5 โฮมออฟฟิศดีไซน์ เพิ่มไอเดียในการทำงาน

5 โฮมออฟฟิศดีไซน์ เพิ่มไอเดียในการทำงาน

Home-office

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าปี 2020 ที่ผ่านมา เราประสบกับสิ่งเลวร้ายมามากมาย ถึงแม้ว่าจะเป็นปีที่เหน็ดเหนื่อย แต่เราก็ได้เรียนรู้ และได้สร้าง New Routine ให้กับตัวเอง นอกจากนิสัยการสร้างสุขอนามัยที่ดี อย่างการสวมใส่หน้ากากอนามัย และการหมั่นล้างมือเป็นประจำ อีกหนึ่งปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในปีที่ผ่านมาซึ่งที่ไม่ว่าเพื่อนๆ จะอยู่ที่ใดในโลกต่างก็ประสบปัญหาเดียวกัน นั่นคือการกักตัวอยู่บ้านเพื่อลดความเสี่ยงของการติดโรคโควิด 19 หรือที่เราเรียกกันสั้นๆว่าการ “ควอรันธีน” (Quarantine) นั่นเอง ซึ่งนอกจากจะทำให้เราต้องติดแหง็กอยู่บ้านเป็นเดือนๆแล้ว ยังส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันเราในหลายๆ ด้าน หนึ่งในนั้นคือลักษณะการทำงาน เพราะหลายๆคนต้องทำงานที่บ้านแทนการทำงานที่ออฟฟิศ ทำให้เทรนด์การสร้างบ้านแบบโฮมออฟฟิศนั้นเป็นที่นิยมอย่างมากในปีที่ผ่านมา 

วันนี้ Kaidee ได้รวบรวม 5 โฮมออฟฟิศไอเดีย ที่จะช่วยเนรมิตบ้านเพื่อนๆ ให้กลายเป็นพื้นที่ทำงาน แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ทิ้งบรรยากาศ “โฮม” ซึ่งเป็นหัวใจของบ้านแบบโฮมออฟฟิศ ทั้งนี้เพื่อให้เพื่อนๆ รู้สึกเป็นอิสระ ผ่อนคลายไปบรรยากาศบ้าน แถมยังมีประสิทธิภาพการทำงานมากขึ้นด้วยสภาพแวดล้อมแบบออฟฟิศ รับรองว่าทั้ง 5 โฮมออฟฟิศดีไซน์นี้จะช่วยบูสต์ความคิดสร้างสรรค์ให้เพื่อนๆ กับเพื่อนร่วมงานได้อย่างไม่น่าเชื่อเลยค่ะ

เรามาเริ่มกันจากข้อดีของบ้านแบบโฮมออฟฟิศกันก่อนเลยดีกว่าค่ะ 

ข้อดีของบ้านโฮมออฟฟิศ

ข้อดีของ home-office
ขอบคุณรูปสวยๆ จาก Sitchu 

หนึ่งในข้อดีที่เด่นที่สุดของการสร้างบ้านลักษณะโฮมออฟฟิศนั่นคือ พื้นที่ใช้สอยในบ้านที่มีการแบ่งพื้นที่เป็นสัดส่วนชัดเจน แตกต่างจากบ้านแบบทาวน์โฮมโดยสิ้นเชิง โฮมออฟฟิศโดยทั่วไปนั้นแบ่งสัดส่วนเป็น 2 พื้นที่ใหญ่ๆ คือ พื้นที่ทำงาน และพื้นที่พักอาศัย ดังนั้นบรรยากาศการทำงานในโฮมออฟฟิศก็จะค่อนข้างผ่อนคลาย และเป็นกันเองมากกว่าการทำงานในออฟฟิศปกติทั่วไป รวมไปถึงการแต่งตัว และ Culture ในการทำงานก็จะยืดหยุ่นมากขึ้นด้วย เพราะฉะนั้นการซื้อโฮมออฟฟิศ หรือการแต่งบ้านโดยแยกพื้นที่พักอาศัยกับพื้นที่ทำงานออกจากกันจึงเป็นที่นิยมอย่างมากในหมู่นักธุรกิจรุ่นใหม่ ที่มีไลฟ์สไตล์การทำงานที่ไม่สามารถระบุเวลาการทำงานที่ชัดเจนได้ บ้านลักษณะนี้เองยังเหมาะอย่างยิ่งสำหรับบริษัท start-up ที่เน้นความยืดหยุ่น และประสิทธิภาพในการทำงานมากกว่าความเป็นทางการในสถานที่ทำงาน

1. โฮมออฟฟิศ สไตล์มินิมอล (Minimal Home-Office) 

minimal Home-office
ขอบคุณรูปสวยๆ จาก Home-Design     

ถ้าเพื่อนๆ จะเลือกตกแต่งห้องสักห้องในบ้านด้วยสไตล์มินิมอล ห้องนั้นควรเป็นห้องทำงานหรือไม่ก็ห้องนอน ในช่วงหลายๆปีที่ผ่านมา เทรนด์การตกแต่งบ้านแบบมินิมอลเป็นที่นิยมอย่างมาก เพราะแนวมินิมอลนั้นนอกจากจะทำให้บ้านเพื่อนๆ ดูโมเดิร์นแล้ว ยังมีประโยชน์อย่างมากต่อจิตใจผู้อาศัยอีกด้วย เพราะการที่ห้องมีความเป็นระเบียบด้วยการใช้เฟอร์นิเจอร์น้อยชิ้น จะสามารถช่วยลดความตึงเครียด ความโปร่งโล่งและสีที่สว่างของห้องจะช่วยลดอาการซึมเศร้า การตกแต่งที่เรียบง่ายจะทำให้เพื่อนๆ รู้สึกใจเย็น เป็นต้น

ดีไซน์โฮมออฟฟิศแบบมินิมอล จะเน้นการใช้เฟอร์นิเจอร์ชิ้นใหญ่เพียงไม่กี่ชิ้นแทนการวางเฟอร์นิเจอร์ชิ้นเล็กหลายๆชิ้น ทั้งนี้เพื่อให้ห้องไม่ดูรก และเพิ่มมิติให้ห้องดูพื้นที่มากขึ้น ส่วนในเรื่องของสีวอลล์เปเปอร์นั้นจะเน้นสีสว่าง เช่น สีขาว สีครีม หรือสีไม้อ่อนๆ เพราะสีเหล่านี้จะช่วยทำให้ห้องดูโอ่โถง ถ้าใครคิดว่าห้องแบบมินิมอลนั้นดูโล่งเกินไป เพื่อนๆ สามารถตกแต่งห้องด้วยต้นไม้เล็กๆตามมุมห้อง หรือใช้กรอบรูปสีโมโนโทนที่เข้ากับสีหลักของห้อง เพิ่มเติมได้ตามใจชอบได้เลยค่ะ

2. โฮมออฟฟิศ สไตล์ลอฟท์ (Loft Home-office)

loft Home-office
ขอบคุณรูปสวยๆ จาก Behance.net

ต้องยอมรับว่าไม่ใช่ทุกคนที่จะสนุกกับการทำงานในห้องโล่งๆ สำหรับคนบางคนแล้วการได้ทำงานในห้องที่เต็มไปด้วยของตกแต่งมากมายนั้น นำมาซึ่งไอเดียได้ดีกว่าการทำงานในห้องโปร่งโล่งซะอีก โฮมออฟฟิศดีไซน์ลอฟท์ (loft) หรือ อินดัสเทรียล ลอฟท์ (Industrial Loft) เป็นอีกหนึ่งดีไซน์ที่ได้รับความนิยมมากในกลุ่มคนรุ่นใหม่ สไตล์ลอฟท์เป็นการออกแบบที่ผสมผสานระหว่างดีไซน์โมเดิร์น และอินดัสเทรียลเข้าด้วยกันอย่างลงตัว ทำให้ผลลัพธ์ออกมาดูคูล บ่งบอกถึงตัวตนของผู้อาศัยที่ชัดเจน แถมยังคงความทันสมัย ถูกใจคนยุคใหม่นั้นเอง

หัวใจหลักของดีไซน์ลอฟท์ ไม่ว่าจะเป็นห้องนอนแบบลอฟท์ หรือโฮมออฟฟิศสไตล์ลอฟท์นั้น ได้แก่ ผนังปูนเปลือย และการโชว์การเดินท่อสายไฟบนเพดานค่ะ  นอกจากดีไซน์ที่ดูเท่แล้ว การตกแต่งแบบลอฟท์ยังให้ประโยชน์เรื่องพื้นที่การใช้สอยอีกด้วย เนื่องจากดีไซน์นั้นจะมีเพดานสูง และมีผนังด้านใดด้านหนึ่งที่เปิดรับแสงธรรมชาติอย่างเต็มที่ สิ่งเหล่านั้นเองจะช่วยสร้างมิติให้ห้องดูใหญ่ขึ้น 

เพื่อนๆสามารถเพิ่มความคูล แบบอินดัสเทรียลเข้าไปอีกด้วยการปูพื้นไม้ กับการใช้เฟอร์นิเจอร์โทนสีเข้มอย่างสีดำ หรือสีเทา เท่านี้ก็จะได้โฮมออฟฟิศที่ดูกว้างขวาง แถมยังเท่ไม่ซ้ำใคร

โฮมออฟฟิศสไตล์ลอฟท์เหมาะอย่างยิ่งสำหรับออฟฟิศที่เน้นการใช้ความคิดสร้างสรรค์ รับรองได้เลยว่าเพื่อนๆ กับทีมจะได้ไอเดียใหม่ๆไม่ขาดสายแน่นอน

3. โฮมออฟฟิศ สไตล์คัลเลอร์ฟูล (Colorful Home-Office)

colorful Home-office
ขอบคุณรูปสวยๆ จาก  Allmodern

ในโลกนี้มีคนอยู่ 2 ประเภท ประเภทแรกคือพวกที่เชื่อว่าการทำงานในที่โล่ง สะอาดๆจะช่วยสร้างสมาธิให้คิดงานออกมาได้ไว เนื่องจากไม่มีสิ่งรอบข้างคอยรบกวน ในขณะเดียวกันก็มีคนอีกกลุ่มหนึ่งที่เชื่อว่าสีสันสามารถช่วยทำให้เกิดไอเดียใหม่ๆ เพื่อนๆเชื่อหรือไม่ว่ามีผลวิจัยทางวิทยาศาสตร์มากมายที่ยืนยันว่า สีมีส่วนช่วยเรื่องประสิทธิภาพการทำงานของพนักงานออฟฟิศ เช่น สีเขียวจะช่วยให้ผ่อนคลาย สีเหลืองช่วยให้เราแอคทีฟ สีขาวช่วยเรื่องความคิดที่ละเอียดอ่อน และสีม่วงช่วยให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ 

แต่ถ้าหากตกแต่งห้องด้วยการทาสีไปบนผนังห้องโดยตรง อาจจะทำให้ห้องทำงานของเพื่อนๆ ดูไม่แพง เสมือนห้องสำหรับเด็กเล็ก และที่สำคัญยังลดความน่าเชื่อถืออีกด้วย ดังนั้นควรจะเลือกสีห้องเรียบๆอย่างสีขาว หรือสีครีม และแนะนำให้เพื่อนๆ เล่นสีสันที่ตัวเฟอร์นิเจอร์ และของตกแต่งห้องทำงานของเพื่อนๆ แทน เช่น กรอบรูป แจกันดอกไม้ โคมไฟ เป็นต้น 

เพื่อนๆ ยังสามารถเติมสีเขียวให้ห้องได้ง่ายๆ โดยการวางต้นไม้ ทั้งต้นเล็กและต้นใหญ่ตามมุมห้อง หรือตามขอบหน้าต่าง หรือแม้กระทั่งบนโต๊ะทำงาน เพื่อเพิ่มสีเขียวได้ง่ายๆเลยค่ะ 

4. โฮมออฟฟิศ แบบโมเดิร์น (Modern Home-Office)

Modern Home-office
ขอบคุณรูปสวยๆ จาก Wallpaper

ถ้าเพื่อนๆ อ่านมาถึงตรงนี้ เพื่อนๆ คงมีไอเดียโฮมออฟฟิศมากมายในหัวแล้วใช่ไหมคะ ไม่ว่าจะเป็นการตกแต่งด้วยสีสันเอย สไตล์คูลๆแบบลอฟท์เอย หรือรักษาความเรียบง่ายแบบมินิมอล แต่ไม่ว่าจะเป็นดีไซน์แบบไหน สุดท้ายแล้วโฮมออฟฟิศของเพื่อนๆ ควรให้ความสะดวกสบายกับพนักงาน และสามารถใช้งานได้จริง 

โมเดิร์นเป็นอีกดีไซน์ที่ยังคงความเรียบง่ายแบบมินิมอล แต่ในขณะเดียวกันก็ให้ความรู้สึกที่ทันสมัยแบบโมเดิร์น ด้วยใช้เฟอร์นิเจอร์รูปทรงเรขาคณิต และรักษาธีมของสีห้องเป็นหลักนั้นเอง 

อีกหนึ่งเหตุผลที่แนวโมเดิร์นได้รับความนิยมอย่างมากนั้น เป็นเพราะว่าการตกแต่งสไตล์นี้เน้นการใช้งานได้จริงเป็นหลัก ตามหลักการ “Form Follows Function”  โดยการออกแบบตัวห้องให้สะดวกสบายต่อผู้ใช้งาน และเน้นการจัดวางเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งเพียงน้อยชิ้น เพียงพอแค่การใช้งานค่ะ ถึงแม้ว่าสไตล์โมเดิร์นจะดูนิ่ง และไม่มีความยูนิคเท่าไรนัก แต่สไตล์นี้ก็มีความเป็นอมตะ ซึ่งไม่ว่าเวลาจะผ่านไปแค่ไหนก็ไม่ตกเทรนแน่นอน 

5. โฮมออฟฟิศ แบบญี่ปุ่นร่วมสมัย (Contemporary Japanese Home-Office)

home-office
ขอบคุณรูปสวยๆ จาก Balance.net

ดีไซน์แบบญี่ปุ่นร่วมสมัยจะเน้นการใช้ไม้เป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นที่ตัวผนังห้อง พื้น หรือแม้กระทั่งเฟอร์นิเจอร์ ซึ่งการตกแต่งด้วยไม้นั้น จะให้ความรู้สึกที่เงียบสงบ ผ่อนคลายได้เป็นอย่างดี อีกสิ่งหนึ่งที่บ่งบอกถึงสไตล์ญี่ปุ่นร่วมสมัยได้โด่ดเด่น นั่นก็คือการใช้เฟอร์นิเจอร์ชิ้นใหญ่ๆแต่น้อยชิ้น รวมถึงการใช้ประตู หน้าต่างบานใหญ่เพื่อต้อนรับแสงธรรมชาติแทนการใช้แสงจากโคมไฟค่ะ 

การตกแต่งสไตล์นี้ จะใช้สีเพียงไม่กี่สีเท่านั้นนะคะ นั้นก็คือ สีไม้ สีน้ำตาล และสีดำ ซึ่งสีเหล่านี้เองล้วนเป็นสีเอิร์ธโทน ซึ่งจะเข้ากันได้ดีกับสีธรรมชาติของไม้ ซึ่งเป็นกุญแจหลักของการตกแต่งห้องสไตล์ญี่ปุ่นร่วมสมัยได้อย่างลงตัวค่ะ นอกจากนี้ตำแหน่งการวางเฟอร์นิเจอร์ก็เป็นเรื่องที่สำคัญมากๆ สำหรับการตกแต่งห้องสไตล์นี้ เราแนะนำให้เพื่อนๆวางเฟอร์นิเจอร์ชิ้นใหญ่เพียงแค่หนึ่งชิ้นไว้กลางห้อง ทั้งนี้เพื่อสร้างมิติให้ห้องดูโอ่โถงมากขึ้น และมีทางเดินมากขึ้นนั้นเอง

สรุปท้ายบทความ

บรรยากาศในที่ทำงานเป็นปัจจัยหลักๆที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานของพนักงาน ถ้าพื้นที่ทำงานของเพื่อนๆไม่เอื้ออำนวย ไม่ทำให้รู้สึกผ่อนคลาย และในขณะเดียวกันก็ไม่เหมาะสมสำหรับทำงาน สิ่งเหล่านั้นจะทำให้ความมุ่งหมั่นในการทำงานของเพื่อนๆน้อยลง เพื่อนๆจะใช้เวลาทั้งวันไปกับการจ้องหน้าปัดนาฬิกา เพื่อเคาท์ดาวน์เวลาเลิกงาน แทนที่จะทำงานนะคะ ดังนั้นเพื่อความสำเร็จในหน้าที่การงานแล้ว เริ่มมองจากจุดเริ่มต้น สิ่งที่เราทำงานด้วยทุกวัน ก็สำคัญนะคะ 

หวังว่าบทความนี้จะช่วยให้เพื่อนๆ มีไอเดียใหม่ๆ ในการตกแต่งโฮมออฟฟิศให้น่าทำงานมากขึ้น ถ้าเพื่อนๆ สนใจอยากครอบครองโฮมออฟฟิศสักหลัง แต่ไม่รู้จะเริ่มศึกษาจากตรงไหน โฮมออฟฟิศแบบไหนที่เหมาะกับการทำงานของเพื่อนๆ เราขอแนะนำให้เริ่มจากที่เว็บ Kaidee ที่เว็บเรามีโฮมออฟฟิศหลากหลายรูปแบบ ให้เลือกมากมาย ทั้งมือหนึ่ง และมือสองเลยค่ะ

การจัดบ้าน 10 แบบที่ต้อง Say No! : สำหรับบ้านทุกสไตล์

การจัดบ้าน 10 แบบที่ต้อง Say No! : สำหรับบ้านทุกสไตล์

ในยุคที่เทรนด์การแต่งบ้านกำลังมา ไม่ว่าจะเป็น มินิมอล โมเดิร์น หรือคุมโทนสแกนดิเนเวียนด้วยเฟอร์นิเจอร์จากอิเกีย คุณไม่ใช่คนเดียวที่เลือกไม่ถูกว่าจะแต่งบ้านสไตล์ไหนดี แต่ไม่ว่าจะรักพี่เสียดายน้อง หรือลังเลเลือกไม่ถูก Kaidee Property ก็มีกฎการจัดบ้านง่ายๆ 10 ข้อมาฝากคุณ รับรองว่าแค่ทำตามนี้ บ้านก็ดูดีไปกว่าครึ่ง

10 ข้อควรระวังสำหรับบ้านทุกสไตล์

อยากจัดบ้านทั้งทีแต่ไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหน ไม่ต้องเป็นกังวลใจไป วันนี้ Kaidee Property สรุปการจัดบ้านแบบ101 มาให้คุณแล้ว จะต้องโฟกัสอะไรกันบ้างนั้น ไปดูกันเลย

1.ของสะสมฝุ่น

เคยไหมคะที่เดินผ่านชั้นวางของแล้วเห็นอะไรเยอะแยะยุบยับไปหมด ถ้าเคย นั่นอาจเป็นเพราะคุณวางของตกแต่งกระจุกกระจิกต่างๆ เช่น ตุ๊กตา กรอบรูป หรือโมเดลตัวเล็กๆ มากเกินไป ซึ่งของพวกนี้เมื่ออยู่รวมกันเยอะๆ แล้วไม่ก่อให้เกิดพลังบวกเท่าไร เพราะนอกจากจะสะสมฝุ่นแล้ว ยังทำให้มุมนั้นของคุณดูรกไปหมด

ทางแก้ก็คือลองเลือกวางของที่ทำให้คุณนึกถึงความทรงจำดีๆ ที่ไม่ว่าจะหยิบมาดูเมื่อไหร่ก็ทำให้คุณมีกำลังใจและได้พลังบวกได้เสมอ สิ่งหนึ่งที่ต้องจำไว้ให้ขึ้นใจคือ “น้อยแต่มาก”

การเลือกเพียงแค่ของบางอย่างมาตั้งโชว์นี้จะทำให้คุณรักมุมๆ นี้ของคุณมากขึ้น เพราะมองไปเมื่อไรก็สบายใจและได้พลังบวก

2.จัดระเบียบการเก็บของซะใหม่

คุณควรทำตู้สำหรับเก็บของโดยเฉพาะ แล้วเอาของที่ไม่ค่อยได้ใช้ ไปเก็บไว้ในที่เดียวกัน เพราะการเก็บของเป็นที่เป็นทางจะทำให้คุณหาของง่ายขึ้นเมื่อต้องการใช้ และยังทำให้บ้านของคุณดูสะอาดสบายตาขึ้น 

อย่างไรก็ตาม ตู้เก็บของนี้ควรเป็นตู้ที่มีฝาปิดเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้กลายเป็นมุมรกสายตาเหมือนอย่างในข้อแรกที่กล่าวไว้ อีกทั้งเรายังสามารถติดพวก Post-it หรือลิสต์ของที่เก็บไว้ในตู้ได้อีกด้วย เรียกได้ว่า ติดฝาทีเดียว ได้ประโยชน์สองต่อ

3.หมอนอิงยุบยับ

หมอนอิงเยอะเกินไป
หมอนอิงยุบยับ

หมอนอิงอาจดูเหมือนปัจจัยเล็กที่ไม่ค่อยสำคัญ แต่ลองนึกถึงภาพโซฟาที่มีแต่หมอนอิงเต็มไปหมด แถมยังสีไม่คุมโทนอีก แบบนั้นห้องนั่งเล่นของเราอาจดูไม่ค่อยน่ามองเท่าไร

คำแนะนำจาก Kaidee คือให้ลองใช้หมอนอิงแบบที่ปลอกสามารถถอดเปลี่ยนได้ เพราะจะทำให้เราสามารถเปลี่ยนสไตล์ไปมาได้ตามใจชอบโดยที่ไม่ต้องซื้อหมอนอิงมาเพิ่ม เพียงแค่ซื้อปลอกมาเปลี่ยนตามอารมณ์แทนเท่านั้น แถมปลอกหมอนยังหาที่จัดเก็บง่ายกว่าหมอนอิงทั้งใบและไม่เปลืองเนื้อที่มากอีกด้วย

4.กรอบรูปกระจัดกระจาย

สำหรับคนที่ชอบดูรูปแล้วนึกถึงเรื่องเก่าๆ การติดรูปไว้บนผนังอาจจะดูเป็นหนทางที่ง่ายที่สุดในการย้อนรำลึกวันวาน แต่เมื่อรูปมันเริ่มเยอะมากเกิน เราก็ต้องจัดหมวดหมู่กันเสียหน่อย

การติดรูปบนผนังนั้นต้องต้องการความใส่ใจเล็กน้อย โดยลองจัดกลุ่มให้กรอบรูปอยู่ใกล้ๆ กันดู เช่น กลุ่มนี้สำหรับรูปภาพวัยเด็ก ส่วนอีกกลุ่มเป็นรูปภาพจากงานสังสรรค์ เป็นต้น

การจัดหมวดหมู่แบบนี้นอกจากจะทำให้ผนังดูโล่งและเป็นสัดเป็นส่วนมากขึ้น ยังทำให้เราสามารถเลือกดูภาพได้ตามหมวดหมู่อีกด้วย

5.เข้าบ้านแล้วเหมือนเข้าป่า

Inhouse plant
เข้าบ้านแล้วเหมือนเข้าป่า

ดูจากสภาพอากาศร้อนอบอ้าวในบ้านเราแบบนี้ Kaidee เห็นด้วยว่าเราควรจะมีต้นไม้สักต้นสองต้นในห้อง อย่างไรก็ตามส่วนสำคัญอยู่ที่เราต้องโฟกัสการเลือกชนิดและไซส์ของต้นไม้

จริงอยู่ที่ต้นไม้บางชนิดช่วยฟอกอากาศและทำให้บ้านดูสดชื่น แต่หากเลือกมาผิดไซส์แล้ว ห้องกว้างๆ จะดูเหมือนป่าเอาได้ หากเพดานห้องคุณสูงเพียง 2 เมตร ต้นไม้ประดับไม่ควรสูงเกิน 1 เมตร และควรเลือกชนิดที่ไม่แผ่กิ่งก้านสาขา หรือพุ่มไม่ใหญ่มากนัก เพียงเท่านี้ห้องของคุณจะดูสดชื่นเหมือนมีสวนเล็กๆ ส่วนตัว

6.ผนังไม่เคยว่าง

สำหรับคนที่รักการแต่งบ้านเป็นชีวิตจิตใจที่เวลาไปไหนก็จะต้องมีของติดไม้ติดมือกลับมาตกแต่งบ้านด้วยเสมอ อาจจะพบปัญหาที่ว่า “ผนังเต็ม” และ “ไม่รู้จะเอาชิ้นนี้ไว้ติดไว้ตรงไหนดี”

ทางแก้ที่ Kaidee แนะนำคือ ลองสับเปลี่ยนของตกแต่งทุกๆ 3 เดือน วิธีนี้เราจะไม่ต้องเพิ่มของบนผนังไปเรื่อยๆ แต่เลือกที่จะเอาอันใดอันหนึ่งลง แล้วเอาอันใหม่ติดขึ้นไปแทน ส่วนเวลาติดก็ให้เว้นช่องไฟด้วยสักหน่อย จะได้รู้สึกว่ามีพื้นที่ว่างบนผนังบ้าง

อีกข้อหนึ่งคือพยายามจัดมุมตกแต่งไว้แค่มุมใดมุมหนึ่งของบ้าน ไม่ใช่ติดไปทุกผนัง ลองปล่อยให้ผนังห้องว่างบ้าง แล้วคุณจะรู้สึกสบายตาขึ้นไม่มากก็น้อย

7.พรมผิดไซส์

Living Room
ซื้อพรมเล็กๆ อีกผืนที่เข้ากัน มาวางประดับข้างๆ เพื่อเพิ่มเลเยอร์ให้กับพื้นที่

พรมดูเหมือนของที่คนไม่ค่อยให้ความสำคัญเท่าไร แต่หากขาดไปหลายคนก็คงรู้สึกว่าห้องนั่งเล่นมันโล่งแปลกๆ เพราะเหตุนี้พรมจึงกลายเป็นสิ่งจำเป็นที่เราต้องเลือกอย่างใส่ใจ

การจัดโซนของห้องทำได้ง่ายๆ ด้วยการปูพรม สิ่งสำคัญคือต้องเลือกไซส์ให้พอดีกับขนาดพื้นที่ว่างระหว่างโซฟากับโต๊ะรับแขก แต่ถ้าหากพลาดซื้อพรมที่มีขนาดเล็กกว่าพื้นที่มาแล้ว สิ่งที่คุณต้องทำก็คือ ซื้อพรมเล็กๆ อีกผืนที่เข้ากัน มาวางประดับข้างๆ เพื่อเพิ่มเลเยอร์ให้กับพื้นที่ตรงส่วนนั้น แถมยังเป็นการซ่อนพื้นที่ว่างไว้อีกด้วย

8.ผสมสไตล์การตกแต่งภายในห้องเดียวกัน

เชื่อว่าทุกคนต้องเคยประสบกับเหตุการณ์ “รักพี่เสียดายน้อง” รักมินิมอลแต่ก็แอบขี้เกียจคุมโทนทั้งบ้าน แล้วไปๆ มาๆ การตกแต่งก็ผสมปนเป ไม่ไปทางไหนสักทาง แถมยังผสมสไตล์การตกแต่งภายในห้องเดียวกันอีกต่างหาก

ทางแก้ที่เราจะเสนอก็คือ “ต่างห้องต่างสไตล์” ให้ลองแบ่งห้องตามสไตล์การตกแต่ง เช่น ห้องนั่งเล่นมินิมอล แต่ห้องนอนโมเดิร์น เป็นต้น วิธีแก้อันนี้นอกจากจะ win-win ให้เราได้ห้องทุกสไตล์ที่เราชอบแล้ว เรายังไม่ต้องมาห่วงว่าของที่ซื้อมาจะหลุด Theme หรือไม่คุมโทนอีกด้วย

9.โซฟารูปตัว L

เชื่อว่าใครๆ ก็ชอบนอนดูหนังบนโซฟาในวันหยุด โซฟา L-shape เป็นอีกตัวเลือกหนึ่งที่จะช่วยให้คุณเอนจอยช่วงเวลาแห่งการพักผ่อน ทว่าก็มีสิ่งที่ต้องคำนึงก่อนการซื้อโซฟา L-shape เช่นกัน

เนื่องจากเป็นโซฟาไซส์ใหญ่และกินพื้นที่มาก คุณต้องคำนึงถึงเรื่องพื้นที่ของห้องให้มากว่าสามารถจุโซฟาชนิดนี้ไหวหรือไม่ เพราะด้วยความที่เป็นรูปตัว L โซฟาชนิดนี้อาจทำให้ห้องดูทึบและแคบลงได้ ทางที่ดีคุณควรวัดขนาดพื้นที่ให้เรียบร้อยก่อนซื้อเฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้น จะได้จัดโซนพื้นที่ให้พอเหมาะพอดีกับไซส์ของเฟอร์นิเจอร์นั้นๆ

10. ทาสีบนเพดาน

Ceiling Paint

การทาสีเพดานให้เหมือนกับท้องฟ้าจำลองในยามค่ำคืนเป็นไอเดียที่ดีมากสำหรับห้องที่มีเพดานกว้างและสูง 3 เมตรขึ้นไป อย่างไรก็ตาม หากห้องของคุณมีขนาดที่เล็กกว่านั้น การเพนต์ห้องให้เหมือนกับท้องฟ้าตอนกลางคืนอาจจะทำให้ห้องดูเล็กลงไปถนัดตา Kaidee ขอแนะนำว่าให้เลือกเพนต์เป็นสีสว่างหรือสีพาสเทลแทนเพราะสีโทนนี้จะกระจายแสงและยังทำให้ห้องของคุณดูกว้างขึ้นอีกด้วย

สรุปท้ายบทความ

การจัดบ้านนับเป็นศิลปะอย่างหนึ่งเพราะบ้านคือสถานที่ที่สะท้อนจิตใจของเรา หากจัดให้เป็นระเบียบเรียบร้อย ผู้อยู่อาศัยก็มองแล้วสบายตาส่งผลให้สบายใจตามไปด้วย หากจัดบ้านเสร็จเรียบร้อยตาม 10 ข้อนี้แล้ว มีเฟอร์นิเจอร์ชิ้นไหนไม่ได้ใช้ มาลงขายไว้ได้ที่ Kaidee

ย่าน North CBD คือย่านอะไร เหมาะที่จะลงทุนซื้อคอนโดไหม?

ย่าน North CBD คือย่านอะไร เหมาะที่จะลงทุนซื้อคอนโดไหม?

ถ้าพูดถึงย่านศูนย์กลางย่านธุรกิจของกรุงเทพฯ หรือเขียนเป็นภาษาอังกฤษว่า Central Business District (CBD) โดยมีคำจำกัดความแบบเข้าใจง่าย กระชับ นั่นคือ เขตพื้นที่ศูนย์รวมของแหล่งงานกิจการธุรกิจและกิจกรรมทางสังคม ต่าง ๆ ของคนเมือง ซึ่งถ้าเป็นกรุงเทพมหานครในตอนที่ยังมีความเจริญอยู่ในย่านเดียว

แต่ในปัจจุบันความเจริญได้แผ่ขยายออกไปยังพื้นที่อื่น ๆ รถไฟฟ้าเริ่มครอบคลุมในทุก ๆ พื้นที่ ทำให้เกิดการกระจายตัวของเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นอาคารสำนักงาน ธุรกิจห้างร้านต่าง ๆ ก็กระจายไปผุดขึ้นตามทำเลที่มีแนวโน้มเป็นทำเลทองในอนาคตซึ่งรวมไปถึงที่อยู่อาศัยยอดฮิตของคนเมือง คือ คอนโด ก็ผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด มีทั้งในแบบธรรมดาและระดับ Luxury เพื่อดูดคนให้มาลงทุนซื้อเพื่ออยู่อาศัยและลงทุนในอนาคตด้วยนั่นเอง 

โดยในปัจจุบัน จะแบ่งย่าน CBD ไว้ประมาณ 6 ย่าน ได้แก่ 

  • Core CBD บางรัก – สาทร ถึง ปทุมวัน – ราชเทวี 
  • Outer CBD พระราม 4 – อโศกมนตรี – สุขุมวิท – ทองหล่อ/เอกมัย 
  • New CBD อโศก – พระราม 9 – รัชดาภิเษก – ห้วยขวาง 
  • North CBD ห้าแยกลาดพร้าว – สถานีกลางบางซื่อ 
  • East Center บางนา – สุขุมวิทตอนล่าง 
  • MidTown อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ – พหลโยธิน – อารีย์ 

โดยวันนี้บทความเราจะมาพูดถึงย่านที่น่าจับตามองและจะกลายเป็นทำเลทองในอนาคตอย่าง North CBD ห้าแยกลาดพร้าว – สถานีกลางบางซื่อ นั่นเองครับ

North CBD ย่าน New CBD ตอนเหนือของกรุงเทพฯ

ถ้าให้พูดถึงย่าน New CBD ทางตอนเหนือของกรุงเทพมหานคร หรือ เรียกง่าย ๆ ว่า ย่านศูนย์รวมของแหล่งงาน ธุรกิจ ที่อยู่อาศัยต่าง ๆ ซึ่งย่านห้าแยกลาดพร้าว  – จตุจักร – บางซื่อ เป็นย่านที่รวมเอาศูนย์การค้าต่าง ๆ อาคารทำงานสำนักต่าง ๆ รวมไปถึงคอนโดที่เริ่มสร้างขึ้นในปี 2563 ขึ้นเป็นจำนวนมาก และสิ่งสำคัญที่ทำให้ทำเลแห่งนี้ก้าวขึ้นเป็น New CBD ทางตอนเหนือของกรุงเทพฯ คือ การมีคมนาคมที่เพียบพร้อมไม่ว่าจะเป็นรถเมล์ที่มีเชื่อมไปยังพื้นที่ต่าง ๆ มีรถไฟฟ้า BTS และ MRT และมีสถานีกลางบางซื่อ สถานีรถไฟหลักแห่งใหม่ของประเทศไทย ที่เป็นสถานีรถไฟที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ปัจจัยนี้เหล่าเลยทำให้ทำเลย่านห้าแยกลาดพร้าว – จตุจักร – บางซื่อ เป็น New CBD ทางตอนเหนือของกรุงเทพมหานครนั่นเอง 

เจาะ ปัจจัยต่าง ๆ ที่ทำให้เกิดเป็น North CBD ของกรุงเทพฯ

1. จุดรวมการเชื่อมต่อ การคมนาคมที่ครบครัน 

ขึ้นชื่อว่าเป็นทำเล North CBD ของกรุงเทพแล้ว การคมนาคมก็ต้องครบเครื่อง โดยห้าแยกลาดพร้าว  – จตุจักร – บางซื่อ มีการคมนาคมที่ครบสมบูรณ์แบบทั้งรถเมล์ที่วิ่งให้บริการถึง 18 สายปลายทางเชื่อมต่อไปทุกเส้นทางของกรุงเทพฯ และปริมณฑล รถไฟฟ้า BTS รถไฟฟ้า MRT ที่เชื่อมต่อไปยังสถานที่ต่าง ๆ ได้ทั้งในเมืองและชานเมือง อีกทั้งยังมีสถานีรถไฟกลางบางซื่อ เป็นสถานีรถไฟหลักแห่งใหม่ของประเทศไทย ที่เป็นสถานีรถไฟที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นสถานีรถไฟที่สร้างขึ้นเพื่อทดแทนสถานีรถไฟหัวลำโพง โดยจะรวบรวมรถไฟเชื่อมต่อไปยังสถานที่ต่าง ๆ ไว้ที่นี่ ไม่ว่าจะเชื่อมกับ

  • แอร์พอตเรลลิงค์วิ่งไป-กลับสนามบินดอนเมืองและสุวรรณภูมิ 
  • รถไฟฟ้าความสูง HSR 
  • รถไฟฟ้าในเมืองและชานเมือง

2. แหล่งรวมสถานที่ช้อปปิ้ง 

ทำเลนี้เป็นทำเลที่รวบรวมเอาแหล่งช้อปปิ้งต่าง ๆ มาไว้ จึงทำให้เป็นทำเลที่คึกคักมาก อย่างห้างสรรพสินค้าที่มีชื่อเสียงอย่างเซ็นทรัลลาดพร้าว ที่ผู้คนต่างนิยมมาเดินช้อปปิ้ง มาทานอาหารกันอย่างคึกคัก ห้างยูเนี่ยนมอลแหล่งรวมเสื้อผ้าที่หลากหลาย รวมไปถึงห้างสรรพค้าต่าง ๆ อย่าง เมเจอร์ รัชโยธิน โลตัส บิ๊กซี อีกทั้งยังมีตลาดนัดที่มีชื่อเสียงอย่างตลาดนัดจตุจักรที่ผู้คนต่างมาเดินซื้อของกัน จึงทำให้ทำเลแห่งนี้เป็นทำเลที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นอย่างมาก ไม่แปลกใจที่จะเป็น North CBD ของกรุงเทพฯ

3. ที่ตั้งของอาคารสำนักงานและสถานที่สำคัญ

อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้เป็นทำเล North CBD คือ การที่มีอาคารสำคัญต่าง ๆ ที่เป็นสถานที่ทำงานของพนักงานออฟฟิศมากมาย เป็นสิ่งสำคัญในการขับเคลื่อน นั่นคือ การมีธุรกิจต่าง ๆ เข้ามาตั้งบริษัทที่ทำเลนั้น ๆ อย่างในปัจจุบัน ทำเลห้าแยกลาดพร้าว – บางซื่อ เป็นทำเลที่บริษัทต่าง ๆ ได้เข้ามาตั้งบริษัทตามอาคารสำนักงานตึกสูงหลายแห่ง ทำให้เกิดการจ้างงานและดึงกลุ่มคนทำงาน เข้ามาทำงานในทำเลนี้ จึงทำให้เศรษฐกิจในพื้นที่เติบโตขึ้น ยกตัวอย่างตึกสำนักงานอย่าง

  • ตึกธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) สำนักงานใหญ่ 
  • ปตท. สำนักงานใหญ่ 
  • ตึก TMB 
  • SJ infinite 
  • Sun tower 
  • ตึก Bangkok Airways 
  • ตึก THAI Airways 
  • ตึก PST 
  • ไทยรัฐ 

และมีอาคารสำนักงานที่กำลังจะเกิดอีกหลายแห่ง เช่น 

  • S Oasis อาคารสำนักงานสูง 36 ชั้น คาดว่าจะสร้างเสร็จในปี 2564 
  • Ratchayothin Hills ที่รวมเอา โรงแรม อาคารสำนักงาน พื้นที่ค้าปลีก และสิ่งอำนวยความสะดวกอื่น ๆ อยู่ด้วย คาดว่าจะสร้างเสร็จในปี 2566 
  • Mochit Complex ที่ประกอบด้วยอาคารสำนักงานและแหล่งค้าปลีก คาดว่าจะสร้างเสร็จในปี 2566 

โดยที่ยกตัวอย่างไปข้างต้นเป็นเพียงบางส่วนของตึกอาคารสำคัญต่าง ๆ แต่ยังมีอาคารสำนักงาน สิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ อีกจำนวนมากที่ตั้งอยู่ในทำเลแห่งนี้

4. ที่อยู่อาศัย

แน่นอนว่าเป็นทำเล North CBD มีที่อยู่อาศัยบ้านเรือนแบบดั้งเดิมที่มีอยู่แล้วและในปัจจุบันมีโครงการคอนโดต่าง ๆ ขึ้นเป็นแนวรถไฟฟ้าและขึ้นในพื้นที่ห้าแยกลาดพร้าว – บางซื่อเยอะมากซึ่งจะเป็นคอนโดหลายประเภททั้งแบบ Low Rise และ High Rise

โดยที่ผู้คนต่างก็พากันมาลงทุนซื้อพื้นที่ในทำเลนี้เพื่ออยู่อาศัย สิ่งสำคัญคือการรองรับประชากรที่ต้องเพิ่มขึ้นในปัจจุบันและในอนาคต ซึ่งในปัจจุบันเราก็ได้เห็นโครงการคอนโดมากมายที่ถูกสร้างขึ้นมาอย่างต่อเนื่องเพื่อที่จะรองรับคนที่มีกำลังซื้อเพื่ออาศัยอยู่จริง ๆ หรือซื้อเพื่อลงทุน ปล่อยเช่า โดยทำเลนี้ก็เหมาะกับคนทำงานทำงานที่ทำเลนี้อยู่แล้วในเมือง เพราะเป็นทำเลที่สามารถเดินเชื่อมต่อเข้าเมืองและออกนอกเมืองก็สะดวก

โดยตัวอย่างคอนโดที่อยู่ในทำเลนี้ คือ

  1. Life ลาดพร้าว 

ขอบคุณภาพจาก: Life ลาดพร้าว

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม: Link 

รายละเอียด: คอนโด Life ลาดพร้าว จาก AP Thailand คอนโด High Rise 2 อาคาร สูง 45 และ 46 ชั้น กับห้องพักทั้งหมด 1,615 ยูนิต กับ 1 ร้านค้า 

ที่ตั้งโครงการ: ถนนพหลโยธิน แขวงจอมพล เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร

สิ่งอำนวยความสะดวก: 

ภายใน

  • Iconic Lobby
  • The Share Space
  • Intelligent Co – Thinking Space
  • Mailbox
  • Smart Locker
  • The Urban Oasis
  • Sky Social Club
  • Theatre House
  • Panoramic Health Club
  • Multi Purpose Room
  • Cityscape Infinity Lap Pool and Sky Cabana
  • Steam
  • Sauna
  • Free Wi-Fi ในพื้นที่ส่วนกลางของโครงการ 24 ชั่วโมง
  • Green Landscape 
  • Street Bas Court
  • Play House
  • EV Charger
  • ที่จอดรถ 723 คัน
  • ร้านค้า 1 ยูนิต
  • ระบบรักษาความปลอดภัยตลอด 24 ชม.

ภายนอก  

  • BTS สถานีห้าแยกลาดพร้าว
  • MRT สถานีพหลโยธิน 
  • ทางยกระดับอุตราภิมุข 
  • Lotus ลาดพร้าว 
  • Central ลาดพร้าว
  • Major รัชโยธิน
  • Big C Extra ลาดพร้าว 2
  • SCB Park
  • ตลาดบางเขน
  • ตลาดนัดจตุจักร
  • โรงเรียนหอวัง
  • โรงเรียนเซนต์จอห์น
  • มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม
  • มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ 
  • มหาวิทยาลัยศรีปทุม
  • โรงพยาบาลเมโย
  • โรงพยาบาลเมมโมเรียล พหลโยธิน
  • โรงพยาบาลวิภาวดี
  • โรงพยาบาลเกษมราษฎร์ ประชาชื่น 

และสถานที่สำคัญอื่น ๆ อีกมากมาย 

ราคาเริ่มต้น: 3.49 ล้านบาท

  1. Life ลาดพร้าว แวลลีย์ 

ขอบคุณรูปภาพจาก: Life ลาดพร้าว แวลลีย์  

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม: Link

รายละเอียด: คอนโด Life ลาดพร้าว แวลลีย์ จาก AP / The First Adventurous Luxury Residence คอนโด High Rise สูง 44 ชั้น ห้องพักทั้งหมด 1,141 ยูนิต กับ 1 ร้านค้า คาดว่าจะสร้างเสร็จในปี 2564 

ที่ตั้งโครงการ: ถนนพหลโยธิน แขวงจอมพล เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร

สิ่งอำนวยความสะดวก: 

ภายใน

  • Lobby
  • Intelligent Co – Thinking Space
  • Mailbox
  • Smart Locker
  • Multi Living Space
  • Library
  • Theatre House
  • Multi Purpose Room
  • สระว่ายน้ำ 3 สระ 
  • Steam and Sauna
  • หน้าผาจำลอง
  • Free Wi-Fi ในพื้นที่ส่วนกลางของโครงการ 24 ชั่วโมง
  • Green Landscape 
  • ที่จอดรถ 484 คัน
  • ร้านค้า 1 ยูนิต
  • ระบบรักษาความปลอดภัยตลอด 24 ชม.

ภายนอก  

  • BTS สถานีห้าแยกลาดพร้าว
  • MRT สถานีพหลโยธิน 
  • ทางยกระดับอุตราภิมุข 
  • Lotus ลาดพร้าว 
  • Central ลาดพร้าว
  • Major รัชโยธิน
  • Big C Extra ลาดพร้าว 2
  • SCB Park
  • ตลาดบางเขน
  • ตลาดนัดจตุจักร
  • โรงเรียนหอวัง
  • โรงเรียนเซนต์จอห์น
  • มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม
  • มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ 
  • มหาวิทยาลัยศรีปทุม
  • โรงพยาบาลเมโย
  • โรงพยาบาลเมมโมเรียล พหลโยธิน
  • โรงพยาบาลวิภาวดี
  • โรงพยาบาลเกษมราษฎร์ ประชาชื่น 

และสถานที่สำคัญอื่น ๆ อีกมากมาย 

ราคาเริ่มต้น: 3.49 ล้านบาท

  1. The Line พหลโยธิน พาร์ค  

ขอบคุณรูปภาพจาก: The Line พหลโยธิน พาร์ค 

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม: Link 

รายละเอียด: คอนโด The Line พหลโยธิน พาร์ค จาก Sansiri คอนโด High Rise สูง 46 ชั้น ห้องพักทั้งหมด 981 ยูนิต กับ 1 ร้านค้า คาดจะสร้างเสร็จในปี 2565 

ที่ตั้งโครงการ: ถนนพหลโยธิน แขวงจอมพล เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร

สิ่งอำนวยความสะดวก: 

ภายใน

  • Lobby
  • Mailbox
  • Photo Studio
  • Co-Working Space
  • Workshop Room
  • Meeting Room
  • Co-Playing Space
  • Co-Living Space 
  • Co-Cooking Space 
  • สวนดาดฟ้า
  • ฟิตเนส
  • สระว่ายน้ำขนาดใหญ่ 
  • กล้องวงจรปิดภายในโครงการ 
  • รปภ.ตลอด 24 ชั่วโมง

ภายนอก  

  • BTS สถานีพหลโยธิน 24
  • MRT สถานีพหลโยธิน 
  • ทางยกระดับอุตราภิมุข 
  • Lotus ลาดพร้าว
  • ยูเนี่ยนมอล
  • เซ็นทรัล ลาดพร้าว 
  • เมเจอร์ รัชโยธิน 
  • Avenue รัชโยธิน 
  • SCB Park 
  • โรงเรียนหอวัง
  • มหาวิทยาลัยเซนต์จอร์น 
  • วิทยาลัยเทคโนโลยีไทยวิจิตรศิลป์
  • มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
  • โรงเรียนสารวิทยา 
  • มหาวิทยาลัยจันทรเกษม 
  • มหาวิทยาลัยศรีปทุม
  • กรมป่าไม้
  • สำนักงานขนส่ง 
  • สำนักงานสรรพากร 
  • สนามกีฬากองทัพบก 
  • โรงพยาบาลเปาโล เกษตร 
  • โรงพยาบาลวิภาวดี 

และสถานที่สำคัญอื่น ๆ อีกมากมาย 

ราคาเริ่มต้น: 4.2 ล้านบาท 

5. อนาคตทำเลทอง ซื้อไว้มีแต่ราคาขึ้น

ไม่ใช่แค่ในอนาคตจะเป็นทำเลทองอีกหนึ่งที่ของกรุงเทพ แต่ในตอนนี้ทำเลห้าแยกลาดพร้าว – บางซื่อได้ขึ้นชื่อว่าเป็นทำเลทอง ทำเลศักยภาพ เป็น Next North CBD ของกรุงเทพฯ ไปแล้ว เพราะด้วยหลาย ๆ ปัจจัยที่ทำให้ทำเลแห่งนี้กลายเป็น North CBD ที่เพียบพร้อมไปด้วยสถานที่สำคัญต่าง ๆ ห้างสรรพสินค้า แหล่งกิน เที่ยว ช้อป ไม่ว่าจะหมุนตัวหรือขับรถไปทางไหนก็อุดมสมบูรณ์ไปด้วยสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวก อีกทั้งการเดินทางก็ยังสะดวกสบาย เพราะใกล้ขนส่งสาธารณะต่าง ๆ หรือจะเลือกเดินทางเชื่อมต่อด้วยรถยนต์ส่วนตัวก็สะดวกสบาย เพราะอยู่ในทำเลที่สามารถเดินทางไปที่ไหนก็สามารถไปได้ทุก ๆ ที่อย่างสะดวกสบาย

สรุปท้ายบทความ 

สำหรับใครที่กำลังคิดจะซื้อคอนโดทำเลห้าแยกลาดพร้าว – บางซื่อ ถือว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าอย่างแน่นอน เพราะนอกจากจะซื้อเพื่ออยู่อาศัยแล้ว ในอนาคตถ้าไม่อยู่อาศัยแล้ว เพราะต้องขยับขยายก็สามารถขายและปล่อยเช่าเป็นรายได้อีกทางก็ได้ เรื่องราคาไม่ต้องพูดถึง เพราะราคาขึ้นแน่นอน เนื่องจากทำเลนี้เป็นทำเลทองที่กำลังขยับขยาย เป็นทำเลที่กำลังเจริญและเพียบพร้อมไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกสบายต่าง ๆ ถ้าใครคิดจะลงทุนซื้อคอนโดนั่นเป็นความคิดที่ดีเลยละครับ 

แต่ถ้าหากใครที่กำลังหาคอนโดอยู่ทาง Kaidee Property เราก็มีคอนโดให้เพื่อน ๆ ได้เลือกซื้อเยอะเลย ลองเข้ามาดูกันก่อนได้นะครับ คลิกเลย