10 แบบบ้านชั้นเดียว อยู่ง่ายงบไม่แพง

10 แบบบ้านชั้นเดียว อยู่ง่ายงบไม่แพง

ถ้าหากจะกล่าวถึงบ้านที่เหมาะกับผู้สูงอายุที่ต้องการความปลอดภัยในการอยู่อาศัยหลาย ๆ คนก็อาจนึกถึงบ้านพักคนชรา หรือบ้านที่มีคนอยู่อาศัยเยอะ ๆ อย่างบ้านหลังใหญ่สูงหลายชั้น แต่จริง ๆ แล้วรู้ไหมว่า ยังมีบ้านอีกแบบหนึ่งที่ปลอดภัยต่อข้อเข่าของผู้สูงวัยอย่าง บ้านชั้นเดียว ที่พวกเขาไม่ต้องเดินขึ้นลง เพื่อเสี่ยงจะกระดูกเสื่อม หรือจะหกล้มจากการก้าวข้ามบันไดผิดขั้น ซึ่ง แบบบ้านชั้นเดียว ที่เราจะมานำเสนอในวันนี้ก็แบ่งบ้านหลากหลายสไตล์ตามความชื่นชอบของแต่ละคนเลย

10 แบบบ้านชั้นเดียว อยู่ง่ายงบไม่แพง

แบบบ้านชั้นเดียวสไตล์โมเดิร์น (Modern Style)

แบบบ้านชั้นเดียว โมเดิร์น
ขอบคุณรูปจาก: houseplans.com

บ้านสไตล์โมเดิร์น (Modern Style) เป็นแบบบ้านที่ได้รับความนิยมมากในปัจจุบันด้วยดีไซน์ที่มีความทันสมัยจากการใช้รูปทรงเรขาคณิตอย่างสี่เหลี่ยม รวมถึงมีการใช้วัสดุที่ไม่มาก เช่นหลังคาที่ไม่ได้ปูกระเบื้อง หรือกำแพงที่ทาสีเรียบง่าย มีการใช้โครงสร้างที่ง่ายต่อการก่อสร้างเพื่อลดทอนรายละเอียดที่ไม่จำเป็นนั่นเอง โดยข้อเสียของบ้านประเภทนี้ก็คงจะหนีไม่พ้นผลกระทบจากหลังคาที่น้อยจนไม่สามารถกันแดดและฝนได้มากนัก

แบบบ้านชั้นเดียวสไตล์คอจเทจ (Cottage Style)

แบบบ้านชั้นเดียว คอจเทจ
ขอบคุณรูปจาก: houseplans.com

บ้านหลังเล็กแสนอบอุ่นบนพื้นที่ในชนบทต่างประเทศที่มีคนไทยหลายคนนิยมนำ บ้านสไตล์คอจเทจ (Cottage Style) มาดัดแปลงและสร้างเป็นบ้านที่อยู่อาศัย โดยบ้านสไตล์นี้มีจุดเด่นอยู่ตรงที่วัสดุจากธรรมชาติอย่าง ไม้หรือหินอ่อน มีการเน้นใช้สีโทนอ่อนอย่างสีเทาอ่อน ครีม ฟ้าอ่อน และเหลืองอ่อน รวมถึงลักษณะของบ้านที่มีระเบียงยื่นออกมาด้านหน้าเพื่อพักผ่อน โดยคุณอาจตกแต่งด้วยไม้ เฟอร์นิเจอร์เก่า หรือดอกไม้เพื่อเพิ่มความน่ารักอบอุ่น

แบบบ้านชั้นเดียวสไตล์ไทยประยุกต์ (Thai-Oriental Style)

ขอบคุณรูปจาก: turbosquid.com

ร่วมกันอนุรักษ์วัฒนธรรมไทยด้วยการออกแบบ บ้านสไตล์ไทยประยุกต์ (Thai-Oriental Style) ที่มีความทันสมัยมากขึ้นแต่ยังคงกลิ่นอายความเป็นบ้านทรงไทยด้วยยกพื้นสูงด้วยเสาปูน และใช้ไม้เป็นวัสดุในการสร้างผนังบ้าน พร้อมหน้าต่างบานใหญ่เปิดรับลมธรรมชาติ รวมถึงพื้นที่ส่วนกลางที่ใช้ในการทำกิจกรรมต่าง ๆ ระหว่างสมาชิกในครอบครัว ส่วนตัวหลังคาก็ออกแบบด้วยหลังคาทรงหน้าจั่วสูงหรือปั้นหยาแล้วมุงหลังคาด้วยสีแดงอิฐให้กลายเป็นบ้านที่สมัยแอบแฝงความเป็นไทย

แบบบ้านชั้นเดียวสไตล์คลาสสิก (Classic Style)

ขอบคุณรูปจาก: houseplans.com

ด้วยความหรูหราอลังการของรูปทรงประติมากรรมแบบกรีกโรมันสมัยโบราณ คงเป็นเอกลักษณ์อันโดดเด่นของ บ้านสไตล์คลาสสิก (Classic Style) ที่เราคุ้นเคยกัน ซึ่งบ้านสไตล์นี้มักจะนิยมใช้เส้นโค้งเป็นองค์ประกอบหลักในการออกแบบ ทั้งเสากลมสไตล์โรมัน โคมไฟระย้า หรือรูปประติมากรรมปูนปั้นอันโค้งมน เช่น ม้า เด็กชาวกรีก หรือบ่อน้ำพุ ส่วนตัวหลังคาของบ้านสไตล์นี้ก็แบ่งเป็น 3 แบบคือ ทรงปั้นหยา มะนิลา และทรงโดม ที่ทำให้ความรู้สึกโอ่อ่ามากยิ่งขึ้นไปอีก

แบบบ้านชั้นเดียวสไตล์โคโรเนียล (Colonial Style)

ขอบคุณรูปจาก: houseplans.com

ย้ายมาที่การผสมผสานความเป็นชาติตะวันตกท้องถิ่นและอาณานิคมกันบ้างกับ บ้านสไตล์โคโรเนียล (Colonial Style) ที่คนไทยมักจะเรียกกันว่า ตึกฝรั่ง โดยมักจะถูกสร้างด้วยวัสดุที่แข็งแรงอย่างอิฐหรือไม้ แล้วนำเสาปูนสลักสไตล์โรมันเพื่อเพิ่มความหรูหรา และยังมีระเบียงยื่นออกมากว้างขวาง ซึ่งหลังคาของบ้านสไตล์นี้ก็มักจะเป็นหลังคาทรงจั่ว ปั้นหยา และมะนิลา ที่กันแดดและฝนได้ดี

แบบบ้านชั้นเดียวสไตล์ร่วมสมัย (Contemporary Style)

ขอบคุณรูปจาก: houseplans.com

สไตล์ร่วมสมัย (Contemporary Style) เป็นการผสมผสานกันระหว่างแบบบ้านสไตล์เก่าและใหม่อย่างลงตัว พร้อมกับการสอดแทรกการตกแต่งด้วยความประณีต เรียบง่าย แต่ไม่หรูหรามากเกินไป ทำให้เข้ากับในทุกยุคทุกสมัย ด้วยการใช้สีเทา ขาว และครีม เพื่อความไม่โดดเด่น ใช้รูปทรงสี่เหลี่ยมเพื่อเพิ่มลูกเล่นเล็กน้อย ในขณะที่ใช้รูปทรงโค้งมนและหลังคาทรงปั้นหยา ในการสร้างบรรยากาศอบอุ่นและเป็นกันเอง

แบบบ้านชั้นเดียวสไตล์เนเชอรัล (Natural Style)

แบบบ้านชั้นเดียว เนเชอรัล
ขอบคุณรูปจาก: lunchboxarchitect.com

กลมกลืนไปกับธรรมชาติอันแสนสวยงามด้วย บ้านสไตล์เนเชอรัล (Natural Style) ที่ถูกออกแบบมาด้วยการใช้วัสดุจากธรรมชาติมาเป็นส่วนประกอบหลักในการก่อสร้าง ไม่ว่าจะเป็น ไม้ หิน หรือวัสดุทดแทนอยู่ ๆ ที่ดูคล้ายกับธรรมชาติ ซึ่งบ้านสไตล์นี้มักจะให้อารมณ์ความรู้สึกที่อบอุ่น เรียบง่าย และสร้างได้มีความเชื่อมโยงกับธรรมชาติที่อยู่รอบตัวโดยการเว้นช่องขนาดใหญ่เพื่อเปิดรับแสงแดดและลม ซึ่งบ้านสไตล์เนเชอรัลก็ไม่ได้มีหลังคาหรือรูปแบบที่ตายตัวมากเท่าบ้านสไตล์อื่น

แบบบ้านชั้นเดียวสไตล์ฟาร์มเฮ้าส์ (Farmhouse style)

ขอบคุณรูปจาก: houseplans.com

บ้านสไตล์ฟาร์มเฮ้าส์ (Farmhouse style) หรือที่เรียกง่าย ๆ ว่า บ้านสไตล์โรงนา ในประเทศฝั่งตะวันตก ก็เป็นอีกหนึ่ง แบบบ้านชั้นเดียว ที่น่ารัก อบอุ่นไม่แพ้บ้านสไตล์อื่น ๆ เพราะลักษณะบ้านที่มีหลังคาทรงสูงคล้ายโรงนา รวมถึงยังเปิดพื้นที่ต่าง ๆ ให้สูงขึ้นด้วยการตีฝ้าเพดานเพิ่ม เพื่อให้รู้สึกถึงความโปร่งโล่ง มีการใช้ไม้ อิฐ หรือเหล็ก เป็นวัสดุหลักในการก่อสร้าง เพื่อเพิ่มความอบอุ่นคล้ายกับอยู่ในชนบทอันแสนเรียบง่าย

แบบบ้านชั้นเดียว สไตล์มินิมอล (Minimal Style)

ขอบคุณรูปจาก: coolhouseconcepts.com

‘Less is More’ วลีที่คุ้นเคยของใครหลายคนเมื่อพูดถึง บ้านสไตล์มินิมอล (Minimal Style) ที่แสนจะเรียบง่ายด้วยวัสดุเพียงไม่กี่ชิ้น แต่มากด้วยความสวยงาม โดยแนวคิดหลักของบ้านสไตล์นี้คือ การใช้เฟอร์นิเจอร์น้อยชิ้นแต่สามารถตอบโจทย์การใช้งานได้ครบครัน ตัวบ้านจะมีการออกแบบด้วยสีที่เรียบง่ายอย่างสีขาว สีดำ และสีเทา รวมถึงเปิดพื้นที่ให้โล่งเพื่อการใช้สอยที่เยอะ ซึ่งบ้านสไตล์นี้ก็จะมีข้อดีคือ การใช้งบที่น้อยเทียบกับบ้านสไตล์อื่น เพราะไม่ต้องมีการตกแต่งมากนั่นเอง

แบบบ้านชั้นเดียว สไตล์ชายหาด (Beach Style)

ขอบคุณรูปจาก: houseplans.com

บรรยากาศดี ๆ ริมทะเลอันกว้างใหญ่ก็คงจะเหมาะการอยู่พักผ่อนใน บ้านสไตล์ชายหาด (Beach Style) โดยเป็นบ้านที่มีใต้ถุนรองรับน้ำขึ้น-ลง มีไม้เป็นวัสดุหลักในการก่อสร้างให้รู้สึกถึงการพักผ่อน เรียบง่าย ใช้สีที่อ่อนหรือเป็นธรรมชาติอย่างสีเขียว น้ำตาล หรือขาว ซึ่งถ้าหากเป็นสีขาวก็อาจมีการสอดแทรกสีสันที่สดใสที่เข้ากับความเป็นชายหาด เช่น สีเขียวน้ำทะเล หรือสีฟ้า และมีระเบียบเพื่อพักผ่อน รับลมชายหาด และทำกิจกรรมต่าง ๆ ร่วมกับสมาชิกในครอบครัว

สรุป แบบบ้านชั้นเดียว น่าสนใจ

หลังจากที่รู้จักกับบ้านสไตล์ต่าง ๆ กันไปแล้ว ทางเราหวังว่าผู้อ่านจะสนใจสร้างบ้านชั้นเดียวในแบบที่ชื่นชอบถูกใจ ซึ่งบ้านแต่ละแบบก็มีจุดเด่น ข้อดี และข้อด้อยที่แตกต่างกัน แต่ถ้าหากคุณไม่มีงบสร้างและตกแต่งบ้าน ที่เว็บไซต์ Kaidee Property ก็มีบ้านหลากหลายสไตล์ให้ได้เลือกซื้อ

อ่านบทความ เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับอสังหาฯ อื่น ๆ

Homemade”ปุ๋ย”: ทำเองที่บ้าน จากวัสดุรอบตัว

Homemade”ปุ๋ย”: ทำเองที่บ้าน จากวัสดุรอบตัว

ถ้าคุณเป็นอีกคนที่ชอบปลูกต้นไม้เป็นงานอดิเรกแล้วล่ะก็ คุณคงจะรู้ดีว่า การที่จะทำให้ต้นไม้เติบโตอย่างรวดเร็ว และออกดอก ออกผลอย่างสวยงามนั้น การใช้ “ปุ๋ย” เป็นสิ่งสำคัญ ไม่แพ้ไปกว่าการรดน้ำต้นไม้เลย

เพราะปุ๋ย หรือ Fertilizer นั้น ไม่เพียงแต่จะเป็นตัวช่วยให้ดินมีลักษณะร่วนซุย สามารถกักเก็บน้ำได้ดีขึ้นแล้ว ปุ๋ยยังให้สารอาหารที่จำเป็นต่อพืช และต้นไม้ของเรา อย่างเพียงพอ ซึ่งสารอาหารที่จำเป็นต้นไม้เหล่านั้น ได้แก่ ไนโตรเจน (N), ฟอสฟอรัส (P) และ โพแทสเซียม (K) หรือ “NPK” นั่นเอง

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าปุ๋ยจะจำเป็นกับต้นไม้ของเราแค่ไหน ราคาของปุ๋ยในปัจจุบัน ก็ทำให้เราท้อได้เหมือนกัน ยิ่งสำหรับใครที่มีสวนขนาดใหญ่แล้วล่ะก็ เรียกได้ว่าราคาปุ๋ยเล่นทำเอากระเป๋าแห้งกันเลยทีเดียว

แล้วทำไมเราต้องซื้อปุ๋ยราคาแพงๆ ด้วยล่ะคะ ในเมื่อมันมีวิธีการทำปุ๋ยแบบ Homemade ที่เราสามารถทำเองได้ ไม่เห็นจำเป็นจะต้องเสียงสตางค์สักบาท?

ประเภทของปุ๋ย

เราสามารถแบ่งประเภทของปุ๋ย (ตามเกณฑ์วัสดุที่ใช้เป็นปุ๋ย) ได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ ได้แก่ ปุ๋ยเคมี และ ปุ๋ยอินทรีย์ 

ซึ่ง ‘ปุ๋ยเคมี’ ตามชื่อเลย คือปุ๋ยที่ผสมสารอนินทรีย์เป็นองค์ประกอบหลัก ซึ่งสารอนินทรีย์นี้จะเป็นสารที่ได้ผ่านกระบวนการผลิตทางเคมี แตกต่างจาก ‘ปุ๋ยอินทรีย์’ อย่างสิ้นเชิง เพราะปุ๋ยอินทรีย์ เป็นปุ๋ยที่มีองค์ประกอบจากวัตถุดิบธรรมชาติ เช่น พืช, สัตว์, จุลินทรีย์ เป็นต้น

ดังนั้น ผลผลิตจากต้นไม้ที่ถูกเลี้ยงด้วยปุ๋ยอินทรีย์ จึงไม่เป็นอันตรายแก่ผู้บริโภค นอกจากนี้ปุ๋ยอินทรีย์ยังไม่ทำลายหน้าดินในระยะยาว แต่กลับช่วยให้หน้าดินแข็งแรง และสามารถอุ้มน้ำได้ดีขึ้น

วันนี้ Kaidee จึงได้รวบรวม วิธีการทำปุ๋ยอินทรีย์ง่ายๆ มาฝากกัน ซึ่งถ้าเราบอกว่า “ง่าย” คือ “ง่าย” ไม่ต้องห่วงค่ะ เพราะวิธีเหล่านี้ นอกจากจะทำเองได้ที่บ้านแล้ว วัตถุดิบต่างๆ ยังหาได้ง่ายรอบตัวเรา อีกต่างหาก  ถ้าพร้อมแล้ว ไปดูกันเลย

1. ‘ปุ๋ยเปลือกกล้วย’:  

“ทำง่ายที่บ้าน เรื่องกล้วยๆ” 

เพื่อนๆ รู้ไหมเอ่ย ว่าเปลือกกล้วยมี สารอาหารประเภท โพแทสเซียม (K) สูงถึง 42 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งโพแทสเซียมนั้น เป็นหนึ่งใน 3 สารอาหารที่จำเป็นต่อพืช (โพแทสเซียม, ไนโตรเจน และ  ฟอสฟอรัส) โดยโพแทสเซียมจะรับหน้าที่เป็นตัวช่วยในการเคลื่อนย้ายสารอาหาร และการสังเคราะห์แสงของพืช และต้นไม้ นั่นเอง

วิธีทำปุ๋ยเปลือกกล้วย

  • นำเปลือกกล้วยไปอุ่นในไมโครเวฟประมาณ 30-45 วินาที จนกระทั่งเปลือกกล้วยเกือบไหม้ แข็งกระด้าง ไม่สามารถง้อเปลือกได้
  • นำเปลือกกล้วยที่ไหม้ได้ที่นี้ ไปวางไว้บนหน้าดินของต้นไม้ หรือพืชสวนครัวของเพื่อนๆ
  • นอกจากนี้ เรายังสามารถนำเปลือกกล้วยไปแช่น้ำทิ้งไว้ประมาณ 1 อาทิตย์ เพื่อให้ได้ ‘ปุ๋ยน้ำ’ ที่เต็มไปด้วยสารอาหารโพแทสเซียมจากเปลือกกล้วย ซึ่งสามารถนำไปใช้รดน้ำต้นไม้ แทนน้ำประปาได้เลย 

2. ‘ปุ๋ยเปลือกไข่’:

“ปุ๋ย Homemade พิเศษใส่ไข่ 1 ที่”

เมื่อเช้าเพื่อนๆ ได้รับประทานเมนูไข่อะไรเป็นข้าวเช้ากันคะ ไข่ดาว? ไข่เจียว? ไข่ต้ม? หรือไข่ข้น? 

แต่ไม่ว่าจะเป็นไข่แบบไหน ก็อย่าเพิ่งทิ้งเปลือกไข่ไปนะคะ เราสามารถเอามันมาทำเป็นปุ๋ยอินทรีย์ได้ เพราะเปลือกไข่นี้ ให้ประโยชน์ และสารอาหารมากมายแก่ต้นไม้ และพืชสวนครัวของเรา 

เนื่องจากเปลือกไข่ประกอบไปด้วย แคลเซียม และ ฟอสฟอรัส (P) จำนวนมาก อีกทั้งยังมีสารอาหารจำเป็นอื่นๆ เช่น โซเดียม (แต่ไม่มากพอที่จะเป็นอันตรายต่อต้นไม้) และ แมกนีเซียม อีกด้วย

วิธีทำปุ๋ยเปลือกไข่

วิธีทำปุ๋ยไข่นี้ ก็ทำได้ง่าย มีวิธีทำคล้ายคลึงกับการทำปุ๋ยเปลือกกล้วยในข้อแรก ต่างกันเพียงแค่วัตถุดิบเท่านั้น

  • เตรียมเปลือกไข่ประมาณ 5-6 ใบ ต่อต้นไม้ 1 ต้น
  • นำเปลือกไข่ไปอุ่นในไมโครเวฟ ครั้งละ 5-6 ใบ ในเวลา 1 นาที เพื่อให้ไข่แห้ง ไม่มีความชื้นใดๆ เกาะที่ผิวเปลือกไข่
  • จากนั้นให้ทุบเปลือกไข่ให้ละเอียด และนำไปวางไว้ที่บนหน้าดินของพืช หรือต้นไม้นั้นๆ
  • หรือสามารถทำปุ๋ยน้ำจากเปลือกไข่ได้ โดยนำเปลือกไข่ไปแช่น้ำ ทิ้งไว้ประมาณ 1 อาทิตย์ และใช้น้ำนั้นรดแทนน้ำประปานั่นเอง

3. ‘ปุ๋ยกากกาแฟบด’:

“ดื่มเสร็จแล้วอย่าพึ่งทิ้งซาก กากกาแฟมันใช้ได้อีก”

เชื่อไหมคะว่าเราสามารถใช้กากกาแฟบด (Coffee ground) เป็นปุ๋ยได้ด้วย จริงๆ แล้ว การนำกากกาแฟบดมาทำเป็นปุ๋ยอินทรีย์นั้น เป็นที่รู้จักพอสมควร

เนื่องจากกากกาแฟบดนั้น มีส่วนช่วยในการลดค่า pH (กรดด่าง) ในหน้าดิน และเพิ่มความเป็นกรดของดินให้สูงขึ้น ซึ่งเหมาะสำหรับพืชที่ชอบดินเปรี้ยว เช่น ดอกกุหลาบ, ดอกพุดซ้อน,แครอท, หอมแดง, ต้นสน เป็นต้น

และอีกหนึ่งเหตุผลที่กากกาแฟสามารถใช้แทนปุ๋ยได้ดีนั้น เป็นเพราะว่า กากกาแฟประกอบไปด้วยสารไนโตรเจน จำนวนมาก ดังนั้นปุ๋ยกากกาแฟบดนี้ จึงช่วยดูดซึมธาตุเหล็กหนักๆ ในดิน ป้องกันสารอันตรายต่างๆ จากพืชได้นั่นเอง

วิธีทำปุ๋ยกากกาแฟบด

  • นำกากกาแฟบดไปโรยบนหน้าดิน โดยให้โรยรอบต้นไม้ หรือพืช
  • เพื่อนๆ สามารถทำปุ๋ยน้ำจากกากกาแฟบดได้เช่นกัน โดยการนำกากกาแฟบดจำนวนพอเหมาะ ใส่ลงไปในน้ำปริมาณ 1 แกลลอน ทิ้งไว้ 1 ชั่วโมง จนน้ำเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล เท่านี้ ก็จะได้น้ำปุ๋ยกากกาแฟ แล้วค่ะ

4. ‘ปุ๋ยจากดีเกลือฝรั่ง (Epsom salts):

“นอกจากจะดีต่อผิว ยังมีประโยชน์ต่อต้นไม้อีกด้วย”

ดีเกลือฝรั่ง หรือที่เรียกกันตามภาษาวิทยาศาสตร์ว่า แมกนีเซียมซัลเฟต นี้ เป็นผลึกขาว ที่มีรสชาติเค็ม ซึ่งหลายคนรู้จักดีเกลือฝรั่งกันดี จากสรรพคุณของมันต่อผิวพรรณ ช่วยลดสิ้วเสี้ยน และ ช่วยปรับสมดุลให้ผิวผ่อนคลาย นั่นเอง

แต่มีน้อยคนนะคะ ที่รู้ว่า ดีเกลือฝรั่ง สามารถนำมาใช้ทำปุ๋ยได้ เพราะจริงๆ แล้ว ‘แมกนีเซียมซัลเฟต’ นี้เองสามารถช่วยให้พืชพรรณ งอกงามเร็ว และ ออกดอก ออกผล ได้สมบูรณ์ กว่าเคย แมกนีเซียมซัลเฟต จึงเป็นปุ๋ยที่ดีต่อพืชดอก และ ผล อย่างเช่น ผลไม้ หรือ ดอกไม้ นั่นเองค่ะ 

วิธีทำปุ๋ยดีเกลือฝรั่ง

  • นำดีเกลือฝรั่งปริมาณเท่ากำมือ ไปโรยตามร่องดิน หรือ ขุดหน้าดิน 1-2 นิ้ว จากนั้นโรยดีเกลือฝรั่งลงไป และกลบทับด้วยดินอีกครั้ง
  • หรือ สามารถโรยดีเกลือฝรั่งบนหน้าดิน เป็นวงแหวนขนาดใหญ่ รอบพืชพรรณนั้นๆ 

(โดยให้วงแหวนห่างจากก้าน หรือรากต้นไม้ ประมาณ 4 นิ้ว เพื่อป้องกันไม่ให้ดีเกลือไหม้ก้านของต้นไม้ และเป็นอันตรายแก่ต้นไม้ได้นั่นเอง)

5. ‘ปุ๋ยขี้เถ้าถ่าน’ :

“อย่าตัดสินคนจากภายนอก ขี้เถ้าถ่านมีประโยชน์กว่าที่เห็น”

หลังจากที่เราใช้ถ่านเป็นฟืนเรียบร้อยแล้ว ขี้เถ้าของถ่านที่ได้นั้น เป็นแหล่งสะสมที่ดีของสารจำพวก แมกนีเซียม, ฟอสฟอรัส และ โพแทสเซียม ซึ่งล้วนแต่เป็นสารอาหารจำเป็นต่อการเจริญเติบโต และเป็นส่วนประกอบหลักของปุ๋ยทั้งนั้น ดังนั้นจึงสามารถสรุปได้ว่าขี้เถ้าถ่านมีสารที่จำเป็นต่อพืชอยู่ที่อัตราส่วน 0-1-3 (N-P-K) นั่นเอง 

ดังนั้นจึงไม่แปลกใจเลย ที่คนนิยมนำผงขี้เถ้าถ่าน มาใช้ทำปุ๋ย หรือ แทนปุ๋ย 

วิธีทำปุ๋ยขี้เถ้าถ่าน

  • เพื่อนๆ สามารถเก็บขี้เถ้าถ่านได้จากการเผาไหม้ของถ่าน 2 ประเภท ได้แก่  ถ่านไม้ และ ถ่านหิน 
  • นำขี้เถ้าถ่านมาบนโรยหน้าดิน ให้มีความหนาประมาณ 2 นิ้ว 
  • ใช้คราด, ส้อมพรวนดิน หรือ พลั่ว คลุกให้เข้ากับดิน
  • จากนั้นให้ปลูกต้นไม้ตามปกติ เท่านี้เพื่อนๆ ก็จะได้ปุ๋ยขี้เถ้าถ่าน ที่ประกอบไปด้วยสารอาหารครบครัน แล้วค่ะ 

ทำปุ๋ย Homemade ไม่ยากเลยใช่ไหม

เป็นยังไงบ้างคะ ทำปุ๋ย Homemade เองที่บ้าน ไม่ยากอย่างที่คิดเลยใช่ไหม ที่สำคัญ วัตถุดิบก็หาง่ายมากๆ มีอยู่รอบตัวเราเลย เพียงแค่เพื่อนๆ เดินเข้าไปในครัว ก็เจอวัตถุดิบแล้ว 

แต่ถ้าคนไหนที่ไม่มีเวลามานั่งทำปุ๋ยอินทรีย์ Homemade กันจริงๆ แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่อยากเสียสตางค์ซื้อปุ๋ยอินทรีย์ราคาแพงๆ เราขอแนะนำให้ลองแวะมาเยี่ยมชมปุ๋ยอินทรีย์ได้ที่ Kaidee ค่ะ ที่เว็บไซต์ของเรา มีปุ๋ยหลายประเภทให้เลือกสรรมากมาย ไม่ว่าจะเป็นปุ๋ยอินทรีย์, ปุ๋ยเคมี หรือแม้กระทั่งสารกำจัดแมลงอีกมากมาย และที่สำคัญ ราคาก็เป็นกันเองด้วยนะ คลิกเลย

คอนโด Low Rise อยู่สบายได้ Privacy

คอนโด Low Rise อยู่สบายได้ Privacy

คอนโด Low Rise เป็นทางเลือกหนึ่งของการซื้อคอนโดทั้งเพื่ออยู่เองและปล่อยเช่า โดยนิยามของคำว่า ‘คอนโด Low Rise หรือคอนโดแนวราบ’ มาจากระเบียบข้อบังคับในการก่อสร้างตามกฎกระทรวง หมายถึง คอนโดที่มีความสูงไม่เกิน 23 เมตร หรือประมาณ 8-9 ชั้น ซึ่งหากอาคารก่อสร้างสูงกว่านี้ ก็จะจัดอยู่ในกลุ่มคอนโด High Rise หรือคอนโดแนวสูงนั่นเอง   

ลักษณะเด่นของคอนโด Low Rise คือ ความเงียบสงบและเป็นส่วนตัว เนื่องจากมีจำนวนยูนิตไม่มาก และโครงการส่วนใหญ่จะตั้งอยู่ในซอย ทำให้ความพลุกพล่านของการจราจรหรือผู้คนสัญจรน้อยกว่าคอนโดแบบ High Rise ซึ่งมักอยู่ติดถนนใหญ่ หรือถนนสายหลัก

ในขณะที่สิ่งอำนวยความสะดวกภายในคอนโดก็เรียกว่ามีตามมาตรฐานครบครัน แถมยังได้เปรียบในแง่การใช้งาน เนื่องจากจำนวนผู้อยู่อาศัยหนาแน่นน้อยกว่าคอนโดแนวสูง ทำให้ไม่ต้องเบียดเสียดแย่งกัน ด้วยเหตุนี้เราจึงได้ยินคำเปรียบเปรยบ่อยๆ ว่า หากต้องการอยู่ในเมืองแบบได้ฟิลลิ่งเหมือนอยู่บ้าน การเลือกซื้อคอนโด Low Rise นี่แหละตอบโจทย์ที่สุด

ว่าแล้ว Kaidee เลยไปรวบรวมคอนโด Low Rise ที่น่าสนใจมาฝาก รับประกันว่าทำเลดี ดีไซน์เด่น ในราคาจับต้องได้อย่างแน่นอน ไปดูกันเลย!

DOLCE LASALLE 

เริ่มต้นกันที่คอนโด Low Rise พร้อมอยู่ในราคาเบาๆ กับ Dolce Lasalle (โดว์เช ลาซาล) ที่ออกแบบมาในสไตล์ European Modern ที่ให้กลิ่นอายความเป็นยุโรปสมัยใหม่ตั้งแต่อาคารภายนอกจนถึงการตกแต่งภายในที่เรียบหรู โดยเฉพาะบริเวณล็อบบี้และห้องสมุดที่ประดับด้วยหินอ่อนพร้อมเฟอร์นิเจอร์ที่สะท้อนความสวยคลาสิคออกมาได้อย่างลงตัว 

จากคอนเซ็ปต์  ‘Meet Your Perfect Hideaway’ ของ Dolce Lasalle ทำให้บรรยากาศการอยู่อาศัยที่มีเพียง 178 ยูนิต เหมาะแก่การพักผ่อนอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ส่วนกลางที่เงียบสงบ หรือแม้แต่ในห้องพักที่จัดสรรฟังก์ชันไว้เพื่อการใช้ชีวิตแสนสบาย 

แถมยังอยู่ในโลเคชันที่ไม่วุ่นวายมากอย่างลาซาล ซอย 7 ที่ถูกโอบล้อมด้วยความสะดวกสบายของย่านบางนาซึ่งเป็นทำเลที่กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยสามารถเข้าออกเมืองได้ง่ายด้วยรถไฟฟ้า BTS ทางด่วน และถนนสายหลักอย่างสุขุมวิท    

รูปแบบห้อง

  • Studio ขนาด 24.8 ตร.ม.
  • 1 Bedroom ขนาด 29.8 – 34.0 ตร.ม.
  • 2 Bedroom ขนาด 45.0 – 51.0 ตร.ม.  

ราคา เริ่มต้น 1.99 ล้าน*  

ข้อมูลเพิ่มเติม https://baan.kaidee.com/kaidee-exclusive/dolce-lasalle/th/

GROOVE SCAPE LADPRAO-SUTTHISAN 

Groove Scape Ladprao-Sutthisan เป็นคอนโด Low Rise เปิดใหม่จากค่าย Divine Development โดดเด่นด้วยงานสถาปัตยกรรมแบบ Tessellation ซึ่งเป็นแนวคิดเชิงกราฟิก โดยใช้แพทเทิร์นซ้ำๆ มาเรียงต่อกันจนเป็นเปลือกอาคาร (Facade) ที่มีเอกลักษณ์ สร้างมิติของแสงและเงา รวมไปถึงช่วยลดความร้อนไม่ให้แสงอาทิตย์เข้าปะทะกับตัวคอนโดโดยตรงอีกด้วย 

ในขณะที่การออกแบบพื้นที่ส่วนกลางของที่นี่ก็ไม่เหมือนใคร เพราะจัดวางในแนวดิ่งมากถึง 7 ชั้น โดยแบ่งฟังก์ชันการใช้งานออกเป็น 3 ส่วน เพื่อตอบโจทย์การใช้งานที่แตกต่างกัน ได้แก่ Stayscap (ชั้น 1 – 2) เป็นพื้นที่รับรองอเนกประสงค์ Xscape (ชั้น 3 – 4) เป็นห้องออกกำลังกายและ E-Sport  สุดท้ายคือ Scenescape (ชั้น 5 – 7) เป็นพื้นที่ใช้งานร่วมกันอย่าง Co-Working Space และ Co-Living Space เป็นต้น นอกจากนี้ยังมี Facilities บน Rooftop อีกด้วย เรียกว่าจัดเต็มมากๆ เมื่อเทียบกับกลุ่มคอนโด Low Rise ด้วยกัน 

ส่วนตัวห้องของ Groove Scape Ladprao-Sutthisan ก็น่าสนใจไม่น้อย โดยเฉพาะห้องแบบ Plus ที่มีการเพิ่มพื้นที่ใช้สอยอเนกประสงค์เข้ามา เพื่อให้ผู้อยู่อาศัยสามารถปรับเปลี่ยนการใช้งานตามความต้องการ เช่น ใช้เป็นห้องทำงานเล็กๆ แยกออกมาอย่างเป็นสัดส่วน ซึ่งต้องบอกว่าเหมาะมากๆ กับช่วงนี้ที่ต้อง Work From Home กันยาวๆ 

รูปแบบห้อง

  • 1 Bedroom ขนาด 23.21 – 27.50 ตร.ม.
  • 1 Bedroom Plus ขนาด 30.25 – 32.45 ตร.ม.
  • 1 Bedroom Plus Corner ขนาด 33.63 – 39.80 ตร.ม.

ราคา เริ่มต้น 2.17 ล้าน*

ข้อมูลเพิ่มเติม https://baan.kaidee.com/kaidee-exclusive/groove-ladprao/th/

COCOON RAMA 9

Cocoon Rama 9 เป็นหนึ่งในคอนโด Low Rise ที่ให้อารมณ์บ้านมากที่สุดโครงการหนึ่ง โดยพื้นที่ขนาดหนึ่งไร่นิดๆ มีห้องชุดเพียง 146 ยูนิตเท่านั้น จึงทำให้มีความเป็นส่วนตัวค่อนข้างสูง สอดคล้องไปกับบรรยากาศสไตล์รีสอร์ทที่เงียบสงบ ชวนให้รู้สึกผ่อนคลาย เสมือนได้ชาร์จพลังงานชีวิตให้เต็มอีกครั้งเพื่อวันนี้และวันต่อๆ ไป

งานดีไซน์ของคอนโด Low Rise ที่นี่ เน้นความเรียบง่าย อิงแอบไปกับความเป็นธรรมชาติและความร่มรื่นของต้นไม้ที่ประดับอยู่โดยรอบ ทำให้รู้สึกสบาย อบอุ่น และปลอดภัย อีกทั้งยังสะท้อนผ่านวัสดุต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเฟอร์นิเจอร์ไม้จริง พื้นหิน หรือโคมไฟจากหวายดัดลายเสมือนรังไหมที่เป็นความหมายของ Cocoon นั่นเอง 

แม้โครงการจะอยู่ภายในซอย แต่ด้วยทำเลที่ตั้งในย่านพระราม 9 ก็ช่วยให้การใช้ชีวิตเต็มไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวก ทั้งคอมมูนิตี้มอล โรงพยาบาล ร้านอาหาร สถานศึกษา และอีกมากมาย ที่สำคัญหากใครซื้อห้องชุดคอนโดนี้แล้วล่ะก็ หิ้วกระเป๋าเข้าอยู่ได้เลย เพราะแต่ละห้องเป็น Fully-Furnished เรียบร้อยแล้ว    

รูปแบบห้อง

  • 1 Bedroom ขนาด 26 – 35 ตร.ม.
  • 2 Bedroom Plus ขนาด 42 – 44 ตร.ม.

ราคา เริ่มต้น 2.09 ล้าน*

ข้อมูลเพิ่มเติม Kaidee Sole Agent โทร. 02 119 5050 

SAVVI ARI 4

‘เสน่ห์ชีวิต…ที่อารีย์’ เป็นวลีที่ไม่เกินจริง เพราะย่านอารีย์นั้นเต็มไปด้วยเรื่องราวและการผสมผสาน เป็นทั้งย่านอยู่อาศัยของคหบดีและทหารยุคเก่า ท่ามกลางแหล่งแฮงก์เอ้าท์ของบรรดาร้านค้า คาเฟ่ และออฟฟิศคนทำงาน เป็นจุดศูนย์รวมของคนรุ่นใหม่และคนรุ่นเก่าที่อาศัยซึ่งกันและกันอย่างลงตัว 

ด้วยเสน่ห์เช่นนี้ทำให้อารีย์เป็นทำเลที่น่าอยู่และน่าลงทุนในเวลาเดียวกัน จึงไม่แปลกที่เราจะเห็นคอนโดใหม่ๆ เกิดขึ้นในบริเวณนี้ และหนึ่งในนั้นคือ Savvi Ari 4 คอนโด Low Rise ที่มาพร้อมความเอ็กซ์คลูซีฟเฉพาะ 39 ครอบครัวเท่านั้นที่จะได้ครอบครองกับขนาดเริ่มต้นของห้องที่ไซส์ใหญ่กว่า และสัดส่วนที่จอดรถที่มากกว่าคอนโดทั่วไปในปัจจุบัน  

นอกจากตัวอาคารที่ออกแบบไว้อย่างปราณีตด้วยแนวคิด Layered Sophistication สร้างมิติเชิงสถาปัตย์ผ่านเส้นสายและแสงเงาเพื่อเป็นการสะท้อนเสน่ห์เช่นเดียวกับความเป็นอารีย์แล้ว อินทีเรียภายในทั้งพื้นที่ส่วนกลางและภายในยูนิตห้องพักก็ยังหรูหราแบบ Luxury Boutique และมีแบ่งการใช้งานอย่างเป็นสัดส่วนโดยใช้วัสดุที่แตกต่างกันเพื่อประสิทธิภาพการใช้งานสูงอีกด้วย 

รูปแบบห้อง

  • 1 Bedroom ขนาด 35.31 – 39 ตร.ม.
  • 2 Bedroom ขนาด 62 – 77.98 ตร.ม.
  • 3 Bedroom ขนาด 98.50 – 127.00 ตร.ม.
  • Duplex ขนาด 94.69 ตร.ม.

ราคา เริ่มต้น 5.9 ล้าน*

ข้อมูลเพิ่มเติม Kaidee Sole Agent โทร. 02 119 5050 

CHEWATHAI RESIDENCE THONGLOR

คอนโด Low Rise สุดท้ายที่จะพาไปรู้จักกัน อยู่บนทำเลยอดนิยมตลอดกาลอย่างทองหล่อ เป็นคอนโดสร้างเสร็จพร้อมอยู่ที่ชื่อว่า Chewathai Residence Thonglor โดยมีเอกลักษณ์การออกแบบที่ไม่เหมือนใคร เด่นด้วยตัวอาคารสีขาวพร้อมระเบียงแบบ Free-Form ที่แต้มแต่งด้วยต้นไม้และความร่มรื่นย์ เสมือนเป็นโอเอซิสใจกลางเมืองที่สามารถเข้ามาพักผ่อนเอนกายได้อย่างสงบและเป็นอิสระ 

นอกจากไลฟ์สไตล์และสีสันของทำเลทองหล่อที่สนับสนุนให้คอนโดนี้น่าจับจองแล้ว รายละเอียดภายใน  Chewathai Residence Thonglor ก็จัดมาอย่างเหนือชั้นด้วย Facilities ที่สมบูรณ์แบบทั้งสระว่ายน้ำ ห้องประชุม Co-Working Space ห้องออกกำลังกาย สวนบนชั้นดาดฟ้าพร้อมโซนพัตต์กอล์ฟ รวมไปถึงที่จอดรถกว่า 55% พร้อม EV Charger 2 จุด 

ส่วนการจัดสรรพื้นที่อยู่อาศัยนั้นเน้นความเป็นส่วนตัวด้วยจำนวนยูนิตสูงสุดเพียง 18 ยูนิต/ชั้น ภายในห้องโปร่งสบายด้วย Floor-to-Ceiling ประมาณ 2.65 เมตร มาพร้อมกระจกแบบเต็มบานทำให้เปิดรับธรรมชาติได้เต็มที่ และช่วยให้การจัดฟังก์ชันภายในเกิดความลงตัวและใช้ชีวิตได้มากกว่า 

รูปแบบห้อง

  • 1 Bedroom ขนาด 29.76 – 40.88 ตร.ม.
  • 1 Bedroom Plus ขนาด 41.46 – 52.02 ตร.ม.
  • 2 Bedroom ขนาด 41.65 – 61.89 ตร.ม.

ราคา เริ่มต้น 5.99 ล้าน* 

ข้อมูลเพิ่มเติม https://baan.kaidee.com/kaidee-exclusive/chewathai-thonglor/en/

*ราคาทั้งหมดอาจมีการปรับเปลี่ยน กรุณาตรวจสอบกับเจ้าหน้าที่โครงการอีกครั้ง

สรุปคอนโด Low Rise อยู่สบายเหมือนอยู่บ้านใจกลางเมือง

หัวใจสำคัญของคอนโด Low Rise จาก 5 ตัวอย่างโครงการที่หยิบมาฝากกันนั้น มีทั้งความเหมือนกันในด้านการอยู่อาศัยที่เป็นส่วนตัว ความหนาแน่นของผู้อยู่อาศัยน้อย สงบและไม่วุ่นวายเสมือนได้อยู่กับบ้านเดี่ยว แต่ในขณะเดียวกันก็มีความแตกต่าง ไม่ว่าจะสไตล์การออกแบบ ทำเลที่ตั้ง และราคา ซึ่งไม่ว่าจะเลือกซื้อคอนโด Low Rise โครงการไหน สิ่งสำคัญที่สุดคือการกลับมาถามใจตัวเอง สำรวจความต้องการและความพร้อมอย่างจริงจังอีกครั้ง เมื่อนั้นแหละเราจะได้คำตอบว่าควรซื้ออยู่หรือลงทุนกับคอนโดไหนได้ดีที่สุด 

ส่วนใครที่อยากมองหาตัวเลือกคอนโด Low Rise เพิ่มเติม สามารถค้นหาทั้งคอนโดใหม่และมือสองที่ปุ่มด้านล่างได้เลย

รวมทุกเรื่องต้องรู้ก่อนซื้อโดรนตัวแรก

รวมทุกเรื่องต้องรู้ก่อนซื้อโดรนตัวแรก

ย้อนกลับไปไม่กี่ปีก่อน โดรนเริ่มเข้ามาเป็นหนึ่งใน Gadget ยอดฮิตของใครหลายคน คนที่ฝันอยากถ่ายรูปในมุมสูงแบบ Bird’s eye view มองเห็นทุกอย่างสุดลูกหูลูกตา หรือในมุมแปลกใหม่ที่เราไม่สามารถขึ้นไปถ่ายได้ ก็คงอยากจะครอบครองเจ้า Gadget สุดคูลนี้เหมือนกัน 

วันนี้เราขอเอาใจคนที่กำลังอยากเก็บเงินสอยเจ้าโดรนสุดเจ๋งสักตัวด้วยการรวบรวมข้อมูลที่ควรรู้หากต้องการซื้อโดรนตัวแรก ไม่ว่าจะเป็นการเลือก และการลงทะเบียนใช้งานอย่างไรให้ถูกกฎหมาย รวมทั้งรุ่นโดรนที่น่าสนใจ 

ซื้อโดรนครั้งแรก ต้องดูอะไรบ้าง

การเลือกซื้อโดรนสักตัวก็คงไม่ต่างจากการเลือกซื้อโทรศัพท์ คอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต หรือกล้องสักตัว เราก็ต้องเริ่มจากการสำรวจสเปกของโดรนที่เราสนใจ  มีคุณสมบัติอะไรบ้างที่เราต้องเช็กให้ชัวร์ก่อนซื้อ ไปตามอ่านกันเลยค่ะ 

  • กล้อง

เนื่องจากโดรนก็คือกล้องชนิดหนึ่ง สิ่งที่เราต้องเช็กแน่นอนก็คือประสิทธิภาพของกล้อง ซึ่งโดรนส่วนใหญ่แล้วจะไม่สามารถปรับเปลี่ยนกล้องท่ีติดมาด้วยได้ เราสามารถเลือกคุณสมบัติของกล้องที่พึงพอใจได้เลย ว่าต้องการความละเอียดประมาณเท่าไร นอกจากนี้ก็ควรตรวจสอบว่าตัวกล้องรองรับไฟล์อะไรบ้าง เช่น RAW JPEG

  • แบตเตอรี

การบินโดรนถ่ายภาพในที่สูงเป็นสิ่งที่เราค่อนข้างควบคุมเวลาได้ยาก บางทีเราอาจจะไม่รู้ว่าต้องบินนานแค่ไหนถึงจะได้ภาพในแบบที่ต้องการ และด้วยความที่เป็นการบินถ่ายภาพในมุมสูง ทำให้หากเกิดอุบัติเหตุแบตเตอรีหมดระหว่างใช้งาน รับรองว่าดูไม่จืดแน่ ๆ เพราะฉะนั้นจึงควรเช็กให้ชัวร์ว่าแบตเตอรีของโดรนที่เราหมายตาไว้มีขนาดเท่าไร รองรับการใช้งานได้นานแค่ไหน 

ขอแนะนำว่าควรเลือกโดรนที่สามารถบินต่อเนื่องได้นานกว่า 20 นาทีขึ้นไป เพื่อให้สามารถเก็บทุกภาพความประทับใจได้แบบไม่ต้องมาเสียดายนั่งเปลี่ยนแบตไปมา

  • ระบบสัญญาณดาวเทียม

ระบบสัญญาณดาวเทียมหรือที่อาจจะคุ้นหูกันในตัวย่อ GPS ถือเป็นอีกหนึ่งฟีเจอร์สำคัญของโดรน เพราะช่วยในการระบุพิกัดของโดรน ป้องกันการหายระหว่างใช้งาน และยังสามารถใช้แสดงข้อมูลต่าง ๆ เช่น พื้นที่ที่ห้ามบินโดรน ส่วนไหนเป็นพื้นดินหรือพื้นน้ำ ในโดรนหลายรุ่นมีไว้เพื่อทำงานร่วมกันระบบบินกลับอัตโนมัติ

  • ระยะการควบคุม

ระยะการควบคุมคือระยะห่างระหว่างผู้บังคับโดรนกับตัวโดรน ระยะห่างนี้แตกต่างกันออกไปในโดรนแต่ละยี่ห้อและรายการ

  • เซนเซอร์ตรวจจับสิ่งกีดขวาง

อีกหนึ่งฟีเจอร์ที่มีประโยชน์อย่างยิ่งคือเซอเซอร์ตรวจจับสิ่งกีดขวาง ที่สามารถป้องกันการบินโดรนไปชนสิ่งกีดขวางและทำให้เกิดอุบัติเหตุ 

  • อุปกรณ์กันสั่น

สำหรับโดรนหลายยี่ห้อ จะมีอุปกรณ์ป้องกันการสั่นไหวที่ชื่อว่า Gimbol ซึ่งมีหน้าที่ช่วยป้องกันไม่ให้ตัวโดรนสั่นในขณะที่บินขึ้นที่สูง ทำให้ภาพที่ได้นิ่ง คมชัด ไม่สั่นไหว เพราะฉะนั้นหากอยากมั่นใจว่าจะได้ภาพที่คมชัดและนิ่งพร้อมใช้งาน ควรเลือกโดรนที่มีอุปกรณ์ป้องกันการสั่นไหว

  • มอเตอร์แบบไร้แปรง

หากโดรนของเราใช้มอเตอร์แบบไร้แปรง จะช่วยให้การทำงานเป็นไปด้วยความเงียบยิ่งขึ้น

เช็กให้ชัวร์ โดรนแบบไหนต้องขึ้นทะเบียนก่อนใช้งาน

อีกหนึ่งเรื่องที่ทำให้การใช้งานโดรนแตกต่างกับกล้องนั่นก็คือการขึ้นทะเบียนโดรนตามกฎหมายก่อนใช้งาน เนื่องจากการถ่ายภาพหรือการคลิปวิดีโอด้วยโดรนในบางพื้นที่ต้องได้รับการอนุญาตจากเจ้าของสถานที่นั้น ๆ ก่อน เช่นเดียวกับการเข้าไปขอถ่ายภาพหรือคลิปวิดีโอด้วยกล้องตามสถานที่ต่าง ๆ 

โดรนแบบไหนที่ต้องขึ้นทะเบียนก่อนใช้งาน

โดรนที่ต้องขึ้นทะเบียนตามกฎหมายต้องมีคุณลักษณะดังนี้

  • โดรนที่มีกล้องทุกชนิด
  • น้ำหนัก 2 – 25 กิโลกรัม
  • โดรนที่มีน้ำหนักมากกว่า 25 กิโลกรัม จะต้องได้รับการพิจารณาจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมเป็นกรณีไป

โดรนที่ไม่ต้องขึ้นทะเบียนได้แก่ โดรนที่มีน้ำหนักไม่เกิน 2 กิโลกรัมและไม่มีกล้อง

ต้องขึ้นทะเบียนโดรนกับหน่วยงานไหนบ้าง

การขึ้นทะเบียนโดรนต้องแจ้งหน่วยงาน 2 หน่วยนั้นคือ กรมการบินพลเรือน และ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และ กิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) 

เหตุผลที่ต้องแจ้งขึ้นทะเบียนต่อกรมการบินพลเรือนเพราะโดรนเป็นอุปกรณ์ที่ต้องใช้พื้นที่น่านฟ้าของไทย และต้องขึ้นทะเบียนกับกสทช.เนื่องจากมีการใช้บันทึกภาพในเชิงนิเทศศาสตร์

คุณสมบัติของผู้บังคับโดรนต้องเป็นยังไงบ้าง

คุณสมบัติของผู้ที่บังคับโดรนนั้น ๆ จะต้องเปลี่ยนข้อกำหนดตามกฎหมายด้วยเช่นกัน เริ่มจากโดรนที่ไม่ต้องขึ้นทะเบียนก่อน

คุณสมบัติของผู้บังคับโดรนที่ไม่ต้องขึ้นทะเบียน

  • มีอายุไม่ต่ำกว่า 18 ปี 

คุณสมบัติของผู้บังคับโดรนที่ต้องขึ้นทะเบียน

  • มีอายุไม่ต่ำกว่า 20 ปี
  • ไม่มีพฤติกรรมเสี่ยงต่อความมั่นคงของประเทศ
  • ไม่เคยต้องโทษจำคุก ยาเสพติด หรือ ข้อหาเกี่ยวกับศุลกากร

ข้อกำหนดการใช้โดรนมีอะไรบ้าง

หลังจากขึ้นทะเบียนโดรนเรียบร้อยแล้ว ผู้บังคับโดรนก็ต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดในการใช้งานดังนี้

  • ต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าของพื้นที่ที่ต้องการถ่ายทำก่อน
  • ห้ามบินในบริเวณเขตหวงห้าม (สถานที่ราชการ หน่วยงานรัฐ โรงพยาบาล ยกเว้นได้รับอนุญาต)
  • ห้ามบินที่ก่อให้เกิดอันตราย
  • ห้ามบินในระยะ 9 กิโลเมตรจากสนามบินหรือที่ขึ้นลงชั่วคราวของท่าอากาศยาน ยกเว้นจะได้รับอนุญาต
  • ห้ามบินโดยใช้ความสูงเกิน 90 เมตร หรือ 300 ฟุต เหนือพื้นดิน
  • ขณะบินต้องมีระยะห่างแนวราบจาก บุคคล ยานพาหนะ สิ่งก่อสร้าง และอาคาร มากกว่า 30 เมตร หรือ 100 ฟุต
  • บินในช่วงพระอาทิตย์ขึ้นถึงพระอาทิตย์ตกที่สามารถมองเห็นได้ชัดเจน
  • ห้ามบังคับโดรนเข้าใกล้ท่าอากาศยานซึ่งมีนักบิน
  • ผู้บังคับจะต้องมองเห็นโดรนตลอดเวลาขณะบังคับบิน และ ห้ามบังคับโดรนโดยอาศัยชุดกล้องบนอากาศยานหรืออุปกรณ์อื่นที่มีลักษณะใกล้เคียง

หากมีการใช้งานที่นอกเหนือจากข้อที่กล่าวไป ต้องดำเนินเรื่องขอยกเว้นกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นกรณีไป

แนะนำ 3 โดรนยอดฮิต สเปกปัง น่าใช้ ไม่ควรพลาด

หลังจากที่รู้เรื่องราวเบื้องต้นก่อนจะเลือกซื้อโดรนสักตัวกันไปแล้ว เรามี 3 โดรนยอดฮิตที่น่าสนใจในยุคนี้มาฝากกันด้วย เผื่อจะเป็นตัวเลือกให้เพื่อน ๆ ได้ 

DJI Mini 2

โดรนขนาดกะทัดรัด น้ำหนัก 249 กรัม พกพาสะดวก  เหมาะแก่การใช้งานทั่วไปที่ไม่ได้เน้นคลิปวิดีโอความละเอียดสูงสำหรับใช้งานแบบมืออาชีพ สำหรับเจ้าโดรนรุ่นนี้สามารถบินได้นานถึง 31 นาที พร้อมระบบกันสั่น 3 แกน สามารถควบคุมและสั่งงานได้ผ่านแอปพลิเคชัน DJI ถือว่าสะดวกและตอบโจทย์สายท่องเที่ยว สาย Vlogger มาก ๆ 

ราคา 14,500 บาท

DJI Mavic Air 2

โดรนเล็กขนาด 570 กรัม แต่คุณภาพไม่เล็กตาม โดดเด่นด้วยกล้องความละเอียดสูงที่สามารถถ่ายวิดีโอระดับ 4K 60 FPS ภาพนิ่ง 48 ล้านพิกเซล มาพร้อมระบบหลบสิ่งกีดขวางแบบใหม่ APAS 3.0 และ ระบบตรวจจับวัตถุได้แม่นยำกว่าเดิม สำหรับโดรนตัวนี้จะบินได้นานถึง 34 นาที

เหมาะกับคนที่มองหาโดรนที่สามารถถ่ายภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหวความละเอียดสูงได้ แต่ก็ยังเน้นความเบา พกพาสะดวกอยู่ 

ราคา 25,900 บาท

DJI Mavic 2 Pro

ปิดท้ายกันด้วยพี่ใหญ่อย่าง DJI Mavic 2 Pro จัดเต็มกับกล้องความละเอียดสูงถึง 20 ล้านพิกเซล เซนเซอร์ใหญ่ขนาด 1 นิ้ว กล้องวิดีโอความละเอียด 4K บินได้ไกลถึง 8 กิโลเมตร มี Gimbol ลดความสั่นไหวของเครื่อง  สามารถบินได้นาน 30 นาที

ภาพรวมเป็นโดรนคุณภาพสูงที่สามารถใช้งานแบบจริงจังได้ เหมาะกับคนที่มองหาโดรนความละเอียดสูงที่ยังได้เปรียบในเรื่องของน้ำหนักเครื่อง 907 กรัม  ที่ไม่ได้หนักจนเกินพกพา 

ราคา 69,000 บาท

สรุปท้ายบทความ

หากใครกำลังคิดจะซื้อโดรน อุปกรณ์สำหรับบังคับบินถ่ายภาพทางอากาศเป็นของตัวเองสักเครื่อง นอกจากที่จะต้องรู้ว่าควรเลือกสเปกอย่างไรให้เหมาะกับการใช้งานของเราแล้ว ยังจำเป็นที่จะต้องศึกษากฎข้อบังคับทางกฎหมายของการใช้โดรนด้วย ใครที่อ่านข้อมูลทั้งหมดแล้ว เริ่มอยากมองหาโดรนมือสอง สภาพดี น่าใช้สักเครื่อง ลองแวะมาเลือกซื้อเลือกหากันได้ที่ kaidee เลยค่ะ มีของดีรออยู่เพียบ 

รถ SUV มือสองเลือกไม่ยาก เพียงดูสิ่งเหล่านี้!!

รถ SUV มือสองเลือกไม่ยาก เพียงดูสิ่งเหล่านี้!!

อยากได้รถ SUV มือสองสักคัน!! ทำไงดี? จะให้มาเลือกซื้อเลยก็กลัวอีกว่าจะได้รถที่ไม่ดี ย้อมแมวมา ต้องบอกเลยว่าบทความนี้จะคอยมาเป็นไกด์ในการแนะนำรถ SUV สักคันที่เหมาะสมกับราคาและคุณภาพเยี่ยม ด้วยวิธีการเลือกง่าย ๆ ไม่กี่ข้อ อ่านบทความจบเลือกซื้อได้ถูกใจและตรงความต้องการได้ทันที!!

รถ SUV คืออะไร?

เล่าให้นิดนึงก่อน สำหรับคนที่ไม่รู้ว่า รถ SUV คืออะไร เพราะไม่แน่ว่า พอรู้แล้วอาจจะอยากหันมาเลือกซื้อรถ SUV มือสองบ้างก็เป็นได้ เพราะว่าเป็นรถที่มีเสน่ห์ในตัวอย่างเหลือล้นเลยทีเดียว

รถ SUV มีคำย่อมาจาก Sports Utility Vehicle หรือก็คือรถยนต์อเนกประสงค์ ที่มีความเป็นสปอร์ตแฝงไว้ ตามคำเรียกของประเภทเลย ซึ่งบางครั้งรถยนต์ประเภทนี้ก็ถูกมองเป็นรถยนต์ที่ใช้สำหรับการแคมป์ปิ้ง เพราะด้วยสมรรถนะที่พร้อมในทุก ๆ รูปแบบของถนน ไม่ว่าจะเป็นในเมือง หรือต้องการขับขี่แบบ Off-Road ก็สามารถทำได้สบายหายห่วง

เสน่ห์ของรถยนต์ SUV

จริง ๆ แล้ว รถยนต์ทุกกประเภทนั้นมีเสน่ห์และเอกลักษณ์ของตัวเอง เช่นเดียวกันกับรถยนต์ประเภทนี้ เพราะสิ่งเหล่านี้นี่แหละ ที่ทำให้ใครที่เห็นรถยนต์ประเภทนี้ต่างพากันหลงรัก

1. ดีไซน์เท่แบบ Sedan

ผู้คนส่วนใหญ่เวลาเลือกซื้อรถ ก็มักจะมองกันที่รูปลักษณ์ภายนอกกันก่อน ซึ่งดีไซน์ก็เป็นเหตุผลหลักที่จะทำให้รถยนต์คันนึงนั้นสามารถดึงดูดสายตา และก่อเกิดเป็นความอยากได้ ซึ่งรถประเภทนี้จะได้ความเท่ และดูสปอร์ตเหมือนกันรถ Sedan หลาย ๆ เจ้าในปัจจุบัน แต่ที่ได้แถมมาก็คือเรื่องของรูปทรงที่แตกต่างกัน

2. ได้ความครบครันเหมือนรถ MPV

ข้อได้เปรียบของรถ MPV อย่างที่รู้ ๆ กันคือเรื่องของพื้นที่ภายในที่กว้างขวาง แน่นอนว่ารถยนต์ SUV ก็นำเอาส่วนนี้มาใช้ด้วยเช่นเดียวกัน เพราะได้ความกว้างมาค่อนข้างเยอะ เหมาะสำหรับครอบครัวที่มีคนอาศัยอยู่เยอะ ไปไหนมาไหนก็พากันไปได้หมดทั้งครอบครัว คุ้มค่าเอามาก ๆ 

3. ได้ความลุยแบบ Off-Road

การขับขี่ไปไหนมาไหนได้ดั่งใจก็เป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้เกิดการตัดสินใจซื้อรถ แต่จะเลือกซื้อรถ Off-Road ก็อาจจะดูคันใหญ่ไปสำหรับบางบ้านที่ไม่ได้มีพื้นที่ให้จอดมากมายขนาดนั้น หรืออาจจะไม่ตอบโจทย์กับชีวิตประจำวัน ทำให้รถยนต์ SUV นั้นถึงแม้ว่าจะไม่ได้ขับได้ลุยอะไรมากมาย แต่ก็ยังสามารถตอบสนองบนถนนหนทางที่ขรุขระได้มากพอที่จะสามารถลุยไปไหนมาไหนได้อย่างคล่องแคล่ว

ซึ่งจากทั้งหมดทั้งมวลก็แสดงให้เห็นแล้วว่าเสน่ห์ที่แท้จริงของรถยนต์ประเภท SUV คือความอเนกประสงค์ที่ตอบโจทย์ในทุก ๆ ฟังก์ชันการขับขี่ในชีวิตประจำวันได้อย่างลงตัว และได้ทุกสถานการณ์ แต่จะให้ไปสุดสักทางใดทางหนึ่งก็คงจะยาก จึงเป็นการเหมารวมเอาข้อดีของรถยนต์แต่ละประเภทมายำใหญ่ใส่ไว้ในคันเดียว

เลือกซื้อรถ SUV มือสองอย่างไรดี?

มาถึงส่วนที่เป็น Highlights ของบทความนี้กันแล้ว ว่าการจะเลือกซื้อรถ SUV มือสองจะต้องมาดูที่อะไรกันบ้าง เดี๋ยวจะมีรุ่นมาแนะนำกันอีกด้วย

1. ตั้งโจทย์ให้ตัวเองก่อนว่าต้องการอะไรบ้าง

แน่นอนว่ารถยนต์แต่ละแบบนั้นย่อมมีความต้องการและรูปแบบการใช้งานที่ต่างกันออกไป ควรมองก่อนเลยว่าแท้ที่จริงแล้ว ความต้องการของเราที่มีอยู่นั้นมันเหมาะสมกับรถ SUV มือสองแล้วจริง ๆ ใช่ไหม มาดู Checklist ที่เรามีมาให้กันดูดีกว่า

ChecklistSedanSUVMPV
คนในครอบครัวเยอะ
ดีไซน์เท่ ล้ำ
ฟังก์ชันครบ
เน้นการขับลุย
ช่วงล่างที่นุ่มนวล
ความหรูหรา มีระดับแบบผู้บริหาร
*ทั้งนี้ยี่ห้อของรถก็มีส่วนที่ทำให้ข้อมูลดังกล่าวเปลี่ยนแปลงไป

2. ดูรุ่นและยี่ห้อที่ถูกใจ

หลาย ๆ คนมีความเป็น Brand Loyalty อยู่ในตัว ทำให้มักจะเลือกยี่ห้อที่ถูกใจมาเป็นทางเลือกอยู่เสมอ ดังนั้นเดี๋ยวเราจะมาของแนะนำรุ่นที่มีอยู่ในตลาดของแต่ละยี่ห้อดัง ๆ มาไว้เผื่อเป็นทางเลือกที่ดีในการเลือกซื้อรถ SUV มือสองให้กับตัวคุณได้

TOYOTA : All New Corolla Cross

Credit : Toyota

เปิดตัวมาไม่นานนักกับน้องใหม่ล่าสุดอย่าง Toyota Corolla Cross หากใครที่เป็นสายเน้นการขับขี่ที่นุ่มสบายอย่างลงตัว รุ่นนี้ไม่มีผิดหวัง อีกทั้งยังมาพร้อมสิ่งที่ขึ้นชื่อของ Toyota ในเรื่องการบำรุงรักษาที่ง่ายและราคาถูกแสนถูก บอกเลยว่าคันนี้ตอบโจทย์

ราคาของ Toyota มือสอง : ประมาณ 680,000 – 1,100,000 บาท

HONDA : CR-V

Credit : Honda

รถยนต์ SUV สุดเท่ ดีไซน์ล้ำ แถมได้อารมณ์สปอร์ตแบบจัดหนักจัดเต็ม ด้วยไฟหน้าและรูปลักษณ์ภายนอกที่มีความคม ดุ ทำให้ CRV นั้นเป็นอีกหนึ่งรุ่นที่ได้รับความนิยมไม่แพ้เจ้าไหน ๆ เรียกได้ว่าเป็นยุคที่ Honda นั้นกลับมาเป็นรถที่สุดแสนจะยอดเยี่ยมได้อีกครั้งหนึ่ง ถ้าหากไม่นับรถ Sedan อย่าง Civic

ราคาของ Honda มือสอง : ประมาณ 500,000 – 650,000 บาท

MAZDA : CX-5

Credit : Mazda

ฮิตสุดในบรรดา SUV เมื่อเทียบกับหลาย ๆ ค่าย เรามักจะได้ยินกันอยู่อย่างเสมอถ้าพูดถึง SUV ตอนนี้ Mazda นั้นท็อปฟอร์มจริง ๆ ด้วยดีไซน์ที่สวย อีกทั้งยังมีสีแดงที่เป็นเอกลักษณ์ยากที่ใครจะเหมือน ยิ่งส่งให้รุ่นนี้นั้นโดดเด่นยิ่งขึ้นเมื่อโดนแดดสาดส่อง

ราคาของ Mazda มือสอง : ประมาณ 7500,000 – 1,160,000 บาท

Nissan : X-Trail

Credit : Nissan

อีกหนึ่งรถ SUV มือสองที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากจากทางค่าย NIssan ที่มีถึงเจเนอเรชันที่ 4 เข้าไปแล้ว กับรูปลักษณ์ภายนอกที่มีความเท่แบบสปอร์ตแบบเต็มขั้น ที่มีให้เลือกทั้งระบบเชื้อเพลิงและแบบ Hybrid ที่นำเอาระบบไฟฟ้าเข้ามาใช้เพื่อประหยัดพลังงาน

ราคาของ Nissan มือสอง : ประมาณ 500,000 – 700,000 บาท

3. ตรวจเช็คสภาพโดยรวม

แน่นอนว่าการที่จะเลือกซื้อรถยนต์มือสองสักคัน สำคัญกว่าสิ่งอื่นใด คือเรื่องของคุณภาพที่เหมาะสมกับราคา ดังนั้นควรจะต้องศึกษาในเรื่องของการเช็ครถเบื้องต้น ว่าไม่มีการย้อมแมวมาขาย ซึ่งจุดที่ควรจะต้องดูให้ดีคงหนีไม่พ้นเรื่องเหล่านี้

  • ภายนอกของรถยนต์โดยรวม จะต้องไม่มีรอยชนหนักมาก่อน
  • ภายในห้องโดยสารจะต้องสะอาด
  • เช็คเลขตัวถังของรถว่าตรงรุ่น ตรงกับเล่มทะเบียน
  • เช็คเครื่องยนต์และฟังเสียงว่ามีเสียงที่ผิดปกติหรือไม่

หากคุณเป็นคนเป็นคนหนึ่งที่ไม่มั่นใจในเรื่องของการตรวจเช็คแล้วล่ะก็ สามารถใช้บริการของ Kaidee Certified ที่พร้อมตรวจสภาพรถยนต์กว่า 200 จุด พร้อมบอกคะแนน เพื่อให้คุณตัดสินใจในการเลือกซื้อรถยนต์ที่ดีและเหมาะสมกับราคา

สรุปท้ายบทความเลือกซื้อรถ SUV มือสอง

การจะเลือกซื้อรถ SUV มือสองสักคันนั้น คงหนีไม่พ้นในเรื่องของความจำเป็นในการใช้งานในแต่ละวัน รวมไปถึงงบประมาณที่ตั้งเอาไว้ แต่สิ่งที่ห้ามละเลยไปก็คือ “ความรอบคอบ” ที่จะศึกษาข้อมูลรวมไปถึงการตรวจเช็คสภาพเบื่องต้นก่อนที่จะตัดสินใจซื้อ ทางที่ดีที่สุด ควรจะไปลองรถเพื่อความสบายใจและเป็นการตรวจเช็คการใช้งานไปในตัวอีกด้วย 

หากอ่านบทความนี้แล้ว สามารถตัดสินใจที่จะซื้อรถ SUV มือสองแล้วล่ะก็ วันนี้ Kaidee จะมาชี้เป้า แหล่งรวมรถยนต์มากมาย

“เพียงคลิกปุ่มด้านล่างนี้เท่านั้น!!”