีเจ้าหน้าที่นำ QR Code มาให้สแกนถึงรถ รวมถึงขอบัตรประชาชนและซักประวัติเล็กน้อย โดยส่วนใหญ่ข้อมูลต่าง ๆ จะกรอกภายใน QR Code ซึ่งใช้ระยะเวลาไม่ถึง 15 นาที ระหว่างนั้นเจ้าหน้าที่จะนำบัตรเอกสารและป้ายมาวางไว้หน้ารถ

ซักประวัติอะไรกันเสร็จแล้ว รปภ.จะชี้ทางให้คุณขับตามเส้นเข้าไปเพื่อเข้าสู่ จุดตรวจโควิด 

3.ขับรถตามเส้นทางเพื่อเข้าจุดตรวจ

ขับเข้ามา ด้านซ้ายมือจะมีห้องกระจกตั้งอยู่ 4 ห้อง เพื่อเป็นจุดพบแพทย์ (สำหรับใครที่ต้องการพบหมอและต้องการใบ fit to fly) ในส่วนนี้ คนไข้จะได้ตรวจกับคุณหมอเพื่อบันทึกประวัติและตรวจโควิดที่ห้องนั้นเลย

แต่สำหรับโนนอง ขับตรงเข้าไปเลยจ้า ตรงเต็นท์สีน้ำเงินด้านหน้า เพราะโนนองไม่ได้มาหาหมอ แค่จะตรวจอย่างเดียว 

4.ชำระเงินก่อนตรวจ 

เมื่อถึงจุดตรวจ ก่อนจะเข้าขั้นตอนแยงจมูกและแยงคอ เราจะมาชำระหนี้ค่าตรวจกันเสียก่อน สามารถเลือกจ่ายได้ทั้งแบบโอนผ่าน Moblie Banking, Credit/Debit Card และเงินสด ตามสะดวกเลย

5.ตรวจด้วยวิธีแยงคอและจมูก

จ่ายเงินชำระหนี้อะไรเสร็จ เราก็ขับตรงขึ้นมาอีกนิด เหล่าพยาบาลที่สวมถุงมือและชุด PPE แบบจัดเต็มก็จะเดินมาข้างกระจกรถ พร้อมชุดตรวจในมือ จุดนี้ก็คือมือเย็นหน้าชาไปหมดแล้ว ยิ่งแอบมองคันข้าง ๆ ที่ตรวจทีเหมือนโดนฆาตกรรม โนนองยิ่งอยากร้องไห้ 

กลับมาที่กลุ่มพี่พยาบาลที่กำลังจะเริ่มขั้นตอนตรวจ โนนองรีบบอกพี่เขาเลยว่า 

“เบาๆ หน่อยนะคะ หนูกลัว” 

“ได้เลยค่ะ เดี๋ยวพี่พยาบาลจะเบามือนะคะ”

พูดจบแล้ว พยาบาลก็หยิบไม้แยงคอมาเลย บอกให้เราอ้าปากกว้างๆ เสร็จก็ทำการกวาดเก็บตัวอย่างเชื้ออย่างรวดเร็ว บอกเลยขั้นตอนนี้แป็ปเดียว ไม่ถึง 10 วินาทีด้วยซ้ำ

ขั้นตอนถัดมา เป็นการตรวจแยงจมูกทั้งสองข้าง ตรงนี้พี่พยาบาลบอกว่า

“พยาบาลจะให้สัญญาณนะคะ นับ 1, 2 และ 3 ให้หายใจเข้า”

“เอ่อ…ต้องหายใจออกด้วยไหมคะ?” 

พูดจบ คุณพี่พยาบาลทั้งสองคนก็ขำออกมาทันที แม้จะใส่ชุด PPEกันอยู่ โนนองก็เห็นนะ!

“ฮึบลมหายใจไว้นะคะ แป็ปเดียว” 

พอเสร็จเจ้าไม้สำลี ก้านยาว (แต่ตรงปลายเล็กกว่าไม้แยงไข้หวัดใหญ่) ก็แยงเข้ามาในจมูก ซึ่งบอกเลยว่า “ลึกมากกกกกก” ตกใจจนถอยหลังหนีเลยล่ะค่ะ 

แต่พยาบาลก็บอกว่า “อย่าหนีสิคะ” 

เอาจริง ๆ นะคะ โนนองตกใจมาก ไม่คิดว่าลึกขนาดนี้ ก็เลยโดนซ้ำข้างเดียวกันไปตั้งสองรอบ จิกขอบประตูรถจนเกือบเป็นรอยเลยล่ะ

สุดท้ายคุณพี่พยาบาลผู้น่ารักทั้งสอง ก็ได้ทำการแยงจมูกสำเร็จทั้งสองข้าง ภายใน 1-2 นาที แล้วโนนองก็ขับรถออกตามทางเลย มีรปภ.มาเก็บป้ายตรวจโควิดก่อนมุ่งตรงไปทางออกด้วย  

6.นอนรอผลที่บ้าน ทำใจให้สบาย

โนนองขับรถออกจากโรงพยาบาล และกลับบ้านไปนอนรอผลตรวจอยู่ 5 ชั่วโมง ทางโรงพยาบาลจะส่งผลตรวจมาให้ทาง SMS กับ E-mail แต่ SMS จะมาก่อน แป๊ปเดียวก็รู้ผลว่า “ผลการตรวจไม่พบเชื้อ” โนนองเลยฉลองโดยการนั่งเล่นเกมคอลกับเพื่อนจนถึงดึกดื่น! เป็นอันจบขั้นตอนการตรวจ

เปิดลิสต์ราคาและโรงพยาบาลไหนที่มีบริการ Drive Thru 

  1. โรงพยาบาลรามคำแหง (มีแล็ปตรวจเป็นของตัวเองได้ผลเร็วมาก)

ราคา : 3,500 – 5,000 บาท

ระยะเวลารอผล : 4-6 ชั่วโมง

วิธีการตรวจ : Walk in ได้ตั้งแต่ 8.00-20.00น.

  1. โรงพยาบาลกรุงเทพ

ราคา : 4,500 บาท

ระยะเวลารอผล : ภายใน 24 ชั่วโมง

วิธีการตรวจ : จองเพื่อเข้ารับบริการ ได้ที่ 02-210-3636 หรือ 1719 

ตั้งแต่วันจ.-ศ.  8.00 – 16.00น. 

  1. โรงพยาบาลเกษมราษฎร์ บางแค

ราคา : 5,000 บาท

ระยะเวลารอผล : ภายใน 48 ชั่วโมง

วิธีการตรวจ : สแกน  QR CODE Line เพื่อคัดกรองและนัดหมายเพื่อตรวจ

  1. โรงพยาบาลเกษมราษฎร์ สระบุรี

ราคา : 3,000 บาท

ระยะเวลารอผล : ภายใน 3 วัน

วิธีการตรวจ : ลงทะเบียนผ่าน QR CODE และโรงพยาบาลจะโทรมาเพื่อยืนยันการนัดหมาย

  1. โรงพยาบาลสินแพทย์ (รามอินทรา, เทพารักษ์, กาญจนบุรี)

ราคา : 3,000 บาท

ระยะเวลารอผล : ภายใน 24-48 ชั่วโมง

วิธีการตรวจ : ลงทะเบียนล่วงหน้าผ่าน QR CODE และ Link หรือ Walk in

ตั้งแต่ 8.00 – 17.00น.

สรุปท้ายบทความ

ใครที่กำลังคิดว่าตนเองจะติดโควิดหรือไม่ อย่ามัวแต่กังวลใจอยู่บ้านเลยค่ะ ถ้ามีงบมีใจอยากไปตรวจ ก็ไปตรวจกันเถอะ เพื่อกำจัดความเสี่ยงของตัวคุณและคนรอบข้าง ทั้งนี้ยังช่วยให้สบายใจเวลาเดินถนนได้ดีขึ้นอีกด้วย

แต่ก่อนจะไปถึงการตรวจ อย่าลืมดูแลตัวคุณด้วยสิ่งของที่ช่วยคุณป้องกันและปลอดโควิดได้ที่ KAIDEE เราจะมาผ่านพ้นยุคโควิดไปให้ได้กันนะคะ!